<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การเงินยั่งยืน &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Tue, 13 Jan 2026 04:16:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>การเงินยั่งยืน &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสิกรไทยจับมือ IFC ออก Green Bond มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เร่งเดินหน้าพาประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/kbank-ifc-release-green-bond-100-million-usd/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Jan 2026 01:07:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Green Bond]]></category>
		<category><![CDATA[KBank]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Mr. Allen Forlemu]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ตราสารหนี้สีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ศันสนา สุขะนันท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39385</guid>

					<description><![CDATA[<p>นางสาวศันสนา สุขะนันท์ (ที่ 2 จากขวา) รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ Mr. Allen Forlemu (ที่ 2 จากซ้าย), International Finance Corporation (IFC) Regional Industry Director, Financial Institutions Group, Asia &#38; Pacific หน่วยงานในกลุ่มธนาคารโลก ลงนามข้อตกลงตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งการลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำไปสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวของธนาคาร โดยความร่วมมือนี้จะยกระดับการทำธุรกิจให้แก่ลูกค้าในการปรับตัวสู่เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่มีส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้แก่ธุรกิจบนเวทีโลก และผลักดันให้คนไทยเข้าถึงกรีนไลฟ์สไตล์มากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งการลงนามครั้งนี้มี ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ (ขวา) รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย และ Ms. Jane Yuan Xu (ซ้าย), IFC [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/kbank-ifc-release-green-bond-100-million-usd/">กสิกรไทยจับมือ IFC ออก Green Bond มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เร่งเดินหน้าพาประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นางสาวศันสนา สุขะนันท์</strong> (ที่ 2 จากขวา) รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ <strong>Mr. Allen Forlemu</strong> (ที่ 2 จากซ้าย), International Finance Corporation (IFC) Regional Industry Director, Financial Institutions Group, Asia &amp; Pacific หน่วยงานในกลุ่มธนาคารโลก ลงนามข้อตกลงตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งการลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำไปสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวของธนาคาร</p>
<p><span id="more-39385"></span></p>
<p>โดยความร่วมมือนี้จะยกระดับการทำธุรกิจให้แก่ลูกค้าในการปรับตัวสู่เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่มีส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้แก่ธุรกิจบนเวทีโลก และผลักดันให้คนไทยเข้าถึงกรีนไลฟ์สไตล์มากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งการลงนามครั้งนี้มี ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ (ขวา) รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย และ Ms. Jane Yuan Xu (ซ้าย), IFC Country Manager, Thailand and Myanmar ร่วมเป็นสักขีพยาน  ณ ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ พหลโยธิน เมื่อเร็วๆ นี้</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39387 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/kbank2.png" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/kbank-ifc-release-green-bond-100-million-usd/">กสิกรไทยจับมือ IFC ออก Green Bond มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เร่งเดินหน้าพาประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ESG Bond ไทย โต 5.7% เติบโตในรอบหลายปี แรงส่งจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ส่วนภาคเอกชนชะลอตัว แนวโน้ม Sustainability-linked Bond และ Blue Bond เติบโต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/thailand-esg-bond-2025-growth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Dec 2025 11:35:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Green Bond]]></category>
		<category><![CDATA[K Research]]></category>
		<category><![CDATA[Social Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability-Linked Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดตราสารหนี้]]></category>
		<category><![CDATA[พันธบัตร]]></category>
		<category><![CDATA[ระดมทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39174</guid>

					<description><![CDATA[<p>การออก ESG Bond ใหม่ในประเทศไทย เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในปี 2025 หลังตลาดชะลอตัวมาหลายปี ด้วยมูลค่าตราสารหนี้ออกใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่า 5.7% จากปีก่อน สำหรับตลาด ESG Bond ประกอบด้วย Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond โดยภาพรวมตลาด ESG Bond ในปี 2025 ฟื้นตัวจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มการออก Sustainability-linked Bond และ Sustainability Bond ขณะที่ภาคเอกชนชะลอการออก ESG Bond โดยยอดออก Green Bond ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต จากจำนวนโครงการ ESG ใหม่ที่มีให้ลงทุนลดลง แต่ Sustainability-linked Bond และ Blue Bond ขยายตัว ซึ่งการที่​​ Sustainability-linked Bond และ Blue Bond [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/thailand-esg-bond-2025-growth/">ESG Bond ไทย โต 5.7% เติบโตในรอบหลายปี แรงส่งจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ส่วนภาคเอกชนชะลอตัว แนวโน้ม Sustainability-linked Bond และ Blue Bond เติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การออก ESG Bond ใหม่ในประเทศไทย เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในปี 2025 หลังตลาดชะลอตัวมาหลายปี ด้วยมูลค่าตราสารหนี้ออกใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่า 5.7% จากปีก่อน</p>
<p><span id="more-39174"></span></p>
<p>สำหรับตลาด<em><strong> ESG Bond ประกอบด้วย Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond</strong></em></p>
<p>โดยภาพรวมตลาด<strong> ESG Bond</strong> ในปี 2025 ฟื้นตัวจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มการออก <strong>Sustainability-linked Bond </strong>และ<strong> Sustainability Bond</strong> ขณะที่ภาคเอกชนชะลอการออก <strong>ESG Bond</strong> โดยยอดออก <strong>Green Bond</strong> ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต จากจำนวนโครงการ ESG ใหม่ที่มีให้ลงทุนลดลง แต่ Sustainability-linked Bond และ Blue Bond ขยายตัว</p>
<p>ซึ่งการที่​​<strong> Sustainability-linked Bond และ Blue Bond</strong> ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้ออกตราสารหนี้ เนื่องจากความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบของ Sustainability-linked Bond ที่ให้ผู้ออกกำหนด KPI ความยั่งยืน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>1. ภาพรวมการออก ESG Bond ในไทย ปี 2025</strong></span><br />
การออก ESG Bond ใหม่ในประเทศไทย เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในปี 2025 หลังตลาดชะลอตัวมาหลายปี โดยมียอดตราสารหนี้ออกใหม่อยู่ที่ 186,404 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) เพิ่มขึ้นจากปี ก่อน 5.7% ซึ่งอยู่ที่ 176,333 ล้านบาท</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-39175 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ESG-Bond2.jpg" alt="" width="1200" height="864" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>2. การฟื้นตัวของตลาด ESG Bond มาจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจปรับทิศทางการออกพันธบัตร </strong></span></p>
<p>ภาครัฐและวิสาหกิจ​ปรับทิศทางมาออก Sustainability-linked Bond และ Sustainability Bond เพิ่มขึ้น กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ตลาด ESG Bond ในปี 2025 ฟื้นตัว<em><strong> ด้วยยอดออกใหม่รวมกันกว่า 142,434 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 24.9% ซึ่งอยู่ที่ 114,000 ล้านบาท</strong></em></p>
<p>ปี 2025 กระทรวงการคลังขยายการออกตราสารหนี้​ (Re-open) Sustainability-linked Bond รุ่น SLB406A ถึง 7 ครั้งในปีนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 111,434 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 271.4% ซึ่งอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท และเป็นการออกพันธบัตรรุ่น SLB406A ครั้งแรกเพื่อปรับโครงสร้างหนี้จากการเยียวยาผลกระทบในช่วง COVID-19</p>
<p>ด้านรัฐวิสาหกิจ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) ออกSustainability Bond เพิ่มขึ้นในปี 2025 จาก 11,000 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 20,000 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) หรือขยายตัวกว่า 81.8% เพื่อนำเงินไป Refinance สินเชื่อโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและเพื่อชำระคืนเงินทุนที่ใช้ไปในการปล่อยสินเชื่อในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมของธนาคาร</p>
<p>นอกจากนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ออก Sustainability-linked Bond 2,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการขยายและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-39176 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ESG-Bond1.jpg" alt="" width="1200" height="657" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>3. ตลาด ESG Bond ภาคเอกชนชะลอ แต่ Sustainability-linked และ Blue Bond เติบโต</strong></span></p>
<p>การออก ESG Bond ใหม่จากภาคเอกชนยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว ​<em><strong>ในปี 2025 ภาคเอกชนมียอดออก ESG Bond ใหม่อยู่ที่ 43,970 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) ลดลงจากปีก่อนถึง 29.5% ซึ่งอยู่ที่ 62,333 ล้านบาท จากการหดตัวของยอดออก  Sustainability Bond และ Social Bond</strong></em></p>
<p>ยอดออก Green Bond ของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต เนื่องจากปัจจุบันภาคเอกชนมีโครงการด้าน ESG ให้ลงทุนเพิ่มเติมค่อนข้างจำกัด ภาคเอกชนกลับมาออก Green Bond เพิ่มขึ้นกว่า 62.5% จาก 6,800 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 11,050 ล้านบาท ในปี 2025 (ณ 22 ธ.ค. 2025)</p>
<p>แต่มูลค่าการออกยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2021–2023 ซึ่งอยู่ที่ 25,805 ล้านบาท จากการที่ภาคเอกชนได้ลงทุนในโครงการด้าน ESG ไปแล้วในช่วงก่อนหน้า ทำให้ในช่วงนี้ภาคเอกชนมีโครงการลงทุนด้าน ESG เพิ่มเติมค่อนข้างจำกัด</p>
<p>การออก Sustainability-linked Bond และ Blue Bond จากภาคเอกชนเริ่มขยายตัว ในปี 2025 ภาคเอกชนหันไปออก Sustainability-linked Bond มากขึ้น จาก 15,360 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 28,800 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 87.5% โดยเงินทุนส่วนใหญ่ถูกนำไปชำระคืนหนี้ และเป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งบางโครงการเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อสัตว์น้ำ​ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน</p>
<p>​สำหรับ Blue Bond เป็นตราสารหนี้ที่ระดมทุนสำหรับโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและทางน้ำ และถือเป็นส่วนย่อยของ Green Loan ที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยรวม</p>
<p>โดย Blue Bond ​​ได้รับความสนใจมากขึ้นจากภาคเอกชนภาคพลังงานและอาหารในปีนี้ ด้วยยอดออกใหม่กว่า 4,120 ล้านบาท เพื่อนำ​เงินไปลงทุนโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และเสริมสร้างความยั่งยืนให้​กิจการ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและน้ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39177 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ESG-Bond3.jpg" alt="" width="1200" height="624" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>4. แนวโน้มความสนใจต่อ Sustainability-linked Bond และ Blue Bond ที่เพิ่มขึ้นในปี 2025</strong></span><br />
<strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> มองว่า Sustainability-linked Bond ได้รับความสนใจมากขึ้นจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน จากความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบ โดยผู้ออก Sustainability-linked Bond สามารถกำหนด KPI ด้านความยั่งยืนได้ด้วยตนเอง</p>
<p>ด้าน Blue Bond ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของตลาด จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่มีสภาพคล่องต่ำและมี​​​ข้อมูลประกอบการลงทุนจำกัด เมื่อ​เทียบกับ Green Bond เนื่องจากจำนวน​ผู้ออกและตราสารยังน้อย โดยมีเพียง 4 ราย และ 7 ฉบับ นับตั้งแต่เริ่มออกครั้งแรกในปี2024 จนถึงปี 2025</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/thailand-esg-bond-2025-growth/">ESG Bond ไทย โต 5.7% เติบโตในรอบหลายปี แรงส่งจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ส่วนภาคเอกชนชะลอตัว แนวโน้ม Sustainability-linked Bond และ Blue Bond เติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CIMB Thai ขับเคลื่อน &#8216;Sustainability360&#8217; ตั้งเป้า &#8216;One Stop Solutions&#8217; ช่วยลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เฟสแรกโฟกัส 3 กลุ่ม High Emission เจาะดีมานด์ 3 หมื่นล้าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/cimb-thai-sustainability360-drive-green-transition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 28 Dec 2025 09:57:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CIMB]]></category>
		<category><![CDATA[CIMB THAI]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Jason Lee]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[Net zero pathway]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability360]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Financing]]></category>
		<category><![CDATA[Taxonomy]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ซีไอเอ็มบี]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เจสัน ลี]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39100</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) วิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ของประเทศไทย ยังมีความท้าทายในระดับสูง โดยเฉพาะหากพิจารณาภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emisisons) ของประเทศไทย ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากต้องการให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ การช่วยภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านด้าน Decarbonization จึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่ม High Emissions หรือกลุ่มที่มีการปล่อยก๊ซเรือนกระจกในระดับสูง เพราะหากเปลี่ยนผ่านกลุ่มเหล่านี้ได้สำเร็จจะมีผลในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) ​ในภาพรวมของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ CIMB Thai จึงต้องการเข้ามาเป็นหนึ่งทางเลือกเพื่อช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้วยการพัฒนา &#8216;Sustainability360&#8217; ซึ่งเป็นบริการใหม่​ที่พัฒนาขึ้น​​เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้ภาคธุรกิจในการขับเคลื่อน Net Zero Pathways ได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตามแนวทาง Sustainable Finance คุณเจสัน ลี ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ( CIMB Thai) กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ปัญหาในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทย มาจาก 2 Pain point สำคัญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/cimb-thai-sustainability360-drive-green-transition/">CIMB Thai ขับเคลื่อน &#8216;Sustainability360&#8217; ตั้งเป้า &#8216;One Stop Solutions&#8217; ช่วยลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เฟสแรกโฟกัส 3 กลุ่ม High Emission เจาะดีมานด์ 3 หมื่นล้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai)</strong> วิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ของประเทศไทย ยังมีความท้าทายในระดับสูง โดยเฉพาะหากพิจารณาภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emisisons) ของประเทศไทย ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-39100"></span></p>
<p>ดังนั้น หากต้องการให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ การช่วยภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านด้าน Decarbonization จึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่ม High Emissions หรือกลุ่มที่มีการปล่อยก๊ซเรือนกระจกในระดับสูง เพราะหากเปลี่ยนผ่านกลุ่มเหล่านี้ได้สำเร็จจะมีผลในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) ​ในภาพรวมของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>CIMB Thai</strong> จึงต้องการเข้ามาเป็นหนึ่งทางเลือกเพื่อช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้วยการพัฒนา <strong>&#8216;Sustainability360&#8217;</strong> ซึ่งเป็นบริการใหม่​ที่พัฒนาขึ้น​​เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้ภาคธุรกิจในการขับเคลื่อน Net Zero Pathways ได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตามแนวทาง Sustainable Finance</p>
<p><strong>คุณเจสัน ลี</strong> <strong>ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (</strong> <strong>CIMB Thai) </strong>กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ปัญหาในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทย มาจาก<em><strong> 2 Pain point สำคัญ ได้แก่ เรื่องของเงินทุน (Capital) และเทคโนโลยี (Technology) ในการเปลี่ยนผ่าน</strong></em> รวมไปถึงการวิเคราะห์และจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านเชิงเทคนิคและการปฏิบัติตามหลัก Taxonomy ​นำมาสู่การพัฒนา​<strong> Sustainability360</strong> ที่มุ่งอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจในการระดมทุนและการขอสินเชื่อสีเขียวจากสถาบันการเงิน<em><strong> ภายใต้การให้บริการแบบ One Stop ทั้งการให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค</strong></em> การวางกรอบหรือแนวทางในการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อเข้าถึงเงินทุน รวมทั้งเทคโนโลยีในการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ไปจนถึงการประเมินปัจจัยต่างๆ ที่ต้องคำนึงถึงในการดำเนินกิจกรรม​หรือ Green Projects ต่างๆ ว่าส่งผลกระทบเชิงลบต่อปัจจัยแวดล้อมในมิติอื่นๆ หรือไม่ <em><strong>รวมทั้งการ​ปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อกำหนดด้านความยั่งยืนทั้งในระดับประเทศ และภูมิภาคต่างๆ ​เพื่อให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนได้ทั้ง Green Transition โดยที่ยัง​รักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไว้ได้ด้วย </strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39102 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Sustain360-Team.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;การเพิ่มบริการ <strong>Sustainability</strong><strong>360</strong> ของ CIMB Thai สามารถตอบโจทย์การสนับสนุนลูกค้าในการจัดทำเอกสารทางเทคนิคสำหรับรูปแบบการออกตราสารหนี้และการขอสินเชื่อ โดยเอกสารดังกล่าวผ่านการรับรองความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Second Party Opinion: SPO) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งสอดคล้อง​​กับแนวทาง Taxonomy และสนับสนุนโอกาสด้านพลังงานสะอาดจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) อย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อร่วมขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน บริการ Sustainability360 จึงช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าครบจบในที่เดียวเป็น One Stop Service ในโซลูชันเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ CIMB Thai โฟกัสเป้าหมายในเฟสแรกของการให้บริการใน 3 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า, น้ำมันและก๊าซ รวมทั้งการผลิตปูนซีเมนต์ เ​นื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง (High Emission) และเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องการเงินทุนสนับสนุนในการปรับโครงสร้างการผลิต ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงเพื่อมาใช้ในการลดคาร์บอน ​เช่น เทคโนโลยีดูดกลับคาร์บอน หรือพลังงานสะอาดต่างๆ โดยมองดีมานด์ด้าน​ Green Finance ของอุตสาหกรรมในกลุ่มเป้าหมายนี้เพื่อลดคาร์บอนและเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจ Low Carbon ​จนถึงปี 2026 อยู่ที่ประมาณ​​ 20,000 ล้านบาท ​​ซึ่ง​​​ปัจจุบันกลุ่มลูกค้ามีการระดมทุนผ่านตราสารหนี้และสินเชื่อแล้วราว 50% และคาดว่าดีมานด์จากกลุ่มเป้าหมายจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า​​ 30,000 ล้านบาท  ภายในปี 2030</p>
<p><em>&#8220;ธนาคารฯ มีแผนเพิ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อช่วยการเปลี่ยนผ่านในปีหน้าเพิ่มอีก 1 กลุ่ม ​โดยยังโฟกัสในกลุ่มที่เป็น High Emissions และมีซัพพลายเชนที่ค่อนข้างยาว​ โดยจุดแข็งและความแตกต่างของ CIMB คือความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเชิงเทคนิค ที่ค่อนข้างมีความซับซ้อนและต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ ทั้งความเข้าใจด้าน Decarbonization ทั้งในมิตของเทคโนโลยี รวมทั้งการใช้กระบวนการตามธรรมชาติ หรือ Nature-based Solutions การเข้าใจข้อกฎหมายและเงื่อนไขทางการค้าในแต่ละตลาดเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งการทำงานร่วมกับนักบัญชีคาร์บอนทำให้สามารถประเมินปริมาณการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ รวมทั้งการรับรองโครงการว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ภายในจุดเดียว ​​พร้อมให้คำแนะนำด้านการเงินเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินยั่งยืน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนที่หลากหลาย และเพิ่มประสิทธิภาพในการเปลี่ยนผ่านได้มากยิ่งขึ้น&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39101 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Advancing-TRansiiton.jpg" alt="" width="1200" height="664" /></p>
<p><strong>คุณเจสัน</strong> กล่าวต่อว่า สำหรับการขับเคลื่อน​ Sustainable Finance ของ CIMB Thai ปัจจุบันสามารถขับเคลื่อนได้ราว 4% ของพอร์ตโฟลิโอ จากการสนับสนุนทางการเงินเพื่อช่วยทั้งการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง​ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในมิติต่างๆ ​​เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนตามกรอบ ESG​  พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเป็น 20%​ ของพอร์ตโฟลิโอ ภายในปี 2030  โดย​​เน้นการทำงานร่วมกับกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในมิติการลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากสามารถช่วยสร้างให้เกิดอิมแพ็คได้ในการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ระดับประเทศได้ ทำให้การขับเคลื่อน Sustainability360 ไม่เพียงช่วยลูกค้าธนาคารเปลี่ยนผ่านได้เท่านั้น แต่ยังช่วยการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero 2050 ของประเทศไทย ให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้​อย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/cimb-thai-sustainability360-drive-green-transition/">CIMB Thai ขับเคลื่อน &#8216;Sustainability360&#8217; ตั้งเป้า &#8216;One Stop Solutions&#8217; ช่วยลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เฟสแรกโฟกัส 3 กลุ่ม High Emission เจาะดีมานด์ 3 หมื่นล้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ธนาคารไทยพาณิชย์ ​เร่งเครื่อง Less Brown เปลี่ยนผ่านกลุ่มธุรกิจโรงแรมภาคใต้​ ​จัดอบรมเชิงปฏิบัติการมาตรฐาน Green Hotel Plus ปรับตัวรับท่องเที่ยวยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/scb-green-hotel-plus-workshop/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Dec 2025 07:25:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[GHP]]></category>
		<category><![CDATA[Green Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Green Hotel Plus]]></category>
		<category><![CDATA[Less Brown]]></category>
		<category><![CDATA[Live Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[SCB]]></category>
		<category><![CDATA[SCB Green Hotel Plus]]></category>
		<category><![CDATA[SCB Live Sustainably]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Tourism]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ยรรยง  ไทยเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกค้าธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[อยู่ อย่าง ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38633</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริบทด้าน &#8216;ความยั่งยืน&#8216; กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคจะใช้ในการพิจารณาเลือกใช้สินค้าหรือบริการเพิ่มมากขึ้นนับจากนี้  เช่นเดียวกับ​​ในธุรกิจท่องเที่ยว​ ที่รายงานการเดินทางอย่างยั่งยืนของ Booking.com ปี 2025 พบว่า มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 84% ต้องการเดินทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ​​เพิ่มขึ้นจาก 76% ในปี 2023 ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการอย่างธุรกิจโรงแรม ต่างให้ความสำคัญในการปรับตัวสู่การดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก​​ รวมทั้งความเข้มข้นด้านกฎระเบียบต่างๆ ที่จะเข้ามามีผลบังคับในธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลจาก SCB EIC ที่ชี้ว่าแรงกดดันจากข้อกำหนดใหม่ของสหภาพยุโรปอย่าง Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) และ Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ภายใต้ European Green Deal ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2028 จะส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมไทยที่ทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์ม OTA ระดับโลกต้องเร่งปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล เช่น GSTC (Global Sustainable Tourism Council) และ Green Hotel [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/scb-green-hotel-plus-workshop/">ธนาคารไทยพาณิชย์ ​เร่งเครื่อง Less Brown เปลี่ยนผ่านกลุ่มธุรกิจโรงแรมภาคใต้​ ​จัดอบรมเชิงปฏิบัติการมาตรฐาน Green Hotel Plus ปรับตัวรับท่องเที่ยวยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บริบทด้าน &#8216;<strong>ความยั่งยืน</strong>&#8216; กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคจะใช้ในการพิจารณาเลือกใช้สินค้าหรือบริการเพิ่มมากขึ้นนับจากนี้  เช่นเดียวกับ​​ในธุรกิจท่องเที่ยว​ ที่รายงานการเดินทางอย่างยั่งยืนของ <strong>Booking.com</strong> ปี 2025 พบว่า มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 84% ต้องการเดินทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ​​เพิ่มขึ้นจาก 76% ในปี 2023</p>
<p><span id="more-38633"></span></p>
<p>ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการอย่างธุรกิจโรงแรม ต่างให้ความสำคัญในการปรับตัวสู่การดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก​​ รวมทั้งความเข้มข้นด้านกฎระเบียบต่างๆ ที่จะเข้ามามีผลบังคับในธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>สอดคล้องกับข้อมูลจาก <strong>SCB EIC</strong> ที่ชี้ว่าแรงกดดันจากข้อกำหนดใหม่ของสหภาพยุโรปอย่าง Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) และ Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ภายใต้ European Green Deal ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2028 จะส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมไทยที่ทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์ม OTA ระดับโลกต้องเร่งปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล เช่น GSTC (Global Sustainable Tourism Council) และ Green Hotel Plus ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็น GSTC-Recognized Standard</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38649 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__50257953.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)</strong> มีความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำการเงินยั่งยืน ที่พร้อมขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจสีเขียวและคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการเข้าไปสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในฐานะพันธมิตรของลูกค้าธนาคารในกลุ่มต่างๆ ให้สามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในแต่ละธุรกิจ ซึ่งถือเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธนาคารสู่เป้าหมายการบรรลุ <strong>Net Zero Emissions​ ภายในปี 2050</strong> รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านพอร์ตสินเชื่อตามแนวทาง Less Brown ​​เพื่อให้ทั้งพอร์ตสินเชื่อของธนาคารกลายเป็นสินเชื่อสีเขียวได้ทั้งหมดในที่สุด</p>
<p><strong>ดร.ยรรยง ไทยเจริญ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า <em><strong>กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบัน​มียอดสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจโรงแรมมากกว่า 130,000 ล้านบาท</strong></em> โดยสัดส่วนสำคัญอยู่ในจังหวัดภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดอันดามัน รวมทั้ง​​ตั้งเป้า​ในการปรับ &#8216;<strong>พอร์ตโรงแรม</strong>&#8216; ทั้งหมดให้ขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืนอย่างชัดเจน ​</p>
<p>นำมาสู่การจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ <em><strong>&#8216;เตรียมความพร้อมสู่การรับรอง Green Hotel Plus กับ SCB&#8217; </strong></em>โดยธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมผนึกกำลังกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) และพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับด้านความยั่งยืนของธุรกิจโรงแรมไทยตามเกณฑ์ <strong>Green Hotel Plus (GHP)</strong> ซึ่งได้รับการรับรองจากสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council : GSTC) ให้แก่กลุ่มโรงแรมภาคใต้ พร้อมการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากโรงแรมที่ผ่านการรับรอง GHP เพื่อแชร์ความรู้และประสบการณ์ในการยกระดับและเปลี่ยนผ่าน เพื่อสร้างโอกาสเติบโตบนกระแสการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน​ โดยมี​ผู้แทนจากโรงแรมในจังหวัดภูเก็ตกว่า 47 แห่ง​ รวมมากกว่า 100 คน มาเข้าร่วมการประชุม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38647 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__50257950.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;การประชุมครั้งนี้ยังถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่​ เพื่อรองรับ <strong>​​การเป็นเจ้าภาพการประชุมการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก</strong> (Global Sustainable Tourism Conference 2026) ซึ่งเตรียม​​จัดขึ้น​ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ​และ​เป็นโอกาสสะท้อนให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพ และพลังความร่วมมือของภาคธุรกิจโรงแรม ภาครัฐ สถาบันการเงิน และหน่วยงานสนับสนุนด้านความยั่งยืนที่ต้องการขับเคลื่อนภาคท่องเที่ยวไทยไปสู่มาตรฐานสากลอย่างจริงจัง พร้อมนำเสนอสิทธิประโยชน์จากธนาคารเพื่อสนับสนุนการขอรับมาตรฐาน GHP อย่างเป็นระบบ เพื่อร่วมปลุกพลังโรงแรมไทยร่วมกันสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในยุคที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืน พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมไทย&#8221;</em></p>
<p><strong>ดร.ยรรยง</strong> กล่าวเพิ่มเติม​ว่า ธนาคาร​ขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน โดยคำนึงทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ตามแนวคิด<strong> &#8216;อยู่ อย่าง ยั่งยืน&#8217; </strong>(Live Sustainability) เพื่อวางยุทธศาสตร์และการดำเนินงานในทุกหน่วยธุรกิจ​ให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่กำลังเผชิญทั้งความท้าทายจาก Climate Change ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว <strong>โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรตลอดเส้นทาง​การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของลูกค้า รวมทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันความยั่งยืนของประเทศไทยให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากการดำเนินธุรกิจแบบเดิม และปรับตัวจาก Less Brown ไปสู่ Green Economy ได้อย่างต่อเนื่อง</strong> ​ผ่านการพัฒนาโซลูชันด้านการเงินที่ยั่งยืน​พร้อมทั้ง​นำผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG  เข้ามาช่วยสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><em>&#8220;ธุรกิจโรงแรมและบริการเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจนำร่องสำคัญ ที่ธนาคารมุ่ง​ผลักดันพอร์ตสินเชื่อ​ให้ปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ​ ครอบคลุมในหลายมิติ เช่น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน การจัดการน้ำและของเสียอย่างเป็นระบบ การดูแลชุมชนและสังคม การรักษาวัฒนธรรมอันดีงาม และการดำเนินงานอย่างมีธรรมาภิบาล  ขณะที่ในกลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่หรือเครือโรงแรมที่มีความพร้อมลงทุน ธนาคารได้ส่งเสริมให้ยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและการบริหารจัดการอาคารสู่ระดับสากล เช่น <strong>มาตรฐานอาคารเขียว LEED, Edge </strong>และ<strong> TREES</strong> ซึ่งช่วย​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านภาพลักษณ์และดึงดูดลูกค้าต่างชาติ ​ส่วนโรงแรมดั้งเดิมที่ยังไม่ถึงจังหวะลงทุนขนาดใหญ่ ได้พัฒนาสินเชื่อและแพ็กเกจสนับสนุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การบริหารจัดการน้ำและขยะ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละแห่ง&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38650 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__50257952.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em><strong>การขับเคลื่อนของธนาคารไทยพาณิชย์ ช่วยตอกย้ำบทบาทสำคัญ​ในฐานะพันธมิตรที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนลูกค้าทุกรายในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน และพร้อมเดินเคียงข้างลูกค้าธุรกิจในฐานะ Trusted partnerบนเส้นทางสู่ความยั่งยืน ​เพื่อสร้าง​ความพร้อมสำหรับการเริ่ม​ลงมือปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและจริงจั</strong><strong>งเพื่อเพิ่มความสามารถและโอกาสในการแข่งขัน จากการ​เป็นผู้กำหนดทิศทางขับเคลื่อน​การเปลี่ยนแปลงแทนการเป็นผู้รอรับผลกระทบ ​และสามารถกำหนดเส้นทางการเติบโตให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของโลก ​เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจของลูกค้าเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง </strong></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/scb-green-hotel-plus-workshop/">ธนาคารไทยพาณิชย์ ​เร่งเครื่อง Less Brown เปลี่ยนผ่านกลุ่มธุรกิจโรงแรมภาคใต้​ ​จัดอบรมเชิงปฏิบัติการมาตรฐาน Green Hotel Plus ปรับตัวรับท่องเที่ยวยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รายงาน ดีลอยท์ เผยมาตรการ ESG หนุนการเงินเติบโตยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/deloitte-report-esg-support-sustaiable-finance/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Nov 2025 17:14:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte Report]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Reporting]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Taxonomy]]></category>
		<category><![CDATA[กษิติ เกตุสุริยงค์]]></category>
		<category><![CDATA[การปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินเพื่อความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธวัชชัย เกียรติกวานกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38244</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานล่าสุดของดีลอยท์ ระบุว่าองค์กรต่างๆ ในประเทศไทยสามารถดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบการเก็บรวบรวมและรายงานข้อมูล ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) รวมถึงขยายความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า เนื่องจากความคาดหวังด้านกฎระเบียบและมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการเงินที่ยั่งยืนกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาตลาดอย่างรวดเร็ว รายงานของดีลอยท์ เรื่อง การขับเคลื่อนความสำเร็จอย่างยั่งยืน: การรายงานข้อมูล ESG และการพัฒนาด้านนโยบายของประเทศไทย เน้นย้ำถึงความคืบหน้าอย่างรวดเร็วในการปฏิรูปด้านกฎระเบียบเพื่อนำหลักการ ESG มาปรับใช้ ซึ่งทำให้ประเทศไทยอยู่ในฐานะผู้เล่นที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม รายงานตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมในระบบงาน การกำกับดูแล และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อตอบสนองความต้องการข้อมูลด้าน ESG และเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยั่งยืน คุณธวัชชัย เกียรติกวานกุล ลีดเดอร์ ด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และนโยบายสาธารณะ ดีลอยท์ เซาท์อีสต์เอเชีย กล่าวว่า ความยั่งยืนได้กลายเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ด้วยการผลักดันการบูรณาการหลักการ ESG เข้าไป ผู้กำหนดนโยบายกำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถบรรลุการเติบโตในระยะยาว และกฎระเบียบที่แข็งแกร่งและมาตรฐานการรายงานที่สอดคล้อง เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและเร่งรัดการพัฒนาที่ยั่งยืนทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณกษิติ เกตุสุริยงค์ พาร์ทเนอร์ บริการด้านการสอบบัญชีและการให้ความเชื่อมั่น ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า การลงทุนที่ยั่งยืนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำทรัพยากรของภาคเอกชนไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การลงทุนดังกล่าวจะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์นี้ได้ ก็ต่อเมื่อต้องมาพร้อมกับนโยบายและกฎระเบียบที่แข็งแกร่ง องค์กรที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดและหลักการของ ESG [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/deloitte-report-esg-support-sustaiable-finance/">รายงาน ดีลอยท์ เผยมาตรการ ESG หนุนการเงินเติบโตยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รายงานล่าสุดของดีลอยท์ ระบุว่าองค์กรต่างๆ ในประเทศไทยสามารถดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบการเก็บรวบรวมและรายงานข้อมูล ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) รวมถึงขยายความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า เนื่องจากความคาดหวังด้านกฎระเบียบและมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการเงินที่ยั่งยืนกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาตลาดอย่างรวดเร็ว</p>
<p><span id="more-38244"></span></p>
<p>รายงานของดีลอยท์ เรื่อง <a href="https://www.deloitte.com/southeast-asia/en/services/consulting/perspectives/esg-reporting-policy-thailand.html" target="_blank" rel="noopener">การขับเคลื่อนความสำเร็จอย่างยั่งยืน: การรายงานข้อมูล ESG และการพัฒนาด้านนโยบายของประเทศไทย </a>เน้นย้ำถึงความคืบหน้าอย่างรวดเร็วในการปฏิรูปด้านกฎระเบียบเพื่อนำหลักการ ESG มาปรับใช้ ซึ่งทำให้ประเทศไทยอยู่ในฐานะผู้เล่นที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาค</p>
<p>อย่างไรก็ตาม รายงานตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมในระบบงาน การกำกับดูแล และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อตอบสนองความต้องการข้อมูลด้าน ESG และเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38264" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Deloitte-TH_ธวัชชัย-เกียรติกวานกุล.jpg" alt="" width="481" height="500" /></p>
<p><strong>คุณธวัชชัย เกียรติกวานกุล ลีดเดอร์ ด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และนโยบายสาธารณะ ดีลอยท์ เซาท์อีสต์เอเชีย</strong> กล่าวว่า ความยั่งยืนได้กลายเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ด้วยการผลักดันการบูรณาการหลักการ ESG เข้าไป ผู้กำหนดนโยบายกำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถบรรลุการเติบโตในระยะยาว และกฎระเบียบที่แข็งแกร่งและมาตรฐานการรายงานที่สอดคล้อง เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและเร่งรัดการพัฒนาที่ยั่งยืนทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<p><strong>คุณกษิติ เกตุสุริยงค์ พาร์ทเนอร์ บริการด้านการสอบบัญชีและการให้ความเชื่อมั่น ดีลอยท์ ประเทศไทย </strong>กล่าวเสริมว่า การลงทุนที่ยั่งยืนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำทรัพยากรของภาคเอกชนไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การลงทุนดังกล่าวจะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์นี้ได้ ก็ต่อเมื่อต้องมาพร้อมกับนโยบายและกฎระเบียบที่แข็งแกร่ง องค์กรที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดและหลักการของ ESG ในเชิงรุก จะอยู่ในสถานะที่ดีกว่าในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและส่งมอบมูลค่าในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38265" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Deloitte-TH-กษิติ-เกตุสุริยงค์.jpg" alt="" width="460" height="500" /></p>
<p><strong>ความเป็นผู้นำของไทยในนโยบายและกฎระเบียบ </strong><strong>ESG</strong></p>
<p>ข้อสังเกตที่สำคัญจากรายงานคือ ประเทศไทยกำลังสร้างแบบอย่างที่แข็งแกร่งในการพัฒนาการรายงานด้านความยั่งยืนและการเงินที่ยั่งยืน โดยหน่วยงานกำกับดูแลของไทย ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) และธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) กำลังกำหนดนโยบายใหม่เกี่ยวกับภาษีคาร์บอน การซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมาตรการจูงใจเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p>หน่วยงานกำกับดูแลยังคงสร้างระบบนิเวศที่มีความยืดหยุ่นผ่านกรอบการทำงานและแนวทางปฏิบัติสำหรับการออกตราสารหนี้ที่ยั่งยืน มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล ESG และ Thailand Taxonomy สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น คู่มือการรายงานความยั่งยืนสำหรับบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้กำหนดกรอบการรายงานที่ชัดเจนและตัวชี้วัดผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในบริบทของประเทศไทย</p>
<p>มาตรการเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นของไทยสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050</p>
<p><strong>โจเซ็ท โซ พาร์ทเนอร์ สายงานความยั่งยืนและการให้ความเชื่อมั่นเชิงนวัตกรรม ดีลอยท์ สิงคโปร์</strong> กล่าวว่า โมเมนตัมด้านกฎระเบียบ พร้อมกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ยังคงกำหนดรูปแบบภูมิทัศน์ด้าน ESG ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในประเทศไทย เมื่อผู้กำหนดนโยบายนำเสนอ Thailand Taxonomy มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล และสิ่งจูงใจใหม่ ๆ ทำให้องค์กรต้องมีความคล่องตัวในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ องค์กรที่ปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบที่พัฒนาขึ้นเชิงรุกและลงทุนในการรายงานด้าน ESG ที่น่าเชื่อถือจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในการดึงดูดการเงินที่ยั่งยืนและรักษาความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38266" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Deloitte-SG_Josette-Soh-โจเซ็ท-โซ.jpg" alt="" width="899" height="598" /></p>
<p><strong>นวัตกรรมทางการเงินเพื่อความยั่งยืน</strong></p>
<p>นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ยังแนะนำวิธีการที่องค์กรและนักลงทุนสามารถเพิ่มผลกระทบของ ESG ให้สูงสุดด้วยการดำเนินการตามความคืบหน้าล่าสุด เช่น การบูรณาการหลักการ ESG ทั่วทั้งองค์กร เสริมสร้างความเข้มแข็งในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและการตรวจสอบสถานะทางการเงิน ใช้สิทธิผู้ถือหุ้น และใช้ประโยชน์จากโอกาสในพันธบัตรสีเขียวและกองทุนเพื่อสังคม</p>
<p><strong> </strong>รายงานของดีลอยท์ ระบุว่า พัฒนาการของตราสารหนี้สีเขียว (Green bonds) ตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked bonds) และโทเคนดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน (Sustainability token) ซึ่งเปิดทางเลือกใหม่สำหรับการลงทุนของภาคเอกชนในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมทั้งนักลงทุนให้ความสำคัญกับการให้ความเชื่อมั่นด้านข้อมูล ESG เพื่อเสริมสร้างการบริหารความเสี่ยง ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และสนับสนุนการตัดสินใจในการลงทุน ทั้งนี้ แพลตฟอร์มในการจัดการ คำนวณ และรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างนวัตกรรมโซลูชันดิจิทัลที่อำนวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมและรายงานข้อมูล ESG โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)</p>
<p><strong>ข้อเสนอแนะในการเพิ่มผลกระทบของ </strong><strong>ESG</strong></p>
<p>รายงานเน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งองค์กรและนักลงทุน ต้องเข้าใจและดำเนินการตามพัฒนาการและข้อมูลเชิงลึกของ ESG ล่าสุดอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>คำแนะนำสำคัญ ได้แก่</p>
<p><strong>การนำ </strong><strong>ESG </strong><strong>มาปรับใช้อย่างมีความหมาย : </strong>องค์กรจำเป็นต้องให้มีการฝึกอบรม การให้คำแนะนำ และการสร้างแรงจูงใจที่เกี่ยวข้องกับ ESG รวมถึงการนำปัจจัยด้าน ESG มาพิจารณาในการลงทุนทุกประเภท ไม่จำกัดพียงกองทุนและตราสารหนี้บางประเภทเท่านั้น</p>
<p><strong>การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมีความหมาย : </strong>ผู้นำองค์กรควรมีความรู้และตระหนักในกระบวนการตรวจสอบ ESG อย่างรอบด้าน เพื่อลดความเสี่ยงเมื่อต้องติดต่อและทำงานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ</p>
<p><strong>การใช้สิทธิของผู้ถือหุ้น: </strong>นักลงทุนควรทำความเข้าใจกฎหมายและข้อบังคับที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ และหากจำเป็นควรใช้สิทธิผู้ถือหุ้นเพื่อสร้างเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการบริหารจัดการ ESG</p>
<p><strong>การมุ่งเน้นในการสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มการสร้างโอกาสจากตราสารหนี้และกองทุนเพื่อสังคม : </strong>การขยายตัวอย่างรวดเร็วด้านความมั่งคั่งและอัตราการออมเงินในเอเชียได้สร้างแหล่งเงินทุนเพื่อรองรับการลงทุนด้านความยั่งยืนได้ กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนความมั่นคงแห่งชาติ และนักลงทุนสถาบัน ควรพิจารณาที่จะบูรณาการกลยุทธ์ด้าน ESG เข้าไปในพอร์ตโฟลิโอโดยรวม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38267" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Deloitt.jpg" alt="" width="353" height="500" /></p>
<p>สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ลิงก์นี้: <a href="https://www.deloitte.com/southeast-asia/en/services/consulting/perspectives/esg-reporting-policy-thailand.html" target="_blank" rel="noopener">https://www.deloitte.com/southeast-asia/en/services/consulting/perspectives/esg-reporting-policy-thailand.html</a></p>
<p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1">[1]</a> โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP)  (2568), “ประเทศไทย”, <a href="https://climatepromise.undp.org/what-we-do/where-we-work/thailand" target="_blank" rel="noopener">https://climatepromise.undp.org/what-we-do/where-we-work/thailand</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/deloitte-report-esg-support-sustaiable-finance/">รายงาน ดีลอยท์ เผยมาตรการ ESG หนุนการเงินเติบโตยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Nature-based Solutions ดันแผนดูแลป่าชุมชน 1 ล้านไร่ พร้อมปรับโครงสร้าง เพิ่มโมเดล ดึง &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการมากขึ้น เพิ่มโอกาสภาคชุมชนได้ประโยชน์ Climate Finance ​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/mae-fah-luang-expands-naturebased-solutions-model/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 09 Nov 2025 11:54:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Green Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[T‑VER]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[คนกับป่า]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า ปลูกคน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตร์พระราชา]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37857</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากความสำเร็จในการขับเคลื่อนและพัฒนา &#8216;ดอยตุงโมเดล&#8217; ตามแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อดูแลได้ครบทุกติติทั้งป่าไม้ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา และเศรษฐกิจชุมชนของผู้คนและชุมชนในพื้นที่ ตามแนวทาง &#8216;ศาสตร์พระราชา&#8217; ​ ประกอบกับบริบทโลกปัจจุบันที่มีความตระหนักถึงปัญหาสภาพอากาศ (Climate Change) เพิ่มมากขึ้น ทำให้บทบาทของภาคป่าไม้เริ่มมีความสำคัญต่อ​การแผนการขับเคลื่อน Net Zero Pathway ทั้งในระดับประเทศ และภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีแผนในการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านกลไก &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; เพื่อช่วยดูดซับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่งผลให้  มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ​ซึ่งมีองค์ความรู้และเชี่ยวชาญการบริหารจัดการและพัฒนาป่าชุมชน โดยเฉพาะความสำเร็จจากดอยตุงโมเดลที่สามารถผลิตคาร์บอนเครดิตได้ถึงกว่าปีละ  4 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ( CO2e)  มีความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดความสำเร็จไปสู่พื้นที่ป่าชุมชนทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 7 ล้านไร่ทั่วประเทศ  และเป็นโอกาสในการดึงให้  &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการแห่งโอกาสนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของทรัพยากรตัวจริง เป็นผู้​ได้รับประโยชน์จากกลไก Climate Finance และเป็นการสร้างแนวร่วมในการดูแลพื้นที่ป่าทั่วประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ปรับโครงสร้างเพิ่มโอกาส Nature-based Solutions  คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ Head [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/mae-fah-luang-expands-naturebased-solutions-model/">แม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Nature-based Solutions ดันแผนดูแลป่าชุมชน 1 ล้านไร่ พร้อมปรับโครงสร้าง เพิ่มโมเดล ดึง &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการมากขึ้น เพิ่มโอกาสภาคชุมชนได้ประโยชน์ Climate Finance ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากความสำเร็จในการขับเคลื่อนและพัฒนา &#8216;<strong>ดอยตุงโมเดล&#8217;</strong> ตามแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อดูแลได้ครบทุกติติทั้งป่าไม้ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา และเศรษฐกิจชุมชนของผู้คนและชุมชนในพื้นที่ ตามแนวทาง <strong>&#8216;ศาสตร์พระราชา&#8217;</strong> ​</p>
<p><span id="more-37857"></span></p>
<p>ประกอบกับบริบทโลกปัจจุบันที่มีความตระหนักถึงปัญหาสภาพอากาศ (Climate Change) เพิ่มมากขึ้น ทำให้บทบาทของภาคป่าไม้เริ่มมีความสำคัญต่อ​การแผนการขับเคลื่อน Net Zero Pathway ทั้งในระดับประเทศ และภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีแผนในการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านกลไก &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; เพื่อช่วยดูดซับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้</p>
<p>ส่งผลให้  <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ </strong>​ซึ่งมีองค์ความรู้และเชี่ยวชาญการบริหารจัดการและพัฒนาป่าชุมชน โดยเฉพาะความสำเร็จจากดอยตุงโมเดลที่สามารถผลิตคาร์บอนเครดิตได้ถึงกว่าปีละ  4 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ( CO2e)  มีความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดความสำเร็จไปสู่พื้นที่ป่าชุมชนทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 7 ล้านไร่ทั่วประเทศ  และเป็นโอกาสในการดึงให้<strong>  &#8216;คนและป่า&#8217;</strong> เข้ามาอยู่ในสมการแห่งโอกาสนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของทรัพยากรตัวจริง เป็นผู้​ได้รับประโยชน์จากกลไก Climate Finance และเป็นการสร้างแนวร่วมในการดูแลพื้นที่ป่าทั่วประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37860 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ปรับโครงสร้างเพิ่มโอกาส Nature-based Solutions </strong></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> Head of Nature-based Solutions and Special Projects มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อสอดคล้องกับบริบทและความเชี่ยวชาญที่มี โดยจากนี้จะเพิ่มการขับเคลื่อนภารกิ​จที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความยั่งยืน​ ​และเชื่อมโยงกับการดูแลฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เพื่อให้ได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต รวมทั้ง​การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และอีกหนึ่งบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับภาคเอกชนหรือองค์กร (ESG Incubation Partners) ที่ต้องการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน เช่น การให้คำปรึกษาด้านการจัดการน้ำ การจัดการขยะ หรือการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย  Net zero เพื่อสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกไปสู่วงกว้างได้มากยิ่งขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้<strong> จากการปรับโครงสร้างดังกล่าว ​​ทำให้ปัจจุบันมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ​จะมีภารกิจสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนใน 4 มิติ ประกอบด้วย การพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจร (โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ) โครงการธุรกิจเพื่อสังคม (แบรนด์กาแฟดอยตุง) และอีก 2 ภารกิจใหม่คือ งานด้านการฟื้นฟูธรรมชาติ และการเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน</strong> โดยเฉพาะโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน​ ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจด้าน​ Nature-based Solutions ผ่านการทำงานร่วมกับพื้นที่ป่าชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาโมเดล<strong> &#8216;คาร์บอนเครดิตที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลาง</strong>&#8216; เพื่อตอบโจทย์การอนุรักษ์ป่าและดูแลความเป็นอยู่ของคนไปพร้อมกัน ​ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้มาตรฐาน T‑VER ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งปัจจุบันประสบความสำเร็จสามารถดึงภาคเอกชนมาร่วมโครงการ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณสะสมได้แล้วกว่า 500 ล้านบาท รวมทั้งสามารถส่งมอบคาร์บอนเครดิต​ให้แก่ภาคเอกชนในเฟสแรก​ได้แล้วกว่า 43,123 ตัน CO2e จากชุมชนที่เข้าร่วม 12 ชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37862 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ในอนาคตงานด้าน Nature-based Solutions และการเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งช่วยสร้างรายได้ให้มูลนิธิฯ ได้ใกล้เคียงกับโมเดลเดิมที่เคยขับเคลื่อนอยู่ จากปัจจุบันรายได้หลักมาจากแบรนด์กาแฟดอยตุงราว 50% โครงการพัฒนาพื้นที่ดอยตุง 25%  การสร้างคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน 20% และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน 5% ซึ่งในอนาคตรายได้ของทั้งธุรกิจกาแฟ การพัฒนาพื้นที่ดอยตุง และคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 30% และรายได้จากธุรกิจที่ปรึกษาที่ราว 10%&#8221;</em></p>
<p>สำหรับการขยายโมเดลการพัฒนาฯ มาจากการความต้องการต่อยอดความสำเร็จจาก​โครงการ  &#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217; ณ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาโลก นำมาสู่การขยายผลเพื่อดูแลพื้นที่ป่าชุมชนทั่วประเทศ  ​ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนแล้วกว่า 287,000 ไร่ ​จากการดูแลของชุมชน​กว่า 300 ชุมชน ใน 12 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ทั้ง​​ภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ ครอบคลุมประชาชนภายในพื้นที่รวมกว่า 150,000 คน​ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจมากกว่า 30 องค์กร ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้า​​​เพิ่มเติมพื้นที่ป่าชุมชนเข้าร่วมโครงการ 33,000 ไร่ และขยายเพิ่ม 150,000 ไร่  ในปี 2569 โดยตั้งเป้าขยายพื้นที่ให้ถึง  1 ล้านไร่ ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์จากป่าชุมชนได้กว่า 5-7 แสนคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37868 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_20.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งอีกหนึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จนอกจากจำนวนพื้นที่ป่าชุมชนที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ทั้งป่าบก และป่าชายเลน ยังมีตัวชี้วัดสำคัญอย่าง การลดลงของปริมาณพื้นที่​เสียหายจากไฟป่า โดยตัวเลขจากโครงการระยะที่ 1–2 ลดจากค่าเฉลี่ย 12% เหลือ 4% (พ.ศ. 2567) ส่วนระยะที่ 3 ลดจาก 8% เหลือ 3% สะท้อนประสิทธิภาพการดูแลป่าอย่างต่อเนื่องทั้งฤดูไฟและนอกฤดูไฟ</p>
<p><em>&#8220;การสร้างคาร์บอนเครดิตจากการพัฒนาป่าชุมชน จะช่วยเพิ่มแนวร่วมการดูแลและปกป้องป่าจากผู้คนในพื้นที่ ให้เห็นประโยชน์จากป่า และมีรายได้จากป่า เพื่อลดการสูญเสียพื้นที่ป่าในภาพรวม ​รวมทั้งเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอน (Carbon Sink) เพื่อบรรลุ Net Zero ได้ตามนโยบายประเทศ นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์นอกเหนือจากแค่การได้คาร์บอนเครดิต แต่ยังเป็นการรักษาแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร ให้ผู้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากป่า พร้อมทั้งช่วยสร้าง​ความหลากหลายทางธรรมชาติ (Biodiveesity) ซึ่งในอนาคต จะเป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดด้านความยั่งยืนที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และอาจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ เพิ่มเติม อาทิ Biodiversity Credit หรือ Nature Credit ​ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคชุมชนจากกลไกทางการเงินยั่งยืน หรือ Climate Finance ​ขณะเดียวกันยังช่วย​รักษาพื้นที่ป่าของประเทศ ไม้ให้ลดจำนวนลงจากการบุกรุกหรือถูกทำลายในอนาคต&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37869 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8216;บ้านหัวทุ่ง&#8217; โมเดลต้นแบบ &#8216;คาร์บอนเครดิตจากป่าสงวนชีวมณฑล&#8217;</strong></p>
<p>ความสำเร็จของโครงการ &#8216;<strong>คาร์บอนเครดิตป่าชุมชน&#8217;</strong>  มาจากความสามารถในการดึงชุมชนมาเข้าร่วมขับเคลื่อน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะชุมชนถือเป็นเ​จ้าของ​พื้นที่และอยู่ใกล้ชิดป่าที่สุด รวมทั้งการพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ป่าชุมชนเพื่อเข้าไปดูแลฟื้นฟู</p>
<p>โดยได้​สนับสนุนงบประมาณจากภาคีและผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อขับเคลื่อน​การดำเนินงานของแต่ละหมู่บ้าน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุน ตามวัตุประสงค์ในการนำเงินไปใช้ ได้แก่ <strong>1. กองทุนดูแลป่า</strong>เพื่อใช้ในกิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า และป้องกันและบรรเทาไฟป่าเช่น ทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน สร้างฝายชะลอน้ำ ปลูก‑ฟื้นฟูป่า  และ<strong> 2. กองทุนพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</strong> เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทั้งการพัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต หรือการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตภายในชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37861 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_9.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ซึ่ง​​มูลนิธิฯ ได้นำจ่าย​สำหรับ 2 กองทุนหมุนเวียนแล้วกว่า 157 ล้านบาท พร้อม​​ติดตามการดำเนินงานเพื่อความโปร่งใส  รวมทั้งมีการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยทาง​มูลนิธิฯ ทำหน้าที่พี่เลี้ยงด้านมาตรฐาน การติดตาม‑ตรวจวัด (Measurement, Reporting and Verification: MRV) และธรรมาภิบาล ทำให้การดูแลป่ากลายเป็นอาชีพสุจริตที่ยกคุณภาพชีวิตคนและต่ออายุป่า</p>
<p><strong>&#8216;ชุมชนบ้านหัวทุ่ง&#8217;</strong> อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่  เป็นหนึ่งพื้นที่ตัวอย่างสะท้อนความสำเร็จ​ของการ​พัฒนาการพัฒนาอย่างยั่งยืน ​ในฐานะชุมชนต้นแบบในพื้นที่สงวนชีวมณฑลดอยเชียงดาว และแหล่งกำเนิด <strong>&#8216;น้ำออกฮู&#8217;</strong> สายน้ำย่อยของแม่น้ำปิง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37870 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ชุมชนแห่งนี้เข้าร่วมโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตั้งแต่ปี 2565 โดยดูแลป่าชุมชน 883.93 ไร่ จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้การนำของ<strong> &#8216;แม่หลวงศิริวรรณ ศรีเงิน&#8217;</strong> ผู้นำชุมชนสตรีที่รวบรวมพลังคนทุกวัย สร้างโครงสร้างบทบาทและธรรมาภิบาลที่ชัดเจนในชุมชน ทั้งการตั้งกติกาการใช้ประโยชน์ป่า จัดเวรยามลาดตระเวน ทำแนวกันไฟ และเก็บข้อมูลแปลงตัวอย่างร่วมกับทีมเทคนิค ทำให้ป่าฟื้นตัวต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงไฟป่าอย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับความมั่นคงของระบบนิเวศต้นน้ำ ซึ่งคนทั้งลุ่มน้ำปิงได้รับประโยชน์ร่วมกัน</p>
<p>จุดเด่นของบ้านหัวทุ่งคือ รายได้ไม่ได้มาจากการบุกรุกป่า แต่มาจากการดูแลป่า และการต่อยอดภูมิปัญญา และนำเงินสนับสนุนจากกองทุนมาต่อยอดการจ้างงานดูแลป่า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรอย่างน่าทึ่ง อาทิ การนำเศษไม้ไผ่เหลือใช้จากงานจักสาน มาเผาเป็นถ่าน และพัฒนาต่อเป็นก้อนดับกลิ่น ที่ดันทรงรองเท้า สบู่ และยาสีฟัน สร้างรายได้เสริมแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสในชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37865 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_16.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลไปสู่หมู่บ้านข้างเคียงอีก 5 หมู่บ้าน โดยการถ่ายทอดทักษะอาชีพหลากหลาย ทั้งการเพาะเห็ด เลี้ยงผึ้ง อาหารพื้นถิ่น และงานจักสาน ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นเส้นทางอาชีพในบ้านเกิดโดยไม่ต้องเบียดเบียนป่า และเกิดความภาคภูมิใจร่วมกันในฐานะ <strong>&#8216;ผู้พิทักษ์ต้นน้ำ&#8217;  </strong></p>
<p><strong>ในมุมสิ่งแวดล้อม</strong> : ผลลัพธ์ของบ้านหัวทุ่งและเครือข่ายชี้ชัดว่าการป้องกันเชิงรุกทำให้ไฟป่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงลดความเสี่ยง PM2.5 จากไฟป่าและการสูญเสียคาร์บอนกักเก็บ ป่าที่ฟื้นตัวช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและบริการระบบนิเวศสำคัญ เช่น การซึมซับน้ำฝน การลดการพังทลายของดิน และการรักษาต้นทุนคุณภาพน้ำของประเทศ เมื่อป่าต้นน้ำแข็งแรง เศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่พึ่งพาน้ำก็มั่นคงขึ้น ทั้งต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และเมืองปลายน้ำที่ต้องการน้ำประปาคุณภาพ ซึ่งคือประโยชน์สาธารณะของคนทั้งประเทศไม่ใช่เฉพาะผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37867 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/C-Forest2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ในมุมเศรษฐกิจของชุมชน : </strong>คาร์บอนเครดิตเป็นแรงจูงใจที่ยุติธรรม  มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือชดเชยคาร์บอนของธุรกิจ เพราะหลังจาก​​ 3 ปีแรก ที่เข้าไปดูแลฟื้นฟูป่า จะสามารถ​ทำการตรวจวัด ประเมิน ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่สร้างได้ ภายใต้การประเมินและทวนสอบภายใต้มาตรฐาน T‑VER ซึ่งปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองจะคำนวณเป็นรายได้ของชุมชน ​ในอัตราตันละ 300 บาทต่อไร่  รวมทั้งในระหว่างการดูแลรักษาป่าช่วง 1-3 ปีแรกก็จะมีการจ่ายค่าดูแลรักษาป่าในอัตรา 300 บาทต่อปีต่อไร่ โดยสมทบเข้ากองทุนดูแลป่าของหมู่บ้าน</p>
<p>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนแสดงให้เห็นภาพใหญ่ที่สังคมไทยกำลังมองหารูปธรรมของคาร์บอนเครดิตที่ยึดโยงกับชีวิตคนในชุมชน ปกป้องต้นน้ำ สร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งมอบอากาศและน้ำที่ดีให้คนทั้งประเทศ &#8216;บ้านหัวทุ่ง&#8217; จึงมิใช่เพียงตัวอย่างความสำเร็จของป่าชุมชนเชียงดาว หากเป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อกติกาและแรงจูงใจถูกออกแบบให้เป็นธรรม คาร์บอนเครดิตก็จะกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างป่าที่สมบูรณ์ สังคมที่เท่าเทียม และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จนก่อให้เกิด Total Well-being ได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37866 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/C-Forest1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/mae-fah-luang-expands-naturebased-solutions-model/">แม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Nature-based Solutions ดันแผนดูแลป่าชุมชน 1 ล้านไร่ พร้อมปรับโครงสร้าง เพิ่มโมเดล ดึง &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการมากขึ้น เพิ่มโอกาสภาคชุมชนได้ประโยชน์ Climate Finance ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SET ผนึก TTB ​ เพิ่มเครื่องมือ​คำนวณ &#8216;คาร์บอนฟุตพรินท์&#8217; ให้ภาคธุรกิจ ชี้ ​&#8217;ข้อมูลคาร์บอน&#8217; เหมือนพาสปอร์ตเข้าถึงซอฟต์โลนได้ง่ายขึ้น ​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/set-ttb-partner-to-setcarbon-platform/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Sep 2025 12:23:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[B+ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Emission]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[SET]]></category>
		<category><![CDATA[SET ESG]]></category>
		<category><![CDATA[SET ESG Data Platform]]></category>
		<category><![CDATA[SETCarbon]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[ttb]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์ฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ทีเอ็มบีธนชาต]]></category>
		<category><![CDATA[ปิติ ตัณฑเกษม]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[อัสสเดช คงสิริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36078</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จับมือ ทีเอ็มบีธนชาต (TTB) ผนึกกำลังขยายระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) เพิ่มเครื่องมือช่วยรายงานคาร์บอนฟุตพรินท์ผ่านระบบ SETCarbon สำหรับลูกค้า TTB โดยไม่ต้องเพิ่มภาระต้นทุนด้านการเงิน และถือเป็นธนาคารพาณิชย์รายแรกที่ร่วม​เป็นพันธมิตรในระบบ​ SETCarbon  เพื่อช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ​ซึ่งเปรียบเสมือนการได้รับ &#8216;พาสปอร์ต&#8217; เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ​สีเขียวที่มีสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่าหรืออัตรา​ดอกเบี้ย​ต่ำกว่าสินเชื่อทั่วไป (ซอฟต์โลน) รวมทั้ง​​สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกพร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ คุณ​อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความสามารถในการรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืน (ESG) โดยเฉพาะความสามารถในการจัดการสภาพภูมิอากาศซึ่งจำเป็นต้องรายงานการปลดปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission) ภายในธุรกิจ ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งการเก็บข้อมูล การ​คำนวณ การประเมินผล  รวมไปถึงความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ เป็นปัญหาสำคัญรวมทั้งยังสร้างภาระต้นทุนทางการเงินให้ภาคธุรกิจมากขึ้น ​​การมีเครื่องมืออย่าง SETCarbon จึงเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถรายงาน​คาร์บอนฟุตพรินท์ได้ง่ายและสะดวก โดยเฉพาะธุรกิจรายกลางและเล็ก หรือกลุ่ม SME ที่ยังไม่มีความพร้อมทั้งเรื่องทรัพยากร องค์ความรู้ เวลา หรือบุคลากรที่เชี่ยวชาญในการดำเนินการ​​ &#8220;ระบบ SETCarbon ​ช่วยให้ธุรกิจ ยกระดับการเปิดเผย Carbon Emission ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/set-ttb-partner-to-setcarbon-platform/">SET ผนึก TTB ​ เพิ่มเครื่องมือ​คำนวณ &#8216;คาร์บอนฟุตพรินท์&#8217; ให้ภาคธุรกิจ ชี้ ​&#8217;ข้อมูลคาร์บอน&#8217; เหมือนพาสปอร์ตเข้าถึงซอฟต์โลนได้ง่ายขึ้น ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จับมือ ทีเอ็มบีธนชาต (TTB) ผนึกกำลังขยายระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืน (</strong><strong>Sustainable Finance) </strong><strong>เพิ่มเครื่องมือช่วยรายงานคาร์บอนฟุตพรินท์ผ่านระบบ SETCarbon สำหรับลูกค้า TTB โดยไม่ต้องเพิ่มภาระต้นทุนด้านการเงิน และถือเป็นธนาคารพาณิชย์รายแรกที่ร่วม​เป็นพันธมิตรในระบบ​ SETCarbon </strong></p>
<p><span id="more-36078"></span></p>
<p>เพื่อช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ​ซึ่งเปรียบเสมือนการได้รับ &#8216;พาสปอร์ต&#8217; เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ​สีเขียวที่มีสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่าหรืออัตรา​ดอกเบี้ย​ต่ำกว่าสินเชื่อทั่วไป (ซอฟต์โลน) รวมทั้ง​​สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกพร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
<p><strong>คุณ​อัสสเดช คงสิริ </strong>กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความสามารถในการรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืน (ESG) โดยเฉพาะความสามารถในการจัดการสภาพภูมิอากาศซึ่งจำเป็นต้องรายงานการปลดปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission) ภายในธุรกิจ ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งการเก็บข้อมูล การ​คำนวณ การประเมินผล  รวมไปถึงความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ เป็นปัญหาสำคัญรวมทั้งยังสร้างภาระต้นทุนทางการเงินให้ภาคธุรกิจมากขึ้น ​​การมีเครื่องมืออย่าง <strong>SETCarbon</strong> จึงเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถรายงาน​คาร์บอนฟุตพรินท์ได้ง่ายและสะดวก โดยเฉพาะธุรกิจรายกลางและเล็ก หรือกลุ่ม SME ที่ยังไม่มีความพร้อมทั้งเรื่องทรัพยากร องค์ความรู้ เวลา หรือบุคลากรที่เชี่ยวชาญในการดำเนินการ​​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36081 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SET1.jpg" alt="" width="1200" height="743" /></p>
<p><em>&#8220;ระบบ SETCarbon ​ช่วยให้ธุรกิจ ยกระดับการเปิดเผย Carbon Emission ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียน กว่า 300 แห่ง หรือ​ 33% ​ใช้ระบบ SETCarbon  และ​มีแผนขยายการ​ให้บริการระบบ​ไปสู่ผู้ประกอบการธุรกิจนอกตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น  รวมทั้ง​ SME ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจประเทศในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน และมีผลกระทบต่อปริมาณก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้ง​ห่วงโซ่ของธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องมีการควบคุมการปลดปล่อยคาร์บอนในระดับต่ำเป็นกลุ่มแรกๆ  การเข้าถึง SETCarbon เพื่อจัดการ คำนวณ และรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงเป็นสมือน  &#8216;พาสปอร์ต&#8217; ที่ช่วย​ให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวของ TTB ได้ง่ายขึ้น เพื่อสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและรักษาความสามารถในการแข่งขันเพื่อยังอยู่ในระบบนิเวศของเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง&#8221; </em></p>
<p><strong>คุณปิติ ตัณฑเกษม </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า ทีทีบีขับเคลื่อนสู่การธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Banking) ตามกรอบ <strong>B+ESG</strong> ที่ผสานธุรกิจและความยั่งยืนเป็นเนื้อเดียวกัน และพร้อมสนับสนุนให้ลูกค้าธุรกิจและ SME ปรับตัวตามบริบทและกติกาใหม่ของโลก โดยเฉพาะการเปิดเผยตัวเลขคาร์บอนฟุตพรินท์ในธุรกิจ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับ​การวางแผนลดคาร์บอน​ในอนาคต พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและตลาดใหม่ๆ รวมทั้งเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันเพื่อรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืนไว้ได้ในระยะยาว ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36082 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/TTB-SET.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em>&#8220;​<strong>ตั้งแต่ปี </strong><strong>2562 </strong><strong>จนถึงไตรมาสที่ </strong><strong>2 </strong><strong>ของปี </strong><strong>2568 </strong><strong>ทีทีบีได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนไปแล้วกว่า </strong><strong>78,000</strong><strong> ล้านบาท</strong> โดยปีนี้ ​ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ​​ยั่งยืนอีก 35,000 ล้านบาท ซึ่งการเพิ่มความร่วมมือคร้ังนี้ จะช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจในการเข้าถึงสินเชื่อกลุ่มนี้ได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ รวมทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการต้นทุนด้านพลังงานได้ดีขึ้น รวมทั้งบริหารจัดการเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่ง SETCarbon จะเป็นเครื่องมือช่วยให้ลูกค้าธุรกิจของธนาคารที่ไม่ได้จดทะเบียน​ใน SET สามารถคำนวณและจัดเก็บคาร์บอนฟุตพรินต์ได้อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการนำข้อมูล ESG ไปใช้ประกอบในการพิจารณาสินเชื่อ <strong>โดยได้คัดเลือกกลุ่มลูกค้าให้เข้าร่วมโครงการ จำนวนกว่า </strong><strong>1,000</strong><strong> ราย จากกลุ่ม</strong><strong>อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ อาทิ อุตสาหกรรมเคมี การขนส่ง อาหารและเครื่องดื่ม การโรงแรม เป็นต้น</strong><strong>&#8220;</strong></em></p>
<p>ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม SETCarbon ถูกออกแบบเพื่อให้ตอบโจทย์ภาคธุรกิจในการคำนวณ Carbon Emission ได้อย่างสะดวก​แบบ<strong> End to End Solution</strong> ที่รองรับทั้งการบริหารจัดการข้อมูล ตั้งแต่การจัดเก็บ  การคำนวณ การประเมินผล และ​การทวนสอบอยู่ภายในระบบทั้งหมด ​​รวมทั้งยังรองรับได้ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ภายใต้มาตรฐานที่ได้รับความน่าเชื่อถือ เพราะมีผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอยู่ภายในระบบนิเวศ ทั้งกลุ่มผู้ประเมินทวนสอบ หรือกลุ่มผู้กำกับกิจการ (Regulator) เพื่อป้องกันการฟอกเขียว และ​ควบคุมมาตรฐานความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม ​รวมไปถึงรองรับการพัฒนา​ต่อยอดในอนาคต เช่น การคำนวณการปลดปล่อยคาร์บอนในขอบเขตที่ 3 ได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ ยัง​ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบให้สามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวกแก่ผู้ใช้งานมากที่สุด โดยในอนาคต อาจจะมีการพัฒนาต่อยอดด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม เช่น การนำ AI หรือระบบออโต้เมชั่นมาใช้ เพื่อลดความยุ่งยากจากระบบ Manual ให้น้อยลง เนื่องจาก บางธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ยังไม่มีความเข้าใจข้อมูลเชิงเทคนิค หรือ​ไม่สามารถเชื่อมโยงกระบวนการทำงานเข้ากับกระบวนการ​คำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์ได้อย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันในมุมของการสื่อสารเพื่อ​เร่งสร้างความเข้าใจและความตระหนักเพื่อให้ธุรกิจมีการรายงานข้อมูลคาร์บอนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการจูงใจผ่านสิทธิประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้รับจากความสามารถในการรายงานคาร์บอนแบบจับต้องได้ เช่น ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น หรือมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ง่ายขึ้น เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36083 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SETCarbon-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>สำหรับความร่วมมือของ SET และ TTB ในครั้งนี้ ยังครอบคลุมการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสององค์กรเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินการและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสนับสนุนด้านความยั่งยืน พร้อมร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการทางการเงิน ตลอดจนสิทธิประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมต่อยอดและพัฒนาระบบนิเวศด้านความยั่งยืนเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินงาน ปรับปรุง และพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนวางแผนการจัดการด้านการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนควบคู่กับการเติบโตทางธุรกิจ โดยเฉพาะการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อขับเคลื่อนผู้ประกอบการและประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/set-ttb-partner-to-setcarbon-platform/">SET ผนึก TTB ​ เพิ่มเครื่องมือ​คำนวณ &#8216;คาร์บอนฟุตพรินท์&#8217; ให้ภาคธุรกิจ ชี้ ​&#8217;ข้อมูลคาร์บอน&#8217; เหมือนพาสปอร์ตเข้าถึงซอฟต์โลนได้ง่ายขึ้น ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เพิ่มโอกาสประเทศไทย จาก &#8216;กุ้งคาร์บอนต่ำ&#8217; ไทยยูเนี่ยนเชื่อม Blue Finance ขับเคลื่อนความยั่งยืนระบบนิเวศ Aquaculture</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/blue-finance-empowering-aquaculture-ecosystem/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 03 Aug 2025 10:59:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[aquaculture]]></category>
		<category><![CDATA[GCNT EXPO 2025]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Financing]]></category>
		<category><![CDATA[UN Global Compact NetworkThailand ​]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมสัตว์น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยยูเนี่ยน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35173</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกของโลก ที่มีการนำร่องขับเคลื่อนและส่งเสริมการทำฟาร์ม &#8216;กุ้งคาร์บอนต่ำ&#8217; (Low Carbon Shrimp) ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างโอกาสให้ทั้งประเทศไทยในฐานะผู้ผลิต รวมทั้งยังช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ทั้งมิติการลดต้นทุนการเพาะเลี้ยง จากการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะการนำพลังงงานทดแทนเข้ามาใช้ ที่นอกจากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า ยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานลงได้​ราว 10% บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU  ผู้ผลิตอาหารทะเลชั้นนำของโลกรวมทั้งตัวแทนของภาคเอกชน ที่เป็นกำลัง​สำคัญในการ​ขับเคลื่อนโครงการ Shrimp Decarbonization Project หรือการลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ (CF) จากกระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้ง ​ซึ่งช่วยทั้ง​​​ลดการปล่อย CF ในสโคป 3 ของธุรกิจ รวมทั้งยังเป็นการเร่งขับเคลื่อนเป้าหมาย ตามกลยุทธ์ SeaChange ทั้งมิติของการส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืน และบรรลุ Net zero ตลอดทั้งซัพพลายเชนได้ภายในปี 2050 พร้อมฉายภาพการขับเคลื่อน และทำงานร่วมกันทั้งระบบนิเวศ ผ่านเวทีเสวนา  ‘Blue Financing and Aquaculture: Empowering the Sustainability Transition เจาะลึกโอกาสและกลไกความร่วมมือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/blue-finance-empowering-aquaculture-ecosystem/">เพิ่มโอกาสประเทศไทย จาก &#8216;กุ้งคาร์บอนต่ำ&#8217; ไทยยูเนี่ยนเชื่อม Blue Finance ขับเคลื่อนความยั่งยืนระบบนิเวศ Aquaculture</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกของโลก ที่มีการนำร่องขับเคลื่อนและส่งเสริมการทำฟาร์ม &#8216;<strong>กุ้งคาร์บอนต่ำ&#8217;</strong> (Low Carbon Shrimp) ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างโอกาสให้ทั้งประเทศไทยในฐานะผู้ผลิต รวมทั้งยังช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ทั้งมิติการลดต้นทุนการเพาะเลี้ยง จากการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะการนำพลังงงานทดแทนเข้ามาใช้ ที่นอกจากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า ยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานลงได้​ราว 10%</p>
<p><span id="more-35173"></span></p>
<p><strong>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ <strong>TU</strong>  ผู้ผลิตอาหารทะเลชั้นนำของโลกรวมทั้งตัวแทนของภาคเอกชน ที่เป็นกำลัง​สำคัญในการ​ขับเคลื่อนโครงการ <strong>Shrimp Decarbonization Project </strong>หรือการลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ (CF) จากกระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้ง ​ซึ่งช่วยทั้ง​​​ลดการปล่อย CF ในสโคป 3 ของธุรกิจ รวมทั้งยังเป็นการเร่งขับเคลื่อนเป้าหมาย ตามกลยุทธ์ <strong>SeaChange</strong> ทั้งมิติของการส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืน และบรรลุ Net zero ตลอดทั้งซัพพลายเชนได้ภายในปี 2050</p>
<p>พร้อมฉายภาพการขับเคลื่อน และทำงานร่วมกันทั้งระบบนิเวศ ผ่านเวทีเสวนา  <strong>‘Blue Financing and Aquaculture: Empowering the Sustainability Transition เจาะลึกโอกาสและกลไกความร่วมมือ เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสู่ความยั่งยืน’  </strong>ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน UN Global Compact NetworkThailand หรือ GCNT Expo 2025 โดยมีตัวแทนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร รวมทั้งภาคการเงิน สะท้อนความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่าน  ทั้งด้านนวัตกรรม และการลงทุน ​พร้อมต่อยอดในการเข้าถึง Blue Finance ​เพื่อส่งเสริมการลด CF ใน​ฟาร์มกุ้ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35185 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/คุณภาณุ-ไทยยูเนี่ยน-4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณภาณุ บุญทรง</strong> ผู้จัดการฝ่ายความยั่งยืนส่วนงานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ TU กล่าวว่า การส่งเสริมกุ้งคาร์บอนต่ำ เป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนตาม​กลยุทธ์ SeaChnage เพื่อสามารถบรรลุ Net Zero ได้ทั้งซัพพลายเชน โดยเฉพาะการลดคาร์บอนในสโคป 3 ที่มีสัดส่วนราว 90% โดยธุรกิจกุ้งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่ทำรายได้ให้ TU ราว 20-30% ขณะที่ CF จากการเลี้ยงกุ้ง ถือว่าอยู่ในระดับสูงกว่าการผลิตสัตว์ทะเลประเภทอื่นๆ รวมทั้งสูงกว่าการผลิตโปรตีนจากหมู หรือไก่ การส่งเสริม Decarbonization ในฟาร์มกุ้ง จึงเป็น​หนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ TU เข้าใกล้เป้าหมาย Net zero ได้ตามที่วางไว้ ​โดยตั้งเป้าลด CF ให้ลดลงจากกระบวนการเลี้ยงกุ้งได้ราว​​ 25-35%</p>
<p><em>&#8220;คาร์บอฟุตพรินท์จากการ​เลี้ยงกุ้ง​ส่วนใหญ่มาจากอาหารกุ้ง และกระบวนการบริหารจัดการในฟาร์ม โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าเพื่อเติมออกซิเจนลงในบ่อกุ้ง ​​จึงต้องส่งเสริมให้เกษตรกรเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ามา​​ทดแทนการใช้กระแสไฟฟ้าในช่วงกลางวันให้ได้ถึง 80%  ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อจำกัดที่ต้องมีการลงทุนสูง และทาง TU ต้องมีโซลูชั่นเพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาด​ เพื่อลดทั้งคาร์บอนและต้นทุนในการผลิต ส่วนในระดับอาหารจะเน้นการเลือกแหล่งวัตถุดิบที่ไม่มีการทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อ​ลด CF จากการเลี้ยงกุ้งให้ได้มากที่สุด ซึ่งหากทำได้ เชื่อว่าจะช่วยผลักดันการเติบโตให้อุตสาหกรรมกุ้งไทย ​ขยายตัวได้อีกครั้ง หลังตลาดกุ้งไทยในช่วงหลายปีมานี้ลด​ลงกว่าครึ่งจากที่เคยผลิตกว่าปีละ 6 แสนต้นต่อปี เหลือราว 3 แสนตันต่อปี จากความสามารถในการผลิตกุ้งคาร์บอนต่ำ ที่เราเป็นประเทศนำร่อง ขณะที่​ความต้องการสินค้าคาร์บอนต่ำมีดีมานด์ในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35178 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/ผอ.กรมประมง-3.jpg" alt="" width="533" height="800" /></p>
<p><strong>คุณ​มนทกานติ ท้ามติ้น </strong>ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง ในฐานะตัวแทนภาครัฐ กล่าวถึงการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนในกลุ่ม Aquaculture หรืออุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทยว่า อุปสรรคสำคัญ​ของเกษตรกรในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน คือ ต้นทุนสูง  และการขาดสภาพคล่องของเกษตรกร แต่หากมีการส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนในกระบวนการผลิต จะช่วยลดต้นทุนสำคัญในการจัดการฟาร์มลงได้ จากต้นทุนเฉลี่ยในการเลี้ยงกุ้งอยู่ที่ 23 บาทต่อกิโลกรัม มาจากอาหารราว 40% และ 58% เป็นค่าพลังงาน หากมีการส่งเสริมให้นำพลังงานทางเลือก หรือพัฒนานวัตกรรมเพื่อสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยทั้งการลดคาร์บอนและลดต้นทุนให้เกษตรกรลงได้</p>
<p><em>“ประเทศไทยมีเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการเงิน โดยโครงการที่สอดรับกับนโยบายระดับชาติ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในฟาร์มเกษตร โดยมุ่งเน้นแนวทาง​ตามธรรมชาติ หรือ Nature-based Solutions ซึ่งประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกที่ส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งคาร์บอนต่ำ ภายใต้การรับรองการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานกำกับอย่าง TGO และ FAO ซึ่งนำร่องใน 2 จังหวัด คือ ฉะเชิงเรา และจันทบุรี และหากสำเร็จจะขยายพื้นที่ต่อไป​ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโอกาสของประเทศต่อไปในอนาคต&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35179 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/คุณพลชาติ-เจ้าของอนันต์-ฟาร์ม.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้านตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง<strong> คุณพลชาติ เหลืองนฤมิตรชัย </strong>เจ้าของฟาร์มกุ้งอนันตฟาร์ม  กล่าวว่า การส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งคาร์บอนต่ำเป็นทางออกในการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะหากไม่มีระบบการจัดการที่ดี ประกอบกับปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้กุ้งอาจเกิดโรคระบาด กระทบต่อทั้งต้นทุนและรายได้ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ฟาร์มเองต้องปรับตัว</p>
<p><em>&#8220;ในส่วนของทางฟาร์มได้มีการลงทุนเพื่อติดตั้งโซลาร์เซ​​ลล์ทดแทนการใช้ไฟฟ้า ทำให้ช่วยประหยัดค่าไฟลงได้เดือนละ 4 หมื่นกว่าบาท หรือราว 10% ของค่าไฟที่เคยจ่ายเดือนละ 4 แสนกว่าบาท ขณะที่กำไรของฟาร์มกุ้งจะเฉลี่ยอยู่ที่ 20% ดังนั้น 10% ที่ลดลงได้นี้ ไม่เพียงลดรายจ่ายลง แต่ยังช่วยเพิ่มให้มีกำไรใหม่เพิ่มมากขึ้น 50% อีกด้วย ดังนั้น การพัฒนาสู่การการเลี้ยงกุ้งแบบคาร์บอนต่ำ จึงเป็นการมอบทั้งทิศทาง และเครื่องมือที่แข็งแรงในการทำธุรกิจ ภายใต้ความร่วมมือในการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากทุกฝ่าย ซึ่งนอกจากการพัฒนาเรื่องการลดคาร์บอนแล้ว ในอนาคตอาจต่อยอดสู่พันธุ์กุ้ง อาหารกุ้ง หรือรูปแบบการเลี้ยง ที่กำลังขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมที่เชิง​ Wellness และ Longevity ควบคู่กับ​การพัฒนา Negative Carbon Product ​ซึ่งจะช่วยสร้างโปรดักต์ใหม่และโอกาสใหม่ให้ผลิตภัณฑ์ของไทย ที่แม้อาจจะไม่ได้มีตลาดที่ขนาดใหญ่มาก แต่เป็นสิ่งที่ตลาดต้องการอย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35180 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/คุณฝนทิพย์-ADB-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะที่ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสำคัญจากฟากการเงิน <strong>คุณฝนทิพย์ ยุทธเสรี</strong> ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (ที่ปรึกษา) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) กล่าวว่า สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ทั้งส่งผลเสียต่อฟาร์มกุ้ง เช่น การเกิดโรคระบาด หรือกุ้งมีภูมิต้านทานต่ำลง หรือกรณีน้ำท่วมฟาร์ม อาจทำให้เสียปริมาณกุ้งไป ​หรือถ้าน้ำแล้งก็ต้องปั๊มน้ำเพิ่ม​ข้าฟาร์มทำให้มีต้นทุนเพิ่มมากขึ้น​ แต่ขณะเดียวกัน จะทำให้ความต้องการสินค้ารักษ์โลกเพิ่มขึ้น เป็นโอกาสที่ดีของกุ้งคาร์บอนต่ำ รวมทั้งสินค้าเกษตรยั่งยืนอื่นๆ ด้วย</p>
<p><em>&#8220;ADB มุ่งให้การสนับสนุนโซลูชันทางการเงินที่ยั่งยืนทั้ง Green และ  Blue ในรูปแบบทั้งหุ้นกู้ หรือสินเชื่อ เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการเปลี่ยนผ่าน โดยแนะนำการวางกรอบในการขับเคลื่อนกิจกรรม เพื่อเป็นไปตามเกณฑ์ในการเข้ามาสนับสนุนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งในมิติทางสังคมด้วย ซึ่งครอบคลุมเรื่องของ Aquaculture ด้วย ซึ่ง Blue Finance มีศักยภาพมากพอที่จะพลิกโฉมแนวปฏิบัติสำหรับอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงทรัพยากรทางทะเล การจัดสรรเงินทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จะช่วยให้เกษตรกรสามารถพัฒนาแนวทางการดำเนินงานในแบบที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกร ธุรกิจสังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพได้ดียิ่งขึ้น”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35181 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/คุณยงยุทธ-ไทยยูเนี่ยน.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับนโยบายด้าน<strong> Sustainable Financing</strong> ของทาง TU  <strong>คุณยงยุทธ เสฏฐวิวรรธน์ </strong>กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการบริหารการเงินกลุ่มและศูนย์บริการร่วมทางการเงิน TU กล่าวว่า ไทยยูเนี่ยน วางทิศทางในการจัดหาเงินทุนเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนการเติบโต ทั้งในรูปแบบของหุ้นกู้ (Bond) หรือสินเชื่อ (Loan) ให้เชื่อมโยงกับแผนดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดนตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน Sustainable Finance ในธุรกิจเพิ่มเป็น 75% ภายในสิ้นปีนี้ และเพิ่มเป็น 100% ภายในปี 2030 โดยเฉพาะกลไกผ่าน Blue Finance ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายบรรลุ Net zero ทั้งซัพพลายเชน ได้ตามกลยุทธ์ SeaChange  ​รวมทั้งการบรรลุ​ข้อตกลงตามกรอบเงื่อนไขของ Blue Finance ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก การดูแลระบบนิเวศ ไปจนถึงการจัดหาและทำประมงอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน เป็นต้น</p>
<p><em>&#8220;ไทยยูเนี่ยนในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก เรามีเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมนี้ผ่านหลากหลายพันธกิจ และเราเชื่อว่า Blue Finance อันหมายถึงกลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนโครงการที่สร้างความยั่งยืนให้กับท้องทะเล จะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการนำองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้สร้างความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม และส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจสีน้ำเงินหรือ Blue Economy ”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35182 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/ผลิตภัณฑ์กุ้ง-ไทยยูเนี่ยน-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้  โครงการนำร่องฟาร์มกุ้งคาร์บอนต่ำของไทยยูเนี่ยนเริ่มเผยให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยกุ้งจากโครงการมีวางจำหน่ายแล้วผ่านผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ภายใต้แบรนด์ Chicken of the Sea ภายใต้ความร่วมมือกับ The Nature Conservancy (TNC), Ahold Delhaize USA และ Whole Foods Market โครงการนี้ช่วยให้ฟาร์มกุ้งที่เข้าร่วมสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านแนวปฏิบัติที่ทำได้จริงและอ้างอิงอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิต พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ กุ้งจากโครงการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงการจัดส่ง ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่ากุ้งที่ตนบริโภคนั้นมาจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/blue-finance-empowering-aquaculture-ecosystem/">เพิ่มโอกาสประเทศไทย จาก &#8216;กุ้งคาร์บอนต่ำ&#8217; ไทยยูเนี่ยนเชื่อม Blue Finance ขับเคลื่อนความยั่งยืนระบบนิเวศ Aquaculture</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ททท. x SET ดึงบริษัทจดทะเบียนหนุนท่องเที่ยวชุมชน เตรียมเปิด &#8216;Village to the World  #SustainableAgenda&#8217; เพิ่มโมเดลลงทุนยั่งยืน หนุนทั้งธุรกิจและสังคม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/06/village-to-the-world-sustainable-agenda/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Jun 2025 10:38:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Investment]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Partnership for Impact]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Tourism]]></category>
		<category><![CDATA[Impact Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Local]]></category>
		<category><![CDATA[Local Tourism]]></category>
		<category><![CDATA[SET]]></category>
		<category><![CDATA[Social]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Agenda]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Tourism]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Tourism Destination]]></category>
		<category><![CDATA[Tourism]]></category>
		<category><![CDATA[Village to the World]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยวโดยชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ททท.]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวไทยอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อสังคม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34233</guid>

					<description><![CDATA[<p>การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกกำลังกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน เตรียมเปิดตัวโครงการ “Village to the World #SustainableAgenda” อย่างเป็นทางการ  เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อน “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” สู่เครื่องมือสำคัญในการตอบโจทย์กลยุทธ์ ESG (Environmental, Social, and Governance) ของภาคธุรกิจไทย และยกระดับชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน โครงการนี้เป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้แก่ภาคเอกชน โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านตลาดการท่องเที่ยวยั่งยืนโดยชุมชนที่รอการลงทุนทางสังคมจากบริษัทต่างๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า และตอบสนองความต้องการของนักลงทุนระดับสากลที่มุ่งเน้นการลงทุนอย่างรับผิดชอบ โดยบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับชุมชนสามารถนำผลการดำเนินงานที่วัดผลได้จริง จากการสร้างผลกระทบทางบวกไปเปิดเผยเป็นผลการดำเนินงาน การขับเคลื่อนความยั่งยืนที่สอดคล้องกับประเด็นสาระสำคัญของแต่ละบริษัทฯ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีนโยบายการพัฒนา Shape supply บนพื้นฐานของความปลอดภัยและความยั่งยืนอันจะนำไปสู่ High Value Services &#38; Standard ได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างพันธมิตร ทั้งห่วงโซ่ในภาคอุตสาหกรรม ร่วมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยให้มีคุณค่าและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง Sustainable Tourism Destination และพร้อมผลักดันโครงการ Village to the World ให้เป็นแพลตฟอร์มในการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/06/village-to-the-world-sustainable-agenda/">ททท. x SET ดึงบริษัทจดทะเบียนหนุนท่องเที่ยวชุมชน เตรียมเปิด &#8216;Village to the World  #SustainableAgenda&#8217; เพิ่มโมเดลลงทุนยั่งยืน หนุนทั้งธุรกิจและสังคม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)</strong> ผนึกกำลังกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน เตรียมเปิดตัวโครงการ “<strong>Village to the World #SustainableAgenda</strong>” อย่างเป็นทางการ  เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อน “<strong>การท่องเที่ยวโดยชุมชน</strong>” สู่เครื่องมือสำคัญในการตอบโจทย์กลยุทธ์ ESG (Environmental, Social, and Governance) ของภาคธุรกิจไทย และยกระดับชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน</p>
<p><span id="more-34233"></span></p>
<p>โครงการนี้เป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้แก่ภาคเอกชน โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านตลาดการท่องเที่ยวยั่งยืนโดยชุมชนที่รอการลงทุนทางสังคมจากบริษัทต่างๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า และตอบสนองความต้องการของนักลงทุนระดับสากลที่มุ่งเน้นการลงทุนอย่างรับผิดชอบ</p>
<p>โดยบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับชุมชนสามารถนำผลการดำเนินงานที่วัดผลได้จริง จากการสร้างผลกระทบทางบวกไปเปิดเผยเป็นผลการดำเนินงาน การขับเคลื่อนความยั่งยืนที่สอดคล้องกับประเด็นสาระสำคัญของแต่ละบริษัทฯ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34235 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/Village2-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)</strong> มีนโยบายการพัฒนา Shape supply บนพื้นฐานของความปลอดภัยและความยั่งยืนอันจะนำไปสู่ High Value Services &amp; Standard ได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างพันธมิตร ทั้งห่วงโซ่ในภาคอุตสาหกรรม ร่วมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยให้มีคุณค่าและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง <strong>Sustainable Tourism Destination</strong> และพร้อมผลักดันโครงการ <strong>Village to the World</strong> ให้เป็นแพลตฟอร์มในการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ ตามแนวคิด <strong>“ESG Partnership for Impact</strong>” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ภาคการท่องเที่ยวและภาคตลาดทุนมาร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างอย่างจริงจัง</p>
<p>โดยการสร้างกลไกการลงทุนที่มีผลตอบแทนทั้งในเชิงธุรกิจและเชิงสังคม โดยเชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวชุมชนที่สร้างความหมายผ่านการพักผ่อน และทำกิจกรรมอันทรงคุณค่าร่วมกัน จะยกระดับจากกิจกรรม CSR กลายเป็นพลังขับเคลื่อนความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่ เพิ่มขีดความสามารถของการท่องเที่ยวโดยชุมชน ช่วยกระจายรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิต และเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับสังคมไทยอย่างมีคุณภาพ</p>
<p>ทั้งนี้ กิจกรรมภายในงานเปิดตัวเพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับชุมชน จะประกอบด้วยการประกาศความร่วมมือระหว่างบริษัทจดทะเบียนชั้นนำกับต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวคุณภาพ ในการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบสนองต่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล พร้อมด้วยการแสดงพลังจากองค์กรพันธมิตรกว่า 20 หน่วยงานที่มาร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ขับเคลื่อน <strong>ESG Tourism</strong> และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และตัวแทนจากชุมชนทั้งหมดจะได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพจากโครงการต่อเนื่องอีก 3 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเข้าสู่ตลาดท่องเที่ยวคุณภาพอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
<p>โครงการนี้ คือ โอกาสทางธุรกิจและการลงทุนทางสังคมที่รอคอย เนื่องจากประเทศไทยมีชุมชนท่องเที่ยวคุณภาพที่พร้อมรับการลงทุนทางสังคมจากภาคเอกชนจำนวนมาก โดยชุมชนเหล่านี้มีศักยภาพในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ยั่งยืนให้กับภาคธุรกิจ การร่วมมือนี้จะช่วยสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ครอบคลุมตั้งแต่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาทักษะชุมชน ไปจนถึงการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34234 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/Village3.jpg" alt="" width="1200" height="806" /><br />
สรุปภารกิจของโครงการ <strong>Village to the World</strong><br />
1. การยกระดับการท่องเที่ยวชุมชน ให้ตอบสนองต่อประเด็น ESG ของแต่ละองค์กรอย่างเฉพาะเจาะจง โดยสร้างโมเดลการลงทุนที่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน<br />
2. กลไกการเปิดเผยข้อมูล ESG อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้องค์กรสามารถแสดงผลงานด้านความยั่งยืนต่อผู้ถือหุ้นและนักลงทุนได้อย่างโปร่งใสและน่าเชื่อถือ นำไปสู่การยกระดับภาพลักษณ์ตลาดทุนไทย ESG Investment พร้อมดึงดูดเงินลงทุนจากกองทุนที่มุ่งเน้นความยั่งยืน<br />
3. การขับเคลื่อนการเติบโตแบบ Win-Win ระหว่างภาคธุรกิจและชุมชน ผ่านกิจกรรมที่มีผลกระทบทางบวกอย่างแท้จริงและสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่การผลิต</p>
<p>โครงการ <strong>Village to the World #SustainableAgenda</strong> จึงไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการสร้างนวัตกรรมทางการเงินที่เชื่อมโยงระหว่างการลงทุนเชิงพาณิชย์กับผลกระทบเชิงสังคม ซึ่งจะเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจยั่งยืนของประเทศในระยะยาว</p>
<p>สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ<br />
Website: www.hellolocal.asia<br />
Facebook: Hello Local</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/06/village-to-the-world-sustainable-agenda/">ททท. x SET ดึงบริษัทจดทะเบียนหนุนท่องเที่ยวชุมชน เตรียมเปิด &#8216;Village to the World  #SustainableAgenda&#8217; เพิ่มโมเดลลงทุนยั่งยืน หนุนทั้งธุรกิจและสังคม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สร้างมาตรฐาน &#8216;การเงินยั่งยืน&#8217; ADB อนุมัติ Blue Loan 5 พันล้านบาท ให้ไทยยูเนี่ยน ขับเคลื่อนการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/05/tu-got-blue-loan-5billions-baht-from-adb/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 May 2025 15:25:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[aquaculture]]></category>
		<category><![CDATA[Blue and Green Finance Framework]]></category>
		<category><![CDATA[Blue Loan]]></category>
		<category><![CDATA[SeaChange® 2030]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Loan]]></category>
		<category><![CDATA[TU]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืนทางทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารพัฒนาเอเชีย]]></category>
		<category><![CDATA[ธีรพงศ์ จันศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[อานุช เมธา]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมอาหารทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยยูเนี่ยน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=33407</guid>

					<description><![CDATA[<p>TU รายแรกของประเทศไทยที่ได้รับเงินกู้ Blue Loan 5 พันล้านบาท จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เดินหน้าขับเคลื่อนการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืนพร้อมบรรลุเป้าหมายการจัดการการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ได้รับการสนับสนุนเงินกู้ด้านความยั่งยืนทางทะเล หรือ Blue Loan วงเงินรวม 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 5,000 ล้านบาท จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน พร้อมบรรลุเป้าหมายการจัดการการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นับเป็นการปล่อยวงเงินกู้ Blue Loan จาก ADB ให้กับอุตสาหกรรมอาหารทะเลในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ​และเป็นก้าวประวัติศาสตร์ของภาคการเงินที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยยูเนี่ยนในการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ ผลิตอาหารทะเลอย่างยั่งยืน และเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับวงเงินกู้ด้านความยั่งยืนทางทะเลในครั้งนี้ แบ่งเป็นสองส่วน คือ เงินกู้โดยตรงจาก ADB และเงินกู้ร่วมจากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำที่เป็นพันธมิตรทางการเงินจากฮ่องกง 1 แห่ง ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศจีน และจากสิงคโปร์ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเอชเอสบีซี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/tu-got-blue-loan-5billions-baht-from-adb/">สร้างมาตรฐาน &#8216;การเงินยั่งยืน&#8217; ADB อนุมัติ Blue Loan 5 พันล้านบาท ให้ไทยยูเนี่ยน ขับเคลื่อนการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>TU </strong><strong>รายแรกของประเทศไทยที่ได้รับเงิน</strong><strong>กู้ Blue Loan 5 </strong><strong>พันล้านบาท จาก</strong><strong>ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) </strong><strong>เดินหน้าขับเคลื่อนการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืนพร้อม</strong><strong>บรรลุเป้าหมาย</strong><strong>การ</strong><strong>จัดการ</strong><strong>การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ</strong></p>
<p><span id="more-33407"></span></p>
<p><strong>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU</strong> ได้รับการสนับสนุนเงินกู้ด้านความยั่งยืนทางทะเล หรือ Blue Loan วงเงินรวม 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 5,000 ล้านบาท จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เพื่อ<strong>เดินหน้าขับเคลื่อนการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน พร้อม</strong><strong>บรรลุเป้าหมาย</strong><strong>การ</strong><strong>จัดการ</strong><strong>การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ</strong></p>
<p>นับเป็นการปล่อยวงเงินกู้ Blue Loan จาก ADB ให้กับอุตสาหกรรมอาหารทะเลในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ​และเป็นก้าวประวัติศาสตร์ของภาคการเงินที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยยูเนี่ยนในการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ ผลิตอาหารทะเลอย่างยั่งยืน และเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>สำหรับวงเงินกู้ด้านความยั่งยืนทางทะเลในครั้งนี้ แบ่งเป็นสองส่วน คือ เงินกู้โดยตรงจาก ADB และเงินกู้ร่วมจากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำที่เป็นพันธมิตรทางการเงินจากฮ่องกง 1 แห่ง ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศจีน และจากสิงคโปร์ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC), ธนาคารเอ็มยูเอฟจี จำกัด (MUFG), ธนาคาร OCBC, ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (SMBC) และธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ (UOB)</p>
<p>วงเงินกู้ดังกล่าวไทยยูเนี่ยนจะนำมาใช้ในการยกระดับการจัดซื้อวัตถุดิบกุ้งที่เพาะเลี้ยงอย่างยั่งยืน ในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ภายใต้กลยุทธ์ <strong>SeaChange® 2030</strong> และยังสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593</p>
<p>พร้อมทั้ง​ช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านการจัดหาวัตถุดิบกุ้งที่เพาะเลี้ยงอย่างยั่งยืนที่ได้การยอมรับในระดับโลกจาก Global Sustainable Seafood Initiative หรือ GSSI เช่น  มาตรฐาน Aquaculture Stewardship Council หรือ ASC และมาตรฐาน Best Aquaculture Practices หรือ BAP หรือจัดซื้อจากฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีความน่าเชื่อถือ (Aquaculture Improvement Projects หรือ AIPs)  แนวทางนี้ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ การตรวจสอบแหล่งที่มาของอาหารกุ้ง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานหมุนเวียน ปรับปรุงประสิทธิภาพอัตราแลกเนื้อ (FCR) รวมถึง การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ส่งเสริมการใช้แรงงานที่เป็นธรรมและการทำงานร่วมกับชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33409 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/TU-.jpg" alt="" width="1200" height="842" /></p>
<p><strong>คุณ​ธีรพงศ์ จันศิริ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของเราและการได้รับวงเงินกู้ด้านความยั่งยืนทางทะเลนับเป็นก้าวสำคัญ  และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ไทยยูเนี่ยนได้เป็นเอกชนรายแรกในอุตสาหกรรมอาหารทะเลในประเทศไทยที่ได้รับการสนับสนุน Blue Loan จาก ADB โดยเงินทุนนี้จะช่วยเร่งการขับเคลื่อนการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน ช่วยดูแลท้องทะเล สร้างความมั่นคงทางอาหาร และการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น เราหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกและเป็นแรงบันดาลใจให้บริษัทอาหารทะเลอื่น ๆ ปฏิบัติตาม&#8221;</p>
<p>“นับเป็นครั้งแรกของเอดีบีที่จัดสรรเงินกู้ Blue Loan ในสาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (aquaculture)  ในประเทศไทย” <strong>มร.อานุช เมธา</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชีย กล่าว “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นหนึ่งในแหล่งโปรตีนจากสัตว์ที่มีคุณภาพมากที่สุดและมากกว่าครึ่งหนึ่งของอาหารทะเลทั้งโลกมาจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารสำหรับประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ แต่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังเผชิญความเสี่ยงต่างๆ ทั้งความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและเงื่อนไขด้านสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย มลพิษ การตัดไม้ทำลายป่าที่เพิ่มมากขึ้น และการทำการประมงที่เกินขีดจำกัด เนื่องจากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์น้ำ (aquafeed) ที่สูงขึ้น การร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหาความท้าทายต่างๆ และเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีสำหรับการจัดหากุ้งที่เพาะเลี้ยงอย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสู่ห่วงโซ่การผลิตที่ยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”</p>
<p>นอกเหนือจากการส่งเสริมเป้าหมายด้านความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยนแล้ว เงินกู้ด้านความยั่งยืนทางทะเลยังสนับสนุนพันธกิจของประเทศไทยในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน และยังสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของ  ADB Strategy 2030 ซึ่งให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาชุมชนในชนบท และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน</p>
<p>เนื่องจากมีความสอดคล้องกับประเภทโครงการของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน เงินกู้เพื่อความยั่งยืนครั้งนี้จึงถือเป็น Blue Loan ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบ “<strong>Blue and Green Finance Framework</strong>” ของไทยยูเนี่ยน ซึ่งได้รับการพัฒนาจากความร่วมมือทางด้านเทคนิคของ ADB และได้รับการตรวจสอบจากดีเอ็นวี (DNV) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญอิสระ</p>
<p>ขณะเดียวกันยังเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการเงินรายแรกที่สอดคล้องกับร่างมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย  ระยะที่ 2 (Thailand’s draft Taxonomy Phase 2) และสอดคล้องกับมาตรฐานสากลอื่น ๆ เช่น หลักการของ International Capital Market Association และคู่มือ Bonds to Finance the Sustainable Blue Economy: A Practitioner’s Guide ที่มีการกำหนดเกณฑ์ไว้ชัดเจน โดยได้เปิดตัวในเดือนเมษายน 2568</p>
<p>นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับหลักการของโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ (UNEP) ในเรื่อง Sustainable Blue Economy Finance Principles และยังวางกรอบที่ชัดเจนสำหรับการใช้เงิน การจัดการเงินทุน และการรายงานผล เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33408 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/info1.jpg" alt="" width="1200" height="968" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/tu-got-blue-loan-5billions-baht-from-adb/">สร้างมาตรฐาน &#8216;การเงินยั่งยืน&#8217; ADB อนุมัติ Blue Loan 5 พันล้านบาท ให้ไทยยูเนี่ยน ขับเคลื่อนการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
