<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Innovative &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/innovative/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 17 Jan 2026 15:57:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Innovative &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เอ็นไอเอ เปิด 3 เทรนด์นวัตกรรมมาแรง ขับเคลื่อน &#8216;เทคโนโลยี -ธุรกิจ-ผู้บริโภค&#8217; ​​พร้อม 4 นโยบาย ขับเคลื่อนไทยสู่ประเทศไทย​ &#8216;เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/nia-disclose-innovation-trends-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Jan 2026 11:29:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Green Circular]]></category>
		<category><![CDATA[Health & Wellness]]></category>
		<category><![CDATA[Hyper-Personalization]]></category>
		<category><![CDATA[innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Innovation Nation]]></category>
		<category><![CDATA[Muketing]]></category>
		<category><![CDATA[National Innovation Agency Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[NIA]]></category>
		<category><![CDATA[PET]]></category>
		<category><![CDATA[Silver Solution]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Trends]]></category>
		<category><![CDATA[ชาตินวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์ผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39416</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิด​ 3 เทรนด์นวัตกรรมที่น่าสนใจในปี 2569 ได้แก่ เทรนด์ทางเทคโนโลยี (Technology Trends) เทรนด์ทางธุรกิจ (Market Trends) และเทรนด์ในผู้บริโภค (Consumer Trends) พร้อมเปิด 4 นโยบายขับเคลื่อนนวัตกรรม ​ประกอบด้วย 1) ส่งเสริมการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม (Investment), 2) เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนานวัตกรรม (Innovation Linkages),  3) ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระดับพื้นที่ (Regionalization of Innovation) และ 4) ยกระดับทักษะนวัตกรรมของประเทศ (Innovation Competency at Large) เพื่อเร่งส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาศักยภาพการเติบโต และการกระจายตัวของธุรกิจนวัตกรรมให้พร้อมเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยต่อไปอย่างยั่งยืน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA เปิดเผยว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/nia-disclose-innovation-trends-2026/">เอ็นไอเอ เปิด 3 เทรนด์นวัตกรรมมาแรง ขับเคลื่อน &#8216;เทคโนโลยี -ธุรกิจ-ผู้บริโภค&#8217; ​​พร้อม 4 นโยบาย ขับเคลื่อนไทยสู่ประเทศไทย​ &#8216;เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) </strong>หรือ<strong> NIA</strong> กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิด​ 3 เทรนด์นวัตกรรมที่น่าสนใจในปี 2569 ได้แก่ เทรนด์ทางเทคโนโลยี (Technology Trends) เทรนด์ทางธุรกิจ (Market Trends) และเทรนด์ในผู้บริโภค (Consumer Trends)</p>
<p><span id="more-39416"></span></p>
<p>พร้อมเปิด 4 นโยบายขับเคลื่อนนวัตกรรม ​ประกอบด้วย 1) ส่งเสริมการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม (Investment), 2) เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนานวัตกรรม (Innovation Linkages),  3) ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระดับพื้นที่ (Regionalization of Innovation) และ 4) ยกระดับทักษะนวัตกรรมของประเทศ (Innovation Competency at Large) เพื่อเร่งส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาศักยภาพการเติบโต และการกระจายตัวของธุรกิจนวัตกรรมให้พร้อมเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยต่อไปอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA เปิดเผยว่า ​การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค แนวคิดสลับขั้วทางการค้าที่นำไปสู่มาตรการภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียมที่สร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่มูลค่าโลก ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติ กลายเป็นกระแสความเปลี่ยนแปลงหลักที่เกิดขึ้นในปี 2568</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39531 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/AW-ประกอบข่าว-1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ทั้งนี้ ​ <strong>‘นวัตกรรม’</strong> ยังคงเป็นส่วนสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนเหล่านี้​ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทย ​ที่ต้องติดตามและปรับตัวให้ทันกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด​ เพื่อสามารถขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โ​ดยในปี 2569 นี้ NIA มอง​ Top3 ของเทรนด์นวัตกรรมที่น่าจับตาพร้อมทั้งการเกิดโอกาสทางธุรกิจจากเทรนด์แต่ละด้าน ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>1. เทรนด์ทางเทคโนโลยี (Technology Trends) : ​</strong>โดยเทรนด์ต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจ​<strong> ‘ต้นทุนถูกลง’</strong> และ <strong>‘สร้างความสามารถในแข่งขันในระยะยาว’ </strong>โดย​ 3 เทรนด์ทางเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ​ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Agentic AI (ปัญญาประดิษฐ์    เชิงปฏิบัติการ) หรือ AI ที่สามารถทำงานแทนคนได้</strong>อย่างการตอบแชทลูกค้าพร้อมปิดการขาย การจัดการคำสั่งซื้อ  การจองคิว การเปรียบเทียบราคา และการสั่งซื้อสินค้าโดยอัตโนมัติ</p>
<p><strong>&#8211; Hyper-Automation (ระบบอัตโนมัติเชื่อมโยง)</strong> ระบบบอทที่ช่วยลดงานซ้ำๆ เพิ่มประสิทธิภาพ และความแม่นยำ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เมื่อมีคำสั่งซื้อจากร้านค้า ข้อมูลจะวิ่งไปตัดสต็อกในระบบบัญชี และออกใบแปะหน้าขนส่งทันทีโดยไม่ต้องใช้คนคีย์ข้อมูลซ้ำ</p>
<p><strong>&#8211; Carbon Accounting (ระบบคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์) </strong>ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการส่งออกหรือเป็นซัพพลายเออร์ให้กับบริษัทใหญ่ โดยต้องจัดทำตั้งแต่การใช้พลังงาน การผลิต การขนส่ง และของเสีย เพื่อให้ทราบถึงร่องรอยการปลดปล่อยคาร์บอน เนื่องจากความเข้มงวดของกฎระเบียบโลก เช่น CBAM ของยุโรป ตลอดจน พ.ร.บ. โลกร้อนที่อยู่ระหว่างการเตรียมการ</p>
<p><strong>2. เทรนด์ทางธุรกิจ (Market Trends) : </strong>สะท้อนแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจและอุตสาหกรรมจากกลุ่มต่างๆ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการดึงดูดกำลังซื้อของลูกค้าและผู้บริโภค  โดย 3 เทรนด์กลุ่ม​ธุรกิจที่น่าจับตามอง ประกอบด้วย</p>
<p><strong>&#8211; Health and Wellness (ธุรกิจฮีลกายและใจ)</strong> ที่ไม่ได้มีแค่การ ‘รักษา’ แต่รวมถึงการ ‘ป้องกัน’ และการ ‘บำบัด’ ในกลุ่มคนวัยทำงานที่มีความเครียดสะสมมักพบปัญหา Office Syndrome และปัญหาการนอนหลับ จึงเป็นโอกาสให้กลุ่มธุรกิจและบริการ ​เช่น คลินิกกายภาพบำบัด, ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม/เทียนหอมช่วยการนอนหลับ, อาหารเสริมคลายเครียดจากสมุนไพรไทย หรือธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รมทั้งกิจกรรมโยคะ/ทำสมาธิ  เป็นต้น</p>
<p><strong>&#8211; Pet Economy (เศรษฐกิจทาสหมาแมว)</strong>  ตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยถือว่าเป็นตลาดที่เติบโตได้สวนกระแสเศรษฐกิจ จากที่เคยเป็นธุรกิจที่มีตลาดเฉพาะกลุ่ม กลายมาเป็นธุรกิจกระแสหลักที่เริ่มมีคนกระโดดเข้ามาแย่งส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น เช่น อาหารสัตว์เกรด Holistic/Organic ปรุงสุกใหม่ (Fresh Pet Food), เสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบให้มีฟังก์ชันสำหรับแมว ตลอดจนบริการสปา คอนโดและโรงแรมสำหรับสัตว์เลี้ยง</p>
<p><strong>&#8211; Green &amp; Circular Business (สร้างคุณค่าจากของเหลือใช้)</strong> เทรนด์รักษ์โลก ทำให้ธุรกิจ ‘Upcycling’ และ ‘Recycling’ ได้รับความสนใจ สินค้าและบริการที่มีความเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม หรือมีเรื่องราวสอดรับกับเทรนด์รักษ์โลก ​แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไป หรือมีภาระด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในมุมของผู้ผลิต แต่ก็ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด และช่วยสร้างโอกาสที่ดีสำหรับภาคธุรกิจ หรือ SME ในการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค้าให้วัตถุดิบในท้องถิ่น หรือต่อยอดวัตถุดิบเหลือทิ้ง ผ่านการออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งาน หรือตามเทรนด์แฟชัน ​เช่น ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ, ธุรกิจแฟชันจากวัสดุหมุนเวียน, สินค้าอุปโภคบริโภคแบบเติม (Refill Station) เพื่อช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก  เป็นต้น</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-39530 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Re-nia3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>3. เทรนด์ผู้บริโภค (Consumer Trends) : </strong>พฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนไป   สู่ความ ‘คุ้มค่า’ และ ‘ใส่ใจตัวเอง’ มากขึ้น โดย 3 เทรนด์​พฤติกรรม​ที่​​เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคที่มีความน่าสนใจ ประกอบด้วย</p>
<p><strong>&#8211; Hyper-Personalization (รู้ใจรายคน)</strong> ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่สินค้าคุณภาพดี แต่ต้องการสินค้าที่<strong> ‘เหมาะกับฉันคนเดียว’</strong> โดยฟันเฟืองสำคัญคือการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูล เพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เช่น อาหารเสริมที่จัดชุดตามผลตรวจเลือด สกินแคร์ที่ปรับสูตรตามสภาพผิวเฉพาะ เป็นต้น</p>
<p><strong>&#8211; Silver Solution (สูงวัยมีสุข)</strong> ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ดังนั้น การออกแบบธุรกิจและบริการเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับลูกค้ากลุ่มนี้จะช่วยสร้างความแตกต่าง  ให้กับธุรกิจ เช่น บริการปรับปรุงห้องน้ำ/บ้านเพื่อความปลอดภัย ทัวร์ท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์สำหรับวัยเกษียณ บริการผู้ช่วยพาไปหาหมอ</p>
<p><strong>&#8211; Muketing หรือ Magic Economy (สายมูฮีลใจ)</strong> ความเชื่อและความศรัทธาอยู่คู่กับคนไทยมายาวนานจนกลายเป็นวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรม ที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เหมาะกับการส่งเสริมธุรกิจทัวร์ทำบุญไหว้พระ ผลิตภัณฑ์บนความเชื่ออย่างกำไลข้อมือและตะกรุดแฟชั่น ซึ่งผสมรวมระหว่างงานศิลปะกับความเชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติที่มีพลังวิเศษ เป็นต้น</p>
<p><strong>4 นโยบายขับเคลื่อนการพัฒนา &#8216;นวัตกรรม&#8217; ประเทศไทย</strong></p>
<p><strong>ดร. กริชผกา</strong> <strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า</strong> ที่ผ่านมา NIA มีเป้าหมายสำคัญในการปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่ <strong>‘เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต</strong> โดยมีธุรกิจสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งสร้างอุตสาหกรรมใหม่เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโต</p>
<p>ทั้งนี้ ​ก้าวสู่การเป็น <strong>‘ชาตินวัตกรรม’ </strong>​มีเป้าหมายหลัก ได้แก่ <strong>1)</strong> <strong>การพัฒนานวัตกรรมบนฐานเทคโนโลยีขั้นสูง </strong>ซึ่งมีความซับซ้อนที่เป็นจุดแข็งและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย <strong>2)</strong> <strong>การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงบนฐานความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรม </strong>และ <strong>3)</strong> <strong>การเตรียมความพร้อมกำลังคนไปสู่แรงงานสูงที่ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว </strong>เพื่อตอบสนอง​ต่อโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป</p>
<p><em>“<strong>NIA ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในฐานะผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจนวัตกรรมในทุกมิติผ่านแนวคิด 4G </strong>ได้แก่ <strong>Groom</strong> การบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรม <strong>Grant</strong> การให้เงินทุน <strong>Growth </strong>การสร้างโอกาสขยายตลาดและแหล่งเงินทุน และ <strong>Global</strong> การเข้าสู่ตลาดระดับโลก และเพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถเติบโตอย่างเข้มแข็งและแข่งขันได้ในตลาดโลก&#8221;</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-39532 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/AW-ประกอบข่าว-5.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนของ NIA ​ในปี 2569 ​จะมุ่งเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยผ่าน<strong> ‘นโยบายนวัตกรรม’  </strong>ผ่านแนวทางทางการดำเนินงานใน 4 ด้าน ต่อ​ไปนี้</p>
<p><strong>1.  ส่งเสริมการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม </strong>โดย NIA มีกลไกสนับสนุนทางการเงินที่หลากหลายในรูปแบบเงินให้เปล่าซึ่งเหมาะกับธุรกิจนวัตกรรมในระยะเริ่มต้น แต่<strong>สำหรับธุรกิจนวัตกรรมในระยะเติบโต ‘การร่วมลงทุน’ </strong>ถือว่าสำคัญมาก เพราะช่วย<strong> ‘เติมเงินทุน’ </strong>ในการนำนวัตกรรมไปสู่ตลาดและการขยายธุรกิจ</p>
<p>ซึ่งปีนี้ <strong>NIA มุ่งเน้นการต่อยอดและขยายผลกลไกการร่วมลงทุน เช่น Corporate Co-funding และ กลไกการร่วมลงทุนจากภาครัฐ (NIA venture)</strong> โดยดำเนินการร่วมกับบริษัทร่วมลงทุน (VC/CVC)  รวมทั้ง​ <strong>โปรแกรม Global Investment Link</strong> เพื่อสนับสนุนการเติบโตและการขยายตัวของธุรกิจนวัตกรรมผ่านการเข้าถึงแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจน<strong>มาตรการการยกเว้นภาษี Capital Gains Tax </strong>เพื่อส่งเสริมการระดมทุนในธุรกิจสตาร์ตอัป โดยการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับส่วนเกินทุน</p>
<p><strong>2. เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนานวัตกรรม </strong>ซึ่งต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่ช่วยสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม/ภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดการแปลงงานวิจัยจากรั้วมหาวิทยาลัยไปสู่การใช้งานจริง</p>
<p><strong> NIA มีการพัฒนากลไกสนับสนุนที่ไม่ใช่การเงินเพื่อยกระดับงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ </strong>ผ่านการเชื่อมโยงองค์ประกอบที่หลากหลายในระบบนิเวศนวัตกรรม ได้แก่ <strong>การเร่งสร้างการเติบโต (NIA Acceleration) </strong>ใน 5 อุตสาหกรรม <strong>การพัฒนาศูนย์กลางเครือข่ายนวัตกรรม (Thailand Innovation Hub)</strong> แพลตฟอร์มเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพและส่งเสริมการใช้ประโยชน์งานวิจัยพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจน<strong>มาตรการสนับสนุนด้านภาษี </strong>เช่น <strong>สิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับย่านนวัตกรรมการแพทย์ </strong>จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการสนับสนุนสิทธิพิเศษด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร/วัตถุดิบ และสิทธิประโยชน์อื่นๆ และในอนาคต NIA มีแผน<strong>การส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในการระดมทุน (IP Financing)</strong> เพื่อปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาของธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ตอัป ให้ธุรกิจสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินทุนหรือระดมทุน</p>
<p><strong>3. ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระดับพื้นที่ </strong>เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ผ่านกลไกการทำงานร่วมกับบุคลากรในพื้นที่อย่าง <strong>หน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม </strong>ที่ช่วยบ่มเพาะ ยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมหรือผู้ที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคมจนสามารถพัฒนาแนวคิดสู่ต้นแบบหรือโครงการนำร่อง พร้อมทั้งสนับสนุนทุนในการนำแนวคิดนวัตกรรมมาขยายผลผ่าน<strong>โครงการนวัตกรรมแบบเปิด โครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน </strong>และ<strong>โครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม </strong></p>
<p>รวมถึงการนำรูปแบบ <strong>กลไกการให้เงินทุนอุดหนุน </strong>มาจัดทำเป็นแผนภาพการ<strong>สนับสนุนตามการเติบโตของนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการนวัตกรรม </strong>เพื่อให้เห็นแนวทางการเติบโตได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ตลอดจนการส่งเสริมศักยภาพของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมของนวัตกรในพื้นที่ให้เติบโตไปสู่ตลาดระดับประเทศผ่าน<strong>โครงการ ‘นิลมังกร เดอะเรียลลิตี้’</strong> ที่สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมให้กับคนทั่วไปที่จะแปลงธุรกิจคนตัวเล็กให้กลายเป็นฮีโร่ของเศรษฐกิจท้องถิ่น กลไกหล่านี้ไม่ใช่แค่เพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจในพื้นที่ แต่เป็น การสร้างงาน สร้างเงินหมุนเวียนและเพิ่มโอกาสในชุมชน เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่เติบโตไปพร้อมชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39529 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Re-nia.jpg" alt="" width="1200" height="903" /></p>
<p><strong>4. ยกระดับทักษะนวัตกรรมของประเทศ </strong>โดยชุดความคิด ความรู้ ทักษะ และระบบการจัดการด้านนวัตกรรม เป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้กับกำลังคนและธุรกิจนวัตกรรมไทย โดยเฉพาะนวัตกรและเจ้าของธุรกิจ การรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ความรู้ทางเทคโนโลยีและธุรกิจ ตลอดจนชุดความคิดความเป็นผู้ประกอบการ และการเติบโตสู่ตลาดสากล เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจนวัตกรรมตั้งแต่วันเริ่มต้น</p>
<p><em>&#8220;<strong>NIA ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังชุดความคิดและทักษะนวัตกรให้กับกำลังคนรุ่นใหม่ ทั้งในระดับเยาวชนและธุรกิจสตาร์ตอัป</strong> ผ่านโปรแกรม <strong>STEAM4INNOVATOR</strong> และ <strong>Startup Thailand League</strong> ตลอดจนหลักสูตรการฝึกอบรมที่จะช่วยยกระดับธุรกิจด้วยนวัตกรรมของ <strong>สถาบันวิทยาการนวัตกรรม (NIA Academy)</strong> และสำหรับองค์กรธุรกิจและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ​<strong>การเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว  ไปสู่การเป็น ‘องค์กรนวัตกรรม’</strong> ผ่านการจัดการนวัตกรรมที่เป็นระบบ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน   ของผู้ประกอบการไทย ซึ่ง <strong>NIA ได้นำกระบวนการ Consultative Assessment </strong>มาช่วยสะท้อนให้ผู้ประกอบการมองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการพัฒนา<strong> ‘นวัตกรรม’ </strong>ควบคู่กับการพัฒนา<strong> ‘ผลิตภาพ’ อย่างเป็นระบบ</strong> ผ่าน<strong>โครงการ INNOProductivity for SMEs </strong>เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยให้มีการวางระบบการจัดการนวัตกรรมในองค์กรอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับบริบท ขนาด และศักยภาพของธุรกิจ โดย<strong>ในปีนี้จะต่อยอดกิจกรรมไปสู่  การสนับสนุนการวางระบบนวัตกรรมในองค์กรให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรมสากล อย่าง ISO56001</strong>”  </em>ดร.กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/nia-disclose-innovation-trends-2026/">เอ็นไอเอ เปิด 3 เทรนด์นวัตกรรมมาแรง ขับเคลื่อน &#8216;เทคโนโลยี -ธุรกิจ-ผู้บริโภค&#8217; ​​พร้อม 4 นโยบาย ขับเคลื่อนไทยสู่ประเทศไทย​ &#8216;เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิศวฯ จุฬาฯ เร่งเติมองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ รองรับการพัฒนา​ &#8216;SMR&#8217; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เร่งแผนพ​ลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยีใหม่ พร้อม​สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย  </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/nuclear-engineering-chulalongkorn-university/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2026 11:34:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[CU]]></category>
		<category><![CDATA[Nuclear]]></category>
		<category><![CDATA[Nuclear Engineering School]]></category>
		<category><![CDATA[PDP]]></category>
		<category><![CDATA[Power Development Plan]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Small Modular Reactor]]></category>
		<category><![CDATA[SMR]]></category>
		<category><![CDATA[คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[นิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานนิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ รัศมี]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์นเรศร์ จันทน์ขาว]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวิศวกรรมนิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[​โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39288</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งก้าวเข้าสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน &#8211; แสงอาทิตย์ ลม น้ำ เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ได้รับความสนใจและมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง และที่ขาดไม่ได้เมื่อเอ่ยถึงพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูงที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็คือ พลังงานนิวเคลียร์ ทุกวันนี้ เทรนด์ด้านพลังงานนิวเคลียร์ของโลกมุ่งไปที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ SMR (Small Modular Reactor) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม และมีความยืดหยุ่นในการติดตั้ง ปัจจุบันในโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแล้ว 2 แห่ง ในประเทศจีนและรัสเซีย แต่ในอีกราว 5 ปีข้างหน้าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ อาทิ จีน รัสเซีย แคนาดา อเมริกา สำหรับประเทศไทย ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ฉบับล่าสุดปี 2024 ก็ได้กล่าวถึงการพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กให้เป็นทางเลือกในอนาคต ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมและมีการเตรียมบุคลากร องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์มาตลอดหลายทศวรรษโดยภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเดียวในประเทศไทยที่มีการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ ครึ่งศตวรรษพลังงานนิวเคลียร์ของไทย พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย หากแต่เป็นเรื่องที่มีการเตรียมความพร้อมมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ รองศาสตราจารย์นเรศร์ จันทน์ขาว อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่าประเทศไทยเริ่มพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์มาตั้งแต่ปี 2509 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/nuclear-engineering-chulalongkorn-university/">วิศวฯ จุฬาฯ เร่งเติมองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ รองรับการพัฒนา​ &#8216;SMR&#8217; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เร่งแผนพ​ลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยีใหม่ พร้อม​สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งก้าวเข้าสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน &#8211; แสงอาทิตย์ ลม น้ำ เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ได้รับความสนใจและมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง และที่ขาดไม่ได้เมื่อเอ่ยถึงพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูงที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็คือ <strong>พลังงานนิวเคลียร์</strong></p>
<p><span id="more-39288"></span></p>
<p>ทุกวันนี้ เทรนด์ด้านพลังงานนิวเคลียร์ของโลกมุ่งไปที่ <strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ SMR (Small Modular Reactor)</strong> ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม และมีความยืดหยุ่นในการติดตั้ง ปัจจุบันในโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแล้ว 2 แห่ง ในประเทศจีนและรัสเซีย แต่ในอีกราว 5 ปีข้างหน้าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ อาทิ จีน รัสเซีย แคนาดา อเมริกา</p>
<p>สำหรับประเทศไทย ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ฉบับล่าสุดปี 2024 ก็ได้กล่าวถึงการพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กให้เป็นทางเลือกในอนาคต ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมและมีการเตรียมบุคลากร องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์มาตลอดหลายทศวรรษโดย<strong>ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเดียวในประเทศไทยที่มีการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39291 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/การเรียนการสอนโปรแกรมจำลองโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก-SMR.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>ครึ่งศตวรรษพลังงานนิวเคลียร์ของไทย</strong></p>
<p>พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย หากแต่เป็นเรื่องที่มีการเตรียมความพร้อมมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ<strong> รองศาสตราจารย์นเรศร์ จันทน์ขาว อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>เล่าว่าประเทศไทยเริ่มพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์มาตั้งแต่ปี 2509 และในปี 2510 ก็มีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการ 10 ท่านเพื่อศึกษาความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากร</p>
<p><em>“การเตรียมความพร้อมเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ยุคแรกเป็นไปอย่างจริงจัง มีการสำรวจพื้นที่หลายแห่ง จนได้ข้อสรุปให้ใช้พื้นที่อ่าวไผ่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของไทย โดยได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในขณะนั้น”</em></p>
<p>​โครงการดังกล่าวนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง <strong>ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>ด้วยเช่นกัน</p>
<p><em>“ในปี 2513 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดโรงเรียนวิศวกรรมนิวเคลียร์ (Nuclear Engineering School) โดยเริ่มจากการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นหลัก และต่อมาในปี 2514 ได้มีศาสตราจารย์จากสหรัฐอเมริกามาช่วยเขียนหลักสูตร จนในปี 2515 ได้เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง (Graduate Diploma) และวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิตสาขาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ซึ่งในช่วงแรกยังไม่มีภาควิชา ท่านคณบดีเอาไปฝากไว้กับภาควิชาวิศวกรรมสุขาภิบาล หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่าวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จนกระทั่งปี 2517 จึงได้จัดตั้งเป็นภาควิชานิวเคลียร์เทคโนโลยีโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ในประเทศไทย โดยต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวิศวกรรมนิวเคลียร์ เพื่อให้กลมกลืนกับภาควิชาอื่น ๆ ในคณะวิศวกรรมศาสตร์” </em> รศ.นเรศร์ กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39294 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Re-รศ.นเรศร์-จันทน์ขาว-อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์-คณะวิศวกรรมศาสตร์-จุฬาฯ.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ตลอดระยะเวลา 50 ปี ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มีบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากรและพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องหยุดชะงัก</p>
<p>“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการต้องชะลอตัวครั้งแรกคือการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยราวปี 2520 มีการคาดการณ์ว่าแหล่งก๊าซธรรมชาติที่พบ จะใช้ได้อย่างน้อย 40 ปี ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็เกือบ 50 ปีแล้วยังใช้แหล่งพลังงานนี้ได้อยู่ ดังนั้น รัฐบาลจึงตัดสินใจชะลอโครงการไฟฟ้านิวเคลียร์ไปก่อน การพูดถึงโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะกลับมาเป็นระยะ ๆ ในช่วงที่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน”</p>
<p><em><strong>นอกจากการมีแหล่งก๊าซธรรมชาติแล้ว อุปสรรคสำคัญอีกประการของโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือความเข้าใจและการยอมรับของประชาชน</strong></em> ยิ่งเมื่อมีข่าวอุบัติภัยที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเหตุเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ที่ยูเครน ระเบิดในปี 2529 และล่าสุดในปี 2554 เหตุการณ์ภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ อันเป็นผลมาจากเหตุการณ์คลื่นสึนามิ ผู้คนก็ยิ่งเกิดความหวาดกลัว ความไม่มั่นใจ จนนำไปสู่กระแสการต่อต้านและคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เพิ่มสูงขึ้น</p>
<p><em>“ทุกครั้งที่กำลังจะเริ่มโครงการ ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้นิวเคลียร์ดูแย่ ไม่ว่าจะเป็นเชอร์โนบิลหรือฟุกุชิมะ   ทำให้คนกลัวและโครงการต้องหยุดชะงัก”</em> <strong>รศ.นเรศร์</strong> กล่าวพร้อมยกตัวอย่างกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อุโมงค์ จุฬาฯ ที่ปัจจุบันใช้งานมากว่า 40 ปีแล้ว <em>“ในตอนที่สร้างอุโมงค์ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าอันตราย  น้ำจะท่วม ถนนจะยุบ คืออะไรก็ตามที่เป็นเรื่องใหม่ คนไม่คุ้น ไม่เข้าใจ ก็จะกลัวเป็นธรรมดา สิ่งที่เราต้องทำคือสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจเรื่องพลังงานนิวเคลียร์อย่างถูกต้องมากที่สุด”</em></p>
<p><strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก อนาคตความมั่นคงทางพลังงาน </strong></p>
<p>ความพยายามของหลายประเทศทั่วโลกในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ทำให้พลังงานนิวเคลียร์กลับมาได้รับความสนใจ แต่คราวนี้ไม่ใช่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ เช่นที่เคยเกิดภัยพิบัติและเป็นข่าว หากแต่ความหวังใหม่ของวงการพลังงานทั่วโลกอยู่ที่ <strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ </strong><strong>SMR </strong><strong>(</strong><strong>Small Modular Reactor</strong><strong>) </strong></p>
<p>“SMR คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบทันสมัยที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ ซึ่งเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 1,000 เมกะวัตต์” <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ รัศมี หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ </strong>อธิบาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-39293" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/รองศาสตราจารย์-ดร.สมบูรณ์-รัศมี-หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์-คณะวิศวกรรมศาสตร์-จุฬา.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า </strong><strong>SMR </strong><strong>ที่ใช้งานจริงแล้วเพียง </strong><strong>2</strong><strong> แห่งในโลก แห่งแรกคือที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งติดตั้งบนเรือ ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 2×35 เมกะวัตต์ เดินเครื่องใช้งานตั้งแต่ปี ค</strong><strong>.</strong><strong>ศ</strong><strong>.</strong><strong> 2020 และอีกแห่งหนึ่งคือที่ประเทศจีน ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 210  เมกะวัตต์ และจ่ายไฟให้กับประชาชนมาตั้งแต่ปี ค</strong><strong>.</strong><strong>ศ</strong><strong>.</strong><strong> 2021 </strong></p>
<p>“ตอนนี้ มีโครงการโรงไฟฟ้า SMR อีกหลายแห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อย่างที่จีนกำลังก่อสร้างอีก 1 ยูนิต คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปีหน้า ส่วนแคนาดากำลังเริ่มก่อสร้างแล้วจำนวน 4 ยูนิต และสหรัฐอเมริกากำลังเตรียมพื้นที่ก่อสร้างอีกหลายแห่ง” รศ.ดร.สมบูรณ์<em><strong> คาดว่าภายในปลายปี 2573 จะมี SMR เกิดขึ้นอีกหลายสิบแห่งทั่วโลก</strong></em></p>
<p>สำหรับประเทศไทย หลังจากที่ได้ลงนามในเอกสาร <strong>NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution)</strong> ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2608 โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็กลับเข้ามาอยู่ในวงสนทนาของแผนพัฒนาชาติอย่างมากอีกครั้ง</p>
<p>ในแผนแม่บทเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ &#8211; ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ฉบับล่าสุดปี 2024 โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้มีการกล่าวถึง<strong>การพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (</strong><strong>Small Modular Reactor &#8211; SMR)</strong> ให้เป็นทางเลือกในอนาคต โดยบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ SMR ไว้ 2 หน่วย แห่งละประมาณ 300 เมกะวัตต์ไฟฟ้า ที่ภาคอีสานและภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในปี 2580</p>
<p><strong>&#8220;ด้วยแรงกดดันของประชาคมโลกเรื่องคาร์บอน ทำให้ไทยมีทางเลือกไม่มาก ในอนาคตทุกคนจะถูกจับตามองว่าใช้ไฟจากแหล่งไหน ถ้ายังปล่อยคาร์บอนอยู่ ก็จะโดนคิดภาษีคาร์บอนเพิ่มเติม” </strong>รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าว</p>
<p><strong>“การใช้พลังงานทดแทนอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ และมีความเสี่ยงเรื่องความมั่นคงทางไฟฟ้าของประเทศ พลังงานจากลมหรือแสงแดดมีข้อจำกัดเรื่องความต่อเนื่อง การใช้แบตเตอรี่สำรอง  ก็จะเพิ่มต้นทุน แก๊สธรรมชาติหรือถ่านหินก็ยังปล่อยคาร์บอนในจำนวนมาก ทำให้วันนี้ไทยต้องหันมาใช้พลังงานทางเลือกอื่นที่คุมเรื่องความปลอดภัยได้และไม่ปล่อยคาร์บอน</strong><strong>” </strong></p>
<p><strong>SMR </strong><strong>ก้าวกระโดดเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อความปลอดภัยที่เหนือกว่า</strong></p>
<p><strong>รศ.ดร.สมบูรณ์</strong> กล่าวว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กมีข้อได้เปรียบหลายประการ ข้อแรกคือเรื่องความยืดหยุ่น (Flexibility)</p>
<p>“ถ้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ เราจะต้องมั่นใจว่าในพื้นที่นั้นมีการ<em>ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมากเพียงพอ แต่ SMR สามารถไปลงในชุมชนขนาดกลาง เกาะ หรือนิคมอุตสาหกรรมได้ ที่สำคัญ SMR ยังสามารถเพิ่มหน่วยการผลิตได้ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เริ่มต้นด้วย 100 เมกะวัตต์ในช่วง 5 ปีแรก พอมีความต้องการเพิ่มขึ้นก็สามารถเพิ่มอีก 200 เมกะวัตต์ได้ ซึ่งมีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องลงทุนครั้งเดียวจำนวนมาก”</em></p>
<p><em><strong>ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ SMR คือระบบความปลอดภัยที่พัฒนาขึ้นใหม่</strong></em> รศ.ดร.สมบูรณ์ อธิบายว่า SMR เกือบทุกแบบมีระบบความปลอดภัยที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟภายนอก แม้กระทั่งเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉินขึ้น โรงไฟฟ้าจะหยุดทำงาน ระบบความปลอดภัยของ SMR จะสามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง ทำให้เครื่องปฏิกรณ์ดับลงอย่างปลอดภัย  ซึ่งการระบายความร้อนระหว่างเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินของ SMR ก็ใช้หลักการที่ลดความซับซ้อนและพึ่งพาตนเองได้มากยิ่งขึ้น โดยอาศัยการระบายความร้อนแบบธรรมชาติ เช่น ระบบหมุนเวียนของของไหล หรือหลักการแรงโน้มถ่วง โดยไม่ต้องใช้สารหล่อเย็นหรือน้ำในปริมาณมากเหมือนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อทำให้โรงไฟฟ้าดับเครื่องโดยปลอดภัย ทำให้ลดความเสี่ยงที่จะทำให้แกนเครื่องปฎิกรณ์นิวเคลียร์หลอมเหลวและมีสารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อม เหมือนในกรณีเหตุการณ์อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิม่า ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ. 2011</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39295 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/2167133.jpg" alt="" width="1200" height="628" /></p>
<p><strong>3 </strong><strong>จุดเด่นของ </strong><strong>SMR </strong><strong>และประเด็นที่ต้องเตรียมการอย่างรอบคอบ  </strong></p>
<p>รศ.ดร.สมบูรณ์ สรุปจุดเด่นของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กไว้ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่</p>
<p><strong>1</strong><strong>. ความปลอดภัย (</strong><strong>Safety</strong><strong>) </strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดอุบัติเหตุทั้ง 3 ครั้งในโลก เป็นโรงที่สร้างตั้งแต่ยุค 70 ซึ่งผ่านไปแล้วกว่า 50 ปี เทคโนโลยีได้พัฒนาไปมาก SMR มีระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟ (Passive Safety System) ที่ทำงานโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอก แม้เกิดภัยพิบัติและระบบไฟฟ้าขัดข้อง เครื่องปฏิกรณ์ก็สามารถดับลงอย่างปลอดภัยด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ขนาดที่เล็กลงยังทำให้ควบคุมและจัดการได้ง่ายกว่า</p>
<p><strong>2</strong><strong>. ปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ (</strong><strong>Economics</strong><strong>) </strong>การลงทุนครั้งแรกของ SMR ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และมีความยืดหยุ่นสูง สามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล เกาะ หรือนิคมอุตสาหกรรมที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ไปไม่ถึง นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มหน่วยการผลิตได้ตามความต้องการ ไม่ต้องลงทุนครั้งเดียวจำนวนมหาศาล</p>
<p><strong>3</strong><strong>. สิ่งแวดล้อม (</strong><strong>Environment</strong><strong>) </strong>SMR ไม่ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่มีนัยสำคัญตลอดอายุการทำงานของโรงไฟฟ้า ช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถเชื่อถือได้มากกว่าพลังงานทดแทนอื่น ๆ</p>
<p>แม้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ SMR จะมีขนาดเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม แต่ก็ยังคงมีประเด็นด้านกากกัมมันตภาพรังสีเช่นเดียวกัน ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมแนวทางการจัดการกากกัมมันตภาพรังสีในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม เหมาะสมตามมาตรฐานสากล และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้ ว่าประเทศมีระบบการเก็บรักษาและกำจัดของเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้</p>
<p><strong>SMR </strong><strong>ต้นทุนและความคุ้มค่า</strong></p>
<p>หนึ่งในคำถามที่ประชาชนสนใจมากที่สุดคือ <strong><em>“ถ้ามี </em></strong><strong><em>SMR </em></strong><strong><em>แล้วค่าไฟจะถูกลงหรือไม่</em></strong><strong><em>?”  </em></strong>รศ.ดร.สมบูรณ์ ตอบประเด็นนี้ว่า SMR ก็เหมือนผลิตภัณฑ์ใหม่ เหมือนเวลาที่มีโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ ออกมา แน่นอนว่าราคาจะไม่ถูก แต่เมื่อมีคนใช้มากขึ้น ราคาก็ควรจะลดลงตามกลไกตลาด</p>
<p><strong>“</strong><strong>ปัจจุบัน ในโลกมี </strong><strong>SMR </strong><strong>ที่ใช้งานจริงเพียง </strong><strong>2</strong><strong> แห่ง และอีก </strong><strong>4</strong><strong>&#8211;</strong><strong>5</strong><strong> แห่ง กำลังเริ่มทำการก่อสร้าง ส่วนประเทศไทยคงไม่ได้จะใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ </strong><strong>SMR </strong><strong>ในปีนี้หรือปีหน้า ตามแผนคืออีกประมาณ </strong><strong>12</strong><strong> ปีข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงช่วงเวลานั้น คาดการณ์ว่าจะมีการใช้ </strong><strong>SMR </strong><strong>เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ราคาจะลดลงและมีความสมเหตุสมผล แข่งขันกับโรงไฟฟ้าประเภทอื่นได้มากขึ้น</strong><strong>” </strong></p>
<p>ที่สำคัญ รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าวว่าการประเมินความคุ้มค่าไม่ควรมองแค่ราคาเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงข้อได้เปรียบหลายประการ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; ความมั่นคงทางพลังงาน</strong> &#8211; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศเหมือนพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม</p>
<p><strong>&#8211; การไม่ปลดปล่อยคาร์บอน</strong> – ช่วยให้ประเทศไม่ต้องจ่ายภาษีคาร์บอนและรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการลงทุน</p>
<p><strong>&#8211; ความยืดหยุ่น</strong> &#8211; สามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลและเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามความต้องการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39292 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/โมเดลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก-SMR.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>อาเซียนตื่นตัวเดินหน้าพลังงานนิวเคลียร์  ไทยอยู่จุดไหน? </strong></p>
<p>สำหรับประเทศในอาเซียน​หลายประเทศกำลังเดินหน้าโครงการพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง  โดยเวียดนามมีก้าวหน้าของการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากกว่าประเทศไทย เพราะมีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างแข็งขัน และผู้นำประเทศก็ออกมาสนับสนุนโดยตรง อินโดนีเซียก็เดินหน้าอย่างจริงจังเช่นกัน โดยมีพื้นฐานด้านการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาหลายปี มีการพัฒนาเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ขึ้นเอง และวางแผนว่าปี ค.ศ. 2032 จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรก ส่วนฟิลิปปินส์ก็มีแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รวมถึง SMR ภายในปี ค.ศ.2033-34</p>
<p><em><strong>“เห็นได้ว่าหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคนี้มีความก้าวหน้าที่เร็วกว่าไทยประมาณ </strong><strong>5</strong><strong> ปี ดังนั้นหากไทยยังตัดสินใจในการเริ่มดำเนินโครงการช้ากว่า ก็จะเสียความสามารถในการแข่งขัน</strong> ซึ่งการแข่งขันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการดึงดูดการลงทุน ประเทศไหนที่ผลิตพลังงานสะอาดที่ไม่ปล่อยคาร์บอน ประเทศนั้นก็มีโอกาสที่จะเป็นที่สนใจของนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ AI และ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้ามหาศาลและต้องการพลังงานสะอาด”</em> รศ.ดร.สมบูรณ์ อธิบาย</p>
<p><strong>จุฬาฯ ศูนย์กลางความรู้และกำลังคน เตรียมพร้อมสู่ </strong><strong>SMR </strong></p>
<p>การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งมาตรฐานของทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า ประเทศที่ไม่เคยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 10-12 ปี ซึ่งกระบวนการเตรียมความพร้อมนั้นจำเป็นต้องครอบคลุม 19 ด้าน เช่น</p>
<p><strong>1)</strong><strong> บุคลากร</strong> &#8211; ต้องมีวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ <strong>2)</strong><strong> กฎหมายและข้อกำหนด</strong> &#8211; ต้องมีกฎหมายที่เหมาะสมในการควบคุมและกำกับดูแล <strong>3)</strong><strong> แผนจัดการ</strong> &#8211; ต้องมีแผนรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและแผนจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้ว <strong>4)</strong><strong> การเงิน</strong> &#8211; ต้องมีการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐอย่างชัดเจน</p>
<p><em>“การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่อยากได้แล้วพรุ่งนี้จะซื้อได้เลย แต่จะต้องโชว์ศักยภาพและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ บริษัทผลิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และ หน่วยงานระหว่างประเทศ IAEA ว่าประเทศมีความพร้อมในการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ซึ่งภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มีบทบาทในการเตรียมความพร้อมด้านนิวเคลียร์ด้านการพัฒนากำลังคนให้ประเทศมาโดยตลอด”</em></p>
<p>“ไม่ว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ ภาควิชาก็ยังเปิดสอนและทำวิจัยต่อเนื่อง เพราะถ้าเราปิดภาควิชาหรือหยุดสอนและทำวิจัย ความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ก็จะขาดตอนไป การเริ่มใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย จุฬาฯ เป็นแหล่งผลิต วิศวกร นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์โดยเฉพาะ และขณะนี้หลาย ๆ มหาวิทยาลัยเริ่มสนใจจะจัดตั้งหลักสูตรทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ ซึ่งจุฬาฯ ​พร้อมที่จะให้คำแนะนำและพัฒนาในการจัดทำหลักสูตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศด้านการพัฒนาบุคลากรด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39296 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/โมเดลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก-SMR-1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>โดยปัจจุบัน ภาควิชาฯ ได้มีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมของประเทศทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ผ่านหลายช่องทาง</p>
<ul>
<li><strong>หลักสูตรฝึกอบรม</strong> &#8211; จัดคอร์สอบรมระยะสั้น 18 ชั่วโมง ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทเอกชนด้านพลังงานหลายแห่ง ปีนี้จัดไปแล้วประมาณ 3-4 คอร์ส รุ่นละ 50 คน</li>
<li><strong>การผลิตบัณฑิต</strong> &#8211; เปิดหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์และรังสี ตั้งแต่ปี 2515 จนถึงปัจจุบัน มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกหลายร้อยคน</li>
<li><strong>บริการด้านวิชาการ</strong> &#8211; ให้คำปรึกษาแก่บริษัทเอกชนและหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับการเลือกพื้นที่ การประเมินความเหมาะสม และการวางแผนโครงการ การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม</li>
</ul>
<p><strong>นิวเคลียร์ในชีวิตประจำวัน</strong></p>
<p>ไม่ว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมาตั้งนานแล้ว อาทิ</p>
<p><strong>ทางการแพทย์</strong> โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีเครื่องโปรตอนซึ่งใช้รังสีในการรักษามะเร็ง โดยสามารถยิงรังสีได้แม่นยำเฉพาะจุด ไม่กระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ เหมือนการฉายแสงแบบเก่า</p>
<p><strong>อุตสาหกรรมอาหารและยา </strong>มีการฉายรังสีแกมมาใช้ฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ยาดมสมุนไพรที่กำลังได้รับความสนใจ ไปจนถึงแหนม ผลไม้ อาหารสัตว์ที่ส่งออก กระบอกฉีดยา หลอดน้ำเกลือที่ใช้ในโรงพยาบาล ล้วนต้องผ่านการฉายรังสีเพื่อฆ่าเชื้อทั้งสิ้น</p>
<p><strong>การควบคุมคุณภาพ</strong> ในโรงงานผลิตเครื่องดื่ม ใช้รังสีวัดระดับของเหลวในขวดเพื่อให้ได้ปริมาณที่เท่ากัน ในโรงงานผลิตอาวุธของทหาร ใช้เอ็กซ์เรย์ตรวจสอบคุณภาพ แม้แต่ไม้จิ้มฟันบางยี่ห้อก็ผ่านการฉายรังสีเพื่อป้องกันการติดเชื้อ</p>
<p>“วิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาฯ ได้ผลิตบุคลากรเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จำนวนมาก ดังนั้น แม้   ไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ความรู้ทางนิวเคลียร์ก็มีประโยชน์อย่างมากต่อสังคม” รศ.นเรศร์ กล่าว</p>
<p><strong>ธาตุหายากกับเทคโนโลยีทางนิวเคลียร์ (Rare Earth) </strong></p>
<p>อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือ ความเกี่ยวข้องระหว่างเทคโนโลยีนิวเคลียร์กับ <strong>ธาตุหายาก (</strong><strong>Rare Earth</strong><strong>)</strong> ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับเทคโนโลยีทันสมัย เช่น สมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดรน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ</p>
<p>“ธาตุหายากมักธาตุกัมมันตรังสีเจือปนอยู่ การสำรวจและวิเคราะห์จึงสามารถใช้เทคนิคทางนิวเคลียร์ นอกจากนี้ยังมีเทคนิคทางนิวเคลียร์หลายอย่างที่สามารถใช้ในการสำรวจ บ่งบอกชนิด และวิเคราะห์ปริมาณธาตุหายากได้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเคยมีโครงการแร่หายาก มีโรงงานที่ออกแบบแล้ว แต่ต้องหยุดไปก่อน ขณะนี้จึงยังไม่สายที่จะพัฒนาต่อ เพราะแร่ธาตุหายากมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมไฮเทคเป็นอย่างมาก”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39290 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Re-RareEarth2.jpg" alt="" width="1200" height="704" /></p>
<p><strong>การยอมรับของประชาชนเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ</strong></p>
<p>แม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR จะมีข้อดีหลายประการและตอบโจทย์ความมั่นคงด้านพลังงานและเป้าหมาย Net Zero แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องรับมือ อาทิ ความชัดเจนของประเทศในการดำเนินโครงการ การพัฒนามีองค์กรที่กำกับดูแล กฎหมาย การพัฒนาด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ที่ปัจจุบันยังมีนิสิตเข้าเรียนในภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ไม่มากพอ และที่สำคัญคือการยอมรับของภาคประชาชน</p>
<p>เหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะในปี 2554 อาจทำให้การยอมรับพลังงานนิวเคลียร์ของประชาชนลดลง แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีการให้ข้อมูลเรื่อง SMR ประชาชนตามสังคมออนไลน์เริ่มมองว่านี่คือเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยกว่า ปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มยอมรับเทคโนโลยีนี้มากขึ้น</p>
<p><em>&#8220;หน้าที่ของสถาบันการศึกษาคือการให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมากับประชาชนว่าเทคโนโลยีนี้คืออะไร มีการพัฒนาปรับปรุงมาอย่างไร โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีมากน้อยเท่าใด เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอดีต โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีเท่าใด พร้อมทั้งชี้ให้เห็นข้อดีและข้อด้อยอย่างครบถ้วน เมื่อให้ข้อมูลครบแล้ว การตัดสินใจก็เป็นของประชาชน ซึ่งทุกคนเราก็ต้องยอมรับผลตรงนั้น” </em></p>
<p>รศ.นเรศร์ กล่าวทิ้งท้ายเพิ่มเติมว่า​ “อยากวิงวอนผู้บริหารประเทศให้โอกาสผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ได้เข้ามาบริหารหน่วยงานหลักทางด้านนิวเคลียร์ของประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)  และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เพื่อประเทศของเราจะได้ก้าวไปสู่ยุคที่เทคโนโลยีนิวเคลียร์สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศทางด้านต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม  สิ่งแวดล้อม  วัสดุ และอื่น ๆ”</p>
<p><strong>เห็นได้ว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก </strong><strong>SMR </strong><strong>คือโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยควรเตรียมตัวไว้ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาอย่างมาก ระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่า ความยืดหยุ่นในการติดตั้ง และที่สำคัญคือการไม่ปลดปล่อยคาร์บอน</strong> และด้วยความมุ่งมั่นที่สั่งสมมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ความรู้และประสบการณ์ ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมเป็นส่วนร่วมในการพัฒนาโอกาสของประเทศในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>โดยเฉพาะในอีกประมาณ </strong><strong>12</strong><strong> ปีข้างหน้า ประเทศไทยมีแผนที่จะเริ่มใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแห่งแรกที่จะเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้จริง ทำให้พลังงานสะอาดยุคใหม่อยู่แค่เอื้อมและประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมที่จะก้าวไปสู่อนาคตนั้น</strong></p>
<p><strong>ติดตามข่าวสารและข้อมูลของ</strong><strong>ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong><strong>ได้ทาง </strong><strong>Facebook: Nuclear Engineering, Chulalongkorn University</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/nuclear-engineering-chulalongkorn-university/">วิศวฯ จุฬาฯ เร่งเติมองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ รองรับการพัฒนา​ &#8216;SMR&#8217; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เร่งแผนพ​ลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยีใหม่ พร้อม​สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Sustain Tech ยังแรง โตเฉลี่ย 25% ต่อปี พร้อม 5 ไอเดีย Startup &#8216;Green Tech&#8217; กับโซลูชันตอบโจทย์ปัญหาสภาพอากาศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/5-startup-in-sustainable-technology/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jan 2026 10:34:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[AMP]]></category>
		<category><![CDATA[Bluebird Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Clean Tech]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Tech]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[green product]]></category>
		<category><![CDATA[Green Tech]]></category>
		<category><![CDATA[Green Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Krill Design]]></category>
		<category><![CDATA[Next Gen]]></category>
		<category><![CDATA[Plant-based]]></category>
		<category><![CDATA[StartUp]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Voltpost]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์ตอัป]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์ทอัพ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[โซลูชั่นบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39185</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลการศึกษา &#8216;Startup Industry Trends 2025&#8217; ของ Stripe คาดการณ์ไว้ว่าปี 2025 ​กลุ่มสตาร์ทอัพด้านความยั่งยืน ​(Climate Tech) จะ​เติบโตเฉลี่ย 25% ต่อปี ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2033 โดยเฉพาะกลุ่มโซลูชันที่เชื่อมโยงต่อการปรับตัวรับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ  ทั้งด้านพลังงาน การจัดการขยะ และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่มีความยั่งยืน สอดคล้องกับข้อมูลจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) พบว่า เทรนด์ที่น่าจับตาของสตาร์ทอัพ ปี 2025 ได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (GreenTech) เทคโนโลยีสะอาด (Clean Tech) และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) โดยตลาดโลกคาดการณ์ธุรกิจนี้ไว้ว่าจะเติบโตเฉลี่ยถึง 25% ตลอด 10 ปีข้างหน้า 5 เทคโนโลยี Green Tech มาแรงในปี 2025 แน่นอนว่า เมื่อโลกพูดถึงความยั่งยืน โซลูชั่นที่จะเข้ามาตอบโจทย์และแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Ditto มองว่าในปี 2025 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/5-startup-in-sustainable-technology/">Sustain Tech ยังแรง โตเฉลี่ย 25% ต่อปี พร้อม 5 ไอเดีย Startup &#8216;Green Tech&#8217; กับโซลูชันตอบโจทย์ปัญหาสภาพอากาศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em><strong>ผลการศึกษา &#8216;Startup Industry Trends 2025&#8217; ของ Stripe คาดการณ์ไว้ว่าปี 2025 ​กลุ่มสตาร์ทอัพด้านความยั่งยืน ​(Climate Tech) จะ​เติบโตเฉลี่ย 25% ต่อปี ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2033</strong> </em></p>
<p><span id="more-39185"></span></p>
<p>โดยเฉพาะกลุ่มโซลูชันที่เชื่อมโยงต่อการปรับตัวรับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ  ทั้งด้านพลังงาน การจัดการขยะ และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่มีความยั่งยืน</p>
<p>สอดคล้องกับข้อมูลจาก <em><strong>สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) พบว่า เทรนด์ที่น่าจับตาของสตาร์ทอัพ ปี 2025 ได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (GreenTech) เทคโนโลยีสะอาด (Clean Tech) และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) โดยตลาดโลกคาดการณ์ธุรกิจนี้ไว้ว่าจะเติบโตเฉลี่ยถึง 25% ตลอด 10 ปีข้างหน้า</strong></em></p>
<p><strong>5 เทคโนโลยี Green Tech มาแรงในปี 2025</strong></p>
<p>แน่นอนว่า เมื่อโลกพูดถึงความยั่งยืน โซลูชั่นที่จะเข้ามาตอบโจทย์และแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก <em><strong>Ditto มองว่าในปี 2025 Green Tech มีอัตราการเติบโตกว่า 27.1% โ</strong></em>ดยมีนวัตกรรมสุดล้ำ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Carbon Data &amp; Analytics –</strong>เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลวัดปริมาณคาร์บอนโดยใช้ AI ประมวลผลข้อมูล</p>
<p><strong>&#8211; Renewable Energy Software –</strong>การใข้ซอฟต์แวร์และระบบต่างๆ ในการจัดการแหล่งพลังงานหมุนเวียน</p>
<p><strong>&#8211; Smart Building –</strong>ระบบอาคารอัจฉริยะ ช่วยลดปัญหาด้านมลภาวะและช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย</p>
<p><strong>&#8211; Paperless Solutions –</strong> แนวคิดการใช้กระดาษอย่างประหยัด เพื่อลดความสิ้นเปลืองทรัพยากร</p>
<p><strong>&#8211; Reverse Logistics –</strong> พัฒนาระบบขนส่งและคลังสินค้า สร้าง Waste Flow กับผู้แปรรูปขยะเพื่อคัดแยกวัสดุที่มีมูลค่าสูงไปรีไซเคิล อัปไซเคิล</p>
<p><strong>5 สตาร์ทอัพ Green Tech  น่าจับตา </strong></p>
<p>นอกจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่มุ่งปรับนโยบาย เพิ่มการลงทุน เพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว การเกิดขึ้นของ สตาร์ทอัพยังเข้ามาสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทยักษ์ใหญ่ และเป้าหมายของโลก</p>
<p><strong>SD Thailand</strong> ชวนทำความรู้จัก 5 สตาร์ทอัพ ที่มาพร้อมโซลูชั่นสุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหา การพัฒนาโซลูชั่นเพื่อเสริมทัพธุรกิจ หรือการคิดค้นนวัตกรรมวัสดุแห่งอนาคต​ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น</p>
<ul>
<li><strong>Bluebird Climate ตัวช่วยลดคาร์บอนภาคธุรกิจ</strong></li>
</ul>
<p>ในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม &#8216;<strong>Bluebird Climate&#8217; </strong>สตาร์ทอัพ จากนิวยอร์ก ได้พัฒนาซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์ (Software as a Service : SaaS) โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคในการวัดผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืน วิเคราะห์ทั้งด้านวัสดุ การผลิต การขนส่ง บรรจุภัณฑ์ เรียกว่าครอบคลุมวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เพื่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ น้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ พร้อมสื่อสารความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนเหล่านั้นไปยังลูกค้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39186 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Bluebird.jpg" alt="" width="819" height="818" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : IG &#8211; bluebirdclimate</p>
<ul>
<li><strong>Next Gen นวัตกรรมเนื้อไก่จากพืช</strong></li>
</ul>
<p><strong>Next Gen </strong>สตาร์ทอัพด้านอาหารจากพืช ถือเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านอาหารที่มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ มุ่งพัฒนาและจำหน่ายอาหารที่มีนวัตกรรมและยั่งยืน ก่อตั้งในปี 2020 โดย <strong>Timo Recker and Andre Menezes </strong>เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมการเกษตร แบรนด์แรกที่ผลิตโดย Next Gen Foods ได้แก่ ทินเดิล (TiNDLE) เนื้อไก่ที่พัฒนาจากพืช (Plant-based) สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย และที่สำคัญ ยังใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกน้อยลง 74% ใช้น้ำน้อยลง 82% ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง 88% เมื่อเทียบกับการเลี้ยงไก่ทั่วไป</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39191 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/tindle2.jpg" alt="" width="800" height="390" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : TiNDLE</p>
<ul>
<li><strong>Krill Design เปลี่ยนขยะอาหารเป็นงานดีไซน์</strong></li>
</ul>
<p><strong>Krill Design </strong>สตาร์ทอัพสัญชาติอิตาลี ที่ใช้ไอเดียเปลี่ยนขยะอาหาร เป็นผลิตภัณฑ์สุดเก๋ จากการพัฒนา ReKrill ไบโอโพลิเมอร์ วัสดุทดแทนพลาสติกจากปิโตรเลียมโพลีโพรพิลีน (PP) และอะคริโลไนไตรล์-บิวทาไดอีน-สไตรีน (ABS) ลดคาร์บอนมากถึง 67% เมื่อเทียบกับพลาสติกทั่วไป สามารถย่อยสลายได้ และไม่ก่อให้เกิดไมโครพลาสติก ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ReKrill ทำให้สามารถขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ หรือ ของตกแต่งบ้าน ด้วยจุดแข็งที่ใกล้เคียงกับพลาสติกแบบดั้งเดิม สามารถเข้ากับเครื่องจักรที่มีในปัจจุบัน ทำให้สามารถฉีดขึ้นรูป การขึ้นรูปแบบหมุน หรือ การพิมพ์ 3 มิติ ได้โดยไม่ต้องลงทุนใหม่ นอกจากนี้ ReKrill ยังได้รับการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39189 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Krill-Design.jpg" alt="" width="800" height="644" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : Krill Design</p>
<ul>
<li><strong>AMP เทคโนโลยี AI แยกขยะ  </strong></li>
</ul>
<p><strong>AMP</strong> สตาร์ทอัพแห่งเมืองลุยส์วิลล์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งในปี 2014 ในชื่อ AMP Robotics และเปลี่ยนเป็น AMP ในปีที่ผ่านมา ผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI ในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิลออกจากกองขยะมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว สามารถระบุและคัดแยกวัสดุรีไซเคิลได้อย่างแม่นยำ นอกจากจะช่วยลดขยะแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ทั้งหมด จะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบของ AMP มีการติดตั้งใช้งานทั่วอเมริกาเหนือ เอเชีย และยุโรป นอกจากนี้ ยังดำเนินการโรงงานแห่งใหม่ของ Waste Connections ในเมืองคอมเมิร์ซซิตี้ รัฐโคโลราโด ในปี 2026 โดยโรงงานแห่งนี้ จะสามารถแปรรูปวัสดุรีไซเคิลได้ กว่า 62,000 ตันต่อปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39190 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/AMP-AI.jpg" alt="" width="800" height="532" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : https://fortune.com/</p>
<ul>
<li><strong>Voltpost เปลี่ยนไฟถนน เป็นที่ชาร์จ EV</strong></li>
</ul>
<p><strong>Voltpost</strong> สตาร์ทอัพจากสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวคิดในการพัฒนาโซลูชั่นเปลี่ยนไฟตามท้องถนน ให้เป็นที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยใช้เวลาติดตั้งเครื่องชาร์จกับเสาไฟภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง และใช้งบประมาณเล็กน้อย ถือเป็นการเพิ่มประโยชน์ใช้สอยของโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทำงานร่วมกับแอปพลิเคชั่น ที่สามารถเช็กตำแหน่งสถานีชาร์จที่ใกล้ที่สุดได้ อีกทั้ง ยังเป็นการช่วยให้ชุมชนที่ห่างไกลได้เข้าถึง โดยจุดชาร์จของ Voltpost สามารถรองรับได้ 2 ถึง 4 ปลั๊ก สามารถติดตั้งการเชื่อมต่อ WiFi เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างรอได้</p>
<p>นอกจากนี้ Voltpost ยังได้เข้าร่วมโครงการสตูดิโอของกรมการขนส่งนครนิวยอร์ก (DOT) ทดลองติดตั้งสถานีชาร์จบนเสาไฟ ผลักดันเป้าหมายการติดตั้งที่ชาร์จริมทางเท้า 10,000 เครื่องในนิวยอร์ก เรียกได้ว่าเป็นไอเดียที่ลดความกังวลของคนที่กำลังลังเลที่จะซื้อรถ EV ลงได้มากเลยทีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39192 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Voltpost.jpg" alt="" width="800" height="578" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : www.designboom.com</p>
<p>นอกจาก สตาร์ทอัพทั้ง 5 ราย ที่ถูกหยิบยกมาแล้ว ปัจจุบัน ยังมีธุรกิจสตาร์ทอัพหลากหลายรายที่ประสบความสำเร็จ และมาแรง ด้วยเป้าหมายในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่ม <strong>Social Tech Startup</strong> ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น <strong>&#8216;HealthTech&#8217;</strong> เทคโนโลยีสุขภาพเพื่อการเข้าถึงที่เท่าเทียม, <strong>&#8216;EdTech&#8217;</strong> นวัตกรรมการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และ <strong>&#8216;AgriTech&#8217;</strong> เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อเกษตรกรไทยยุคใหม่ เพื่อรับมือกับสภาวะโลกร้อน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/5-startup-in-sustainable-technology/">Sustain Tech ยังแรง โตเฉลี่ย 25% ต่อปี พร้อม 5 ไอเดีย Startup &#8216;Green Tech&#8217; กับโซลูชันตอบโจทย์ปัญหาสภาพอากาศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Dec 2025 12:31:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Agri Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Bio Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[circular]]></category>
		<category><![CDATA[Durian Peel]]></category>
		<category><![CDATA[From Waste to Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[MUW.OFFICIAL]]></category>
		<category><![CDATA[Soft Power]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Textile]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุษา ประชากุล]]></category>
		<category><![CDATA[ทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งทอหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลือกทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยจากพืชเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยเปลือกทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นและสิ่งทอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38573</guid>

					<description><![CDATA[<p>MUW.OFFICIAL โดยดุษฎีบัณฑิตจุฬาฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง คุณสมบัติระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหมล้วน และต้านเชื้อแบคทีเรียได้เกือบ 100 % หวังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุน Soft Power ไทยสู่เวทีโลกด้วยแบรนด์ MUW เสื้อผ้าแฟชั่นที่ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อสายมูอย่างลงตัว นวัตกรรมคว้ารางวัลดีเด่นจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567 ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต &#8216;ทุเรียน&#8217; อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488% ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง? ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ) หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ &#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221; (Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/">&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>MUW.OFFICIAL โดยดุษฎีบัณฑิตจุฬาฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง คุณสมบัติระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหมล้วน และต้านเชื้อแบคทีเรียได้เกือบ </em></strong><strong><em>100 </em></strong><strong><em>% หวังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุน </em></strong><strong><em>Soft Power </em></strong><strong><em>ไทยสู่เวทีโลกด้วยแบรนด์ </em></strong><strong>MUW </strong><strong><em>เสื้อผ้าแฟชั่นที่ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อสายมูอย่างลงตัว นวัตกรรมคว้ารางวัลดีเด่นจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567</em></strong></p>
<p><span id="more-38573"></span></p>
<p>ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต <strong>&#8216;ทุเรียน&#8217; </strong>อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488% ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย</p>
<p><strong>ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง</strong><strong>?</strong></p>
<p>ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม <strong>ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ)</strong> หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ <strong>&#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221; (</strong><strong>Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to Anti-bacterial Clothing)</strong> นับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการนำเปลือกทุเรียนมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสิ่งทอด้านเครื่องแต่งกาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38575 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ดร.อุษา-ประชากุล-ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์-จุฬาฯ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การวิจัยครั้งนี้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามและศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งตั้งแต่ช่วง ปีที่ 1 เทอม 2 ของการศึกษาระดับปริญญาเอก ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาและทดลองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ปี จนสำเร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นงานและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ภายใต้<strong>แบรนด์ </strong><strong>MUW.OFFICIAL</strong> ในปีสุดท้ายของหลักสูตร</p>
<p>นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจชุมชนและส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของไทยไปสู่เวทีโลกด้วย จนได้รับ<strong>รางวัลดีเด่นการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี </strong><strong>2567 </strong><strong>ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ </strong><strong>BCG Economy Model </strong><strong>ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ </strong><strong>2567  </strong><strong>และได้รับรางวัล </strong><strong>Excellence Award </strong><strong>ในงาน </strong><strong>The 24th International FABI Fashion Exhibition 2024</strong><strong> จาก </strong><strong>Korean Society of Fashion Business </strong><strong>ประเทศเกาหลีใต้ </strong>รวมถึงยังได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในการขยายฐานการผลิตเส้นใยและผืนผ้าทอฯ ในทุน Innovation to Business จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)</p>
<p><strong>การเดินทางของเส้นใย แรงบันดาลใจจากสับปะรดสู่เปลือกทุเรียน</strong></p>
<p>ก่อนจะมาถึงนวัตกรรม &#8216;<em><strong>สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน</strong></em>&#8216; ดร.อุษา มีประสบการณ์และความคุ้นเคยในการพัฒนาเส้นใยจากพืชเศรษฐกิจมาก่อน ในการศึกษาระดับปริญญาโท ดร.อุษา พัฒนาเส้นใยจากเปลือกสับปะรดที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตร แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นคอลเลกชันกระเป๋า</p>
<p>ต่อมา เมื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก ดร.อุษา จึงต่อยอดความสนใจของตัวเอง โดยสำรวจพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการนำมาทำเส้นใย แล้วก็ได้ข้อสรุปที่ &#8216;<strong>ทุเรียน&#8217; &#8211; พืชเศรษฐกิจที่มีเปลือกเหลือทิ้งเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำมาทำเป็นเส้นใยอีกด้วย</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38576 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Durain1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เปลือกทุเรียนมีเซลลูโลสธรรมชาติสูงถึง 30 % มีคุณสมบัติเชิงกลคล้ายคลึงกับเส้นใยฝ้ายและป่าน จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้&#8221;</em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การสกัดเปลือกทุเรียนให้เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากและท้าทาย ดร.อุษา เล่าว่า ช่วงแรกต้องนำ​เปลือกทุเรียนมาตากแห้ง แล้วนำมาต้มและอบจนได้เส้นใย แต่เส้นใยที่ได้กรอบและแข็งกระด้าง ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้​</p>
<p><strong>ความล้มเหลวคือจุดเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม</strong> พื้นที่วิจัยในจังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญและมีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนจำนวนมาก ที่นั่น ดร.อุษา ได้พบและได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์ในการสกัดเส้นใยจากเปลือกทุเรียนเพื่อทำกระดาษบรรจุภัณฑ์</p>
<p><em>&#8220;วิธีการที่ได้เรียนรู้และนำมาทดลองก็คือการแช่ดองเปลือกทุเรียนในน้ำเปล่า วิธีนี้จะไม่ทำให้เส้นใยทุเรียนเสียสภาพ จากนั้นก็นำมาแยกเส้นใยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38577 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/2147237.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>สิ่งทอหมุนเวียน คุณภาพเหนือชั้น ระบายอากาศดี ต้านแบคทีเรียได้</strong></p>
<p>เมื่อได้แนวทางสกัดเปลือกทุเรียนเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการทดลองทอเส้นใยเป็นผืนผ้า ซึ่งในขั้นตอนนี้ ดร.อุษาได้ทำงานร่วมกับชุมชนโดยเน้นใช้ทักษะองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาในการปั่นเส้นด้ายด้วยมือ (หรือการเข็นเส้นด้าย) แบบชุมชน</p>
<p>&#8220;การทดลองทอผืนผ้าเริ่มจากต้นแบบเส้นด้ายเบอร์ NE12 ในอัตราส่วนไหม 80% ผสมใยทุเรียน 20% จากนั้นทดลองทอผืนผ้าในอัตราส่วนต่างๆ ตั้งแต่ 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 ของเส้นไหม ต่อเส้นไหมผสมใยทุเรียน โดยกำหนดให้เส้นด้ายไหมเป็นเส้นยืนและเส้นด้ายไหมผสมใยทุเรียนเป็นเส้นพุ่ง&#8221; ดร.อุษา อธิบายแนวทางการทดลอง</p>
<p>ผืนผ้าทุกอัตราส่วนจะได้รับการทดสอบประสิทธิภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอประเทศไทย ครอบคลุมทั้งด้านเคมีและกายภาพ รวมถึงการทดสอบกรด-เบส การซัก/ปั่น การส่องกล้องจุลทรรศน์ทั้งก่อนและหลังซัก การทดสอบความแข็งแรง (Tensile Strength) การระบายอากาศ (Air Permeability) และการต้านเชื้อแบคทีเรีย</p>
<p><em>&#8220;จากการทดสอบประสิทธิภาพทั้งทางด้านเคมีและทางกายภาพ พบว่าผ้าไหมผสมใยทุเรียนในอัตราส่วน 50:50 สามารถระบายอากาศได้ดีกว่าผืนผ้าไหม 100 % เกือบเท่าตัว เพราะผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนมีค่าการระบายอากาศสูงถึง 59.46 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที ในขณะที่ผ้าไหม 100 % มีค่าการระบายอากาศเพียง 39.68 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ผืนผ้าที่พัฒนาขึ้นนั้นยังมีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้สูงถึง 99.92% &#8220;</em></p>
<p>ด้วยคุณสมบัติการระบายอากาศและการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม ดร.อุษาเชื่อมั่นว่าผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนจะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยและความรู้สึกสบายในการสวมใส่เสื้อผ้า</p>
<p><strong>ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปขยายผลในเชิงพาณิชย์ต่อไป</strong></p>
<p><em><strong>&#8220;นวัตกรรมนี้สามารถพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้&#8221;</strong> </em>ดร.อุษา กล่าวและเสนอแนวทางการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ไว้ 2 แบบด้วยกัน โดยแนวทางแรกเป็นการร่วมมือกับชุมชน อาศัยองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือของคนชุมชนในการทอผืนผ้า (ปั่นด้ายด้วยมือหรือการเข็นเส้นด้าย) ส่วนอีกแนวทางเป็นการทำงานกับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งใช้วิธีการปั่นด้ายแบบวงแหวน (Ring Spinning) เพื่อผลิตเส้นด้ายในเชิงพาณิชย์</p>
<p>ซึ่งในช่วงเริ่มต้น กระบวนการผลิตผ้าจากเส้นใยทุเรียนจะใช้วิธีการแบบชุมชนทั้งหมด 100% ตั้งแต่การเข็นเส้นใย การย้อมสีเส้นใย ไปจนถึงการทอผืนผ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความต้องการของตลาดและระยะเวลาในการผลิต ดร.อุษาจึงได้ปรับกระบวนการโดยนำเส้นใยทุเรียนผสมกับไหมไปผลิตผ่านเครื่องจักรในโรงงาน ซึ่งช่วยให้กระบวนการเข็นเส้นใยเร็วขึ้นและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น ขณะที่กระบวนการย้อมสีเส้นใยและการทอผืนผ้ายังคงใช้ภูมิปัญญาของชุมชน 100% เหมือนเดิม เพื่อรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของงานฝีมือดั้งเดิมเอาไว้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38578 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/2147205.jpg" alt="" width="1200" height="913" /></p>
<p><strong>MUW </strong><strong>แบรนด์สิ่งทอเปลือกทุเรียน โดนใจ </strong><strong>Gen Y </strong><strong>สายมู</strong></p>
<p>งานวิจัยนวัตกรรม <strong>&#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221;</strong> ไม่ได้จบลงที่เส้นด้าย ด้วยคุณสมบัติเหนือชั้นของผืนผ้า ดร.อุษา ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ <strong>MUW.OFFICIAL</strong> (มูวว์ ออฟฟิเชียล) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจากงานวิจัยชุดนี้ ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย</p>
<p><strong>ดร.อุษา</strong> กล่าวว่าแบรนด์ดังกล่าวใช้แนวคิดสิ่งทอเคลื่อนไหว (Kinetic Textiles) และโครงสร้างเคลื่อนไหว (Kinetic Structures) ในลักษณะการเคลื่อนไหวของลายเส้นผ่านทัศนธาตุ สร้างให้เกิดมิติความลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงที่สอดรับกับสรีระของผู้หญิง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีของผู้ที่สวมใส่ โดยจุดเด่นที่โดดเด่นของแบรนด์คือการนำภูมิปัญญาการทอมือของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสร้างสรรค์ลวดลายสัตว์มงคล 9 ลวดลาย ได้แก่ <strong>กวาง (มั่งมีศรีสุข) เสือ (ผู้นำ) สิงโต (อำนาจ) มังกร (โชคลาภ) นกยูง (มงคล) หงส์ (เจริญรุ่งเรือง) กบสามขา (เพิ่มพูนเงินทอง) ม้า (พลังความสำเร็จ) และปลา (มั่งคั่งร่ำรวย)</strong></p>
<p>&#8220;ใยทุเรียนยังถือเป็นเส้นใยจากไม้มงคลประเภทหนึ่ง เมื่อนำมาทอผ่านลวดลายสัตว์มงคล ซึ่งเป็นการถอดสัญลักษณ์ตามทฤษฎีสัญวิทยา นี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้งาน แต่ยังเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจและส่งเสริมความเชื่อเรื่องสิริมงคล&#8221; ดร.อุษา กล่าวถึงจุดเด่นของแบรนด์</p>
<p><strong>MUW.OFFICIAL</strong> มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทและรูปแบบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน ทั้งหมดผลิตผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติและภูมิปัญญาการทอมือ</p>
<p>แบรนด์<strong> MUW.OFFICIAL</strong> เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว (2567) โดยใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารการตลาดและขายผลิตภัณฑ์ ดร.อุษา กล่าวว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์คือ Generation Y อายุ 27-42 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทั้งคนที่ทำงานประจำและต้องการประสบความสำเร็จ กับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่อยากจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจ</p>
<p>จากการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะพบว่า ทั้งสองกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตั้งแต่อายุยังน้อย และในขณะเดียวกัน ก็ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สนใจผลิตภัณฑ์ที่มาจากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน และที่ขาดไม่ได้คือคนกลุ่มนี้สนใจผลิตภัณฑ์เสริมสิริมงคล ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ หนุนนำไปสู่ความสำเร็จ&#8221; ดร.อุษา กล่าว</p>
<p>การผสานระหว่างความเชื่อเรื่องมงคลกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยทุเรียนตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Gen Y ได้อย่างลงตัว ซึ่งเมื่อนำผลิตภัณฑ์ลงสู่ตลาดจริงผ่านการทดสอบออกบูธ    ก็ได้ผลตอบรับที่เกินความคาดหมาย ผู้บริโภคให้ความสนใจและกระแสตอบรับเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มตลาดเป้าหมายที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นนั้นถูกต้องและตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38579 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Re1.jpg" alt="" width="400" height="600" /></p>
<p><strong>เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน</strong></p>
<p>ดร.อุษา กล่าวว่าการมีทางเลือกใหม่ในการจัดการเศษเหลือทิ้งไม่เพียงแต่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ</p>
<p>ชุมชนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่อื่น ๆ ที่มีเศษเหลือทิ้งจากทุเรียนสามารถสร้างรายได้เสริม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับทักษะของช่างทอผ้าในชุมชน สำหรับภาครัฐก็ได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ และภาคเอกชนได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติ นำไปสู่การปรับตัวลดต้นทุนการผลิตในอนาคต โดยเฉพาะการลดการนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศ</p>
<p>&#8220;การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของไทยเพราะเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปต่อการยอดพัฒนา โดยสามารถปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยที่มีเหลือทิ้งจากพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาปรับใช้กับวัสดุอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศษเหลือทิ้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้บริโภค&#8221; ดร.อุษา กล่าวปิดท้าย</p>
<p>นวัตกรรมเส้นใยจากเปลือกทุเรียนนับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากเศษเหลือทิ้งในภาคการเกษตร และยังเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเสริมสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy Model) อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเป็นเส้นทางสู่การสร้างมูลค่าจากสิ่งที่เคยถือว่าไร้ค่า จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า ด้วยความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่น สิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหาก็สามารถกลายเป็นโอกาสทองที่นำพาสังคมไปสู่อนาคตที่สดใสและยั่งยืนได้</p>
<p><strong>สำหรับผู้ที่สนใจแบรนด์ </strong><strong>MUW.OFFICIAL </strong><strong>สามารถติดต่อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ได้แก่ </strong><strong>Facebook, LINE OA, TikTok : muw.official </strong><strong>และ </strong><strong>Instagram : muw official_</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/">&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอ็นเทค สวทช. พัฒนา &#8216;SolaRE&#8217; โซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ รีไซเคิลหลังปลดระวางได้มากขึ้น 4 เท่า ลดขยะฝังกลบ​แผงโซลาร์ 85-95%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/solare-innovative-green-solar-cells/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 Oct 2025 06:25:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[e-waste]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[​ENTEC]]></category>
		<category><![CDATA[Green Solar Cells]]></category>
		<category><![CDATA[Innovative Green Solar Cells]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[solar cell]]></category>
		<category><![CDATA[SolaRE]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอันตราย]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็นเทค สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[แผงโซลาร์]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รี]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37588</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา SolaRE (โซลาร์รี) เทคโนโลยีการผลิตโซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ง่ายหลังปลดระวาง​​ ช่วยลดต้นทุนการรีไซเคิล เพิ่มการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ปี 2567 ประเทศไทยมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์​ราว 30 ล้านแผง ​คาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า แผงเหล่านี้​จะกลายเป็นซากขยะอิเล็กทรอนิกส์หลักแสนตัน ซึ่งหากไม่มีวิธีจัดการที่เหมาะสม สารเคมีและโลหะหนักอาจปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอย่างคาดไม่ถึง ทีมวิจัยเอ็นเทค สวทช. จึงได้พัฒนา SolaRE เทคโนโลยีการผลิตโซลาร์เซลล์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการรีไซเคิล ​โดยสามารถ​​แยกส่วนประกอบ​หลังปลดระวางได้ง่ายขึ้น สำหรับใช้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชนิดผลึกซิลิคอน (crystalline silicon) ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี นักวิจัย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช. อธิบายว่า ​กระบวนการผลิตโซลาร์เซลล์ทั่วไปจะมีการใช้วัสดุผสานหรือ encapsulant เพื่อยึดติดวัสดุแต่ละชั้นอย่างแน่นหนา ป้องกันกันความชื้น​ เพิ่มความทนทาน และยืดอายุการใช้งานของแผง &#8220;การผนึกติดแน่นของชั้นวัสดุทำให้การถอดแยกส่วนประกอบภายในแผงหลังหมดอายุการใช้งานเป็นไปได้ยาก เพราะต้องใช้สารเคมี ความร้อน และเครื่องจักรเฉพาะทางในการแยกชั้นวัสดุ ปัจจุบันจึงนิยมรีไซเคิลเฉพาะส่วนกรอบอะลูมิเนียมและกล่องต่อสายไฟ ก่อนกำจัดส่วนแผงโดยการฝังในหลุมฝังกลบขยะอันตรายซึ่งอาจเกิดปัญหาการรั่วซึมของโลหะหนักปนเปื้อนในแหล่งดินและน้ำได้” กลไกที่ทำให้ SolaRE [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/solare-innovative-green-solar-cells/">เอ็นเทค สวทช. พัฒนา &#8216;SolaRE&#8217; โซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ รีไซเคิลหลังปลดระวางได้มากขึ้น 4 เท่า ลดขยะฝังกลบ​แผงโซลาร์ 85-95%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา <strong>SolaRE (โซลาร์รี) เทคโนโลยีการผลิตโซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ง่ายหลังปลดระวาง​​ ช่วยลดต้นทุนการรีไซเคิล เพิ่มการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม </strong></p>
<p><span id="more-37588"></span></p>
<p>ปี 2567 ประเทศไทยมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์​ราว 30 ล้านแผง ​คาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า แผงเหล่านี้​จะกลายเป็นซากขยะอิเล็กทรอนิกส์หลักแสนตัน ซึ่งหากไม่มีวิธีจัดการที่เหมาะสม สารเคมีและโลหะหนักอาจปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอย่างคาดไม่ถึง</p>
<p>ทีมวิจัยเอ็นเทค สวทช. จึงได้พัฒนา <strong>SolaRE เทคโนโลยีการผลิตโซลาร์เซลล์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการรีไซเคิล ​โดยสามารถ​​แยกส่วนประกอบ​หลังปลดระวางได้ง่ายขึ้น สำหรับใช้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชนิดผลึกซิลิคอน (crystalline silicon)</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37590" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Researcher.jpg" alt="" width="450" height="600" /></p>
<p><strong>ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี </strong>นักวิจัย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช. อธิบายว่า ​กระบวนการผลิตโซลาร์เซลล์ทั่วไปจะมีการใช้วัสดุผสานหรือ encapsulant เพื่อยึดติดวัสดุแต่ละชั้นอย่างแน่นหนา ป้องกันกันความชื้น​ เพิ่มความทนทาน และยืดอายุการใช้งานของแผง</p>
<p>&#8220;การผนึกติดแน่นของชั้นวัสดุทำให้การถอดแยกส่วนประกอบภายในแผงหลังหมดอายุการใช้งานเป็นไปได้ยาก เพราะต้องใช้สารเคมี ความร้อน และเครื่องจักรเฉพาะทางในการแยกชั้นวัสดุ ปัจจุบันจึงนิยมรีไซเคิลเฉพาะส่วนกรอบอะลูมิเนียมและกล่องต่อสายไฟ ก่อนกำจัดส่วนแผงโดยการฝังในหลุมฝังกลบขยะอันตรายซึ่งอาจเกิดปัญหาการรั่วซึมของโลหะหนักปนเปื้อนในแหล่งดินและน้ำได้”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37591" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/SolarRE-Pic2.jpg" alt="" width="450" height="600" /></p>
<p><em><strong>กลไกที่ทำให้ SolaRE ถอดแยกส่วนประกอบได้คือ การเพิ่มชั้นฟิล์มโปร่งแสงชนิดพิเศษเข้าไปในโครงสร้างแผง ตอนนำไปกำจัดจึงถอดแยกวัสดุแต่ละชั้นไปใช้ประโยชน์ต่อได้ง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมี ความร้อน และเครื่องจักรเฉพาะทางในการแยกชิ้นส่วน</strong></em></p>
<p><em>“จุดเด่นสำคัญคือ แผ่นฟิล์มโปร่งแสงชนิดพิเศษที่ใช้ในการผลิตแผง SolaRE ผลิตได้ในประเทศไทย และโรงงานประกอบแผงโซลาร์เซลล์สามารถใช้เครื่องจักรที่มีอยู่เดิมประกอบได้โดยไม่ต้องลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์”</em></p>
<p><strong>ดร.อมรรัตน์</strong> สรุปข้อเปรียบเทียบระหว่างแผงที่ประกอบด้วยเทคโนโลยี SolaRE และแผงทั่วไปว่า แผงทั้ง 2 ชนิดมีสรรถนะการใช้งานเริ่มต้นระดับเดียวกัน อายุการใช้งานใกล้เคียงกัน แต่การใช้เทคโนโลยี SolaRE จะช่วย<strong>เพิ่มโอกาสในการรีไซเคิลวัสดุได้มากขึ้นจาก 10% เป็น 85–95% หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบจาก 90% ให้เหลือเพียง 5–15%  </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37589 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/SolarRE-Info.jpg" alt="" width="1200" height="655" /></p>
<p>ปัจจุบันทีมวิจัยได้จดอนุสิทธิบัตรเทคโนโลยีการผลิตเรียบร้อยแล้ว โดยเทคโนโลยี SolaRE รองรับการผลิตได้ตั้งแต่ขนาดแผง 0.30–1 ตารางเมตร เหมาะแก่การประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ (solar lighting) ซึ่งประเทศไทยมีความต้องการใช้งานสูงและยังต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ</p>
<p><em>&#8220;​ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบใช้งานผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี SolaRE ในสภาวะจริงเป็นเวลา 2 ปี ผลการทดสอบพบว่ามีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมร้อนชื้นของประเทศไทย ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยี SolaRE ทั้งในส่วนของกระบวนการผลิตแผ่นฟิล์มและการประกอบแผง รวมทั้งมีแผนร่วมกับภาคเอกชน ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์สู่บัญชีนวัตกรรม เพื่อเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้าให้แก่ภาครัฐด้วย&#8221;</em> ดร.อมรรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><strong>สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเทคโนโลยี SolaRE และ Solar Sure ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 2711 หรืออีเมล <a href="mailto:amornrat.lim@entec.or.th">amornrat.lim@entec.or.th</a></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/solare-innovative-green-solar-cells/">เอ็นเทค สวทช. พัฒนา &#8216;SolaRE&#8217; โซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ รีไซเคิลหลังปลดระวางได้มากขึ้น 4 เท่า ลดขยะฝังกลบ​แผงโซลาร์ 85-95%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>BDI ชู &#8216;Envi Link&#8217; เชื่อมโยงบิ๊กดาต้าฝุ่น PM2.5 ดันเชียงใหม่เป็นต้นแบบจัดการสิ่งแวดล้อมยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/bdi-envi-link-environmental-management-platform/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Oct 2025 10:45:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BDI]]></category>
		<category><![CDATA[Data]]></category>
		<category><![CDATA[Data Analytics]]></category>
		<category><![CDATA[data-driven decision]]></category>
		<category><![CDATA[Envi Link]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental Management System]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูล]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่น PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี อจลากุล]]></category>
		<category><![CDATA[ศิวกร บัวป้อง]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองอากาศสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็นวี่ ลิงก์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37252</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินหน้าพัฒนา &#8216;Envi Link&#8216; (เอ็นวี่ ลิงก์) แพลตฟอร์มข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ใช้เทคโนโลยี Big Data เชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลจากกว่า 30 หน่วยงานทั่วประเทศ รวมมากกว่า 200 ชุดข้อมูล เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) อย่างเป็นระบบ โดยมีจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่นำร่องต้นแบบในการขับเคลื่อน “การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยข้อมูล” เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศ คุณภาพชีวิต และความยั่งยืนของเมืองในระยะยาว คุณศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นพื้นที่ที่มีความท้าทายด้านมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 ต่อเนื่องมาหลายปี การมีระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงอย่าง Envi Link เข้ามาช่วยสนับสนุนถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ เพราะทำให้จังหวัดมีข้อมูลเชิงลึกและแม่นยำมากขึ้นในการประเมินสถานการณ์ วางแผน และออกมาตรการได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการใช้แดชบอร์ดข้อมูล เพื่อให้ผู้บริหารสามารถติดตามสถานการณ์จริงในแต่ละพื้นที่ พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มและประเมินผลการดำเนินงานจากหลักฐานในเชิงข้อมูล (data-driven decision) ได้อย่างเป็นระบบ &#8220;ความร่วมมือระหว่างจังหวัดกับ BDI ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการนำเทคโนโลยีข้อมูลมาช่วยแก้ปัญหาฝุ่นควัน แต่ยังเป็นต้นแบบของ เมืองอากาศสะอาด ที่ภาครัฐ เอกชน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/bdi-envi-link-environmental-management-platform/">BDI ชู &#8216;Envi Link&#8217; เชื่อมโยงบิ๊กดาต้าฝุ่น PM2.5 ดันเชียงใหม่เป็นต้นแบบจัดการสิ่งแวดล้อมยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) </strong>หรือ<strong> BDI</strong> ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินหน้าพัฒนา &#8216;<strong>Envi Link</strong>&#8216; (เอ็นวี่ ลิงก์) แพลตฟอร์มข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ใช้เทคโนโลยี Big Data เชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลจากกว่า 30 หน่วยงานทั่วประเทศ รวมมากกว่า 200 ชุดข้อมูล เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) อย่างเป็นระบบ โดยมีจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่นำร่องต้นแบบในการขับเคลื่อน “การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยข้อมูล” เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศ คุณภาพชีวิต และความยั่งยืนของเมืองในระยะยาว</p>
<p><span id="more-37252"></span></p>
<p><strong>คุณศิวกร บัวป้อง</strong> รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นพื้นที่ที่มีความท้าทายด้านมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 ต่อเนื่องมาหลายปี การมีระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงอย่าง Envi Link เข้ามาช่วยสนับสนุนถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ เพราะทำให้จังหวัดมีข้อมูลเชิงลึกและแม่นยำมากขึ้นในการประเมินสถานการณ์ วางแผน และออกมาตรการได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการใช้แดชบอร์ดข้อมูล เพื่อให้ผู้บริหารสามารถติดตามสถานการณ์จริงในแต่ละพื้นที่ พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มและประเมินผลการดำเนินงานจากหลักฐานในเชิงข้อมูล (data-driven decision) ได้อย่างเป็นระบบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37270 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Selected2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ความร่วมมือระหว่างจังหวัดกับ BDI ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการนำเทคโนโลยีข้อมูลมาช่วยแก้ปัญหาฝุ่นควัน แต่ยังเป็นต้นแบบของ <strong>เมืองอากาศสะอาด</strong> ที่ภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชนจะสามารถใช้ข้อมูลเดียวกันในการติดตามสถานการณ์และร่วมกันวางแผนป้องกันปัญหาได้อย่างมีส่วนร่วม ถือเป็นการยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงรุก ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริงและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน&#8221;</em></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี อจลากุล</strong> ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI กล่าวว่า BDI มุ่งมั่นใช้พลังของข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในทุกมิติ รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นรากฐานของคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของประเทศ การเชื่อมโยงข้อมูลกว่า 200 ชุดผ่านแพลตฟอร์ม Envi Link ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทั้งภาครัฐ นักวิจัย ภาคธุรกิจ และชุมชน เพื่อให้เกิดการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำและตรงจุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37272 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Selected1.jpg" alt="" width="1200" height="862" /></p>
<p><em>&#8220;Envi Link เป็นแพลตฟอร์มการบูรณาการข้อมูลเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยรวบรวมข้อมูลจากหลายมิติ เช่น ค่าฝุ่น จุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ การขอใช้ไฟในระบบ Fire-D และสถานการณ์ผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศ รวมถึงข้อมูลจากเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริหารและหน่วยงานในพื้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่อัปเดตและเชื่อมโยงกันได้แบบเรียลไทม์ นำไปสู่การบริหารจัดการปัญหาได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที และได้รับการผลักดันต่อยอดให้เป็นแพลตฟอร์มฐานข้อมูลกลาง เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตามความเห็นที่ประชุมคณะทำงานพัฒนาแพลตฟอร์มฐานข้อมูลกลางเพื่อสนับสนุนมาตรการลดมลพิษทางอากาศ (ฝุ่นละออง PM2.5)&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>ในอนาคต BDI มีแผนร่วมมือกับกลุ่มนักวิจัยในพื้นที่ขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์ม Envi Link ไปยัง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เพื่อสร้างระบบข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาค</strong> สนับสนุนการวางนโยบายเชิงพื้นที่ การบริหารจัดการไฟป่า และการลดปริมาณฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37273 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Selected3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับโครงการพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลและต้นแบบการบูรณาการข้อมูลฝุ่น PM2.5 ได้รับการสนับสนุนจากทุนวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ภายใต้การจัดการของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีพันธมิตรหลัก ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.), สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.), สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลสิ่งแวดล้อม (Environmental Data Catalog) ที่สามารถรวบรวม จัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างเป็นระบบและโปร่งใส เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลกลางในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน</p>
<p>แพลตฟอร์ม Envi Link ยังให้บริการแดชบอร์ดข้อมูลวิเคราะห์มากกว่า 15 รูปแบบ อาทิ แดชบอร์ดตัวชี้วัดการจัดการปัญหาฝุ่นรายจังหวัด ที่รวบรวมข้อมูลจุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ จำนวนวันค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน และสถานการณ์ผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศ เพื่อใช้ติดตามผลและประเมินมาตรการของภาครัฐ แดชบอร์ดเปรียบเทียบพื้นที่ขอใช้ไฟผ่านระบบ Fire-D กับพื้นที่เผาไหม้จริง เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตใช้ไฟกับพื้นที่ที่เกิดการเผาไหม้จริงในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงแดชบอร์ดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น RGUARD, DustBoy, Air4Thai, DPM Alert และ Check Dust เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิดและเข้าใจข้อมูลในเชิงพื้นที่มากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37274 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Selected5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนั้น BDI ยังเตรียมต่อยอดการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Envi Link เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและนโยบายในมิติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การติดตามพื้นที่เผาไหม้ตามชนิดพืชเศรษฐกิจจากภาพถ่ายดาวเทียม การแนะนำพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการปรับเปลี่ยนพืชในพื้นที่ให้ลดการเผาและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นด้วยข้อมูลภูมิสารสนเทศ นำไปสู่นโยบายการลดเผาที่ยั่งยืน</p>
<p><em>“การดำเนินงานในจังหวัดเชียงใหม่จึงไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการข้อมูลสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อน “Smart Environment” ภายใต้นโยบายเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการออกแบบนโยบาย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนในทุกมิติ”</em> ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี กล่าวปิดท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/bdi-envi-link-environmental-management-platform/">BDI ชู &#8216;Envi Link&#8217; เชื่อมโยงบิ๊กดาต้าฝุ่น PM2.5 ดันเชียงใหม่เป็นต้นแบบจัดการสิ่งแวดล้อมยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SET ผนึก TTB ​ เพิ่มเครื่องมือ​คำนวณ &#8216;คาร์บอนฟุตพรินท์&#8217; ให้ภาคธุรกิจ ชี้ ​&#8217;ข้อมูลคาร์บอน&#8217; เหมือนพาสปอร์ตเข้าถึงซอฟต์โลนได้ง่ายขึ้น ​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/set-ttb-partner-to-setcarbon-platform/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Sep 2025 12:23:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[B+ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Emission]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[SET]]></category>
		<category><![CDATA[SET ESG]]></category>
		<category><![CDATA[SET ESG Data Platform]]></category>
		<category><![CDATA[SETCarbon]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[ttb]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์ฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ทีเอ็มบีธนชาต]]></category>
		<category><![CDATA[ปิติ ตัณฑเกษม]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[อัสสเดช คงสิริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36078</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จับมือ ทีเอ็มบีธนชาต (TTB) ผนึกกำลังขยายระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) เพิ่มเครื่องมือช่วยรายงานคาร์บอนฟุตพรินท์ผ่านระบบ SETCarbon สำหรับลูกค้า TTB โดยไม่ต้องเพิ่มภาระต้นทุนด้านการเงิน และถือเป็นธนาคารพาณิชย์รายแรกที่ร่วม​เป็นพันธมิตรในระบบ​ SETCarbon  เพื่อช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ​ซึ่งเปรียบเสมือนการได้รับ &#8216;พาสปอร์ต&#8217; เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ​สีเขียวที่มีสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่าหรืออัตรา​ดอกเบี้ย​ต่ำกว่าสินเชื่อทั่วไป (ซอฟต์โลน) รวมทั้ง​​สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกพร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ คุณ​อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความสามารถในการรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืน (ESG) โดยเฉพาะความสามารถในการจัดการสภาพภูมิอากาศซึ่งจำเป็นต้องรายงานการปลดปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission) ภายในธุรกิจ ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งการเก็บข้อมูล การ​คำนวณ การประเมินผล  รวมไปถึงความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ เป็นปัญหาสำคัญรวมทั้งยังสร้างภาระต้นทุนทางการเงินให้ภาคธุรกิจมากขึ้น ​​การมีเครื่องมืออย่าง SETCarbon จึงเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถรายงาน​คาร์บอนฟุตพรินท์ได้ง่ายและสะดวก โดยเฉพาะธุรกิจรายกลางและเล็ก หรือกลุ่ม SME ที่ยังไม่มีความพร้อมทั้งเรื่องทรัพยากร องค์ความรู้ เวลา หรือบุคลากรที่เชี่ยวชาญในการดำเนินการ​​ &#8220;ระบบ SETCarbon ​ช่วยให้ธุรกิจ ยกระดับการเปิดเผย Carbon Emission ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/set-ttb-partner-to-setcarbon-platform/">SET ผนึก TTB ​ เพิ่มเครื่องมือ​คำนวณ &#8216;คาร์บอนฟุตพรินท์&#8217; ให้ภาคธุรกิจ ชี้ ​&#8217;ข้อมูลคาร์บอน&#8217; เหมือนพาสปอร์ตเข้าถึงซอฟต์โลนได้ง่ายขึ้น ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จับมือ ทีเอ็มบีธนชาต (TTB) ผนึกกำลังขยายระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืน (</strong><strong>Sustainable Finance) </strong><strong>เพิ่มเครื่องมือช่วยรายงานคาร์บอนฟุตพรินท์ผ่านระบบ SETCarbon สำหรับลูกค้า TTB โดยไม่ต้องเพิ่มภาระต้นทุนด้านการเงิน และถือเป็นธนาคารพาณิชย์รายแรกที่ร่วม​เป็นพันธมิตรในระบบ​ SETCarbon </strong></p>
<p><span id="more-36078"></span></p>
<p>เพื่อช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ​ซึ่งเปรียบเสมือนการได้รับ &#8216;พาสปอร์ต&#8217; เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ​สีเขียวที่มีสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่าหรืออัตรา​ดอกเบี้ย​ต่ำกว่าสินเชื่อทั่วไป (ซอฟต์โลน) รวมทั้ง​​สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกพร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
<p><strong>คุณ​อัสสเดช คงสิริ </strong>กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความสามารถในการรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืน (ESG) โดยเฉพาะความสามารถในการจัดการสภาพภูมิอากาศซึ่งจำเป็นต้องรายงานการปลดปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission) ภายในธุรกิจ ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งการเก็บข้อมูล การ​คำนวณ การประเมินผล  รวมไปถึงความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ เป็นปัญหาสำคัญรวมทั้งยังสร้างภาระต้นทุนทางการเงินให้ภาคธุรกิจมากขึ้น ​​การมีเครื่องมืออย่าง <strong>SETCarbon</strong> จึงเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถรายงาน​คาร์บอนฟุตพรินท์ได้ง่ายและสะดวก โดยเฉพาะธุรกิจรายกลางและเล็ก หรือกลุ่ม SME ที่ยังไม่มีความพร้อมทั้งเรื่องทรัพยากร องค์ความรู้ เวลา หรือบุคลากรที่เชี่ยวชาญในการดำเนินการ​​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36081 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SET1.jpg" alt="" width="1200" height="743" /></p>
<p><em>&#8220;ระบบ SETCarbon ​ช่วยให้ธุรกิจ ยกระดับการเปิดเผย Carbon Emission ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียน กว่า 300 แห่ง หรือ​ 33% ​ใช้ระบบ SETCarbon  และ​มีแผนขยายการ​ให้บริการระบบ​ไปสู่ผู้ประกอบการธุรกิจนอกตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น  รวมทั้ง​ SME ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจประเทศในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน และมีผลกระทบต่อปริมาณก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้ง​ห่วงโซ่ของธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องมีการควบคุมการปลดปล่อยคาร์บอนในระดับต่ำเป็นกลุ่มแรกๆ  การเข้าถึง SETCarbon เพื่อจัดการ คำนวณ และรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงเป็นสมือน  &#8216;พาสปอร์ต&#8217; ที่ช่วย​ให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวของ TTB ได้ง่ายขึ้น เพื่อสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและรักษาความสามารถในการแข่งขันเพื่อยังอยู่ในระบบนิเวศของเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง&#8221; </em></p>
<p><strong>คุณปิติ ตัณฑเกษม </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า ทีทีบีขับเคลื่อนสู่การธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Banking) ตามกรอบ <strong>B+ESG</strong> ที่ผสานธุรกิจและความยั่งยืนเป็นเนื้อเดียวกัน และพร้อมสนับสนุนให้ลูกค้าธุรกิจและ SME ปรับตัวตามบริบทและกติกาใหม่ของโลก โดยเฉพาะการเปิดเผยตัวเลขคาร์บอนฟุตพรินท์ในธุรกิจ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับ​การวางแผนลดคาร์บอน​ในอนาคต พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและตลาดใหม่ๆ รวมทั้งเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันเพื่อรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืนไว้ได้ในระยะยาว ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36082 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/TTB-SET.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em>&#8220;​<strong>ตั้งแต่ปี </strong><strong>2562 </strong><strong>จนถึงไตรมาสที่ </strong><strong>2 </strong><strong>ของปี </strong><strong>2568 </strong><strong>ทีทีบีได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนไปแล้วกว่า </strong><strong>78,000</strong><strong> ล้านบาท</strong> โดยปีนี้ ​ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ​​ยั่งยืนอีก 35,000 ล้านบาท ซึ่งการเพิ่มความร่วมมือคร้ังนี้ จะช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจในการเข้าถึงสินเชื่อกลุ่มนี้ได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ รวมทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการต้นทุนด้านพลังงานได้ดีขึ้น รวมทั้งบริหารจัดการเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่ง SETCarbon จะเป็นเครื่องมือช่วยให้ลูกค้าธุรกิจของธนาคารที่ไม่ได้จดทะเบียน​ใน SET สามารถคำนวณและจัดเก็บคาร์บอนฟุตพรินต์ได้อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการนำข้อมูล ESG ไปใช้ประกอบในการพิจารณาสินเชื่อ <strong>โดยได้คัดเลือกกลุ่มลูกค้าให้เข้าร่วมโครงการ จำนวนกว่า </strong><strong>1,000</strong><strong> ราย จากกลุ่ม</strong><strong>อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ อาทิ อุตสาหกรรมเคมี การขนส่ง อาหารและเครื่องดื่ม การโรงแรม เป็นต้น</strong><strong>&#8220;</strong></em></p>
<p>ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม SETCarbon ถูกออกแบบเพื่อให้ตอบโจทย์ภาคธุรกิจในการคำนวณ Carbon Emission ได้อย่างสะดวก​แบบ<strong> End to End Solution</strong> ที่รองรับทั้งการบริหารจัดการข้อมูล ตั้งแต่การจัดเก็บ  การคำนวณ การประเมินผล และ​การทวนสอบอยู่ภายในระบบทั้งหมด ​​รวมทั้งยังรองรับได้ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ภายใต้มาตรฐานที่ได้รับความน่าเชื่อถือ เพราะมีผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอยู่ภายในระบบนิเวศ ทั้งกลุ่มผู้ประเมินทวนสอบ หรือกลุ่มผู้กำกับกิจการ (Regulator) เพื่อป้องกันการฟอกเขียว และ​ควบคุมมาตรฐานความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม ​รวมไปถึงรองรับการพัฒนา​ต่อยอดในอนาคต เช่น การคำนวณการปลดปล่อยคาร์บอนในขอบเขตที่ 3 ได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ ยัง​ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบให้สามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวกแก่ผู้ใช้งานมากที่สุด โดยในอนาคต อาจจะมีการพัฒนาต่อยอดด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม เช่น การนำ AI หรือระบบออโต้เมชั่นมาใช้ เพื่อลดความยุ่งยากจากระบบ Manual ให้น้อยลง เนื่องจาก บางธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ยังไม่มีความเข้าใจข้อมูลเชิงเทคนิค หรือ​ไม่สามารถเชื่อมโยงกระบวนการทำงานเข้ากับกระบวนการ​คำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์ได้อย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันในมุมของการสื่อสารเพื่อ​เร่งสร้างความเข้าใจและความตระหนักเพื่อให้ธุรกิจมีการรายงานข้อมูลคาร์บอนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการจูงใจผ่านสิทธิประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้รับจากความสามารถในการรายงานคาร์บอนแบบจับต้องได้ เช่น ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น หรือมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ง่ายขึ้น เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36083 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SETCarbon-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>สำหรับความร่วมมือของ SET และ TTB ในครั้งนี้ ยังครอบคลุมการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสององค์กรเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินการและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสนับสนุนด้านความยั่งยืน พร้อมร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการทางการเงิน ตลอดจนสิทธิประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมต่อยอดและพัฒนาระบบนิเวศด้านความยั่งยืนเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินงาน ปรับปรุง และพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนวางแผนการจัดการด้านการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนควบคู่กับการเติบโตทางธุรกิจ โดยเฉพาะการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อขับเคลื่อนผู้ประกอบการและประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/set-ttb-partner-to-setcarbon-platform/">SET ผนึก TTB ​ เพิ่มเครื่องมือ​คำนวณ &#8216;คาร์บอนฟุตพรินท์&#8217; ให้ภาคธุรกิจ ชี้ ​&#8217;ข้อมูลคาร์บอน&#8217; เหมือนพาสปอร์ตเข้าถึงซอฟต์โลนได้ง่ายขึ้น ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จับตา​ &#8216;นอนนอน&#8217; (nornnorn) ภาคต่อธุรกิจครอบครัว Gen 4 และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ให้โลก ​ที่ผนวกทั้ง Ecommerce , FinTech และ RecyclingTech ไว้ด้วยกัน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/nornnorn-model-of-ecommerce-fintech-and-recycling/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Aug 2025 13:31:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CE]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Circularity]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly]]></category>
		<category><![CDATA[eCommerce]]></category>
		<category><![CDATA[Fintech]]></category>
		<category><![CDATA[Green Financing]]></category>
		<category><![CDATA[mattresses]]></category>
		<category><![CDATA[nornnorn]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[Recycling]]></category>
		<category><![CDATA[StartUp]]></category>
		<category><![CDATA[Subscription]]></category>
		<category><![CDATA[ที่นอน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจที่นอน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจรีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[นพพล เตชะพันธ์งาม]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[นอนนอน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซอร์คิวลาร์ริตี จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[รักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์ทอัพ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35428</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;นอนนอน&#8217; (nornnron) ธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่ผู้ก่อตั้งเป็นทายาทรุ่น 4 ของครอบครัว ซึ่งเชี่ยวชาญและอยู่ในธุรกิจการผลิตที่นอนมากว่า 95 ปี รวมทั้งยังเป็นผู้สร้างตำนานให้อุตสาหกรรมที่นอนในฐานะ First Mover ที่สร้างโรงงานผลิตที่นอนสปริงรายแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เส้นทางธุรกิจเริ่มจากการซื้อมาขายไป &#8216;ที่นอนนุ่น&#8217;​ ในรุ่นที่ 1 สู่การพัฒนา​เป็น &#8216;ที่นอนฟองน้ำ&#8217; รายแรกๆ ของไทย ก่อนจะต่อยอด​สู่ &#8216;ที่นอนสปริง&#8217; ภายใต้แบรนด์ &#8216;ดาร์ลิ่ง’ (Darling) ในรุ่นที่ 2 พร้อมทั้งการตั้งโรงงานที่นอนสปริงแห่งแรกของประเทศและภูมิภาคอาเซียนในเจนเนอเรชั่นนี้ จนมาถึงรุ่นที่ 3 ที่รุก​ขยายตลาดที่นอนสปริงสู่กลุ่ม B2B ​​ให้​ธุรกิจที่พัก และโรงแรมต่างๆ รวมทั้งการแยกมาตั้งแบรนด์ใหม่อย่าง &#8216;สปริงเมท&#8217; (Springmate) เป็นของตัวเอง แต่ด้วยการแข่งขันในตลาดที่​​รุนแรงมากขึ้น มีแบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์จากต่างประเทศ ทำให้ช่องทางจำหน่ายเริ่มถูก​จำกัดมากขึ้น ​​รวมทั้งกระแส Digital Disruption ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีต่างๆ ไปจนถึง​​​ความผันผวนและ​เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ทั้งบริบททางสังคม รวมไปถึง​​พฤติกรรมของผู้บริโภค​ กลายเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับผู้สานต่อในรุ่นที่ 4 อย่าง คุณต้น -นพพล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/nornnorn-model-of-ecommerce-fintech-and-recycling/">จับตา​ &#8216;นอนนอน&#8217; (nornnorn) ภาคต่อธุรกิจครอบครัว Gen 4 และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ให้โลก ​ที่ผนวกทั้ง Ecommerce , FinTech และ RecyclingTech ไว้ด้วยกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8216;นอนนอน&#8217; (nornnron)</strong> ธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่ผู้ก่อตั้งเป็นทายาทรุ่น 4 ของครอบครัว ซึ่งเชี่ยวชาญและอยู่ในธุรกิจการผลิตที่นอนมากว่า 95 ปี รวมทั้งยังเป็นผู้สร้างตำนานให้อุตสาหกรรมที่นอนในฐานะ First Mover ที่สร้างโรงงานผลิตที่นอนสปริงรายแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<p><span id="more-35428"></span></p>
<p>เส้นทางธุรกิจเริ่มจากการซื้อมาขายไป &#8216;ที่นอนนุ่น&#8217;​ ในรุ่นที่ 1 สู่การพัฒนา​เป็น &#8216;ที่นอนฟองน้ำ&#8217; รายแรกๆ ของไทย ก่อนจะต่อยอด​สู่ &#8216;ที่นอนสปริง&#8217; ภายใต้แบรนด์ <strong>&#8216;ดาร์ลิ่ง’ (Darling)</strong> ในรุ่นที่ 2 พร้อมทั้งการตั้งโรงงานที่นอนสปริงแห่งแรกของประเทศและภูมิภาคอาเซียนในเจนเนอเรชั่นนี้ จนมาถึงรุ่นที่ 3 ที่รุก​ขยายตลาดที่นอนสปริงสู่กลุ่ม B2B ​​ให้​ธุรกิจที่พัก และโรงแรมต่างๆ รวมทั้งการแยกมาตั้งแบรนด์ใหม่อย่าง <strong>&#8216;สปริงเมท&#8217; (Springmate)</strong> เป็นของตัวเอง</p>
<p>แต่ด้วยการแข่งขันในตลาดที่​​รุนแรงมากขึ้น มีแบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์จากต่างประเทศ ทำให้ช่องทางจำหน่ายเริ่มถูก​จำกัดมากขึ้น ​​รวมทั้งกระแส Digital Disruption ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีต่างๆ ไปจนถึง​​​ความผันผวนและ​เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ทั้งบริบททางสังคม รวมไปถึง​​พฤติกรรมของผู้บริโภค​ กลายเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับผู้สานต่อในรุ่นที่ 4 อย่าง <strong>คุณต้น -นพพล เตชะพันธ์งาม </strong>ที่ต้องหาวิธีการปรับตัว เพื่อสร้างโอกาสและตลาดในการเติบโตใหม่ๆ เพื่อป้องกันธุรกิจถูก​ดิสรัปจนไม่สามารถเติบโต​อย่างแข็งแรงได้อีกต่อไปในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35448 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/454781.jpg" alt="" width="1156" height="867" /></p>
<p>ปี 2015  <strong>คุณต้น -นพพล เตชะพันธ์งาม</strong> หรือที่เพื่อนๆ เรียกกันจนติดปากว่า <strong>&#8216;คุณแนป&#8217;</strong> ซึ่งเป็นช่อย่อ​มาจากนพพล และยังมีความหมายที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับการนอน จึงได้ตัดสินใจแยกตัวจากธุรกิจครอบครัวหลังจากเข้าไปช่วยงานได้​​ 10 ปี เพื่อออกมาตั้ง​ <strong>&#8216;บริษัท เซอร์คิวลาร์ริตี จำกัด&#8217; </strong> เพื่อดำเนินธุรกิจ​​​สตาร์ทอัพของตัวเอง ด้วย​การพัฒนาแพลตฟอร์มให้เช่าที่นอน (Subscription) พร้อมรับคืน และนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ​ ภายใต้ชื่อ <strong>&#8216;นอนนอน&#8217; (nornnorn)  </strong></p>
<p><strong>ตั้งต้นจาก 3 Pain point ของธุรกิจดั้งเดิม</strong></p>
<p><strong>คุณแนป </strong>เล่าถึงที่มาของ nornnorn เกิดจากความเข้าใจในธุรกิจที่นอนอย่างลึกซึ้ง จากเส้นทางเกือบศตวรรษที่ครอบครัวอยู่ในธุรกิจนี้  ทำให้​พบและอยากเข้าไปมีส่วนช่วยแก้ไข  <strong>3 Pain point</strong> สำคัญในธุรกิจ ประกอบด้วย</p>
<p><strong>การเข้าถึง</strong> : จากการที่ที่นอนสปริงคุณภาพสูง มาพร้อมราคาที่แพง ทำให้จำกัดการเข้าถึงได้เพียงลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น การพัฒนาโมเดลนี้ จึงมีส่วนในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อีกทางหนึ่ง​</p>
<p><strong>การทิ้ง :</strong> เนื่องจากที่นอนเป็นสินค้าชิ้นใหญ่ ทำให้เป็นภาระและยากต่อการทิ้ง จุดจบส่วนใหญ่จึงเป็นการถูกนำไปฝังกลบ หรือเผาทำลาย และบ่อยครั้งที่เรามักจะเห็นที่นอนกลายไปเป็นขยะในที่ที่ไม่ควรอยู่ โดยพบข้อมูลว่า มีปริมาณที่นอนถูกทิ้งทั่วโลกกว่า 150 ล้านชิ้นต่อปี หรือพบภายในภูมิภาคอาเซียนกว่าหลายสิบล้านชิ้นต่อปี</p>
<p><strong>การรีไซเคิล :</strong> ยังไม่มีกระบวนการในการรีไซเคิลที่นอนอย่างเป็นระบบ เนื่องจาก มีต้นทุนในการดำเนินงานสูง ขณะที่ Value ที่ได้จากการรีไซเคิลไม่สูง ทำให้ไม่คุ้มค่าในการลงทุน จึงยังไม่มีใครเข้ามาในส่วนนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35445 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/nornnorn1.png" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>3 ข้อจำกัดดังกล่าว จึงเป็นที่มาให้คุณแนป คิดโมเดลธุรกิจในรูปแบบ <strong>PaaS (Product as a Service) </strong>ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์ม &#8216;<strong>นอนนอน&#8217; (nornnorn)</strong> เพื่อให้บริการเช่าที่นอนสปริงใหม่ คุณภาพสูง โดยสามารถชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน และเลือกระยะสัญญาได้ตามความต้องการ ตั้งแต่ 12 -120 เดือน ​โดยราคาที่ชำระได้รวมค่าบริการเก็บกลับผลิตภัณฑ์ และการนำไป​รีไซเคิลตามกระบวนการอย่างถูกต้องและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนทั่วไป รวมทั้งผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีทุนมากนัก สามารถลดต้นทุนจากที่นอนไปพัฒนาส่วนอื่นๆ ได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>​nornnorn ได้เริ่มทดลองให้บริการ (Pilot Project) ในปี 2018 พร้อมกัน​ 2 ประเทศ ทั้งในไทย ที่มีที่นอนแบรนด์สปริงเมทเป็นพันธมิตรเบื้องต้น​ และในอินโดนีเซีย มีแบรนด์สปริงแอร์ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่นอนรายใหญ่ในอินโดนีเซียร่วมเป็นพันธมิตร โดยนำร่อง​ทำตลาดในกลุ่ม B2B เจาะกลุ่มธุรกิจโรงแรม ที่พักขนาดเล็ก หรือธุรกิจที่ใส่ใจเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถเข้าถึงที่นอนสปริงคุณภาพสูง ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยที่ไม่ต้องลงทุนสูงมากเกินไป</p>
<p><em>&#8220;ช่วงเปิดตัวได้ปีกว่าๆ เป็นช่วงที่สถานการณ์โควิดแพร่ระบาด ทำให้เริ่มมีการปรับแผนในประเทศไทย ด้วยการขยายบริการสู่กลุ่ม B2C เร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้ แต่กลับได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างดี เพราะสามารถเข้าถึงที่นอนคุณภาพสูงในราคาไม่แพง ทำให้ตอนนี้ฐานลูกค้าในไทย ทั้งกลุ่มธุรกิจ (B2B) และค้าปลีก (B2C) ​มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่ในอนาคต จะรุกตลาดในกลุ่มค้าปลีกมากขึ้น เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงให้ธุรกิจได้ดีกว่า ทั้งอัตราค่าเช่าที่สูงกว่า โดย B2B เริ่มต้นที่ 89 บาท/เดือน ขณะที่ค้าปลีก อยู่ที่ 112 บาท/เดือน รวมทั้งหากเกิดกรณีผิดนัดชำระ กลุ่มค้าปลีกที่เช่าเริ่มต้นเพียง 1 ชิ้น จะกระทบน้อยกว่ากลุ่มผู้ประกอบการที่มักจะเช่าในสเกลที่ใหญ่กว่า ทำให้กระทบต่อสภาพคล่องธุริกจได้มากกว่า&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35443 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Info-Thai.png" alt="" width="1200" height="768" /></p>
<p><strong>จุดนัดพบ  Ecommerce + FinTech + Recycling Technology</strong></p>
<p>การพัฒนา nornnorn ของคุณแนป ยังถือว่าเป็นการสร้างนวัตกรรมโมเดลธุรกิจใหม่ ที่เป็น First Mover ของโลก​ เหมือนกับที่ครอบครัวเคยทำได้มาแล้วในอุตสาหกรรมที่นอนของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการ Subscribe ที่นอนคุณภาพสูง ตามแนวทาง PaaS และให้บริการ​ผ่านแพลตฟอร์ม​ออนไลน์เช่นเดียวกับ​ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ</p>
<p>นอกจากนี้ ยัง​​ประยุกต์เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) ในรูปแบบ Green Financing ผสมผสานกับ Tokenization ​มาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตและขยายธุรกิจในอนาคต ทำให้ nornnorn ​​เป็นสตาร์ทอัพด้านความยั่งยืนรายแรกของประเทศที่สามารถออก <strong>&#8216;หุ้นกู้สีเขียว&#8217;</strong> (Mini Green Bond) ในรูปแบบ Digital Investment Token ภายใต้การสนับสนุน​จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างถูกต้อง โดยจะใช้ระบบนำรายได้จากสัญญาระยะยาวของลูกค้าซึ่งเป็นแหล่งในการสร้างรายได้ให้ธุรกิจกลับ​มาจ่ายเป็นเงินปันผลคืนให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยเข้ามารองรับการขยายธุรกิจในอนาคตให้เติบโตได้ต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35444 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Impact-.jpg" alt="" width="1620" height="1392" /></p>
<p><em>&#8220;​ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน จะทำให้ผู้ลงทุน​ทราบเส้นทางการเงินและ Journey ของธุรกิจว่าช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรบ้าง ขณะที่การประเมิน Life Cycle Assessment (LCA) หรือการประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ตามโมเดลของ nornnorn ที่เป็นรูปแบบของการ เช่า-ใช้-คืน-รีไซเคิล เมื่อเทียบกับโมเดลเดิม ที่เป็นการซื้อ -ใช้ -ทิ้ง และเกิดเป็นขยะ พบว่า nornnorn ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 31%  รวมทั้งลดมลภาวะทางอากาศ​ 28% และลด​สารพิษที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์อย่างน้อย 24% ขณะเดียวกันยังสามารถลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบลงได้เกือบ 20 ตัน &#8220;​</em></p>
<p>อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของ nornnorn ซึ่งถือว่ามีความ​ท้าทายมากที่สุด และอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อนำมาใช้ได้จริงและมีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ คือ <strong>การพัฒนากระบวนการรีไซเคิลที่นอน (Recycling Technology)</strong> โดยเฉพาะในส่วนของฟองน้ำ ที่แม้จะมีเทคโนโลยีในการรีไซเคิลแต่ยังมีต้นทุนที่สูง จึงอยู่ระหว่างการวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนได้จริง ​ขณะที่ส่วนประกอบอื่นๆ อย่างผ้าและเส้นใยต่างๆ สามารถนำไปใช้เป็นไส้กรองน้ำมันอุตสาหกรรม หรือนำไปแปรรูปในธุรกิจสิ่งทอ ส่วนลวดเหล็กสปริงก็สามารถนำไปหลอมเพื่อนำกลับมาเป็นเหล็กเพื่อใช้งานใหม่ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35442 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Recycle-Mattress.jpg" alt="" width="1200" height="866" /></p>
<p><em>&#8220;มากกว่า 90% ของที่นอนสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้ โดยเป้าหมายที่เราต้องการคือการวิจัยพัฒนาเพื่อให้วัสดุทุกชิ้นสามารถนำกลับเข้าสู่ระบบการผลิตเพื่อทดแทนการใช้ทรัพยากรใหม่ได้ท้ังหมด​ เพราะไม่อย่างนั้น สุดท้ายปลายทางจะกลายเป็นขยะไปสู่หลุมฝังกลบเช่นเดิม ซึ่งตามแผนเตรียมปรับโรงงานผลิตที่นอนเก่าในจังหวัดขอนแก่นให้เป็นศูนย์กลางการรีไซเคิล โดยจะใช้เป็นสถานที่ในการรวบรวมที่นอนเก่า เพื่อนำมาแยกชิ้นส่วนและรีไซเคิล แต่ต้องยอมรับว่าธุรกิจกลุ่มนี้จะมีต้นทุนที่สูงและยากที่จะมีกำไร ทำให้ในเชิงธุรกิจจึงต้องมีฝั่งที่ทำกำไรจากกลุ่ม Subscribe มาช่วยสนับสนุน ประกอบกับการเดินหน้าวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้มีจุดคุ้มทุนที่ดีที่สุดเพื่อสามารถทำกำไรได้บ้าง ก่อนที่จะขยายสเกลธุรกิจในแต่ละส่วนในอนาคตต่อไป&#8221;</em></p>
<p>สำหรับแผนในอนาคต นอกจาก​การพัฒนาแพลตฟอร์ม nornnorn ให้รองรับการขยายการเติบโตของธุรกิจ ทั้งการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ หรือการเปิดรับพันธมิตรแบรนด์ที่นอนใหม่ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการ  รวมทั้งยังให้ความสำคัญในการเดินหน้าวิจัยและพัฒนา​ โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์ที่นอน เพื่อทำให้ที่นอนสามารถรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น หรือมีน้ำหนักเบาขึ้น ไปจนถึงการมีเทคโนโลยี Self Cleaning ที่สามารถทำความสะอาดตัวเองได้ เพื่อไม่ต้องเปลี่ยนผ้าปู หรือมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้สินค้าตอบโจทย์กระแสโลกหรือบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป รวมทั้งส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/nornnorn-model-of-ecommerce-fintech-and-recycling/">จับตา​ &#8216;นอนนอน&#8217; (nornnorn) ภาคต่อธุรกิจครอบครัว Gen 4 และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ให้โลก ​ที่ผนวกทั้ง Ecommerce , FinTech และ RecyclingTech ไว้ด้วยกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สวทช. เปิดตัว &#8216;ไผ่ตัดอายุ&#8217; นวัตกรรมยกระดับการปลูกไผ่ไทย สู่เศรษฐกิจชีวภาพที่ยั่งยืน   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/somatic-embryogenesis-technology/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Aug 2025 13:16:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Somatic Embryogenesis]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นไผ่ตัดอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโอเทค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35327</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้เปิดตัว &#8216;เทคโนโลยีระบบโซมาติกเอมบริโอเจเนซิสในการพัฒนาต้นไผ่ตัดอายุ&#8217; (Somatic Embryogenesis) นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนโฉมการปลูกไผ่ของไทยสู่เศรษฐกิจชีวภาพที่ยั่งยืน ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชขั้นสูงที่สามารถผลิตต้นกล้าไผ่คุณภาพสูงจำนวนมากในเวลารวดเร็ว ที่สำคัญคือกระบวนการนี้สามารถพัฒนาต้นพันธุ์ไผ่ที่เริ่มอายุจากหนึ่งใหม่ โดยสร้างเอมบริโอจากเซลล์และพัฒนาเป็นต้นสมบูรณ์  ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ช่วยควบคุมวงจรชีวิตของไผ่อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการออกดอกแล้วทยอยตายทั้งกอพร้อมกันเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เกษตรกรมักเผชิญเมื่อปลูกไผ่ที่ไม่ทราบอายุ นวัตกรรมนี้จะช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงต้นพันธุ์ไผ่ที่มีลักษณะเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ เนื้อไม้มีความสม่ำเสมอ และเติบโตเร็ว ส่งผลต่อการปลูกไผ่เพื่ออุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ไม้ไผ่แปรรูป พลังงานไฟฟ้าชีวมวล เยื่อกระดาษ และนำไปใช้เป็นโครงสร้าง มีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนและถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำงานวิจัยนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) กล่าวว่า EECi คือศูนย์กลางนวัตกรรมของประเทศไทย ที่มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัย พัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมี “เทคโนโลยีชีวภาพ” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ภายใน EECi มีเมืองนวัตกรรมชีวภาพ (BIOPOLIS) ที่เน้นวิจัยและพัฒนาเพื่อเศรษฐกิจชีวภาพครบวงจร เช่น เกษตรสมัยใหม่ รวมถึงเทคโนโลยีโซมาติกเอมบริโอเจเนซิสเพื่อพัฒนาไผ่ตัดอายุ ซึ่งไม่ใช่แค่การขยายพันธุ์ แต่เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมไผ่ทั้งระบบ ช่วยลดต้นทุน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/somatic-embryogenesis-technology/">สวทช. เปิดตัว &#8216;ไผ่ตัดอายุ&#8217; นวัตกรรมยกระดับการปลูกไผ่ไทย สู่เศรษฐกิจชีวภาพที่ยั่งยืน   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้เปิดตัว<strong> &#8216;เทคโนโลยีระบบโซมาติกเอมบริโอเจเนซิสในการพัฒนาต้นไผ่ตัดอายุ&#8217; (</strong><strong>Somatic Embryogenesis) </strong><strong>นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนโฉมการปลูกไผ่ของไทยสู่เศรษฐกิจชีวภาพที่ยั่งยืน</strong></p>
<p><span id="more-35327"></span></p>
<p>ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชขั้นสูงที่สามารถผลิตต้นกล้าไผ่คุณภาพสูงจำนวนมากในเวลารวดเร็ว <em><strong>ที่สำคัญคือกระบวนการนี้สามารถพัฒนาต้นพันธุ์ไผ่ที่เริ่มอายุจากหนึ่งใหม่ โดยสร้างเอมบริโอจากเซลล์และพัฒนาเป็นต้นสมบูรณ์</strong>  </em>ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ช่วยควบคุมวงจรชีวิตของไผ่อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการออกดอกแล้วทยอยตายทั้งกอพร้อมกันเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เกษตรกรมักเผชิญเมื่อปลูกไผ่ที่ไม่ทราบอายุ</p>
<p>นวัตกรรมนี้จะช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงต้นพันธุ์ไผ่ที่มีลักษณะเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ เนื้อไม้มีความสม่ำเสมอ และเติบโตเร็ว ส่งผลต่อการปลูกไผ่เพื่ออุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ไม้ไผ่แปรรูป พลังงานไฟฟ้าชีวมวล เยื่อกระดาษ และนำไปใช้เป็นโครงสร้าง มีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนและถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำงานวิจัยนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35436 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/ไผ่ตัดอายุ-14.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล </strong>รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) กล่าวว่า EECi คือศูนย์กลางนวัตกรรมของประเทศไทย ที่มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัย พัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมี “เทคโนโลยีชีวภาพ” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ภายใน EECi มีเมืองนวัตกรรมชีวภาพ (BIOPOLIS) ที่เน้นวิจัยและพัฒนาเพื่อเศรษฐกิจชีวภาพครบวงจร เช่น เกษตรสมัยใหม่ รวมถึงเทคโนโลยีโซมาติกเอมบริโอเจเนซิสเพื่อพัฒนาไผ่ตัดอายุ ซึ่งไม่ใช่แค่การขยายพันธุ์ แต่เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมไผ่ทั้งระบบ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทย</p>
<p><strong>คุณรังสิมา ตัณฑเลขา </strong>ผู้อำนวยการโปรแกรมอาวุโส ฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ สวทช. เสริมว่า โครงการวิจัยไผ่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติในการส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน สวทช. มุ่งมั่นที่จะนำงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่หันมาสนใจวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไผ่จึงมีศักยภาพสูงที่จะเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35437 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/ไผ่ตัดอายุ-20.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน​ <strong>ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต </strong>นักวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ กล่าวว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาระบบโซมาติกเอมบริโอเจเนซิส (Somatic Embryogenesis) สำหรับสร้างต้นอ่อนไผ่ (embryo) จากเนื้อเยื่อเจริญ ซึ่งเป็นการสร้างต้นโคลน (clonal plant) จากต้นแม่ที่มีลักษณะดีเด่น โดยเริ่มศึกษาจากการนำส่วนเนื้อเยื่อเจริญในส่วนดอกและตาข้างของไผ่ฟ้าหม่นและไผ่ซางหม่นที่ผ่านการคัดเลือก มาเพาะเลี้ยงบนอาหารเพาะเลี้ยงสูตรเฉพาะในห้องปฏิบัติการ ชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเจริญให้เป็นเอมบริโอและพัฒนาเป็นต้นสมบูรณ์ในที่สุด</p>
<p>ต้นไผ่ที่ได้จากระบบดังกล่าว <strong>จะมีพันธุกรรมเหมือนต้นแม่แต่เกิดการตัดอายุ เริ่มวงจรชีวิตใหม่</strong> เพราะเป็นเอมบริโอที่พัฒนาจากเซลล์ร่างกาย (somatic cell) มีการเริ่มโปรแกรมการพัฒนาจุดเจริญใหม่ ส่งผลให้ต้นที่พัฒนาจาก somatic embryo นี้ เป็นพันธุ์ไผ่ใหม่ที่รู้อายุเริ่มต้น ไม่พบการออกดอกเหมือนต้นแม่ซึ่งทยอยตายทั้งกอ ช่วยให้ไผ่คงสภาพการเจริญเติบโตทางลำต้นได้นานขึ้น ส่งผลให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35435 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/ไผ่ตัดอายุ-10.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ปัจจุบันทางทีมวิจัยประสบความสำเร็จแล้วในการพัฒนาพันธุ์ <strong>&#8216;ไผ่ฟ้าหม่นตัดอายุ&#8217;</strong> ที่มีลักษณะลำเปลาตรง เนื้อไม้หนาสม่ำเสมอ กิ่งแขนงน้อย ข้อเรียบ เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมไม้แปรรูป โครงสร้าง และอื่น ๆ ได้หลากหลาย ส่วน &#8216;<strong>ไผ่ซางหม่นตัดอายุ</strong>&#8216; กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาต้นเพื่อรอการประเมินผล</p>
<p>ด้านการต่อยอดและใช้ประโยชน์ของไผ่ตัดอายุนี้ สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพและส่งเสริมอุตสาหกรรมไผ่ของประเทศได้ในหลายด้าน เช่น</p>
<p><strong>&#8211; การผลิตต้นพันธุ์คุณภาพสูงจำนวนมาก</strong> เพื่อตอบสนองความต้องการขยายพื้นที่เพาะปลูก</p>
<p><strong>&#8211; การจัดการวงจรชีวิตไผ่</strong> เพื่อควบคุมการเติบโต ลดการตายจากการออกดอกพร้อมกัน</p>
<p><strong>&#8211; การลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต</strong> เพื่อต้นพันธุ์ดี วงจรชีวิตควบคุมได้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ผลผลิตสูงขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35434 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/ไผ่ตัดอายุ-8.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>รวมถึงยังสนับสนุนอุตสาหกรรมหลากหลาย ทั้งในด้านการใช้ไผ่เป็นพืชพลังงานชีวมวล เยื่อกระดาษ วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงอาหารและยา ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน สอดคล้องกับนโยบายของประเทศในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน</p>
<p><em>“สวทช. พร้อมสนับสนุนและถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำงานวิจัยนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจไผ่ ผู้ประกอบการและกลุ่มอุตสาหกรรมที่สนใจ สามารถติดต่อทีมวิจัยได้ที่เบอร์ 097-203-6632 หรืออีเมล <a href="mailto:yeetoh@biotec.or.th">yeetoh@biotec.or.th</a> ”</em> <strong>ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต</strong> กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35432 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/ไผ่ตัดอายุ-2.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/somatic-embryogenesis-technology/">สวทช. เปิดตัว &#8216;ไผ่ตัดอายุ&#8217; นวัตกรรมยกระดับการปลูกไผ่ไทย สู่เศรษฐกิจชีวภาพที่ยั่งยืน   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>BPP เผย 5 เทรนด์อนาคตพลังงาน สร้างความมั่นคง-ลด CO₂</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/07/bpp-5-trends-shaping-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Jul 2025 11:45:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BANPU Power]]></category>
		<category><![CDATA[BPP]]></category>
		<category><![CDATA[Co-firing]]></category>
		<category><![CDATA[Data Centers]]></category>
		<category><![CDATA[Grid Modernization]]></category>
		<category><![CDATA[Small Modular Reactor]]></category>
		<category><![CDATA[SMR]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงทางพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู เพาเวอร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34637</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงาน เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากหลายปัจจัย เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงอื่น ๆ (Electrification) และการเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digitalization) ที่ทุกอย่างเชื่อมโยงผ่านเทคโนโลยี ขณะเดียวกันความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ทุกภาคส่วนเร่งสร้างระบบพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานมีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการใช้พลังงาน ที่เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น พร้อมเดินหน้าสู่ความมั่นคงด้านพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจให้สอดรับกับภูมิทัศน์พลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป (Energy Landscape Transformation) บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ในฐานะผู้ผลิตพลังงานระดับสากล ได้รวบรวม 5 เทรนด์พลังงานสำคัญที่องค์กรธุรกิจควรจับตา ดังนี้ 1. ความมั่นคงทางพลังงาน ปัจจัยสำคัญผลักดันการลงทุนทั่วโลก รายงานล่าสุดจากองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security)” กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี 2025 พุ่งสูงถึง 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็นการลงทุนในพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน รวมมูลค่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/bpp-5-trends-shaping-future/">BPP เผย 5 เทรนด์อนาคตพลังงาน สร้างความมั่นคง-ลด CO₂</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงาน เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากหลายปัจจัย เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงอื่น ๆ (Electrification) และการเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digitalization) ที่ทุกอย่างเชื่อมโยงผ่านเทคโนโลยี</p>
<p><span id="more-34637"></span></p>
<p>ขณะเดียวกันความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ทุกภาคส่วนเร่งสร้างระบบพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน</p>
<p>โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานมีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการใช้พลังงาน ที่เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น พร้อมเดินหน้าสู่ความมั่นคงด้านพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจให้สอดรับกับภูมิทัศน์พลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป (Energy Landscape Transformation)</p>
<p><strong>บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>BPP </strong>ในฐานะผู้ผลิตพลังงานระดับสากล ได้รวบรวม 5 เทรนด์พลังงานสำคัญที่องค์กรธุรกิจควรจับตา ดังนี้</p>
<p><strong>1. ความมั่นคงทางพลังงาน ปัจจัยสำคัญผลักดันการลงทุนทั่วโลก </strong></p>
<p>รายงานล่าสุดจากองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security)” กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี 2025 พุ่งสูงถึง 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็นการลงทุนในพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน รวมมูลค่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น พลังงานหมุนเวียน พลังงานนิวเคลียร์ ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และแบตเตอรี่ รวมมูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>
<p>ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน ภาครัฐและภาคธุรกิจทั่วโลกจึงเร่งวางแผนรับมือความเสี่ยงรอบด้านผ่านการลงทุนที่สมดุลทั้งในพลังงานดั้งเดิมและพลังงานสะอาดเพื่อรักษาความต่อเนื่องในการใช้ไฟฟ้า สร้างความมั่นใจว่าจะมีไฟฟ้าที่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานภายในประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมความมั่นคงทางธุรกิจและเศรษฐกิจระดับประเทศในระยะยาว</p>
<p><strong>2. เทคโนโลยี </strong><strong>Co-firing </strong><strong>ทางเลือกสู่เป้าหมายลด </strong><strong>CO</strong>₂</p>
<p>ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนยังคงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักที่ช่วยให้เรามีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง รองรับการใช้ชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างไม่สะดุด เทคโนโลยี Co-firing คือ การนำเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น <strong>ชีวมวล (</strong><strong>Biomass</strong><strong>)</strong><strong>,</strong><strong> ไฮโดรเจน (</strong><strong>Hydrogen) </strong><strong>และแอมโมเนีย (</strong><strong>Ammonia)</strong> มาใช้ร่วมกับเชื้อเพลิงหลักอย่างฟอสซิลในโรงไฟฟ้า เพื่อช่วยลดการปล่อย CO₂</p>
<p>โดยหลายประเทศให้ความสนใจและเริ่มทดลองใช้งานจริงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น จีน ได้กำหนดให้โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ผ่านการปรับปรุงหรือสร้างใหม่ต้องสามารถผสมชีวมวลหรือแอมโมเนียไม่น้อยกว่า 10%<sub>​</sub> ภายในปี 2027 เพื่อบรรลุเป้าหมายลด CO₂ ลง 50% เมื่อเทียบจากระดับการปล่อย CO₂ ในปี 2023<sub>[3]</sub> ตามแผนปฏิบัติการ “Low-Carbon Transformation of Coal Power Plants (2024–2027)” ด้านไทย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024)  ได้มีการวางแผนใช้ไฮโดรเจนเริ่มต้นที่ 5% ผสมกับก๊าซธรรมชาตินำร่องใช้ในโรงไฟฟ้าในช่วงปี 2030-2037<sub>​</sub> ซึ่งเทคโนโลยี Co-firing กำลังเปลี่ยนโฉมโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนแบบเดิมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34638 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/BPP-Energy-Trend-.jpg" alt="" width="1200" height="851" /></p>
<p><strong>3. Data Centers </strong><strong>โตดันดีมานด์ไฟฟ้าพุ่ง พลังงานหมุนเวียน หนึ่งในทางเลือกที่ตอบโจทย์ </strong></p>
<p>พลังงานหมุนเวียนเติบโตต่อเนื่องเพื่อตอบรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Centers) โดยองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่าภายในปี 2030 ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า เป็นประมาณ 945 เทราวัตต์-ชั่วโมงโดยกลุ่มยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี เช่น Amazon Web Services ได้ตั้งเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในศูนย์ข้อมูล ภายในปี 2025 ขณะที่ Microsoft และ Google Cloud ได้ขยายความมุ่งมั่นไปสู่การใช้พลังงานที่ปราศจากคาร์บอน (Carbon-Free Energy หรือ CFE) ตลอด 24 ชั่วโมง ภายในปี 2030</p>
<p>อย่างไรก็ตาม พลังงานความร้อนยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง รายงานจาก Precedence Research คาดว่า ตลาดโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทั่วโลกจะมีมูลค่า 1.56 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และจะเติบโตถึง 2.13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034<sub>​</sub></p>
<p>นอกจากนี้ เทคโนโลยี ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage: BESS) กำลังมีบทบาทสำคัญในการสำรองและจ่ายไฟฟ้ากลับสู่ระบบในช่วงที่ไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทำให้บริหารความต้องการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตลาด BESS ในเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 14.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033</p>
<p><sub> </sub>สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังคงต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างพลังงานความร้อน พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีพลังงาน เพื่อเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า</p>
<p><strong>4. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (</strong><strong>Small Modular Reactor: SMR</strong><strong>) เทคโนโลยีพลังงานสะอาด</strong></p>
<p>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR คือ โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ใช้ความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิชชัน (Nuclear Fission) ในการผลิตไฟฟ้า โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ การบริหารจัดการวัสดุกัมมันตรังสีใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ และการออกแบบที่ส่งเสริมความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ด้วยระบบระบายความร้อนที่ช่วยรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม</p>
<p>ซึ่งเครื่องปฏิกรณ์ถูกออกแบบให้เป็นโมดูลขนาดเล็กช่วยลดระยะเวลาก่อสร้างและติดตั้งจาก 5-6 ปี เหลือเพียง 3-4 ปี โดยมีกำลังผลิตสูงสุดถึง 300 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องโดยไม่ปล่อย CO₂ ปัจจุบันหลายประเทศอยู่ระหว่างพัฒนาและทดลองการใช้งาน เช่น จีน มีโครงการ ACP100 หรือ Linglong One กำลังการผลิตประมาณ 125 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่มณฑลไห่หนาน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2026</p>
<p>ขณะที่ในสหรัฐฯ ได้อนุมัติแบบเครื่องปฏิกรณ์ SMR ขนาด 77 เมกะวัตต์ของ NuScale Power <sub>​</sub>สำหรับไทยในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2024) ได้มีการบรรจุแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก 2 แห่ง ขนาดกำลังผลิตแห่งละ 300 เมกะวัตต์ โดยอยู่ระหว่างเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต</p>
<p>เทคโนโลยี SMR จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าจับตามองในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว</p>
<p><strong>5. Grid Modernization </strong><strong>อัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้าให้ชาญฉลาดและทันสมัยยิ่งขึ้น</strong></p>
<p>Grid Modernization คือ การปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ชาญฉลาด ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อรองรับแหล่งพลังงานที่หลากหลาย เช่น พลังงานหมุนเวียน และตอบโจทย์การใช้พลังงานในอนาคต โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เช่น ระบบควบคุมอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูล และการจัดการโหลดไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ช่วยลดการปล่อย CO₂ และรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าโดยรวม<sub>​</sub> ในเอเชียแปซิฟิก ตลาด Grid Modernization คาดว่าจะเติบโตจาก 12.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็นกว่า 51.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032</p>
<p><sub> </sub>ขณะที่สหรัฐฯ ดำเนินโครงการ Grid Resilience and Innovation Partnerships (GRIP) มูลค่า 10.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้าในการรับมือกับสภาพอากาศที่ผันผวน<sub>[15] </sub>ส่วนจีนมีการประกาศแผนลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้ามูลค่าสูงถึง 800 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 เพื่อรองรับความต้องการไฟที่เพิ่มขึ้นและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน</p>
<p>อนาคตพลังงานกำลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง ยืดหยุ่น และลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม แนวโน้มนี้ไม่ได้เป็นเพียงนโยบาย แต่เกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจทั่วโลก ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานใน 8 ประเทศทั่วโลก BPP มุ่งมั่นผลิตและพัฒนาพลังงานคุณภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกประเทศที่ดำเนินธุรกิจ</p>
<p>ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจ BPP ได้ที่ <a href="http://www.banpupower.com" target="_blank" rel="noopener">www.banpupower.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/bpp-5-trends-shaping-future/">BPP เผย 5 เทรนด์อนาคตพลังงาน สร้างความมั่นคง-ลด CO₂</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
