<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กรมควบคุมมลพิษ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Thu, 08 Oct 2026 04:09:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.10</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>กรมควบคุมมลพิษ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>มูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (มูลนิธิ 3R) เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “3R” เปลี่ยนทรัพยากรให้เกิดคุณค่า ผ่านโครงการ “หลังคาทางเดินตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน” ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนคาร์บอนต่ำ เดินหน้าสร้างแบบอย่างการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบให้กรมควบคุมมลพิษ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/3r-foundation-support-circularity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 04:08:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. วิฑูรย์ สิมะโชคดี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. สุรินทร์ วรกิจธำรง]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิญญา ศิลสุภดล]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ 3R]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44795</guid>

					<description><![CDATA[<p> ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนคาร์บอนต่ำ เดินหน้าสร้างแบบอย่างการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบให้กรมควบคุมมลพิษ มูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน หรือมูลนิธิ 3R ร่วมกับบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด และ บริษัท มิดซัมเมอร์ จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่การปฏิบัติจริง ส่งมอบ “หลังคาทางเดินตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน” ให้แก่กรมควบคุมมลพิษ โดยหลังคาดังกล่าวผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งรวมถึงวัสดุจากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว พร้อมติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สะท้อนศักยภาพของการนำบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับมาเพิ่มคุณค่าและใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง โครงการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบคัดแยกและเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ประเภทกล่องเครื่องดื่มหลังการบริโภค อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมแสดงให้เห็นว่าการคัดแยกและนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์สามารถเกิดขึ้นได้จริง และการส่งมอบเพื่อติดตั้งในพื้นที่ปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐครั้งนี้เป็นต้นแบบให้ภาคส่วนอื่นนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปปรับใช้ต่อไป ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานมูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน หรือมูลนิธิ 3R กล่าวว่า “มูลนิธิ 3R ร่วมกับบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด และ บริษัท มิดซัมเมอร์ จำกัด และกรมควบคุมมลพิษ พัฒนาโครงการหลังคาทางเดินตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/3r-foundation-support-circularity/">มูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (มูลนิธิ 3R) เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “3R” เปลี่ยนทรัพยากรให้เกิดคุณค่า ผ่านโครงการ “หลังคาทางเดินตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน” ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนคาร์บอนต่ำ เดินหน้าสร้างแบบอย่างการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบให้กรมควบคุมมลพิษ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong> ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนคาร์บอนต่ำ เดินหน้าสร้างแบบอย่างการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบให้กรมควบคุมมลพิษ</strong><span id="more-44795"></span></p>
<p>มูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน หรือมูลนิธิ 3R ร่วมกับบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด และ บริษัท มิดซัมเมอร์ จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่การปฏิบัติจริง ส่งมอบ “หลังคาทางเดินตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน” ให้แก่กรมควบคุมมลพิษ โดยหลังคาดังกล่าวผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งรวมถึงวัสดุจากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว พร้อมติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สะท้อนศักยภาพของการนำบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับมาเพิ่มคุณค่าและใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง</p>
<p>โครงการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบคัดแยกและเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ประเภทกล่องเครื่องดื่มหลังการบริโภค อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมแสดงให้เห็นว่าการคัดแยกและนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์สามารถเกิดขึ้นได้จริง และการส่งมอบเพื่อติดตั้งในพื้นที่ปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐครั้งนี้เป็นต้นแบบให้ภาคส่วนอื่นนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปปรับใช้ต่อไป</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44797 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/3R2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี</strong> ประธานมูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน หรือมูลนิธิ 3R กล่าวว่า “มูลนิธิ 3R ร่วมกับบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด และ บริษัท มิดซัมเมอร์ จำกัด และกรมควบคุมมลพิษ พัฒนาโครงการหลังคาทางเดินตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วสามารถนำกลับมาแปรรูปเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพและใช้งานได้ในระยะยาว”</p>
<p>“โครงการนี้นำวัสดุรีไซเคิลประมาณ 1,188 กิโลกรัมกลับมาใช้ผลิตเป็นแผ่นหลังคา พร้อมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวน 24 แผง คาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 5,805 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี* จึงเป็นการผสานการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนเข้ากับพลังงานสะอาดไว้ในโครงสร้างเดียวกัน สอดคล้องกับหลัก Reduce, Reuse และ Recycle ซึ่งเป็นหัวใจของการดำเนินงานของมูลนิธิ” ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี กล่าว</p>
<p>โดยมูลนิธิ 3R มีพันธกิจส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้หลัก Reduce การลดการใช้ทรัพยากร Reuse การนำกลับมาใช้ซ้ำ และ Recycle การนำวัสดุกลับมาแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ใหม่ หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงไม่ใช่เพียงการจัดการวัสดุเมื่อสิ้นสุดการใช้งาน แต่เป็นการมองเห็นคุณค่าของวัสดุเหล่านั้น และสร้างระบบให้สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ได้ โครงการหลังคาทางเดินนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าวให้เป็นสิ่งที่ประชาชนมองเห็นและเรียนรู้ได้ในชีวิตประจำวัน</p>
<p><strong>นายปฏิญญา ศิลสุภดล</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “กล่องเครื่องดื่มเมื่อผ่านการใช้งานแล้ว ยังมีคุณค่าและสามารถนำกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ เมื่อได้รับการคัดแยก เก็บรวบรวม และส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างเหมาะสม ในฐานะกรรมการบริหารมูลนิธิ 3R และผู้สนับสนุนหลักของโครงการ เต็ดตรา แพ้ค รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้กับทุกภาคส่วน เพื่อแสดงให้เห็นว่าวัสดุจากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วสามารถนำกลับมาสร้างคุณค่าและประโยชน์ในรูปแบบใหม่ได้อีกครั้ง”</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44798 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/3R3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>“หลังคาทางเดินนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ ตั้งแต่กล่องเครื่องดื่มใช้แล้วเข้าสู่ระบบเก็บรวบรวมและรีไซเคิล จนกลายเป็นวัสดุสำหรับพื้นที่ใช้งานจริง นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความร่วมมือที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่าซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วอย่างยั่งยืน โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สอดคล้องกับแนวคิดการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ EPR” นายปฏิญญากล่าว</p>
<p>หลังคาทางเดินนี้สร้างจากวัสดุรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มหลังคาแผ่นเรียบของ บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด ผลิตจากวัสดุหมุนเวียนที่เกิดขึ้นจากกระบวนการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ เช่น กล่องเครื่องดื่ม UHT โดยนำวัสดุส่วนที่ได้มาจากการแยกเยื่อกระดาษ ซึ่งประกอบด้วยพลาสติกและวัสดุ PolyAl (วัสดุผสมระหว่างพลาสติกและอะลูมิเนียม) กลับมาเพิ่มมูลค่าและพัฒนาเป็นวัสดุก่อสร้าง แทนการนำไปกำจัด ด้วยวัสดุที่กล่าวมานั้น จึงทำให้หลังคาทางเดินนี้สามารถใช้งานได้นานกว่า 10 ปี</p>
<p>สำหรับแผงโซลาร์เซลล์ของ บริษัท มิดซัมเมอร์ จำกัด ประกอบด้วยวัสดุรีไซเคิล 63% และสามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้ถึง 98% ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมการใช้วัสดุ PolyAl (อะลูมิเนียมฟอยล์) และช่วยตอกย้ำจุดเด่นด้านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและความยั่งยืนของโครงการให้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>นอกเหนือจากการปรับปรุงพื้นที่ใช้งาน โครงการนี้ยังเป็นพื้นที่สาธิตให้บุคลากรภาครัฐ ผู้มาติดต่อราชการ และหน่วยงานที่สนใจ ได้เห็นเส้นทางของวัสดุหมุนเวียนในโครงสร้างจริง ตั้งแต่การคัดแยกและรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว ไปจนถึงการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์เป็นหลังคาทางเดิน</p>
<p>โครงการหลังคาทางเดินตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างมูลนิธิ 3R และเต็ดตรา แพ้ค ในการสนับสนุนเครือข่ายเก็บกลับกล่องเครื่องดื่มภายหลังการบริโภค โดยเชื่อมโยงผู้บริโภค ผู้ประกอบการค้าของเก่า และผู้ประกอบการรีไซเคิล เพื่อเตรียมความพร้อมตามแนวทางกฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งสององค์กรตั้งเป้าเก็บรวบรวมกล่องเครื่องดื่มภายหลังการบริโภคเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจำนวน 2,500 ตันในปี 2570<sup>1</sup>  เพื่อให้วัสดุที่รอการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่เข้าสู่ระบบได้มากขึ้น และต่อยอดองค์ความรู้จากโครงการนำร่องไปสู่การจัดการทรัพยากรในวงกว้าง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/3r-foundation-support-circularity/">มูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (มูลนิธิ 3R) เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “3R” เปลี่ยนทรัพยากรให้เกิดคุณค่า ผ่านโครงการ “หลังคาทางเดินตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน” ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนคาร์บอนต่ำ เดินหน้าสร้างแบบอย่างการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบให้กรมควบคุมมลพิษ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า สู่มาตรฐานและกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน &#8216;Driving Circularity Ecosystem&#8217;   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/saleng-and-junk-shop-driving-circularity-ecosystem/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 May 2026 10:27:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Circularity]]></category>
		<category><![CDATA[Circularity Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Driving Circularity Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[EPR]]></category>
		<category><![CDATA[Junk Shop]]></category>
		<category><![CDATA[PPP Plastics]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[Saleng]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ซาเล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ทวีชัย เจียรนัยขจร]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจรีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[บพข.]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านรับซื้อของเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[แยกขยะต้นทาง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41627</guid>

					<description><![CDATA[<p>หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) และ สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า พร้อมด้วยองค์กรภาคธุรกิจในฐานะองค์กรภาคเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนงานยกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อเซ็ตมาตรฐานและวางกรอบ &#8216;กลไกสำคัญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน&#8217; ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า​​ทุกมิติ ทั้งด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม  รวมถึง​เพิ่มอัตราการรีไซเคิล อันเป็นกลไกสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะของประเทศไทย บนพื้นฐาน​การจัดการขยะอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้ง​ระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและนายกสมาคม PPP Plastics กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของโครงการว่า ​หนึ่งในปัญหามลพิษด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความท้าทายในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ ปัญหาขยะและการจัดการขยะ ถ้าหากไม่มีระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอจะทำให้มีขยะหลุดรอด​สู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึง ห่วงโซ่อาหารและชีวิตมนุษย์ &#8220;ทางออกสำคัญใน​การแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในบริบทของสังคมไทย  คือ การรับและเก็บวัสดุรีไซเคิล โดยซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นหนึ่งกลไกสำคัญ​ที่ช่วยการเก็บวัสดุใช้แล้วให้กลับเข้าสู่ระบบ เพื่อเชื่อมโยงระบบรวบรวมวัสดุรีไซเคิลและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้รับทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/saleng-and-junk-shop-driving-circularity-ecosystem/">ยกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า สู่มาตรฐานและกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน &#8216;Driving Circularity Ecosystem&#8217;   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.)</strong> ร่วมกับ<strong> สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> <strong>สมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics)</strong> และ <strong>สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า</strong> พร้อมด้วยองค์กรภาคธุรกิจในฐานะองค์กรภาคเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนงานยกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อเซ็ตมาตรฐานและวางกรอบ <strong>&#8216;กลไกสำคัญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-41627"></span></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า​​ทุกมิติ ทั้งด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม  รวมถึง​เพิ่มอัตราการรีไซเคิล อันเป็นกลไกสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะของประเทศไทย บนพื้นฐาน​การจัดการขยะอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้ง​ระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem)</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41629 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/ดร.วิจารย์-2-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา </strong>ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและนายกสมาคม PPP Plastics กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของโครงการว่า ​หนึ่งในปัญหามลพิษด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความท้าทายในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ <strong>ปัญหาขยะและการจัดการขยะ</strong> ถ้าหากไม่มีระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอจะทำให้มีขยะหลุดรอด​สู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึง ห่วงโซ่อาหารและชีวิตมนุษย์</p>
<p><em>&#8220;ทางออกสำคัญใน​การแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในบริบทของสังคมไทย  คือ การรับและเก็บวัสดุรีไซเคิล โดยซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นหนึ่งกลไกสำคัญ​ที่ช่วยการเก็บวัสดุใช้แล้วให้กลับเข้าสู่ระบบ เพื่อเชื่อมโยงระบบรวบรวมวัสดุรีไซเคิลและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้รับทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) และการสนับสนุนจากองค์กรภาคีเครือข่ายต่างๆ ให้ดำเนินงานโครงการวิจัย &#8216;<strong>โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า&#8217;</strong> พร้อมดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า และการยกระดับมาตรฐาน​​ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า​ทุกมิติ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการรีไซเคิล ในการ​นำองค์กรความรู้​จากการฝึกอบรมนำไปใช้​ต่อยอด​การประกอบอาชีพ ในฐานะกลไกสำคัญในการนำวัสดุรีไซเคิลคุณภาพดี หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเพื่อจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม&#8221;</em></p>
<p><strong>รศ.ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์</strong> ที่ปรึกษาแผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.)  กล่าวว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน ถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากระบบ Linear Economy ไปสู่ระบบที่เน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านบทบาทหลัก  คือ<strong> 1) การให้ทุนวิจัยและพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ 2) การสร้าง Circular Supply Chain 3) การขับเคลื่อนมาตรฐานและกฎระเบียบ 4) การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41630 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/รศ.ดร.จินตวัฒน์-1-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>บพข.​ มุ่งเน้นการเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า ผ่าน​การขับเคลื่อน Circular Economy Ecosystem ผ่านโครงการต่างๆ เช่น</p>
<p><strong>&#8211; Smart Recycling Hub </strong>: สนับสนุนการสร้างศูนย์บริหารจัดการขยะอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีคัดแยกและเชื่อมโยงเครือข่ายจัดการวัสดุรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ</p>
<p><strong>&#8211; PMUC Zero Burn to Earn (เลิกเผา เป๋าตุง) :</strong> สร้าง Ecosystem และส่งเสริมเทคโนโลยีเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรแทนการเผาที่สร้างมลพิษ</p>
<p><strong>&#8211; การสนับสนุนกลุ่มซาเล้ง :</strong> ยกระดับมาตรฐานอาชีพและนำระบบดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการต้นทางขยะ เพื่อดึงกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;บพข. ​ไม่ได้เป็นเพียงผู้สนับสนุนทุนวิจัย แต่ทำหน้าที่เป็น <strong>&#8216;ตัวเชื่อม&#8217;  </strong>ระหว่างภาคนโยบาย ภาควิชาการ และภาคธุรกิจ โดยไม่ได้เน้นเพียงเรื่องรักษ์โลก แต่ยังเป็นการช่วย​เพิ่ม​​ความสามารถทางการแข่งขันให้ธุรกิจและประเทศไปพร้อมกัน&#8221;</em></p>
<p><strong>ตั้งเป้า ปี 2027 บรรจุภัณฑ์เป้าหมายเข้าระบบรีไซเคิล 100% </strong></p>
<p><strong>คุณทวีชัย เจียรนัยขจร</strong> ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กรมควบคุมมลพิษ บรรยายพิเศษ​หัวข้อ <strong>National Framework on Building Circularity Ecosystem </strong> กล่าวว่า ​​กรอบการทำงานระดับชาติเพื่อการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน <strong>มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบให้เข้ามาเป็นเครือข่ายศูนย์รวบรวมและคัดแยกขยะ (MRF) ที่มีมาตรฐาน เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบความรับผิดชอบที่ขยายเพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) ภาคบังคับ </strong>หวังแก้ปัญหาวิกฤตขยะบรรจุภัณฑ์ที่ปัจจุบันมีจุดรั่วไหลและถูกกำจัดทิ้งสูงถึง 75% พร้อมผลักดันเป้าหมายระดับชาติในการนำบรรจุภัณฑ์เป้าหมายเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างสมบูรณ์ 100% ภายในปี 2027 เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41631 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/นายทวีชัย-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการ​เสวนาหัวข้อ &#8216;<strong>Driving Circularity Ecosystem&#8217;</strong> โดย องค์กรภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้มีความครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem)</p>
<p><strong>คุณวีระ ขวัญเลิศจิตต์</strong> ผู้อำนวยการบริหารสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) กล่าวว่า ความคุ้นเคยในการใช้​ทรัพยากร​แล้ว​ทิ้ง หรือ เศรษฐกิจเชิงเส้น (Linear)​ สิ่งที่ตามมาคือจำนวนขยะที่มากมาย เมื่อขาดการบริหารจัดการที่เหมาะสมจึงสั่งสมจนเป็นปัญหา นำมาสู่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  ด้วยการหมุนเวียน​ทรัพยากรในการใช้ให้เกิด​ประโยชน์สูงสุดเพื่อช่วยแก้ไขปัญหา</p>
<p><em>&#8220;​การขับเคลื่อน Circular Economy ​มี​หลายภาคส่วนที่เกี่ยวช้อง และแต่ละภาคส่วนก็มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ หลายภาคส่วนก็มีการบริหารจัดการจากภาครัฐและภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ ขณะที่ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าซึ่งเป็นหน่วยป้อน (Feeder) นำวัตถุดิบเข้าสู่ระบบหมุนเวียน​ ซึ่ง​มีความสำคัญ ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า​จะช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจรีไซเคิลไทยมีความรู้ มีรายได้เพิ่ม และมีส่วนร่วมในระบบนิเวศอย่างมีประสิทธิภาพ”</em></p>
<p><strong>คุณพิรุณ เหมะรักษ์</strong> ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า อบจ.ระยอง เดินหน้ายกระดับ &#8216;<strong>ระยองโมเดล: พลิกวิกฤตขยะสู่ต้นแบบระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน&#8217;</strong> (Circular Economy Ecosystem) มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงทดแทน (Refuse Derived Fuel: RDF) การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง RDF โดยการทำงานแบบบูรณาการระหว่าง ภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อลดปริมาณการฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41633 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/เสวนาหัวข้อ-Driving-Circularity-Ecosystem-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณฉัตรณพัฒน์ เทียนมงคล</strong> เลขาธิการสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า ได้ร่วมกับพันธมิตรสร้างระบบขึ้นทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่มีความน่าเชื่อถือ และนำสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนมายกระดับเพื่อเป็นนักจัดเก็บเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนได้จริง มีระบบบริหารจัดการทั้งด้านซอฟแวร์และการจัดการหน้างานจริง ที่สามารถขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่ยั่งยืน ตอบโจทย์ความต้องการสังคม ชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างเพื่อเชื่อมโยง​ทุกฝ่ายที่สนใจ​ร่วมขับเคลื่อน​ด้วยกัน สร้างความน่าเชื่อถือในอาชีพ ผลักดันการสร้างคุณภาพชีวิตและสวัสดิการต่างๆ ให้​คนทำงาน ทำอาชีพนี้ พร้อมเกิดผู้ร่วมอุดมการณ์รายใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><em>&#8220;วันนี้เรามีคนทิ้งมากกว่าคนเก็บหลายเท่าตัว แต่ในอนาคตอาจจะเกิดภาพคนมาสมัครขึ้นทะเบียนขอเป็นซาเล้งนักจัดเก็บขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากก็ได้”</em></p>
<p><strong>Thailand Flagship: Smart Recycling Hub Project</strong></p>
<p>โครงการ <strong>Thailand Flagship : Smart Recycling Hub Project</strong> เป็นหนึ่ง Best Practice โครงการนำร่องระดับประเทศที่มุ่งยกระดับระบบการจัดการขยะและรีไซเคิลพลาสติกแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ปัญหาขยะที่ยังไม่ได้รับการคัดแยกและนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ <strong>คุณคงศักดิ์ ดอกบัว </strong>ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันพลาสติก กล่าวว่า​ โครงการนี้มุ่งพัฒนาศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนครบวงจร (Material Recover Facilities; MRF) ให้เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจหมุนเวีย และ​​​เพิ่มอัตราการคัดแยกและมูลค่าของพลาสติกรีไซเคิล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง</p>
<p><em>&#8220;<strong>สำหรับกรุงเทพมหานคร โครงการนำร่องในเขตหนองแขม ​โดยรองรับขยะประมาณ 100 ตันต่อวัน</strong> พร้อมสนับสนุนการลดการฝังกลบ ผ่านการส่งเสริมการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งนี้ <strong>คาดว่าจะช่วยลดปริมาณขยะที่ไม่ได้รับการจัดการได้ประมาณ 14,600 ตันต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากขยะราว 140 ล้านบาทต่อปี</strong> อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลในรูปแบบเครือข่าย MRF เพื่อยกระดับระบบจัดการขยะของประเทศในระยะยาว”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41628 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/คุณมยุรี-อรุณวรานนท์-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน <strong>คุณมยุรี อรุณวรานนท์</strong> ผู้จัดการโครงการเครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน หรือ PRO-Thailand Network กล่าวว่า PRO-Thailand Network เป็นกลุ่มความร่วมมือโดยสมัครใจที่นำโดยภาคอุตสาหกรรม ก่อตั้งขึ้นในปี 2562 เพื่อริเริ่มการขับเคลื่อนให้เกิดการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการขยายความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ในประเทศไทย</p>
<p>โดยได้รับ​การสนับสนุนจากบริษัทสมาชิกซึ่งได้แก่ บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อก จำกัด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด</p>
<p><em>&#8220;ระหว่างปี 2563 ถึง 2568 เครือข่ายฯ ได้ให้การสนับสนุนการคัดแยกและรวบรวมบรรจุภัณฑ์ประเภทขวดพลาสติก PET กว่า 71,500 ตัน กล่อง UHT กว่า 2,400 ตัน และซองพลาสติกประเภท flexible และ Multi-Layer Packaging: MLP กว่า 2,800 ตัน ภายใต้โครงการนำร่องส่งเสริมการเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค โดยในปี 2568 โครงการฯ ได้ทำการทดลองรีไซเคิลซองพลาสติกประเภท flexible และ Multi-Layer Packaging: MLP ด้วยวิธี mechanical recycling เป็นครั้งแรกได้ถึง 100 ตัน​​ ภายใต้ความร่วมมือจากผู้คัดแยก ร้านรับซื้อรายย่อยและร้านรวบรวบวัสดุรีไซเคิลขนาดใหญ่กว่า 700 รายทั่วประเทศ&#8221;</em></p>
<p>เครือข่าย PRO-Thailand Network ยังเป็นหนึ่งในหน่วยงานภาคเอกชนหลักในคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ในประเทศไทย พร้อมทั้งทำงานร่วมกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง​ภาครัฐและเอกชนในการพัฒนากฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41634 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/ภาพร้านรับซื้อของเก่า-1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียน </strong></p>
<p><strong>คุณอัคคภพ จันทรศรีวงศ์</strong> ฝ่ายบริหารด้านเทคโนโลยี สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ &#8216;<strong>การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียนสำหรับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า&#8217;</strong> โดยระบุว่า​ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียนสำหรับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บ ค้นหา และบริหารจัดการข้อมูลสมาชิกอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และทันสมัย เพื่อช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นภาพรวมการบริหารงานในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจน พร้อมมุ่งยกระดับศักยภาพและมาตรฐานการดำเนินงาน ผ่านการบันทึกข้อมูลด้านขยะอย่างละเอียดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น</p>
<p><em>&#8220;ระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลขยะทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อบูรณาการเป็นฐานข้อมูลกลาง (Big Data) ระดับประเทศที่จะช่วยสนับสนุนการวางแผนจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป”</em></p>
<p>นอกจากนี้ โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ยังได้มีการจัดทำ <strong>คู่มือหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า </strong>นำเสนอข้อมูลโดย <strong>คุณภิญญดา เจริญสิน</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายเครือข่ายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  กล่าวว่า การพัฒนาคู่มือหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการธุรกิจรีไซเคิลได้รับความรู้ ความเข้าใจ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาศักยภาพให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้กลายเป็นหนึ่งในกลไกหลักสำคัญในการนำวัสดุรีไซเคิลคุณภาพดีหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบให้เกิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืน”</p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้นำเสนอ <strong>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลไทยอย่างยั่งยืน</strong>​ โดยมอง​ว่า ​ผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลไทยทั้งกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเป็นฟันเฟืองกลไกที่สำคัญในระดับเชิงพื้นที่ในแต่ละท้องถิ่นของประเทศ ในการจัดเก็บและรวบรวมวัสดุรีไซเคิลนำกลับเข้าสู่ระบบการผลิต และถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน</p>
<p><em>&#8220;การจะขับเคลื่อนกลุ่ม Informal Sector ทั้งกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานจำเป็นต้องมีการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าทั้งในระดับนโยบาย กฎระเบียบ มาตรการ ข้อบังคับของระดับประเทศ และระดับท้องถิ่นให้มีความสอดคล้องและรองรับต่อการทำงานระดับปฎิบัติการเชิงพื้นที่ได้จริงและเป็นรูปธรรม&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41636 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/ภาพประกอบ-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>​การสร้างระบบ​ลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่เชื่อมโยงกันในระดับประเทศ ช่วยให้เกิดการรับรองสถานะและขึ้นทะเบียนวิชาชีพให้​ผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิล เพื่อมี​ระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ เพื่อเข้าถึงแหล่งความรู้ แหล่งเงินทุน และเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ​อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง​การพัฒนาองค์ความรู้และความเข้าใจในการประกอบอาชีพ เพื่อยกระดับทักษะแรงงานในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิลให้มีประสิทธิภาพ​ ผ่าน &#8216;มาตรการจูงใจทางการเงินและภาษี&#8217; สำหรับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาชีพที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในระยะยาว เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/saleng-and-junk-shop-driving-circularity-ecosystem/">ยกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า สู่มาตรฐานและกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน &#8216;Driving Circularity Ecosystem&#8217;   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TIPMSE เร่งปลดล็อค ​EPR Thailand ผนึกผู้ผลิต​​ตั้ง​ &#8216;​PROVE&#8217;​ สร้างระบบจัดการบรรจุภัณฑ์​ใช้แล้ว ​​ถอดบทเรียนโมเดลภาคสมัครใจ ก่อนบังคับใช้กฎหมายในปี 2570</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/07/tipmse-unlock-epr-thailand-lesson-learned-voluntary-to-mandatory/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 Jul 2024 14:23:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[EPR]]></category>
		<category><![CDATA[extended producer responsibility]]></category>
		<category><![CDATA[Network]]></category>
		<category><![CDATA[packaging]]></category>
		<category><![CDATA[PRO]]></category>
		<category><![CDATA[Producer Responsibility Organization]]></category>
		<category><![CDATA[PROVE: The Journey to EPR Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable packaging management]]></category>
		<category><![CDATA[TIPMSE]]></category>
		<category><![CDATA[V-EPR]]></category>
		<category><![CDATA[Voluntary EPR]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[กองจัดการกากของเสียและสารอันตราย]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรับผิดชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[ทวีชัย เจียรนัยขจร]]></category>
		<category><![CDATA[ธงชัย ศิริธร]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ผลิต]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ส.อ.ท.]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าและบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่าย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27747</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทบาทของ “ผู้ผลิต” ในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ผลิตสินค้า แต่ต้องขยายความรับผิดชอบ​ไปจนถึงการจัดการสินค้าหลังบริโภคด้วย เพื่อไม่ให้​กลายเป็น “ขยะ” ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม ตามหลักการ EPR  (Extended Producer Responsibility) ซึ่งกำลังกลายเป็นกฎกติกาการค้ายุคใหม่ในประชาคมโลก EPR  หรือ “หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต” ​เป็นการ​ขยายความ​รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิตในทุกกลุ่ม​ ตั้งแต่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ไปจนถึง วิสาหกิจขนาดกลางย่อม (SMEs ) ​​ที่ต้องบริหารจัดการให้ครอบคลุม​วงจรชีวิตของสินค้ารวมทั้ง​บรรจุภัณฑ์  ตั้งแต่การออกแบบการผลิต ไปจนถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้ถูกต้องตามหลักการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทยอยู่ระหว่างผลักดัน พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ​โดยนำหลักการ EPR มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย และกำลังเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ​เพื่อ​เริ่มนำหลัก EPR มาใช้ในภาคการผลิตของประเทศ และวางเป็นกฎหมายใหม่ได้ตามเป้าหมายในปี 2570 ซึ่งนอกจากการดูแลผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วย​รักษาขีดความสามารถการแข่งขันของไทย โดยเฉพาะสินค้าที่มีเป้าหมายขยายไปสู่ตลาดส่งออก ล่าสุด สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อมงาน (TIPMSE ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เป็นแกนกลางร่วมกับเครือข่าย ภาครัฐ และเอกชน ในการเตรียมความพร้อมพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเก็บบรรจุภัณฑ์เข้าสู่วงจรรีไซเคิล ผ่านการ​จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “PROVE: The [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/tipmse-unlock-epr-thailand-lesson-learned-voluntary-to-mandatory/">TIPMSE เร่งปลดล็อค ​EPR Thailand ผนึกผู้ผลิต​​ตั้ง​ &#8216;​PROVE&#8217;​ สร้างระบบจัดการบรรจุภัณฑ์​ใช้แล้ว ​​ถอดบทเรียนโมเดลภาคสมัครใจ ก่อนบังคับใช้กฎหมายในปี 2570</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บทบาทของ<strong> “ผู้ผลิต”</strong> ในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ผลิตสินค้า แต่ต้องขยายความรับผิดชอบ​ไปจนถึงการจัดการสินค้าหลังบริโภคด้วย เพื่อไม่ให้​กลายเป็น “ขยะ” ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม ตามหลักการ <strong>EPR  (Extended Producer Responsibility)</strong> ซึ่งกำลังกลายเป็นกฎกติกาการค้ายุคใหม่ในประชาคมโลก</p>
<p><span id="more-27747"></span></p>
<p><strong>EPR  </strong>หรือ “<strong>หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต</strong>” ​เป็นการ​ขยายความ​รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิตในทุกกลุ่ม​ ตั้งแต่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ไปจนถึง วิสาหกิจขนาดกลางย่อม (SMEs ) ​​ที่ต้องบริหารจัดการให้ครอบคลุม​วงจรชีวิตของสินค้ารวมทั้ง​บรรจุภัณฑ์  ตั้งแต่การออกแบบการผลิต ไปจนถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้ถูกต้องตามหลักการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>สำหรับประเทศไทยอยู่ระหว่างผลักดัน <strong>พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน </strong>​โดยนำหลักการ EPR มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย และกำลังเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ​เพื่อ​เริ่มนำหลัก EPR มาใช้ในภาคการผลิตของประเทศ และวางเป็นกฎหมายใหม่ได้ตามเป้าหมายในปี 2570 ซึ่งนอกจากการดูแลผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วย​รักษาขีดความสามารถการแข่งขันของไทย โดยเฉพาะสินค้าที่มีเป้าหมายขยายไปสู่ตลาดส่งออก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27753 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/4-4.jpg" alt="" width="1200" height="687" /></p>
<p>ล่าสุด <strong>สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อมงาน (TIPMSE )</strong> <strong>สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)</strong> ได้เป็นแกนกลางร่วมกับเครือข่าย ภาครัฐ และเอกชน ในการเตรียมความพร้อมพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเก็บบรรจุภัณฑ์เข้าสู่วงจรรีไซเคิล ผ่านการ​จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “<strong>PROVE: The Journey to EPR Thailand</strong>” เพื่อสื่อสารและสร้างโอกาสในการเข้าร่วมขับเคลื่อน EPR  ภาคสมัครใจ  เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ภาคบังคับ โดยมีผู้เข้าร่วมจากทั้ง​ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้รวบรวม โรงงานรีไซเคิลจาก 60 องค์กร​ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  เพื่อปูทางการพัฒนาระบบขององค์กร ให้สามารถนำหลัก EPR ไปใช้โดยไม่เกิดอุปสรรคและปัญหาในการบริหารจัดบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>คุณทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กองจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ</strong> กล่าวว่า ​ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม และเดินหน้า​ในการนำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่ระบบมากที่สุด ​รวมทั้งการขับเคลื่อนระบบ EPR ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างกลไก​การจัดการอย่างเป็นระบบครบวงจร <em><strong>เนื่องจากกฎหมายขยะปัจจุบันยังมีช่องโหว่ โดยกำหนดบทบาทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่เพียงเก็บขนกำจัดอย่างเดียว แต่ไม่มีบทบัญญัติเรื่องการคัดแยกและรีไซเคิล​ที่มีประสิทธิภาพ</strong></em></p>
<p>ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติ และอุดช่องว่าง​​การใช้ระบบ EPR ในอนาคต ทางเครือข่าย​ได้​จัดตั้ง <strong>คณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยหลักการ EPR ​</strong>​ซึ่งประกอบไปด้วยทั้ง​ภาครัฐและเอกชนในการร่วมขับเคลื่อน​ 7 แผนงาน ได้แก่ 1 .การสนับสนุนการดำเนินงาน V-EPR หรือ EPR ภาคสมัครใจของเอกชน 2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น 3. การพัฒนาแนวทางการดำเนินงานตามหลัก EPR ในอนาคต (ถอดบทเรียนจากการนำร่อง) 4. การจัดทำข้อมูลและฐานข้อมูลบรรจุภัณฑ์  5. การพัฒนาข้อเสนอแรงจูงใจเพื่อสนับสนุนภาคเอกชน กรณีจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักการ EPR 6. การสร้างการรับรู้ความเข้าใจ เพื่อสร้างความร่วมมือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และ​ 7. การพัฒนากฎหมาย EPR</p>
<p><em>&#8220;แรงกดดันของประชาคมโลกในการจัดการปัญหามลพิษจากพลาสติก และการนำของเสียกลับมาเป็นทรัพยากรเพื่อลดคาร์บอนฟรุตพรินท์ที่กลายเป็นกระแสโลก จึงจำเป็นต้องมีการขับเคลื่อน EPR ที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย เพื่อนำบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน&#8221; คุณทวีชัย กล่าว</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27750 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/1-5.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ด้าน<strong> คุณธงชัย ศิริธร รองประธานสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (</strong><strong>TIPMSE ) </strong><strong>สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) </strong>ในฐานะองค์กรหลักของภาคเอกชนในการขับเคลื่อน EPR​ กล่าวว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตทุกกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถเข้าสู่ระบบ EPR ได้ง่ายขึ้น และมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ จึงพัฒนากลไก <strong>PRO</strong> (Producer Responsibility Organization) เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการ รับผิดชอบด้านการเรียกกลับบรรจุภัณฑ์ ​เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการบังคับใช้กฎหมายใหม่ ซึ่ง โดย <em><strong>มีแผนร่วมกันจัดตั้งองค์กรตัวแทนในนาม PROVE​​ (Producer Responsibility Organization Voluntary Effort) เพื่อร่วมทดลองการดำเนินงาน EPR ภาคสมัครใจในการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว เพื่อถอดบทเรียนการดำเนินงานและนำเสนอภาครัฐ เพื่อหาบริบทที่เหมาะสมกับประเทศไทย</strong> โ<strong>ดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวองค์กร PROVE ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2024 ช่วงเดือน ต.ค.นี้</strong> </em>  โดย​​มุ่งหวังว่าผู้ประกอบ SME จะเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และ​ยังนำมาซึ่งความได้เปรียบทางการค้าของไทยในระยะยาว</p>
<p>สำหรับการ​​นำร่องขับเคลื่อนโครงการ EPR ภาคสมัครใจ (Voluntary EPR ) ในช่วงที่ผ่านมา มีการดำเนินโครงการ &#8216;<strong>PackBack เก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อวันที่ยั่งยืน&#8217;</strong> ตั้งแต่ปี 2564 ในพื้นที่ 3 เทศบาล จ.ชลบุรี ได้แก่ เทศบาลเมืองแสนสุข เทศบาลเมืองบ้านบึง และเทศบาลตำบลเกาะสีชัง และเตรียมขยายผลไปสู่ 11 เทศบาล ในปี 2567 โดยทดลองเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยหลัก EPR ​โดยปัจจุบันมี 100 องค์กร​แสดงเจตจำนงความร่วมมือแล้วในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2023 ที่ผ่านมา พร้อม 4 องค์กรภาคี ได้แก่ PPP Plastics, PRO Thailand Network, Aluminium Closed Loop Packaging System (Al Loop) และ TIPMSE PackBack  รวมถึง Collector รายใหญ่ที่พร้อมสนับสนุนอย่าง TBR หรือ SCGP เพื่อร่วมสร้างกลไก EPR ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27752 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/3-6.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ปัจจุบันประเทศไทย​มีเอกชนรายใหญ่ รวมตัวกันภายใต้ <strong>PRO-Thailand Network</strong> ​ โดยมี 7  บริษัทนำร่อง ร่วม​ทำการวบรวมบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว 3 ประเภท ทั้งขวดพลาสติกใส (PET Bottle) กล่องเครื่องดื่ม และพลาสติกหลายชั้น (เช่น ซองขนม ถุงน้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นต้น) ​นอกจากนี้ ยังมี<strong> Aluminium Loop</strong> ที่ทดลองนำร่องศึกษาเครื่องมือเก็บกลับในพื้นที่พิเศษ เช่น พื้นที่เกาะต่างๆ ​รวมทั้ง<strong> PPP Plastic</strong> ที่กำลังผลักดันการพัฒนาโครงสร้างรองรับการคัดแยก ซึ่งที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานได้ขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นภายใต้ความเชี่ยวชาญของแต่ละแห่ง</p>
<p>ทั้งนี การจัดตั้ง ​PROVE จะช่วย​​​พัฒนาระบบในการเชื่อมโยงองค์กรที่มี​จัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ช่วย​เพิ่มประสิทธิภาพ​การจัดการบรรจุภัณฑ์ให้​ครอบคลุม​​​​และบรรลุเป้าหมาย​การสร้างเครือข่าย EPR​ ที่สมบูรณ์มากขึ้น ​พร้อมทั้งเดินหน้าจัดเวที​รับฟัง แนะนำ และแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสะท้อนปัญหาและและอุปสรรคของผู้ประกอบการ รวมทั้งทำความเข้าใจกระบวนการทำงาน​ในมิติต่างๆ เพื่อสนับสนุนกลไก EPR เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลนำร่อง PROVE  ผ่าน 4 เวทีสัมมนากลุ่มย่อย ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. </strong><strong>Recap EPR Policy : </strong><strong>จับประเด็นกฎหมาย </strong><strong>EPR  </strong></p>
<p>เพื่อทำความเข้าใจกฎหมาย EPR  ที่จะเป็นแม่บทของการกำกหนดกลไกการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน ​​สู่​การกำหนดนโยบายระดับประเทศ ผ่านคณะกรรมการนโยบายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ร่วมด้วยผู้แทนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง​ รวมทั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ขณะที่​ภาคปฏิบัติจะมีกลไกการจัดการบรรจุภัณฑ์ครอบคลุมตลอด​วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ, ผู้ผลิต, ผู้จัดจำหน่าย, ผู้บริโภค, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น,ผู้เก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว (ซาเล้งและร้านรับซื้อ ตลอดจนสถานที่กำจัด สถานที่แปรใช้ใหม่บรรจุภัณฑ์)</p>
<p>ส่วนสาระสำคัญใน กม. EPR  เป็นการกำหนดบทบาทองค์กร​ความรับผิดชอบการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน (PRO : Producer Responsibility Organization) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวแทน​ผู้ประกอบการ ในการเก็บรวบรวมและคัดแยกบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว เพื่อนำกลับไปใช้ใหม่ โดยเรียกเก็บค่าบริการในการจัดการบรรจุภัณฑ์ (EPR Fees) จากผู้ประกอบการ รวมถึงจัดทำแผนจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน  เพื่อเสนอต่อกรมควบคุมมลพิษ ขณะที่ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้ ผู้ประกอบการจะต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียม Damage Fee เข้ากองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27755 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/6-2.jpg" alt="" width="1200" height="644" /></p>
<p><strong>2. </strong><strong>Reset Infrastructure : </strong><strong>ปรับโครงสร้างขับเคลื่อน </strong><strong>EPR </strong></p>
<p>​การนำเสนอระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อจัดการขยะอย่างยั่งยืน ภายใต้โครการ Smart Recycling Hub ​เป็นโมเดลต้นแบบนำร่องการจัดการและแปรรูปวัสดุรีไซเคิลครบวงจรในพื้นที่ กทม. ​ผ่านการ​พัฒนาระบบ Ecosystem และเชื่อมโยงให้มีระบบจัดการวัสดุใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการผลิต ครอบคลุมตั้งแต่การแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นกลไก Waste Collection System ที่รองรับการจัดการขยะแห้ง ขยะรีไซเคิล ขยะเปียก การจัดตั้งจุดรับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว (drop off point), ระบบขนส่งและจัดเก็บ และการจัดตั้งศูนย์คัดแยกและแปรรูปวัสดุรีไซเคิล (Material Recovery Facility : MRF) เพื่อคัดแยกขยะตามประเภทของวัสดุ นำกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่าน 3 ช่องทาง ​ทั้งการส่งเข้าโรงงานรีไซเคิล (Mechanical Recycler)  ​การนำ​​ขยะพลาสติก​ไปทำให้เป็นน้ำมันหรือปิโตรเลียม (Chemical Recycler) และการใช้เป็นเชื้อเพลิง ผลิตพลังงานจากขยะ (Waste To Energy)</p>
<p><strong>3. </strong><strong>Reinvent with Recycle : </strong><strong>เปลี่ยนดีไซน์สู่ความยั่งยืน  </strong></p>
<p>การแสดงความ​รับผิดชอบตั้งแต่ต้นทางผ่านขั้นตอนการออกแบบดีไซน์ โดยนำหลัก Eco-design ตามแนวคิด Design for Recycle (D4R ) เพื่อสามารถเก็บกลับบรรจุภัณฑ์​​เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากที่สุด ตาม​หลักการ Eco-modulation fees ที่กำหนดให้การออกแบบดีไซน์​เป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้​​พิจารณาปรับลดค่าธรรมเนียม เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำ eco-design ​​นำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำได้อย่างเหมาะสม ​ลดการใช้​บรรจุภัณฑ์ให้​มากที่สุด ​หรือการใช้วัสดุ​รีไซเคิลได้/วัสดุรีไซเคิลแล้ว, สนับสนุนการใช้วัสดุชนิดเดี่ยว (mono-materials) ใช้ส่วนประกอบของวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ และใช้สีให้น้อยที่สุด, พร้อมทั้งใช้สารยึดติดหรือกาวที่ไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการคัดแยกและรีไซเคิล, ตัวช่วยหมุนปิด/ฝาปิดที่ติดกับบรรจุภัณฑ์ให้หนาแน่น หลีกเลี่ยงการมีชิ้นส่วนขนาดเล็กที่หลุดลอดสู่ธรมชาติได้ง่าย ​​รวมทั้งการออกแบบให้บรรจุภัณฑ์สามารถเททิ้งของเหลือภายในออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้</p>
<p>ความหมายของการออกแบบเพื่อการรีไซเคิล บรรจุภัณฑ์ควรได้รับการออกแบบให้สามารถแยกส่วนประกอบบรรจุภัณฑ์ (packaging components) ​​ออกจากกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้บริโภคขั้นสุดท้ายมีส่วนร่วมในขั้นตอนการกำจัด เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27754 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/5-2.jpg" alt="" width="1200" height="661" /></p>
<p><strong>4. </strong><strong>Reignite EPR Voluntary Action : </strong><strong>จับมือรวมพลังผลักดัน </strong><strong>EPR</strong></p>
<p>การเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจำเป็นต้อง เกิดจากความรับผิดชอบทุกภาคส่วน  ทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้บริโภค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งโรงงานรีไซเคิล เพื่อให้เกิดการเก็บกลับครบวงจร (Closed Loop Packaging) ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. EPR ได้กำหนดแนวทางจัดการบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนไว้ 2 รูปแบบ ​คือ ผู้ประกอบการรับผิดชอบจัดการเอง (Individual Producer Responsibility: IPR) และการจัดตั้งองค์กรกลาง​อย่าง PRO เข้ามารับผิดชอบ ซึ่งการระดมความคิดเห็น ผู้ประกอบส่วนใหญ่เห็นพ้องไปในแนวทางจัดตั้งองค์กร PRO ร่วมกัน มากกว่าต่างคนต่างจัดการกันเอง ​ซึ่งใน​ปัจจุบัน ภาคเอกชนได้มีการรวมตัวกันเพื่อทดลองจัดตั้งองค์กรรับผิดชอบการจัดการบรรจุภัณฑ์ในชื่อ PROVE : Producer Responsibility Organization  Voluntary EFFORT เพื่อดำเนินงานในช่วงเตรียมความพร้อมสู่การดำเนินงานภาคบังคับต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/tipmse-unlock-epr-thailand-lesson-learned-voluntary-to-mandatory/">TIPMSE เร่งปลดล็อค ​EPR Thailand ผนึกผู้ผลิต​​ตั้ง​ &#8216;​PROVE&#8217;​ สร้างระบบจัดการบรรจุภัณฑ์​ใช้แล้ว ​​ถอดบทเรียนโมเดลภาคสมัครใจ ก่อนบังคับใช้กฎหมายในปี 2570</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“พัชรวาท” ผนึกกำลัง “ธรรมนัส” สยบฝุ่น PM 2.5 สั่งเตรียมทำฝนหลวงรับมือ หากพบพื้นที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ชี้สุดสัปดาห์นี้ชาวกรุง หายใจโล่งขึ้น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/02/solving-the-dust-problem-by-royal-rain/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Feb 2024 16:03:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[​คพ.]]></category>
		<category><![CDATA[ทส.]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาเรื่องฝุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่น PM 2.5]]></category>
		<category><![CDATA[พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=23709</guid>

					<description><![CDATA[<p>พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า หลังจากกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 ให้รับทราบเป็นประจำทุกวัน ซึ่งพบว่าระยะนี้มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่องในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ กทม. ปริมณฑล จึงเรียกหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ให้ฝุ่นเบาบางลง ลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยทีมนักวิชาการจาก คพ. มีข้อเสนอว่า ปัญหาเรื่องฝุ่นในระยะเร่งด่วนสามารถแก้ปัญหาด้วยการทำฝนหลวง ดังนั้นจึงได้ประสานไปยัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ทำฝนหลวง ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ตอบรับในทันทีโดยได้สั่งเร่งด่วนไปยังกรมฝนหลวงฯเตรียมลงมือปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม ตนยังได้มอบหมายให้ คพ.ประสานกับกรมฝนหลวงฯ เพื่อปฏิบัติการสยบฝุ่น PM 2.5 ร่วมกัน โดย คพ.ที่มีข้อมูลเรื่องฝุ่นในมือ ต้องชี้เป้าให้กับฝนหลวงฯ ว่าในแต่ละวัน หรือแต่ละสัปดาห์จะมีการเคลื่อนย้ายของฝุ่นไปจังหวัดใดบ้าง เพื่อให้กรมฝนหลวงฯ ประเมินความชื้นและเมฆหรือปัจจัยอื่นที่จะทำให้การทำฝนหลวงได้สำเร็จตามเป้าหมาย โดยการบูรณาการ การทำงานร่วมกันเชื่อว่าจะทำให้ลดปัญหาฝุ่นลงได้ ทั้งนี้ คพ.ได้รายงานให้ทราบว่าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ชาวกทม. – ปริมณฑล จะหายใจกันโล่งขึ้น เพราะปริมาณฝุ่นเริ่มลดลงเนื่องจากมีลมเข้ามา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/02/solving-the-dust-problem-by-royal-rain/">“พัชรวาท” ผนึกกำลัง “ธรรมนัส” สยบฝุ่น PM 2.5 สั่งเตรียมทำฝนหลวงรับมือ หากพบพื้นที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ชี้สุดสัปดาห์นี้ชาวกรุง หายใจโล่งขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ</strong> รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า หลังจากกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 ให้รับทราบเป็นประจำทุกวัน ซึ่งพบว่าระยะนี้มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่องในหลายพื้นที่</p>
<p><span id="more-23709"></span></p>
<p>โดยเฉพาะ กทม. ปริมณฑล จึงเรียกหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ให้ฝุ่นเบาบางลง ลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน</p>
<p>โดยทีมนักวิชาการจาก คพ. มีข้อเสนอว่า ปัญหาเรื่องฝุ่นในระยะเร่งด่วนสามารถแก้ปัญหาด้วยการทำฝนหลวง ดังนั้นจึงได้ประสานไปยัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ทำฝนหลวง ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ตอบรับในทันทีโดยได้สั่งเร่งด่วนไปยังกรมฝนหลวงฯเตรียมลงมือปฏิบัติการ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ตนยังได้มอบหมายให้ คพ.ประสานกับกรมฝนหลวงฯ เพื่อปฏิบัติการสยบฝุ่น PM 2.5 ร่วมกัน โดย คพ.ที่มีข้อมูลเรื่องฝุ่นในมือ ต้องชี้เป้าให้กับฝนหลวงฯ ว่าในแต่ละวัน หรือแต่ละสัปดาห์จะมีการเคลื่อนย้ายของฝุ่นไปจังหวัดใดบ้าง เพื่อให้กรมฝนหลวงฯ ประเมินความชื้นและเมฆหรือปัจจัยอื่นที่จะทำให้การทำฝนหลวงได้สำเร็จตามเป้าหมาย โดยการบูรณาการ การทำงานร่วมกันเชื่อว่าจะทำให้ลดปัญหาฝุ่นลงได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23711 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/2.jpg" alt="" width="1200" height="811" /><br />
ทั้งนี้ คพ.ได้รายงานให้ทราบว่าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ชาวกทม. – ปริมณฑล จะหายใจกันโล่งขึ้น เพราะปริมาณฝุ่นเริ่มลดลงเนื่องจากมีลมเข้ามา แต่สถานการณ์สัปดาห์หน้าที่น่าเป็นห่วงคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ ดังนั้นขอให้ประชาชนเฝ้าระวังป้องกันตัว และเรื่องการเผาพื้นที่เกษตรกรรม ยังคงต้องขอความร่วมมือกับประชาชนให้งดเว้นด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/02/solving-the-dust-problem-by-royal-rain/">“พัชรวาท” ผนึกกำลัง “ธรรมนัส” สยบฝุ่น PM 2.5 สั่งเตรียมทำฝนหลวงรับมือ หากพบพื้นที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ชี้สุดสัปดาห์นี้ชาวกรุง หายใจโล่งขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อึ้ง! คนไทยก่อขยะอาหารปีละเกือบ 10 ล้านตัน!! เร่งสร้างแนวร่วมจัดการ Foodwaste​ ระดับชาติ วางโรดแม็พ 3 ปี ลดการสูญเสียอาหาร 25%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/01/national-cooperation-drive-food-waste-roadmap/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jan 2024 12:03:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Roadmap]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[Surplus Food]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณณัฐณิชา ยี่ลังกา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ชาติวุฒิ วังวล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภานุวัฒน์ อ่อนเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ อินทรกำแหง]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีญาพร สุวรรณเกษ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งกำเนิดขยะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=23555</guid>

					<description><![CDATA[<p>สสส. ผนึก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  กรมควบคุมมลพิษ กรมโลกร้อน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมอนามัย กทม. และ 14 ศูนย์อาหารทั้งภาครัฐและเอกชน นำร่องลดขยะอาหาร ส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมือง พร้อมวางโรดแม็พตั้งเป้าลดขยะอาหารลง 25% ภายในปี 2570  ดร.ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า การจัดการขยะอาหารและปัญหาอาหารส่วนเกินเป็นหนึ่งในวาระระดับโลก ทาง UN จึงกำหนดหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านการ​ลดปริมาณขยะอาหารในระดับค้าปลีกและการบริโภคทั่วโลกลง 50% ภายในปี 2573 (จากปีฐาน 2558)  เช่นเดียวกับปัญหาในประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ที่มีคนอาศัยหนาแน่น และขาดพื้นที่จัดการอาหารส่วนเกิน จึงเกิดการทิ้งอาหารส่วนเกินทั้งจาก​บ้านเรือน ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์อาหาร รวมท้ังไม่มีการนำไปจัดการอย่างถูกต้อง ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการแก้ไขตั้งแต่ต้นทางแหล่งกำเนิด​ พร้อมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยลดทั้งปริมาณขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ​​ลดมลพิษและการสร้างก๊าซเรือนกระจก  ​รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมืองด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/01/national-cooperation-drive-food-waste-roadmap/">อึ้ง! คนไทยก่อขยะอาหารปีละเกือบ 10 ล้านตัน!! เร่งสร้างแนวร่วมจัดการ Foodwaste​ ระดับชาติ วางโรดแม็พ 3 ปี ลดการสูญเสียอาหาร 25%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>สสส. ผนึก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  กรมควบคุมมลพิษ กรมโลกร้อน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมอนามัย กทม. และ 14 ศูนย์อาหารทั้งภาครัฐและเอกชน นำร่องลดขยะอาหาร ส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมือง พร้อมวางโรดแม็พตั้งเป้าลดขยะอาหารลง 25% ภายในปี 2570 </b></p>
<p><span id="more-23555"></span></p>
<p><b>ดร.ชาติวุฒิ วังวล </b>ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า การจัดการขยะอาหารและปัญหาอาหารส่วนเกินเป็นหนึ่งในวาระระดับโลก ทาง UN จึงกำหนดหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านการ​ลดปริมาณขยะอาหารในระดับค้าปลีกและการบริโภคทั่วโลกลง 50% ภายในปี 2573 (จากปีฐาน 2558)  เช่นเดียวกับปัญหาในประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ที่มีคนอาศัยหนาแน่น และขาดพื้นที่จัดการอาหารส่วนเกิน จึงเกิดการทิ้งอาหารส่วนเกินทั้งจาก​บ้านเรือน</span> ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์อาหาร รวมท้ังไม่มีการนำไปจัดการอย่างถูกต้อง ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการแก้ไขตั้งแต่ต้นทางแหล่งกำเนิด​ พร้อมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยลดทั้งปริมาณขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ​​ลดมลพิษและการสร้างก๊าซเรือนกระจก  ​รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมืองด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23562 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/2-5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b>คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ </b>อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span> <span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารประมาณ 9.7 ล้านตัน หรือราว 146 กิโลกรัม/คน/ปี โดยแหล่งกำเนิดสำคัญของขยะอาหาร ประกอบด้วย ตลาดสด ซึ่งมีสัดส่วนขยะอาหารถึง 77.26% จากปริมาณขยะทั้งหมดภายในตลาด </span><span style="font-weight: 400;">ตามมาด้วย​ ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ มีสัดส่วนขยะอาหาร 54.94% จากปริมาณขยะทั้งหมด อาคารสำนักงาน มีสัดส่วนขยะอาหาร 41.41%  คอนโดมิเนียม 40.998%  โรงแรม 37.03%  ซึ่งสถานประกอบการต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะมีศูนย์อาหาร​อยู่ด้วย และถือเป็นจุดสำคัญที่สร้างให้เกิดขยะอาหาร ที่จำเป็นต้องเข้ามาจัดการดูแล เพื่อมุ่งสู่​เป้าหมายที่ทาง UN ได้วางไว้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23559 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/แหล่งเกิดขยะอาหรที่ต้องจัดการ_0.jpg" alt="" width="605" height="756" /></p>
<p><em>&#8220;ทั้งนี้ โรดแม็พเพื่อการขับเคลื่อนการจัดการขยะอาหารให้ลดลงครึ่งหนึ่งตามเป้าหมายในปี 2573 ​ได้​วาง​ Action Plan ​เป็น 2 ระยะที่ ซึ่งระยะแรก ระหว่าง พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อวางกรอบและทิศทางการ​แก้ไขปัญหาการจัดการขยะอาหารอย่างยั่งยืนจากแหล่งกำเนิด มุ่งเน้นการเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งผู้จำหน่ายอาหาร ผู้ประกอบอาหาร รวมทั้งผู้บริโภค ตามวิถีการบริโภคที่ยั่งยืน ทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง การลดขยะอาหาร การนำไปใช้ประโยชน์ต่ออย่างคุ้มค่า เพื่อให้เหลือปริมาณส่วนน้อยที่สุดสำหรับ​นำไปกำจัดอย่างถูกต้อง โดยมีเป้าหมายลดขยะอาหารลงมากกว่า 25% ภายในปี 2570 และระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2571 -2573 ในรูปแบบของการขยายผลเพื่อลดปริมาณขยะอาหารลงให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2573&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23560 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Timeline-ทิศทางจัดการขยะอาหาร_0.jpg" alt="" width="630" height="788" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่กำแพงสำคัญของประเทศในการบริหารจัดการขยะอาหาร<strong> ดร.วิจารย์ อินทรกำแหง</strong> ผอ.ส่วนบริการจัดการมูลฝอยชุมชน กรมควบคุมมลพิษ เสริมว่า ​มาจาก​ 10 ปัญหาต่อไปนี้ คือ 1. ขาดข้อมูลขยะอาหารของแต่ละภาคส่วน 2.การปรับพฤติกรรมของผู้บริโภต (การบริโภค -การทิ้ง) 3.ไม่มีแนวปฏิบัติในการป้องกัน ลด การใช้ประโยชน์จากขยะอาหาร 4. การบริจาคและส่งต่ออาหารส่วนเกินยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ 5.ไม่มีมาตรฐานกลางในการดูแลอาหารส่วนเกิน 6.ขาดแรงจูงใจ เครื่องมือ กลไกให้ภาคธุรกิจปฏิบัติ 7.นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการกำจัดอาหารยังมีราคาแพง 8. ไม่มีระบบคัดแยกและจัดเก็บขยะมูลฝอย 9. ขาดระบบจัดเก็บและรายงานข้อมูลขยะอาหาร และ 10. ขาดศูนย์ความรู้กลางด้านการจัดการขยะอาหาร</span></p>
<p><strong>&#8216;ศูนย์อาหาร&#8217; แหล่งกำเนิดหลักขยะอาหาร</strong></p>
<p><strong>คุณณัฐณิชา ยี่ลังกา</strong> นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ปริมาณขยะอาหารเกือบ 10 ล้านตัน ในปี 2565 ที่ผ่านมา คิดเป็น 38% ของขยะมูลฝอย 26 ล้านตัน ที่เกิดภายในชุมชน ซึ่งเกือบ 90% ที่นำไปเทกองและฝังกลบ และราว 10% ที่มีการนำไปจัดการภายในครัวเรือน และนำไปทำปุ๋ยหมัก ขณะที่ศูนย์อาหารเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ​มักจะมีวัตถุดิบที่เหลือทิ้งทั้งจากขั้นตอนการเตรียมอาหาร  ที่อาจมีการสูญเสียวัตถุดิบ จากการจัดเก็บไม่ได้คุณภาพทำให้เสียหรือหมดอายุ รวมทั้งจากการตัดแต่งเพื่อนำไปก่อนนำไปปรุง ขณะที่ในการปรุงอาหาร ที่อาจจะมีการเตรียมในปริมาณมากเกินไป ทำผิด หรืออาหารไหม้ หรืออาหารที่ลูกค้ารับประทานเหลือ รวมไปถึงขยะอื่นๆ ภายในครัวที่มักจะทิ้งรวมๆ กันไป ทำให้ปริมาณขยะทั้งในครัวและที่เหลือภายในจานมีปริมาณมากพอๆกัน</p>
<p>&#8220;การจัดการขยะอาหารภายในศูนย์อาหารจะใช้หลักการทั้งการป้องกัน การลด เพื่อให้เกิดการสูญเสียอาหารให้น้อยที่สุด รวมทั้งการนำส่วนที่รับประทานไม่หมดมาแปรรูป หรือแปลงสภาพ​เพื่อให้มีส่วนที่เหลือมา​กำจัดให้น้อยที่สุด และนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง  ภายใต้ความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับทั้งผู้บริหารองค์กร ผู้จัดการศูนย์อาหาร ที่มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและวางแผนการขับเคลื่อนของพนักงาน หรือในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารหรือผู้ปรุงอาหาร ที่ต้องคำนวณวัตถุดิบในการนำมาใช้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการจัดเก็บ และการใช้วัตถุดิบ หรือการตักอาหารให้ลูกค้าในขณะจำหน่าย จากการสังเกตุพฤติกรรมของลูกค้าหรือจำนวนยอดขายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ในส่วนของพนักงาน ก็ต้องให้ความสำคัญกับการแยกประเภทขยะแต่ละประเภทโดยไม่ปะปนกัน รวมทั้งในส่วนของลูกค้าเองก็สามารถบอกปริมาณที่ตัวเองต้องการ หรือไม่รับอาหารที่ไม่ทาน เพื่อป้องกันการเกิดขยะ และหากมีอาหารเหลือก็ให้แยกทิ้งออกจากอาหารประเภทอื่น&#8221;​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23556 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/4-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ภานุวัฒน์ อ่อนเทศ</strong> ผู้อำนวยการส่วนบริการจัดการมูลฝอย สำนักงานจัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า จากการขับเคลื่อนนโยบาย &#8216;ไม่เทรวมของ กทม.&#8217; ส่งผลให้ปริมาณขยะของ กทม. ในปี 2566 ลดลงจากปี 2665 จำนวนเฉลี่ย 204 ตันต่อวัน จาก 8,979 ตันต่อวัน เหลือ 8,775 ตันต่อวัน ​​หรือลดลงได้มากกว่า 74,460 ตัน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บลงได้มากกว่า 140 ล้านบาท ขณะที่ขยะอาหารเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุดถึง​ 48%  จากขยะ 14 ประเภทตามชนิดของวัสดุ ซึ่งทาง กทม. ​ได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย และขยะทั่วไป เพื่อนำไปบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ภายใต้การจัดการขยะของ กทม. ที่เน้นการจัดเก็บอย่างครอบคลุมเพื่อไม่มีขยะตกค้าง และกำจัดขยะที่จัดเก็บให้หมดวันต่อวัน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการลดและคัดแยกขยะที่แหล่งกำเนิด โดยส่งเสริมให้ประชาชนทุกครัวเรือน และแหล่งกำเนิดขยะใหญ่ ๆ เช่นโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า ตลาด วัด ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาเก็ต โรงพยาบาล ธนาคาร สำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม ร้านอาหาร ลดและคัดแยกขยะตามหลักการ 3R คือ Reduce ลดการใช้ ลดการผลิตขยะ Reuse การใช้ซ้ำ และ Recycle นำกลับมาใช้ใหม่ โดยขยะรีไซเคิล จะนำไป​ส่งขาย ขยะอินทรีย์ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่แหล่งกำเนิด ขยะอันตราย แยกขายใช้ประโยชน์หรือส่งกำจัด ส่วนที่เหลือคือขยะทั่วไป ซึ่งจะมีการส่งกำจัดอย่างถูกหลักสุขาภิบาล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23558 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/PIC-Group1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า </span>การประกาศเจตจำนงความร่วมมือจัดการขยะอาหารจากศูนย์อาหาร จะเป็นการนำร่องความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกินของประเทศ มีความร่วมมือสำคัญ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. สนับสนุนให้ศูนย์อาหารและหน่วยงานต่าง ๆ มีข้อมูลและกำหนดเป้าหมายลดปริมาณขยะอาหารและอาหารส่วนเกินด้วยระบบคัดแยกและรวบรวมให้เอื้อต่อการนำไปใช้ประโยชน์และกำจัดอย่างเหมาะสม 2. ส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมป้องกันและลดการเกิดขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน  3. ส่งเสริมองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี สำหรับผู้ประกอบอาหารและผู้จำหน่ายอาหารในการป้องกัน ลด คัดแยก และจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน  4. พัฒนาและขยายผลรูปแบบที่เหมาะสมและแนวปฏิบัติที่ดีในการป้องกันและลดการเกิดขยะอาหารและอาหารส่วนเกินจากศูนย์อาหาร และจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกินที่แหล่งกำเนิด  5. ขับเคลื่อนนโยบายและแผนจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ด้วยกลไกข้อมูล กฎระเบียบ และการสื่อสาร เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและกว้างขวาง</p>
<p>&#8220;​​สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มุ่งสนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการจัดการขยะอาหารอย่างเป็นระบบ สนับสนุนทางวิชาการ การเผยแพร่ข้อมูล และผลักดันให้เกิดการจัดการขยะอาหารจากแหล่งอาหารอย่างเป็นรูปธรรม&#8221; ดร.วิจารย์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/01/national-cooperation-drive-food-waste-roadmap/">อึ้ง! คนไทยก่อขยะอาหารปีละเกือบ 10 ล้านตัน!! เร่งสร้างแนวร่วมจัดการ Foodwaste​ ระดับชาติ วางโรดแม็พ 3 ปี ลดการสูญเสียอาหาร 25%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรดแม็พเลิกใช้ Single-use plastic หลุดเป้า แนะเพิ่มซาเล้ง ร้านรับซื้อของเก่า ทุกชุมชนเหมือนที่ทำการไปรษณีย์​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/06/thailand-road-map-to-solve-plastic-problem/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Jun 2022 02:21:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Plastic]]></category>
		<category><![CDATA[PPP Plastics]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ซาเล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์พลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านรับซื้อของเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[อรรถพล เจริญชันษา]]></category>
		<category><![CDATA[โรดแม็พจัดการขยะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=12217</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันขยะพลาสติกเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งประเทศไทยวาง Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573  เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกทั้งทางบกและทะเลให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเป้าหมายสูงสุด คือ “ขยะ” ต้องไม่ใช่ “ขยะ” เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะพลาสติกเล็ดลอดสู่ธรรมชาติ โดยเน้นจัดการจากต้นทาง สร้างมูลค่าในห่วงโซ่การจัดการพลาสติก และประชาชนต้องให้ความร่วมมือเริ่มต้นที่ใช้ให้น้อยที่สุด ทิ้งให้ถูกที่ กำจัดอย่างถูกวิธี คัดแยก และนำไปใช้ประโยชน์ในได้มากที่สุดเพื่อให้เกิดการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ  กล่าวในงานแถลงผลงานและบทบาท PPP Plastics ร่วมแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกของประเทศไทยว่า ปัญหาเรื่องการจัดการขยะพลาสติกให้เป็นไปตามโรดแม็พ โดยเฉพาะเป้าหมายการนำขยะพลาสติก กลับเข้ามาสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อการขับเคลื่อน Circular Economy ให้ได้ทั้ง 100% ภายในปี 2570 ยังเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างท้าทายเป็นอย่างมาก ขณะที่ปริมาณขยะพลาสติกของประเทศไทยในปี 2564 ที่ผ่านมา อยู่ที่ราว ​ 2.76 ล้านตัน แต่สัดส่วนมีการนำกลับไปใช้ประโยชน์เพียง 20% ส่วนที่เหลืออีก 77% ถูกทิ้งรวมเพื่อนำไปกำจัดกับขยะทั่วไป และ 3% ไม่ได้รับการจัดการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/thailand-road-map-to-solve-plastic-problem/">โรดแม็พเลิกใช้ Single-use plastic หลุดเป้า แนะเพิ่มซาเล้ง ร้านรับซื้อของเก่า ทุกชุมชนเหมือนที่ทำการไปรษณีย์​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันขยะพลาสติกเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งประเทศไทยวาง Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573  เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกทั้งทางบกและทะเลให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเป้าหมายสูงสุด คือ “ขยะ” ต้องไม่ใช่ “ขยะ” เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะพลาสติกเล็ดลอดสู่ธรรมชาติ โดยเน้นจัดการจากต้นทาง สร้างมูลค่าในห่วงโซ่การจัดการพลาสติก และประชาชนต้องให้ความร่วมมือเริ่มต้นที่ใช้ให้น้อยที่สุด ทิ้งให้ถูกที่ กำจัดอย่างถูกวิธี คัดแยก และนำไปใช้ประโยชน์ในได้มากที่สุดเพื่อให้เกิดการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-12217"></span></p>
<p><strong>นายอรรถพล เจริญชันษา</strong> อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ  กล่าวในงานแถลงผลงานและบทบาท <strong>PPP Plastics</strong> ร่วมแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกของประเทศไทยว่า ปัญหาเรื่องการจัดการขยะพลาสติกให้เป็นไปตามโรดแม็พ โดยเฉพาะเป้าหมายการนำขยะพลาสติก กลับเข้ามาสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อการขับเคลื่อน Circular Economy ให้ได้ทั้ง 100% ภายในปี 2570 ยังเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างท้าทายเป็นอย่างมาก ขณะที่ปริมาณขยะพลาสติกของประเทศไทยในปี 2564 ที่ผ่านมา อยู่ที่ราว ​ 2.76 ล้านตัน แต่สัดส่วนมีการนำกลับไปใช้ประโยชน์เพียง 20% ส่วนที่เหลืออีก 77% ถูกทิ้งรวมเพื่อนำไปกำจัดกับขยะทั่วไป และ 3% ไม่ได้รับการจัดการ ทำให้มีการหลุดลอดออกนอกระบบ และตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั้งบนบกและในทะเล</p>
<p>โดยเฉพาะตามการขับเคลื่อนโรดแม็พในระยะที่ 2  ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2565 นี้ ซึ่งกำหนดให้มีการยกเลิกการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง ได้แก่ ถุงพลาสติกหูหิ้วแบบบาง (น้อยกว่า 36 ไมครอน) หรือ &#8220;ถุงก๊อปแก๊ป&#8221; แบบที่เราคุ้นเคย กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติกแบบบาง​ (น้อยกว่า 100 ไมครอน) และหลอดพลาสติก ยอมรับว่าคงไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย อาจจะต้องมีการขยายกรอบระยะเวลา รวมทั้งพยายามหาวิธีพัฒนาระบบในการนำพลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการ Circular อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p>&#8220;ก่อนหน้าที่จะเกิดโควิด การบริหารจัดการเรื่องการลดปริมาณการใช้งานพลาสติกแบบ Single-use มีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ดี จากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่รับนโยบายไปขับเคลื่อนต่อ แต่หลังการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ปริมาณการใช้งานพลาสติกกลับมาเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณ 15% ต่อคน ซึ่งยอมรับว่าพลาสติกยังเป็นความจำเป็นที่ต้องมีการใช้งานอยู่ แต่ภาพรวมการขับเคลื่อนอยู่ในทิศทางที่ดี มีการลดปริมาณการใช้หลอดลง การใช้พลาสติกที่บางลง รวมทั้งการใช้กล่องโฟมบรรจุอาหารที่ลดลงถึง 70% แต่ภาพรวมก็ยังถือว่ามีปริมาณมากอยู่ เนื่องจาก ปัญหาในหลายๆ ปัจจัย โดยเฉพาะต้นทุนที่ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการรายย่อยมองว่า เป็นการผลักภาระมาให้ผู้บริโภค ซึ่งจำเป็นที่คนไทยต้องปรับทัศนคคติ และพฤติกรรมในการลดการใช้พลาสติกและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมว่าเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องช่วยกัน เพื่อร่วมกันดูแลและคำนึงถึงผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น&#8221; ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12220 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/06/PPP1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ทั้งนี้ กลไกสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อน Circular Economy เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คือ การเชื่อมโยงทั้ง Ecosystem เข้าด้วยกัน ทั้งผู้ผลิต ผู้ใช้งาน ผู้บริโภค ผู้คัดแยก และผู้กำจัด รวมทั้งต้องสร้างทั้งคุณค่า และความคุ้มค่า หรือเพิ่มแรงจูงใจ ให้ทุกคนเห็นความสำคัญในการคัดแยกและนำขยะเข้าสู่ระบบ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการหมุนเวียนได้จริงๆ  และจะต้องหมุนได้อย่างต่อเนื่องหลายๆ รอบมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีขยะพลาสติกหลุดลอดออกไปนอกระบบ ส่งปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม แต่ปัจจุบันยังมีหลายๆ ปัญหา เช่น ธุรกิจรับซื้อขยะเลือกที่จะส่งวัตถุดิบส่งไปต่างประเทศมากกว่าส่งเข้าระบบในประเทศ เนื่องจาก ราคารับซื้อที่ดีกว่า หรือแม้แต่การจัดระเบียบ รวมทั้งให้ความรู้เรื่องกาารคัดแยกขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ให้กับกลุ่มซาเล้ง​ ที่มีมากกว่าหมื่นคัน หรือรวมผู้ที่อยู่ในระบบธุรกิจรับซื้อขยะตามบ้านจะมีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนเลยทีเดียว</p>
<p>&#8220;กลุ่มซาเล้ง หรือธุรกิจรับซื้อขยะตามบ้าน ถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิด Circular Economy ที่แท้จริง แต่การรับรอง หรือการสนับสนุนธุรกิจนี้ยังไม่ชัดเจน ภาพที่ควรจะเป็นคือ ทุกชุมชน หรือทุกหมู่บ้าน ควรมีซาเล้ง ร้านรับซื้อของเก่า หรือพื้นที่ในการบริหารจัดการขยะ หรือแยกขยะได้ เช่นเดียวกับการมีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ทั่วประเทศ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกบ้านแยกขยะ และสามารถนำขยะที่แยกไปส่งหรือจำหน่าย ให้คนกลางอย่างซาเล้ง หรือร้านรับซื้อของเก่าที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน และส่งต่อไปยังพื้นที่กำจัดหรือนำเข้าสู่ระบบได้อย่างสะดวก เพื่อทำให้ขยะมีค่า มีราคามากขึ้น คนก็จะทิ้งน้อยลง และป้องกันการหลุดลอดไปสู่แวดล้อมให้น้อยลงด้วย&#8221;​</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังคงติดขัดในเรื่องของข้อกฏหมายต่างๆ เช่น กฏหมายผังเมือ หรือ พรบ.ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ยังไม่สามารถรองรับการจัดตั้งโรงงานกำจัดขยะในเขตเทศบาลต่างๆ หรือในพื้นที่ชุมชนได้ ซึ่งต้องมีการพูดคุยในรายละเอียด เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาหรือขับเคลื่อนต่อไป ซึ่งปัจจุบันขยะพลาสติกมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 26% ของขยะต่างๆ ที่เกิดจากชุมชน และในนี้มีเพียง 25% เท่านั้น ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ แต่ส่วนใหญ่อีกกว่า 3 ใน  4 จะถูกนำไปทำลาย ทั้งการฝังกลบ  การเผา และปฏิเสธไม่ได้ว่ามีบางส่วนที่หลุดลอดออกมายังสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีข้อมูลศึกษาเผยแพร่ยืนยันออกมาแล้วว่ามีการพบไมโครพลาสติกอยู่ในร่างกายมนุษย์ด้วยเช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12221 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/06/3-wheels.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/thailand-road-map-to-solve-plastic-problem/">โรดแม็พเลิกใช้ Single-use plastic หลุดเป้า แนะเพิ่มซาเล้ง ร้านรับซื้อของเก่า ทุกชุมชนเหมือนที่ทำการไปรษณีย์​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บริจาคมือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา[PR.NEWS]</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2018/01/mobile-recycle/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Jan 2018 07:19:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Mobile]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[กรมป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอิเลคทรอนิคส์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายวิชาการ)]]></category>
		<category><![CDATA[มือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=1366</guid>

					<description><![CDATA[<p>มือถือเก่าที่ใช้แล้ว 1 เครื่องนั้นสามารถช่วยโลกได้แค่ไหน รู้แล้วคุณจะอึ้ง! มือถือ 1 เครื่องเมื่อแยกชิ้นส่วนและนำไปรีไซเคิลแล้ว สามารถช่วยชีวิตต้นไม้ใหญ่ได้ 5 ต้น ช่วยลดการขุดเจาะระเบิดดินเปลือกโลกได้ 500 ตัน และที่สำคัญช่วยผู้ป่วยยากไร้ได้ 7 คนหรือเป็นอาหารสำหรับเด็กยากไร้หนึ่งมื้อได้ 20 คน ข้อความดังกล่าวเป็นเนื้อหาที่รณรงค์เรื่องการกำจัดขยะอิเลคทรอนิคส์ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ กรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายวิชาการ) ร่วมกันทำโครงการ “มือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา” และได้รับความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และหน่วยงานอื่นๆอีกหลายหน่วยงาน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณการจัดการจากบริษัท บางกอก รีไซเคิล แอนด์ รียูส จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการจัดการรีไซเคิลชั้นนำของประเทศไทย “มือถือเก่า”ที่ไม่ใช้แล้ว ถือเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่งที่พบเห็นทั่วไปตามครัวเรือนและอาคารสำนักงาน ซึ่งตามสถิติพบว่าเฉพาะที่ตกค้างตามครัวเรือนทั่วประเทศมีมากกว่า 200 ล้านเครื่อง โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา 10 ปี หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินธุรกิจด้านการให้บริการเครือข่ายสัญญาณได้มีแผนงานต่างๆในการรวบรวมมือถือเก่าเหล่านี้ไปรีไซเคิลแต่สามารถรวบรวมได้เพียง 20 ล้านเครื่องเท่านั้น แต่ในข้อเท็จจริงยังคงมีเครื่องใหม่สะสมอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาไม่น้อยกว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2018/01/mobile-recycle/">บริจาคมือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา[PR.NEWS]</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มือถือเก่าที่ใช้แล้ว 1 เครื่องนั้นสามารถช่วยโลกได้แค่ไหน รู้แล้วคุณจะอึ้ง! มือถือ 1 เครื่องเมื่อแยกชิ้นส่วนและนำไปรีไซเคิลแล้ว สามารถช่วยชีวิตต้นไม้ใหญ่ได้ 5 ต้น ช่วยลดการขุดเจาะระเบิดดินเปลือกโลกได้ 500 ตัน และที่สำคัญช่วยผู้ป่วยยากไร้ได้ 7 คนหรือเป็นอาหารสำหรับเด็กยากไร้หนึ่งมื้อได้ 20 คน</strong> <span id="more-1366"></span></p>
<p>ข้อความดังกล่าวเป็นเนื้อหาที่รณรงค์เรื่องการกำจัดขยะอิเลคทรอนิคส์ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ กรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายวิชาการ) ร่วมกันทำ<strong>โครงการ “มือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา”</strong> และได้รับความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และหน่วยงานอื่นๆอีกหลายหน่วยงาน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณการจัดการจากบริษัท บางกอก รีไซเคิล แอนด์ รียูส จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการจัดการรีไซเคิลชั้นนำของประเทศไทย</p>
<p><strong>“มือถือเก่า”</strong>ที่ไม่ใช้แล้ว ถือเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่งที่พบเห็นทั่วไปตามครัวเรือนและอาคารสำนักงาน ซึ่งตามสถิติพบว่าเฉพาะที่ตกค้างตามครัวเรือนทั่วประเทศมีมากกว่า 200 ล้านเครื่อง โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา 10 ปี หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินธุรกิจด้านการให้บริการเครือข่ายสัญญาณได้มีแผนงานต่างๆในการรวบรวมมือถือเก่าเหล่านี้ไปรีไซเคิลแต่สามารถรวบรวมได้เพียง 20 ล้านเครื่องเท่านั้น แต่ในข้อเท็จจริงยังคงมีเครื่องใหม่สะสมอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาไม่น้อยกว่า 15 ล้านเครื่องต่อปี</p>
<p>จึงเกิดเป็นโครงการ “มือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา” เป็นการรณรงค์ให้นำมือถือเก่าที่ไม่ใช้แล้วมาบริจาค โดยมีวางจุดรับบริจาคตามสถานที่ราชการกว่า 5 หมื่นจุดทั่ว กำหนดระยะเวลาโครงการฯ1 พ.ย. – 10 ธ.ค. 60 ซึ่งมียอดผู้บริจาคประมาณ 1.7 เครื่องทั่วประเทศ</p>
<figure id="attachment_1367" aria-describedby="caption-attachment-1367" style="width: 500px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-1367" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2018/01/1-1.jpg" alt="" width="500" height="333" /><figcaption id="caption-attachment-1367" class="wp-caption-text">มือถือเก่า ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ที่ได้รับบริจาคมาทางไปรษณีย์</figcaption></figure>
<p><strong>สายฝน อภิธนัง</strong> หัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์โครงการฯ กล่าวถึงขั้นตอนในการบริหารจัดการกับมือถือที่ได้รับบริจาคเหล่านี้ ซึ่งเรียกว่า “ขยะอิเลคทรอนิคส์”</p>
<p><strong><em>“ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายในการรีไซเคิลขยะอิเลคทรอนิคส์เหล่านี้ เราจึงต้องนำมือถือที่ได้รับบริจาคทั้งหมดส่งไปที่นิคมอุตสาหกรรมคัดแยกขยะอิเลคทรนิกส์ ที่มณฑลซัวเถา ประเทศจีน ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้”</em></strong></p>
<figure id="attachment_1368" aria-describedby="caption-attachment-1368" style="width: 500px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-1368" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2018/01/3-1.jpg" alt="" width="500" height="528" /><figcaption id="caption-attachment-1368" class="wp-caption-text">สายฝน อภิธนัง หัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์โครงการฯ</figcaption></figure>
<p>สายฝนให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มือถือ 1 เครื่อง มีสารพิษอาทิ ตะกั่ว ปรอท คลอรีน แคทเมี่ยมและโบรมีน ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย สำหรับมือถือที่บริจาค 1.7 ล้านเครื่องเมื่อนำไปแยกชิ้นส่วนรีไซเคิลแล้วจะได้ แพลตตินั่ม 63 ตัน ทองคำ 23 กิโลกรัม ยาง 17 ตัน เซรามิค 14 ตัน ทองแดง 13 ตัน คิดเป็นเงินหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว 3,632,000 บาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-1369 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2018/01/2-1.jpg" alt="" width="500" height="391" /><br />
<strong>เงินบริจาคของโครงการมอบให้แก่องค์กรกุศล 4 แห่งคือ มูลนิธิรามาธิบดี เพื่อสมทบทุนสร้างอาคารสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ,ศิริราชมูลนิธิ เพื่อสมทบทุนสร้างอาคารนวมิทรบพิตร 84 พรรษา , กลุ่มพหุชนคนอาสา(The CAP) และ มูลนิธิเดอะวอยซ์(เสียงจากเรา) ช่วยให้ชีวิตใหม่มา</strong></p>
<p>อย่างไรก็ตามจำนวนมือถือเก่าก็ยังค้างอยู่ในครัวเรือนอีกเป็นจำนวนมาก โครงการนี้จึงเดินหน้ารณรงค์ในเฟสที่ 2 <strong>โดยใช้ระยะเวลา 15 ธ.ค. 60 – 31 ม.ค. 61</strong>โดยครั้งนี้จะมีพันธมิตรเข้ามาช่วยรณรงค์เพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะได้รับบริจาคโทรศัพท์มือถือเก่าจากประชาชนทั่วประเทศจำนวน 9,999,999 เครื่อง และสามารถส่งมอบรายได้จากการรีไซเคิลให้องค์กรการกุศลทั่วประเทศได้ จำนวนไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-1370 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2018/01/4-1.jpg" alt="" width="501" height="288" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2018/01/mobile-recycle/">บริจาคมือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา[PR.NEWS]</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดอะมอลล์ กรุ๊ป หนุนแยกทิ้งขยะอันตรายในชุมชนถูกวิธี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2017/12/the-mall-group-drop-off/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin t]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 31 Dec 2017 03:45:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[CSR]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอันตราย]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ประชารัฐร่วมใจ แยกทิ้งขยะอันตราย]]></category>
		<category><![CDATA[เดอะมอลล์ กรุ๊ป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=1152</guid>

					<description><![CDATA[<p>ร่วมโครงการ “ประชารัฐร่วมใจ แยกทิ้งขยะอันตราย” โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม จัดตั้งขึ้น และจัดตั้งตู้วางจุดเก็บรวบรวมขยะอันตราย (Drop Off) ครบทั้ง 9 สาขา ณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่การตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะขยะอันตราย ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกซ์ อาทิ แบตเตอรี่มือถือ, ซากโทรศัพท์มือถือ, หลอดฟลูออเรสเซนส์, ถ่านไฟฉาย, ภาชนะปนเปื้อนสารที่เป็นอันตราย เช่น กระป๋องสเปรย์ จัดเป็นวัตถุอันตราย เนื่องจากชิ้นส่วนต่างๆ ของผลิตภัณฑ์มีโลหะหนักเป็นองค์ประกอบ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท หากได้รับการจัดการอย่างไม่ถูกวิธี และเกิดการรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม อาจส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้น และระยะยาว จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม” ด้วยเหตุนี้ จึงเชิญชวนประชาชนหันมาทิ้งขยะอันตรายอย่างถูกวิธี ซึ่งจะอำนวยความสะดวกจัดตั้งตู้เก็บรวบรวมขยะอันตราย (Drop Off) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2017/12/the-mall-group-drop-off/">เดอะมอลล์ กรุ๊ป หนุนแยกทิ้งขยะอันตรายในชุมชนถูกวิธี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ร่วมโครงการ “ประชารัฐร่วมใจ แยกทิ้งขยะอันตราย” โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม จัดตั้งขึ้น และจัดตั้งตู้วางจุดเก็บรวบรวมขยะอันตราย (Drop Off) ครบทั้ง 9 สาขา</strong></p>
<p><span id="more-1152"></span></p>
<p><strong>ณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์</strong> ผู้อำนวยการใหญ่การตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า <em>“บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะขยะอันตราย ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกซ์ อาทิ แบตเตอรี่มือถือ, ซากโทรศัพท์มือถือ, หลอดฟลูออเรสเซนส์, ถ่านไฟฉาย, ภาชนะปนเปื้อนสารที่เป็นอันตราย เช่น กระป๋องสเปรย์ จัดเป็นวัตถุอันตราย เนื่องจากชิ้นส่วนต่างๆ ของผลิตภัณฑ์มีโลหะหนักเป็นองค์ประกอบ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท หากได้รับการจัดการอย่างไม่ถูกวิธี และเกิดการรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม อาจส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้น และระยะยาว จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม”</em></p>
<p>ด้วยเหตุนี้ จึงเชิญชวนประชาชนหันมาทิ้งขยะอันตรายอย่างถูกวิธี ซึ่งจะอำนวยความสะดวกจัดตั้งตู้เก็บรวบรวมขยะอันตราย (Drop Off)  ในห้างสรรพสินค้าภายในเครือเดอะมอลล์ฯ จำนวน 9 แห่ง ดังนี้</p>
<p>เดอะมอลล์ รามคำแหง บริเวณลานจอดรถ ชั้น 1A<br />
เดอะมอลล์ ท่าพระ บริเวณลานจอดรถ ชั้น 1<br />
เดอะมอลล์ บางแค บริเวณบันไดหนีไฟ ชั้น GB<br />
เดอะมอลล์ บางกะปิ บริเวณลานจอดรถ ชั้น 1A<br />
เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน บริเวณบันไดหนีไฟ ชั้น GA<br />
เดอะมอลล์ นครราชสีมา บริเวณบันไดทางเข้าห้างลานจอดชั้น 1 ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้ว 2 ปี โดยร่วมมือกับเทศบาลนครนครราชสีมา<br />
ดิ เอ็มโพเรี่ยม บริเวณ ลานจอดรถชั้น B1 ด้านข้างจุดตอกบัตรพนักงาน<br />
ดิ เอ็มควอเทียร์ บริเวณประตูทางเข้า-ออก อาคาร C ชั้น B<br />
บลูพอร์ต หัวหิน รีสอร์ทมอลล์ บริเวณประตูทางเข้าห้าง G6 ลานจอดรถชั้น G</p>
<figure id="attachment_1155" aria-describedby="caption-attachment-1155" style="width: 501px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-1155 " src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2017/12/SD-Thailand-The-Mall-2.jpg" alt="" width="501" height="282" /><figcaption id="caption-attachment-1155" class="wp-caption-text">พนักงานเดอะมอลล์ กรุ๊ป เข้ารับการอบรมในการบริหารจัดการขยะอันตราย จาก กทม.</figcaption></figure>
<p>นอกจากนี้ยังมีการจัดอบรมพนักงานเกี่ยวกับวิธีการรวบรวมขยะอันตรายจากชุมชน และจะมีการเปิดตู้ฯ ทุก 7 วัน เพื่อนำส่งขยะอันตรายให้แก่กรุงเทพมหานคร นำไปกำจัดในที่ที่ถูกกำหนดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะดำเนินการจัดตั้งตู้วางจุดเก็บรวบรวมขยะอันตราย (Drop Off) ครบทั้ง 9 สาขา ภายในวันที่ 1 มกราคม 2561</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2017/12/the-mall-group-drop-off/">เดอะมอลล์ กรุ๊ป หนุนแยกทิ้งขยะอันตรายในชุมชนถูกวิธี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
