<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ความยั่งยืน &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sun, 07 Jun 2026 08:57:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ความยั่งยืน &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 Jun 2026 08:16:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Green Infrastructure]]></category>
		<category><![CDATA[Green Space]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Time Out]]></category>
		<category><![CDATA[world’s best cities for green space]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จัดอันดับเมืองสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่สีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42129</guid>

					<description><![CDATA[<p>พื้นที่สีเขียว พื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น กำหนดขึ้นในเมืองหรือชุมชน ปกคลุมด้วยพืชพรรณเป็นองค์ประกอบหลัก มีประโยชน์เพื่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ การดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งสำคัญของพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในเขตเมืองไม่เพียงแค่มีอยู่ แต่ยังต้องได้รับการดูแล พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยังคงอยู่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวที่มีความยั่งยืน ประกอบด้วยพืชพรรณที่มีความหลากหลายทั้งชนิด และปริมาณ โดยมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลัก และได้รับการดูแลบำรุงรักษาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อสมดุลทางระบบนิเวศ เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี สวยงาม ร่มเย็น น่าอยู่ และเพิ่มองค์ประกอบของการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในเมือง ชุมชน และผู้มาเยือน ตลอดจนเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย สำรวจ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด พื้นที่สีเขียว นับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตคนเมืองไม่น้อยไปกว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้ชีวิต จากรายงาน Time Out’s Best Cities with Intrepid Travel โดย Time Out ได้มีการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการอยู่อาศัยและการท่องเที่ยวในปี 2026 จากการสอบถามกลุ่มเป้าหมายกว่า 24,000 คน พบว่า เมลเบิร์น ออสเตรเลีย คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/">Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พื้นที่สีเขียว</strong> พื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น กำหนดขึ้นในเมืองหรือชุมชน ปกคลุมด้วยพืชพรรณเป็นองค์ประกอบหลัก มีประโยชน์เพื่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ การดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งสำคัญของพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในเขตเมืองไม่เพียงแค่มีอยู่ แต่ยังต้องได้รับการดูแล พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยังคงอยู่อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-42129"></span></p>
<p>ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวที่มีความยั่งยืน ประกอบด้วยพืชพรรณที่มีความหลากหลายทั้งชนิด และปริมาณ โดยมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลัก และได้รับการดูแลบำรุงรักษาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อสมดุลทางระบบนิเวศ เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี สวยงาม ร่มเย็น น่าอยู่ และเพิ่มองค์ประกอบของการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในเมือง ชุมชน และผู้มาเยือน ตลอดจนเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย</p>
<p><strong>สำรวจ </strong><strong>10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด </strong></p>
<p>พื้นที่สีเขียว นับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตคนเมืองไม่น้อยไปกว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้ชีวิต จากรายงาน <strong>Time Out’s Best Cities with Intrepid Travel </strong>โดย Time Out ได้มีการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการอยู่อาศัยและการท่องเที่ยวในปี 2026 จากการสอบถามกลุ่มเป้าหมายกว่า 24,000 คน พบว่า <strong>เมลเบิร์น ออสเตรเลีย คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลก </strong>ไปครอง ตามมาด้วย อันดับ 2 เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน อันดับ 3 เอดินบะระ สหราชอาณาจักร อันดับ 4 ลอนดอน สหราชอาณาจักร  และอันดับ 5 นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตามลำดับ</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมี <strong>การจัดอันดับเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด</strong> จากการสำรวจชาวเมืองหลายพันคน ใน 150 เมืองทั่วโลก โดยให้​ประชาชนซึ่งอาศัยภายในเมืองนั้นๆ จริง ได้ให้​คะแนนการมีพื้นที่สีเขียวและความสามารถในการเข้าถึงธรรมชาติของแต่ละเมืองที่ตัวเองอาศัยเอาไว้ โดยพบ 10 เมือง​ที่ได้คะแนนสูงสุดของแต่ละประเทศ ดังนี้</p>
<p><strong>1. บาธ (</strong><strong>Bath) สหราชอาณาจักร</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว : 94%</p>
<p><strong>&#8216;เมืองบาธ&#8217;</strong> ไม่เพียงล้อมรอบด้วยชนบทคอตส์โวลด์ (Cotswolds) ที่เขียวขจีเท่านั้น แต่ตัวเมืองเองยังเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น Prior Park Landscape Garden สวนสวยสุดคลาสสิค ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ภายใต้การดูแลขององค์การอนุรักษ์แห่งชาติ (National Trust) นับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของนักสำรวจที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เพราะมีการจัดทำคู่มือเดินป่าทั้งเส้นทางระยะสั้น และระยะยาวไว้ด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ ตามแผนพัฒนาพื้นที่สีเขียว ปี 2025 &#8211; 2035 ยังได้กำหนดกรอบการทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวไว้อย่างต่อเนื่อง (Green Infrastructure Framework) ทำให้มั่นใจได้ว่าอนาคตของเมืองบาธจะยังคงยั่งยืน เต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น รวมท้ังการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สีเขียวทุกส่วน​อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่สวนสาธารณะ สวนหย่อม ไปจนถึงคลอง (Blue and Green Corridors) รวมทั้งการระบายน้ำอย่างยั่งยืน</p>
<figure id="attachment_42131" aria-describedby="caption-attachment-42131" style="width: 856px" class="wp-caption alignnone"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-42131 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155441327.jpg" alt="" width="856" height="536" /><figcaption id="caption-attachment-42131" class="wp-caption-text">Photograph: Pajor Pawel / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>2. ชิคาโก้ (</strong><strong>Chicago) ประเทศสหรัฐอเมริกา</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 89 %</p>
<p><strong>&#8216;ชิคาโก้&#8217;</strong> ศูนย์กลางของตึกสูงระฟ้า แต่ก็ยังเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว จนได้รับฉายาว่า <strong>&#8216;เมืองในสวน&#8217;</strong> ข้อมูลจากหน่วยงานดูแลสวนสาธารณะแห่งชิคาโก้ (Chicago Park District) ระบุว่า ชิคาโก้มีสวนสาธารณะมากกว่า 600 แห่ง กระจายอยู่บนพื้นที่กว่า 8,800 เอเคอร์</p>
<p>นอกจากนี้ ชิคาโก้ยังสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น Wild Mile โครงการของ Urban Rivers ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร สวนนิเวศลอยน้ำแห่งแรกของโลก ที่มีสิ่งแวดล้อมเลียนแบบระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งอาจพบได้ในพื้นที่ของชิคาโก้เมื่อนานมาแล้วก่อนที่เมืองจะได้รับการพัฒนาขึ้น</p>
<figure id="attachment_42132" aria-describedby="caption-attachment-42132" style="width: 864px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" class="wp-image-42132 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155465085.jpg" alt="" width="864" height="539" /><figcaption id="caption-attachment-42132" class="wp-caption-text">Photograph: Page Light Studios / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>3. มอนทรีออล (</strong><strong>Montreal) ประเทศแคนาดา</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 88%</p>
<p><strong>&#8216;มอนทรีออล&#8217;</strong> เมืองศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดของรัฐควิเบก และเป็นอันดับสองของแคนาดา ไม่เพียงได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพของพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ชื่อเมืองยังมีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ โดยในปี ค.ศ. 1535 นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ฌาคส์ การ์ติเยร์  (Jacques Cartier) ที่ได้ขนานนามเนินเขา 3 ยอดอันโด่งดังของเมืองว่า “เมาท์ รอยัล” (Mount Royal) และเชื่อกันว่าชื่อ &#8220;มอนทรีออล&#8221; มีที่มาจากชื่อดังกล่าว โดยใช้แทนชื่อเดิม คือ วิลล์ แมรี (Ville Marie)</p>
<p>ในสวนที่มีพื้นที่ทอดยาวกว่า 190 เฮกตาร์ ประกอบไปด้วย เส้นทางสำหรับเดินป่าหรือปั่นจักรยานในฤดูร้อน จุดสำหรับเล่นสกีครอสคันทรีและสำหรับเดินบนหิมะ ป่าไม้ที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศ, พื้นที่ชุ่มน้ำ, ทะเลสาบบีเวอร์ (Beaver Lake) และนกมากกว่า 180 สายพันธุ์</p>
<p>อีกทั้ง เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของสวนพฤกษศาสตร์ที่ได้รับการดูแลอย่างดี และสวนสาธารณะฌอง ดราโป ที่ทอดยาวไปทั่วเกาะแซงต์ เอเลน (Sainte-Hélène) และเกาะน็อทร์ ดาม (Notre-Dame) สะท้อนความสมดุลที่ลงตัวระหว่างระบบผังเมืองและพื้นที่สีเขียวเป็นอย่างดี</p>
<figure id="attachment_42133" aria-describedby="caption-attachment-42133" style="width: 860px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" class="wp-image-42133 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155500241.jpg" alt="" width="860" height="534" /><figcaption id="caption-attachment-42133" class="wp-caption-text">Photograph: Firefighter Montreal / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>4. ริกา (</strong><strong>Riga) ประเทศลัตเวีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 87%</p>
<p><strong>&#8216;ริกา&#8217; </strong>หนึ่งในเมืองที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม ข้อมูลการวิเคราะห์พื้นที่สีเขียวผ่านดาวเทียม ของเว็บไซต์ HUGSI.green พบว่า 47% ของพื้นที่เมืองเป็นพื้นที่สีเขียว และมีพื้นที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ถึง 39% นอกจากนี้ ริกายังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองสีเขียวของสหภาพยุโรป ที่นำโดยนายกเทศมนตรี และได้กำหนดพันธสัญญาในการอนุรักษ์สวนสาธารณะในเมืองเพื่อสนับสนุนสภาพภูมิอากาศเฉพาะถิ่นและป้องกันผลกระทบจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (ปรากฏการณ์ที่เมืองมีพื้นผิวถนนลาดยางและคอนกรีตจำนวนมาก ทำให้เมืองกักเก็บความร้อนได้มากกว่าในชนบท)</p>
<figure id="attachment_42134" aria-describedby="caption-attachment-42134" style="width: 859px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42134 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155513960.jpg" alt="" width="859" height="538" /><figcaption id="caption-attachment-42134" class="wp-caption-text">Photograph: kavalenkava / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>5. เมลเบิร์น (</strong><strong>Melbourne) ประเทศออสเตรเลีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 87%</p>
<p><strong>&#8216;เมลเบิร์น&#8217;</strong>​ เมือง​ใหญ่​อันดับสองของออสเตรเลีย และได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลกโดย Time Out เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การเข้าถึงธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวของเมืองนี้ นับเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสิน</p>
<p>หากย้อนไปในปี 2018 เมลเบิร์นได้เกิดไอเดียในการสร้างอีเมลประจำต้นไม้แต่ละต้น ซึ่งมีมากกว่า 70,000 ต้น เพื่อให้ชาวเมืองสามารถติดตามสถานภาพของต้นไม้ได้ สิ่งทีเกิดขึ้น คือ ชาวเมืองต่างเขียนจดหมายรักถึงต้นไม้แทน โดยจดหมายที่ส่งถึงต้นไม้ต้นต่างๆ ทั่วเมลเบิร์น ยังถูกรวบรวมโดยสถานีโทรทัศน์ ABC อีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42135" aria-describedby="caption-attachment-42135" style="width: 858px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42135 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155526838.jpg" alt="" width="858" height="544" /><figcaption id="caption-attachment-42135" class="wp-caption-text">Photograph: Paul Harding 00 / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>6. เคปทาวน์ (</strong><strong>Cape Town) ประเทศแอฟริกาใต้</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;เคปทาวน์&#8217;</strong> เมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขาแหล่งคุ้มครองพันธุ์พืชเคปฟอรัล (Cape Floral Region) หนึ่งในภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลกและเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก แบ่งออกเป็น 13 กลุ่มที่แตกต่างกันออกไป ประกอบไปด้วย อุทยานแห่งชาติเทเบิลเมาน์เทน (Table Mountain National Park) และเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่ง (Garden Route Complex) พื้นที่รวมทั้งหมดกว่า 1,094,741 เฮกตาร์ และจากข้อมูลของ Cape Nature พบว่า 70% ของพืชที่เติบโตที่นี่ไม่สามารถพบได้ในพื้นที่อื่นในโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่ 86% ของชาวเคปทาวน์รู้สึกขอบคุณที่มีสิ่งนี้อยู่รอบๆ ตัวพวกเขา</p>
<figure id="attachment_42136" aria-describedby="caption-attachment-42136" style="width: 855px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42136 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155535596.jpg" alt="" width="855" height="536" /><figcaption id="caption-attachment-42136" class="wp-caption-text">Photograph: RomanSlavik.com / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>7. สิงคโปร์ (</strong><strong>Singapore)</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;สิงคโปร์&#8217;</strong> ให้ความสำคัญกับการดูแลธรรมชาติอย่างมาก นับตั้งแต่ปี 1967 สิงคโปร์ วางเป้าหมาย ในการทำให้เกาะแห่งนี้กลายเป็น ‘<strong>Garden City</strong>’ และในปัจจุบัน<strong> เกือบ 50% ของพื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยพื้นที่สีเขียว</strong> สวนการ์เดนส์บายเดอะเบย์ (Gardens by the Bay) ขนาด 250 เอเคอร์ ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่จากการถมทะเล เป็นส่วนสำคัญของวิสัยทัศน์</p>
<p>รวมถึงเป้าหมายของสิงคโปร์ ในการมุ่งสู่เมืองสีเขียวที่สุดในโลกภายในปี 2030 ตามแผนสีเขียวที่ยั่งยืน ในการเดินหน้าปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้นในเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกครัวเรือนจะสามารถเดินไปยังพื้นที่สีเขียวได้ภายใน 10 นาที</p>
<figure id="attachment_42137" aria-describedby="caption-attachment-42137" style="width: 849px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42137 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155544138.jpg" alt="" width="849" height="528" /><figcaption id="caption-attachment-42137" class="wp-caption-text">Photograph: Wirestock Creators / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>8. เมเดยิน (</strong><strong>Medellín) ประเทศโคลอมเบีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;เมเดยิน&#8217; </strong>เมืองใหญ่อันดับสองของโคลอมเบีย ครองอันดับหนึ่งในการจัดอันดับเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในปี 2025 ที่ผ่านมา โดย 92% ของชาวเมือง ให้คะแนนสูงในด้านของพื้นที่ธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม แม้ในปี 2026 คะแนนความพึงพอใจจะลดลง 6% แต่พื้นที่สีเขียวที่อุดมสมบูรณ์ของเมืองนี้ ก็ยังคงได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงถึง 86% จากชาวเมือง</p>
<p>แม้ว่าเมเดยิน จะได้รับการขนานนามว่า <strong>&#8216;เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิชั่วนิรันดร์&#8217;</strong> จากอุณหภูมิในช่วงเวลากลางวันสูงอย่างต่อเนื่อง แต่จุดเด่นของเมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอย่าง<strong> &#8216;ทางเดินสีเขียว&#8217;</strong> ที่มีการปลูกตามถนนคอนกรีตเป็นหลักในปี 2016 ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของเมืองลดลง 2 องศาเซลเซียสใน 3 ปีหลังจากนั้น</p>
<figure id="attachment_42138" aria-describedby="caption-attachment-42138" style="width: 856px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42138 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155558030.jpg" alt="" width="856" height="541" /><figcaption id="caption-attachment-42138" class="wp-caption-text">Photograph: oscar garces / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>9. สตอกโฮล์ม (</strong><strong>Stockholm) ประเทศสวีเดน</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86 %</p>
<p>เมืองหลวงของสวีเดนเป็นหนึ่งในเมืองสีเขียวที่สุดในยุโรปมาเป็นระยะเวลานาน <strong>&#8216;สตอกโฮล์ม&#8217;</strong> เป็นเมืองแรกที่ได้รับรางวัลเมืองหลวงสีเขียวแห่งยุโรป (European Green Capital) ในปี 2010 และรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>จากรายงานของ หอการค้าสตอกโฮล์ม พบว่า 84% ของผู้อยู่อาศัยในเขตสตอกโฮล์มอาศัยอยู่ในเมืองที่มีแนวคิด  <strong>&#8216;เมือง 15 นาที&#8217;</strong> (การเดินทางไปยังสถานที่สำคัญในเวลาอันสั้น) ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติในเมืองแห่งแรกของโลก โดยมีศูนย์กลางคือสวนรอยัลดจูร์การ์เดน (Royal Djurgården) ซึ่งทอดยาวจากเซอเรนทอร์ป (Sörentorp) และอุลริกส์ดาล (Ulriksdal) ไปจนถึงดจูร์การ์เดน (Djurgården) และเกาะเฟียเดอร์โฮลมาร์นา (Fjäderholmarna) ปอดสีเขียวขนาดใหญ่ดังกล่าว เป็นที่ตั้งของป่าโอ๊กโบราณ จุดว่ายน้ำตามโขดหิน และเส้นทางปั่นจักรยานอีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42139" aria-describedby="caption-attachment-42139" style="width: 854px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42139 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155571035.jpg" alt="" width="854" height="540" /><figcaption id="caption-attachment-42139" class="wp-caption-text">Photograph: Mikael Damkier / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>10. ฮัมบูร์ก (</strong><strong>Hamburg) ประเทศเยอรมนี</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 85%</p>
<p>เมืองฮัมบูร์กติดอันดับที่ 10 เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวที่ดีที่สุด เหตุผลที่ชาวเมืองให้คะแนนสูงกว่า 85% เนื่องจากตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ฮัมบูร์ก ได้ถูกออกแบบตามโครงการขนาดใหญ่ที่เรียกว่า &#8216;<strong>Green Network Hamburg&#8217;</strong> เชื่อมโยงเส้นทางน้ำของเมือง สวนสาธารณะ สวนชานเมือง และถนนที่มีต้นไม้เรียงราย นอกจากนี้ ฮัมบูร์กยังเป็นผู้นำในด้านอุตสาหกรรมหลังคาสีเขียว และมีมาตรการจูงใจให้ผู้อยู่อาศัยและธุรกิจต่างๆ ปรับปรุงอาคารบ้านเรือนของตนอีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42140" aria-describedby="caption-attachment-42140" style="width: 855px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42140 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155580991.jpg" alt="" width="855" height="529" /><figcaption id="caption-attachment-42140" class="wp-caption-text">Photograph: ruzanna / Shutterstock</figcaption></figure>
<p>นอกจาก 10 อันดับข้างต้นแล้ว เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวและการเข้าถึงธรรมชาติที่ดีที่สุด อันดับที่ 11 &#8211; 20 ในปี 2026 ตามความเห็นของชาวเมือง ได้แก่</p>
<p>11. ปักกิ่ง ประเทศจีน (84%)</p>
<p>12. เวียนนา ประเทศออสเตรีย (83%)</p>
<p>13. เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ (83%)</p>
<p>14. กรากุฟ ประเทศโปแลนด์ (82%)</p>
<p>15. ออสโล ประเทศนอร์เวย์ (81%)</p>
<p>16. โซล ประเทศเกาหลีใต้ (80%)</p>
<p>17. ทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย (79%)</p>
<p>18. โอคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ (78%)</p>
<p>19. ลักเซมเบิร์ก ประเทศลักเซมเบิร์ก (78%)</p>
<p>20. เซาเปาโล ประเทศบราซิล (76%)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง : Time Out , สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/">Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 นวัตกรรม Bio-based Packaging ​เปลี่ยนพืช สู่ &#8216;วัสดุทดแทนพลาสติก&#8217; ​​ฝีมือคนไทย​ เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจชีวภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/5-innovation-thai-biobased-material/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 May 2026 12:59:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Bio-based Plastic]]></category>
		<category><![CDATA[Biodegradable plastic]]></category>
		<category><![CDATA[Bioeconomy]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastic]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastics]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly Product]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Material]]></category>
		<category><![CDATA[sustainable products]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ของเหลือทางการเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลผลิตทางการเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติกชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ย่อยสลายได้]]></category>
		<category><![CDATA[ย่อยสลายได้100%]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุจากธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุทดแทนพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโอพลาส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41893</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;พลาสติก&#8217; นับเป็นความท้าทายในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั่วโลกมีการผลิตพลาสติกมากกว่า 400 ล้านตันต่อปี พลาสติกที่ผลิตขึ้นเกือบ 50% เป็นพลาสติกใช้แล้วทิ้ง (Single-use Plastic) โดยแต่ละปี มีพลาสติกประมาณ 8-11 ล้านตัน ไหลลงสู่มหาสมุทร ขณะที่ราว 80% ของมลพิษในมหาสมุทรมีแหล่ง​กำเนิดมาจากบนบก และทั่วโลกมีขยะพลาสติกราว 9% เท่านั้นที่ถูกนำเข้าระบบ​รีไซเคิลอย่างถูกต้อง เมื่อทั่วโลก​เริ่มตระหนักถึงปัญหา Single-use Plastic  มากขึ้น นำมาสู่​การพัฒนา พลาสติกชีวภาพ (bioplastic) หรือ พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ (Biodegradable plastic)  ขึ้นมาทดแทน ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากพืช เช่น เซลลูโลส (cellulose) เคซีน (casein) หรือโปรตีนจากนม แป้ง (starch) น้ำตาลและโปรตีนจากถั่ว (soy protein) โดยแป้งและน้ำตาลเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่นิยมนำมาผลิตพลาสติกชีวภาพมากที่สุด เพราะหาได้ง่ายจากพืชหลายชนิด เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อย มันฝรั่ง มันเทศ และมันสำปะหลัง ทั้งยังมีปริมาณมากและราคาถูก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/5-innovation-thai-biobased-material/">5 นวัตกรรม Bio-based Packaging ​เปลี่ยนพืช สู่ &#8216;วัสดุทดแทนพลาสติก&#8217; ​​ฝีมือคนไทย​ เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจชีวภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8216;พลาสติก&#8217;</strong> นับเป็นความท้าทายในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั่วโลกมีการผลิตพลาสติกมากกว่า 400 ล้านตันต่อปี พลาสติกที่ผลิตขึ้นเกือบ 50% เป็นพลาสติกใช้แล้วทิ้ง (Single-use Plastic)</p>
<p><span id="more-41893"></span></p>
<p>โดยแต่ละปี มีพลาสติกประมาณ 8-11 ล้านตัน ไหลลงสู่มหาสมุทร ขณะที่ราว 80% ของมลพิษในมหาสมุทรมีแหล่ง​กำเนิดมาจากบนบก และทั่วโลกมีขยะพลาสติกราว 9% เท่านั้นที่ถูกนำเข้าระบบ​รีไซเคิลอย่างถูกต้อง</p>
<p>เมื่อทั่วโลก​เริ่มตระหนักถึงปัญหา Single-use Plastic  มากขึ้น นำมาสู่​การพัฒนา <strong>พลาสติกชีวภาพ (bioplastic)</strong> หรือ <strong>พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ (Biodegradable plastic) </strong> ขึ้นมาทดแทน ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากพืช เช่น เซลลูโลส (cellulose) เคซีน (casein) หรือโปรตีนจากนม แป้ง (starch) น้ำตาลและโปรตีนจากถั่ว (soy protein) โดยแป้งและน้ำตาลเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่นิยมนำมาผลิตพลาสติกชีวภาพมากที่สุด เพราะหาได้ง่ายจากพืชหลายชนิด เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อย มันฝรั่ง มันเทศ และมันสำปะหลัง ทั้งยังมีปริมาณมากและราคาถูก</p>
<p><strong>5 นวัตกรรมจากธรรมชาติ เปลี่ยนพืช สู่ &#8216;วัสดุทดแทนพลาสติก&#8217;</strong></p>
<ul>
<li><strong>หลอดข้าว </strong><strong>Chaona</strong> <strong>กินได้ ไม่เปื่อยยุ่ย ธรรมชาติ </strong><strong>100%</strong></li>
</ul>
<p>ประเทศไทยจุดแข็งคือเป็นเมืองเกษตร เรามีผลิตผลทางการเกษตรที่สามารถนำมาเป็นวัสดุทดแทนพลาสติกได้ในยุคที่น้ำมันแพงและเม็ดพลาสติกเริ่มหายาก เป็นจังหวะที่ไทยจะต้องนำทรัพยากรเหล่านี้มาต่อยอด จากการพัฒนางานวิจัยสู่สินค้าทดแทนการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้ง โดยเฉพาะ <strong>หลอดพลาสติก</strong> ที่ก่อขยะเป็นจำนวนมากในแต่ละปี</p>
<p>การสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมข้าว จึงถือเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร รวมถึงการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน แนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ Natural-Based Product อย่าง &#8216;<strong>หลอดดูดน้ำรักษ์โลกที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ </strong><strong>100%&#8217;</strong> คือ แป้งข้าวเจ้าและแป้งมันสำปะหลัง</p>
<p>สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติภายในระยะเวลา 90 วัน ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญสามารถกินได้ (Edible) แข็งแรงทนทานในเครื่องดื่มเย็นและอุ่นได้ดี ไม่เปื่อยยุ่ยง่ายจนทำให้รสชาติเครื่องดื่มเปลี่ยน ไร้รส ไร้กลิ่น สามารถแช่น้ำเย็นได้นานประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Zero Waste ที่ช่วยลดขยะพลาสติก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41894 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/chaona-1.jpg" alt="" width="800" height="1067" /></p>
<ul>
<li><strong>INBEING จากใบไม้ร่วง สู่ภาชนะส่งออก</strong></li>
</ul>
<p>จากความเชื่อมั่นว่าการเติบโตทางธุรกิจที่แท้จริง ต้องก้าวไปพร้อมกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน เป็นที่มาของการก่อตั้ง <strong>บริษัท อินบีอิ้ง อีโค จำกัด</strong> ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาชนะบรรจุอาหารจากใบไม้ธรรมชาติ ที่ผ่านมาตรฐานสากลและส่งออกได้ ในปี พ.ศ. 2565 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน</p>
<p>ขณะเดียวกัน การเผาขยะ เผาเศษซากจากการทำการเกษตร เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 จึงมีความพยายามในการลดเชื้อไฟ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของไฟป่าและฝุ่นละออง PM 2.5 โดยมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินงานที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในทุกขั้นตอน</p>
<p>ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กรอบมาตรฐานความยั่งยืน ESG (Environmental, Social, and Governance) และสอดรับกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) ถึง 7 เป้าหมายหลัก ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาระบบนิเวศการสร้างงานที่เป็นธรรม ไปจนถึงการส่งเสริมความเท่าเทียมและพลังแห่งความร่วมมือ เพื่อส่งมอบโลกที่น่าอยู่กว่าเดิมให้กับคนรุ่นต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41896 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/INBEING.jpg" alt="" width="790" height="663" /></p>
<p>ผลิตภัณฑ์ <strong>INBEING </strong>ครอบคลุมตั้งแต่ <strong>กล่องอาหารกาบหมาก </strong>กล่องบรรจุภัณฑ์อาหาร พร้อมฝาปิด มีหลายขนาด เหมาะสำหรับ delivery และ catering &#8216;<strong>จาน ถ้วย กาบหมาก&#8217;</strong> และ &#8216;<strong>จาน ถ้วย ใบตองตึง&#8217;</strong> เหมาะกับงานเลี้ยง โรงแรม และร้านอาหาร บรรจุภัณฑ์ทำมาจากธรรมชาติ 100% ไร้สารเคมี และสามารถรีไซเคิลได้</p>
<p><strong>&#8216;</strong><strong>RA-POE NATURE STRAWS&#8217;</strong> หลอดดูดน้ำธรรมชาติจากต้นราโพ วัชพืชน้ำจำพวกหญ้า ลำต้นแข็งแรง กลวงตามธรรมชาติ ย่อยสลายได้เองตามธรรชาติ หลังใช้งานภายในเวลา 120 วัน ทำให้ไม่ทิ้งสารตกค้างและช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกลงได้ และ <strong>กระถางจากเศษวัสดุธรรมชาติ</strong> ทำจากเศษพืชเหลือใช้ ย่อยสลายได้ ปลูกแล้วลงดินพร้อมต้นได้เลย</p>
<p>อีกทั้ง ยังคงคุณภาพด้วย มาตรฐานการฆ่าเชื้อระดับส่งออก โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนอย่างเข้มงวด ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ (Sterilization) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นไปตามมาตรฐานสากลในระดับที่สามารถส่งออกได้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41895 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/INBEING3.jpg" alt="" width="800" height="671" /></p>
<ul>
<li><strong>TAPIOPLAST</strong><strong> พลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้</strong></li>
</ul>
<p><strong>บริษัท สยามมอดิฟายด์ สตาร์ช จำกัด</strong> ในฐานะผู้ผลิตและส่งออกแป้งมันสำปะหลังดัดแปรชั้นนำ ที่ส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่กว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นผู้ริเริ่มนำแป้งมันสำปะหลังซึ่งเป็นสินค้าสำคัญทางการเกษตรมาดัดแปร โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอันทันสมัยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่มันสำปะหลัง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อาหาร ยา กระดาษ สิ่งทอ กาว อาคารและสิ่งก่อสร้าง รวมถึงพลาสติกชีวภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังถือเป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากแป้งมันสําปะหลังดัดแปรรายแรกของประเทศไทย</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41897 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/20210513121304.jpg" alt="" width="800" height="511" /></p>
<p>สำหรับ <strong>ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ</strong> ภายใต้แบรนด์ <strong>TAPIOPLAST</strong> สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (Biodegradable Plastic) มีการผลิตที่เป็นนวัตกรรม Thermo Plastic Starch พัฒนาร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการนำแป้งมันสำปะหลัง มาทำเป็นถุงพลาสติกได้สำเร็จเป็นรายแรก นับเป็นนวัตกรรมการผลิตถุงพลาสติกแนวใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนในกระบวนการผลิต และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นนวัตกรรมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการยกระดับความเป็นอยู่ของชาวไร่ผู้ผลิตมันสำปะหลัง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41898 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/blown-film-1.jpg" alt="" width="800" height="511" /></p>
<ul>
<li><strong>Fang Thai เปลี่ยนฟางข้าว สู่บรรจุภัณฑ์ธรรมชาติ 100%</strong></li>
</ul>
<p>จากการเล็งเห็นว่าฟางข้าวที่เหลือทิ้งทางการเกษตรในชุมชนหลังจากเก็บเกี่ยวจำนวนมากถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา เป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับโลก ดังนั้น การที่จะช่วยลดมลภาวะและนำของเหลือจากการเกษตรใช้ประโยชน์ คือ การนำมาแปรรูปและสร้างมูลค่า พร้อมกับการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร</p>
<p>เป็นที่มาให้<strong> หจก. ฟางไทย แฟคทอรี่</strong> ในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ทำมาจากฟางข้าว 100% เริ่มต้นค้นคว้าหาความรู้ งานวิจัยต่างๆ ประยุกต์อุปกรณ์ใกล้ตัวทดลองทำเยื่อกระดาษจากเศษฟางข้าว  อีกทั้งยังได้เข้าร่วม โครงการกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการพัฒนากระบวนการผลิต และส่งประกวดผลงานในโครงการของ GEF UNIDO (องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ) จนสามารถชนะรางวัลจากประเทศสหรัฐอเมริกามาได้ เกิดเป็นแบรนด์ Fang Thai ในที่สุด</p>
<p>Fang Thai ได้นำฟางข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ลดสารเคมีในการะบวนการผลิตเยื่อ ทำให้เยื่อฟางข้าวปลอดภัย ไม่เป็นพิษต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายตามธรรมชาติได้ ทั้งนี้ การที่นำฟางข้าวมาหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะช่วยลดการเผาฟาง ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน ผลกระทบเชิงบวกต่อสภาพภูมิอากาศ โดยทุกๆ 100 ตันของเยื่อฟางข้าว ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 197 ตัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41899 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/fang-thai.jpg" alt="" width="800" height="477" /></p>
<ul>
<li><strong>DD Paper Cup บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</strong></li>
</ul>
<p><strong>บริษัท ดี.ดี.เพเพอร์คัพ จำกัด (</strong>DD Paper Cup Co. , Ltd.) ก่อตั้งในไทยปี 2008 ในฐานะผู้ผลิตและผู้จำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ขึ้นรูปจากกระดาษและพลาสติก มุ่งเน้นการสร้างสรรค์งานบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐานโรงงาน GMP (Good Manufacturing Practice) หรือ หลักเกณฑ์ในการผลิตสิ่งเกี่ยวข้องกับอาหาร (food grade)</p>
<p><strong>DD Paper Cup</strong> ได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม โดยเลือกใช้วัตถุดิบในการผลิตที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ สามารถย่อยสลายได้ อย่าง Bio PBS จาก อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง มาเป็นส่วนประกอบสำคัญ พร้อมการันตีคุณภาพด้วยรางวัล Asia star 2020 “ประเภท Eco Packaging” และรางวัล Thaistar Packaging Awards 2020 “บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Eco Package” พร้อมกับผนวกเอานวัตกรรมอย่าง Renewable Source และ Waste Reduction มาสร้างจุดต่างในการทำธุรกิจ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41900 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/DD.jpg" alt="" width="800" height="630" /></p>
<p><strong><em>นวัตกรรมทั้งหมดนี้ ถือเป็นความตั้งใจของผู้ประกอบการไทย ที่มุ่งเน้นในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้ง ซึ่งไม่เพียงแค่การตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนของไทย ที่จะก้าวไปสู่ Net Zero ในปี 2050 แต่ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของทั่วโลก รวมถึง สร้างโอกาสในการส่งออกไปยังต่างประเทศ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย และสร้างมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรของไทย ให้ใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากที่สุด</em></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา  : TCDC , Chaona , INBEING, SMS Group, Fang Thai , SME ONE , cupdd.com , กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพานิชย์ (สัมมนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการไทย “บรรจุภัณฑ์สินค้าส่งออก เพื่อตอบโจทย์ตลาดยุโรป ตามกฎหมาย PPWR” ครั้งที่ 2)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/5-innovation-thai-biobased-material/">5 นวัตกรรม Bio-based Packaging ​เปลี่ยนพืช สู่ &#8216;วัสดุทดแทนพลาสติก&#8217; ​​ฝีมือคนไทย​ เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจชีวภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CBG ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล คว้า 4.8 คะแนนจาก FTSE Russell ESG Scores ขึ้นแท่น Top 1% อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/cbg-ftse-russell-esg-scores-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 May 2026 07:26:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[CBG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[FTSE Russell]]></category>
		<category><![CDATA[FTSE Russell ESG Scores]]></category>
		<category><![CDATA[Top 1%]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คาราบาว]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41995</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ประกาศความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน โดยได้รับผลการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) จาก FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2568 ด้วยคะแนนรวมถึง 4.8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5.0 ซึ่ง CBG ได้ก้าวขึ้นสู่กลุ่ม Top 1% ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food &#38; Beverage) ระดับสากล ความสำเร็จในปีนี้สะท้อนถึงพัฒนาการด้านความยั่งยืนของ CBG ที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดย สามารถทำคะแนนเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการประเด็นสำคัญด้าน ESG อย่างมีประสิทธิภาพ จนนำไปสู่การเติบโตที่ก้าวกระโดดและสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การประเมินโดย FTSE Russell เป็นดัชนีที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกให้การยอมรับ ด้วยเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดและโปร่งใส โดยวัดผลจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ (Public Disclosures) เท่านั้น การได้รับคะแนนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/cbg-ftse-russell-esg-scores-2026/">CBG ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล คว้า 4.8 คะแนนจาก FTSE Russell ESG Scores ขึ้นแท่น Top 1% อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ<strong> CBG</strong> ประกาศความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน โดยได้รับผลการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) จาก <strong>FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2568</strong> ด้วยคะแนนรวมถึง 4.8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5.0 ซึ่ง CBG ได้ก้าวขึ้นสู่กลุ่ม Top 1% ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food &amp; Beverage) ระดับสากล</p>
<p><span id="more-41995"></span></p>
<p>ความสำเร็จในปีนี้สะท้อนถึงพัฒนาการด้านความยั่งยืนของ CBG ที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดย สามารถทำคะแนนเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการประเด็นสำคัญด้าน ESG อย่างมีประสิทธิภาพ จนนำไปสู่การเติบโตที่ก้าวกระโดดและสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>
<p>การประเมินโดย FTSE Russell เป็นดัชนีที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกให้การยอมรับ ด้วยเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดและโปร่งใส โดยวัดผลจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ (Public Disclosures) เท่านั้น การได้รับคะแนนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของ CBG ในการบริหารจัดการความเสี่ยงและคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41996 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/CBG1.jpg" alt="" width="1200" height="716" /></p>
<p>รางวัลความสำเร็จในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของก้าวที่สำคัญ คาราบาวกรุ๊ปจะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้หัวใจของความยั่งยืน ในการสร้าง &#8220;สังคมแห่งโอกาส เพื่อชีวิตที่ดีกว่า&#8221; เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่า</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/cbg-ftse-russell-esg-scores-2026/">CBG ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล คว้า 4.8 คะแนนจาก FTSE Russell ESG Scores ขึ้นแท่น Top 1% อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นับถอยหลัง &#8216;ยุโรป&#8217; บังคับใช้กฎหมายบรรจุภัณฑ์​ &#8216;PPWR&#8217; ดีเดย์ 12 สิงหาคม 2026 ยุติสมัย &#8216;ใช้แล้วทิ้ง&#8217;และการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย​เพื่อยังอยู่ในซัพพลายเชนโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/expoter-adapt-for-eu-ppwr-law/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 May 2026 11:48:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CE Academy]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Design-for- recycling]]></category>
		<category><![CDATA[EU]]></category>
		<category><![CDATA[Global Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[MTEC]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[Packaging and Packaging Waste Regulation]]></category>
		<category><![CDATA[PPWR]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[การค้าโลก]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะพลาสติกรีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ซัพพลายเชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[ม.ล.ภาสกร อาภากร]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[วรมน สินสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออก]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สหภาพยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41765</guid>

					<description><![CDATA[<p>ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่ไม่ใช่เป็นเพียงกฎหมายบังคับ หากแต่เปรียบเสมือนสัญญาประชาคมต่อโลก เพื่อยุติสมัย ‘ใช้แล้วทิ้ง’ อันไร้ความรับผิดชอบและก่อปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายว่า นโยบายนี้ส่งแรงกระเพื่อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกบรรจุภัณฑ์และการบรรจุ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายของการเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม PPWR ผสานการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) และการคิดแบบวงจรชีวิต (Lifecycle Thinking)  ครอบคลุมทุกส่วนประกอบย่อยของบรรจุภัณฑ์ ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่คือ การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling)  ซึ่งมุ่งเน้นจำกัดและห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียว (Single-use Packaging)  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมและมีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ (Reusable Packaging) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้จริงในระบบหมุนเวียน และรีไซเคิลได้เมื่อถึงจุดสิ้นสุดวงจรชีวิต การบังคับใช้ สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทใหม่ ก็มีความเข้มงวดและต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาปี ค.ศ. 2030 ซึ่งไม่ใช่เพียงการบรรลุคุณสมบัติการรีไซเคิลได้ แต่ต้องสามารถเก็บรวบรวม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/expoter-adapt-for-eu-ppwr-law/">นับถอยหลัง &#8216;ยุโรป&#8217; บังคับใช้กฎหมายบรรจุภัณฑ์​ &#8216;PPWR&#8217; ดีเดย์ 12 สิงหาคม 2026 ยุติสมัย &#8216;ใช้แล้วทิ้ง&#8217;และการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย​เพื่อยังอยู่ในซัพพลายเชนโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์</strong> หรือ <strong>Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR)</strong> เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่ไม่ใช่เป็นเพียงกฎหมายบังคับ หากแต่เปรียบเสมือนสัญญาประชาคมต่อโลก<strong> เพื่อยุติสมัย ‘ใช้แล้วทิ้ง’</strong> อันไร้ความรับผิดชอบและก่อปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์</p>
<p><span id="more-41765"></span></p>
<p><strong>ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)</strong> <strong>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) </strong>อธิบายว่า นโยบายนี้ส่งแรงกระเพื่อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกบรรจุภัณฑ์และการบรรจุ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายของการเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><strong>PPWR</strong> ผสานการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) และการคิดแบบวงจรชีวิต (Lifecycle Thinking)  ครอบคลุมทุกส่วนประกอบย่อยของบรรจุภัณฑ์ ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่คือ <strong>การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล</strong> (Design for Recycling)  ซึ่งมุ่งเน้นจำกัดและห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียว (Single-use Packaging)  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมและมีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ (Reusable Packaging) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้จริงในระบบหมุนเวียน และรีไซเคิลได้เมื่อถึงจุดสิ้นสุดวงจรชีวิต</p>
<p>การบังคับใช้ สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทใหม่ ก็มีความเข้มงวดและต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาปี ค.ศ. 2030 ซึ่งไม่ใช่เพียงการบรรลุคุณสมบัติการรีไซเคิลได้ แต่ต้องสามารถเก็บรวบรวม คัดแยก และนำไปแปรรูป ให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัยทัดเทียมกับวัตถุดิบดั้งเดิม</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>PPWR</strong> ยังยกระดับการจำกัดและห้ามใช้สารเคมีที่น่ากังวล หรือ <strong>Restrictions on Substances of Concern (SOC)</strong> เพื่อเป็นเครื่องมือในการรับประกันว่า วัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิลจะไม่ปนเปื้อนด้วยสารอันตราย และสามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างแท้จริง ด้วยกลไกนี้จึงช่วยสร้างอุปสงค์ที่ยั่งยืนสำหรับวัตถุดิบทุติยภูมิ (secondary raw materials) และผนวกเอาการจัดการของเสียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำอีกด้วย</p>
<p><strong>PPWR จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 12 สิงหาคม ค.ศ.2026</strong> <strong>และก่อให้เกิดข้อผูกพันโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง EU จำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน</strong></p>
<p>ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำ เอกสารทางเทคนิค (Technical Document) เพื่อยืนยันการใช้บรรจุภัณฑ์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น (Packaging Minimization) ตลอดจนแสดงความสอดคล้อง (Conformity) กับข้อกำหนดทางเทคนิค</p>
<p>นอกจากนี้ ยังต้องติดฉลากที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่ว EU เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อำนวยความสะดวกในการคัดแยกของเสียแก่ผู้บริโภค และเป็นส่วนหนึ่งของการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) อีกด้วย</p>
<p><strong>เตรียมพร้อมผู้ประกอบการปรับตัวรับ PPWR  </strong></p>
<p>ภายในงานสัมนาโครงการชุดสัมมนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการไทย &#8216;<strong>บรรจุภัณฑ์สินค้าส่งออก เพื่อตอบโจทย์ตลาดยุโรป ตามกฎหมาย PPWR</strong>&#8216; ครั้งที่ 2 จัดโดย  คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  ร่วมกับ สถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค (CE Academy) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41771 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PWPR1.png" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล </strong>ผู้เชี่ยวชาญวิจัย หน่วยวิจัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยว่า <em><strong>PPWR เป็นข้อกำหนดสำหรับผู้ผลิต หรือ Manufacturer ที่จะเริ่มบังคับใช้ 12 สิงหาคม 2026 ความน่ากลัวของกฎหมายฉบับนี้ คือ หน้าที่ทั้งหมดมาอยู่ที่ผู้ผลิต ซึ่งต้องทำบรรจุภัณฑ์ให้ยั่งยืน</strong></em></p>
<p>โดยวางกลไกให้ตรวจสอบได้ รีไซเคิลได้ ลดบรรจุภัณฑ์ให้น้อยที่สุด ทำเครื่องหมายให้ผู้ใช้ปลายทางทราบถึงแนวทางปฏิบัติในการทิ้ง การจัดการหลังการใช้งานให้ไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึง จัดทำ Technical Document ออกใบสำแดงความสอดคล้อง เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตต้องทำก่อนเอาสินค้าเข้าตลาด โดยขั้นตอนเหล่านี้ต้องเก็บเอกสารไว้ หากเป็นบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use) ต้องเก็บไว้ระยะเวลา 5 ปี และหากเป็นบรรจุภัณฑ์นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reusable) ต้องเก็บเอกสาร 10 ปี เพื่อตรวจสอบเอกสารย้อนหลังได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41783 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778658736511.jpg" alt="" width="789" height="446" /></p>
<p><em>“อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้บังคับแค่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่บังคับผู้เกี่ยวข้องทุกรายตลอดห่วงโซ่ที่มีส่วนทำให้บรรจุภัณฑ์เกิดขึ้น  รวมทั้ง​ผู้ผลิตสินค้าทุกอย่างที่บรรจุอยู่ภายในบรรจุภัณฑ์ต้องนำมาคำนวณทั้งหมด ดังนั้น Manufacturer ไม่ได้จำกัดแค่คนผลิต แต่คนจ้างก็ต้องรวมด้วย และอีก 2 ฝ่าย คือ Producer Function ที่ทำให้มีบรรจุภัณฑ์ไปวางตลาด ทำให้เกิดขยะบรรจุภัณฑ์ในอนาคต ต้องรับผิดชอบซากที่เกิดขึ้นในอนาคต และสุดท้าย คือ Surveillance Function ผู้ตรวจสอบ”</em> ดร.นุจรินทร์ กล่าว</p>
<p><strong>&#8216;ปรับตัว&#8217; เปิดโอกาสไทย สู่ซัพพลายเชนโลก</strong></p>
<p>ข้อมูลจาก <strong>WTO Environmental Database</strong> พบว่า ประเทศที่ไทยส่งออกเกินครึ่ง หรือกว่า 55.42% มีมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ขณะที่ สหภาพยุโรปซึ่งอยู่อันดับที่ 4 ดูเหมือนจะสัดส่วนไม่มาก อยู่ที่ 7.68% แต่ทำไมเราจึงต้องปรับตัว ?</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41784 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__84394057-1024x559.jpg" alt="" width="1024" height="559" /></p>
<p><strong>ม.ล.ภาสกร อาภากร </strong>ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพานิชย์ อธิบายว่า เมื่อเราส่งออกไปประเทศในอาเซียน เราอาจจะเป็นหนึ่งในซัพพลายเชนที่ส่งออกไปยุโรป ดังนั้น เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้ส่งออกเพราะครึ่งหนึ่งของตลาดส่งออกให้ความสำคัญเรื่องนี้ เราเป็นผู้ผลิตในเมืองไทย อาจมองว่าไม่เกี่ยวข้อง แต่เราอาจจะเป็นหนึ่งในซัพพลายเชนโลกโดยไม่รู้ตัว หรือ เราต้องปรับตัวเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในซัพพลายเชนโลกให้ได้เพื่อเป็นโอกาสในการค้าในอนาคต</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41785 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659442044.jpg" alt="" width="871" height="489" /></p>
<p><strong>10 อันดับ ประเทศที่ใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องการการค้า</strong></p>
<p>อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา สัดส่วนการส่งออกของไทย 17.20%</p>
<p>อันดับ 2 จีน สัดส่วนการส่งออกของไทย 12.01%</p>
<p>อันดับ 3 ญี่ปุ่น สัดส่วนการส่งออกของไทย 8.66%</p>
<p>อันดับ 4 สหภาพยุโรป (27) สัดส่วนการส่งออกของไทย 7.68%</p>
<p>อันดับ 5 ออสเตรเลีย สัดส่วนการส่งออกของไทย 4.27%</p>
<p>อันดับ 6 เกาหลีใต้ สัดส่วนการส่งออกของไทย 2.13%</p>
<p>อันดับ 7 ไต้หวัน สัดส่วนการส่งออกของไทย 1.68%</p>
<p>อันดับ 8 แคนาดา สัดส่วนการส่งออกของไทย 0.67%</p>
<p>อันดับ 9 บราซิล สัดส่วนการส่งออกของไทย 0.64%</p>
<p>อันดับ 10 นิวซีแลนด์ สัดส่วนการส่งออกของไทย 0.49%</p>
<p><strong><u>รวม </u></strong><strong><u>55.42%  </u></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41786 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659578165.jpg" alt="" width="873" height="486" /></p>
<p><strong>บรรจุภัณฑ์ส่งออกเพื่อตอบโจทย์ตลาดยุโรป ตามกฎหมาย </strong><strong>PPWR </strong></p>
<p><strong>ม.ล.ภาสกร </strong>กล่าวต่อไปว่า  การสร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาธุรกิจบริการให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นจุดสำคัญ เพราะตลาดโลกปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน <strong>มาตรฐานสากลให้ความสำคัญ 3 เรื่อง</strong> คือ</p>
<p><strong>1. Green &amp; Sustainability</strong> ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรสินค้า ไม่ว่าจะเป็น ESG , SDGs , Low Carbon , Circular Design , CBAM , EUDR และ PPWR</p>
<p><strong>2. Traceability &amp; Transparency</strong> ตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนด้วยเทคโนโลยีไม่ว่าจะทาง Supply Chain, QR Code , Blockchain , AI , Data Platform , Digital Product Passport (DPP)</p>
<p><strong>3. Human Rights &amp; Ethical Trade</strong> ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นหลักจรรยาบรรณ (Code of Conduct) และการตรวจสอบซัพพลายเออร์ (Supplier Audit) หากมาตรฐานไม่อยู่ในระดับสากลก็จะลำบาก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41787 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659652357.jpg" alt="" width="871" height="489" /></p>
<p><strong>บทบาทของกรมส่งเสริมการค้าระหว่าประเทศ </strong><strong>4 ด้าน (3P+1S)  </strong></p>
<p>&#8211; พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ (People) โดยการจัดอบรม เทรนนิ่งมาตรการต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม</p>
<p>&#8211; สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า/บริการ (Product) มีหน่วยงานช่วยพัฒนาผู้ประกอบการด้านสินค้าบริการ นวัตกรรม การออกแบบเพื่อให้สินค้าไทยแข็งขันดได้</p>
<p>&#8211; พัฒนาช่องทางการตลาด (Place) มีงานแสดงสินค้า รูปแบบออนไลน์ ออฟไลน์</p>
<p>&#8211; บริการข้อมูลทางการค้า (Service) ให้บริการข้อมูลผู้ประกอบการในเรื่องกฎระเบียบการค้าใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลง</p>
<p><strong>การพัฒนาผู้ประกอบการให้ตอบโจทย์มาตรการใหม่</strong></p>
<p><strong>แม้ในปัจจุบัน กฎหมาย </strong><strong>PPWR จะยังไม่มีหน่วยงานใดที่เป็นเจ้าภาพหลัก แต่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่างร่วมมือผลักดันและส่งเสริมผู้ประกอบการเพื่อเตรียมความพร้อมการบังคับใช้ PPWR ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ รวมถึงระเบียบข้อบังคับอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต </strong></p>
<p>สำหรับ <strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ </strong>มีโครงการพัฒนาผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรม เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับนักวิจัย ให้ได้ใช้นวัตกรรมจากคนไทยพัฒนาสู่มาตรฐานโลก รวมถึงการพัฒนาด้านการออกแบบ โดยดึงนักออกแบบบรรจุภัณฑ์มาพัฒนาภายใต้แนวคิดเรื่อง<strong> Circular Design</strong> และการนำวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร ต่อยอดให้สินค้าด้วย Circular Economy Model และการให้รางวัลกับผู้ประกอบการดีเด่นที่ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร บรรจุภัณฑ์ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการ คัดเลือกผู้ประกอบการ <strong>BCG Hero</strong> เพื่อแนะนำไปยังผู้ค้าทั่วโลกให้หันมาใช้ผู้ประกอบการไทยที่เน้นเรื่องของ BCG</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41788 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__84394058-1024x550.jpg" alt="" width="1024" height="550" /></p>
<p>ด้าน <strong>กระทรวงการต่างประเทศ</strong> <strong>คุณวรมน สินสุวรรณ ผู้อำนวยการกองสหภาพยุโรป กรมยุโรป​ กระทรวงการต่างประเทศ</strong> เผยว่า ทางกระทรวงฯ ได้ใช้ 3 กลไกที่มี คือ การขับเคลื่อนเชิงนโยบายและประสานงาน ความร่วมมือกับสหภาพยุโรป (EU Engagement) และการสร้างความรับรู้และการมีส่วนร่วม (Raising Awareness) เนื่องจากไทยและ EU มีกรอบความร่วมมือหลักๆ คือ PCA (กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน : Partnership and Cooperation Agreement) โดยหนึ่งในกรอบความร่วมมือที่สำคัญ คือ การพัฒนาที่ยั่งยืน และ การเปลี่ยนผ่านสีเขียว</p>
<p>ผ่านการจัดกิจกรรมเสวนาต่างๆ เช่น การจัดการประชุมให้ภาครัฐและเอกชนได้พูดคุยกับทาง EU เพื่อรับฟังและนำไปปรับระเบียบข้อบังคับให้สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ อีกทั้ง สถานทูตไทยในกรุงบรัชเซลส์ เบลเยี่ยม ยังติดตามข้อมูล อัปเดตให้ภาคเอกชนและภาครัฐให้ปรับตัวได้เร็วมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41789 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659465940.jpg" alt="" width="868" height="479" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม <strong>ความท้าทายที่พบ</strong> คือ 1) ความท้าทายด้านข้อมูลเพื่อไปพูดคุยกับทาง EU เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพ โดยปัจจุบัน ได้ขอความร่วมมือจาก Krungsri Research ในการทำวิจัยให้</p>
<p>2) ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของ EU</p>
<p>3) กฎหมาย Packaging and Packaging Waste (PPWR) ที่จะบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ ความเร่งด่วนการบังคับใช้ ทำให้ใน EU เอง ก็มีหลายบริษัทเริ่มร้องเรียนกับทางคณะกรรมาธิการยุโรปเพราะไม่สามารถปฏิบัติตามได้ทัน และจะส่งผลกระทบค่อนข้างมาก นี่อาจเป็นจุดหนึ่งที่อาจจะมีการขยับ เพิ่มระยะเวลาให้ไทยได้เตรียมตัวมากขึ้น</p>
<p>4) ปัจจัยอื่น ได้แก่ การเจรจาทำความตกลงทางการค้า (FTA) ไทยและ EU คาดว่าปีหน้าจะแล้วเสร็จ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนการดำเนินงาน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41790 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659931137.jpg" alt="" width="875" height="496" /></p>
<p><em>“ในระยะต่อไป คือ การหา National Focal Point ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือให้กับกฎหมาย PPWR โดยประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สิ่งสำคัญ คือ ยังเดินหน้าในการทำเรื่อง EU Engagement ต่อไป โดยมีการจัดการประชุมกับทาง EU Delegations เพื่อหารือเรื่องการจัดทำ Technical Documentation และ Declarations of Conformity (DoC) ให้กับภาคเอกชนเพราะเป็น Pain Point สำคัญ และการดึงภาคเอกชนของ EU และภาคเอกชนยุโรปที่อยู่ในไทยมาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยอีกด้วย” </em> คุณวรมน กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41791 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__84394056-1024x547.jpg" alt="" width="1024" height="547" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ทำความเข้าใจ &#8216;ลูกค้า&#8217; กลไกสำคัญของการปรับตัวภาคเอกชน  </strong></p>
<p>สำหรับในภาคเอกชน <strong>คุณสุพจน์ ชัยวิไล รองประธานกรรมการบริหาร เครือบริษัท ไทย แทฟฟิต้า ผู้ผลิตสิ่งทอครบวงจร</strong> ในฐานะผู้ประกอบการ ที่มีประสบการณ์ในการศึกษาข้อกฎหมาย และมีประสบการณ์จริงในการผลิตสินค้าขายในยุโรป เผยว่า PPWR ต้องดูตลอดทั้งชีวิตของบรรจุภัณฑ์​ ไม่ใช่แค่วัสดุ แต่มองตั้งแต่ดีไซน์ การเก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงฉลากสินค้า ปลายทางรีไซเคิลได้จริงหรือไม่</p>
<p>“สิ่งที่ต้องถามตัวเอง คือ ขายในประเทศไหนใน EU เพราะแต่ละประเทศกฎหมายหลายอย่างยังแยกกันอยู่ บางทีเราทำตามกฎของ EU แต่ไม่ตรงตามประเทศที่จะส่งออกก็ไม่ได้ ดังนั้น สุดท้ายกลับมาที่ลูกค้า อันดับแรก ต้องถามลูกค้าก่อนเสมอ ถัดมา บรรจุภัณฑ์มีกี่ชั้น ทั้งภายนอก ภายใน ไม่ใช่แค่บรรจุภัณฑ์ที่อยู่บนตัวสินค้า แต่รวมทั้งการขนส่ง (Transportation) ขณะเดียวกัน วัสดุมีอะไรบ้างในแต่ละชั้น รีไซเคิลได้จริงหรือไม่ มีเอกสารพิสูจน์หรือไม่ หลักๆ คือ การเก็บข้อมูล จุดอ่อนของผู้ผลิต คือ ไม่ได้เก็บข้อมูล แต่บริษัทที่มี ISO 9000 เรื่องนี้จะค่อนข้างง่าย เพราะถูกบังคับว่าต้องมีการเก็บข้อมูล&#8221;​</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41792 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659341916.jpg" alt="" width="868" height="485" /></p>
<p><strong>ผู้ผลิต ต้องเริ่มจากตรงไหน ? ให้คุ้มต่อการลงทุน</strong></p>
<p>ทั้งนี้ การส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ภาคธุรกิจอาจต้องใช้การลงทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดรับกับกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป <strong>คุณสุพจน์ </strong>แนะว่า การแยกผลิตภัณฑ์ ถือเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะ SME การปรับเปลี่ยนต้องใช้การลงทุนที่สูง ดังนั้น ต้องรู้ว่าส่วนไหนควรเปลี่ยนก่อน หรือส่วนไหนที่ไม่ต้องทำ เพราะในบางบริษัทส่งออกไปยุโรปเพียง 10% เท่านั้น</p>
<p>ถัดมา คือ การเลือกวัสดุ ดีไซน์บรรจุภัณฑ์ รวมถึง &#8216;การพิมพ์&#8217; เป็นสิ่งที่คนมักมองข้าม ซึ่งปัจจุบันมีป้ายแท็กที่ระบุว่าพิมพ์จากหมึกที่ทำมาจากถั่วเหลือง รวมไปถึงการลดพื้นที่ของบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง ไม่เพียงแค่การลดการใช้วัสดุเกินจำเป็น แต่ยังลดค่าขนส่งและอยู่ในกฎหมาย ขณะที่ เรื่องรีไซเคิล ต้องมีเอกสารอ้างอิง และสุดท้ายสำคัญที่สุด คือ การพูดคุยกับลูกค้าให้ชัดเจน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41793 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778660210583.jpg" alt="" width="869" height="479" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><em>“ลูกค้าสำคัญที่สุด เพราะลูกค้าก็ต้องรอดเหมือนกัน เป็นความอยู่รอดของทั้งสองฝั่ง และอย่าลืมเรื่องของการตลาด ทำแล้วอย่าลืมนำมาทำการตลาด ต้องสื่อสารในสิ่งที่เราได้ทำ ลงทุนแล้วต้องได้ประโยชน์ให้มากที่สุด ตัวอย่างของบริษัทเองที่ทำเรื่องนี้ </em></strong><strong><em>10 ปีที่ผ่านมา เราได้ลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นกว่า 7-8% ดังนั้น อย่ากลัว เรียนรู้ คุยกับลูกค้าให้เยอะ แล้วเราจะปรับตัวได้ สุดท้ายลูกค้าก็ต้องอยู่รอดเหมือนกัน”</em></strong> คุณสุพจน์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/expoter-adapt-for-eu-ppwr-law/">นับถอยหลัง &#8216;ยุโรป&#8217; บังคับใช้กฎหมายบรรจุภัณฑ์​ &#8216;PPWR&#8217; ดีเดย์ 12 สิงหาคม 2026 ยุติสมัย &#8216;ใช้แล้วทิ้ง&#8217;และการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย​เพื่อยังอยู่ในซัพพลายเชนโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนปี 2568 สร้างรายได้ให้คนขับ-ร้านค้า 5 แสนล้านบาท ลดคาร์บอนกว่า 7.7 แสนตันทั่วภูมิภาค   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/grab-release-esg-report-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 May 2026 07:17:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Report]]></category>
		<category><![CDATA[GRAB]]></category>
		<category><![CDATA[Grab Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[GrabForGood]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า]]></category>
		<category><![CDATA[ไรเดอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41825</guid>

					<description><![CDATA[<p>แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยข้อมูลจาก รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 (ESG Report 2025) ภายใต้แนวคิด &#8216;Rising as One&#8217; ตอกย้ำบทบาทแพลตฟอร์มที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืนครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ ควบคู่ไปกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในกับสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง อาทิ การส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับคนขับและผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มทั่วทั้งภูมิภาคมากกว่า 1.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า การขยายโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ตลอดจนแหล่งเงินทุนผ่านการให้สินเชื่อรายย่อยมากกว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท) ขณะเดียวกันยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยปีที่ผ่านมาสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไปมากกว่า 772,000 ตัน คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า แกร็บเชื่อว่าความสำเร็จทางธุรกิจอย่างยั่งยืนต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยตลอด 13 ปีที่ผ่านมา แกร็บ ประเทศไทย  มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างและขยายโอกาสให้ คนในอีโคซิสเต็มมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเป็นช่องทางในการหารายได้ให้กับคนขับและร้านค้า การพัฒนาทักษะและส่งเสริมความรู้ผ่านโครงการ GrabAcademy ซึ่งมีผู้เข้าอบรมมากกว่า 3 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/grab-release-esg-report-2025/">แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนปี 2568 สร้างรายได้ให้คนขับ-ร้านค้า 5 แสนล้านบาท ลดคาร์บอนกว่า 7.7 แสนตันทั่วภูมิภาค   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยข้อมูลจาก <a href="https://s205.q4cdn.com/179588156/files/doc_downloads/esg/2026/Grab-ESG-Report-2025.pdf" target="_blank" rel="noopener">รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568</a> (</strong><strong>ESG Report </strong><strong>2025) ภายใต้แนวคิด &#8216;</strong><strong>Rising as One&#8217; </strong><strong>ตอกย้ำบทบาทแพลตฟอร์มที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืนครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ </strong></p>
<p><span id="more-41825"></span></p>
<p><strong>ควบคู่ไปกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง</strong><strong>เชิงบวกในกับสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง อาทิ การส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับคนขับและผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มทั่วทั้งภูมิภาคมากกว่า 1.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ<br />
5 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า การขยายโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี </strong><strong>AI </strong><strong>ตลอดจนแหล่งเงินทุนผ่านการให้สินเชื่อรายย่อยมากกว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท) ขณะเดียวกันยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยปีที่ผ่านมาสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไปมากกว่า 772</strong><strong>,</strong><strong>000 ตัน</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41826 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/TH-highlight-re.jpg" alt="" width="1200" height="677" /></p>
<p><strong>คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย </strong>กล่าวว่า แกร็บเชื่อว่าความสำเร็จทางธุรกิจอย่างยั่งยืนต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยตลอด 13 ปีที่ผ่านมา แกร็บ ประเทศไทย  มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างและขยายโอกาสให้ คนในอีโคซิสเต็มมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเป็นช่องทางในการหารายได้ให้กับคนขับและร้านค้า การพัฒนาทักษะและส่งเสริมความรู้ผ่านโครงการ GrabAcademy ซึ่งมีผู้เข้าอบรมมากกว่า 3 ล้านครั้ง การสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารให้เข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพและเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ ตลอดจนการส่งเสริมด้านการศึกษาให้กับเยาวชนผ่านโครงการ GrabSpark และ Grab The Future</p>
<p>ขณะเดียวกัน เรายังคงผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง Grab EV เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีรถ EV ให้บริการบนแพลตฟอร์มแล้วกว่า 30,000 คัน ทั้งนี้ เราจะยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจ <strong>GrabForGood</strong> หรือ <strong>‘แกร็บ…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’</strong> โดยมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมไทยต่อไป”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41828 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/03-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ไฮไลท์ของ &#8216;<strong>รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568&#8242;</strong> ของแกร็บ ประกอบด้วย</p>
<p><strong>การส่งเสริมการเข้าถึงรายได้ของคนในอีโคซิสเต็ม</strong></p>
<p>&#8211; คนขับและผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหาร สามารถสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มรวมทั่วทั้งภูมิภาคกว่า 1.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า</p>
<p>&#8211; 76% ของไรเดอร์ (ซึ่งให้บริการด้วยรถจักรยานยนต์) สามารถสร้างรายได้จากการให้บริการบนแพลตฟอร์มมากกว่า 1 บริการ ไม่ว่าจะเป็น การจัดส่งอาหารผ่านบริการ GrabFood การจัดส่งสินค้าผ่านบริการ GrabMart หรือการจัดส่งพัสดุผ่านบริการ GrabExpress</p>
<p>&#8211; แกร็บเปิดรับพาร์ทเนอร์ร้านค้าหน้าใหม่ (ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย) กว่า 856,000 รายทั่วทั้งภูมิภาคเพื่อให้สามารถสร้างรายได้บนแพลตฟอร์ม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41829 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/02-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับคนในภูมิภาค</strong><strong> </strong></p>
<p>&#8211; แกร็บให้สินเชื่อกับกลุ่มคนขับและผู้ประกอบการรายย่อยรวมกว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า</p>
<p>&#8211; มีคนขับที่เป็นผู้หญิงและผู้พิการกว่า 189,000 คนให้บริการบนแพลตฟอร์มเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพเพิ่มขึ้น 40% จากปีก่อนหน้า</p>
<p>&#8211; คนขับทุกคน (100%) บนแพลตฟอร์มได้รับความคุ้มครองจากประกันอุบัติเหตุที่แกร็บจัดทำให้ ตลอดระยะเวลาการให้บริการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41832 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/01-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>การผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งลดคาร์บอน</strong></p>
<p>&#8211; ลดการปล่อยคาร์บอนไปกว่า 772,000 ตัน ผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ โครงการคาร์บอนเครดิตที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางธรรมชาติ</p>
<p>&#8211; ลดขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้สูงถึง 10,142 ตัน ผ่านการลดการใช้ (Reduce) การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reused) หรือการรีไซเคิล (Recycle)</p>
<p>&#8211; เงินบริจาคจากโครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) ถูกนำไปใช้ในการปลูกต้นไม้กว่า 210,000 ต้น (ชื่อเดิมคือโครงการชดเชยคาร์บอน หรือ Carbon Offset)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41831 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/04-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>การใช้ </strong><strong>AI </strong><strong>เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและพัฒนาศักยภาพของคน</strong></p>
<p>&#8211; 1 ใน 4 ของผู้ประกอบการรายย่อยบนแพลตฟอร์มใช้ Merchant AI Assistant หรือแชทบอทในแอปพลิเคชันของพาร์ทเนอร์ร้านค้า (GrabMerchant App) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการ ซึ่งช่วยสร้างมูลค่ารวมของการสั่งซื้อ (GMV) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 15%</p>
<p>&#8211; พนักงานประจำทุกคนของแกร็บ (100%) ได้รับการอบรมให้ใช้เครื่องมือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน</p>
<p>&#8211; นำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อพัฒนาฟีเจอร์และบริการใหม่ๆ รวมถึงระบบการให้บริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้กับผู้ใช้บริการ และการสร้างรายได้ให้กับคนขับและผู้ประกอบการร้านค้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41830 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/06.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ แกร็บยังคงปลูกฝังจิตสำนึกและค่านิยมองค์กรผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ <strong>แกร็บ ประเทศไทย</strong> ได้จัดกิจกรรม <strong>GrabForGood</strong> เป็นปีที่ 4 โดยได้ร่วมมือกับ &#8216;พรีเชียสพลาสติกแบงค็อก&#8217; (Precious Plastic Bangkok) เจ้าของโครงการรีไซเคิลพลาสติกที่เน้นชุมชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมาร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกขยะพลาสติกและการรีไซเคิล พร้อมเปิดโอกาสให้ร่วมลงมือทำกิจกรรมเวิร์คช็อปคัดแยกฝาขวดก่อนนำไปรีไซเคิลเป็นของที่ระลึก เช่น พวงกุญแจ และสร้อย เพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงคุณค่าของขยะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้จริงในชีวิตประจำวัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/grab-release-esg-report-2025/">แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนปี 2568 สร้างรายได้ให้คนขับ-ร้านค้า 5 แสนล้านบาท ลดคาร์บอนกว่า 7.7 แสนตันทั่วภูมิภาค   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสิกรไทยผนึกพันธมิตรทุกภาคส่วนจัดฟอรัมใหญ่แห่งปี EARTH JUMP 2026 ก้าวสู่ปีที่ 4 ภายใต้ธีม “A Bridge To Empowered Actions” พลิกกลยุทธ์สู่การลงมือทำ เพื่อสร้างผลลัพธ์และการเติบโตอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/kbank-annouced-earth-jump-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 May 2026 05:20:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[A Bridge To Empowered Actions]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Solution]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Tech]]></category>
		<category><![CDATA[EARTH JUMP 2026]]></category>
		<category><![CDATA[KBank]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Vision To Action]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41817</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อกติกาใหม่ด้านสภาพภูมิอากาศและความคาดหวังจากตลาดโลกกำลังเร่งให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวทันที โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่มีแผน แต่คือใครลงมือทำได้ก่อน จะคว้าโอกาสและสร้างความได้เปรียบก่อน EARTH JUMP 2026 จึงยกระดับจากเวทีความรู้ สู่ Action Platform ที่พาธุรกิจลงมือทำได้จริง ไม่ใช่แค่การอัปเดตเทรนด์หรือสร้างแรงบันดาลใจ แต่รวบรวม Climate Solutions ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจคุณโดยเฉพาะ ทั้งเครื่องมือทางการเงิน เทคโนโลยีและโซลูชัน  คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และเวิร์กช็อปเชิงลึกแบบลงมือทำ เพื่อช่วยให้ธุรกิจเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 9 – 10 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00 – 17.00 น. ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 เปิดให้ลงทะเบียนร่วมงานฟรี!! ตั้งแต่วันนี้ – 8 มิถุนายน 2569 ที่ Zipevent คลิก! https://earthjump.co/3PVd8t6 ลงทะเบียนก่อน ได้สิทธิ์จอง Workshops ก่อนใคร (ด่วน! จำนวนจำกัด) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/kbank-annouced-earth-jump-2026/">กสิกรไทยผนึกพันธมิตรทุกภาคส่วนจัดฟอรัมใหญ่แห่งปี EARTH JUMP 2026 ก้าวสู่ปีที่ 4 ภายใต้ธีม “A Bridge To Empowered Actions” พลิกกลยุทธ์สู่การลงมือทำ เพื่อสร้างผลลัพธ์และการเติบโตอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อกติกาใหม่ด้านสภาพภูมิอากาศและความคาดหวังจากตลาดโลกกำลังเร่งให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวทันที โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่มีแผน แต่คือใครลงมือทำได้ก่อน จะคว้าโอกาสและสร้างความได้เปรียบก่อน</p>
<p><span id="more-41817"></span></p>
<p><strong>EARTH JUMP 2026</strong> จึงยกระดับจากเวทีความรู้ สู่ Action Platform ที่พาธุรกิจลงมือทำได้จริง ไม่ใช่แค่การอัปเดตเทรนด์หรือสร้างแรงบันดาลใจ แต่รวบรวม Climate Solutions ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจคุณโดยเฉพาะ ทั้งเครื่องมือทางการเงิน เทคโนโลยีและโซลูชัน  คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และเวิร์กช็อปเชิงลึกแบบลงมือทำ เพื่อช่วยให้ธุรกิจเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่<strong> 9 – 10 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00 – 17.00 น. ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5</strong></p>
<p>เปิดให้ลงทะเบียนร่วมงานฟรี!! ตั้งแต่วันนี้ – 8 มิถุนายน 2569 ที่ Zipevent คลิก! https://earthjump.co/3PVd8t6 ลงทะเบียนก่อน ได้สิทธิ์จอง Workshops ก่อนใคร (ด่วน! จำนวนจำกัด) หรือ ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ www.kasikornbank.com/k_earthjump2026</p>
<p>ธนาคารกสิกรไทยร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงาน <strong>EARTH JUMP</strong> ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและผลักดันให้ภาคธุรกิจปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้จริง โดยเฉพาะธุรกิจ SME ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความสำคัญของประเทศ ซึ่งการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจเป็นการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสใหม่</p>
<p>โดยจากข้อมูลของ PWC ได้ทำการสำรวจกลุ่มผู้บริหารที่มีการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย พบว่า <em><strong>22% ธุรกิจที่ปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มีรายได้เพิ่มขึ้นแม้จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นก็ตาม</strong> </em>แต่การเพิ่มขึ้นของรายได้ยังแสดงให้เห็นถึงโอกาสทางการตลาดและความต้องการของผู้บริโภคสําหรับผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืนในอนาคตข้างหน้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41821 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/re-Earth-Jump-2026.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>สำหรับงาน <strong>EARTH JUMP 2026: A Bridge To Empowered Actions</strong> มีรายละเอียด ดังนี้</p>
<p><strong><u>1. เวที </u></strong><strong><u>Vision To Action</u></strong> ถอดรหัสนโยบายและกลยุทธ์ระดับประเทศสู่แนวทางปฏิบัติสำหรับภาคธุรกิจ เพื่อรับมือกติกาโลกใหม่ จากผู้นำระดับประเทศและระดับโลก ได้แก่ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ TCP เป็นต้น พร้อม Session พิเศษ “SME Clinic: เปลี่ยน Pain เป็น Power เช็กสุขภาพธุรกิจสีเขียว เพื่อแต้มต่อที่ยั่งยืน” เป็นการ Pitch ปัญหาธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อมกับ 4 กูรูชื่อดังจากภาคธุรกิจ การเงิน และด้านความยั่งยืน</p>
<p><strong><u>2. เวที </u></strong><strong><u>SME and Climate Tech</u></strong> รวมเคสธุรกิจที่ทำจริง สำเร็จจริง และสร้างรายได้จริง จากผู้ประกอบการและผู้ก่อตั้งแบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ นางสาวธัญญรัตน์ ตรีสุรมงคลโชติ Marketing Director และผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ She Knows ดร.เกยูร โชคล้ำเลิศ ประธานกรรมการบริหาร บจก. ยู้ ฟิชบอล และ Founder ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร UNC นายวิชฌ์ วิทยฐานกรณ์ Co-Founder นีรารีทรีทโฮเทล และนายวรัตต์ วิจิตรวาทการ ผู้ก่อตั้ง Roots เป็นต้น</p>
<p><strong><u>3. Exhibition Zone </u></strong><strong><u>และกิจกรรม </u></strong><strong><u>Workshops</u></strong> โดย Exhibition Zone เป็นการรวมโซลูชันและนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมจากองค์กรชั้นนำและสตาร์ทอัพ ซึ่งบูทจัดแสดงนิทรรศการผลิตด้วยวัสดุรีไซเคิลที่ได้รับการสนับสนุนจาก SCGP นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Workshops ที่จะช่วยให้ธุรกิจลงมือเปลี่ยนผ่านได้จริง ได้แก่ เรียนรู้การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรเริ่มต้นอย่างไร พลิก Climate Risk สู่ Financial Impact ตามมาตรฐาน IFRS S2, การปลดล็อกแหล่งเงินทุนด้วยอาคารสีเขียว และการวางรากฐานสู่ Net Zero ด้วย Digital MVR</p>
<p><strong><u>4. Climate Solution</u> </strong>โซลูชันครบวงจรที่เหมาะกับแต่ละธุรกิจ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ครอบคลุมทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และเครื่องมือ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจในทุกระดับ ได้แก่ Financial Solutions, ESG Readiness Check โดย KCLIMATE 1.5 ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ, ESG Advisory Workshop เรียนรู้ เจาะลึกเวิร์กช้อปเข้มข้นที่ช่วยธุรกิจเปลี่ยนผ่านได้จริง, Clinic ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยวางแผนธุรกิจ</p>
<p>มาร่วมขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การลงมือทำและต่อยอดธุรกิจสู่โอกาสใหม่ไปด้วยกัน กับสุดยอดงานฟอรัมด้านความยั่งยืนแห่งปี <strong>“EARTH JUMP 2026 : A Bridge To Empowered Actions”</strong> ในวันที่ 9-10 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00-17.00 น. ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5</p>
<p><strong>เปิดให้ลงทะเบียนร่วมงานฟรี!! ตั้งแต่วันนี้ – 8 มิถุนายน 2569</strong> ที่ Zipevent คลิก! https://earthjump.co/3PVd8t6 ลงทะเบียนก่อน ได้สิทธิ์จอง Workshops ก่อนใคร (ด่วน! จำนวนจำกัด) หรือ ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ www.kasikornbank.com/k_earthjump2026</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/kbank-annouced-earth-jump-2026/">กสิกรไทยผนึกพันธมิตรทุกภาคส่วนจัดฟอรัมใหญ่แห่งปี EARTH JUMP 2026 ก้าวสู่ปีที่ 4 ภายใต้ธีม “A Bridge To Empowered Actions” พลิกกลยุทธ์สู่การลงมือทำ เพื่อสร้างผลลัพธ์และการเติบโตอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Green Skills&#8217; ทักษะเฉพาะ ความยั่งยืน &#8211; คาร์บอนฟุตพรินท์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/sustainability-carbonfootprint-specialist-skills/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 May 2026 13:37:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Carbonfootprint]]></category>
		<category><![CDATA[CFO]]></category>
		<category><![CDATA[CFP]]></category>
		<category><![CDATA[Competency]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Development]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[FutureSkills]]></category>
		<category><![CDATA[GreenSkills]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Report]]></category>
		<category><![CDATA[Skillset]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[SustainableDevelopment]]></category>
		<category><![CDATA[การแข่งขัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมาภิบาล]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41733</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระทรวง อว. ประกาศราชกิจจานุเบกษา เดือนเมษายน 2569 กำหนด ‘ทักษะที่ต้องมี’ สำหรับสายงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environment and Sustainability) ​หรือ &#8216;Green Skills&#8217; เพื่อมุ่งพัฒนาคนให้สอดคล้องกับความต้องการและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ​ รวมทั้งการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน กลายเป็นตัวเร่งสำคัญให้เกิดทักษะการทำงานใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงาน พร้อม​กำหนดทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 2 ด้านหลัก ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา ความยั่งยืน และ ผู้เชี่ยวชาญด้าน คาร์บอนฟุตพรินท์ ทั้งนี้ ได้กำหนดทักษะสำคัญที่ทั้ง 2 สายงานจำเป็นต้องมี (Specialist Skills) แบ่งเป็น 3 กลุ่มทักษะ ได้แก่ 1. ทักษะด้านการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล, 2.ทักษะด้านการเสนอแนะแนวทางในการดำเนินการและขับเคลื่อนเพื่อไปสู่เป้าหมาย และ 3. ทักษะด้านการบริหารจัดการโครงการ โดยสามารถสรุป ทักษะเฉพาะ ของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสายงานได้ ต่อไปนี้ 1. ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความยั่งยืน (Sustainability [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/sustainability-carbonfootprint-specialist-skills/">&#8216;Green Skills&#8217; ทักษะเฉพาะ ความยั่งยืน &#8211; คาร์บอนฟุตพรินท์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">กระทรวง อว. ประกาศราชกิจจานุเบกษา เดือนเมษายน 2569 กำหนด <strong>‘ทักษะที่ต้องมี’</strong> สำหรับสายงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environment and Sustainability) ​หรือ <strong>&#8216;Green Skills&#8217; </strong>เพื่อมุ่งพัฒนาคนให้สอดคล้องกับความต้องการและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ​ รวมทั้งการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน กลายเป็นตัวเร่งสำคัญให้เกิดทักษะการทำงานใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงาน</div>
<p><span id="more-41733"></span></p>
<p>พร้อม​กำหนดทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 2 ด้านหลัก ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> และ ผู้เชี่ยวชาญด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คาร์บอนฟุตพรินท์</span></p>
<p>ทั้งนี้ ได้กำหนดทักษะสำคัญที่ทั้ง 2 สายงานจำเป็นต้องมี (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Specialist</span> Skills) แบ่งเป็น 3 กลุ่มทักษะ ได้แก่ 1. ทักษะด้านการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล, 2.ทักษะด้านการเสนอแนะแนวทางในการดำเนินการและขับเคลื่อนเพื่อไปสู่เป้าหมาย และ 3. ทักษะด้านการบริหารจัดการโครงการ</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">โดยสามารถสรุป <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ทักษะเฉพาะ</span> ของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสายงานได้ ต่อไปนี้</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>1. ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความยั่งยืน (Sustainability Development Specialist)</strong></div>
<ul>
<li dir="auto"> พัฒนาและดำเนินกลยุทธ์ขององค์กร ที่เกี่ยวข้องกับ ESG</li>
<li dir="auto">เข้าใจอุตสาหกรรม นโยบาย กฎหมาย มาตรฐานที่เกี่ยวข้องทั้งไทยและสากลอยู่เสมอ​ เช่น GRI, SASB, Paris Agreement และ ISO 14000</li>
<li dir="auto">วิเคราะห์ผลกระทบและความเสี่ยง ด้านสิ่งแวดล้อม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Environmental</span> และความหลากหลายทางชีวภาพ (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Biodiversity</span>) ความสัมพันธ์ชุมชน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Social</span> และธรรมาภิบาลองค์กร <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Governance</span></li>
<li dir="auto">เก็บข้อมูลรอบด้าน จัดทำรายงานเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</li>
<li dir="auto">กำหนดเป้าหมายพาองค์กรสู่ความยั่งยืน ตามกรอบเวลา ต้นทุน ทรัพยากร เชื่อมโยงตัวชี้วัดทางการเงิน</li>
<li dir="auto">สร้างความร่วมมือ ติดตาม ประเมินผล ให้คำแนะนำ สื่อสารกลยุทธ์ความยั่งยืน และผลการดำเนินงาน</li>
<li dir="auto">ประสบการณ์ในสายงาน 3 ปีขึ้นไป</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>2. ผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Specialist)</strong></div>
<ul>
<li dir="auto">ประมวลผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร</li>
<li dir="auto">เสนอแนวทางการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมองค์กรด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม</li>
<li dir="auto">เข้าใจเงื่อนไขทางอุตสาหกรรม การรายงานการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก</li>
<li dir="auto">เก็บข้อมูลเพื่อคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นต์ ระดับองค์กร (CFO) หรือผลิตภัณฑ์ (CFP)</li>
<li dir="auto">ประมวลผลบัญชีปริมาณก๊าซเรือนกระจก ใช้สารสนเทศก๊าซเรือนกระจก เช่น GIS / ETS</li>
<li dir="auto">เข้าใจมาตรฐานทั้งในประเทศไทยและสากล เช่น GHG Protocol และ ISO 14000</li>
<li dir="auto">เข้าใจความเสี่ยง Climate Risks และ Transition Risks ขององค์กร</li>
<li dir="auto">วิเคราะห์ความคุ้มค่าในตลาดการซื้อขายคาร์บอน (Carbon Market)</li>
<li dir="auto">ประสบการณ์ในสายงาน 3 ปีขึ้นไป</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">นอกจากนี้ ยังกำหนด <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ทักษะทั่วไป</span> (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">General</span> Skills) ที่ทั้ง 2 สายงานจำเป็นต้องมีเหมือนกัน ประกอบด้วย</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">1. การคิดอย่างเป็นระบบ (System Thinking)</div>
<div dir="auto">2. การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)</div>
<div dir="auto">3. สามารถทำงานเป็นทีมและมีภาวะผู้นำ (Leadership)</div>
<div dir="auto">4. การนำเสนอข้อมูลให้เข้าใจง่ายด้วย Data Visualization / Dashboard</div>
<div dir="auto">5. วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สื่อสาร สร้างแรงจูงใจให้เครือข่าย</div>
<div dir="auto">6. สื่อสารภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละด้าน</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/sustainability-carbonfootprint-specialist-skills/">&#8216;Green Skills&#8217; ทักษะเฉพาะ ความยั่งยืน &#8211; คาร์บอนฟุตพรินท์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบทาโกรตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหาร คว้าสองรางวัลใหญ่ด้านธรรมาภิบาล และความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/btg-thailands-most-admired-company/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 May 2026 03:13:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Betagro]]></category>
		<category><![CDATA[BTG]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand’s Most Admired Company]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)​]]></category>
		<category><![CDATA[ริรินดา ตังทัตสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เบทาโกร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41518</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ “BTG” บริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารอย่างต่อเนื่อง ด้วยการคว้าสองรางวัลเกียรติยศสูงสุด ได้แก่ รางวัล White Brand Award ประจำปี 2026 และรางวัล Thailand’s Most Admired Company ประจำปี 2025-2026 ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร BrandAge ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของบริษัทในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม ตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของเบทาโกรในฐานะแบรนด์ต้นแบบด้านธรรมาภิบาลและความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแท้จริง จากการร่วมโหวตของผู้บริโภค เบทาโกรถือเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัล White Brand Award ประจำปี 2026 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร BrandAge ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความเป็นเลิศด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การส่งต่อคุณค่าสู่สังคม และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากการดำเนินงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้แล้ว บริษัทยังมีพันธกิจในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การรักษามาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารขั้นสูงสุด, การมุ่งสู่เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ภายในปี 2050, การพัฒนาชุมชนและสังคมแบบองค์รวมให้เข้มแข็ง, การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงานด้วยเป้าหมายอุบัติเหตุเป็นศูนย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/btg-thailands-most-admired-company/">เบทาโกรตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหาร คว้าสองรางวัลใหญ่ด้านธรรมาภิบาล และความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ “</strong><strong>BTG</strong><strong>”</strong> <strong>บริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทย</strong> <strong>ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารอย่างต่อเนื่อง ด้วยการคว้าสองรางวัลเกียรติยศสูงสุด ได้แก่ รางวัล </strong><strong>White Brand Award </strong><strong>ประจำปี </strong><strong>2026 </strong><strong>และรางวัล </strong><strong>Thailand’s Most Admired Company </strong><strong>ประจำปี </strong><strong>2025-2026</strong></p>
<p><span id="more-41518"></span></p>
<p>ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร BrandAge ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของบริษัทในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม ตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของเบทาโกรในฐานะแบรนด์ต้นแบบด้านธรรมาภิบาลและความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแท้จริง</p>
<p>จากการร่วมโหวตของผู้บริโภค เบทาโกร<strong>ถือเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัล </strong><strong>White Brand Award </strong><strong>ประจำปี </strong><strong>2026</strong> ซึ่งจัดโดยนิตยสาร BrandAge ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความเป็นเลิศด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การส่งต่อคุณค่าสู่สังคม และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากการดำเนินงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้แล้ว บริษัทยังมีพันธกิจในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การรักษามาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารขั้นสูงสุด, การมุ่งสู่เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ภายในปี 2050, การพัฒนาชุมชนและสังคมแบบองค์รวมให้เข้มแข็ง, การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงานด้วยเป้าหมายอุบัติเหตุเป็นศูนย์ (Zero Accident)</p>
<p>นอกจากนี้ เบทาโกรยังตอกย้ำความเป็นผู้นำอีกขั้นด้วยการ<strong>คว้าอันดับ </strong><strong>1 </strong><strong>ด้านความยั่งยืนในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน (</strong><strong>Ready-to-Eat </strong><strong>หรือ </strong><strong>RTE) </strong><strong>จากผลสำรวจ </strong><strong>Thailand’s Most Admired Company </strong><strong>ประจำปี </strong><strong>2025-2026 </strong><strong>ซึ่งเป็นหมวดรางวัลที่เพิ่มขึ้นใหม่เป็นปีแรก</strong> โดยบริษัทได้สร้างมาตรฐานระดับสูงในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสะท้อนถึงความสามารถในการครองใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคท่ามกลางตลาดที่มีการแข่งขันสูง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41520 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/BTG2.jpg" alt="" width="1200" height="765" /></p>
<p><strong>นางสาวริรินดา ตังทัตสวัสดิ์</strong><strong> ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานกลยุทธ์และนวัตกรรม บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า </strong>&#8220;การได้รับทั้งสองรางวัลนี้ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับทุกภาคส่วนตลอด 58 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่พันธมิตรทางธุรกิจ เกษตรกร ชุมชน พนักงาน ไปจนถึงลูกค้า ที่ร่วมกันยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทยและขยายสู่กว่า 30 ประเทศทั่วโลก&#8221;</p>
<p>&#8220;สำหรับเรา ความเชื่อมั่นในเบทาโกรเกิดจากการมุ่งมั่นในการเพิ่มมาตรฐานสู่ระดับสากล ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยและคุณภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน&#8221; <strong>นางสาวริรินดา กล่าวเพิ่มเติม</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/btg-thailands-most-admired-company/">เบทาโกรตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหาร คว้าสองรางวัลใหญ่ด้านธรรมาภิบาล และความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่มมิตรผลสร้างสถิติใหม่ คว้าผลประเมินด้านความยั่งยืน S&#038;P Global 2025​ ด้วยคะแนนสูงสุด ครองตำแหน่งผู้ผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืนอันดับ 1 ของโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/mitr-phol-world-first-csa-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 12:47:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutrality]]></category>
		<category><![CDATA[Corporate Sustainability Assessment]]></category>
		<category><![CDATA[CSA]]></category>
		<category><![CDATA[Mitr Phol]]></category>
		<category><![CDATA[Mitr Phol Group]]></category>
		<category><![CDATA[Mitr Phol Oasis]]></category>
		<category><![CDATA[S&P Global]]></category>
		<category><![CDATA[S&P Global 2025​]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มมิตรผล]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจน้ำตาล]]></category>
		<category><![CDATA[นะโม ตัดสด]]></category>
		<category><![CDATA[บรรเทิง ว่องกุศลกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[มิตรผล]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41294</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มมิตรผล ผู้นำด้านการพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืนจากภาคเกษตร ตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกด้านความยั่งยืน จากผลการประเมิน Corporate Sustainability Assessment (CSA) ประจำปี 2025 ด้วยการครองตำแหน่ง ผู้ผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืนอันดับ 1 ของโลก โดยได้รับคะแนนสูงสุดในกลุ่มผู้ผลิตน้ำตาลทั่วโลกที่เข้าร่วมการประเมิน และยังเป็นคะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของกลุ่มมิตรผลนับตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมการประเมินในปี 2018 นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก ในกลุ่ม Top 5% ของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร (Food Products Industry) จากบริษัทที่เข้าร่วมการประเมินกว่า 9,200 แห่ง ครอบคลุม 59 อุตสาหกรรมทั่วโลกในปี 2025 สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ที่มุ่งยกระดับ &#8216;ระบบการเกษตรและอาหารที่มั่นคง&#8217; ควบคู่การส่งเสริมเกษตรกรให้ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนในประเทศไทยและทั่วโลก คุณบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า การพัฒนาองค์กรด้วยมาตรฐานระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของให้องค์กรให้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน เป็นเป้าหมายที่กลุ่มมิตรผลให้ความสำคัญและดำเนินงานมาโดยตลอด &#8220;ผลการประเมินจาก S&#38;P Global ครั้งล่าสุดนี้ กลุ่มมิตรผลได้รับคะแนนสูงสุดจากเข้าร่วมประเมินมา 7 ปี เป็นผลจากการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และลงมือปฏิบัติจริงจากทุกภาคส่วน รวมถึงเกษตรกรคู่ค้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mitr-phol-world-first-csa-2025/">กลุ่มมิตรผลสร้างสถิติใหม่ คว้าผลประเมินด้านความยั่งยืน S&#038;P Global 2025​ ด้วยคะแนนสูงสุด ครองตำแหน่งผู้ผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืนอันดับ 1 ของโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กลุ่มมิตรผล ผู้นำด้านการพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืนจากภาคเกษตร ตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกด้านความยั่งยืน จากผลการประเมิน Corporate Sustainability Assessment (CSA) ประจำปี 2025 ด้วยการครองตำแหน่ง <strong>ผู้ผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืนอันดับ </strong><strong>1</strong><strong> ของโลก</strong> โดยได้รับคะแนนสูงสุดในกลุ่มผู้ผลิตน้ำตาลทั่วโลกที่เข้าร่วมการประเมิน และยังเป็นคะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของกลุ่มมิตรผลนับตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมการประเมินในปี 2018</p>
<p><span id="more-41294"></span></p>
<p>นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก ในกลุ่ม Top 5% ของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร (Food Products Industry) จากบริษัทที่เข้าร่วมการประเมินกว่า 9,200 แห่ง ครอบคลุม 59 อุตสาหกรรมทั่วโลกในปี 2025 สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ที่มุ่งยกระดับ <strong>&#8216;ระบบการเกษตรและอาหารที่มั่นคง&#8217;</strong> ควบคู่การส่งเสริมเกษตรกรให้ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนในประเทศไทยและทั่วโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41296 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Mitr1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>คุณบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มมิตรผล</strong> กล่าวว่า การพัฒนาองค์กรด้วยมาตรฐานระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของให้องค์กรให้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน เป็นเป้าหมายที่กลุ่มมิตรผลให้ความสำคัญและดำเนินงานมาโดยตลอด</p>
<p><em>&#8220;ผลการประเมินจาก S&amp;P Global ครั้งล่าสุดนี้ กลุ่มมิตรผลได้รับคะแนนสูงสุดจากเข้าร่วมประเมินมา 7 ปี เป็นผลจากการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และลงมือปฏิบัติจริงจากทุกภาคส่วน รวมถึงเกษตรกรคู่ค้า และลูกค้าของเราด้วย นับเป็นการผลักดันให้องค์กรได้ก้าวสู่มาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล โปร่งใส และมีมาตรฐานเช่นเดียวกับบริษัทจดทะเบียนชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทชั้นนำของโลก&#8221;</em></p>
<p><strong>ทั้งนี้ กลุ่มมิตรผลให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อโลก เพื่อตอกย้ำความเป็นเลิศด้านสิ่งแวดล้อม </strong>พร้อมสะท้อนความมุ่งมั่นสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41298 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Mitr4.jpg" alt="" width="1200" height="1200" /></p>
<p><strong>&#8211; ขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน</strong> – มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 และ Net Zero ภายในปี 2050 ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการบริหารจัดการคาร์บอนด้วยระบบติดตาม วัดผล และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำให้แก่ผู้บริโภค โดยล่าสุดกลุ่มมิตรผลได้รับการรับรอง Carbon footprint Product กว่า 73 ผลิตภัณฑ์ และ Carbon Footprint Reduction อีก 13 ผลิตภัณฑ์อีกด้วย</p>
<p><strong>&#8211; บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อโลกที่ยั่งยืน </strong>– ตั้งเป้าใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% ภายในปี 2030 เดินหน้าความร่วมมือกับพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งความร่วมมือกับลูกค้าในการส่งมอบผลิตภัณฑ์น้ำเชื่อมและน้ำตาลผ่านการขนส่งด้วยรถบรรทุกถัง (Tank Car) ซึ่งช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์ไปได้กว่า 300 ล้านถุง และยังร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนในการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41299 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Mitr3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>&#8211; สร้างความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ เสริมพลังเกษตรกรผ่านโครงการ </strong><strong>Mitr Phol Oasis</strong> &#8211; พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่กว่า<strong>1 </strong><strong>ล้านลูกบาศก์เมตร</strong> เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยในพื้นที่ ซึ่งครอบคลุม <strong>4 </strong><strong>โครงการ ในจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ และสุพรรณบุรี</strong> สนับสนุนพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า <strong>22,000 </strong><strong>ไร่</strong> ช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้ <strong>3,000</strong><strong>–</strong><strong>6,000 </strong><strong>บาท/ไร่</strong> และลดต้นทุนค่าน้ำ <strong>3,500 </strong><strong>บาท/ไร่/ปี</strong> พร้อมนำน้ำจากกระบวนการกลับมาใช้ใหม่ได้เฉลี่ย <strong>3,000 </strong><strong>ลูกบาศก์เมตรต่อวัน</strong></p>
<p><strong>&#8211; ขับเคลื่อนการตัดอ้อยสดและพลังงานหมุนเวียนจากภาคเกษตรไทย </strong><strong>&#8211; </strong>สนับสนุนการตัดอ้อยสดผ่านแคมเปญ &#8216;<strong>นะโม ตัดสด&#8217;</strong> ควบคู่โครงการรับซื้อใบอ้อย เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าชีวมวลพร้อมสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร โดยปัจจุบันมีปริมาณอ้อยสดเข้าสู่โรงงานมากกว่า 96% และมีการรับซื้อใบอ้อยต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 สร้างพลังงานสะอาดจากภาคเกษตรไทย และเป็นองค์กรต้นแบบในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่เติบโตอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>สนับสนุนชุมชนเข้มแข็ง </strong><strong>: </strong><strong>มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและชุมชนตามแนวทางร่วมอยู่ ร่วมเจริญ </strong></p>
<ul>
<li><strong>ส่งเสริมศักยภาพเกษตรกร </strong>ผ่าน “มิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม” แนวทางการบริหารจัดการไร่อ้อยสมัยใหม่ที่ผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก ช่วยเกษตรกรยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ให้เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว</li>
<li><strong>นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่</strong><strong>ตอบโจทย์ด้านสุขภาพของผู้บริโภค</strong> – ด้วยการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิตที่สะอาด ปลอดภัยได้ และได้รับมาตรฐานระดับสากล เพื่อส่งมอบมือสิ่งที่ดีและคุ้มค่าที่สุดให้กับลูกค้าและผู้บริโภค โดยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำตาลเพื่อสุขภาพ เช่น Low Cal Sugar Blend และ LOW GI Natural Cane Sugar ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการบริโภคอย่างเหมาะสม</li>
<li><strong>สนับสนุนการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม </strong>&#8211; เคารพต่อสิทธิมนุษยชน ให้ความสำคัญต่อความหลากหลายอย่างเท่าเทียม เพื่อให้ทุกคนสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยกลุ่มมิตรผลได้คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนดีเด่น ระดับ Gold ประจำปี พ.ศ.2568 จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณระดับเกียรติยศ องค์กรสนับสนุนการจ้างงานคนพิการ ประจำปี พ.ศ.2568 จากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สะท้อนความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41297 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Mitr2.jpg" alt="" width="424" height="600" /></p>
<p>และอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้คือ <strong>การยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน</strong> ผ่านโครงการกำกับดูแลที่ชัดเจน นโยบายจริยธรรมทางธุรกิจที่เข้มแข็ง และการเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p>ผลการประเมินจาก S&amp;P Global ในปี 2025 นี้นับเป็นสิ่งยืนยันว่ากลุ่มมิตรผลได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตที่ยั่งยืน ผ่านการลงมือทำอย่างจริงจัง การผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยี และพลังความมุ่งมั่นของบุคลากร ตลอดจนความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำบทบาทของกลุ่มมิตรผลในฐานะองค์กรชั้นนำระดับโลกที่มุ่งสร้างคุณค่าให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDG Goals) ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mitr-phol-world-first-csa-2025/">กลุ่มมิตรผลสร้างสถิติใหม่ คว้าผลประเมินด้านความยั่งยืน S&#038;P Global 2025​ ด้วยคะแนนสูงสุด ครองตำแหน่งผู้ผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืนอันดับ 1 ของโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>​ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ &#8216;ซีพี แอ็กซ์ตร้า&#8217; ผสาน ESG ​ขับเคลื่อน​ธุรกิจจริงทุกวันทั้งห่วงโซ่ เพิ่มโอกาสเติบโตลดความเสี่ยงระยะยาว </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/cp-axtra-integrated-esg-with-the-business/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 11:23:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Black Soldier Fly]]></category>
		<category><![CDATA[BSF]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[CP AXTRA]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[RDF]]></category>
		<category><![CDATA[Risk Management]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste to Landfill]]></category>
		<category><![CDATA[กินได้ไม่ทิ้งกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[ซัพพลายเชน]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพี แอ็กซ์ตร้า]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าป้ายเหลือง]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[แม็คโคร]]></category>
		<category><![CDATA[แมลงโปรตีน BSF]]></category>
		<category><![CDATA[โลตัส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41215</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนอาจเคยมองว่า ESG เป็นเพียงเรื่องของการรายงาน ภาพลักษณ์ หรือกิจกรรม CSR ที่ทำแล้วจบไป แต่ในความเป็นจริง ESG คือกรอบการดำเนินธุรกิจที่ตั้งอยู่บนคำถามสำคัญว่า &#8216;องค์กรของเราดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อทุกคนที่เกี่ยวข้องหรือไม่&#8217; เพราะธุรกิจไม่ได้เติบโตอย่างโดดเดี่ยว หากแต่ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจของผู้ถือหุ้น แรงของพนักงาน ความร่วมมือจากคู่ค้า พันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนความสัมพันธ์กับชุมชน และทรัพยากรจากสิ่งแวดล้อม เมื่อทุกองค์ประกอบนี้ได้รับการดูแลอย่างสมดุล ESG จึงไม่ใช่เพียง &#8216;ความรับผิดชอบ&#8217; แต่คือรากฐานของการเติบโตอย่างมั่นคงและการลดความเสี่ยงขององค์กรในระยะยาว เวที World Economic Forum ปี 2026 ได้สะท้อนภาพชัดเจนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่อาจแยกออกจากความยั่งยืนอีกต่อไป ทั้งสองต้องดำเนินไปพร้อมกันในฐานะกลไกเดียวกันของธุรกิจยุคใหม่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า &#8216;จะทำ ESG หรือไม่&#8217; แต่คือ &#8216;จะผนวก ESG เข้ากับการดำเนินธุรกิจจริงได้อย่างไร&#8217; CP AXTRA : เมื่อ ESG เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนธุรกิจในทุกวัน บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกภายใต้แบรนด์แม็คโครและโลตัส เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนการนำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/cp-axtra-integrated-esg-with-the-business/">​ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ &#8216;ซีพี แอ็กซ์ตร้า&#8217; ผสาน ESG ​ขับเคลื่อน​ธุรกิจจริงทุกวันทั้งห่วงโซ่ เพิ่มโอกาสเติบโตลดความเสี่ยงระยะยาว </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนอาจเคยมองว่า ESG เป็นเพียงเรื่องของการรายงาน ภาพลักษณ์ หรือกิจกรรม CSR ที่ทำแล้วจบไป แต่ในความเป็นจริง ESG คือกรอบการดำเนินธุรกิจที่ตั้งอยู่บนคำถามสำคัญว่า <strong>&#8216;องค์กรของเราดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อทุกคนที่เกี่ยวข้องหรือไม่&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-41215"></span></p>
<p>เพราะธุรกิจไม่ได้เติบโตอย่างโดดเดี่ยว หากแต่ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจของผู้ถือหุ้น แรงของพนักงาน ความร่วมมือจากคู่ค้า พันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนความสัมพันธ์กับชุมชน และทรัพยากรจากสิ่งแวดล้อม</p>
<p>เมื่อทุกองค์ประกอบนี้ได้รับการดูแลอย่างสมดุล <em><strong>ESG จึงไม่ใช่เพียง &#8216;ความรับผิดชอบ&#8217; แต่คือรากฐานของการเติบโตอย่างมั่นคงและการลดความเสี่ยงขององค์กรในระยะยาว</strong> </em></p>
<p>เวที World Economic Forum ปี 2026 ได้สะท้อนภาพชัดเจนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่อาจแยกออกจากความยั่งยืนอีกต่อไป ทั้งสองต้องดำเนินไปพร้อมกันในฐานะกลไกเดียวกันของธุรกิจยุคใหม่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า &#8216;<em><strong>จะทำ ESG หรือไม่&#8217; แต่คือ &#8216;จะผนวก ESG เข้ากับการดำเนินธุรกิจจริงได้อย่างไร&#8217;</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41220 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ESG1.jpg" alt="" width="1200" height="810" /></p>
<p><strong>CP AXTRA : </strong><strong>เมื่อ </strong><strong>ESG </strong><strong>เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนธุรกิจในทุกวัน</strong></p>
<p><strong>บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>CP AXTRA </strong>ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกภายใต้แบรนด์แม็คโครและโลตัส เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนการนำ ESG มาผสานเข้ากับโมเดลธุรกิจอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การประกาศเจตนารมณ์ แต่คือการลงมือทำให้เป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจ ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ</p>
<p><strong>ต้นน้ำ : ป้องกันไม่ให้ขยะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก และลดต้นทุนที่ซ่อนอยู่</strong></p>
<p>แทนที่จะรอจัดการขยะที่ปลายทาง ซีพี แอ็กซ์ตร้า เริ่มต้นที่การออกแบบ โดยมองว่าสินค้าที่สูญเสียก่อนถึงมือลูกค้า ไม่ใช่แค่ขยะ แต่คือต้นทุนที่ไม่สร้างมูลค่า จึงร่วมมือกับผู้ผลิตเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ยืดอายุสินค้า พร้อมนำระบบ Demand Forecast มาคาดการณ์ความต้องการสั่งสินค้าในแต่ละสาขา อย่างแม่นยำ ลดการสต็อกเกินความจำเป็น ควบคู่กับระบบควบคุมอุณหภูมิและการแพคสินค้าที่รักษาคุณภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผลลัพธ์คือการลดของเสีย ควบคุมต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพของ Supply Chain ซึ่งสะท้อนโดยตรงต่อผลประกอบการในระยะสั้นและระยะยาว และท้ายที่สุดก็คือผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นนั่นเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41218 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ESG6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>กลางน้ำ : เปลี่ยนของที่ &#8216;เหลือ&#8217; ให้กลับมามีคุณค่า</strong></p>
<p>การใช้ระบบลดราคาป้ายเหลืองเพื่อช่วยเร่งการขาย และลดโอกาสเกิดขยะอาหารในสาขา ควบคู่ไปกับการจัดการอาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพดี ที่เหลือจากการจำหน่ายในแต่ละวัน ให้เป็นประโยชน์กับชุมชน โดยในช่วงบ่ายของทุกวัน อาหารส่วนเกินจะถูกคัดกรองคุณภาพอย่างละเอียด เพื่อส่งต่อผ่านโครงการ <strong>&#8216;กินได้ไม่ทิ้งกัน&#8217;</strong> ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพในสังคม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41222 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ESG7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ปลายน้ำ : ขยะทุกชิ้นมีปลายทางที่มีคุณค่า ไม่ใช่หลุมฝังกลบ</strong></p>
<p>ภายใต้โครงการ<strong> &#8216;ขยะเป็นศูนย์ ประโยชน์เป็นแสน&#8217;</strong> บริษัทตั้งเป้าให้ของเสียทุกประเภทถูกจัดการอย่างเป็นระบบ โดยไม่จบที่หลุมฝังกลบ วัสดุรีไซเคิลได้ เช่น พลาสติกและลังกระดาษ ถูกนำกลับมาแปรรูปเป็นสินค้าที่มีประโยชน์ใหม่ เช่น ถุงขยะจากพลาสติกรีไซเคิล และกล่องพัสดุ ด้านขวดพลาสติกถูกพัฒนาเป็นเสื้อนักเรียนส่งต่อให้เด็กที่ขาดแคลนปีละกว่า 10,000 คน ส่วนขยะอาหารถูกนำไปใช้เลี้ยงสัตว์และต่อยอดด้วยนวัตกรรม <strong>แมลงโปรตีน BSF (Black Soldier Fly)</strong> เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่วนขณะที่ขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จะถูกแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง<strong> RDF</strong> สำหรับภาคอุตสาหกรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41221 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ESG3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังทุกโครงการของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า คือการมองผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มเป็นหุ้นส่วนของการเติบโต เมื่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้รับการดูแล นั่นคือ ความไว้วางใจจากทุกฝ่าย ที่เป็นรากฐานให้ธุรกิจอยู่ได้อย่างยาวนาน ซึ่งตลอดปีที่ผ่านมา ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้บริหารจัดการของเสียอย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่ <em><strong>ทำให้สามารถลดปริมาณขยะที่นำไปฝังกลบได้กว่า 31,700 ตัน อีกทั้งยังสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนจากอาหารส่วนเกินและวัสดุรีไซเคิล คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในการสนับสนุนเกษตรกรและชุมชน กว่า 65 ล้านบาท</strong> </em>ทั้งหมดนี้คือการสร้าง Circular Economy อย่างแท้จริง โดยซีพี แอ็กซ์ตร้า ตั้งเป้าที่จะบรรลุ Zero Waste to Landfill ภายในปี 2030</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41217 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ESG5.jpg" alt="" width="1200" height="807" /></p>
<p>สิ่งที่ทำให้แนวทางของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า โดดเด่น ไม่ใช่เพียงการดำเนินโครงการ แต่คือผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้และได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งคะแนน S&amp;P Global CSA ที่ 88/100 อยู่ใน Top 5% ของโลกในกลุ่ม Food &amp; Staples Retailing และ SET ESG Ratings ระดับ AAA ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารความเสี่ยงและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p>สำหรับ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ESG จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมสร้างภาพลักษณ์องค์กร แต่คือเนื้อเดียวกับการดำเนินธุรกิจในทุกวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมดูแลทั้งสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และความไว้วางใจนั่นเอง คือรากฐานของการเติบโตที่ยั่งยืน และหัวใจของธุรกิจที่สามารถเติบโตได้ในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/cp-axtra-integrated-esg-with-the-business/">​ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ &#8216;ซีพี แอ็กซ์ตร้า&#8217; ผสาน ESG ​ขับเคลื่อน​ธุรกิจจริงทุกวันทั้งห่วงโซ่ เพิ่มโอกาสเติบโตลดความเสี่ยงระยะยาว </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
