<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กรีนโลจิสติกส์ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 11 Apr 2026 08:42:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>กรีนโลจิสติกส์ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Apr 2026 08:42:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[กรีนโลจิสติกส์]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงพลังงานโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร. กิติกร จามรดุสิต]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41033</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ &#8216;ความมั่นคงพลังงานโลก&#8217; สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่อาจขยายมิติไปด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงความมั่นคงด้านสังคม งานเสวนาออนไลน์ โดย คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับเครือข่ายที่ประชุมผู้บริหาร 4 สถาบันด้านสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ &#8216;สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม&#8216; เผยให้เห็นมุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ การเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ได้แก่ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต, ดร. อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา, รองศาสตราจารย์ ดร. ชยานนท์ ภู่เจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต และ ดร. จตุพร เทียรมา เนื้อหาการเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงพลังงานโลก ทั้งในด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/">&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ &#8216;<strong>ความมั่นคงพลังงานโลก&#8217;</strong> สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่อาจขยายมิติไปด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงความมั่นคงด้านสังคม</p>
<p><span id="more-41033"></span></p>
<p>งานเสวนาออนไลน์ โดย <strong>คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> ร่วมกับเครือข่ายที่ประชุมผู้บริหาร 4 สถาบันด้านสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ &#8216;<strong>สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม</strong>&#8216; เผยให้เห็นมุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ</p>
<p>การเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ได้แก่ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต, ดร. อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา, รองศาสตราจารย์ ดร. ชยานนท์ ภู่เจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต และ ดร. จตุพร เทียรมา</p>
<p>เนื้อหาการเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงพลังงานโลก ทั้งในด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงเชิงระบบต่างๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริบทด้านการขนส่ง ท่องเที่ยว การเกษตร และการปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมรับชมได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่อชีวิตประจำวัน และแนวทางการปรับตัว สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์ระดับโลกกับสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<figure id="attachment_41041" aria-describedby="caption-attachment-41041" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-41041 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz1.jpg" alt="" width="1200" height="605" /><figcaption id="caption-attachment-41041" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>วิกฤตน้ำมัน กระทบมากกว่า​แค่พลังงาน</strong></p>
<p><strong>ศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต</strong> <strong>คณบดี คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> เผยว่า​​ โลกอยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญวิกฤตราคาพลังงาน จากซัพพลายพลังงานทั่วโลกหายไปราว 20% ​เนื่องจาก <strong>&#8216;น้ำมันดิบ&#8217;</strong> ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าเพื่อนำมากลั่น ดังนั้น วิกฤตไม่ได้กระทบแค่พลังงานสำหรับเติมรถยนต์อย่างเดียว แต่กระทบเม็ดพลาสติก เพราะในตัวน้ำมันดิบที่ผ่านการกลั่นจะได้ตัวต้นทางปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ซึ่งเม็ดพลาสติกมาจากในส่วนนี้</p>
<p>​มองอีกด้านหนึ่งคือ<strong> โอกาสด้านสิ่งแวดล้อม</strong> เนื่องจากพลังงานหลักวันนี้คือฟอสซิล ​แม้​จะ​มีพลังงานทางเลือก แต่อัตราการผลิตในไทยยังไม่มาก การ​พึ่งพาฟอสซิลทำให้เมื่อมีการใช้พลังงานจะเกิดก๊าซเรือนกระจก นำมาสู่ภาวะโลกร้อน หากมองมุมหนึ่งอาจเป็นโอกาสเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิล แม้ในเชิงเศรษฐกิจต้องลงทุน แต่หากมองด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะลดระดับลง จะเห็นว่าหลังจากการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ หลายประเทศมีการประกาศเป้าหมายเดินหน้าสู่ Net Zero และประเทศไทยล่าสุด ประกาศเป้าหมายใหม่ Net Zero 2050 ดังนั้น ตรงนี้จะเป็นโอกาสในการเปลี่ยนนโยบาย</p>
<p><em>“ในวิกฤตบางทีก็อาจ​เป็นโอกาส ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริม EV หากเร่งให้เร็วขึ้นก็อาจจะเป็นส่วนดี ขณะเดียวกัน ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ สามารถมองให้ไกล คือ เป็น EV Hub เพราะหลายเจ้าผลิตในไทยและไทยมีศักยภาพสูง EV กำลังมา ควรส่งเสริม รวมถึง ไฮโดรเจน อาจจะต้องเริ่มขยับให้มากขึ้น รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน”</em> <strong>รศ.ดร.กิติกร  </strong>กล่าว</p>
<p><strong>โอกาสสำคัญ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด  </strong></p>
<p>ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานนำเข้ามากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะแหล่งนำเข้าหลักคือ ตะวันออกกลาง UAE และ ซาอุดิอาราเบีย สงครามตะวันออกกลางจึงส่งผลกระทบต่อไทยทันที เมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้​ไม่สามารถนำเข้าพลังงานได้เท่าเดิม กระทบซัพพลาย และราคาน้ำมันโลกผันผวน</p>
<p><strong>ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา</strong> <strong>อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> กล่าวว่า หากพูด​เชิงเศรษฐกิจ ไทยมีการนำเข้าพลังงานรวมมูลค่ากว่า 63,503 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าน้ำมันกว่า 71% หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น มูลค่านำเข้าก็ต้องเพิ่มขึ้น กระทบต่อเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมของประเทศ</p>
<p><em>“แต่ในวิกฤตมีโอกาส โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม หากราคาน้ำมันแพง เชื้อเพลิงฟอสซิลแพงขึ้น ก็จะ​หันมาใช้พลังงานทดแทนอื่นๆ จากเป้าหมายเดิมของไทยในปี 2030 ที่จะเพิ่มยานยนต์ไฟฟ้า 30% ของการขายรถทั้งประเทศ รัฐบาลอาจต้องเร่งซัพพอร์ตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่ม​ขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคขนส่ง รถบรรทุก รถพ่วงขนาดใหญ่ เป็นเรื่องยากที่จะใช้ไฟฟ้าเพราะต้องเดินทางระยะไกล ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องพิจารณาและวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้นเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถควบคุมการใช้ได้ เช่น น้ำมัน ไฟฟ้า เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังในการวางแผนขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050”</em></p>
<p>ทั้งนี้ การจะเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านไปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น อาจต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สมาร์ทกริด (Smart Grid) เพื่อรองรับ EV และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจจะเป็นตัวเร่งสำคัญ ที่ทำให้ประเทศวางแผนพลังงานอย่างมั่นคงและเพิ่มการพิจารณาพลังงานสะอาดเข้ามา ลดการใช้พลังงานฟอสซิล เน้นการผลิตเองในประเทศ ลดการพึ่งพานอกประเทศ เพื่อผลักดันไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero2050 ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงมากขึ้น</p>
<figure id="attachment_41042" aria-describedby="caption-attachment-41042" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-41042 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-41042" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><b> </b><strong>ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ เร่งปรับตัว ถึงเวลาขยับสู่กรีนโลจิสติกส์  </strong></p>
<p>สำหรับด้านโลจิสติกส์ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ผลกระทบที่เกิดกับไทยนั้น <strong>รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ผู้อำนวยการศูนย์กาจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และ</strong> <strong>ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมกิจการต่างประเทศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</strong> มองว่า สงครามตะวันออกกลาง ช่วยผลักดันเรื่องโลจิสติกส์และแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การขนส่ง โลจิสติกส์ เป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน การขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนของไทยและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในภาคขนส่งจึงมีความสำคัญ</p>
<p><strong>ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน </strong>ซึ่งมีการทำวิจัยเป็นหลักเกี่ยวกับโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในมิติการลดการปล่อยคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นโรดแมป กลยุทธ์ การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในภาคธุรกิจ ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้จึงมีการศึกษาว่า ภาคธุรกิจจะเข้าสู่ Net Zero ได้อย่างไร มีกลยุทธ์ในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างไร โดยศึกษาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 90.6% เป็นบริษัทโลจิสติกส์/ขนส่ง  พบว่า โลจิสติกส์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากพลังงานที่หายไป  การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ กว่า 65.6% ได้รับผลกระทบมากและรุนแรง</p>
<p><strong>ด้านที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด</strong> อันดับ 1 คือ ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น (เชื้อเพลิง ประกันภัย) อันดับ 2 ระยะเวลาการขนส่งยาวขึ้น/ต้องเปลี่ยนเส้นทาง อันดับ 3 ความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน/ปัญหาสินค้าคงคลัง อันดับ 4 ความไม่แน่นอน/ความน่าเชื่อถือของการขนส่งลดลง และ อันดับ 5 ข้อจำกัดด้านกำลังการขนส่ง (เรือ เครื่องบิน)</p>
<p><strong>ผลกระทบต่อแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (</strong><strong>Decarbonization) </strong>ขององค์กร พบว่า กว่า 37.5% มีความล่าช้าปานกลาง 18.8% มีความล่าช้าเล็กน้อย 15.6% มีความล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ 15.6% มีการเร่งดำเนินการเพิ่มขึ้น เช่น การใช้พลังงานทางเลือก เพิ่มการปรับปรุงประสิทธิภาพ การดำเนินงาน การปรับโครงสร้าง และ 12.5% ไม่มีผลกระทบ</p>
<p><strong>ด้านความสำคัญเชิงกลยุทธ์ขององค์กรในปัจจุบัน</strong> อันดับ 1 คือ การควบคุมต้นทุนแลเพิ่มความยืดหยุ่น อันดับ 2 การรักษาความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของการบริการ น้ำมันขึ้นได้แต่อย่าให้ขาด เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่ที่บริษัทขนส่งอย่างเดียว แต่กระทบไปยังผู้บริโภคด้วย อันดับ 3 การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน อันดับ 4 การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก สำหรับการขนส่ง และ อันดับ 5 การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่ง</p>
<p><strong>จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาครัฐควรเร่งดำเนินการสนับสนุนเรื่องใดมากที่สุดเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ รับมือและเดินหน้าสู่ </strong><strong>Decarbonization ได้ต่อเนื่อง</strong></p>
<p>อันดับ 1 มาตรการช่วยลดต้นทุนระยะสั้น เช่น ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง ประกันภัย อันดับ 2 การเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ อันดับ 3 และ อันดับ 4 การสนับสนุนเส้นทางขนส่งทางรางและท่าเรือชายฝั่ง และ การผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ และ อันดับ 5 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล</p>
<p><em>“จากการสอบถามความเห็นภาคธุรกิจโลจิสติกส์ มองว่า<strong> ความเสี่ยง</strong> คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งหลายบริษัทพยายามส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก แต่ยังไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะการรอเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนสู่กรีนโลจิสติกส์ ดังนั้น​ ภาคการขนส่งจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียว และ​เร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาคขนส่งในประเทศไทยที่ราว 90% จากกว่า​​ 40,000​​ บริษัท  ยังเป็นกลุ่ม​ SME  มีไม่ถึง 10% ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น หากจะขับเคลื่อน Decarbonization ให้ได้ทั้งเซกเตอร์ ต้องมองการช่วยเหลือการเปลี่ยนผ่านในกลุ่ม SME ด้วย&#8221;</em></p>
<p><strong>EVAT แนะรัฐผลักดัน EV Ecosystem</strong></p>
<p>ด้าน <strong>สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)</strong> แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-41035 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ภาพแนบเพิ่มเติม-1_0-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p>ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้​​รัฐบาลจะ​​ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมัน​หลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย <strong>&#8216;ยานยนต์ไฟฟ้า&#8217;</strong> ถือเป็นหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</p>
<p>กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ปีนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม</p>
<p>ดังนั้น การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย<strong> 30@30</strong> ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว</p>
<figure id="attachment_41040" aria-describedby="caption-attachment-41040" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41040 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/EV-Truck2.jpg" alt="" width="1200" height="786" /><figcaption id="caption-attachment-41040" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>5 ข้อเสนอ จากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย</strong></p>
<p>ข้อเสนอของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดังกล่าว เป็นผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่</p>
<p>1. ส่งเสริมให้ภาครัฐนำร่องใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐมากขึ้น</p>
<p>2. สนับสนุนการเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>3. ผลักดันการจัดทำแอปพลิเคชันกลางโดยภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก</p>
<p>4. เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และลดการบริโภคน้ำมันในระยะยาว</p>
<p>5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งระบบ เช่น บริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่ สินเชื่อ ประกันภัย การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ทักษะฝีมือช่าง เป็นต้น</p>
<p>สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41036 size-large aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Main-Picture_นายสุโรจน์-แสงสนิท-ที่งาน-Motor-Show-2026_0-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p><strong>คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย</strong> กล่าวว่า  วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น</p>
<p>ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/">&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ทุ่ม 2.5 หมื่นล้าน ขับเคลื่อนนวัตกรรม​ พลิกโฉมเมืองอุตสาหกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืน รับดีมานด์ Circular Economy</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/wha-group-green-and-smart-eco-industrial-estates/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 09 Jun 2024 08:06:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Green Logistics]]></category>
		<category><![CDATA[SMART]]></category>
		<category><![CDATA[SMART ECO Industrial Estates]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[The Ultimate Solution for Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[We Shape The Future]]></category>
		<category><![CDATA[WHA]]></category>
		<category><![CDATA[WHA Group]]></category>
		<category><![CDATA[กรีนโลจิสติกส์]]></category>
		<category><![CDATA[จรีพร จารุกรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองอุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26294</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเทรนด์ความยั่งยืนกลายเป็น Norm ใหม่ในการทำธุรกิจ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องที่ควรทำ แต่เป็นสิ่ง​ที่ต้องทำ และทุกคนจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้ยังคงรักษาความสามารถทางการแข่งขันและยังสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จำเป็นต้องปรับตัวให้เร็ว เพื่อสามารถดึงดูดและสร้างความมั่นใจให้กับพันธมิตรที่จะเข้ามาร่วมลงทุนได้อย่างต่อเนื่องและสอดรับกับบริบทโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป (WHA GROUP) ผู้ขับเคลื่อนอยู่ในอุตสาหกรรมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ผ่านการลงทุนใน 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มบริการสาธารณูปโภค และดิจิทัลโซลูชั่น เพื่อเติม​ความ Smart และ Green​ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้ให้บริการด้าน Infrastructure Provider ​สู่บริษัท Tech Company ภายในสิ้นปีนี้ คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความยั่งยืน หรือการขับเคลื่อนธุรกิจที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม อยู่ใน DNA ของ WHA มาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งจากการบุกเบิกพลังงานสะอาดมาใช้ในกลุ่มธุรกิจพลังงาน จนเป็นบริษัทที่สร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ตั้งแต่ปี 2021 และตั้งเป้าจะขับเคลื่อนสู่ Net [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/wha-group-green-and-smart-eco-industrial-estates/">ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ทุ่ม 2.5 หมื่นล้าน ขับเคลื่อนนวัตกรรม​ พลิกโฉมเมืองอุตสาหกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืน รับดีมานด์ Circular Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเทรนด์ความยั่งยืนกลายเป็น Norm ใหม่ในการทำธุรกิจ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องที่ควรทำ แต่เป็นสิ่ง​ที่ต้องทำ และทุกคนจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้ยังคงรักษาความสามารถทางการแข่งขันและยังสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p>
<p><span id="more-26294"></span></p>
<p>โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จำเป็นต้องปรับตัวให้เร็ว เพื่อสามารถดึงดูดและสร้างความมั่นใจให้กับพันธมิตรที่จะเข้ามาร่วมลงทุนได้อย่างต่อเนื่องและสอดรับกับบริบทโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง</p>
<p><strong>ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป</strong> (WHA GROUP) ผู้ขับเคลื่อนอยู่ในอุตสาหกรรมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ผ่านการลงทุนใน 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มบริการสาธารณูปโภค และดิจิทัลโซลูชั่น เพื่อเติม​ความ Smart และ Green​ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้ให้บริการด้าน Infrastructure Provider ​สู่บริษัท Tech Company ภายในสิ้นปีนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26303 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/K-JUNE1.jpg" alt="" width="354" height="486" /></p>
<p><strong>คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า ความยั่งยืน หรือการขับเคลื่อนธุรกิจที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม อยู่ใน DNA ของ WHA มาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งจากการบุกเบิกพลังงานสะอาดมาใช้ในกลุ่มธุรกิจพลังงาน จนเป็นบริษัทที่สร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ตั้งแต่ปี 2021 และตั้งเป้าจะขับเคลื่อนสู่ Net zero ในปี 2050 ด้วยการพัฒนาทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาสมาร์ทและกรีนโซลูชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกระบบทั้งภายในและให้บริการลูกค้า ​การจัดการของเสียจากภาคอุตสาหกรม การลดใช้ทรัพยากรใหม่ให้น้อยลงหรือไม่มีการใช้เพิ่มเติมในอนาคต ​​</p>
<p><em>&#8220;การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน หรือ ESG ไม่ใช่ต้นทุน ไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสที่มากขึ้นในอนาคต ซึ่ง WHA Group ได้ลงทุนด้าน Sustainability ในปีนี้ไว้กว่า 25,000 ล้านบาท ทั้งการขับเคลื่อน Circular Economy ในกลุ่ม Utility Power รวมกว่า 8 พันล้านบาท ลงทุนโซลูชั่นเพื่อให้บริการด้านสมาร์ทกรีนโลจิสติกส์ Mobilix สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยราว 5 พันล้านบาท รวมถึงการสร้างอาคารประหยัดพลังงาน ติดตั้งโซลาร์รูฟ โซลาร์โฟลท รวมท้ังการต่อยอดประสิทธิภาพการทำงานภายใน​นิคมสู่การเป็น SMART ECO Industrial Estates ให้ครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน คือ Smart Services , Smart Mobility, Smart Communication, Smart Power, Smart Security และ  Smart Water ซึ่งสะท้อนได้ถึงการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้แก่ลูกค้าของ WHA ได้ด้วย&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26301 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/WHA-Mega-Logistic.jpg" alt="" width="1200" height="680" /></p>
<p><strong>เปิดบ้านชูต้นแบบเมืองอุตสาหกรรมสีเขียว </strong></p>
<p>ล่าสุด <strong>ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป</strong> เปิดต้นแบบขับเคลื่อนเมืองอุตสาหกรรมสีเขียวครบวงจร โชว์นวัตกรรม​การบริหารจัดการคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยพร้อมต่อยอดอุตสาหกรรมสีเขียวระบบกรีนโลจิสติกส์ (Green Logistics) ​การให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศรายแรกของไทย การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (SMART ECO Industrial Estates)</p>
<p>การบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบวงจร ควบคู่ไปกับการรักษาสภาพแวดล้อม ตลอดจนการใช้พลังงานและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อส่งเสริมการสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของทุกคนทั้งชุมชน สังคม และประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26300 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/UOC1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>พร้อมเผยนวัตกรรม เทคโนโลยี และระบบโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ และเปิดให้ชม WHA Mega Logistics Center อาคาร B ต้นแบบอาคารสีเขียของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ที่ได้การรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียว LEED Gold เวอร์ชั่น 4.1 Building Design and Construction (V4.1 BD+C)</p>
<p>WHA Mega Logistics Center อาคาร B เป็นคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า ตั้งอยู่บนถนนเทพารักษ์ กม. 21 จังหวัดสมุทรปราการ การออกแบบและพัฒนาภายใต้หลักการอาคารสีเขียว เพื่อควบคุมตั้งแต่การใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน จนถึงการจัดการของเสีย สอดคล้องกับข้อกำหนดของมาตรฐาน LEED ซึ่งกำหนดโดยสภาอาคารเขียวแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Green Building Council)  ครอบคลุมตั้งแต่ด้านการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคุณภาพของอากาศและสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้อาคาร ซึ่งถือเป็นการช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรมคลังสินค้าของไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26305 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/ESIE-2.jpg" alt="" width="1200" height="673" /> </strong></p>
<p><strong>การบริหารจัดการภายใน  SMART ECO Industrial Estates และดูแลชุมชนโดยรอบ </strong></p>
<p>นิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ให้ความสําคัญกับการใช้น้ำ อย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ ด้วยการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม รวมไปถึงจัดหาแหล่งน้ำสํารอง และดูแลคุณภาพน้ำเสียก่อนปล่อยออกสู่ภายนอกพื้นที่อุตสาหกรรม ในฐานะผู้ให้บริการและผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรม และผู้ให้บริการบําบัดน้ำเสียครบวงจร</p>
<p>โดยมีการวางแนวทางการบริหารจัดการน้ำทั้งเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการในนิคมฯ และเพื่อส่งเสริมทรัพยากรน้ำให้กับชุมชนข้างเคียง ด้วยแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมการจัดหาแหล่งน้ำ การผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรม การบําบัดน้ำเสีย และการนําน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ การลดการสูญเสียน้ำในระบบผลิตและจ่ายน้ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26299 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/Water-Treat.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>รวมถึงการนํานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้บริหารจัดการน้ำอย่างหลากหลาย ได้แก่ กระบวนการอัลตราฟิลเตรชันและรีเวิร์สออสโมซิส ระบบบำบัดน้ำเสียแบบตะกอนเร่ง แบบใช้ถังตกตะกอน แบบบึงประดิษฐ์ และแบบบ่อเติมอากาศ ตลอดจนริเริ่มโครงการ<strong> Clean Water For Planet</strong> เพื่อส่งเสริมและพัฒนาระบบบําบัดน้ำเสียให้ชุมชนโดยรอบและบุคคลภายนอก</p>
<p><em><strong>นับจากโครงการนำน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ที่ริเริ่มในปี 2560 ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) จนถึงปัจจุบัน ระบบของดับบลิวเอชเอมีกำลังในการบำบัดน้ำเสียรวมกันถึงกว่า 36,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน พร้อมวางเป้าหมายที่ 83,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันในปี 2571 ตลอดจนวางเป้าหมายในการลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติประมาณ 21,000,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปีในปี 2570</strong></em></p>
<p>นอกจากนั้น ยังมีโครงการ<strong> Demineralized Reclaimed Water</strong> ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแหล่งผลิตน้ำทางเลือก โดยปรับปรุงคุณภาพน้ำจากระบบบําบัดน้ำเสียด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาผลิตเป็นน้ำเพื่ออุตสาหกรรมปราศจากแร่ธาตุจําหน่ายให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่าง ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26306 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/Water.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>สำหรับไฟฟ้า</strong></span> บริษัทฯ เน้นการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของโลกร้อน รวมถึงลดการปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศ และตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายรูปแบบ อาทิ Floating Solar โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำของบ่อเก็บน้ำดิบ ภายในนิคมอุตสาหกรรม อีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ที่มีขนาดไฟฟ้ารวม 8 เมกะวัตต์ Solar Carpark โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่จอดรถขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) มีขนาดไฟฟ้ารวม 7.7เมกะวัตต์  Solar Rooftop โครงการผลิตไฟฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นที่หลังคาโรงงาน ที่ ปริงซ์ เฉิงซาน ไทร์ (ประเทศไทย) มีขนาดไฟฟ้ารวม 24.25T เมกะวัตต์  นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีแผนขยายโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมของ WHA อย่างต่อเนื่องอีกด้วย</p>
<p>นอกจากนี้  ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ยัง​มุ่งมั่นในการสร้างสังคม ชุมชนและประเทศให้ดียิ่งขึ้น จึงได้ริเริ่มโครงการปันกัน เพื่อช่วยสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและจำหน่ายของชาวชุมชนในท้องถิ่นภายในพื้นที่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ผ่านแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ ช่วยอนุรักษ์วิชาชีพ หัตถกรรม งานประดิษฐ์ คหกรรมอาหาร อาหารพื้นบ้าน ของชุมชนท้องถิ่น และยังช่วยประชาสัมพันธ์ให้แก่ชาวชุมชนอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26304 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/11.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>&#8220;ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ​พิสูจน์ให้เห็นว่า นิคมอุตสาหกรรมสามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชน ในรูปแบบของเครือข่ายที่ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีการดูแลทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ด้วยแนวทางการพัฒนาสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การวางนโยบาย เป้าหมาย แผนงาน การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ มีการติดตามประเมินผล การสร้างจิตสำนึกร่วมกันในเรื่องความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยสนับสนุนให้คู่ค้า พันธมิตร และลูกค้าให้ปรับปรุงยกระดับกระบวนการดำเนินการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับหลักอุตสาหกรรมสีเขียวด้วย จนถึงวันนี้ เราสามารถบรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการสร้างนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการใช้พลังงานหมุนเวียน การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระบบนิเวศของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ตามหลักการ Circular Economy  เพื่อมุ่งสู่การเป็น <strong>“The Ultimate Solution for Sustainable Growth”</strong> ผ่านพันธกิจ <strong>“WHA: We Shape The Future”</strong> ที่มุ่งเน้นการสร้างอนาคตให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง&#8221; คุณจรีพร กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26302 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/SHAPE-FUTURE.jpg" alt="" width="1200" height="436" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/wha-group-green-and-smart-eco-industrial-estates/">ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ทุ่ม 2.5 หมื่นล้าน ขับเคลื่อนนวัตกรรม​ พลิกโฉมเมืองอุตสาหกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืน รับดีมานด์ Circular Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
