<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ความหลากหลายทางชีวภาพ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 25 Apr 2026 13:40:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ความหลากหลายทางชีวภาพ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม = วิกฤตเศรษฐกิจ&#8217; TEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการหาทางรอด พร้อมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/triple-planetary-crisis-seminar/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Apr 2026 12:57:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BEDO]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[TBCSD]]></category>
		<category><![CDATA[TE]]></category>
		<category><![CDATA[Triple Planetary Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ณกรณ์ ตรรกวิรพัท]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนิต ชังถาวร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเสริฐ บุญสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีญาพร สุวรรณเกษ]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41359</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD : Thailand Business Council for Sustainable Development ) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) และ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ BEDO ​ร่วมมือ​จัดงานสัมมนา &#8216;Triple Planetary Crisis : เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน&#8217; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ พร้อมร่วมกำหนดแนวทางดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในระดับเชิงนโยบาย และการปฏิบัติในเชิงพื้นที่ เพื่อแก้ไขวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้ง 3 ประการที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ เพื่อร่วมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน &#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม&#8217; คือเรื่องเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจ ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) กล่าวว่า  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/triple-planetary-crisis-seminar/">&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม = วิกฤตเศรษฐกิจ&#8217; TEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการหาทางรอด พร้อมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน</strong> (TBCSD : Thailand Business Council for Sustainable Development ) ร่วมกับ <strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> (Thailand Environment Institute หรือ TEI) และ <strong>สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)</strong> (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ <strong>BEDO</strong> ​ร่วมมือ​จัด<strong>งานสัมมนา &#8216;</strong><strong>Triple Planetary Crisis : </strong><strong>เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-41359"></span></p>
<p>เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ พร้อมร่วมกำหนดแนวทางดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในระดับเชิงนโยบาย และการปฏิบัติในเชิงพื้นที่ เพื่อแก้ไขวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้ง 3 ประการที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ เพื่อร่วมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</p>
<p><strong>&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม&#8217; คือเรื่องเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจ</strong></p>
<p><strong>ดร.ธนิต ชังถาวร</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) กล่าวว่า  วิกฤตโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมลภาวะสิ่งแวดล้อม กำลังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ เพราะวิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ผลประทบทางสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเติบโตของภาคธุรกิจด้วย ขณะที่การแข่งขันของภาคธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้แข่งเพียงแต่การเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การเติบโต หรือแค่เพียงนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังต้องมองครอบคลุมไปถึงความสามารถของธุรกิจในการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41361 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ดร.ธนิต-ผอ.BEDO_.jpg" alt="" width="1200" height="736" /></p>
<p><em>&#8221; BEDO พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงทรัพยากรชีวภาพ ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรของประเทศ โดยได้พัฒนาโปรแกรม Business &amp; Biodiversity Sustainability Program เพื่อทำงานร่วมกับภาคธุรกิจในการเตรียมพร้อมประเมินตัวเอง วางแผน เพื่อสามารถลดผลกระทบการดำเนินงานทางธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งในอนาคตมิติเหล่านี้อาจถูกกำหนดให้กลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าในรูปแบบที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Non-Tariff Barriers ในระดับนานาชาติได้  รวมทั้งการผ​</em><em>ลักดันแนวคิด Nature Positive หรือเศรษฐกิจธรรมชาติเชิงบวก เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินงานอย่างเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงต่อยอดความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเปลี่ยนความท้าทายไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน&#8221;</em></p>
<p><strong>คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ</strong> รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะ​ประธานกล่าวเปิดงานสัมมนา และได้​ร่วมบรรยายพิเศษเรื่อง <strong>&#8216;Triple Planetary Crisis: ทิศทางนโยบายและบทบาทของประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217; </strong>โดยให้ข้อมูล​ว่า 3 ประเด็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ อันได้แก่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)  และปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม (Pollution) ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41362 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/คุณเปรีญาพร-รองปลัดทส.-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยปัจจุบันนี้ โลกไม่ใช่เพียงกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยในปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส​แล้ว และยัง​​สูงสุดในประวัติศาสตร์ของโลก รวมทั้ง​ความเข้มข้นของก๊าซ​ CO2 ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 2 ล้านปีของโลก ขณะที่มหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนส่วนเกินเพิ่มขึ้นถึง 91% และมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นในอัตราเร็วขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นแล้วกว่า 11 เซนติเมตร นับจากปี 1973  ส่วนความเสี่ยง​ต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ คาดว่าสิ่งมีชีวิตกว่า 1 ล้านสายพันธุ์​ มีโอกาสสูญพันธุ์ได้ภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ซึ่งชัดเจนว่าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มรุนแรงและรวดเร็วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><em>&#8220;วิกฤตทั้ง 3 ด้านมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และเพิ่ม​ความเสี่ยงต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ​รวมท้ังมีผลต่อความสามารถของธรรมชาติในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้ลดลง ขณะที่​​​​ปัญหามลพิษก็จะ​ซ้ำเติมให้ทั้งสองวิกฤต​​​รุนแรงเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น​ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ไม่สามารถดำเนินการแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการส่งเสริมแนวทางการพัฒนาที่มุ่งสู่ Nature Positive ที่ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน&#8221;</em></p>
<p>นอก​จากนี้ ทั้ง 3 วิกฤตยังกลายเป็นกรอบสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ แต่กระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก เช่น การเกิดภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง เช่น การเกิดไฟป่าในรัฐแคลิฟอเนียร์ ที่สร้างความเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (USD)  อุทกภัยในเวียดนาม สร้างความเสียหาย 1,900 ล้านUSD  นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าปัญหาความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศยังส่งผลต่อสุขภาพของประชากรโลก โดยพบว่าผลกระทบจากมลพิษ เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนกว่า 7 ล้านคนทั่วโลก</p>
<p>ขณะเดียวกัน วิกฤต Biodiversity Loss ยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของโลก โดย WEF ระบุว่า ระบบเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 44 ล้านล้านUSD หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP โลก ต้องพึ่งพิงจากทรัพยากรธรรมชาติทั้งในระดับสูงและระดับปานกลาง รวมทั้งพืชอาหารกว่า  75% ของโลก ที่ยังต้องอาศัยการผสมกสรตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อมทั้ง 3 เรื่องนี้ จึงถือเป็นความเสี่ยงสำคัญและส่งผลกระทบโดยตรงทั้งต่อระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ห่วงโซ่อุปทานโลก ความมั่นคงทั้งอาหาร น้ำ และวัตถุดิบ ไปจนถึงภาคแรงงาน ดังนั้น ความมั่นคงของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41363 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Tripple-Crisis.jpg" alt="" width="1200" height="657" /></p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันหลายภาคส่วนเริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งภาคพลังงาน ที่ต่างเร่งขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ​ภาคเกษตรที่ผลผลิตได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องปรับตัวต่อความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมรวมทั้งความร้อน และเป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนว่าความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นความเสี่ยงของภาคธุรกิจแล้วอย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><strong>ภาคเอกชน ร่วมมือแก้ Tripple Crisis อย่างบูรณาการ</strong></p>
<p><strong>คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์</strong> ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืน (TBCSD) ในฐานะเครือข่ายธุรกิจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งของประเทศมีความมุ่งมั่น ในการร่วมสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดย TBCSD ได้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจ ร่วมกับภาครัฐ และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม<br />
ของประเทศไทย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution) ซึ่งปัญหาหลักทั้ง 3 ประการนี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบ<br />
ซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41364 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/คุณประเสริฐ-ประธานTBCSD.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ทุกภาคส่วน​ต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤตทั้งสามพร้อมกันอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้เป็นประเด็นที่ TBCSD นำมาหารือกับองค์กรสมาชิกเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Business for Biodiversity) “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) นับว่าเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่มีความสำคัญอย่างมากและต้องได้รับการดูแล ฟื้นฟู อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยในมุมของภาคธุรกิจ องค์กรภาคธุรกิจไทยควรที่จะต้องเริ่มนำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมอันเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการแข่งขันในอนาคต ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึง การเข้าถึงกลไกการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ อีกด้วย”  </em></p>
<p><strong>ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤตโลก</strong></p>
<p>ช่วงเสวนา เรื่อง <strong>Triple Planetary Crisis: ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤตโลกสู่อนาคตที่ยั่งยืน</strong> โดยผู้บริหารระดับสูงจาก 3 หน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมเปลี่ยนวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ดังนี้</p>
<p><strong>คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท</strong> ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ​ปัจจุบันคาร์บอนเครดิต ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็น &#8216;<strong>เทคโนโลยีทางธรรมชาติ&#8217;</strong> ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกักเก็บคาร์บอนและยับยั้งวิกฤตโลกเดือดอย่างยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;การพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยเฉพาะในภาคป่าไม้และการเกษตร ไม่เพียงแต่ช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอน แต่ยังเป็นการรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างผลประโยชน์ร่วมที่วัดผลได้ ทั้งการเป็นแหล่งต้นน้ำ การรักษาความปลอดภัยทางอาหาร และการสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนท้องถิ่นผ่านการดูแลป่า ดังนั้น การบูรณาการระหว่างคาร์บอนเครดิตและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างสมดุล มั่นคง และได้รับการยอมรับในเวทีโลกอย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41365 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/เสวนาช่วงที่-1-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ธนิต ชังถาวร</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) ​กล่าวว่า วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเปลี่ยนจากประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและธุรกิจโดยตรง จากแรงกดดันของกิจกรรมมนุษย์ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้พึ่งพาและผู้มีส่วนก่อให้เกิดผลกระทบ ขณะเดียวกัน แนวโน้มระดับโลกเริ่มมีการผลักดันนโยบายและกฎหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่</p>
<p><em>&#8220;แนวคิด<strong> Nature Positive</strong> จึงถูกนำมาเป็นทิศทางสำคัญ โดยมุ่งเน้น​ฟื้นฟูและเพิ่มพูนธรรมชาติควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบเท่านั้น ในบริบทของประเทศไทย  BEDO มุ่งผลักผลันการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจสู่ Nature Positive Economy ผ่านกรอบการดำเนินงาน ACT-D ได้แก่ การประเมิน (Assess) การกำหนดแผน (Commit) การปรับเปลี่ยนสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืน (Transform) และการเปิดเผยข้อมูล (Disclose) ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมิน วางแผน ปรับตัว และเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งทิศทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของภาคธุรกิจ จากการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงเป็นความรับผิดชอบ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของเศรษฐกิจไทย”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41366 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/เสวนาช่วงที่-1-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโลก 3 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติจนกลายมาเป็นความท้าทายในการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่ ปัญหามลพิษทางอากาศจาก PM2.5 อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นความท้าทายในยุคโลกรวนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการจัดการแก้ไขปัญหาในทุกมิติตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงระดับการปฎิบัติการในเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึง ปัญหามลพิษขยะและขยะพลาสติก</p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะและการจัดการขยะพลาสติกทั้งในเชิงระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกและขยะอื่น ๆ อย่างเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน อันเป็นการ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการหมุนเวียนวัสดุและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการหมุนเวียนพลาสติกทั้งระบบ ร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติกด้วยกลไกทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายใน การลดปริมาณขยะ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุใช้แล้วเพื่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/triple-planetary-crisis-seminar/">&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม = วิกฤตเศรษฐกิจ&#8217; TEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการหาทางรอด พร้อมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าขับเคลื่อน &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; เปิดพื้นที่ดอยตุงและป่าชุมชน เป็นฐานข้อมูลสู่งานวิจัยระดับชาติและระดับโลก สู้วิกฤต Climate Change</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/mflf-take-mission-to-biodiversity-supporter/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Dec 2025 10:30:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BioBlitz]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[eDNA]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental DNA]]></category>
		<category><![CDATA[National University of Singapore]]></category>
		<category><![CDATA[NUS]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การฟื้นฟูป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นแบบการพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า ปลูกคน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชมุชน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโอบลิทซ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39089</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่โลกเผชิญความรุนแรงขั้นวิกฤตของภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) จนระบบนิเวศเสี่ยงฟื้นตัวไม่ทัน วิกฤตนี้ย้ำว่า &#8216;การดูแลป่าเพียงอย่างเดียวไม่พอ&#8217; โลกจึงหันมาให้ความสำคัญกับ &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; (Biodiversity) ในฐานะรากฐานของน้ำ อาหาร และสุขภาวะของผู้คน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เริ่มศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้เกิดจากตำรา แต่เกิดจากประสบการณ์จริงเกือบสี่ทศวรรษในพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย จากดอยหัวโล้นเสื่อมโทรม มูลนิธิฯ ทำงานร่วมกับชุมชนตามแนวคิด &#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217; ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จนพื้นที่ป่าฟื้นตัวกว่า 90% และสิ่งที่เติบโตเคียงคู่กับผืนป่าคือ &#8216;ชีวิต&#8217; ที่กลับคืนมา ตั้งแต่สัตว์หายากไปจนถึงสิ่งมีชีวิตที่อาจยังไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน และสานต่อการค้นคว้าวิจัยเพื่อปรับพื้นที่ป่าให้มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และถูกต้องมาอย่างต่อเนื่อง โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงต้นแบบการพัฒนาชุมชนเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าเชิงนิเวศในระดับประเทศและภูมิภาค จนในวันนี้ ที่มูลนิธิ ขยายพื้นที่การเก็บข้อมูลไปยังพื้นที่ในโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในป่าชุมชนทั่วประเทศ ทั้งแบบป่าบก และป่าชายเลน ย้ำบทบาท​ผู้ร่วมขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ  ในปี 2568 ที่ผ่านมา จึงเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนบทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในบทบาทองค์กรที่ทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เริ่มจากการเข้าร่วมเป็นภาคปฏิบัติของ แผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (National Biodiversity Strategy [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/mflf-take-mission-to-biodiversity-supporter/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าขับเคลื่อน &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; เปิดพื้นที่ดอยตุงและป่าชุมชน เป็นฐานข้อมูลสู่งานวิจัยระดับชาติและระดับโลก สู้วิกฤต Climate Change</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่โลกเผชิญความรุนแรงขั้นวิกฤตของภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) จนระบบนิเวศเสี่ยงฟื้นตัวไม่ทัน วิกฤตนี้ย้ำว่า &#8216;การดูแลป่าเพียงอย่างเดียวไม่พอ&#8217; โลกจึงหันมาให้ความสำคัญกับ &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; (Biodiversity) ในฐานะรากฐานของน้ำ อาหาร และสุขภาวะของผู้คน</p>
<p><span id="more-39089"></span></p>
<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> เริ่มศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้เกิดจากตำรา แต่เกิดจากประสบการณ์จริงเกือบสี่ทศวรรษในพื้นที่ <strong>โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย</strong> จากดอยหัวโล้นเสื่อมโทรม มูลนิธิฯ ทำงานร่วมกับชุมชนตามแนวคิด <strong>&#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217;</strong> ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จนพื้นที่ป่าฟื้นตัวกว่า 90% และสิ่งที่เติบโตเคียงคู่กับผืนป่าคือ <strong>&#8216;ชีวิต&#8217;</strong> ที่กลับคืนมา ตั้งแต่สัตว์หายากไปจนถึงสิ่งมีชีวิตที่อาจยังไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน</p>
<p>และสานต่อการค้นคว้าวิจัยเพื่อปรับพื้นที่ป่าให้มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และถูกต้องมาอย่างต่อเนื่อง <em><strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงต้นแบบการพัฒนาชุมชนเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าเชิงนิเวศในระดับประเทศและภูมิภาค</strong></em> จนในวันนี้ ที่มูลนิธิ ขยายพื้นที่การเก็บข้อมูลไปยังพื้นที่ใน<strong><em>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่า</em><em>เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน </em></strong>ในป่าชุมชนทั่วประเทศ ทั้งแบบป่าบก และป่าชายเลน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39091 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/4-Re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>ย้ำบทบาท​ผู้ร่วมขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ </strong></p>
<p>ในปี 2568 ที่ผ่านมา จึงเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนบทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในบทบาทองค์กรที่ทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ</p>
<p>เริ่มจากการเข้าร่วมเป็นภาคปฏิบัติของ <strong>แผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ</strong> (National Biodiversity Strategy and Action Plan – NBSAP 2566–2570) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ<strong> เพื่อบูรณาการบทเรียนจากพื้นที่จริงเข้าสู่การวางนโยบาย</strong> ทั้งในด้านการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ การบริหารฐานข้อมูล การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชน รวมถึงการต่อยอดสู่พื้นที่อนุรักษ์อื่นและ<em>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิต</em>ในป่า<em>เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน </em>ในป่าชุมชนทั่วประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39092 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/1-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญในปีเดียวกันคือ การทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อ <strong>สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลนในจังหวัดตรัง</strong> พื้นที่ที่ทางมูลนิธิฯ ร่วมดูแลอยู่กับชุมชนในพื้นที่ และภาคเอกชนซึ่งเป็นระบบนิเวศที่มีบทบาทสำคัญต่อ <strong>ยุทธศาสตร์คาร์บอนสีน้ำเงิน (Blue Carbon) ของโลก</strong> การสร้างฐานข้อมูลที่เป็นมาตรฐานระดับประเทศจึงเป็นก้าวสำคัญที่<em><strong> สะท้อนบทบาทของมูลนิธิฯ ในฐานะผู้ทำงานภาคสนามที่เชื่อมโยงนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และชุมชนเข้าด้วยกัน</strong></em></p>
<p>และ ล่าสุดคือ <strong>ความร่วมมือระดับนานาชาติ ระหว่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore – NUS)</strong> ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันชั้นนำของโลกด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเขตร้อน ความสนใจของ NUS ที่เลือกโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เพราะพื้นที่แห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวอย่างการฟื้นฟูป่าที่โดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่เกิดจากการทำงานร่วมกับชุมชนตลอด 36 ปี คือเหตุผลที่ทำให้ NUS นำเทคโนโลยีวิจัยล้ำสมัยเข้ามาสำรวจอย่างเต็มรูปแบบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39096 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Bioblitz2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือนี้นำไปสู่การสำรวจภายใต้ชื่อโปรแกรม ​<strong>&#8216;ไบโอบลิทซ์&#8217; (BioBlitz)</strong> ครั้งแรกในพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยใช้เทคโนโลยีบันทึกเสียงชีวภาพตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง (Bioacoustics) ผสานกับการวิเคราะห์ด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ที่สามารถจำแนกเสียงนกและค้างคาวได้มากกว่า 30 ชนิด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม (Environmental DNA – eDNA) เพื่อตรวจหาร่องรอยพันธุกรรมของสัตว์หายากที่ไม่ปรากฏให้เห็นด้วยตา ข้อมูลทั้งหมดสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ฟื้นฟู และเป็นหลักฐานสำคัญของการอนุรักษ์ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ซึ่งหาได้ไม่มากในภูมิภาคนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39095 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/BioBlitz1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยการสำรวจในครั้งนี้ได้เผยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง <strong>&#8216;คนกับป่า&#8217;</strong> สามารถหล่อเลี้ยงระบบนิเวศให้อุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร ผลการสำรวจไม่เพียงบันทึกความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า <em><strong>การดูแลรักษาป่าของชุมชนมีส่วนสำคัญโดยตรงต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ</strong></em></p>
<p>ทีมนักวิจัยค้นพบปูน้ำจืดหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งบางชนิดอาจยังไม่เคยถูกบันทึกทางวิทยาศาสตร์มาก่อน โดยแต่ละชนิดพบในลำธารที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่าทุกลำน้ำต่างมีระบบนิเวศเฉพาะของตนเอง นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยของนาก ซึ่งเป็นสัญญาณของแหล่งน้ำสะอาดและอุดมสมบูรณ์ รวมถึงนกนานาชนิดที่บินอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างไม่หวาดกลัว สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันยาวนานและความไว้วางใจระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ อีกหนึ่งสิ่งที่น่าชื่นใจคือการพบลูกนก &#8216;ชะมดแสมขาว&#8217; (White-rumped Shama) ซึ่งเป็นนกเสียงไพเราะที่ใกล้สูญพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การพบลูกนกแสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้ยังคงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39097 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/12.นกกางเขนดง-white-rumped-shama.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน บทบาทของชุมชนท้องถิ่นถือว่าสำคัญกับการสำรวจในครั้งนี้ ด้วยความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับพื้นที่และพฤติกรรมของสัตว์ป่าจึงช่วยให้นักวิจัยเข้าใจระบบนิเวศได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจำแนกพันธุ์สัตว์น้ำและการติดตามร่องรอยต่างๆ อีกทั้งชาวบ้านยังได้ถ่ายทอดเทคนิคการจับปลาและปูแบบดั้งเดิมที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังสะท้อนถึงความกลมกลืนระหว่างผู้คนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของ &#8216;ดอยตุง&#8217; อย่างแท้จริง</p>
<p>แม้ผลการสำรวจครั้งแรกจะสะท้อนภาพความอุดมสมบูรณ์อย่างชัดเจน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว <em><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) จะเดินหน้าต่อยอดเพื่อผลักดันบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกด้านการศึกษาระบบนิเวศภูเขาเขตร้อน</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39098 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/15.แมลงสาบ-blattidae.jpg" alt="" width="450" height="600" /></p>
<p>ปี 2568 จึงเป็นปีที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ก้าวข้ามจากบทบาทผู้ฟื้นฟูพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาสู่การเป็น &#8216;<strong>ผู้ร่วมขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ</strong>&#8216; บทบาทที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าการอนุรักษ์จะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อเกิดความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และการทำงานร่วมกับชุมชนคนด่านหน้าเพราะความหลากหลายทางชีวภาพคือทุนทางธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ทุกวัน และการดูแลทุนนี้คือหน้าที่ร่วมกันของทุกคน เพื่อกำหนดอนาคตของโลกที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นหลัง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/mflf-take-mission-to-biodiversity-supporter/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าขับเคลื่อน &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; เปิดพื้นที่ดอยตุงและป่าชุมชน เป็นฐานข้อมูลสู่งานวิจัยระดับชาติและระดับโลก สู้วิกฤต Climate Change</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยกทีมเยือน​ COP30 บราซิล ชู Local Best Practice ​&#8217;ดอยตุงโมเดล&#8217; เชื่อมโยงคน​ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี ช่วยดูแลได้ทั้ง Climate และ Nature ​ต้นแบบขับเคลื่อนโลก​สู่ Net Zero อย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/mae-fah-luang-foundation-in-cop30/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Dec 2025 11:03:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Climate and Nature]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Collective Capitalism]]></category>
		<category><![CDATA[COP30]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[รัมภ์รดา นินนาท]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38344</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทีมผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) เวทีสำคัญของการกำหนดทิศทางโลกด้าน Climate และ Nature ระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ เมืองเบเล็ง รัฐปารา ประเทศบราซิล โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหลายเวทีของ UNFCCC และ Thailand Pavilion พร้อมยกบทเรียนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ป่าชุมชนของไทยขึ้นสู่การสนทนาเชิงนโยบายระดับสากล สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่เชื่อมโยงคน ชุมชน ธรรมชาติ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำบทบาทขององค์กรไทยที่นำประสบการณ์จากพื้นที่จริงไปเชื่อมโยงสู่การออกแบบแนวนโยบายระดับโลก และย้ำว่า การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ธรรมชาติจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อ เริ่มจากคนและชุมชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ คุ้มครองสิทธิในที่ดิน ใช้เทคโนโลยีและกลไกทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเสริมพลัง และเปิดพื้นที่ให้องค์ความรู้จากภาคสนามมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของโลกบนฐานความร่วมมือระหว่างประเทศที่ยั่งยืนและเท่าเทียม หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวในหลายเวทีสำคัญของการประชุม ทั้ง &#8216;Tokenization: [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/mae-fah-luang-foundation-in-cop30/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยกทีมเยือน​ COP30 บราซิล ชู Local Best Practice ​&#8217;ดอยตุงโมเดล&#8217; เชื่อมโยงคน​ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี ช่วยดูแลได้ทั้ง Climate และ Nature ​ต้นแบบขับเคลื่อนโลก​สู่ Net Zero อย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> โดย <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทีมผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) เวทีสำคัญของการกำหนดทิศทางโลกด้าน Climate และ Nature ระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ เมืองเบเล็ง รัฐปารา ประเทศบราซิล</p>
<p><span id="more-38344"></span></p>
<p><strong>โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหลายเวทีของ UNFCCC และ Thailand Pavilion พร้อมยกบทเรียนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ป่าชุมชนของไทยขึ้นสู่การสนทนาเชิงนโยบายระดับสากล สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่เชื่อมโยงคน ชุมชน ธรรมชาติ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38346 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/3-Re.jpg" alt="" width="1000" height="668" /></p>
<p>ตอกย้ำบทบาทขององค์กรไทยที่นำประสบการณ์จากพื้นที่จริงไปเชื่อมโยงสู่การออกแบบแนวนโยบายระดับโลก และย้ำว่า การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ธรรมชาติจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อ เริ่มจากคนและชุมชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ คุ้มครองสิทธิในที่ดิน ใช้เทคโนโลยีและกลไกทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเสริมพลัง และเปิดพื้นที่ให้องค์ความรู้จากภาคสนามมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของโลกบนฐานความร่วมมือระหว่างประเทศที่ยั่งยืนและเท่าเทียม</p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวในหลายเวทีสำคัญของการประชุม ทั้ง &#8216;<strong>Tokenization: Decentralizing Carbon Market&#8217; </strong> และ <strong>&#8216;Connecting the Dots from Ground Action to Global Commitments Through High Integrity Climate and Nature Implementation&#8217; </strong>ว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจคาร์บอนสูงไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อ <strong>&#8216;คนและชุมชน&#8217;</strong> เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นย้ำว่า <strong><em>หัวใจของ Climate และ Nature ไม่ใช่เทคโนโลยีหรือกลไกทางการเงิน แต่คือผู้คนแนวหน้าที่อยู่กับป่า ทำเกษตร และดูแลระบบนิเวศ  ส่วนเทคโนโลยีควรถูกใช้เพื่อให้โลกมองเห็นและเคารพในคุณค่าของพวกเขาอย่างเป็นธรรม</em></strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38347 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/4.jpg" alt="" width="1000" height="668" /></p>
<p><em>&#8220;ตลาดคาร์บอนในอนาคตควรเปิดกว้าง โปร่งใส และเข้าถึงได้ในระดับประชาชน โดยเทคโนโลยีอย่าง tokenization และ blockchain จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือ ทำให้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ และตรวจสอบได้ว่ามูลค่าที่เกิดขึ้นไหลกลับสู่ชุมชนผู้ดูแลป่าอย่างเป็นธรรม  เพราะสุดท้ายแล้วหากคาร์บอนเครดิตกลายเป็นเพียงสินทรัพย์ในตลาด โดยที่ชุมชนไม่ได้รับประโยชน์ โลกก็จะยังติดอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมเช่นเดิม”</em></p>
<p>​ขณะที่มุมในเชิงนโยบาย ได้เสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับบางส่วนของงบประมาณด้านพลังงานหรือการอุดหนุนอุตสาหกรรม ไปสนับสนุนการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่าแต่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้สูงกว่า พร้อมเน้นแนวคิด <strong>&#8216;Collective Capitalism&#8217;</strong> หรือทุนนิยมที่เห็นคุณค่าร่วมระหว่างคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม <strong>โดย​ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการใช้ทุนเพื่อผลกำไร มาเป็นการใช้ทุนเพื่อสร้างคุณค่าให้สังคมและธรรมชาติร่วมกัน</strong></p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา</strong> ยังกล่าวถึงบทบาทของเยาวชน โดยมองว่าเสียงของคนรุ่นใหม่กำลังมีอิทธิพลสูงขึ้น ทั้งในฐานะผู้บริโภคและผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ​ขณะที่เรากำลังตัดสินอนาคตของคนที่ยังไม่เกิด ดังนั้น งานด้านสิ่งแวดล้อมจึงต้องคิดข้ามรุ่น ต้องลงมือทำให้เร็ว และต้องเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38348 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/6.รัมภ์รดา-นินนาท-หัวหน้าสายงานความยั่งยืน-.jpg" alt="" width="1000" height="750" /></p>
<p>ด้าน <strong>คุณรัมภ์รดา นินนาท หัวหน้าสายงานความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> ร่วมแลกเปลี่ยนในเวที &#8216;Forests, Agriculture and the Green Economy of the Global South&#8217; เพื่อนำเสนอกรณีศึกษาจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ พื้นที่ชายแดนไทยกับเมียนมาที่เคยเผชิญความยากจนและการบุกรุกป่า แต่สามารถฟื้นฟูป่าและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้อย่างมั่นคง โดยกล่าวว่า <em>“ดอยตุงพิสูจน์แล้วว่าการฟื้นฟูป่าจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่มีทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าเดิม และองค์ความรู้จากพื้นที่จริงคือสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถแบ่งปันให้โลกได้  รวมทั้ง​ความร่วมมือของประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวจากฐานราก&#8221;​ </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38349 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/8.jpg" alt="" width="1000" height="750" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ หัวหน้าสายงาน </strong><strong>Nature based Solutions </strong><strong>และโครงการพิเศษมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> เปิดเผยผ่านเวที &#8216;Market Opportunities and Strategies&#8217; และ &#8216;Case Study of Tropical Forest Conservation&#8217; ว่า ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้เมื่อชุมชนมีอาชีพมั่นคง สินค้าเกษตรได้มาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีความร่วมมือระยะยาวกับภาคเอกชน โดยมองว่า หากต้องการ​​ให้ป่าอยู่ได้ยาวนาน ต้องทำให้คนที่อยู่กับป่ามองเห็นอนาคตของตัวเองได้ยาวไม่แพ้กัน พร้อมเสนอการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างความโปร่งใสในการจัดการไฟป่าและโครงการคาร์บอนเครดิตของชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38350 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/9.ดร.ธนพงศ์-ดวงมณี-กลาง.jpg" alt="" width="1000" height="668" /></p>
<p><strong>ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> ร่วมแลกเปลี่ยนในเวที &#8216;Carbon Accounting 2.0: Accelerating Transparency and Trust on the Road to Net Zero 2050&#8217; โดยชี้ให้เห็นว่า การทำ Carbon Accounting ที่เชื่อถือได้ต้องอาศัยข้อมูลจากพื้นที่จริงและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะหากระบบบัญชีคาร์บอนเริ่มต้นโดยไม่มีเสียงและข้อมูลจากพื้นที่จริง ต่อให้แบบจำลองซับซ้อนเพียงใดก็สร้างความเชื่อมั่นไม่ได้ พร้อมอธิบายว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระดับชุมชนเข้ากับมาตรฐานระดับประเทศจะช่วยยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกลไก Carbon Accounting ของไทยบนเส้นทาง Net Zero</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38351 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/11.ดร.สุภัชญา-เตชะชูเชิด-ซ้ายสุด.jpg" alt="" width="1000" height="667" /></p>
<p>ปิดท้ายด้วย <strong>ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> เข้าร่วมเวที &#8216;Local Experiences in Land Regularization for the Promotion of Sustainable Development&#8217; โดยย้ำว่าสิทธิในที่ดินคือ &#8216;กระดุมเม็ดแรก&#8217; ของการพัฒนา หากไม่จัดการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ชุมชนจะขาดความมั่นคงและไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้ ดังนั้น การคุยเรื่อง Climate และ Nature โดยไม่คุยเรื่องสิทธิในที่ดิน เท่ากับเรายังไม่ได้ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก​​ พร้อมยกตัวอย่างแนวทาง​โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่โมเดลความสำเร็จ เกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงร่วมกับชุมชนเพื่อแบ่งเขตป่าและพื้นที่ทำกิน ช่วยให้ชาวบ้านวางแผนปลูกพืชระยะยาวและใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38352 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/13-RE.jpg" alt="" width="750" height="1000" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/mae-fah-luang-foundation-in-cop30/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยกทีมเยือน​ COP30 บราซิล ชู Local Best Practice ​&#8217;ดอยตุงโมเดล&#8217; เชื่อมโยงคน​ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี ช่วยดูแลได้ทั้ง Climate และ Nature ​ต้นแบบขับเคลื่อนโลก​สู่ Net Zero อย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จับมือ เป๊ปซี่โค เปิดตัวโครงการ “Food for Tomorrow” ขับเคลื่อนเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/national-geographic-pepsico-launch-food-for-tomorrow/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Oct 2025 08:12:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Food for Tomorrow]]></category>
		<category><![CDATA[Food Security]]></category>
		<category><![CDATA[Jill Tiefenthaler]]></category>
		<category><![CDATA[National Geographic]]></category>
		<category><![CDATA[Pablo Albarenga]]></category>
		<category><![CDATA[PepsiCo]]></category>
		<category><![CDATA[Ramon Laguarta]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Agriculture]]></category>
		<category><![CDATA[Story Telling]]></category>
		<category><![CDATA[The National Geographic Society]]></category>
		<category><![CDATA[การทำเกษตรที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[จิล ทีเฟนธาลเลอร์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เป๊ปซี่โค]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[รามอน ลากัวร์ตา]]></category>
		<category><![CDATA[วิสา หลักคำปา]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู]]></category>
		<category><![CDATA[เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก]]></category>
		<category><![CDATA[เป๊ปซี่โค]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Food for Tomorrow]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37509</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก (The National Geographic Society) และ บริษัท เป๊ปซี่โค (PepsiCo) ประกาศความร่วมมือระดับโลก เพื่อใช้พลังของวิทยาศาสตร์ เรื่องเล่า และการศึกษา เป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับระบบอาหารของโลก โดยมีแนวทาง เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เป็นหัวใจสำคัญของ โครงการ “Food for Tomorrow” จะสนับสนุนการถ่ายทอดเรื่องราวโดยนักสำรวจ (Explorer) ของ National Geographic และนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก ถ่ายทอดภาพอนาคตของระบบอาหารผ่านภาพถ่าย เรื่องเล่าที่ทรงพลัง โครงการที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และแผนที่ข้อมูลเชิงลึก ภายในปี 2050 ประชากรโลกมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 10,000 ล้านคน ขณะที่รายงานขององค์การยูเนสโก (UNESCO) คาดการณ์ว่า หากแนวโน้มปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป พื้นที่ดินกว่า 90% ทั่วโลกอาจเสื่อมโทรมลงในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและลดความเสี่ยงจากปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การเสื่อมโทรมของดินและการสูญเสียถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิต โลกจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตอาหาร เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู ซึ่งเป็นแนวทางการทำเกษตรที่มุ่งฟื้นฟูสุขภาพของดินและทรัพยากรธรรมชาติ แทนที่จะใช้จนหมดไป จึงถูกมองว่าเป็น กุญแจสำคัญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/national-geographic-pepsico-launch-food-for-tomorrow/">เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จับมือ เป๊ปซี่โค เปิดตัวโครงการ “Food for Tomorrow” ขับเคลื่อนเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก (The National Geographic Society</strong>) และ <strong>บริษัท เป๊ปซี่โค (PepsiCo)</strong> ประกาศความร่วมมือระดับโลก เพื่อใช้พลังของวิทยาศาสตร์ เรื่องเล่า และการศึกษา เป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับระบบอาหารของโลก</p>
<p><span id="more-37509"></span></p>
<p>โดยมีแนวทาง เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เป็นหัวใจสำคัญของ <a href="https://www.nationalgeographic.org/society/our-programs/food-for-tomorrow/" target="_blank" rel="noopener">โครงการ “Food for Tomorrow”</a> จะสนับสนุนการถ่ายทอดเรื่องราวโดยนักสำรวจ (Explorer) ของ National Geographic และนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก ถ่ายทอดภาพอนาคตของระบบอาหารผ่านภาพถ่าย เรื่องเล่าที่ทรงพลัง โครงการที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และแผนที่ข้อมูลเชิงลึก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37557 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/NGS_photo-5-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ภายในปี 2050 ประชากรโลกมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 10,000 ล้านคน ขณะที่รายงานขององค์การยูเนสโก (UNESCO) คาดการณ์ว่า หากแนวโน้มปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป <a href="https://www.unesco.org/en/articles/unesco-raises-global-alarm-rapid-degradation-soils#:~:text=UNESCO%20is%20warning%20that%2090,for%20biodiversity%20and%20human%20life." target="_blank" rel="noopener">พื้นที่ดินกว่า 90%</a> ทั่วโลกอาจเสื่อมโทรมลงในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและลดความเสี่ยงจากปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การเสื่อมโทรมของดินและการสูญเสียถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิต โลกจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตอาหาร เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู ซึ่งเป็นแนวทางการทำเกษตรที่มุ่งฟื้นฟูสุขภาพของดินและทรัพยากรธรรมชาติ แทนที่จะใช้จนหมดไป จึงถูกมองว่าเป็น กุญแจสำคัญ ในการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของโลก โดยเป็นการทำงานสอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่ใช่สวนทางธรรมชาติ</p>
<p><strong>จิล ทีเฟนธาลเลอร์ (</strong><strong>Jill Tiefenthaler) </strong><strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก</strong> กล่าวว่า ​อนาคตของเราจะถูกกำหนดด้วยวิธีการผลิตอาหารในวันนี้ และเรากำลังเปิดมุมมองใหม่สู่โอกาสครั้งสำคัญ เมื่อระบบอาหารสามารถหล่อเลี้ยงทั้งผู้คนและโลกได้อย่างสมดุล ความร่วมมือกับเป๊ปซี่โคครั้งนี้ ถือเป็นการลงทุนในแนวทางแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์และมีวิสัยทัศน์ เพื่อสนับสนุนเกษตรกร นักวิทยาศาสตร์ และผู้ถ่ายทอดเรื่องราว ผู้ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภารกิจนี้ เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวิทยาศาสตร์และความหวัง เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37558 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/NGS_photo3-.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ในระยะแรก โครงการนี้จะให้การสนับสนุนนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก (National Geographic Explorers) จำนวน 5 คน ในการถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คน เกษตรกร และชุมชนท้องถิ่นจากทั่วโลก เพื่อสะท้อนแนวทางการทำเกษตรที่ยั่งยืน และการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ในเดือนพฤศจิกายนนี้ <strong>Pablo Albarenga</strong> นักสำรวจจากโครงการ Food for Tomorrow จะเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของเกษตรกรสวนมะพร้าวที่ลุกขึ้นมาฟื้นฟูสุขภาพของดินและความหลากหลายทางชีวภาพบนพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ระดับโลกที่มุ่งเล่าเรื่องราวของเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเปรียบเสมือน “<strong>ผู้พิทักษ์ผืนดิน</strong>” และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนแนวทางการฟื้นฟูเกษตรทั่วโลก</p>
<p><strong>เป๊ปซี่โค ร่วมมือกับ National Geographic CreativeWorks</strong> สร้างภาพยนตร์สั้น 3 เรื่อง ถ่ายทอดเรื่องราวของเกษตรกรที่นำแนวทาง “<strong>เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู</strong>” มาปรับใช้ในการทำเกษตร เพื่อฟื้นฟูผืนดินและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนของตนเอง หนึ่งในภาพยนตร์ถ่ายทอดเรื่องราวของ <strong>วิสา หลักคำปา เกษตรกรจากจังหวัดขอนแก่น</strong> ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานนี้ ถ่ายทอดให้เห็นถึงวิธีที่แนวทางเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟูช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้กับผืนดิน ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของคุณวิสาในการแบ่งปันความรู้สู่เกษตรกรรายอื่น ๆ ทั่วประเทศ สามารถติดตามชมเรื่องราวของเธอได้<a href="https://players.brightcove.net/6415862108001/yfhWmOEslh_default/index.html?videoId=6382303272112" target="_blank" rel="noopener">ที่นี่</a></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37559 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/วิสา-หลักคำปา-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกและเกษตรกร ถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนให้ องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ สามารถผสานเข้ากับ ภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านการเกษตร ได้อย่างลงตัว เพื่อขยายแนวทาง <strong>“เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู”</strong> และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับทั้งผู้คนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก เป๊ปซี่โค ได้ตั้งเป้าหมายที่จะขยายการนำแนวทางเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู ฟื้นฟูระบบนิเวศ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ครอบคลุมพื้นที่ 10 ล้านเอเคอร์ทั่วโลกภายในปี 2030</p>
<p><strong>รามอน ลากัวร์ตา (</strong><strong>Ramon Laguarta) </strong><strong>ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เป๊ปซี่โค</strong> กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกดดันระบบอาหารของโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเกษตรกรคือกลุ่มแรกที่ต้องรับแรงกระทบเหล่านี้ในทุกๆ วัน ในฐานะบริษัทที่มีรากฐานมาจากภาคการเกษตร เราเข้าใจถึงทั้งความเปราะบางและความสำคัญของระบบนี้ แต่เรายังมีหนทางที่จะทำให้ระบบนี้แข็งแกร่งขึ้น โครงการ Food for Tomorrow ผสานความเชี่ยวชาญด้านระบบอาหารของเป๊ปซี่โค เข้ากับพลังของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการลงมือทำ เรามีเป้าหมายเดียวกันในการสนับสนุนเกษตรกร ปกป้องสิ่งแวดล้อม และร่วมสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับทุกคน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37560 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ครอบครัว-คุณวิสา-หลักคำปา-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>โครงการเตรียมประกาศมอบทุนวิจัยด้านวิทยาศาสตร์จำนวน 5 ทุน ให้กับผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถนำไปใช้ได้จริง และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหาแนวทางแก้ปัญหาที่จะช่วยขยายการประยุกต์ใช้แนวทางเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟูในระดับโลก ขณะเดียวกัน <em><strong>ในปีหน้า โครงการยังมีแผนพัฒนาเครื่องมือแสดงข้อมูลเชิงภาพ (Dynamic Data Visualization Map) เพื่อสื่อสารบทบาทของเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟูในการเสริมความยืดหยุ่นของระบบอาหารและการเกษตร เครื่องมือนี้จะกลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับเกษตรกร นักวิทยาศาสตร์ และประชาชนทั่วไป โดยมีกำหนดเปิดให้เข้าถึงผ่านเว็บไซต์ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ภายในปี 2026 </strong></em></p>
<p>หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู ติดตามผลงานของนักสำรวจและนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก รวมถึงชมเรื่องราวที่จะเปิดเผยในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ สามารถเยี่ยมชมได้<a href="https://www.pepsico.co.th/th-th/our-stories/press-release/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA-%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97-%E0%B8%97-%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%97-%E0%B8%A2-%E0%B8%87%E0%B8%A2-%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%A3-%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84-%E0%B8%93%E0%B8%A7-%E0%B8%AA%E0%B8%B2-%E0%B8%AB%E0%B8%A5-%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A0%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9C-%E0%B8%AA%E0%B8%A3-%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5-%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A1-%E0%B8%99%E0%B8%9D%E0%B8%A3-%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" target="_blank" rel="noopener">ที่นี่</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/national-geographic-pepsico-launch-food-for-tomorrow/">เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จับมือ เป๊ปซี่โค เปิดตัวโครงการ “Food for Tomorrow” ขับเคลื่อนเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บริษัทบี. กริม ผนึกสยามพิวรรธน์ เดินหน้าความร่วมมือเชิงกลยุทธ์หลายมิติ ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสยามพารากอน -ขับเคลื่อนสู่อนาคตพลังงานสะอาด</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/bgrimm-mou-siampiwat-strategic-partnership/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Oct 2025 05:43:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[B.Grimm]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable energy]]></category>
		<category><![CDATA[Siam Paragon]]></category>
		<category><![CDATA[Siampiwat]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ชฎาทิพ จูตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฮาราลด์ ลิงค์]]></category>
		<category><![CDATA[บี.กริม]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[สยามพารากอน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36999</guid>

					<description><![CDATA[<p>บี.กริม กลุ่มบริษัทที่ดำเนินกิจการในหลายประเทศทั่วโลก เป็นผู้นำด้านพลังงาน โซลูชั่นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และธุรกิจสุขภาพ ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 147 ปี ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาและบริหารโครงการค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลกในกรุงเทพมหานคร อาทิ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม เพื่อขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในหลายมิติ อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ด้วยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาสยามพารากอน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความร่วมมือในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อพัฒนาสุขภาวะของผู้คนผ่านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และการส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรม ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม กล่าวว่า“ตลอดเวลากว่าศตวรรษ บี.กริมยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาด้านสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานของไทยอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้นำเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด รวมถึงโซลูชันการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บี.กริมมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของสยามพิวรรธน์ โดยร่วมพัฒนาโซลูชันประหยัดพลังงานให้ครอบคลุมทุกโครงการซึ่งสยามพิวรรธน์มุ่งสร้างสรรค์ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่มอบประสบการณ์และความสุขให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก” ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับปรัชญาบี.กริมในการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี ภายใต้ความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาธุรกิจ รวมถึงคิดค้นนวัตกรรมแห่งอนาคตและตอบสนองความต้องการของสังคมในยุคดิจิทัล ความร่วมมือดังกล่าวนี้ครอบคลุมการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาโครงการที่มีบูรณาการแนวคิด “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” (Gross National Happiness &#8211; GNH) จากประเทศภูฏาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/bgrimm-mou-siampiwat-strategic-partnership/">บริษัทบี. กริม ผนึกสยามพิวรรธน์ เดินหน้าความร่วมมือเชิงกลยุทธ์หลายมิติ ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสยามพารากอน -ขับเคลื่อนสู่อนาคตพลังงานสะอาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บี.กริม กลุ่มบริษัทที่ดำเนินกิจการในหลายประเทศทั่วโลก เป็นผู้นำด้านพลังงาน โซลูชั่นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และธุรกิจสุขภาพ ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 147 ปี ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาและบริหารโครงการค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลกในกรุงเทพมหานคร อาทิ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม</p>
<p><span id="more-36999"></span></p>
<p>เพื่อขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในหลายมิติ อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ด้วยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาสยามพารากอน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความร่วมมือในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อพัฒนาสุขภาวะของผู้คนผ่านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และการส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรม</p>
<p><strong>ดร. ฮาราลด์ ลิงค์</strong> ประธาน บี.กริม กล่าวว่า“ตลอดเวลากว่าศตวรรษ บี.กริมยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาด้านสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานของไทยอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้นำเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด รวมถึงโซลูชันการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บี.กริมมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของสยามพิวรรธน์ โดยร่วมพัฒนาโซลูชันประหยัดพลังงานให้ครอบคลุมทุกโครงการซึ่งสยามพิวรรธน์มุ่งสร้างสรรค์ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่มอบประสบการณ์และความสุขให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก”</p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับปรัชญาบี.กริมในการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี ภายใต้ความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาธุรกิจ รวมถึงคิดค้นนวัตกรรมแห่งอนาคตและตอบสนองความต้องการของสังคมในยุคดิจิทัล ความร่วมมือดังกล่าวนี้ครอบคลุมการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาโครงการที่มีบูรณาการแนวคิด “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” (Gross National Happiness &#8211; GNH) จากประเทศภูฏาน การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และการส่งเสริมการเรียนรู้ดนตรีคลาสสิกผ่านวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า (Royal Bangkok Symphony Orchestra) วงดนตรีชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สอดรับกับวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจของสยามพิวรรธน์ที่มุ่งสร้างสรรค์ประโยชน์แก่สังคมวงกว้าง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยไปพร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37003 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/BgrimmSiam.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณชฎาทิพ จูตระกูล</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ บี.กริม ครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการผนึกกำลังของสององค์กรชั้นนำ เพื่อสร้างมาตรฐานต้นแบบของโครงการที่เป็นจุดหมายปลายทางแห่งความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผ่านการบูรณาการนวัตกรรมและการจัดการพลังงานสะอาดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและมีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 ภายในปี 2050 โดยได้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในศูนย์การค้า ความร่วมมือนี้จึงสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมของบี.กริมและสยามพิวรรธน์ ในฐานะผู้นำด้านพลังงานและศูนย์การค้าระดับโลก ที่มุ่งในการกำหนดมาตรฐานใหม่ด้านความยั่งยืนของธุรกิจไทยสู่เวทีสากล พร้อมสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย ESG อย่างแท้จริง”</p>
<p>ทั้งนี้ สยามพารากอน ได้ร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ร่วมกับ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด บริษัทย่อยภายใต้ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาของอาคารสยามพารากอน ซึ่งมีพื้นที่กว่า 4,600 ตารางเมตร และมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้น 793 กิโลวัตต์พีค (kWp) ซึ่งคาดว่าจะเทียบเท่ากับการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกสูงสุดประมาณ 532 ตันต่อปี การติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปจะครอบคลุมการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ Paragon Hall ศูนย์การประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการระดับโลก และส่วนหนึ่งของพื้นที่โซนใหม่ในศูนย์การค้าสยามพารากอนที่จะเป็นแลนด์มาร์กสำคัญและต้นแบบแพลตฟอร์มด้านความยั่งยืนใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2568</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37002 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/BGrimmSiam3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โครงการนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จของโครงการโซลาร์รูฟท็อปที่ไอคอนสยาม ซึ่งจะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด และมุ่งพัฒนาศูนย์การค้าของกลุ่มสยามพิวรรธน์ ให้ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2030 สยามพิวรรธน์ ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนผ่านโครงการต่าง ๆ มาโดยตลอด นับตั้งแต่สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม ไอซีเอส และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ ไม่ได้มุ่งหมายให้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางระดับโลกเท่านั้น แต่ทุกโครงการต้องเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อีกทั้งยังคงเดินหน้าสร้างผลกระทบเชิงบวก (Positive Impact) ให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าอย่างต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์ ‘การสร้างคุณค่าสมประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย’ (Creating Shared Value) ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/bgrimm-mou-siampiwat-strategic-partnership/">บริษัทบี. กริม ผนึกสยามพิวรรธน์ เดินหน้าความร่วมมือเชิงกลยุทธ์หลายมิติ ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสยามพารากอน -ขับเคลื่อนสู่อนาคตพลังงานสะอาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สผ. ร่วมกับ ไบโอเทค–สวทช. และคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรฯ จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น &#8216;ร่างระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม–ระบบนิเวศ&#8217; เครื่องมือใหม่เพื่อจัดการป่าไม้และพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/seminar-to-suggestion-for-seea-project/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 11:10:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[BIOTEC]]></category>
		<category><![CDATA[BIOTEC สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[SEEA]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วรินธร สงคศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[ทรงวุฒิ ศรีสว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากร]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่สีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ยุทธศาสตร์ชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สผ.]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมเศรษฐกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโอเทค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35330</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อ &#8216;ร่างระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม บัญชีระบบนิเวศ และร่างคู่มือการจัดทำระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม บัญชีระบบนิเวศ&#8217; ภายใต้โครงการพัฒนาระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม (System of Environmental-Economic Accounting : SEEA) เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันถึงประโยชน์ของระบบบัญชีดังกล่าว และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างสมดุล โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังจากทุกภาคส่วนกว่า 200 คน ทั้ง​ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน   ทั้งนี้ การพัฒนา​ SEEA -ระบบนิเวศ นับเป็นก้าวแรกในการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิที่หน่วยงานต่างๆ จัดเก็บรวบรวม เพื่อนำมาประมวลผลและจัดทำเป็นบัญชี SEEA ใน 4 หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับสาขาทรัพยากรป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ และพื้นที่สีเขียว ของประเทศไทย ​ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการจัดทำบัญชีในปีแรกนี้ยังต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดทำข้อมูลอย่างต่อเนื่อง อาทิ  การกำหนดประเด็นที่ควรเร่งดำเนินการ การกำหนดมาตรฐานในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผลร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยมีระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อมที่ช่วยให้เห็นภาพรวมและสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ดร.วรินธร สงคศิริ รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/seminar-to-suggestion-for-seea-project/">สผ. ร่วมกับ ไบโอเทค–สวทช. และคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรฯ จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น &#8216;ร่างระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม–ระบบนิเวศ&#8217; เครื่องมือใหม่เพื่อจัดการป่าไม้และพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อ &#8216;ร่างระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม บัญชีระบบนิเวศ และร่างคู่มือการจัดทำระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม บัญชีระบบนิเวศ&#8217; </strong></p>
<p><span id="more-35330"></span></p>
<p><strong>ภายใต้โครงการพัฒนาระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม (</strong><strong>System of Environmental-Economic Accounting : SEEA)</strong><strong> เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันถึงประโยชน์ของระบบบัญชีดังกล่าว และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างสมดุล โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังจากทุกภาคส่วนกว่า 200 คน ทั้ง​ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน  </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35331 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/10-ร่าง-คู่มือเพื่อจัดทำ-SEEA.jpg" alt="" width="495" height="700" /></p>
<p>ทั้งนี้<strong> การพัฒนา​ SEEA -ระบบนิเวศ</strong> นับเป็นก้าวแรกในการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิที่หน่วยงานต่างๆ จัดเก็บรวบรวม เพื่อนำมาประมวลผลและจัดทำเป็นบัญชี SEEA ใน 4 หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับสาขาทรัพยากรป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ และพื้นที่สีเขียว ของประเทศไทย</p>
<p><strong><em>​ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการจัดทำบัญชีในปีแรกนี้ยังต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดทำข้อมูลอย่างต่อเนื่อ</em></strong>ง อาทิ  การกำหนดประเด็นที่ควรเร่งดำเนินการ การกำหนดมาตรฐานในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผลร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยมีระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อมที่ช่วยให้เห็นภาพรวมและสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35338 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Key-SEEA-.jpg" alt="" width="1200" height="673" /></p>
<p><strong>ดร.วรินธร สงคศิริ </strong>รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้และพื้นที่สีเขียว ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร การดูดซับคาร์บอน และการสนับสนุนอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ  แต่ปัจจุบันทรัพยากรเหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และภาวะโลกร้อน จึงจำเป็นต้องพัฒนาฐานข้อมูลบูรณาการที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ติดตาม ประเมิน และกำหนดนโยบายบนหลักฐานเชิงประจักษ์</p>
<p><strong>คุณทรงวุฒิ ศรีสว่าง </strong>ผู้อำนวยการกองติดตามและประเมินผล สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า สผ. มีบทบาทในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเติบโตอย่างยั่งยืน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และยุทธศาสตร์ 20 ปี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35340 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/06-ทีมวิจัยนำเสนอผลการศึกษาโครงการ-SEEA.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>&#8220;ช่วงที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศได้ใช้ฐานทรัพยากรมากเกินศักยภาพของระบบนิเวศ ส่งผลให้ทรัพยากรเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว ขณะที่การแก้ไขปัญหาของภาครัฐยังขาดเครื่องมือและข้อมูลที่ครบถ้วน การจัดทำนโยบายที่มีประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนการตัดสินใจที่มีข้อมูลเชิงบูรณาการและน่าเชื่อถือ โดยระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม (SEEA) ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการ  เนื่องจาก SEEA <strong>เป็นมาตรฐานสากลในการเชื่อมโยงข้อมูลเศรษฐกิจกับต้นทุนด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม</strong> คล้ายระบบบัญชีประชาชาติ (SNA) แต่ <strong>ครอบคลุมมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติ ผลกระทบจากกิจกรรมเศรษฐกิจ และค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม&#8221;</strong></em></p>
<p>ทั้งนี้ หลายประเทศได้นำ SEEA มาใช้ประเมินและวางแผนอนุรักษ์ให้เหมาะสมกับศักยภาพของระบบนิเวศ ขณะที่<em><strong>ประเทศไทยเริ่มจัดทำบัญชีระบบนิเวศเพื่อประเมินศักยภาพและคุณค่าการบริการทางนิเวศ (Ecosystem Services) ในพื้นที่สำคัญ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการจัดการอย่างสมดุล ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี 2570​</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35343 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/09-บรรยากาศสัมมนาและรับฟังความคิดเห็น.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>ดร.ยุวนันท์ สันติทวีฤกษ์ </strong>นักวิจัยนโยบายอาวุโส ไบโอเทค และหัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า การดำเนินงานภายใต้โครงการนี้ ได้จัดทำบัญชี 4 เรื่อง ได้แก่ บัญชีพื้นที่ป่าไม้,  บัญชีทรัพยากรไม้,  บัญชีระบบนิเวศป่าไม้ (พื้นที่นำร่อง: อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) และบัญชีระบบนิเวศพื้นที่สีเขียว (พื้นที่นำร่อง: คุ้งบางกะเจ้า)</p>
<p><em>&#8220;<strong>บัญชีเหล่านี้จะช่วยติดตามและประเมินการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากร ทั้งส่วนที่คงอยู่และส่วนที่ถูกใช้ประโยชน์</strong> ตัวอย่างเช่น ข้อมูลชี้ว่า แนวโน้มพื้นที่ป่าไม้ของไทยลดลงต่อเนื่อง แต่หากมีนโยบายสนับสนุนการปลูกและใช้ไม้เศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง เช่น สัก ยางพารา ยูคาลิปตัส จะช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้บรรลุเป้าหมาย 40% ของพื้นที่ประเทศ ลดการนำเข้าไม้และเยื่อจากต่างประเทศ และสร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้กว่า 450,000 ล้านบาทต่อปี&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35336 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/11-บัญชีพื้นที่ป่าไม้-ทรัพยากรไม้.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ขณะที่ในเชิงนิเวศ พบว่า ระบบนิเวศป่าไม้สามารถกักเก็บคาร์บอน 58 ล้านตัน CO₂e (คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์มีกระดูกสันหลัง 69 ชนิด ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์</p>
<p>ด้านระบบนิเวศคุ้งบางกะเจ้า มีพื้นที่สีเขียวกว่า 6,000 ไร่ สร้างรายได้แก่ชุมชนไม่น้อยกว่า 70 ล้านบาทต่อปี กักเก็บคาร์บอนกว่า 300,000 ตัน (มูลค่าคาร์บอนเครดิตประมาณ 55 ล้านบาท) ผลิตออกซิเจนเพียงพอสำหรับประชากรได้ถึง 335,000 คน และช่วยกรองฝุ่น PM 2.5 ทำให้คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยตลอดทั้งปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35337 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/12-บัญชีระบบนิเวศคุ้งบางกะเจ้า.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ภายในงานสัมมนา ยังมีการเสวนาในหัวข้อ <strong>&#8216;ระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม: จากข้อมูลสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน&#8217; </strong>โดยผู้แทนจากกรมป่าไม้ มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งเน้นย้ำว่าปัจจัยความสำเร็จของ SEEA ประกอบด้วย 1) หน่วยงานเจ้าภาพหลักที่ชัดเจน 2) ฐานข้อมูลกลางที่มีคุณภาพ 3) ความร่วมมือจากรัฐ-เอกชน-วิชาการ-องค์กรระหว่างประเทศ และ 4) การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35335 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/07-เสวนาการใช้ประโยชน์-SEEA.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเพื่อผลักดันระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมเป็นภารกิจ เพื่อให้ทุกภาคส่วนนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการทำงานร่วมกันของหลากหลายสาขาวิชา ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ สถิติ วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เพื่อมาร่วมกันจัดทำข้อมูล ทรัพยากรต่างๆ อาทิดิน น้ำ ป่าไม้ แร่ธาตุและพลังงาน เป็นต้น เพื่อจัดทำข้อมูลในรูปแบบปริมาณทางกายภาพ รวมไปถึงการประเมินมูลค่าทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/seminar-to-suggestion-for-seea-project/">สผ. ร่วมกับ ไบโอเทค–สวทช. และคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรฯ จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น &#8216;ร่างระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม–ระบบนิเวศ&#8217; เครื่องมือใหม่เพื่อจัดการป่าไม้และพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เทรนด์ &#8216;Biodiversity&#8217; มาแรง อีกหนึ่งมาตรฐานใหม่ที่ต้องทำความเข้าใจและปรับตัว คาด​กระทบมูลค่าส่งออกกลุ่ม​เกษตรและอาหารกว่า 6 หมื่นล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/06/biodiversity-is-trend-to-watch/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Jun 2025 11:06:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[COP15]]></category>
		<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Export]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Traceability]]></category>
		<category><![CDATA[World Economic Forum]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กฤชนนท์ จินดาวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปราโมทย์ วัฒนานุสาร]]></category>
		<category><![CDATA[​ระบบตรวจสอบย้อนกลับ]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34216</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) กำลังเป็นมาตรฐานใหม่                          ด้าน ESG ที่ประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มบังคับใช้มากขึ้น โดยคาดว่า​จะส่งกระทบผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรและอาหารไทย โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารสัตว์ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหภาพยุโรปรวมกันกว่า 6 หมื่นล้านบาทต่อปี พร้อมแนะผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวเร่งปรับตัวสู่มาตรฐาน Biodiversity อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากเลือกวัตถุดิบจากแหล่งยั่งยืน มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ และสร้างความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทาน ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ ผู้อำนวยการฝ่าย ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า Biodiversity กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกมากขึ้น โดยข้อมูลของ World Economic Forum ประเมินว่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 44 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราวครึ่งหนึ่งของ GDP โลก สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างธรรมชาติกับเศรษฐกิจ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500 มีแนวโน้มขยายพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง มากกว่าการมุ่งเน้นเฉพาะการลดการปล่อยคาร์บอน “ความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ได้หมายถึงแค่การอนุรักษ์สัตว์ป่า เช่น เสือหรือหมีขั้วโลก แต่ครอบคลุมทั้งความหลากหลายในระดับพันธุกรรม ชนิดพันธุ์ และระบบนิเวศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/06/biodiversity-is-trend-to-watch/">เทรนด์ &#8216;Biodiversity&#8217; มาแรง อีกหนึ่งมาตรฐานใหม่ที่ต้องทำความเข้าใจและปรับตัว คาด​กระทบมูลค่าส่งออกกลุ่ม​เกษตรและอาหารกว่า 6 หมื่นล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS</strong> ชี้ ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) กำลังเป็นมาตรฐานใหม่                          ด้าน ESG ที่ประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มบังคับใช้มากขึ้น</p>
<p><span id="more-34216"></span></p>
<p>โดยคาดว่า​จะส่งกระทบผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรและอาหารไทย โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารสัตว์ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหภาพยุโรปรวมกันกว่า 6 หมื่นล้านบาทต่อปี พร้อมแนะผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวเร่งปรับตัวสู่มาตรฐาน Biodiversity อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากเลือกวัตถุดิบจากแหล่งยั่งยืน มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ และสร้างความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34219 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/Pic-2.jpg" alt="" width="856" height="720" /></p>
<p><strong>ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ </strong>ผู้อำนวยการฝ่าย ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า Biodiversity กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกมากขึ้น โดยข้อมูลของ <strong>World Economic Forum</strong> ประเมินว่า <strong><em>การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 44 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราวครึ่งหนึ่งของ GDP โลก สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างธรรมชาติกับเศรษฐกิจ </em></strong></p>
<p>ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500 มีแนวโน้มขยายพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง มากกว่าการมุ่งเน้นเฉพาะการลดการปล่อยคาร์บอน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34221 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/Biodiversity-Trending-.jpg" alt="" width="1586" height="1330" /></p>
<p><em>“ความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ได้หมายถึงแค่การอนุรักษ์สัตว์ป่า เช่น เสือหรือหมีขั้วโลก แต่ครอบคลุมทั้งความหลากหลายในระดับพันธุกรรม ชนิดพันธุ์ และระบบนิเวศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสมดุลของธรรมชาติ และประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญในเวทีโลก โดยเฉพาะหลังการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (COP15) ในปี 2565 ที่มีการตั้งเป้าหมายในการปกป้องพื้นที่ธรรมชาติไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี 2573 ความตกลงดังกล่าวสะท้อนความจริงจังของนานาชาติ และเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องตระหนักว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ แต่จะเป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจและความเสี่ยง”</em></p>
<p><strong>คุณปราโมทย์ วัฒนานุสาร</strong> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวเสริมว่า ธุรกิจเกษตรและอาหารไทยเผชิญความเปราะบางจากประเด็น Biodiversity ทั้งจากผู้บริโภคที่ตระหนักเรื่อง Biodiversity มากขึ้น ขณะที่มาตรการทางการค้า และการเปิดข้อมูลก็เข้มงวดขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-34218 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/Pic-5.jpg" alt="" width="856" height="720" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนจากหน่วยงานในไทย ซึ่งรวมไปถึงมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Thailand Taxonomy) ระยะที่ 2 ของภาคเกษตรก็มีแนวปฎิบัติที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง Biodiversity ด้วย ตลอดจนปัญหาสงครามการค้า ที่อาจผลักดันให้ไทยต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรมากขึ้น เสี่ยงต่อการนำเข้าวัตถุดิบสินค้าเกษตรจากแหล่งที่มีการแผ้วถางป่า ซึ่งหากไทยนำวัตถุดิบเหล่านี้ไปแปรรูปและส่งออก อาจเสี่ยงต่อการถูกระงับการนำเข้าจากคู่ค้า กระทบความเชื่อมั่นและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก</p>
<p><em>“ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรและอาหารที่อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและจำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่ Biodiversity ก่อน ได้แก่ ผู้ประกอบการสินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป และอาหารสัตว์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มักถูกจับตาในเรื่องกฎระเบียบและมาตรการการค้าระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่ให้ความสำคัญกับ Biodiversity ตลอดห่วงโซ่การผลิต และยังเป็นกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับ Biodiversity อย่างเข้มข้น โดยสินค้าในกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น มีมูลค่าการส่งออกไปสหภาพยุโรปรวมกันถึง 6 หมื่นล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นราว 7% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรวมของไทย ซึ่งอยู่ที่กว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34220 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/Infographic-Krungthai-Compass-Biodiversity.jpg" alt="" width="1280" height="720" /></p>
<p><strong>คุณกฤชนนท์ จินดาวงศ์</strong> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวเสริมว่า ธุรกิจเกษตรและอาหารควรเริ่มปรับตัวจากการเลือกวัตถุดิบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับว่ามาจากแหล่งที่ไม่ทำลายป่าและระบบนิเวศ และการเร่งทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรฐานและกฎระเบียบด้าน Biodiversity ที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงสร้างความร่วมมือกันทั้ง Ecosystem ซึ่งจะช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกและตอบสนองความต้องการของคู่ค้าและผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><em> “ผู้ประกอบการควรต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนให้ความสำคัญกับการรับรองจากมาตรฐานด้าน Biodiversity และการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (Taskforce on Nature-Related Financial Disclosures: TNFD) รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือใน Ecosystem โดยพัฒนาโครงการด้าน Biodiversity เช่น เกษตรกรรมเชิงนิเวศ ที่สนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาใช้ระบบเกษตรผสมผสาน ลดสารเคมี รวมถึงร่วมมือกับองค์กรวิจัยเพื่ออนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์พื้นถิ่น”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/06/biodiversity-is-trend-to-watch/">เทรนด์ &#8216;Biodiversity&#8217; มาแรง อีกหนึ่งมาตรฐานใหม่ที่ต้องทำความเข้าใจและปรับตัว คาด​กระทบมูลค่าส่งออกกลุ่ม​เกษตรและอาหารกว่า 6 หมื่นล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TCP Spirit คณะเศษสร้าง ปี 3 ส่งเสริมวัฏจักรธรมชาติ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ เตรียมพร้อมก่อนเทรนด์โลกโฟกัส Biodiversity Footprint</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/11/tcp-spirit-ep3-biodiversity-in-burirum/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Nov 2024 04:40:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Best Practice]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biological Cycle]]></category>
		<category><![CDATA[Burirum]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Agriculture]]></category>
		<category><![CDATA[TCP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP Spirit]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวสารัช]]></category>
		<category><![CDATA[คณะเศษสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เพชร มโนปวิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ทีซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[นกกระเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[นกกะเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[บุรีรัมย์]]></category>
		<category><![CDATA[ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ชุ่มน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[วัฏจักรชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องเรียนธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรฟื้นฟู]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรอินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=30450</guid>

					<description><![CDATA[<p>TCP Spirit ภายใต้การขับเคลื่อนของ กลุ่มธุรกิจ TCP กับภารกิจครั้งใหม่ ผ่านกิจกรรม คณะเศษสร้าง ปี 3 “เฮียนธรรมชาติหมุนเวียน เบิ่งนกกระเรียนฟื้นคืน” ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์  ต่อยอดองค์ความรู้เศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านห้องเรียนธรรมชาติ ขยายเครือข่ายคนรุ่นใหม่สร้างแนวร่วมฟื้นฟูทรัพยากรสร้างสมดุลโลก การลงพื้นที่ของ TCP Spirit คณะเศษสร้าง ปีที่ 3 ครั้งล่าสุดในปี 2567 นี้ เพื่อขยายองค์ความรู้ด้านการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity อีกหนึ่งแนวทางส่งเสริมความยั่งยืนผ่านการฟื้นฟูด้วยกลไกทางธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ผ่านพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่แห้งแล้ง แต่สามารถพัฒนาระบบการจัดการน้ำ ทำให้ปัญหาคลี่คลาย โดยเฉพาะการฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำในชุมชน รวมทั้งยังได้เห็นตัวอย่างการพึ่งพากันระหว่างชุมชนและ​ธรรมชาติอย่างสมดุล ถือเป็นพื้นที่​ Best Practice ในการสร้างความสัมพันธ์ทางวัฏจักรทางชีวภาพ (Biological Cycle) ​ของระบบนิเวศที่มีการหมุนเวียนและควรได้รับการฟื้นฟู (Regenerate) เพื่อสร้างสมดุลในโลกที่กำลังวิกฤตนี้ เปิดหลักสูตรเศรษฐกิจวงกลมตามธรรมชาติ Biological Cycle สำหรับกิจกรรมไฮไลต์ในห้องเรียนธรรมชาติ​ TCP Spirit ในพื้นที่บุรีรัมย์ปีนี้ ​เน้นการเรียนรู้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนตามธรรมชาติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/tcp-spirit-ep3-biodiversity-in-burirum/">TCP Spirit คณะเศษสร้าง ปี 3 ส่งเสริมวัฏจักรธรมชาติ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ เตรียมพร้อมก่อนเทรนด์โลกโฟกัส Biodiversity Footprint</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>TCP Spirit</strong> ภายใต้การขับเคลื่อนของ <strong>กลุ่มธุรกิจ TCP</strong> กับภารกิจครั้งใหม่ ผ่านกิจกรรม คณะเศษสร้าง ปี 3 <strong>“เฮียนธรรมชาติหมุนเวียน เบิ่งนกกระเรียนฟื้นคืน”</strong> ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์  ต่อยอดองค์ความรู้เศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านห้องเรียนธรรมชาติ ขยายเครือข่ายคนรุ่นใหม่สร้างแนวร่วมฟื้นฟูทรัพยากรสร้างสมดุลโลก</p>
<p><span id="more-30450"></span></p>
<p>การลงพื้นที่ของ<strong> TCP Spirit คณะเศษสร้าง ปีที่ 3</strong> ครั้งล่าสุดในปี 2567 นี้ เพื่อขยายองค์ความรู้ด้านการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity อีกหนึ่งแนวทางส่งเสริมความยั่งยืนผ่านการฟื้นฟูด้วยกลไกทางธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ผ่านพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่แห้งแล้ง แต่สามารถพัฒนาระบบการจัดการน้ำ ทำให้ปัญหาคลี่คลาย โดยเฉพาะการฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำในชุมชน รวมทั้งยังได้เห็นตัวอย่างการพึ่งพากันระหว่างชุมชนและ​ธรรมชาติอย่างสมดุล ถือเป็นพื้นที่​ Best Practice ในการสร้างความสัมพันธ์ทางวัฏจักรทางชีวภาพ (Biological Cycle) ​ของระบบนิเวศที่มีการหมุนเวียนและควรได้รับการฟื้นฟู (Regenerate) เพื่อสร้างสมดุลในโลกที่กำลังวิกฤตนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30459 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/Burirum6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เปิดหลักสูตรเศรษฐกิจวงกลมตามธรรมชาติ Biological Cycle</strong></p>
<p>สำหรับกิจกรรมไฮไลต์ในห้องเรียนธรรมชาติ​ TCP Spirit ในพื้นที่บุรีรัมย์ปีนี้ ​เน้นการเรียนรู้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนตามธรรมชาติ หรือ <strong>วัฏจักรทางชีวภาพ (Biological Cycle)</strong>​ ผ่านประสบการณ์และการลงมือทำ เปิดโอกาสให้ได้สัมผัสกับความหลากหลายของระบบนิเวศและชุมชนต้นแบบ เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรมจากการเรียนรู้ในพื้นที่ โดยมีเนื้อหาน่าสนใจ เช่น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30454 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/Burirum8.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>&#8211; <strong>การศึกษา​เรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำ</strong> ​บริเวณอ่างก็บน้ำห้วยจรเข้มาก และอ่างเก็บน้ำสนามบิน ซึ่งถูกฟื้นฟูจนกลายเป็นพื้นที่อนุรักษ์สำคัญของจังหวัด  และยังทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนและช่วยหมุนเวียนน้ำ ​ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง วิกฤตขาดแคลนน้ำ สร้างความมั่นคงทางน้ำให้ชุมชน รวมทั้งยัง​​เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและอาหารหลักของนกกะเรียน​พันธุ์ไทยที่เคยสูญหายไปจากพื้นที่หลายสิบปี ​แสดงถึงการมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ของพื้นที่</p>
<p><strong>&#8211; นกกระเรียนคืนถิ่น</strong> นกกะเรียนถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ จากการที่เคยสูญพันธุ์จากพื้นที่ไปแล้วกว่า 50 ปี แต่ปัจจุบันพื้นที่ชุ่มน้ำ ณ​ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มากและอ่างเก็บน้ำสนามบิน จ. บุรีรัมย์ กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ของภูมิภาค  จากการได้รับคัดเลือกเป็นพื้นที่ปล่อยนกกะเรียน​พันธุ์ไทยคืน​สู่ธรรมชาติ ภายใต้ความร่วมมือของชุมชนที่ช่วยดูแลปกป้องนก พร้อมฟื้นฟูและสร้างความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ผ่านการทำเกษตรอินทรีย์ และการปลูกพืชที่เป็นแหล่งอาหารของนกกะเรียน อย่างหญ้าแห้วทรงกระเทียม เพื่อเชื่อมโยงการอนุรักษ์นกกะเรียนเข้ากับการดำรงวิถีชีวิตอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30455 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/Burirum10.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong> &#8211; การทำเกษตรอินทรีย์</strong> ​ ถือเป็นโมเดลจำลองระบบนิเวศขนาดย่อม โดยมุ่งเน้นการจัดการและการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการดูแลฟื้นฟูดิน ลดปริมาณการใช้สารเคมีในพื้นที่ พร้อม​ฟื้นฟูและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน แก้ปัญหาดินเสื่อมซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก เพราะหากดินได้รับสารเคมี จะขาดคุณสมบัติในการดูดซับแร่ธาตุทำให้ผลผลิตอ่อนแอ ขาดภูมิต้านทานจากโรค หรือแมลงศัตรูพืช นำไปสู่ความจำเป็นในการใช้สารเคมีในการทำการเกษตรวนไปเรื่อยๆ การทำเกษตรอินทรีย์​จึงช่วยลดผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิต และลดคาร์บอนจากการใช้เครื่องจักรและสารเคมี</p>
<p>โดยกลุ่ม​อาสาจะได้เรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ผ่านการเดินทางของ &#8216;<strong>ข้าวสารัช</strong>&#8216; ผลิตภัณฑ์ชมชุมชนบ้านสวายสอ ทั้งตีข้าว ฝัดข้าว และเพาะต้นกล้าด้วยตัวเอง เพื่อเข้าใจกระบวนการผลิตแบบเป็นวงกลม ที่ไม่เพียงเน้นการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ที่เน้นการผลิตอาหารปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังใช้ระบบการทำเกษตรแบบฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่เน้นฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการ รวมทั้งเพิ่มการดูดซับน้ำและลดคาร์บอนในการเพาะปลูก รวมไปถึงส่งเสริมเรื่องความหลากหลายทางธรรมชาติ หรือ Biodiversity ควบคู่กันไปด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30460 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/Burirum5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; การทอผ้าไหม</strong> องค์ความรู้ของชุมชนต้นแบบบ้านหัวสะพาน ซึ่งผ้าไหม ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของดีของจังหวัดบุรีรัมย์ และอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ที่เป็นทั้งอาชีพที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นแล้ว  ยังเป็นตัวอย่างของวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน เและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ทั้งกระบวนการและปฏิบัติการในระบบการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอินทรีย์ การนำทรัพยากรต่างๆ มาใช้อย่างคุ้มค่า ลดการทิ้งของเสีย ​​ทั้งการ​ใช้ปุ๋ยจากขี้วัวและฟางเพื่อคงสภาพดิน การให้หนอนไหมกินใบหม่อนที่สามารถปลูกซ้ำได้ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้​ของเสียจาก​กระบวนการผลิต และการต่อยอดจากการแปรรูปรังไหมและหนอนไหม รวมทั้งเป็นการเพิ่มอาชีพและรายได้ให้คนในชุมชนมากขึ้นด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30456 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/Burirum21.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>Biodiversity Footprint และ​ระบบเศรษฐกิจในอนาคต</strong></p>
<p>การออกแบบหลักสูตร TCP Spirit คณะเศษสร้าง ในปีที่ 3 นี้ เป็นการขยายขอบเขตจากการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า ผ่านการจัดการวัสดุเหลือใช้ตามแนวทาง Zero Waste และ Circular Economy จาก Technical Cycle มาเป็นการศึกษาระบบ Circular ตามวัฏจักรธรรมชาติ หรือ Biological Cycle เพื่อสามารถใช้กลไกทางธรรมชาติมาช่วยแก้วิกฤตได้มากขึ้น ทั้งการศึกษาระบบเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรแบบฟื้นฟู ​ รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายททงชีวภาพ หรือ Biodiversity ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเกิดระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30452 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/Burirum3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า ​TCP Spirit มุ่งปลูกฝังการรักษาและฟื้นฟูธรรมชาติผ่านคณะเศษสร้าง ปี 3 ด้วยการเรียนรู้แบบลงมือทำจริงในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ที่ตั้งใจพาอาสารุ่นใหม่มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเข้ามาแทนที่ระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรงเพื่อแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ โดยเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหลือทิ้งให้น้อยที่สุด กิจกรรมนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้อาสาได้นำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชุมชน พร้อ<em>มทั้งส่งต่อพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงให้กับคนรอบข้างและสังคม เพื่อร่วมกันรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้โลกของเราดียิ่งขึ้น </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30463 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/Burirum25.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;กลุ่มธุรกิจ TCP ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนตามแนวทางความยั่งยืน ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทั้ง 100%  สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ทั้งหมดแล้ว รวมทั้งเริ่มใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล rPET ในเครื่องดื่มแมนซัม พร้อมทั้งเข้าไปมีส่วนช่วยผลักดันนโยบายด้านการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว ทั้งการสนับสนุนการเก็บกลับ เพื่อเพิ่มซัพพลายสำหรับ rPET  และขยาย Economy of Scale ที่อาจมีส่วนช่วยทำให้ต้นทุนในภาพรวมลดลง จากการเพิ่มความสามารถในการใช้ให้แพร่หลายได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยัง​ขับเคลื่อนนโยบายด้านการคืนน้ำ และเข้าไปมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งต้นน้ำต่างๆ ​ผ่านโครงการ TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย ที่ทำมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ขณะที่ประเด็น Biodiversity ก็เป็นอีกหนึ่งมิติที่ TCP ให้ความสนใจ แล​ะจะพัฒนาโมเดลความร่วมมือต่างๆ ขึ้นมาสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขวิกฤตสภาพอากาศ ซึ่งสุดท้ายจะส่งผลกระทบมาถึงพวกเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในส่วนของการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในระดับประเทศ จำเป็นที่ต้องมีการขับเคลื่อนในระดับนโยบาย ทั้งการมีมาตรการหรือเครื่องมือมาช่วยการเปลี่ยนผ่าน ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนัก การสะท้อนให้เห็นโอกาส หรืออุปสรรคที่จะต้องเผชิญในอนคต เนื่องจาก สามารถมองเห็นได้รอบด้านมากกว่ากลุ่มเกษตรกร ​รวมทั้งการส่งต่อองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อช่วยผลักดันให้เกืดการปรับตัวได้อย่างทันท่วงที&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30453 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/Burirum9.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.เพชร มโนปวิตร</strong> นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ และครูใหญ่คณะเศษสร้าง กล่าวว่วา พื้นที่บุรีรัมย์เป็นตัวอย่างที่ดีในการขับเคลื่อน​ Nature-based Solution ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ และในไทยมีพื้นที่ต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งการดึงนกกะเรียนพันธุ์ไทยทที่เคยสูญพันธุ์ไปให้กลับเข้ามาสู่พื้นที่ พร้อมทั้งสามารถปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติได้มากกว่า 120 ตัว รวมทั้งการฟื้นฟูดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ด้วยเกษตรอินทรีย์ตามแนวทาง Regenerative  สะท้อนถึง​โอกาสและแต้มต่อของประเทศไทยที่มีต้นทุนทางธรรมชาติในระดับสูง แต่ยังขาดการต่อยอด เพื่อขยายองค์ความรู้ รวมทั้งการพัฒนาระบบการผลิตให้ไปสู่  Main Stream เพื่อรองรับเศรษฐกิจในระดับมวลชนได้ โดยเฉพาะการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งดีทั้งต่อสุขภาพผู้บริโภค และตัวเกษตรกร รวมทั้งยังช่วยอนุรักษ์ดิน อนุรักษ์น้ำ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนได้ แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้มากเท่าที่ควร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30461 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/Burirum19.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“สิ่งสำคัญที่จะเข้ามาช่วยปลดล็อกเกษตรกรให้หลุดพันจากการติดอยู่ในกับดับระบบการเกษตรเดิมๆ ที่ต้องพึ่งพาสารเคมี ซึ่งส่งผลทั้งต้นทุนการผลิตที่สูง ปัญหาดินเสื่อมโทรม รวมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในอนาคตอาจกลายเป็นอุปสรรคทางการค้า <strong>เมื่อโลกเริ่มขับเคลื่อนเข้าสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งการคำนวณปริมาณคาร์บอน รวมทั้งต้นทุนจากผลกระทบทางธรรมชาติ ทั้งการใช้น้ำ การใช้สารเคมี หรือเรื่องของความหลากหลายทางธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบัน​ประเด็น Carbon Footprint เข้ามามีบทบาททางเศรษฐศาสตร์มากขึ้น และในอนาคตประเด็น Biodiversity Footprint ก็น่าจะเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน</strong> ​ซึ่งภาครัฐหรือผู้ดูแลนโยบาย จำเป็นต้องมีมาตรการหรือเครื่องมือมาช่วยเหลือในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมมาเป็นการทำเกษตรแบบอินทรีย์ รวมทั้งการต่อยอด Co-benefit ให้ชุมชนหรือเพิ่มรายได้จากโมเดลธุรกิจใหม่ หรือโปรดักต์ใหม่ๆ ที่ช่วยให้ชุมชนมีความแข็งแรงมากขึ้น และสามารถก้าวพ้นผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านที่อาจทำให้กระทบรายได้หลักจากภาคการเกษตร ซึ่งหากทำสำเร็จจะทำให้ชุมชนมีความแข็งแรงได้อย่างยั่งยืนในที่สุด”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30458 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/Burirum1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับการเดินทาง​ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา คณะเศษสร้างได้จุดประกายคนรุ่นใหม่ให้เรียนรู้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเชื่อมโยงความรู้สู่การลงมือทำ เพื่อสานต่อภารกิจของ TCP Spirit ในการปลุกพลังเครือข่ายอาสารักษ์โลก ที่จะช่วยส่งต่อสู่ชุมชนและสังคมในวงกว้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดีที่ขึ้นและยั่งยืน ตอกย้ำเป้าหมาย<strong> “ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า”</strong> ของกลุ่มธุรกิจ TCP</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/tcp-spirit-ep3-biodiversity-in-burirum/">TCP Spirit คณะเศษสร้าง ปี 3 ส่งเสริมวัฏจักรธรมชาติ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ เตรียมพร้อมก่อนเทรนด์โลกโฟกัส Biodiversity Footprint</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยูนิเซฟ ปล่อยแคมเปญ #CountMeIn &#8216;โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก&#8217; ขับเคลื่อนเสียงของเด็กและเยาวชนต่อวิกฤต Climate Chnage ในประเทศไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/unicef-launches-countmein-campaign-children-voice-on-climate-crisis/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Sep 2024 12:42:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[#CountMeIn]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Count Me In]]></category>
		<category><![CDATA[Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[Unicef for Every Child]]></category>
		<category><![CDATA[Unicef Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[คยองซอน คิม]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[คู่มือ ABC]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิเซฟ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สียงของเด็ก เล่าจากเด็ก ลงมือทำโดยเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[อลิสา ผลไธสง]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กและเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28672</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยูนิเซฟ ประเทศไทย เปิดตัว แคมเปญ #CountMeIn “โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก” เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อเด็กและเยาวชน โดยธีมของแคมเปญ &#8220;เสียงของเด็ก เล่าจากเด็ก ลงมือทำโดยเด็ก&#8221; เน้นย้ำถึงความสำคัญในการรับฟังเสียงของเด็กและเยาวชนเมื่อโลกเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลจากยูนิเซฟ ยังระบุเพิ่มเติม​ว่า เด็กมีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทของพวกเขายังอยู่ในช่วงพัฒนา และพวกเขาพึ่งพาผู้ใหญ่ในการปกป้องและดูแล รวมท้ังยังได้รวบรวมสถิติบางส่วน​ ที่สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหา เช่น &#8211; ทุกปีมีเด็ก 40 ล้านคนทั่วโลก ต้องขาดเรียนหรือหยุดเรียนเนื่องจากภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ &#8211; ทุก ๆ 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 &#8211; ในปี 2564 มลพิษทางอากาศทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ล้านคนทั่วโลก และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 2 ของการเสียชีวิตทั่วโลก รวมถึงในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยในแต่ละวัน มีเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีเกือบ 2,000 คนเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ เช่น PM 2.5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/unicef-launches-countmein-campaign-children-voice-on-climate-crisis/">ยูนิเซฟ ปล่อยแคมเปญ #CountMeIn &#8216;โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก&#8217; ขับเคลื่อนเสียงของเด็กและเยาวชนต่อวิกฤต Climate Chnage ในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ยูนิเซฟ ประเทศไทย</strong> เปิดตัว <a href="https://www.unicef.or.th/countmein" target="_blank" rel="noopener"><strong>แคมเปญ </strong><strong>#CountMeIn</strong></a> <strong>“</strong><strong>โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก”</strong> เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อเด็กและเยาวชน โดยธีมของแคมเปญ <em>&#8220;เสียงของเด็ก เล่าจากเด็ก ลงมือทำโดยเด็ก&#8221;</em> เน้นย้ำถึงความสำคัญในการรับฟังเสียงของเด็กและเยาวชนเมื่อโลกเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ</p>
<p><span id="more-28672"></span></p>
<p>ข้อมูลจากยูนิเซฟ ยังระบุเพิ่มเติม​ว่า เด็กมีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทของพวกเขายังอยู่ในช่วงพัฒนา และพวกเขาพึ่งพาผู้ใหญ่ในการปกป้องและดูแล รวมท้ังยังได้รวบรวมสถิติบางส่วน​ ที่สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหา เช่น</p>
<p>&#8211; ทุกปีมีเด็ก <a href="https://www.unicef.org/reports/climate-changed-child#part-1" target="_blank" rel="noopener">40 ล้านคนทั่วโลก</a> ต้องขาดเรียนหรือหยุดเรียนเนื่องจากภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ</p>
<p>&#8211; ทุก ๆ 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น<a href="https://www.unicef.org/reports/climate-changed-child#part-1" target="_blank" rel="noopener">ร้อยละ 5</a></p>
<p>&#8211; ในปี 2564 มลพิษทางอากาศทำให้มีผู้เสียชีวิต <a href="https://www.unicef.org/thailand/th/press-releases/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%99-81-%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2564" target="_blank" rel="noopener">1 ล้านคนทั่วโลก</a> และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 2 ของการเสียชีวิตทั่วโลก รวมถึงในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยในแต่ละวัน มีเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีเกือบ 2,000 คนเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ เช่น PM 2.5</p>
<p>&#8211; ปัจจุบันเด็กกว่า <a href="https://www.unicef.org/thailand/th/press-releases/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81-559-%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99-202" target="_blank" rel="noopener">500 ล้านคนทั่วโลก</a>กำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนถี่ขึ้น โดยจะเพิ่มเป็น 2 พันล้านคนในปี 2593</p>
<p>&#8211; <a href="https://www.unicef.org/thailand/th/press-releases/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81-559-%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99-202" target="_blank" rel="noopener">ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 50 จาก 163 ประเทศ</a> ที่เด็กมีความเสี่ยงสูงสุดต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปี 2563 เด็กไทย 3 ใน 4 คน หรือราว 3 ล้านคนเผชิญกับคลื่นความร้อนถี่ขึ้น และหากไม่มีการดำเนินการใด ๆ เด็กแทบทุกคนในประเทศไทยจะต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนถี่ขึ้นและยาวนานขึ้นในปี 2593</p>
<p>&#8211; จากเงินทุนทั่วโลกด้านการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีแค่เพียง<a href="https://www.unicef.org/press-releases/funds-worlds-climate-hotspots-woefully-neglect-needs-children-new-report-finds" target="_blank" rel="noopener">ร้อยละ 4</a> เท่านั้น ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่มุ่งตอบสนองความต้องการของเด็ก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28674 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/CountMeIn_Key-Visual-FB-resized.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ทั้ง ยูนิเซฟทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก <a href="https://www.unicef.org/media/126601/file/Protect,%20Prepare,%20Prioritize.pdf" target="_blank" rel="noopener">เรียกร้องให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และผู้มีอำนาจตัดสินใจ</a>เร่งปกป้องเด็ก ๆ จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น โดยปรับบริการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก และเตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ สามารถใช้ชีวิตในสภาวะของโลกที่เปลี่ยนไป ตลอดจนจัดสรรงบประมาณในการแก้ปัญหาด้านนี้ที่ให้ความสำคัญกับเด็ก</p>
<p>แคมเปญ #CountMeIn ได้จัดทำชุด<a href="https://www.unicef.org/thailand/th/countmein#photo_story" target="_blank" rel="noopener"><strong>เรื่องราวภาพถ่าย</strong></a>ที่สะท้อนประสบการณ์ของเด็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทยล่าสุด โดยเผยให้เห็นถึงความท้าทายที่เด็ก ๆ ต้องเผชิญในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป</p>
<p>นอกจากนี้ แคมเปญยังเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนบอกเล่า <strong>เรื่องราวชีวิตจริงของพวกเขา</strong> ผ่านสิ่งสำคัญในชีวิตที่หายไปจากผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เช่น เยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่ที่ต้องสูญเสียแม่จากโรคมะเร็งปอด ซึ่งเป็นผลมาจากมลพิษทางอากาศ PM2.5 ที่เลวร้ายลง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28675 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/CountMeIn-youth-voices.jpg" alt="" width="1200" height="670" /></p>
<p>หรือเด็กในชุมชนขุนสมุทรจีน จังหวัดสมุทรปราการ ที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียบ้านถึงสามครั้งจากพายุที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน เยาวชนที่สนใจในการถ่ายภาพสัตว์ป่าได้สังเกตเห็นการสูญหายและลดลงของชนิดพันธุ์สัตว์ป่า  รวมทั้งเด็กชายจากจังหวัดยะลาต้องสูญเสียอุปกรณ์การเรียนและชุดนักเรียนและที่ถูกน้ำท่วมพัดหายไปเมื่อปีที่แล้ว</p>
<p><strong>อลิสา ผลไธสง</strong> วัย 19 ปี นักกิจกรรมในชุมชนขุนสมุทรจีน ซึ่งย้ายบ้านมาแล้ว 3 ครั้งจากพายุ กล่าวว่า &#8220;สภาพอากาศในปัจจุบันดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มันรู้สึกเหมือนครอบครัวของเราต้องทำงานหาเงินเพื่อเตรียมพร้อมที่จะสร้างบ้านใหม่ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่&#8221;</p>
<p>อลิสาเติบโตในชุมชนชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับพ่อแม่ของเธอ เธอได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและสุดขั้ว การกัดเซาะในชุมชนขุนสมุทรจีนได้กลืนที่ดินไปถึงหนึ่งกิโลเมตรและทำให้หลายครอบครัวไม่สามารถอยู่อาศัยได้เนื่องจากน้ำท่วมบ่อยครั้งและรุนแรง &#8220;หนูไม่แน่ใจว่าลูกสาวของหนูจะสามารถอาศัยอยู่ที่นี่ได้หรือเปล่าเมื่อเธอโตขึ้น&#8221;</p>
<p><strong>คยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย </strong>เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหา โดยกล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อชีวิตเด็กในทุกด้าน แต่เสียงของพวกเขากลับเป็นสิ่งที่ได้ยินน้อยที่สุด แคมเปญ #CountMeIn ไม่เพียงแค่สร้างความตระหนักถึงผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่มีต่อเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นที่จะทำให้มุมมองของเด็ก ๆ ถูกรับฟังและเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ เราต้องไม่ลืมว่าอนาคตที่เรากำลังสร้างนั้นเป็นของพวกเขา และเป็นความรับผิดชอบของเราที่จะทำให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศด้วยเช่นกัน”</p>
<p>ทั้งนี้ ในเดือนที่ผ่านมา​ ยูนิเซฟร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และภาคีเครือข่าย เปิดตัว &#8216;<a href="https://www.unicef.org/thailand/th/reports/abc-handbook" target="_blank" rel="noopener"><strong>คู่มือกิจกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ</strong></a>” ซึ่งเป็นข้อมูลที่เข้าใจง่ายและมีกิจกรรมสำหรับครูและนักเรียนในการเรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คู่มือ ABC นี้จะถูกแจกจ่ายไปยังโรงเรียนทั่วประเทศไทย เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพคืออะไร ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร และพวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม</p>
<p>แคมเปญ <a href="https://www.unicef.or.th/countmein" target="_blank" rel="noopener"><strong>#CountMeIn</strong></a> นี้ยังมีเซเลปบริตี้และอินฟลูเอนเซอร์มากมายมาร่วมกิจกรรม เช่น <strong>พอลล่า เทย์เลอร์ </strong><strong>Friend of UNICEF</strong> ได้ทำ<a href="https://www.instagram.com/reel/C_meKEdyhQb/?igsh=M2o4N2c3cTljbG00" target="_blank" rel="noopener"><strong>วิดีโอสั้น</strong></a>พูดคุยกับลูก ๆ ของเธอถึงความสำคัญของอากาศสะอาดและท้องฟ้าสดใส ในขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น <strong>ใบตอง จรีรัตน์ เพชรโสม</strong> และ<strong>ก้อง กรีนกรีน</strong> ก็ได้ลงพื้นที่กับยูนิเซฟเพื่อรับฟังเสียงของเด็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศในจังหวัดขอนแก่นและสมุทรปราการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28676 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/UNICEF_Flooding_03.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ภายใน​เดือนนี้ ทางยูนิเซฟจะได้รวบรวมผลโพลที่สำรวจความคิดเห็น พร้อมทั้งคำแนะนำของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ต่อปัญหา Climate Change รวมทั้งร่วมประชุมกับตัวแทนเยาวชน นำโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาเยาวชนของยูนิเซฟ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะของเยาวชนและนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 29 หรือ COP29 ซึ่งจะจัดขึ้นประเทศอาเซอร์ไบจาน​ในเดือน พ.ย. รวมทั้งการสนับสนุนให้มีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมประชุม COP29 เพื่อให้เด็กๆ ​เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพูดคุยเกี่ยวกับวิกฤตสภาพอากาศและเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหานี้ด้วย</p>
<p><em>&#8220;เราหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยส่งเสริมความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเด็กและเยาวชน” <strong>สิปโปทัย เกตุจินดา</strong> วัย 23 ปี หนึ่งในตัวแทนเยาวชนไทยที่จะเดินทางไปร่วมประชุม COP29 กล่าว “แม้ว่าเด็กและเยาวชนจะเป็นผู้ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่ารุ่นผู้ใหญ่ แต่พวกเขาจำเป็นต้องมีส่วนร่วมและได้รับการสนับสนุนในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศด้วย เพราะพวกเขามีทั้งพลังกาย พลังใจ และสามารถมองเห็นวิธีแก้ไขปัญหาเก่า ๆ ในมุมมองใหม่ ๆ ได้&#8221;</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/unicef-launches-countmein-campaign-children-voice-on-climate-crisis/">ยูนิเซฟ ปล่อยแคมเปญ #CountMeIn &#8216;โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก&#8217; ขับเคลื่อนเสียงของเด็กและเยาวชนต่อวิกฤต Climate Chnage ในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซีพีเอฟ จับมือคู่ค้า ยกระดับกระบวนการจัดหาบรรจุภัณฑ์กระดาษ ​ตามมาตรฐาน​โลก FSC ​ปลอดการตัดไม้ทำลายป่าตลอดห่วงโซ่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/07/cpf-paper-packages-have-certified-fsc-standard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jul 2024 09:16:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[CP]]></category>
		<category><![CDATA[CPF]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Forest Stewardship Council]]></category>
		<category><![CDATA[FSC]]></category>
		<category><![CDATA[Kitchen Joy]]></category>
		<category><![CDATA[packaging]]></category>
		<category><![CDATA[Partner to Grow]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Packaging]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพีเอฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรจัดการด้านป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตเคียงข้าง อย่างยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27153</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ประกาศความสำเร็จในความร่วมมือกับคู่ค้ายกระดับกระบวนการจัดหาบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ได้รับการรับรองจาก &#8220;องค์กรจัดการด้านป่าไม้&#8221; (Forest Stewardship Council) หรือ FSC องค์กรระดับโลกที่ส่งเสริมและดูแลมาตรฐานการจัดการด้านป่าไม้อย่างยั่งยืน คุณธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา ผู้บริหารสูงสุดสายงานจัดซื้อกลาง ของซีพีเอฟ กล่าวว่า &#8220;การที่บรรจุภัณฑ์ของซีพีเอฟได้รับการรับรอง FSC เป็นผลสำเร็จจากความร่วมมือกับคู่ค้าธุรกิจของบริษัท โครงการ ‘Partner to Grow…เติบโตเคียงข้าง อย่างยั่งยืน’ เพื่อพัฒนากระบวนการจัดหาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์จากห่วงโซ่การผลิตที่ดูแลสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามหลัก ESG (Environment, Social, Governance)  สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของซีพีเอฟในการบริหารและจัดการห่วงโซ่คุณค่า ตามความมุ่งมั่นในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและนโยบายต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า ซีพีเอฟได้ร่วมมือกับคู่ค้าผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษในการพัฒนาและจัดหาบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบที่เป็นไปตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนของ FSC ซึ่งทั่วโลกให้การยอมรับ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ ปัจจุบันกล่องบรรจุอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานแบรนด์ Kitchen Joy ซึ่งวางจำหน่ายทั่วทวีปยุโรปใช้บรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก FSC นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังได้เริ่มนำกล่องกระดาษลูกฟูกที่ได้รับรองมาตรฐานนี้มาใช้เพื่อขนส่งสินค้าอีกด้วย &#8220;การได้รับการรับรอง FSC เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่า เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนคู่ค้าธุรกิจให้ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตไปพร้อมกัน ยิ่งไปกว่านี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/cpf-paper-packages-have-certified-fsc-standard/">ซีพีเอฟ จับมือคู่ค้า ยกระดับกระบวนการจัดหาบรรจุภัณฑ์กระดาษ ​ตามมาตรฐาน​โลก FSC ​ปลอดการตัดไม้ทำลายป่าตลอดห่วงโซ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ</strong> ประกาศความสำเร็จในความร่วมมือกับคู่ค้ายกระดับกระบวนการจัดหาบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ได้รับการรับรองจาก &#8220;<strong>องค์กรจัดการด้านป่าไม้</strong>&#8221; (Forest Stewardship Council) หรือ FSC องค์กรระดับโลกที่ส่งเสริมและดูแลมาตรฐานการจัดการด้านป่าไม้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-27153"></span></p>
<p><strong>คุณธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา</strong> ผู้บริหารสูงสุดสายงานจัดซื้อกลาง ของซีพีเอฟ กล่าวว่า &#8220;การที่บรรจุภัณฑ์ของซีพีเอฟได้รับการรับรอง FSC เป็นผลสำเร็จจากความร่วมมือกับคู่ค้าธุรกิจของบริษัท โครงการ ‘<strong>Partner to Grow…เติบโตเคียงข้าง อย่างยั่งยืน</strong>’ เพื่อพัฒนากระบวนการจัดหาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์จากห่วงโซ่การผลิตที่ดูแลสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามหลัก ESG (Environment, Social, Governance)  สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของซีพีเอฟในการบริหารและจัดการห่วงโซ่คุณค่า ตามความมุ่งมั่นในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและนโยบายต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27155 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/Kitchen-Joy3.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ซีพีเอฟได้ร่วมมือกับคู่ค้าผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษในการพัฒนาและจัดหาบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบที่เป็นไปตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนของ FSC ซึ่งทั่วโลกให้การยอมรับ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ ปัจจุบันกล่องบรรจุอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานแบรนด์<strong> Kitchen Joy</strong> ซึ่งวางจำหน่ายทั่วทวีปยุโรปใช้บรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก FSC นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังได้เริ่มนำกล่องกระดาษลูกฟูกที่ได้รับรองมาตรฐานนี้มาใช้เพื่อขนส่งสินค้าอีกด้วย</p>
<p><em>&#8220;การได้รับการรับรอง FSC เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่า เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนคู่ค้าธุรกิจให้ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตไปพร้อมกัน ยิ่งไปกว่านี้ ผู้บริโภคยังสามารถมั่นใจได้ว่าได้ซื้อสินค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เมื่อพบตราสัญลักษณ์ FSC บนกล่องบรรจุภัณฑ์&#8221;</em> คุณธิดารัตน์ กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27156 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/Kitchen-Joy1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับรองมาตรฐาน FSC เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ <strong>“PARTNER TO GROW…เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน</strong>” ซึ่งในปีนี้ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 2  เป็นแนวทางที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของคู่ค้าธุรกิจทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดเล็ก​ในทุกมิติ โดยบูรณาการความร่วมมือกับคู่ค้าธุรกิจในการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน รับมือกับสถานการณ์และความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนสร้างสรรค์นวัตกรรมและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว เพิ่มขีดความสามารถในส่งมอบสินค้าคุณภาพสูง มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับรับผิดชอบต่อสังคม อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สร้างสมดุลระบบนิเวศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/cpf-paper-packages-have-certified-fsc-standard/">ซีพีเอฟ จับมือคู่ค้า ยกระดับกระบวนการจัดหาบรรจุภัณฑ์กระดาษ ​ตามมาตรฐาน​โลก FSC ​ปลอดการตัดไม้ทำลายป่าตลอดห่วงโซ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
