<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กระทรวงพาณิชย์ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 25 May 2026 06:24:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.6</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>กระทรวงพาณิชย์ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>DITP จัด “Future Food Experience+” เปิดมุมมองใหม่ด้านอาหาร ในงาน THAIFEX 2026 พร้อมเปิดตัว 2 โซนใหม่ “Taste the Future” และ “New-to-Market Street Showcase”</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/ditp-thaifex-anuga-asia-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 May 2026 06:24:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[DITP]]></category>
		<category><![CDATA[Future Food Experience+]]></category>
		<category><![CDATA[Koelnmesse]]></category>
		<category><![CDATA[New-to-Market Street Showcase]]></category>
		<category><![CDATA[Taste the Future]]></category>
		<category><![CDATA[THAIFEX – ANUGA ASIA]]></category>
		<category><![CDATA[THAIFEX – ANUGA ASIA 2026]]></category>
		<category><![CDATA[กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[โคโลญเมสเซ่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42057</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ยกระดับงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ให้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม โดยจัดโซน “Future Food Experience+” เพื่อเป็นเวทีนำเสนอองค์ความรู้ แนวคิด และทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารโลก ควบคู่กับการเปิดตัว 2 โซนใหม่ ได้แก่ “Taste the Future” และ “New&#8211;to&#8211;Market Street Showcase” ที่จะช่วยเชื่อมโยงนวัตกรรมอาหารสู่การใช้งานจริงและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ Future Food Experience+ ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ โดยมุ่งนำเสนอประเด็นที่กำลังมีบทบาทต่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งเรื่องความยั่งยืนของซัพพลายเชน การผลิตอาหารด้วยเทคโนโลยี AI ตลอดจนรูปแบบค้าปลีกใหม่ ๆ ผ่านเวทีเสวนาและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ทั้งเจ้าของธุรกิจ นักวิเคราะห์เทรนด์ นักพัฒนาเทคโนโลยี และผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากหลากหลายประเทศ ผู้เข้าร่วมงานจะได้อัปเดตแนวโน้มสำคัญของตลาดโลก รับฟังมุมมองจากผู้ที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอาหารโดยตรง และต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาธุรกิจจริง โดยเนื้อหาภายในงานไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี แต่เป็นประสบการณ์และข้อมูลจากผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก โดยผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและกำหนดการได้ที่ https://webapp.thaifex-anuga.com/agenda/sessions  และสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ https://form.jotform.com/260741114544450 นอกจากนี้ ปีนี้ยังได้เพิ่มประสบการณ์ใหม่ผ่านโซน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/ditp-thaifex-anuga-asia-2026/">DITP จัด “Future Food Experience+” เปิดมุมมองใหม่ด้านอาหาร ในงาน THAIFEX 2026 พร้อมเปิดตัว 2 โซนใหม่ “Taste the Future” และ “New-to-Market Street Showcase”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (</strong><strong>DITP</strong><strong>) กระทรวงพาณิชย์ ยกระดับงาน </strong><strong>THAIFEX </strong><strong>– </strong><strong>ANUGA ASIA </strong><strong>2026 ให้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม โดยจัดโซน “</strong><strong>Future Food Experience</strong><strong>+” เพื่อเป็นเวทีนำเสนอองค์ความรู้ แนวคิด และทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารโลก ควบคู่กับการเปิดตัว 2 โซนใหม่ ได้แก่ “</strong><strong>Taste the Future</strong><strong>” และ “</strong><strong>New</strong><strong>&#8211;</strong><strong>to</strong><strong>&#8211;</strong><strong>Market Street Showcase</strong><strong>” ที่จะช่วยเชื่อมโยงนวัตกรรมอาหารสู่การใช้งานจริงและการต่อยอดเชิงพาณิชย์</strong></p>
<p><span id="more-42057"></span></p>
<p><strong>Future Food Experience</strong><strong>+</strong> ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ โดยมุ่งนำเสนอประเด็นที่กำลังมีบทบาทต่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งเรื่องความยั่งยืนของซัพพลายเชน การผลิตอาหารด้วยเทคโนโลยี AI ตลอดจนรูปแบบค้าปลีกใหม่ ๆ ผ่านเวทีเสวนาและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ทั้งเจ้าของธุรกิจ นักวิเคราะห์เทรนด์ นักพัฒนาเทคโนโลยี และผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากหลากหลายประเทศ</p>
<p>ผู้เข้าร่วมงานจะได้อัปเดตแนวโน้มสำคัญของตลาดโลก รับฟังมุมมองจากผู้ที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอาหารโดยตรง และต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาธุรกิจจริง โดยเนื้อหาภายในงานไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี แต่เป็นประสบการณ์และข้อมูลจากผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก โดยผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและกำหนดการได้ที่ <a href="https://webapp.thaifex-anuga.com/agenda/sessions" target="_blank" rel="noopener">https://webapp.thaifex-anuga.com/agenda/sessions</a>  และสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ <a href="https://form.jotform.com/260741114544450" target="_blank" rel="noopener">https://form.jotform.com/260741114544450</a></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42060 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/DITP3.jpg" alt="" width="495" height="700" /></p>
<p>นอกจากนี้ ปีนี้ยังได้เพิ่มประสบการณ์ใหม่ผ่านโซน <strong>Taste the Future</strong> ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรก โดยนำวัตถุดิบนวัตกรรมจากภายในงานมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารผ่านฝีมือเชฟผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้ประกอบการร้านอาหาร และผู้สนใจ เห็นแนวทางการต่อยอดวัตถุดิบอาหารแห่งอนาคตสู่การบริโภคจริง ทั้งในด้านรสชาติ รูปแบบการนำเสนอ และศักยภาพเชิงพาณิชย์ โดยในโซนนี้จะเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมชิมเมนูพิเศษที่พัฒนาโดยเชฟ โดยสามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ <a href="https://forms.gle/7bqEEqmkRHZcfHjN8" target="_blank" rel="noopener">https://forms.gle/7bqEEqmkRHZcfHjN8</a></p>
<p>อีกหนึ่งโซนที่น่าจับตา คือ <strong>New</strong><strong>&#8211;</strong><strong>to</strong><strong>&#8211;</strong><strong>Market Street</strong> <strong>Showcase</strong> ซึ่งรวบรวมสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่เปิดตัวภายในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาไว้ในพื้นที่เดียว รวมกว่า 200 ผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ประกอบการได้อัปเดตความเคลื่อนไหวของตลาด ค้นหาสินค้าใหม่ และสำรวจทิศทางนวัตกรรมที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคทั่วโลก</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42059 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/DITP2.jpg" alt="" width="495" height="700" /></p>
<p>การจัด <strong>Future Food Experience</strong><strong>+</strong> พร้อมทั้งโซน <strong>Taste the Future</strong> และ <strong>New</strong><strong>&#8211;</strong><strong>to</strong><strong>&#8211;</strong><strong>Market Street</strong> <strong>Showcase</strong> ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ DITP ในการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านอาหารและนวัตกรรมอาหารของภูมิภาค พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เชื่อมโยงกับเทรนด์โลก เรียนรู้แนวคิดใหม่ และต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดสากล ผ่านเวทีการค้าระดับนานาชาติอย่าง THAIFEX – ANUGA ASIA</p>
<p><strong>THAIFEX </strong><strong>– </strong><strong>ANUGA ASIA </strong><strong>2026</strong> จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหอการค้าไทย (TCC) และโคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) เปิดเจรจาธุรกิจในวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2569 เปิดเจรจาธุรกิจพร้อมจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไปในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00-18.00 น. ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมโซน Future Food Experience+, Taste the Future และ New-to-Market Street ได้ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 4</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/ditp-thaifex-anuga-asia-2026/">DITP จัด “Future Food Experience+” เปิดมุมมองใหม่ด้านอาหาร ในงาน THAIFEX 2026 พร้อมเปิดตัว 2 โซนใหม่ “Taste the Future” และ “New-to-Market Street Showcase”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ผนึก พาณิชย์ เดินหน้าโครงการ &#8216;ไทยช่วยไทย&#8217; พร้อมชูมาตรการ 3 ระยะ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/tra-hand-moc-thai-chuay-thai-project/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 12:20:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Retailers Association]]></category>
		<category><![CDATA[TRA]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยค่าครองชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐ วงศ์พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรการภาครัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมผู้ค้าปลีกไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40709</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ประกาศความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ &#8216;ไทยช่วยไทย&#8217; เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเร่งด่วน ระดมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นโดยเฉพาะ สินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) ที่มีคุณภาพของห้างร้านในกลุ่มสมาชิกและเครือข่ายกว่า 5,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาประหยัดผ่านช่องทางค้าปลีกทั่วประเทศ พร้อมเสนอ มาตรการขับเคลื่อน 3 ระยะ เพื่อดูแลค่าครองชีพอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับเสนอขยายช่องทางร้านค้ารองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โครงการ &#8216;ไทยช่วยไทย&#8217; จะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ครอบคลุมระยะเวลา 2 เดือน มุ่งเน้นการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาประหยัดทั่วประเทศ อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในด้านปริมาณสินค้า โดยยืนยันว่ามีการบริหารจัดการสต็อกอย่างเพียงพอและบริหารความเสี่ยงของการปรับขึ้นราคาได้ในระยะสั้น โดยอาศัยความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานใน ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์ คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานที่มีผลต่อราคาสินค้า สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนมาตรการระยะสั้น กลาง และยาว โดยในระยะเร่งด่วน &#8220;สมาคมฯ พร้อมสนับสนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ อย่างเต็มที่ ผ่านการนำสินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก (Second-tier [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/tra-hand-moc-thai-chuay-thai-project/">สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ผนึก พาณิชย์ เดินหน้าโครงการ &#8216;ไทยช่วยไทย&#8217; พร้อมชูมาตรการ 3 ระยะ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมาคมผู้ค้าปลีกไทย</strong> ประกาศความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ <strong>&#8216;ไทยช่วยไทย&#8217;</strong> เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเร่งด่วน</p>
<p><span id="more-40709"></span></p>
<p>ระดมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นโดยเฉพาะ<strong> สินค้ากลุ่ม </strong><strong>House Brand </strong><strong>และสินค้าแบรนด์ทางเลือก (</strong><strong>Second-tier Brand) </strong><strong>ที่มีคุณภาพของห้างร้านในกลุ่มสมาชิกและเครือข่ายกว่า </strong><strong>5,000 </strong><strong>รายการ</strong> มาจำหน่ายในราคาประหยัดผ่านช่องทางค้าปลีกทั่วประเทศ พร้อมเสนอ <strong>มาตรการขับเคลื่อน </strong><strong>3 </strong><strong>ระยะ</strong> <strong>เพื่อดูแลค่าครองชีพอย่างเป็นระบบ</strong> ควบคู่กับเสนอขยายช่องทางร้านค้ารองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น</p>
<p>โครงการ <strong>&#8216;ไทยช่วยไทย&#8217;</strong> จะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ครอบคลุมระยะเวลา 2 เดือน มุ่งเน้นการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาประหยัดทั่วประเทศ อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในด้านปริมาณสินค้า โดยยืนยันว่ามีการบริหารจัดการสต็อกอย่างเพียงพอและบริหารความเสี่ยงของการปรับขึ้นราคาได้ในระยะสั้น โดยอาศัยความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานใน ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์</p>
<p><strong>คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย</strong> กล่าวว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานที่มีผลต่อราคาสินค้า สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนมาตรการระยะสั้น กลาง และยาว โดยในระยะเร่งด่วน</p>
<p><em>&#8220;<strong>สมาคมฯ พร้อมสนับสนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ อย่างเต็มที่ ผ่านการนำสินค้ากลุ่ม </strong><strong>House Brand </strong><strong>และสินค้าแบรนด์ทางเลือก (</strong><strong>Second-tier Brand</strong><strong>) ที่มีคุณภาพของห้างร้านในกลุ่มสมาชิกและเครือข่าย มาจัดจำหน่ายในราคาประหยัด</strong> เพื่อเพิ่มตัวเลือกและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน <strong>อีกทั้งเสนอให้ขยายช่องทางร้านค้าที่รองรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปยังโมเดิร์นเทรด </strong>เพื่อให้เกิดความสะดวกและรองรับความต้องการมากขึ้น&#8221;</em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ เล็งเห็นว่าการดูแลค่าครองชีพจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จึงขอเสนอมาตรการ 3 ระยะ ดังนี้</p>
<p><strong>1. ระยะสั้น &#8211; ประคองราคา</strong> (ช่วง 60 วันแรก)</p>
<ul>
<li>เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ–เอกชน ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมผู้ส่งปลีกไทย ผู้ผลิตผู้จัดจำหน่าย โดยกำหนดให้มีการประชุมอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และความเสี่ยงด้านอุปทานสินค้า เพื่อให้สามารถวางแผนบริหารสต๊อก ดูแลราคาสินค้าได้อย่างทันท่วงที</li>
<li>กำหนด “ตะกร้าสินค้าจำเป็นราคาประหยัด (สินค้าธงฟ้า)” มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีกทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นเหล่านี้ในราคาที่เหมาะสม</li>
</ul>
<p><strong>2. ระยะกลาง &#8211; ลดต้นทุน</strong> (ช่วง 60 วัน – 12 เดือน)</p>
<ul>
<li>กำหนดการจัดกลุ่มสินค้าเป้าหมายอย่างชัดเจน แบ่งเป็น สินค้าจำเป็นสูง , สินค้าจำเป็นที่มีสินค้าทดแทนได้ แยกออกจากสินค้าทั่วไป เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการดูแลความเหมาะสมของราคาและความพร้อมของสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการและตรงตามกลุ่มเป้าหมาย</li>
<li>เสนอให้มีมาตรการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาคและต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่เข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง</li>
</ul>
<p><strong>3. ระยะยาว – ปรับโครงสร้าง </strong>(ช่วง 1-3 ปี)</p>
<ul>
<li>เสนอให้ยกระดับโครงสร้างระบบค้าปลีกและโลจิสติกส์ของประเทศ โดยพัฒนาเครือข่ายกระจายสินค้าในระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสต็อกและการขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงทีในทุกพื้นที่</li>
<li>ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในระบบขนส่งเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว ลดความเสี่ยงจากความ ผันผวนของราคาพลังงาน</li>
</ul>
<p><strong>สมาคมผู้ค้าปลีกไทยยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับภาครัฐและทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมดูแลค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบการค้า และเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน </strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/tra-hand-moc-thai-chuay-thai-project/">สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ผนึก พาณิชย์ เดินหน้าโครงการ &#8216;ไทยช่วยไทย&#8217; พร้อมชูมาตรการ 3 ระยะ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทย–เมียนมา ประกาศความสำเร็จ 1 ปี &#8216;ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&#8217; เดินหน้าสู่มาตรการปลอดการเผา เริ่ม 1 ม.ค. 2569 สอดรับยุทธศาสตร์ฟ้าใส สร้างห่วงโซ่อาหารปลอดฝุ่นระดับภูมิภาค</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/myanmar-corn-traceability-system/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Oct 2025 08:20:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Produce Merchandising]]></category>
		<category><![CDATA[BKP]]></category>
		<category><![CDATA[Corn Traceability]]></category>
		<category><![CDATA[CP Group]]></category>
		<category><![CDATA[CPP Fertilizer]]></category>
		<category><![CDATA[GISTDA]]></category>
		<category><![CDATA[Myanmar C.P. Livestock]]></category>
		<category><![CDATA[Traceability]]></category>
		<category><![CDATA[Traceability Recommendation Letter]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวโพดปลอดการเผา]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเจริญโภคภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย–เมียนมา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37403</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) สมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา (MCIA) และ Control Union จากเนเธอร์แลนด์ จัดพิธีรับรองความสำเร็จครบรอบ 1 ปีของ &#8216;ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมา&#8216; (Myanmar Corn Traceability System) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน และผลักดันการค้าเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ก่อนที่ประเทศไทยจะเริ่มใช้ มาตรการข้าวโพดปลอดการเผา อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2569 พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงย่างกุ้ง โดยมีหน่วยงานสำคัญจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ สำนักงาน GISTDA ของไทย สมาคม MCIA ของเมียนมา และภาคเอกชนผู้ประกอบการหลักในห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ CPP Fertilizer, Bangkok Produce Merchandising (BKP) และ Myanmar C.P. Livestock ซึ่งทั้ง 4 รายนี้ได้รับมอบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/myanmar-corn-traceability-system/">ไทย–เมียนมา ประกาศความสำเร็จ 1 ปี &#8216;ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&#8217; เดินหน้าสู่มาตรการปลอดการเผา เริ่ม 1 ม.ค. 2569 สอดรับยุทธศาสตร์ฟ้าใส สร้างห่วงโซ่อาหารปลอดฝุ่นระดับภูมิภาค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) สมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา (MCIA) และ Control Union จากเนเธอร์แลนด์ จัดพิธีรับรองความสำเร็จครบรอบ 1 ปีของ &#8216;<strong>ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมา</strong>&#8216; (Myanmar Corn Traceability System) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน และผลักดันการค้าเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ก่อนที่ประเทศไทยจะเริ่มใช้ มาตรการข้าวโพดปลอดการเผา อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2569</p>
<p><span id="more-37403"></span></p>
<p>พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงย่างกุ้ง โดยมีหน่วยงานสำคัญจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ สำนักงาน GISTDA ของไทย สมาคม MCIA ของเมียนมา และภาคเอกชนผู้ประกอบการหลักในห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ CPP Fertilizer, Bangkok Produce Merchandising (BKP) และ Myanmar C.P. Livestock ซึ่งทั้ง 4 รายนี้ได้รับมอบ Traceability Recommendation Letter จาก Control Union เพื่อรับรองผลการดำเนินงานในระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นทางการ</p>
<p><strong>นายมงคล วิศิษฏ์สตัมภ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง</strong> กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็น “ต้นแบบเชิงนโยบาย” ที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฟ้าใสของไทยสู่ภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ระบบ Traceability ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างภาครัฐเมียนมา สมาคม MCIA และเครือซีพี ภายใต้เทคโนโลยีดาวเทียมขั้นสูง เช่น Sentinel-2 ของ ESA และ QR Code ตรวจสอบย้อนกลับ โดยมีการรับรองจาก Control Union ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ยืนยันได้ว่าข้าวโพดทุกเมล็ดไม่บุกรุกป่า ไม่ผ่านการเผา และสามารถตรวจสอบต้นทางได้แบบ real-time</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-37407 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/S__59834872.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>นายเอกวัฒน์ ธนประสิทธิ์พัฒนา อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายพาณิชย์</strong> ระบุว่า เมียนมาคือ “คู่ค้ายุทธศาสตร์” ของไทยในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  การยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับนี้จึงมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของตลาด และสอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกที่เน้นความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์</strong> ชี้แจงว่า มาตรการนำเข้าข้าวโพดปลอดการเผาของไทยที่จะเริ่มวันที่ 1 ม.ค. 2569 แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะปรับตัว และระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบ โดยในช่วงแรกสามารถยื่นเอกสาร Self-Declaration หรือใบรับรองจากหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับ ส่วนระยะถัดไปจะต้องมีเอกสารครบถ้วนทั้งใบรับรองจากหน่วยงานรับรอง (CA/CB/VVB), เอกสารนำเข้า และแผนที่แสดงพิกัดแปลงปลูก พร้อมระบบ Post Audit เก็บข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี เพื่อรองรับการตรวจสอบ</p>
<p>อธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือจากประเทศผู้ส่งออก โดยเฉพาะการจัดตั้งหน่วยงานรับรองภาครัฐ และการเตรียมข้อมูลการเพาะปลูกของเกษตรกรจะทำให้มาตรการนี้มีความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมยกย่องบทบาทของเครือซีพีและสมาคม MCIA ที่พัฒนาระบบนี้ร่วมกันจนกลายเป็นต้นแบบความยั่งยืนในระดับภูมิภาค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37404 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/S__59834874.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>นายอู เอ ชาน อ่อง ประธาน สมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา หรือ </strong><strong>MCIA</strong> เปิดเผยว่า สมาคมได้พัฒนาและนำระบบ Traceability มาใช้ตั้งแต่ปี 2023 โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain, ภาพถ่ายดาวเทียม และระบบตรวจจับความร้อน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากผู้ซื้อ ผู้ผลิต และเกษตรกรเข้าด้วยกันอย่างโปร่งใส เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเดินหน้าผลักดันให้รัฐเมียนมาเข้ามาร่วมรับรองระบบในอนาคต</p>
<p><strong>นายฐิติ ลุจินตนานนท์</strong><strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์</strong>  เปิดเผยว่า ความร่วมมือไทย–เมียนมา สู่ห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืนในครั้งนี้ โดยใช้ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ” ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองประเทศจะแสดงศักยภาพในการยกระดับมาตรฐานการค้า สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ และร่วมกันลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น หมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งเครือซีพีมีนโยบายชัดเจนไม่รับซื้อข้าวโพดจากพื้นที่บุกรุกป่า หรือพื้นที่ที่เกิดจากการเผาแปลง จึงได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเดินหน้าระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยเชื่อมั่นว่าระบบนี้คือเครื่องมือสำคัญที่จะแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงด้วยความโปร่งใส  ระบบ Traceability ช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ครอบคลุมทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ถึงปลายทางโรงงานอาหารสัตว์ โดยปีที่ผ่านมา CP ร่วมกับ MCIA และคู่ค้ากว่า 100 ราย ขับเคลื่อนระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด และนโยบาย Zero Burn ของไทยในปี 2569</p>
<p><strong>นายวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย </strong><strong>ประธานคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจพืชครบวงจร </strong><strong>เขตเมียนมา</strong> เผยว่า การใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับในปีที่ผ่านมา ช่วยลดจุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพดลงเกือบครึ่ง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบในการควบคุมการเผาและป้องกันการบุกรุกป่า  ระบบตรวจสอบย้อนกลับถือเป็นเครื่องมือเชิงวิทยาศาสตร์ที่ทั่วโลกยอมรับ และสำหรับในเมียนได้รับการทวนสอบจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ถือเป็นกลไกที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ ‘ฟ้าใส’ ของรัฐบาลไทย ในการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนระหว่างไทย เมียนมา และลาว</p>
<p><strong>นายจอมกิตติ ศิริกุล </strong><strong>รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์</strong><strong> </strong><strong>หรือ ซีพี</strong> กล่าวว่า ซีพีผลักดันและดำเนินการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างจริงจัง เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดหาวัตถุดิบให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยั่งยืน เริ่มต้นในไทยตั้งแต่ปี 2559 และขยายสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาในปัจจุบัน เป็นไปตามวิสัยทัศน์และนโยบายจากนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารของเครือฯ ขับเคลื่อนนโยบาย “ไม่รับซื้อ-ไม่นำเข้าข้าวโพดจากพื้นที่บุกรุกป่าหรือมีการเผา โครงการนี้คือผลลัพธ์ของ “ความเชื่อมั่นและความร่วมมือ” ระหว่างภาคี 3 ฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการหยุดการเผาและผลักดันสู่ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37405 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Mynmar-Corn2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>Mr. Stephan Moreels </strong><strong>กรรมการผู้จัดการ </strong><strong>Control Union </strong><strong>ประเทศไทย</strong> กล่าวว่า ระบบตรวจสอบย้อนกลับคือเครื่องมือสำคัญในการตอบโจทย์ตลาดโลกทั้งด้านความปลอดภัยอาหาร ความยั่งยืน และแหล่งที่มาไร้การตัดไม้ โดย Third-Party Verification คือหัวใจในการสร้างความเชื่อมั่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน ลดความเสี่ยงจากข้อมูลเท็จ และเปิดทางสู่ตลาดคุณภาพสูง</p>
<p><strong>ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผอ. </strong><strong>GISTDA</strong> กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีดาวเทียมในการตรวจจับจุดความร้อน โดย GISTDA ใช้ดาวเทียมหลากหลาย เช่น VIIRS และ MODIS เพื่อช่วยติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และพัฒนาแพลตฟอร์มคุณภาพอากาศระดับภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสู่ท้องฟ้าอาเซียนปลอดฝุ่น</p>
<p>ความสำเร็จของโครงการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมาในวันนี้ คือผลลัพธ์ของความร่วมมือระดับภูมิภาคที่แท้จริง ที่เชื่อมโยงนโยบาย ความมุ่งมั่น และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อวางรากฐานของ “ห่วงโซ่อาหารปลอดฝุ่น” ที่โปร่งใส ยั่งยืน และมีความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ไม่เพียงตอบโจทย์ประเทศไทย แต่พร้อมต่อยอดสู่ภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลกได้อย่างมั่นคง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/myanmar-corn-traceability-system/">ไทย–เมียนมา ประกาศความสำเร็จ 1 ปี &#8216;ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&#8217; เดินหน้าสู่มาตรการปลอดการเผา เริ่ม 1 ม.ค. 2569 สอดรับยุทธศาสตร์ฟ้าใส สร้างห่วงโซ่อาหารปลอดฝุ่นระดับภูมิภาค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พาณิชย์ โชว์ผลงาน “THAIFEX – ANUGA ASIA 2024”  ดันอุตสาหกรรมอาหารสู่ตลาดโลก เพิ่ม GDP ประเทศ เงินสะพัดกว่า 96,000 ล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/thaifex-anuga-asia-2024-report/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Jun 2024 10:48:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[THAIFEX]]></category>
		<category><![CDATA[THAIFEX – ANUGA ASIA 2024]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิธรรม เวชยชัย]]></category>
		<category><![CDATA[โคโลญเมสเซ่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26402</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระทรวงพาณิชย์ เผยความสำเร็จของการจัดงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX – ANUGA ASIA 2024 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2567 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้ซื้อและผู้นำเข้าจากทั่วโลกเดินทางมาชมงานกว่า 138,000 คน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยมูลค่าการสั่งซื้อกว่า 96,000 ล้านบาท นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า งาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2024 ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ เยอรมนี ได้ร่วมกันจัดงานและผลักดันทำให้งานนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทย เพิ่ม GDP ประเทศ และเน้นย้ำการเป็นศูนย์กลางทางด้านอาหาร ตามวิสัยทัศน์ ‘ไทยแลนด์ วิชัน’ ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมาย โดยผลการจัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA ปีนี้ มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มเข้าร่วมแสดงสินค้า 3,133 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/thaifex-anuga-asia-2024-report/">พาณิชย์ โชว์ผลงาน “THAIFEX – ANUGA ASIA 2024”  ดันอุตสาหกรรมอาหารสู่ตลาดโลก เพิ่ม GDP ประเทศ เงินสะพัดกว่า 96,000 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กระทรวงพาณิชย์ </strong>เผยความสำเร็จของการจัดงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม <strong>THAIFEX </strong><strong>– </strong><strong>ANUGA ASIA</strong><strong> 2024</strong> ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2567 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้ซื้อและผู้นำเข้าจากทั่วโลกเดินทางมาชมงานกว่า 138,000 คน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยมูลค่าการสั่งซื้อกว่า 96,000 ล้านบาท</p>
<p><span id="more-26402"></span></p>
<p><strong>นายภูมิธรรม </strong><strong>เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ </strong>เปิดเผยว่า งาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2024 ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ เยอรมนี ได้ร่วมกันจัดงานและผลักดันทำให้งานนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทย เพิ่ม GDP ประเทศ และเน้นย้ำการเป็นศูนย์กลางทางด้านอาหาร ตามวิสัยทัศน์ ‘ไทยแลนด์ วิชัน’ ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26403 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/T1.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>โดยผลการจัดงาน <strong>THAIFEX </strong><strong>– </strong><strong>ANUGA ASIA</strong> ปีนี้ มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม<strong>เข้าร่วมแสดงสินค้า </strong><strong>3,</strong><strong>1</strong><strong>33 </strong><strong>บริษัท</strong> (บริษัทไทย 1,109 บริษัท บริษัทต่างประเทศ 2,024 บริษัท) <strong>รวมทั้งสิ้น </strong><strong>6</strong><strong>,</strong><strong>238 คูหา จาก 52 ประเทศ </strong>ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิ เอเชียตะวันออก อาเซียน สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง</p>
<p>สำหรับ<strong>ผู้เข้าชมงานมีจำนวน </strong><strong>138,508 </strong><strong>คน</strong> เป็นผู้เข้าร่วมเจรจาการค้า 85,850 คน (ชาวต่างประเทศ 19,984 คน ชาวไทย 65,866 คน) ส่วนวันจำหน่ายปลีกมีประชาชนเข้าชมงานมากถึง 52,658 คน</p>
<p>ทางด้าน<strong>การซื้อขายมีมูลค่ารวม 96</strong><strong>,</strong><strong>265.80 ล้านบาท</strong> เป็นมูลค่าการค้าในวันเจรจาธุรกิจ 96,041.41 ล้านบาท (มูลค่าการสั่งซื้อทันที 651.67 ล้านบาท มูลค่าคาดการณ์ในการสั่งซื้อภายใน 1 ปี 95,389.74 ล้านบาท) <strong>ประเทศที่มีการสั่งซื้อมากที่สุด ได้แก่ ไทย จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ตามลำดับ</strong> และหมวด<strong>สินค้าที่มีการซื้อขายมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ อาหารสำเร็จรูป ขนมและของขบเคี้ยว เครื่องดื่ม อาหารแช่แข็ง และอาหารทะเล</strong> ส่วนมูลค่าการค้าในวันจำหน่ายปลีก รวมทั้งสิ้น 224.39 ล้านบาท ซึ่งจากมูลค่าการค้าที่เกิดขึ้นในงานทั้งหมด เป็น<strong>มูลค่าการค้าของผู้ประกอบการไทย 71</strong><strong>,</strong><strong>359.86 ล้านบาท</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26404 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/T2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“เราตั้งเป้าหมายว่าปีนี้การส่งออกสินค้าอาหารของไทยจะมีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 1.37 ล้านล้านบาท ซึ่งความสำเร็จของงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2024 นับเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การส่งออกอาหารของไทยในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้” นายภูมิธรรม กล่าว</p>
<p><strong><em>สำหรับการจัดงาน </em></strong><strong><em>THAIFEX </em></strong><strong><em>– </em></strong><strong><em>ANUGA ASIA</em></strong><strong><em> 2025 </em></strong><strong><em>กำหนดจัด</em></strong><strong><em>ขึ้นในวันที่</em></strong><strong><em> 27 – 31 พฤษภาคม 2568 โดย</em></strong><strong><em>ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมแสดงสินค้า สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ผ่านระบบ </em></strong><strong><em>THAIFEX Online</em></strong><strong><em> ที่</em></strong><strong><em> https</em></strong><strong><em>://</em></strong><strong><em>thaifex</em></strong><strong><em>.</em></strong><strong><em>thaichamber</em></strong><strong><em>.</em></strong><strong><em>org</em></strong><strong><em> และสามารถ</em></strong><strong><em>ติดตามข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ ได้</em></strong><strong><em>ที่</em></strong><strong><em> www</em></strong><strong><em>.</em></strong><strong><em>thaifex</em></strong><strong><em>&#8211;</em></strong><strong><em>anuga</em></strong><strong><em>.</em></strong><strong><em>com </em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/thaifex-anuga-asia-2024-report/">พาณิชย์ โชว์ผลงาน “THAIFEX – ANUGA ASIA 2024”  ดันอุตสาหกรรมอาหารสู่ตลาดโลก เพิ่ม GDP ประเทศ เงินสะพัดกว่า 96,000 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่อง TOP 10 แบรนด์รถยนต์พลังงานทางเลือกที่มาแรงที่สุดในจีน ประจำปี 2566 &#8216;BYD&#8217; ขึ้นแท่นแบรนด์ผู้นำคว้าแชมป์ทั้งในตลาดจีน และยอดส่งออก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/12/top-10-chinese-brand-of-alternative-energy-cars/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 Dec 2023 12:23:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[BYD]]></category>
		<category><![CDATA[CHANGAN AUTO]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[GAC]]></category>
		<category><![CDATA[GEELY]]></category>
		<category><![CDATA[GWM]]></category>
		<category><![CDATA[Huawei]]></category>
		<category><![CDATA[Li Auto]]></category>
		<category><![CDATA[NIO]]></category>
		<category><![CDATA[SAIC]]></category>
		<category><![CDATA[Xiaopeng Motors]]></category>
		<category><![CDATA[กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์พลังงานทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=23195</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายรถยนต์พลังงานทางเลือกในจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน เมื่อพิจารณาจากการบริโภคคาดว่าในอนาคต ผู้บริโภคมีการวางแผนที่จะซื้อรถยนต์พลังงานทางเลือกมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนการใช้งานรายวันที่ลดลง รวมทั้งมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำ รวมถึงการใช้งานฟังก์ชั่นอัจฉริยะ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถดึงดูดให้ผู้บริโภคเลือกใช้รถยนต์พลังงานทางเลือก ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ในจีน มีแนวโน้มการบริโภครถยนต์พลังงานทางเลือกมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ​​สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2566 การผลิตรถยนต์ของจีน มีจำนวนทั้งสิ้น 27.11 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 10% และมีการจำหน่ายอยู่ที่ 26.93 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 10% เช่นเดียวกัน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดการผลิตรถยนต์พลังงานทางเลือกสะสมอยู่ที่ 8.42 ล้านคัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 34.5% และมีการจำหน่าย 8.30 ล้านคัน เพิ่มขึ้น ​36.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี  และมี​ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 30.8% ทั้งนี้ สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน ยังได้คาดการณ์ว่าในปี 2567 ยอดการจำหน่ายรถยนต์พลังงานทางเลือกจะสูงถึง 11.5 ล้านคัน และคาดว่าจะมีปริมาณการส่งออกสูงถึง 5.5 ล้านคัน สะท้อนได้ว่า การบริโภคและการส่งออกรถยนต์พลังงานทางเลือก ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้ตลาดรถยนต์ของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การแข่งขันของ​บริษัทผู้ผลิตรถยนต์พลังงานทางเลือกในจีน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/12/top-10-chinese-brand-of-alternative-energy-cars/">ส่อง TOP 10 แบรนด์รถยนต์พลังงานทางเลือกที่มาแรงที่สุดในจีน ประจำปี 2566 &#8216;BYD&#8217; ขึ้นแท่นแบรนด์ผู้นำคว้าแชมป์ทั้งในตลาดจีน และยอดส่งออก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายรถยนต์พลังงานทางเลือกในจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน</p>
<p><span id="more-23195"></span></p>
<p>เมื่อพิจารณาจากการบริโภคคาดว่าในอนาคต ผู้บริโภคมีการวางแผนที่จะซื้อรถยนต์พลังงานทางเลือกมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนการใช้งานรายวันที่ลดลง รวมทั้งมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำ รวมถึงการใช้งานฟังก์ชั่นอัจฉริยะ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถดึงดูดให้ผู้บริโภคเลือกใช้รถยนต์พลังงานทางเลือก ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ในจีน มีแนวโน้มการบริโภครถยนต์พลังงานทางเลือกมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด</p>
<p>​​สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2566 การผลิตรถยนต์ของจีน มีจำนวนทั้งสิ้น 27.11 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 10% และมีการจำหน่ายอยู่ที่ 26.93 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 10% เช่นเดียวกัน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23198 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/12/BYD-3-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะที่ยอดการผลิตรถยนต์พลังงานทางเลือกสะสมอยู่ที่ 8.42 ล้านคัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 34.5% และมีการจำหน่าย 8.30 ล้านคัน เพิ่มขึ้น ​36.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี  และมี​ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 30.8%</p>
<p>ทั้งนี้ สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน ยังได้คาดการณ์ว่าในปี 2567 ยอดการจำหน่ายรถยนต์พลังงานทางเลือกจะสูงถึง 11.5 ล้านคัน และคาดว่าจะมีปริมาณการส่งออกสูงถึง 5.5 ล้านคัน สะท้อนได้ว่า การบริโภคและการส่งออกรถยนต์พลังงานทางเลือก ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้ตลาดรถยนต์ของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ขณะที่การแข่งขันของ​บริษัทผู้ผลิตรถยนต์พลังงานทางเลือกในจีน เมื่อวัดจากรายได้ธุรกิจ จะพบว่าแบรนด์รถยนต์ BYD ถือเป็นผู้นำแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานทางเลือกที่กำลังมาแรงในจีน และเป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศ  รองลงมาคือ SAIC, NIO, GAC, Li Auto, GEELY, Xiaopeng Motors, Huawei, CHANGAN AUTO และ GWM ตามลำดับ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23199 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/12/SAIC-EV-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยในปี 2565 แบรนด์รถยนต์ BYD มียอดจำหน่ายรถยนต์พลังงานทางเลือก อยู่ที่ 1.80 ล้านคัน ซึ่งสูงกว่าแบรนด์ Tesla อย่างมาก เมื่อพิจารณาจากการจำแนกเป็นรุ่น แบรนด์รถยนต์ BYD รุ่น Qin และรุ่น Han ทั้งสองรุ่นเป็นรุ่นยอดนิยมของการจำหน่ายรถยนต์พลังงานทางเลือก SUV มาอย่างยาวนาน ส่วนรุ่น Song ครองอันดับหนึ่งของการจำหน่ายรถยนต์พลังงานทางเลือก SUV ด้วยยอดจำหน่าย 479,000 คัน</p>
<p>นอกจากนี้ ในปี 2565 ถือเป็นปีแรกที่รถยนต์พลังงานทางเลือกของแบรนด์ BYD ได้มีการส่งออกรถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคลถึง 56,000 คัน โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง​ 300% แม้ว่าในปี 2566 บริษัทรถยนต์พลังงานทางเลือกหลายแบรนด์ได้มีการแข่งขันด้วยการลดราคากันอย่างเต็มที่  แต่แบรนด์ BYD อาศัยจุดแข็งทางเทคโนโลยีไฟฟ้า 3 ระบบ ได้แก่ แบตเตอรี่ (BMS), ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (MCU), ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (VCU) จนได้ขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานทางเลือก ทั้งภายในประเทศจีนและต่างประเทศ และคาดว่าจะมีการพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป</p>
<p><strong>อันดับแบรนด์รถยนต์พลังงานทางเลือกที่มาแรงของจีน ปี </strong><strong>2566</strong></p>
<figure id="attachment_23196" aria-describedby="caption-attachment-23196" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-23196 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/12/Top10-CHINA.jpg" alt="" width="1200" height="655" /><figcaption id="caption-attachment-23196" class="wp-caption-text">ที่มา: Wind , สมาคมขนส่งผู้โดยสาร, ข้อมูลสาธารณะ, Zeping Macro</figcaption></figure>
<p>ทั้งนี้ หาก​พิจารณาจากสถานการณ์ในตลาดรถยนต์ของจีน คาดว่าในอนาคต อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน  จะพัฒนาการเชื่อมต่อและคุณภาพชีวิตของผู้คนจากเมืองสู่พื้นที่ชนบท จากที่ทำงานไปจนถึงการพักผ่อน ผู้คนสามารถเพลิดเพลินกับช่วงเวลาของการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ สะดวก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23200 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/12/NIO.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การเปลี่ยนแปลงนี้ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องของจีน จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน ยังคงมีโอกาสและพื้นที่ทางการตลาดให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยได้เติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาและความต้องการในตลาดยานยนต์ของจีนในอนาคต</p>
<p>ข้อมูล : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/12/top-10-chinese-brand-of-alternative-energy-cars/">ส่อง TOP 10 แบรนด์รถยนต์พลังงานทางเลือกที่มาแรงที่สุดในจีน ประจำปี 2566 &#8216;BYD&#8217; ขึ้นแท่นแบรนด์ผู้นำคว้าแชมป์ทั้งในตลาดจีน และยอดส่งออก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำความเข้าใจ &#8216;อินไซต์เจน Z&#8217; ผู้บริโภคกลุ่มหลักในอนาคต​ และมุมมอง​ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ที่ไม่ใช่เรื่องพิเศษ แต่เป็น &#8216;มาตรฐานขั้นต่ำ&#8217; ที่ต้องมี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/01/genaration-z-insight-the-next-main-stream-consumers/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 15 Jan 2023 08:09:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[​ Hartman Group]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Consumer Behavior]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Natives]]></category>
		<category><![CDATA[Generation Z]]></category>
		<category><![CDATA[GMO]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[Meat Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Millennials]]></category>
		<category><![CDATA[Plant-based]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[คนรุ่นใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ทัศนคคติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[พฤติกรรมผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์เจน Z]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกาเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[แคนาดา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=16689</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลถึงการเข้ามามีบทบาทอย่างมากของผู้บริโภคเจน Z  ในตลาดอเมริกาเหนือ โดยพบว่า ผู้บริโภคเจน Z  ที่มีอายุระหว่าง 10-25 ปี  หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1995 -2010​ ​กำลังเป็นกลุ่มที่นักการตลาดให้ความสำคัญที่สุด โดยมีสัดส่วนในตลาดแคนาดาสูงถึง 20% และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมากกว่าเจนก่อนหน้าอย่าง Millennials ทั้งจากการทำงานประจำ อาชีพเสริม หรือรายได้จากผู้ปกครอง  โดยตัวเลขจากปี 2021  Gen Z มีการใช้จ่ายทั้งปี สูงถึง 360 พันล้านเหรียญสหรัฐ (12.9 ล้านล้านบาท) ขณะที่ทัศนคติและพฤติกรรมมีความแตกต่างจากคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะการตื่นตัวและรับรู้ต่อปัญหาเรื่องสภาพอากาศ หรือ Climate Change ซึ่ง 72% เชื่อว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างมากในอนาคต โดยมีมุมมองต่อประเด็นความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนเรื่องของความยั่งยืน หรือ Sustainability นั้น ไม่ใช่นโยบายสำคัญของธุรกิจ แต่ถือเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ เป็นความจำเป็นพื้นฐาน หรือเป็น ‘หน้าที่’ ​ที่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องทำอยู่แล้ว​ ต่างจากกลุ่ม Millennials ที่มองว่าภาคธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับแผนขับเคลื่อนเรื่องของความยั่งยืน ซึ่งสวนทางกับความเชื่อของนักการตลาดก่อนหน้าที่มองว่าทั้ง 2 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/01/genaration-z-insight-the-next-main-stream-consumers/">ทำความเข้าใจ &#8216;อินไซต์เจน Z&#8217; ผู้บริโภคกลุ่มหลักในอนาคต​ และมุมมอง​ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ที่ไม่ใช่เรื่องพิเศษ แต่เป็น &#8216;มาตรฐานขั้นต่ำ&#8217; ที่ต้องมี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลถึงการเข้ามามีบทบาทอย่างมากของผู้บริโภคเจน Z  ในตลาดอเมริกาเหนือ โดยพบว่า ผู้บริโภคเจน Z  ที่มีอายุระหว่าง 10-25 ปี  หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1995 -2010​ ​กำลังเป็นกลุ่มที่นักการตลาดให้ความสำคัญที่สุด</p>
<p><span id="more-16689"></span></p>
<p>โดยมีสัดส่วนในตลาดแคนาดาสูงถึง 20% และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมากกว่าเจนก่อนหน้าอย่าง Millennials ทั้งจากการทำงานประจำ อาชีพเสริม หรือรายได้จากผู้ปกครอง  โดยตัวเลขจากปี 2021  Gen Z มีการใช้จ่ายทั้งปี สูงถึง 360 พันล้านเหรียญสหรัฐ (12.9 ล้านล้านบาท)</p>
<p>ขณะที่ทัศนคติและพฤติกรรมมีความแตกต่างจากคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะการตื่นตัวและรับรู้ต่อปัญหาเรื่องสภาพอากาศ หรือ <strong>Climate Change</strong> ซึ่ง 72% เชื่อว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างมากในอนาคต โดยมีมุมมองต่อประเด็นความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนเรื่องของความยั่งยืน หรือ<strong><em> Sustainability นั้น ไม่ใช่นโยบายสำคัญของธุรกิจ แต่ถือเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ เป็นความจำเป็นพื้นฐาน หรือเป็น ‘หน้าที่’ ​ที่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องทำ</em><em>อยู่แล้ว</em></strong>​ ต่างจากกลุ่ม Millennials ที่มองว่าภาคธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับแผนขับเคลื่อนเรื่องของความยั่งยืน ซึ่งสวนทางกับความเชื่อของนักการตลาดก่อนหน้าที่มองว่าทั้ง 2 เจนนี้ มีมุมมองต่อเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เหมือนกัน</p>
<p>ก<strong>ลุ่มเจน Z ยังเชื่อมั่นในองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และพร้อมเปิดใจทดลองสิ่งใหม่ๆ</strong> เช่น การยอมรับสินค้าในกลุ่ม Plant based, Meat Lab หรือสินค้า GMO ที่มาจากการตัดต่อพันธุกรรมของพืช ซึ่งมุมมองก่อนหน้านี้อาจตีความว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่ไม่ดีต่อสุขภาพ (Unhealthy Food) แต่คนในรุ่นเจน Z มองว่า เป็นวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถเข้ามาช่วยทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตต่อไร่ และยังดีต่อสิ่งแวดล้อมมากว่า ทั้งจากการลดพื้นที่เพาะปลูก ลดการทำลายป่า และลดการใช้ทรัพยากรน้ำด้วย</p>
<figure id="attachment_16696" aria-describedby="caption-attachment-16696" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-16696 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/01/DIP-Insight-N-USA.jpg" alt="" width="1200" height="791" /><figcaption id="caption-attachment-16696" class="wp-caption-text"><em>ภาพ : สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ </em></figcaption></figure>
<p>​นอกจากนี้ ด้วยความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายช่องทาง และมีความเชี่ยวชาญในฐานะ Digital Natives ทำให้เจน Z ไม่ค่อยเชื่อถือหรือให้ความสำคัญกับสื่อโฆษณา แต่เลือกที่จะเชื่อ Influencer หรือการรีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า ทำให้สื่อโฆษณาต่างๆ อาจจะด้อยประสิทธิภาพในการโน้มน้าวคนกลุ่มนี้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เรื่องของการมีประสบการณ์ร่วมยังมีความสำคัญ ทำให้เจน Z นิยมใช้จ่ายจากช่องทางออนไลน์ควบคู่ไปกับออฟไลน์ ในรูปแบบ Omnichannel Shopping Experience ที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวก โดยที่ยังสามารถเดินช้อปปิ้ง จับต้อง และมีประสบการณ์ร่วมกับสินค้าและบริการได้โดยตรง รวมทั้งอยากให้ร้านค้าต่างๆ สามารถรองรรับการชำระเงินได้หลากหลายรูปแบบทั้งมือถือ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือแม้แต่โฮมช้อปปิ้ง หรือทีวีช้อปปิ้ง ผ่านระบบของสมาร์ททีวี</p>
<p>ซึ่งตามข้อมูลจากบริษัทวิจัย​ Hartman Group พบว่า Gen Z  มีการจับจ่ายใช้สอย ภายในห้างค้าปลีกเฉลี่ย 2.5 ครั้งต่อสัปดาห์  ขณะที่กลุ่ม Millennials (อายุ 26-41 ปี) ไปจับจ่ายเพียง 1.9 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วน  Gen X (อายุ 42-57 ปี) อยู่ที่ราว 1.5 ครั้งต่อสัปดาห์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/01/genaration-z-insight-the-next-main-stream-consumers/">ทำความเข้าใจ &#8216;อินไซต์เจน Z&#8217; ผู้บริโภคกลุ่มหลักในอนาคต​ และมุมมอง​ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ที่ไม่ใช่เรื่องพิเศษ แต่เป็น &#8216;มาตรฐานขั้นต่ำ&#8217; ที่ต้องมี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 67 เปิดตัววันแรกสุดคึกคัก พร้อมจัดแสดงสินค้าตระการตา โดยผู้ประกอบการกว่า 2,000 คูหา</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/09/bangkok-gems-and-jewelry-fair-2022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Sep 2022 07:06:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Gems and Jewelry Fair]]></category>
		<category><![CDATA[DITP]]></category>
		<category><![CDATA[Jewel Wonders]]></category>
		<category><![CDATA[The Jewellers]]></category>
		<category><![CDATA[กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=14421</guid>

					<description><![CDATA[<p>งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (Bangkok Gems and Jewelry Fair: BGJF) ครั้งที่ 67 เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีผู้ประกอบการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากไทยและทั่วโลกมาจัดแสดง 1,020 บริษัท บนพื้นที่ 2,004 คูหา ซึ่งนับเป็นจำนวนสูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ถึงร้อยละ 30 งานแสดงสินค้า BGJF ครั้งที่ 67 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ถือเป็นการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรก หลังจากว่างเว้นมา 2 ปี จากผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยงานนี้คาดว่าจะมีผู้ซื้อจากทั่วโลกเดินทางมาเจรจาการค้ามากกว่า 10,000 ราย และคาดว่าจะมียอดการซื้อขายภายในงานสูงถึง 1,200 ล้านบาท ภายในงานยังมีนิทรรศการและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ The Jewel Wonders นิทรรศการรวมสินค้าไฮไลต์จากผู้แสดงสินค้าและเทรนด์จิวเวลรีที่กำลังมาแรง ส่วนจัดแสดง The Jewellers นำเสนอผลงานของนักออกแบบเครื่องประดับรุ่นใหม่ และคูหาพิเศษภายใต้โครงการ The New Faces รวบรวมผู้ประกอบการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/bangkok-gems-and-jewelry-fair-2022/">Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 67 เปิดตัววันแรกสุดคึกคัก พร้อมจัดแสดงสินค้าตระการตา โดยผู้ประกอบการกว่า 2,000 คูหา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (Bangkok Gems and Jewelry Fair: BGJF)</strong> ครั้งที่ 67 เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีผู้ประกอบการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากไทยและทั่วโลกมาจัดแสดง 1,020 บริษัท บนพื้นที่ 2,004 คูหา ซึ่งนับเป็นจำนวนสูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ถึงร้อยละ 30</p>
<p><span id="more-14421"></span></p>
<p>งานแสดงสินค้า BGJF ครั้งที่ 67 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ถือเป็นการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรก หลังจากว่างเว้นมา 2 ปี จากผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยงานนี้คาดว่าจะมีผู้ซื้อจากทั่วโลกเดินทางมาเจรจาการค้ามากกว่า 10,000 ราย และคาดว่าจะมียอดการซื้อขายภายในงานสูงถึง 1,200 ล้านบาท</p>
<p>ภายในงานยังมีนิทรรศการและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ The<strong> Jewel Wonders</strong> นิทรรศการรวมสินค้าไฮไลต์จากผู้แสดงสินค้าและเทรนด์จิวเวลรีที่กำลังมาแรง ส่วนจัดแสดง<strong> The Jewellers</strong> นำเสนอผลงานของนักออกแบบเครื่องประดับรุ่นใหม่ และคูหาพิเศษภายใต้โครงการ The New Faces รวบรวมผู้ประกอบการ SMEs ชั้นนำทั่วไทย กิจกรรมเสวนาให้ความรู้ด้านต่าง ๆ โดยผู้เชี่ยวชาญ การสาธิตการทำเครื่องประดับโดยช่างฝีมือ และกิจกรรมเวิร์กชอปสุดเพลิดเพลินตลอดการจัดงานทั้ง 5 วัน</p>
<p>งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ครั้งที่ 67 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2565 แบ่งเป็นวันเจรจาธุรกิจ ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2565 เวลา 10.00-18.00 น. และวันจำหน่ายปลีกซึ่งเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ในวันที่ 10 กันยายน เวลา 10.00-18.00 น. และวันที่ 11 กันยายน 2565 เวลา 10.00-17.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3  อิมแพ็ค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bkkgems.com หรือ facebook.com/Bangkokgemsofficial</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/bangkok-gems-and-jewelry-fair-2022/">Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 67 เปิดตัววันแรกสุดคึกคัก พร้อมจัดแสดงสินค้าตระการตา โดยผู้ประกอบการกว่า 2,000 คูหา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถนนทุกสายมุ่งสู่ Climate Change ทางรอดส่งออกไทย ต้องปรับตัวสู่ Net Zero</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/06/surviving-in-low-carbon-fast-track-to-net-zero/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jun 2022 06:09:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[BCG Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Bio]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral]]></category>
		<category><![CDATA[circular]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[DOW]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มบริษัท ดาว]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลางทางคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[อรมน ทรัพย์ทวีธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=12500</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ​เผยถึงทางรอดภาคส่งออกไทย ต้องปรับตัวมุ่งสู่ Net Zero เนื่องจากทุกเวทีการค้าโลก รวมถึงนักธุรกิจทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change และพร้อมให้การสนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์  กล่าวในหัวข้อ Surviving in the Low-carbon Export Markets หรือ ทางรอดสินค้าส่งออกไทยในตลาดคาร์บอนต่ำ ภายในงานสัมมนา FAST TRACK to the NET ZERO โดยมีเป้าหมายสร้างความยั่งยืนด้วยนวัตกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง ในโอกาสที่กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทวัสดุศาสตร์ที่เน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน ดำเนินกิจการมาครบรอบ 125 ปี ​ โดยได้กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change มีความสำคัญมาก ทุกเวทีการค้าระหว่างประเทศมุ่งไปสู่การมีส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล่าสุดบนเวที WTO มีสมาชิก 6 ประเทศ อาทิ นิวซีแลนด์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/surviving-in-low-carbon-fast-track-to-net-zero/">ถนนทุกสายมุ่งสู่ Climate Change ทางรอดส่งออกไทย ต้องปรับตัวสู่ Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ​เผยถึงทางรอดภาคส่งออกไทย ต้องปรับตัวมุ่งสู่ Net Zero เนื่องจากทุกเวทีการค้าโลก รวมถึงนักธุรกิจทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change และพร้อมให้การสนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p><span id="more-12500"></span></p>
<p><strong>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม</strong> อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์  กล่าวในหัวข้อ<strong> Surviving in the Low-carbon Export Markets</strong> หรือ ทางรอดสินค้าส่งออกไทยในตลาดคาร์บอนต่ำ ภายในงานสัมมนา <strong>FAST TRACK to the NET ZERO</strong> โดยมีเป้าหมายสร้างความยั่งยืนด้วยนวัตกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง ในโอกาสที่กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทวัสดุศาสตร์ที่เน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน ดำเนินกิจการมาครบรอบ 125 ปี ​ โดยได้กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change มีความสำคัญมาก ทุกเวทีการค้าระหว่างประเทศมุ่งไปสู่การมีส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล่าสุดบนเวที WTO มีสมาชิก 6 ประเทศ อาทิ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ ฯลฯ . เสนอให้มีการลดภาษีสินค้าและบริการด้านสิ่งแวดล้อม , จัดทำแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการติดฉลากสิ่งแวดล้อม และขอให้ยกเลิกการอุดหนุนน้ำมันฟอสซิล</p>
<p>ขณะที่เวทีการประชุม APEC ซึ่งปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ก็ให้ความสนใจเรื่อง Climate Change เพราะสมาชิกมีการจัดทำบัญชีรายการสินค้าเพื่อลดภาษีนำเข้าให้เหลือไม่เกิน 5% ใน 54 รายการสินค้า และอยู่ระหว่างการจัดทำแนวทางส่งเสริมและอำนวยความสะดวกแก่บริการสิ่งแวดล้อม</p>
<p>นอกจากนี้ ในเวทีของ FTA ยุคใหม่ก็มักมีข้อบทเรื่องการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งรวมเรื่องสิ่งแวดล้อมและ Climate Change เป็นประเด็นสำคัญในการเจรจา</p>
<p>สำหรับเวทีใหญ่อย่างกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งมีสมาชิกถึง 197 ประเทศทั่วโลก มีหลักการสำคัญระบุว่าทุกประเทศมีความรับผิดชอบในการแก้ปัญหา Climate Change แต่ประเทศพัฒนาแล้วควรจะมีการดำเนินการที่เข้มข้นกว่าประเทศกำลังพัฒนา และมาตรการที่ใช้แก้ปัญหา Climate Change ไม่ควรเป็นการแอบแฝงการกีดกันการค้า</p>
<p>ในการประชุมรัฐภาคี UNFCCC ครั้งที่ 26 หรือ UN Climate Change Conference of the Parties (COP26) เมื่อปลายปีที่แล้ว นอกจากข้อตกลงที่จะร่วมมือกันรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว เพื่อบรรลุเป้าหมายของการแก้ปัญหา Climate Change ยังมีข้อตกลงที่จะเร่งความพยายามในการลดการใช้พลังงานถ่านหิน ยกเลิกการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล และเร่งระดมเงินทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12502 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/06/EXport2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>บทบาทรัฐบาลไทยต่อปัญหา Climate Change</strong></p>
<p>ในขณะที่รัฐบาลไทยก็ให้การสนับสนุนเรื่อง Climate Change โดยไทยตั้งเป้าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40% ภายในปี พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่ net zero ภายในปี พ.ศ. 2608 โดยที่ผ่านมา มีการดำเนินงานที่สำคัญในเรื่องนี้ เช่น กระทรวงทรัพยากรฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดทำแผนแม่บทเพื่อวางทิศทางไปสู่นโยบายที่ได้วางไว้ เช่น การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน , การลดปริมาณการปล่อยของเสีย ,การปลูกป่าเพิ่มขึ้น , การเพิ่มประสิทธิภาพของการเดินทางและขนส่ง การลดการใช้พลังงานภายในอาคาร และการส่งเสริมการลงทุนภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ การลดปริมาณการเกิดของเสีย การพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวของชุมชน การพัฒนาข้อมูล งานศึกษาวิจัย และเทคโนโลยีเกี่ยวกับ Climate Change รวมถึงการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น</p>
<p><strong>มาตรการ CBAM ของ EU</strong></p>
<p>EU อยู่ระหว่างเตรียมใช้มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งเป็นการเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้านำเข้า โดยจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2566 กับสินค้า 5 ประเภท ได้แก่ ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม และอาจขยายให้ครอบคลุมสินค้าประเภทอื่นด้วยในอนาคต โดยในช่วง 3 ปีแรก (2566–2568) จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ให้ผู้นำเข้าเพียงแค่รายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ EU ทราบ และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ผู้นำเข้าจะต้องจ่ายภาษีคาร์บอนตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าที่ตนนำเข้า</p>
<p>สำหรับสินค้าส่งออกของไทยที่เกี่ยวข้องกับมาตรการ CBAM ในปี 2564 ไทยส่งออกสินค้าตามรายการ CBAM ไป EU $186.61 ล้าน USD (6,113.69 ล้านบาท) คิดเป็น 3.52% ของการส่งออกสู่โลก เช่น เหล็กและเหล็กกล้า มีมูลค่าส่งออก 4,109.08 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 3.76% อะลูมิเนียม มีมูลค่าส่งออก 2,004.15 ล้านบาทหรือ คิดเป็น 3.75% ของการส่งออกของไทยไปสู่โลก และ ซีเมนต์ ปุ๋ย และไฟฟ้าไทยส่งออกไป EU ในปริมาณที่น้อยหรือเป็นศูนย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12503 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/06/Export3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ทางรอดของการส่งออกไทย</strong></p>
<p>สำหรับทางรอดของการส่งออกไทยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเรื่องของการปรับตัวให้ทันสถานการณ์ รวมถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วยให้กระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมโดยมุ่งเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ และมุ่งสู่ Net Zero ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดแบบ Bio-Circular-Green&#8217; Economy หรือ BCG ที่ประเทศไทยกำลังพยายามเดินไปในเส้นทางนี้อยู่เช่นเดียวกัน</p>
<p>นอกจากนี้ ยังแนะนำเพิ่มเติมว่าภาคธุรกิจด้านการผลิตควรเตรียมความพร้อมเรื่องการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สามารถเป็นที่ปรึกษาในการประเมินเรื่องนี้ รวมทั้งเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย และซื้อขายคาร์บอนเครดิต และสุดท้ายใช้ความพยายามในเรื่อง Climate Change มาเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้</p>
<p><em>“ทางรอดอีกทางหนึ่งคือแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยคาร์บอนฯ ซึ่งตอนนี้ FTA ไม่ได้คุยเฉพาะเรื่องการเปิดตลาดสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการบริการและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ Climate Change ซึ่งบริษัทเอกชนของไทยควรศึกษาและสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจบริการให้คำปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น ส่วนผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือ SME ก็ควรจะต้องติดตามและเรียนรู้เทรนด์เรื่อง Climate Change ตามทิศทางของโลกเพื่อนำไปปรับใช้กับการวางแผนธุรกิจด้วย”</em> นางอรมนกล่าวสรุป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/surviving-in-low-carbon-fast-track-to-net-zero/">ถนนทุกสายมุ่งสู่ Climate Change ทางรอดส่งออกไทย ต้องปรับตัวสู่ Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
