WHA Group เปิดภารกิจ ‘Mission to the Sun’ ทรานส์ฟอร์มสู่ Tech Company ยกระดับทั้งระบบนิเวศ​ธุรกิจให้ Smart + Green พร้อมทะยานสู่บริษัทแสนล้านใน 5 ปี

หลัง​เติบโตแบบ All-time High ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ได้ ในปี 2566 ​ ‘ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป’ (WHA Group) จึงเดินหน้า​เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจทั้ง 4 กลุ่ม เพื่อมุ่งสู่​สถิติเติบโตสูงสุดครั้งใหม่ได้อีกครั้งในสิ้นปีนี้ ​โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างพื้นฐานของบริษัท ผ่านการ​ทรานส์ฟอร์มสู่การเป็น Tech Company ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อนำ​ Digital มาเป็น Backbone ในการขับเคลื่อนการเติบโตให้กับทุกกลุ่มธุรกิจ ผสมกับแนวคิดขับเคลื่อน​เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy เพื่อสร้างการเติบโต​อย่างยั่งยืนสอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก​

ทั้งนี้ WHA Group ตั้งเป้าใช้เม็ดเงินลงทุนตลอด 5 ปีจากนี้ (ปี 2567-2571) ที่ 78,700 ล้านบาท เพื่อเติบโตสู่ธุรกิจที่ทั้ง Smart และ Green พร้อมเป้าหมายผลักดันรายได้รวมให้เติบโตสู่ระดับ 1 แสนล้านบาท จากการขยายตลาดต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการเดินหน้าเป็นพันธมิตรกับ Global Brand ภายใต้กลยุทธ์​ WE SHAPE THE FUTURE เพื่อมีส่วนขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต ควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งการดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ​​

4 กลยุทธ์ ขับเคลื่อน 4 ธุรกิจหลัก 

คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา WHA Group สามารถทำสถิติยอดขายสูงสุดครั้งใหม่ หรือ All-time High ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 17,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น​ 11% และสามารถรักษาระดับอัตรากำไร EBITDA ที่มากกว่า 40%

ส่วนในปีนี้ ได้วางเป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตต่อ​เนื่อง​ได้ไม่น้อยกว่า 2 หลัก เพื่อสามารถสร้าง Triple All-time High ได้ ผ่าน​แผนลงทุนในปี 2567 นี้ เพื่อมุ่งเน้น​​พัฒนาโซลูชันทางธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันให้ประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนใหม่ จาก 4 กลยุทธ์​สำคัญ ได้แก่

– Extend Leadership เร่งขยายธุรกิจต่อเนื่องทั้งในประเทศและตลาดภูมิภาค

– Embrace Innovation and Technology นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็น New S-curve ให้กับองค์กร

– Enhance the Prominence on Green and Sustainability เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในปี 2593 (Net-Zero 2050)

– Build HighPerformance Organization ด้วยการพัฒนายกระดับด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้เป็นองค์กรสมรรถนะสูง

สำหรับแผนขับเคลื่อนธุรกิจในปีนี้  จะมุ่งยกระดับศักยภาพให้เพิ่มขึ้นทุกด้าน เพื่อรองรับการเติบโตของทั้ง 4  กลุ่มธุรกิจหลัก เพื่อ​สร้างความพร้อมทั้งการ​รับมือกับ​ความท้าทาย และโอกาสจากดีมานด์ของลูกค้าและเมกะเทรนด์ของโลก โดยมีแผนพัฒนาตลอด 5 ปี ภายใต้งบรวมกว่า 7.87 หมื่นล้านบาท สำหรับการพัฒนามิติต่างๆ จากทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจ ดังต่อไปนี้

ธุรกิจโลจิสติกส์ มุ่ง​ขยายธุรกิจ​การพัฒนาโครงการ Built-to-Suit และโรงงาน/คลังสินค้า ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ การเสริมศักยภาพด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี และการส่งเสริมแนวปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน พร้อมเร่งโครงการ Green Logistics เพื่อรองรับดีมานด์จากลูกค้าที่ต้องการลดคาร์บอนภายในซัพพลายเชนของธุรกิจ โดยเปลี่ยนมา​ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในภาคขนส่งของประเทศ ทั้งการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ และพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการยานยนต์ไฟฟ้ารวมถึงแบตเตอรี่ ​โดยนปี 2566 ที่ผ่านมา มีลูกค้าเซ็นสัญญาเช่าซื้อยานยนต์ไฟฟ้าแล้วจำนวน 25 คัน และตั้งเป้าหมายที่จะเซ็นสัญญาเพิ่มอีก 1,000 คัน ในปี 2567

ขณะที่เป้าหมายให้บริการขนส่งลูกค้าเพิ่มเติมในปีนี้ บริษัทมีเป้าหมายส่งมอบโครงการและสัญญาใหม่เพิ่มขึ้น 200,000 ตร.ม. แบ่งเป็นประเทศไทย 165,000 ตร.ม.และเวียดนาม 35,000 ตร.ม. โดยคาดว่าสินทรัพย์รวมภายใต้กรรมสิทธิ์และการบริหารจะเพิ่มถึงระดับ 3,145,000 ตร.ม. จากในปีที่ผ่านมา สามารถเพิ่มพื้นที่ได้กว่า 242,000 ตร.ม ซึ่งถือเป็น All-time High และทำให้มีพื้นที่รวมในปีที่ผ่านมา 2,945,000 ตร.ม.

รวมทั้งมีแผนการขายสิทธิการเช่าทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์ WHART และ WHAIR รวมทั้งสิ้น  213,000 ตร.ม. ​​มูลค่าประมาณ 5,290 ล้านบาท เพิ่มเติมจากสิทธิการเช่าทรัพย์สิน​กองทรัสต์ WHART จำนวน 142,900 ตร.ม. ​มูลค่า​​ 3,566 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา

“​การเข้าซื้อหุ้นของบริษัท จีซี โลจิสติกส์ โซลูชันส์ จำกัด (GCL) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ในสัดส่วน 50% มูลค่า 2,640 ล้านบาท ถือเป็นอีกความสำเร็จหนึ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนดังกล่าว เป็นการผสานความเชี่ยวชาญ และความเป็นผู้นำในตลาดของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนยกระดับการให้บริการกับลูกค้า”

ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม  ปีนี้มีแผนพัฒนานิคมแห่งใหม่ และขยายนิคมเพิ่มเติม ในประเทศไทย 7 โครงการ บนพื้นที่รวมกว่า 1 หมื่นไร่ ในช่วง 4 ปีข้างหน้านี้ ส่งผลให้บริษัทจะมีพื้นที่นิคมรวมกว่า 5.2 หมื่นไร่ ในปี 2570  จากปัจจุบันบริษัทมีนิคม 13 แห่ง ในประเทศไทย 12 แห่ง และเวียดนาม 1 แห่ง โดยปีที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ทำ All-time High ได้เช่นกัน  โดยมียอดขายที่ดินรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 2,767 ไร่ ซึ่ง​มากกว่าเป้าหมายถึง 58% จากเป้าหมายเดิมช่วงต้นปีที่วางไว้ 1,750 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในประเทศไทย 1,986 ไร่ และเวียดนาม 781 ไร่

ไฮไลต์สำคัญในปีที่ผ่านมา คือการลงนาม​สัญญาซื้อขายที่ดินกับฉางอาน ออโต้ เซ้าท์อีส เอเชีย หนึ่งในกลุ่มยานยนต์ชั้นนำ 4 กลุ่มของจีน จำนวน 250 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรม ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และการลงนามในสัญญาเช่าที่ดินในเวียดนามกับฟู่ วิง อินเตอร์คอนเนค เทคโนโลยี (เหงะอาน) ในเครือฟ็อกซ์คอนน์ อินเตอร์คอนเนค เทคโนโลยี ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลก จำนวน 300 ไร่

ทั้งนี้ ​บริษัทจะมุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์อัจฉริยะ (Smart ECO Industrial Estate) อย่างต่อเนื่อง โดยขยายขีดความสามารถให้ครอบคลุม 6 องค์ประกอบสำคัญคือ Smart Services, Smart Mobility, Smart Communication, Smart Power, Smart Water และ Smart Security ภายใต้ UOC หรือ การบริหารจัดการโดยศูนย์ควบคุมกลาง (Unified Operation Center) เพื่อต่อยอดเป็น Total Solutions Partner ให้ลูกค้า ผ่าน​บริการ​เกี่ยวเนื่อง เช่น บริการด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โทรคมนาคม ในประเทศเวียดนาม ​

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายเฟสใหม่ในเขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล โซน 1 – เหงะอาน หลังเฟส 1 ได้รับการตอบรับอย่างดีทำยอดขายได้แล้ว 77% และอยู่ระหว่างพัฒนาเฟส 2 รวมทั้งการขยายเขตอุตสาหกรรมอีก 3 โครงการ บนที่ดินรวมกว่า 22,813 ไร่

 

ธุรกิจสาธารณูปโภค โดย กลุ่มธุรกิจ​น้ำ ตั้งเป้าเพิ่มยอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำ​เพิ่มขึ้น 178 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แบ่งเป็น ในประเทศ 142 ล้าน ลบ.ม. ​และในเวียดนาม 36 ล้าน ลบ.ม. โดย​เติบโตกว่า 14% จากการขยายการให้บริการทั้งภายในนิคมฯ และนอกนิคมฯ ซึ่งมองเห็นการขยายตัวของดีมานด์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมขยายสู่ธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มให้น้ำ โดยมีเป้าหมาย 10 ล้าน ลบ.ม. พร้อมพัฒนา Smart Water Platform รวมทั้งมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อาทิ โซลูชันสิ่งแวดล้อม และสาธารณูปโภคสำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ

ส่วนการ​เติบโตในปีที่ผ่านมา มี​ยอดขายน้ำและบำบัดน้ำเสียในประเทศไทย​​ 121 ล้าน ลบ.ม. เติบโต 4% แบ่งเป็น​ยอดขายน้ำดิบ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาณจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม 6 ล้าน ลบ.ม.​ ขณะที่ปริมาณยอดขายและบริหารน้ำในเวียดนาม อยู่ที่ 34 ล้าน ลบ.ม. เติบโตจากปีก่อนหน้า 18%

ด้าน กลุ่มธุรกิจไฟฟ้า ​ปีนี้จะมุ่งพัฒนานวัตกรรมและโซลูชั่นพลังงานทดแทน เช่น สถานี​ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า  แพลตฟอร์ม​ซื้อขายพลังงานไฟฟ้า (Peer-to-Peer Energy Trading) และการซื้อขายใบรับรองเครดิต​​การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (I-REC) ​พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในธุรกิจ New S-Curve เช่น ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS) พร้อมเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าสะสมที่ลงนามแล้วรวม 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่ง 453 เมกะวัตต์ จะมา​จากพลังงานหมุนเวียน โดยเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) 283 เมกะวัตต์

ส่วน​ปี 2566 ที่ผ่านมา ได้เซ็นสัญญาเพิ่มอีก 50 เมกะวัตต์​ จากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มอีก 42 สัญญา และการคัดเลือกจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้สิทธิ์เป็นผู้พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) เฟส 1 จำนวน 5 โครงการ โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้น 125.4 เมกะวัตต์

ธุรกิจดิจิทัล เร่งขับเคลื่อนการทำ Digital Transformation ​ก้าวสู่การเป็น  Technology Company ภายในสิ้นปี 2567 นี้  เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาส่วนต่างๆ ภายใน Ecosystem ของ WHA Group ให้แข็งแรงและครบวงจรมากขึ้น ผ่านภารกิจ “Mission To The Sun” รองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และสร้างมูลค่าเพิ่มที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าและสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของโลก ​เพื่อเป็น Backbone ให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น ​Green Logistics ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาแอปพลิเคชันที่รวมบริการต่าง ๆ (Super Driver App) สำหรับลูกค้ายานยนต์ไฟฟ้าภาคธุรกิจ เช่น การบริหารยานพาหนะ (Fleet Management) การวางแผนเส้นทาง (Route Optimization) และการเชื่อมโยงโครงข่ายสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า (EV Roaming) เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าดำเนินธุรกิจตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2593 (100% Circularity by 2050) ผ่านการดำเนินงานภายใต้ 3 หลักการ ได้แก่ Design & Resource, Green Products และ Operation Excellence โดย​ปี 2566 กลุ่มธุรกิจทั้ง 4 ได้มีการนำเสนอโครงการ Circular Economy  ไม่น้อยกว่า 40 โครงการ

Stay Connected
Latest News

บี.กริม เพาเวอร์ บริษัทหนึ่งเดียวในเอเชีย คว้ารางวัลองค์กรยั่งยืนระดับโลก จาก S&P Global ในระดับ Top 10% ของอุตสาหกรรมสาธารณูปโภคไฟฟ้า ตอกย้ำความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนรากฐานความยั่งยืน

เทอร์มินอล21 พระราม3 จับมือ กรุงเทพมหานคร ยกทีมบุคลากรทางการแพทย์ เปิดพื้นที่บริการตรวจสุขภาพแก่ประชาชน ฟรี! ในงานตลาดนัดสุขภาพ “Bangkok Health Market Zone3” รณรงค์ให้คนไทยดูแลใส่ใจสุขภาพ ห่างไกลจากโรคร้าย