<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ค้าปลีก &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sun, 20 Sep 2026 10:40:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.8</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ค้าปลีก &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“กูร์เมต์ มาร์เก็ต” ชี้เกมค้าปลีกยุคเศรษฐกิจเปลี่ยน เดินหน้าสู่ Total Solution ตอบโจทย์ชีวิตผู้บริโภค เปิด 6 แกนอ่าน Demand ใหม่ สู่อนาคตซูเปอร์มาร์เก็ตไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/gourmet-market-total-solution/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Sep 2026 10:40:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Community Engagement]]></category>
		<category><![CDATA[Gourmet Market]]></category>
		<category><![CDATA[Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Omni 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[Total Solution]]></category>
		<category><![CDATA[กูร์เมต์ มาร์เก็ต]]></category>
		<category><![CDATA[ค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์มาร์เก็ต]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44399</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ตกำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญในการปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่         โดยการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างรอบด้าน คุณศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด มองว่า การปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกในวันนี้ จำเป็นต้องมองให้กว้างกว่าการแข่งขันด้านสินค้าและราคา โดยต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคกำลังมองหาความสะดวก คุณภาพ ประสบการณ์ และโซลูชันที่ช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจต้องสามารถสร้างคุณค่าที่แตกต่างและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในระดับที่ลึกขึ้น จากมุมมองดังกล่าว Gourmet Market วางแนวคิดการปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกผ่าน 6 แกนสำคัญ ได้แก่ Convenient, Lifestyle, Experience, Value Added, Total Solution และ Community Engagement ซึ่งสะท้อนทิศทางของซูเปอร์มาร์เก็ตยุคใหม่ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพื้นที่สำหรับซื้อสินค้า แต่ต้องสามารถเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา Convenient: ความสะดวกคือ Value ใหม่ของผู้บริโภค ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองเพียงคุณสมบัติพื้นฐานของสินค้า แต่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น ตัวอย่างเช่น สินค้าในชีวิตประจำวันที่ถูกพัฒนาให้ใช้งานได้สะดวกและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่สินค้าเดิมก็สามารถสร้าง Value เพิ่มเติมได้ หากเข้าใจ Pain Point [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/gourmet-market-total-solution/">“กูร์เมต์ มาร์เก็ต” ชี้เกมค้าปลีกยุคเศรษฐกิจเปลี่ยน เดินหน้าสู่ Total Solution ตอบโจทย์ชีวิตผู้บริโภค เปิด 6 แกนอ่าน Demand ใหม่ สู่อนาคตซูเปอร์มาร์เก็ตไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ตกำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญในการปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่         โดยการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างรอบด้าน</p>
<p><span id="more-44399"></span></p>
<p><strong>คุณศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด</strong> มองว่า การปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกในวันนี้ จำเป็นต้องมองให้กว้างกว่าการแข่งขันด้านสินค้าและราคา โดยต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคกำลังมองหาความสะดวก คุณภาพ ประสบการณ์ และโซลูชันที่ช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจต้องสามารถสร้างคุณค่าที่แตกต่างและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในระดับที่ลึกขึ้น</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44403 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Gourmet2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>จากมุมมองดังกล่าว <strong>Gourmet Market </strong><strong>วางแนวคิดการปรับตัวของธุรกิจค้าปลีก</strong>ผ่าน 6 แกนสำคัญ ได้แก่ <strong>Convenient, Lifestyle, Experience, Value Added, Total Solution </strong><strong>และ </strong><strong>Community Engagement</strong> ซึ่งสะท้อนทิศทางของซูเปอร์มาร์เก็ตยุคใหม่ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพื้นที่สำหรับซื้อสินค้า แต่ต้องสามารถเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา</p>
<p><strong><em>Convenient: </em></strong><strong><em>ความสะดวกคือ </em></strong><strong><em>Value </em></strong><strong><em>ใหม่ของผู้บริโภค</em></strong></p>
<p>ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองเพียงคุณสมบัติพื้นฐานของสินค้า แต่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น</p>
<p>ตัวอย่างเช่น สินค้าในชีวิตประจำวันที่ถูกพัฒนาให้ใช้งานได้สะดวกและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่สินค้าเดิมก็สามารถสร้าง Value เพิ่มเติมได้ หากเข้าใจ Pain Point ของผู้บริโภค</p>
<p><strong><em>Lifestyle: </em></strong><strong><em>สินค้าต้องตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป</em></strong></p>
<p>อีกหนึ่งเทรนด์ที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของสินค้าในกลุ่ม Longevity และ Health &amp; Wellness ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมองการใช้จ่ายในมิติที่มากกว่าความจำเป็นพื้นฐาน</p>
<p>การคัดสรรสินค้าในอนาคตจึงต้องเชื่อมโยงกับ Lifestyle และ Passion ของผู้บริโภค เพื่อให้ Retail สามารถตอบสนองต่อความสนใจและพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44400 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Gourmat3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong><em>Experience: </em></strong><strong><em>เมื่อการซื้อสินค้า ต้องให้มากกว่าการซื้อ</em></strong></p>
<p>ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้จากหลากหลายช่องทาง หนึ่งในบทบาทสำคัญของ Physical Store คือการสร้างประสบการณ์ที่ช่องทางอื่นไม่สามารถทดแทนได้</p>
<p>ตัวอย่างเช่น You Hunt We Cook ของกูร์เมต์ มาร์เก็ต ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกซื้อวัตถุดิบด้วยตัวเองก่อนนำมาให้เชฟปรุงเป็นเมนู เพื่อเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าไปสู่ประสบการณ์ในการรับประทานวัตถุดิบที่สดใหม่และมีส่วนร่วมมากขึ้น</p>
<p><strong><em>Value Added: </em></strong><strong><em>จากการขายสินค้า สู่การสร้าง </em></strong><strong><em>Value </em></strong><strong><em>ที่เฉพาะตัว</em></strong></p>
<p>แนวคิดเรื่อง Value Added ในธุรกิจค้าปลีกกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจมองเพียงการเพิ่มมูลค่าของสินค้าสู่การนำเสนอสินค้าและบริการที่มีความ Premium, Specialized และ Personalized มากขึ้น</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นแนวทาง Premiumization การพัฒนา Private Label หรือการคัดสรรสินค้าที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเฉพาะ ทำให้ Retail สามารถสร้างความแตกต่างและลดการแข่งขันที่อาศัยราคาเป็นปัจจัยหลักเพียงอย่างเดียว</p>
<p><strong><em>Total Solution: </em></strong><strong><em>ไม่ได้ขายสินค้าชิ้นเดียว แต่ตอบโจทย์ทั้ง </em></strong><strong><em>Lifestyle</em></strong></p>
<p>Retail ในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องขายเฉพาะสินค้าที่เป็นแกนหลักของกิจกรรมนั้น แต่สามารถมองหาโอกาสในการตอบโจทย์ทั้ง Lifestyle ที่อยู่รอบตัวผู้บริโภค</p>
<p>เช่น เมื่อกีฬา Pickleball ได้รับความนิยม ร้านค้าอาจไม่ได้จำเป็นต้องขายเพียงไม้หรืออุปกรณ์หลัก แต่สามารถนำเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าว ทั้งที่คาดผม ที่รัดข้อมือ กระติกน้ำ หรือสินค้าอื่น ๆ ที่ช่วยตอบโจทย์ Experience ของผู้เล่นในรูปแบบที่ครบวงจรมากขึ้น</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44405 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Gourmet6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong><em>Community Engagement: </em></strong><strong><em>จากพื้นที่ขายสินค้า สู่พื้นที่ของคนที่มี </em></strong><strong><em>Passion </em></strong><strong><em>เดียวกัน</em></strong></p>
<p>อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของค้าปลีกในอนาคต คือการสร้าง Community รอบความสนใจของผู้บริโภค</p>
<p>จากเดิมที่ร้านค้าเป็นเพียงสถานที่จำหน่ายสินค้า ธุรกิจสามารถสร้าง Engagement ด้วยการเชื่อมโยงผู้คนที่มีความสนใจหรือ Passion เดียวกัน ผ่านกิจกรรม ประสบการณ์ และสินค้า</p>
<p>เพราะในอนาคต Physical Retail ไม่ได้แข่งขันเพียงกับร้านค้าอื่น แต่แข่งขันกับทุกสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกใช้เวลาไปด้วยในแต่ละช่วงเวลา</p>
<p><strong><em>เมื่อ </em></strong><strong><em>Space Management </em></strong><strong><em>เปลี่ยนเกมค้าปลีก</em></strong></p>
<p>หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของธุรกิจค้าปลีก คือการมองเรื่องพื้นที่ในรูปแบบใหม่ จากอดีตที่ <strong>Hypermarket </strong>อาจมีพื้นที่ขนาดหลายหมื่นตารางเมตร แต่ปัจจุบัน ธุรกิจสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้ แม้ใช้พื้นที่เพียงประมาณหนึ่งในสี่ของรูปแบบเดิม</p>
<p>สิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดของพื้นที่ แต่คือการบริหารพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเลือกนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงกับ <strong>Demand</strong> ของลูกค้าในแต่ละ <strong>Location</strong></p>
<p>จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของทั้ง Channel และ Format เพื่อให้ธุรกิจสามารถมีความยืดหยุ่นและเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44404 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Gourmet5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong><em>Omni 2.0: </em></strong><strong><em>โอกาสใหม่ของสินค้าเกษตรและ </em></strong><strong><em>SME</em></strong></p>
<p>การเปลี่ยนผ่านของธุรกิจค้าปลีกจาก Omni 1.0 ไปสู่รูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Data และ AI จะช่วยให้ Retail เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ลึกขึ้น และสามารถนำเสนอสินค้าให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น</p>
<p>ขณะเดียวกัน การพัฒนาของ Channel และ Platform ยังเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตร สินค้า OTOP และผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงตลาดและผู้บริโภคได้กว้างขึ้น</p>
<p>จากเดิมที่การเข้าสู่ Modern Trade อาจต้องพึ่งพาพื้นที่วางจำหน่ายเป็นหลัก ในอนาคต Data และ Digital Channel จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ในการนำสินค้าที่มีความเฉพาะตัวไปพบกับกลุ่มลูกค้าที่มี Demand ตรงกันมากขึ้น</p>
<p><strong><em>Data </em></strong><strong><em>และ </em></strong><strong><em>AI: </em></strong><strong><em>จาก “ผู้ตาม” สู่การมองเห็น </em></strong><strong><em>Demand </em></strong><strong><em>ก่อนเกิดขึ้น</em></strong></p>
<p>อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของธุรกิจค้าปลีก คือการทบทวนบทบาทของตัวเองว่า ธุรกิจกำลังเป็นเพียง <strong>ผู้ตามลูกค้า</strong> หรือสามารถใช้ข้อมูลเพื่อมองเห็นสัญญาณของ Demand ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต Data และ AI จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยให้ Retail เข้าใจความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรม การบริหารสินค้า การจัดสรรพื้นที่ ไปจนถึงการคาดการณ์ Demand</p>
<p>แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนจากการรอให้ Demand เกิดขึ้นแล้วจึงตอบสนอง มาเป็นการใช้ข้อมูลเพื่อ <strong>จับสัญญาณของ </strong><strong>Demand</strong> และพัฒนาสินค้าหรือบริการให้พร้อมก่อนความต้องการจะเติบโต รวมถึงการมองสินค้าเป็น <strong>Series </strong><strong>หรือ </strong><strong>Ecosystem</strong> ที่สามารถต่อยอดจากความสนใจเดียวกัน ไปสู่สินค้าและบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Lifestyle ของผู้บริโภค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44401 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Gourmat4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“</em><em>เศรษฐกิจอาจทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะหยุดมองหาสิ่งใหม่ ๆ หน้าที่ของ </em><em>Retail </em><em>คือการกลับไปทำความเข้าใจว่า </em><em>Demand </em><em>กำลังเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วปรับสิ่งที่เราขาย วิธีที่เราขาย และสถานที่ที่เราขาย ให้สอดคล้องกับชีวิตของลูกค้าในวันนี้และอนาคต”</em></p>
<p><em>สำหรับธุรกิจค้าปลีกในยุคต่อไป ความเป็นผู้นำจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การเป็นคนแรกที่ทำตามเทรนด์ แต่คือความสามารถในการมองเห็นสัญญาณของความต้องการที่กำลังจะเกิดขึ้น เข้าใจผู้บริโภคได้ลึกกว่า และกล้าที่จะนำข้อมูลมาทดลอง พัฒนา และสร้าง </em><em>Solution </em><em>ใหม่ ๆ ก่อนที่ </em><em>Demand </em><em>นั้นจะกลายเป็นกระแสในวงกว้าง</em></p>
<p><em>“</em><em>เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้นำในธุรกิจค้าปลีก ไม่ใช่คนที่วิ่งตามลูกค้าได้เร็วที่สุด แต่คือคนที่มองเห็นว่า ลูกค้ากำลังจะเดินไปทางไหน”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/gourmet-market-total-solution/">“กูร์เมต์ มาร์เก็ต” ชี้เกมค้าปลีกยุคเศรษฐกิจเปลี่ยน เดินหน้าสู่ Total Solution ตอบโจทย์ชีวิตผู้บริโภค เปิด 6 แกนอ่าน Demand ใหม่ สู่อนาคตซูเปอร์มาร์เก็ตไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชูกลยุทธ์ TRA “ACT” ขับเคลื่อนค้าปลีกไทย ชงรัฐปลุกกำลังซื้อ &#8211; เสริมแกร่งเอสเอ็มอี &#8211; สร้างการแข่งขันที่เป็นธรมร</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/tra-act-strategic/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2026 17:19:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Retailers Association]]></category>
		<category><![CDATA[TRA]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์ค้าปลีกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐ วงศ์พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดค้าปลีกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมผู้ค้าปลีกไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44013</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาคมผู้ค้าปลีกไทย (Thai Retailers Association : TRA) เผยทิศทางเศรษฐกิจและค้าปลีกไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ภายหลังคณะกรรมการสมาคมฯ ให้ความไว้วางใจ นายณัฐ วงศ์พานิช ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยต่อเนื่องเป็นวาระที่ 2 โดยชี้ว่าภาพรวมมีสัญญาณการฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม (Uneven Recovery) โดยตลาดค้าปลีกไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท เติบโต 3% เมื่อเทียบกับปี 2568 ภายใต้บริบทที่ผู้บริโภควางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ขณะที่ภาคธุรกิจยังต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่องให้แก่เอสเอ็มอี และปรับตัวให้ทันต่อการแข่งขันที่รุนแรงสมาคมฯ จึงเดินหน้ายกระดับภาคค้าปลีกผ่านกลยุทธ์ TRA “ACT” มุ่งเป้าสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน พร้อมยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อเร่งกระตุ้นกำลังซื้อ เสริมสภาพคล่องให้กลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) สร้างกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียม และผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านการช้อปปิ้งระดับภูมิภาค นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า “เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่เป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped หรือการเติบโตที่แยกออกเป็นสองทิศทางอย่างชัดเจน โดยขาบนเป็นกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงส่งจากการส่งออก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/tra-act-strategic/">สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชูกลยุทธ์ TRA “ACT” ขับเคลื่อนค้าปลีกไทย ชงรัฐปลุกกำลังซื้อ &#8211; เสริมแกร่งเอสเอ็มอี &#8211; สร้างการแข่งขันที่เป็นธรมร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมาคมผู้ค้าปลีกไทย (Thai Retailers Association : TRA)</strong> เผยทิศทางเศรษฐกิจและค้าปลีกไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ภายหลังคณะกรรมการสมาคมฯ ให้ความไว้วางใจ <strong>นายณัฐ วงศ์พานิช</strong> ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยต่อเนื่องเป็นวาระที่ 2</p>
<p><span id="more-44013"></span></p>
<p>โดยชี้ว่าภาพรวมมีสัญญาณการฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม (Uneven Recovery) โดยตลาดค้าปลีกไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท เติบโต 3% เมื่อเทียบกับปี 2568 ภายใต้บริบทที่ผู้บริโภควางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ขณะที่ภาคธุรกิจยังต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่องให้แก่เอสเอ็มอี และปรับตัวให้ทันต่อการแข่งขันที่รุนแรงสมาคมฯ จึงเดินหน้ายกระดับภาคค้าปลีกผ่านกลยุทธ์ <strong>TRA “ACT</strong>” มุ่งเป้าสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน พร้อมยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อเร่งกระตุ้นกำลังซื้อ เสริมสภาพคล่องให้กลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) สร้างกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียม และผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านการช้อปปิ้งระดับภูมิภาค</p>
<p><strong>นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย</strong> เปิดเผยว่า “เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่เป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped หรือการเติบโตที่แยกออกเป็นสองทิศทางอย่างชัดเจน โดยขาบนเป็นกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงส่งจากการส่งออก เศรษฐกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุน ขณะที่ขาล่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจรายย่อย ยังฟื้นตัวได้ช้า เนื่องจากยังต้องเผชิญทั้งต้นทุนสูง สภาพคล่องตึงตัว หนี้เสีย และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก</p>
<p>ทั้งนี้ปัจจุบัน SMEs กว่า 3.3 ล้านราย สร้างการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือราว 70% ของการจ้างงานภาคเอกชนไทย และช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก หากผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ ฃอาจส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน กำลังซื้อภายในประเทศ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ”</p>
<p><strong><u>คนยังซื้อ แต่ “ใช้จ่ายต่อบิลลดลง” สัญญาณกำลังซื้อยังไม่กลับมาเต็มที่</u></strong></p>
<p>ด้านผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือนกรกฎาคม ซึ่งจัดทำโดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือช่วงเดือนสิงหาคม–ตุลาคม 2569 ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่เหนือระดับกลางที่ 50 จุด สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความหวังต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี รวมถึงความคาดหวังต่อการต่อยอดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส หลังจาก         เฟสแรกสิ้นสุดในเดือนกันยายน และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่ายอดขายในช่วงไตรมาส 3–4 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ        ปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ความถี่ในการซื้อสินค้า (Shopping Frequency) จะไม่ได้ลดลงมาก แต่จำนวนสินค้าและมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง หรือยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จ (Spending per bill) กลับปรับลดลง</p>
<p>สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะกำลังซื้อหดตัว (Shrinking Purchasing Power) ผู้บริโภคยังคงจับจ่าย แต่เลือกซื้อเท่าที่จำเป็นมากขึ้น ขณะที่ยอดขายที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐยังกระจุกตัวอยู่ในหมวดอาหารและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือย วัสดุก่อสร้าง สินค้าคงทน และสินค้าที่มีมูลค่าต่อชิ้นสูงยังเผชิญแรงกดดัน ประกอบกับผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการปรับราคาขาย แม้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง</p>
<p><strong><u>ค้าปลีกปี 69 โต 3% ปี 70 คาดโต 3.0–3.5% แต่ยังต้องจับตากำลังซื้อ–หนี้ครัวเรือน</u></strong></p>
<p>&#8211; GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 1.6–2.0% (ที่มา : คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน &#8211; กกร.) ขณะที่มูลค่าตลาดค้าปลีกไทยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 3.0% จากฐาน 4.25 ล้านล้านบาทในปี 2568 คิดเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นประมาณ 127,500 ล้านบาท ส่งผลให้ตลาดค้าปลีกมีมูลค่ารวมประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท (ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)</p>
<p>&#8211; การฟื้นตัวของค้าปลีกในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะเกิดขึ้นเป็นบางช่วงและบางกลุ่ม โดยได้รับแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ การลงทุน การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี โดยหมวดสินค้าจำเป็น อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว รวมถึงสินค้าสุขภาพและความงามเติบโตได้ดี ขณะที่เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และสินค้ามูลค่าสูงยังเผชิญพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวัง</p>
<p>&#8211; สำหรับปี 2570 ประเมินว่า GDP ไทยจะอยู่ในระดับประมาณ 1.8% (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย) โดยมีปัจจัยกดดันจากการส่งออกสินค้าที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราช้าลง หลังจากขยายตัวสูงมากในปี 2569 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และกำลังซื้อภายในประเทศยังเปราะบาง ทางด้านตลาดค้าปลีกไทยมีแนวโน้มเติบโต 3.0–3.5% เมื่อเทียบกับปี 2569 หรือมีมูลค่าประมาณ 4.51–4.53 ล้านล้านบาท (ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)</p>
<p>ปัจจัยบวกต่อภาคค้าปลีก ได้แก่ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงช่องทางจำหน่ายแบบ Omnichannel ตลอดจนการใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ หนี้ครัวเรือนซึ่งอยู่ที่ 85.9% ของ GDP ในไตรมาสแรกปี 2569 ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ภาวะสินเชื่อธุรกิจที่ตึงตัว การแข่งขันด้านราคา และการรุกตลาดของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44032 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tra1.jpg" alt="" width="533" height="800" /></p>
<p><strong><u>จากโจทย์เศรษฐกิจ สู่คำตอบ </u></strong><strong><u>TRA </u></strong><strong><u>“</u></strong><strong><u>ACT” </u></strong><strong><u>กลยุทธ์ค้าปลีกไทย</u></strong></p>
<p>ภายใต้บริบทที่ค้าปลีกไทยต้องเผชิญทั้งแรงกดดันด้านกำลังซื้อ ต้นทุน การแข่งขัน และเทคโนโลยี สมาคม            ผู้ค้าปลีกไทยจึงเดินหน้าภารกิจยกระดับผู้ประกอบการค้าปลีกทุกระดับผ่านกลยุทธ์ TRA “ACT” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก</p>
<p><strong>กลยุทธ์ </strong><strong>TRA “ACT” </strong><strong>เติบโตทั่วถึง แข่งขันเป็นธรรม และยั่งยืนไปด้วยกัน</strong></p>
<p><strong>1. A – Advancing Inclusive &amp; Fair Growth</strong> <strong>– ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม </strong>สมาคมฯ มุ่งเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ SMEs เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแบรนด์ไทย พร้อมผลักดันกติกาการค้า ที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกช่องทาง ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่</p>
<p>&#8211; เชื่อมโยงผู้ค้าปลีกกับ SMEs เกษตรกร และผู้ประกอบการท้องถิ่น เพิ่มโอกาสนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่าย         ทั้งหน้าร้าน แพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด</p>
<p>&#8211; สนับสนุนสินค้าไทยและแบรนด์ไทยให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนขยายตลาดในประเทศและต่างประเทศ</p>
<p>&#8211; ผลักดันกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างร้านค้าออฟไลน์ ร้านค้าออนไลน์ แพลตฟอร์มในประเทศ และแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านภาษี มาตรฐานสินค้า ความปลอดภัยของผู้บริโภค และความรับผิดชอบของผู้จำหน่าย</p>
<p>&#8211; ร่วมเสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน ป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค ผู้ผลิตไทย และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ</p>
<p>&#8211; ผลักดันมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีในธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม และร้านค้าปลีกขนาดเล็ก</p>
<p>&#8211; ยกระดับประเทศไทยสู่ Shopping Destination เชื่อมโยงรายได้จากการค้าปลีก การท่องเที่ยว บริการ และเศรษฐกิจชุมชน ผ่านข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ ได้แก่</p>
<p>1) การอำนวยความสะดวกการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย ให้นักท่องเที่ยว (Instant VAT Refund) สำหรับยอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อเพิ่มความสะดวกและสร้างแรงจูงใจในการช้อปปิ้งในประเทศไทย</p>
<p>2) ทบทวนและปรับลดอากรขาเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าลักชัวรีบางประเภท เช่น แฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง และน้ำหอม ซึ่งปัจจุบันยังมีอัตราภาษีนำเข้าอยู่ในระดับสูงราว 20-30% โดยพิจารณาเป็นรายหมวดสินค้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย</p>
<p>3) นำร่องแซนด์บ็อกซ์ &#8216;เขตปลอดภาษี&#8217; (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เช่น ภูเก็ต  เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง และกระจายรายได้ไปยังธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น</p>
<p><strong>2. C – Capability Building for Future-Ready Retail</strong> <strong>– เสริมความแข็งแกร่งและยกระดับขีดความสามารถ ค้าปลีกไทย </strong>สมาคมฯ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูล องค์ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถปรับตัวเข้าสู่ค้าปลีกยุคใหม่ ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่</p>
<p>&#8211; พัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี การตลาด และแนวโน้มอุตสาหกรรม               เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ</p>
<p>&#8211; ผลักดันการลดกฎระเบียบและขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยเฉพาะกระบวนการขออนุญาตต่างๆ</p>
<p>&#8211; สนับสนุนการนำ AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูล ระบบบริหารสินค้าคงคลัง และ Omnichannel มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันระหว่างหน้าร้านกับออนไลน์</p>
<p>&#8211; เร่งพัฒนาทักษะแรงงานค้าปลีกผ่านการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ทั้งด้านดิจิทัล การใช้ข้อมูล AI งานบริการ และการขายผ่านช่องทางออนไลน์</p>
<p>&#8211; เสนอให้พิจารณาโครงสร้างค่าตอบแทนตามทักษะและมาตรฐานวิชาชีพ ควบคู่กับการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะและรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน</p>
<p>&#8211; ส่งเสริมรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นและถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การจ้างงานรายชั่วโมง การจ้างผู้สูงอายุโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามหลักเกณฑ์ และการลดขั้นตอนจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายในตำแหน่งที่ขาดแคลน</p>
<p><strong>3. T – Together for Sustainable Growth</strong> <strong>– เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน</strong> ภาคค้าปลีกจะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเกิดจากทุกภาคส่วน สมาคมฯ จึงมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และ ภาคประชาสังคม ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่</p>
<p>&#8211; ทำงานเชิงรุกร่วมกับภาครัฐ หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจ และภาคประชาสังคม        เพื่อแก้ไขอุปสรรคและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการ</p>
<p>&#8211; จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากข้อมูลจริงของสมาชิกและผลสำรวจในอุตสาหกรรม เพื่อให้มาตรการของภาครัฐสอดคล้องกับสถานการณ์และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง</p>
<p>&#8211; ส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนามาตรฐานค้าปลีกที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44031 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tra-act2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong><u>4 Retail Transformations </u></strong><strong><u>ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือ</u></strong></p>
<p>นอกจากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ TRA “ACT” แล้ว สมาคมฯ ยังมองว่าผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมค้าปลีกในอนาคต 4 ด้าน</p>
<p><strong>1. ผู้บริโภคแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น ตลาดระดับกลางเผชิญแรงกดดัน</strong></p>
<p>ตลาดจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยที่ชัดเจนมากขึ้น กลุ่มพรีเมียมยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ บริการ ประสบการณ์ และคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) ขณะที่ตลาดแมสจะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเงิน (Value for Money) สินค้าจำเป็น โปรโมชั่น และราคาที่เข้าถึงได้</p>
<p>ภายใต้ภาวะค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนสูง ตลาดระดับกลางจะเผชิญแรงกดดันมากที่สุดแบรนด์จึงต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย คุณค่าของสินค้า และระดับราคาให้ชัดเจน ไม่สามารถใช้ข้อเสนอเดียวสื่อสารกับผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อีกต่อไป</p>
<p><strong>2. หน้าร้านเปลี่ยนจาก</strong><strong> Transaction Point </strong><strong>เป็น </strong><strong>Trust and Experience Platform</strong></p>
<p>หน้าร้านจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงจุดซื้อขายสินค้า (Transaction Point) แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ (Trust and Experience Platform) เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองสินค้า รับคำแนะนำ เข้าร่วมกิจกรรม และเชื่อมโยงกับแบรนด์ในมิติที่ช่องทางออนไลน์ทดแทนได้ยาก ความสำเร็จของหน้าร้านจึงไม่ได้วัดจากยอดขายต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการสร้างการมีส่วนร่วม ความภักดีต่อแบรนด์ และการกลับมาซื้อหรือ          ใช้บริการซ้ำด้วย</p>
<p><strong>3. ผู้ค้าปลีกต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า</strong></p>
<p>ผู้ค้าปลีกจะต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) อย่างใกล้ชิด ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา House Brand การจัดหาสินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศ หรือ Local Sourcing การใช้ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายในการวางแผนธุรกิจ การบริหารโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับซัพพลายเออร์ เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>
<p><strong>4. AI </strong><strong>และข้อมูลลูกค้าจะเปลี่ยนจาก “สื่อสารแบบกว้าง” สู่ “ข้อเสนอเฉพาะบุคคล”</strong></p>
<p>AI และข้อมูลที่ธุรกิจได้รับโดยตรงจากลูกค้าจะมีบทบาทมากขึ้นในการคาดการณ์ความต้องการ วางแผนสินค้า ออกแบบโปรโมชั่น และนำเสนอสินค้าให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ขณะเดียวกัน ช่องทางสื่อหรือโฆษณาของผู้ค้าปลีก (Retail Media) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในช่วงใกล้จุดตัดสินใจซื้อ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ค้าปลีกบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคได้รวดเร็ว และเปิดพื้นที่ให้สินค้าไทยกับ SMEs เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น</p>
<p>“การเติบโตของค้าปลีกไทยจากนี้จะไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค สร้างการจ้างงาน และอยู่บนกติกาที่ทุกฝ่ายแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมกลยุทธ์ TRA ‘ACT’ จึงเป็นกรอบการทำงานที่สมาคมฯ จะใช้เชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” นายณัฐกล่าว</p>
<p><strong>สมาคมผู้ค้าปลีกไทยพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันภาคค้าปลีกไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน ในฐานะหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/tra-act-strategic/">สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชูกลยุทธ์ TRA “ACT” ขับเคลื่อนค้าปลีกไทย ชงรัฐปลุกกำลังซื้อ &#8211; เสริมแกร่งเอสเอ็มอี &#8211; สร้างการแข่งขันที่เป็นธรมร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชงปลดล็อค &#8216;ไทยช่วยไทยพลัส&#8217; ขยายสิทธิ์ร้านค้าทุกขนาด หวังประคองธุรกิจ หนุนการจ้างงาน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/rsi-raise-unlock-thai-helps-thai-plus/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jun 2026 04:09:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Retailers Association]]></category>
		<category><![CDATA[TRA]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังซื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐ วงศ์พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมผู้ค้าปลีกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยช่วยไทยพลัส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42430</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) จัดทำโดย ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมผู้ค้าปลีกไทย พบว่า ผู้ประกอบการมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและกำลังซื้อในช่วง 3 เดือนข้างหน้าระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ &#8216;ไทยช่วยไทยพลัส&#8217; ที่ช่วยอัดฉีดเม็ดเงินสู่ร้านค้าขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยที่มีความเปราะบางสูง อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น พบว่ามาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้กำลังซื้อบางส่วนกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่ผู้ประกอบการในภาคส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าและร้านอาหารขนาดกลาง ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง รวมถึงร้านค้าปลีกสมัยใหม่ อาจยังไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างทั่วถึง สมาคมฯ จึงขอเสนอให้ภาครัฐ พิจารณาออกมาตรการเสริมเฉพาะกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ หรือพิจารณาขยายสิทธิ์ผ่านโครงการ &#8216;ไทยช่วยไทยพลัส&#8217; ในเฟสถัดไป เพื่อช่วยรักษาการจ้างงาน เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ และสนับสนุนให้กำลังซื้อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโดยรวม อย่างครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการค้าปลีกเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาปรับลดลงต่อเนื่องในทุกองค์ประกอบ ทุกประเภทร้านค้า สะท้อนแรงกดดันด้านกำลังซื้อที่อ่อนแอต่อเนื่อง ประกอบกับต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ผลสำรวจใน 3 เดือนข้างหน้าความเชื่อมั่นกลับมาอยู่เหนือระดับ 50 จุดอีกครั้ง เนื่องจากผู้ประกอบการมีความหวังกับโครงการ &#8216;ไทยช่วยไทย พลัส&#8217; ว่าจะมีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/rsi-raise-unlock-thai-helps-thai-plus/">สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชงปลดล็อค &#8216;ไทยช่วยไทยพลัส&#8217; ขยายสิทธิ์ร้านค้าทุกขนาด หวังประคองธุรกิจ หนุนการจ้างงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) จัดทำโดย ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมผู้ค้าปลีกไทย พบว่า <strong>ผู้ประกอบการมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและกำลังซื้อในช่วง </strong><strong>3 </strong><strong>เดือนข้างหน้าระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน</strong></p>
<p><span id="more-42430"></span></p>
<p>โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ <strong>&#8216;ไทยช่วยไทยพลัส&#8217;</strong> ที่ช่วยอัดฉีดเม็ดเงินสู่ร้านค้าขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยที่มีความเปราะบางสูง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น พบว่ามาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้กำลังซื้อบางส่วนกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่ผู้ประกอบการในภาคส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าและร้านอาหารขนาดกลาง ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง รวมถึงร้านค้าปลีกสมัยใหม่ อาจยังไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างทั่วถึง</p>
<p>สมาคมฯ จึงขอเสนอให้ภาครัฐ <strong>พิจารณาออกมาตรการเสริมเฉพาะกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ หรือพิจารณาขยายสิทธิ์ผ่านโครงการ &#8216;ไทยช่วยไทยพลัส&#8217; ในเฟสถัดไป เพื่อช่วยรักษาการจ้างงาน เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ และสนับสนุนให้กำลังซื้อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโดยรวม</strong> อย่างครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น</p>
<p><strong>คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย</strong> เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการค้าปลีกเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาปรับลดลงต่อเนื่องในทุกองค์ประกอบ ทุกประเภทร้านค้า สะท้อนแรงกดดันด้านกำลังซื้อที่อ่อนแอต่อเนื่อง ประกอบกับต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี<strong> ผลสำรวจใน 3 เดือนข้างหน้าความเชื่อมั่นกลับมาอยู่เหนือระดับ 50 จุดอีกครั้ง</strong> เนื่องจากผู้ประกอบการมีความหวังกับโครงการ <strong>&#8216;ไทยช่วยไทย พลัส&#8217; </strong>ว่าจะมีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อ บรรเทาค่าครองชีพได้ในระยะสั้น</p>
<p>ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลว่าหลังสิ้นสุดโครงการ กำลังซื้ออาจกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง ขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เตรียมทยอยปรับราคาสินค้าในหลายหมวดหมู่ โดยคาดว่าจะปรับขึ้นไม่เกิน 5% ซึ่งสะท้อนภาวะ <strong>‘</strong><strong>Cost</strong><strong>&#8211;</strong><strong>Push Inflation</strong><strong>’</strong> หรือเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิต ที่ทำให้ผู้บริโภคเผชิญสถานการณ์ ‘ของแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่อำนาจซื้อลดลง’</p>
<p>อย่างไรก็ตามจากผลสะท้อนของโครงการ <strong>‘ไทยช่วยไทย พลัส’</strong> พบว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยมุ่งเน้นการใช้สิทธิ์กับร้านค้ารายย่อยและแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมโครงการเป็นหลัก ส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ประกอบการขนาดกลาง โดยเฉพาะร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีซึ่งมียอดขายลดลงประมาณ 30–50%”</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>ผู้ประกอบการค้าปลีกและร้านอาหารที่มียอดขายเกิน </strong><strong>1.8 </strong><strong>ล้านบาทต่อปี ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ </strong><strong>VAT </strong><strong>อย่างถูกต้อง</strong> <strong>ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีบทบาทต่อการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง</strong> แต่ปัจจุบันกลับต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งค่าพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นราว 15–20% ขณะที่ยอดขายกลับลดลง เนื่องจากไม่เข้าเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการ</p>
<p>สมาคมฯ จึงเห็นว่า <strong>การทบทวนและปรับมาตรการให้ครอบคลุมผู้ประกอบการในระบบภาษีมากขึ้นไม่เพียงเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการรักษาสมดุลของระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งด้านสภาพคล่องของธุรกิจ การรักษาการจ้างงาน และกำลังซื้อของประชาชน </strong>ไม่ให้ชะลอตัวลง</p>
<p>ดังนั้น เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย จึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการ &#8216;ไทยช่วยไทยพลัส&#8217; ในรอบถัดไป โดยมีข้อเสนอแนะสำคัญ ดังนี้</p>
<p><strong>ข้อเสนอแนะการปรับปรุง &#8216;</strong><strong>ไทยช่วยไทยพลัส&#8217; ผ่านแนวคิด &#8216;ขยาย-สร้าง-รักษา&#8217; </strong></p>
<p><strong>1. ขยายสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ</strong> ควรพิจารณามาตรการเสริมแบบเจาะกลุ่ม หรือเปิดโอกาสให้ร้านค้า ทุกขนาด รวมทั้งร้านที่จดทะเบียนในระบบภาษีถูกต้อง สามารถเข้าร่วมเป็นร้านค้ารับสิทธิ์ในโครงการได้ เพื่อกระจายเม็ดเงินให้หมุนเวียนในทุกระดับของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของการใช้จ่ายเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง</p>
<p>อีกทั้งเป็นการเพิ่มทางเลือกและความสะดวกให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะร้านค้าโมเดิร์นเทรด ซึ่งมีสินค้าหลายรายการที่มาจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย การเปิดให้เข้าร่วมโครงการจึงมีส่วนช่วยส่งต่อเม็ดเงินไปยังผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายย่อยในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น นอกจากนี้อาจพิจารณาเชื่อมโยงมาตรการดังกล่าวกับการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้สามารถใช้จ่ายภายในโมเดิร์นเทรดได้เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพได้หลากหลายในราคาประหยัด</p>
<p><strong>2. สร้างแรงจูงใจในการเข้าระบบภาษี</strong> การออกแบบมาตรการให้ร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีได้รับอานิสงส์จากมาตรการของรัฐ จะเป็นสัญญาณเชิงบวกและเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ผู้ประกอบการรายย่อยหรือร้านค้าขนาดเล็ก เห็นถึงประโยชน์ของการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในช่วงที่ภาครัฐส่งเสริมให้ร้านค้าขนาดเล็กนำเทคโนโลยีและระบบ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กรู้สึกยินดีที่จะเติบโตและก้าวเข้าสู่ระบบภาษีในอนาคต</p>
<p><strong>3. รักษาสมดุลของการจ้างงาน</strong> การขยายสิทธิ์มาตรการ มีส่วนช่วยพยุงภาคธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการจ้างงานรวมกันเป็นจำนวนมาก ให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนโดยรวมยังคงอ่อนแอ</p>
<p>&#8220;เราเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลขยายขอบเขตการช่วยเหลือให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการในระบบภาษีในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งต่อไป จะเป็นการประคองทั้งธุรกิจฐานรากและธุรกิจที่ขับเคลื่อนโครงสร้างภาษีของประเทศให้รอดพ้นจากภาวะซบเซาไปด้วยกัน&#8221; คุณณัฐ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><strong>สมาคมผู้ค้าปลีกไทยพร้อมที่จะร่วมมือและสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ควรคู่กับการร่วมมือกับ ทุกภาคส่วนในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการค้าปลีกทุกระดับ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโต อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน</strong><strong>.</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/rsi-raise-unlock-thai-helps-thai-plus/">สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชงปลดล็อค &#8216;ไทยช่วยไทยพลัส&#8217; ขยายสิทธิ์ร้านค้าทุกขนาด หวังประคองธุรกิจ หนุนการจ้างงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่มเซ็นทรัล ทุ่มงบ 730 ล้านบาท ปั้นบิ๊กโปรเจค &#8216;POP Phuket&#8217; และ &#8216;Tops Wongamat&#8217; เจาะกำลังซื้อไฮเอนด์ใจกลางเชิงทะเลและวงศ์อมาตย์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/cg-invest-pop-phuket-tops-wongamat/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 May 2026 04:15:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Central Land and Development]]></category>
		<category><![CDATA[Neighborhood Lifestyle Open Mall]]></category>
		<category><![CDATA[Open]]></category>
		<category><![CDATA[P-O-P Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Playful Design]]></category>
		<category><![CDATA[POP Phuket]]></category>
		<category><![CDATA[Tops Wongamat]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[ค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[ท็อปส์ วงศ์อมาตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ป๊อป ภูเก็ต]]></category>
		<category><![CDATA[พงศ์ ศกุนตนาค]]></category>
		<category><![CDATA[อสังหาริมทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41902</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มเซ็นทรัล โดย Central Land and Development (เซ็นทรัล แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์) เดินหน้ายุทธศาสตร์ขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกในทำเลศักยภาพ ทุ่มงบกว่า 730 ล้านบาท เปิดตัว 2 โครงการคอมมูนิตี้มอลล์รูปแบบใหม่ “POP Phuket” (ย่านเชิงทะเล) และ “Tops Wongamat” (ย่านวงศ์อมาตย์ พัทยา) มุ่งสร้าง Lifestyle Ecosystem ยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตระดับพรีเมียม รองรับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงและ Expat เตรียมเปิดให้บริการภายในปี 2569 Central Land and Development (เซ็นทรัล แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์) คือฟันเฟืองสำคัญที่ดูแลบริหารจัดการที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายของกลุ่มเซ็นทรัล อาทิ จิวเวลรี่เทรด เซ็นเตอร์, เซ็นทรัลสีลม ทาวเวอร์, แพลทฟอร์ม วงเวียนใหญ่, ไชน่าเวิลด์, หัวหมาก เซ็นเตอร์, มาร์เก็ตเพลส วงศ์สว่าง, บ้านสีลม, [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/cg-invest-pop-phuket-tops-wongamat/">กลุ่มเซ็นทรัล ทุ่มงบ 730 ล้านบาท ปั้นบิ๊กโปรเจค &#8216;POP Phuket&#8217; และ &#8216;Tops Wongamat&#8217; เจาะกำลังซื้อไฮเอนด์ใจกลางเชิงทะเลและวงศ์อมาตย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กลุ่มเซ็นทรัล โดย</strong><strong> Central Land and Development (</strong><strong>เซ็นทรัล แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์) เดินหน้ายุทธศาสตร์ขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกในทำเลศักยภาพ ทุ่มงบกว่า </strong><strong>730 </strong><strong>ล้านบาท เปิดตัว </strong><strong>2 </strong><strong>โครงการคอมมูนิตี้มอลล์รูปแบบใหม่</strong><strong> “POP Phuket” (</strong><strong>ย่านเชิงทะเล) และ </strong><strong>“Tops Wongamat” (</strong><strong>ย่านวงศ์อมาตย์ พัทยา) มุ่งสร้าง </strong><strong>Lifestyle Ecosystem </strong><strong>ยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตระดับพรีเมียม รองรับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงและ </strong><strong>Expat </strong><strong>เตรียมเปิดให้บริการภายในปี </strong><strong>2569</strong></p>
<p><span id="more-41902"></span></p>
<p>Central Land and Development (เซ็นทรัล แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์) คือฟันเฟืองสำคัญที่ดูแลบริหารจัดการที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายของกลุ่มเซ็นทรัล อาทิ จิวเวลรี่เทรด เซ็นเตอร์, เซ็นทรัลสีลม ทาวเวอร์, แพลทฟอร์ม วงเวียนใหญ่, ไชน่าเวิลด์, หัวหมาก เซ็นเตอร์, มาร์เก็ตเพลส วงศ์สว่าง, บ้านสีลม, ท็อปส์ มาร์เก็ต เพลส อุดมสุข, ปอร์โต เดอ ภูเก็ต, ตลาดจริงใจ เชียงใหม่, เซ็นทรัล           ดิ ออริจินัล สโตร์ รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์และที่ดินผืนศักยภาพทั่วประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41909 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/04.POP-Phuket-_-Tops-Wongamat.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>&#8211; เจาะลึก </strong><strong>POP Phuket (</strong><strong>ป๊อป ภูเก็ต) : </strong><strong>Playful Destination </strong><strong>แห่งใหม่ใจกลางเชิงทะเล</strong></p>
<p>ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 300 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการรวม (GBA) 5,490 ตารางเมตร POP Phuket ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Playful Destinationเพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ &#8220;ตำบลเชิงทะเล&#8221; อำเภอถลาง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นทำเลทองที่มีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีอย่างต่อเนื่องกว่า 20,000 ยูนิต และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 18.8% ต่อปี</p>
<p>การลงทุนครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของกลุ่มเซ็นทรัลต่อแนวโน้มการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว แม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น โดยจังหวัดภูเก็ต ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 14.1 ล้านคนต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวราว 540,000 – 550,000 ล้านบาทต่อปี</p>
<p><strong>คุณพงศ์ ศกุนตนาค กรรมการผู้จัดการใหญ่ เซ็นทรัล แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ กลุ่มเซ็นทรัล </strong>เปิดเผยว่า ภูเก็ตยังคงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะย่านเชิงทะเลฝั่งตะวันตกที่มีสัดส่วนผู้อยู่อาศัยเป็นชาวต่างชาติ (Expat) สูงถึง 80% ควบคู่กับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เราจึงพัฒนา POP Phuket ให้เป็นมากกว่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่เป็น ‘Life Ecosystem’ ที่เข้ามาเติมเต็มดีมานด์ด้านไดนิ่งและไลฟ์สไตล์ที่มีความเฉพาะตัวสูง ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ระดับบนที่ครบวงจรและมอบประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ผ่าน <strong>3 </strong><strong>กลยุทธ์หลัก (</strong><strong>P-O-P Strategy)</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41911 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/03.คุณพงศ์-ศกุนตนาค-กรรมการผู้จัดการใหญ่-เซ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>1. </strong><strong>P &#8211; Playful Design</strong> ดีไซน์ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะแบบ POP ART ที่เน้นความสนุกสนาน ทันสมัย และมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยเส้นสายสีสัน สร้างบรรยากาศสนุกสนานที่เชื้อเชิญให้ผู้คนเข้ามาใช้ชีวิตในทุกวัน</p>
<p><strong>2. O – Open</strong> พื้นที่เปิดกว้างเข้าถึงง่าย ยืดหยุ่น Physical Layout ปลอดโปร่ง เดินสบาย พร้อมสร้างบรรยากาศของร้านค้าและพื้นที่ส่วนกลางที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตร อบอุ่น และต้อนรับทุกคน</p>
<p><strong>3. P – People </strong>“ผู้คน” และ “ชุมชน” เป็นหัวใจสำคัญ ผ่านการออกแบบพื้นที่ที่เอื้อต่อการพบปะ ใช้เวลาร่วมกัน และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้คน แบรนด์ ร้านค้า และชุมชนโดยรอบ เพื่อให้ POP Phuket เป็นมากกว่าพื้นที่ค้าปลีก แต่เป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์และการเชื่อมต่อของไลฟ์สไตล์ยุค</p>
<p>โดยโครงการจัดสรรพื้นที่กว่า 60% เป็นโซนอาหารและเครื่องดื่ม ครอบคลุมร้านอาหาร คาเฟ่ และซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งไทยและนานาชาติ เพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านอาหารให้เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดผู้ใช้บริการ กระตุ้นความถี่ในการเข้ามาใช้บริการ และเพิ่มระยะเวลาการใช้ชีวิตภายในศูนย์การค้า นำโดย Tops ในรูปแบบ Fine Food และร้านอาหารระดับแม่เหล็ก อาทิ Aquila, Campus Coffee Roasters และ Spice House ขณะที่อีก 40% ถูกออกแบบให้เป็น Vibrant Tenant Mix ของร้านค้าพรีเมียมและบริการด้านไลฟ์สไตล์ อาทิ ร้านสเปเชียลตี้ สปาและความงาม เพื่อเสริมให้ศูนย์การค้าแห่งนี้สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของกลุ่มลูกค้าระดับบนได้อย่างครบถ้วนในทุกมิติเป็น Vibrant Tenant Mix ที่คัดสรรร้านค้า สเปเชียลตี้และบริการด้านความงามระดับพรีเมียม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41912 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/POP-Phuket-3.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>สำหรับ POP Phuket ถือเป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งที่ 2 ของกลุ่มเซ็นทรัลในย่านเชิงทะเล ถัดจาก Porto de Phuket (ปอร์โต เดอ ภูเก็ต) ที่เปิดให้บริการในปี 2562 และมีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง โดยในระยะถัดไป <strong>กลุ่มเซ็นทรัลมีแผนพัฒนาปอร์โต เดอ ภูเก็ต ในเฟสที่ </strong><strong>2</strong> <strong>เพื่อขยายพื้นที่และเพิ่มองค์ประกอบด้าน </strong><strong>Family &amp; Lifestyle</strong> อาทิ Indoor Playground พื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็ก, Family Restaurant ร้านอาหารสำหรับการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว, Pet Paradise รองรับไลฟ์สไตล์ของกลุ่ม Pet Lover รวมถึง Premium Fitness ครบครันรูปแบบการออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของ กลุ่มครอบครัวและผู้บริโภคกำลังซื้อสูงอย่างครบวงจร สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ในทุกช่วงเวลา</p>
<p>&#8211; <strong>POP Phuket</strong> นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายพอร์ตธุรกิจค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเซ็นทรัล โดยคาดว่าจะสามารถดึงดูดผู้ใช้บริการได้มากกว่า 1 ล้านคนต่อปี ซึ่งมีสัดส่วนลูกค้าชาวต่างชาติประมาณ 80% และคนไทย 20% ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใกล้หาดบางเทา ภายในโครงการ The Standard Residences Phuket Bangtao ใกล้ Porto de Phuket เพียง 5 นาที และ Boat Lagoon เพียง 3 นาที พร้อมรองรับที่จอดรถกว่า 146 คัน และมีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี 2569</p>
<p><strong>&#8211; Tops Wongamat (</strong><strong>ท็อปส์ วงศ์อมาตย์) : ยกระดับไลฟ์สไตล์ของพัทยา </strong>ตั้งอยู่ย่านวงศ์อมาตย์ พัทยา ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน <strong>Prime Area</strong> ที่มีศักยภาพสูง รายล้อมด้วยโรงแรมระดับ 4-5 ดาว และคอนโดมิเนียมหรู อีกทั้งจังหวัดชลบุรียังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยว โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวราว 19-22 ล้านคนต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวประมาณ 220,000 ล้านบาทต่อปี โดย Tops Wongamat มีมูลค่าการลงทุนกว่า 430 ล้านบาท พัฒนาภายใต้แนวคิด <strong>Premium Neighborhood Lifestyle Mall</strong> บนพื้นที่โครงการรวม หรือ GBA ขนาด 4,711 ตารางเมตร ในย่านวงศ์อมาตย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41913 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Tops-Wongamat-3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>คุณพงศ์ ศกุนตนาค</strong> กล่าวเสริมว่า สำหรับคอมมูนิตี้มอลล์ Tops Wongamat (ท็อปส์ วงศ์อมาตย์) เป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลและโรงแรมเซ็นทารา โดยกลุ่มเซ็นทรัลเล็งเห็นถึงศักยภาพของทำเลซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม Centara Grand Mirage Beach Resort Pattaya (ปรับโฉมครั้งใหญ่และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2025 จำนวน 555 ห้อง) รวมถึง Cosi Pattaya Wong Amat Beach (เปิดให้บริการในปี 2022 จำนวน 282 ห้อง) สะท้อนถึงฐานลูกค้านักท่องเที่ยวและผู้เข้าพักคุณภาพสูงในพื้นที่ ส่งผลให้ Tops Wongamat เข้ามาเติมเต็มและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของกลุ่มลูกค้าระดับบนได้อย่างครบถ้วนมากยิ่งขึ้น</p>
<p>โดยท็อปส์ วงศ์อมาตย์ ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Neighborhood Lifestyle Open Mall ชั้นเดียว โดยจัดสรรพื้นที่มากกว่า 80% เป็นโซนร้านอาหาร และคาเฟ่ทั้งไทยและนานาชาติ ซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านอาหารซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดผู้ใช้บริการ ช่วยเพิ่มความถี่และระยะเวลาในการใช้บริการภายในศูนย์การค้า อาทิ บ้านปูไข่ดอง, SOL Coffee, Ah Ma Shou Zuo และ Relax Place ขณะที่อีก 20% ถูกออกแบบให้เป็น curated mix คัดสรรร้านค้าพรีเมียมและบริการด้านไลฟ์สไตล์ อาทิ ร้านสเปเชียลตี้ สปาและความงาม”</p>
<p><strong><em>ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการทั้งสองแห่งให้เป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตและพื้นที่เชื่อมโยงผู้คนในทำเลศักยภาพ กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นว่า </em></strong><strong><em>POP Phuket </em></strong><strong><em>และ </em></strong><strong><em>Tops Wongamat </em></strong><strong><em>จะก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง พร้อมมีส่วนร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน.</em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/cg-invest-pop-phuket-tops-wongamat/">กลุ่มเซ็นทรัล ทุ่มงบ 730 ล้านบาท ปั้นบิ๊กโปรเจค &#8216;POP Phuket&#8217; และ &#8216;Tops Wongamat&#8217; เจาะกำลังซื้อไฮเอนด์ใจกลางเชิงทะเลและวงศ์อมาตย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โลตัส ดันค้าปลีกสู่ Lifestyle Platform เปิดตัว “Cocoon – Blooming Thai Kindness” ตอกย้ำการเป็นมากกว่าศูนย์รวมสินค้า สู่พื้นที่แห่งความสุขในทุกวัน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/lotuss-launch-cocoon-blooming-thai-kindness/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 12:37:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Cocoon]]></category>
		<category><![CDATA[Cocoon – Blooming Thai Kindness]]></category>
		<category><![CDATA[CP AXTRA]]></category>
		<category><![CDATA[fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Home & Living]]></category>
		<category><![CDATA[Lifestyle Platform]]></category>
		<category><![CDATA[Lotus's]]></category>
		<category><![CDATA[Lotuss x cocoon]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[ครูปาน - สมนึก คลังนอก]]></category>
		<category><![CDATA[ค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[วรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[โลตัส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41227</guid>

					<description><![CDATA[<p>โลตัส (Lotus’s) ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เดินเกมรุกด้าน  แบรนดิ้งและประสบการณ์ลูกค้า ตอกย้ำบทบาทผู้นำค้าปลีกไทย ผ่านการเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ &#8216;Cocoon – Blooming Thai Kindness&#8217; ความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์กับศิลปินไทยชื่อดัง ครูปาน-สมนึก คลังนอก เพื่อนำศิลปะและอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาต่อยอดสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการยกระดับแบรนด์ค้าปลีกสู่ “Lifestyle Platform” ที่เชื่อมโยงผู้คน สินค้า และอารมณ์ความรู้สึกเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านการสร้างสรรค์สินค้าที่มี “Meaning” มากกว่าการใช้งาน คุณวรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานทรานฟอร์เมชั่น บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการสร้าง Customer Engagement ผ่านสินค้าที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ พร้อมทั้งสร้าง Emotional Connection ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนศิลปินไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคในระดับประเทศ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนทิศทางการตลาดยุคใหม่ของ Lotus’s ที่มุ่ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/lotuss-launch-cocoon-blooming-thai-kindness/">โลตัส ดันค้าปลีกสู่ Lifestyle Platform เปิดตัว “Cocoon – Blooming Thai Kindness” ตอกย้ำการเป็นมากกว่าศูนย์รวมสินค้า สู่พื้นที่แห่งความสุขในทุกวัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โลตัส (</strong><strong>Lotus’s)</strong> ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เดินเกมรุกด้าน  แบรนดิ้งและประสบการณ์ลูกค้า ตอกย้ำบทบาทผู้นำค้าปลีกไทย ผ่านการเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ<strong> &#8216;Cocoon – Blooming Thai Kindness&#8217;</strong> ความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์กับศิลปินไทยชื่อดัง <strong>ครูปาน-สมนึก คลังนอก เ</strong>พื่อนำศิลปะและอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาต่อยอดสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง</p>
<p><span id="more-41227"></span></p>
<p>การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการยกระดับแบรนด์ค้าปลีกสู่ “Lifestyle Platform” ที่เชื่อมโยงผู้คน สินค้า และอารมณ์ความรู้สึกเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านการสร้างสรรค์สินค้าที่มี “Meaning” มากกว่าการใช้งาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41228 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Lotus1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณวรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานทรานฟอร์เมชั่น บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการสร้าง Customer Engagement ผ่านสินค้าที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ พร้อมทั้งสร้าง Emotional Connection ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนศิลปินไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคในระดับประเทศ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนทิศทางการตลาดยุคใหม่ของ Lotus’s ที่มุ่ง “Co-create Value” ร่วมกับพาร์ตเนอร์ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อต่อยอด Soft Power ไทย สู่สินค้าเชิงพาณิชย์ที่สามารถสร้างทั้ง Brand Love และ Business Impact ไปพร้อมกัน”</p>
<p>ด้าน <strong>ครูปาน-</strong><strong>สมนึก คลังนอก</strong> กล่าวถึงคอลเลกชันนี้ว่า หัวใจของคอลเลกชันนี้อยู่ที่ ‘<strong>Cocoon’</strong> คาแรกเตอร์ที่ผูกพันและเป็นตัวแทนของงานศิลปะของผมมาโดยตลอด ครั้งนี้ผมอยากตีความ Cocoon ใหม่ภายใต้แนวคิด ‘Blooming Thai Kindness’ เพื่อถ่ายทอดความอ่อนโยน ความจริงใจ และน้ำใจแบบไทยที่เราสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน เหมือนดอกไม้ที่ค่อยๆ เบ่งบานอย่างเรียบง่าย แต่มีความหมายลึกซึ้ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41231 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Lotus4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;แนวคิดนี้ก็สอดคล้องกับสิ่งที่ Lotus’s มุ่งมั่นในการส่งมอบ ‘A Little Delight Everyday’ ให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ในมุมของการออกแบบ ตั้งใจให้คอลเลกชันนี้เป็นมากกว่างานศิลปะที่มองเห็น แต่เป็นสิ่งที่คนสามารถใช้และรู้สึกได้ในทุกวัน เราจึงพัฒนาผลงานออกมาอย่างหลากหลาย ทุกชิ้นถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานจริง ควบคู่ไปกับคุณค่าทางความรู้สึก เพื่อให้ทุกครั้งที่หยิบมาใช้ เกิดเป็นความสุขเล็กๆ ที่เติมเต็มในแต่ละวัน&#8221;</em></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ Lotus’s ในการเป็นมากกว่าศูนย์รวมสินค้า แต่เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและความสุขในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างแท้จริง โดยคอลเลกชัน <strong>Cocoon – Blooming Thai Kindness</strong> ได้รับการออกแบบอย่างครอบคลุมทั้งกลุ่ม Fashion และ Home &amp; Living ภายใต้แบรนด์ MeStyle และ Momento ตั้งแต่เสื้อผ้าและแอคเซสเซอรี่ อาทิ กระเป๋า ร่ม รองเท้าแตะ ไปจนถึงชุดเครื่องนอน และหมอนอิง พร้อมวางจำหน่ายแล้วที่ Lotus’s ทุกสาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ <a href="https://www.lotuss.com/th" target="_blank" rel="noopener">https://www.lotuss.com/th</a> เพื่อให้ทุกคนได้เลือกสรรไอเท็มที่ใช่ เติมเต็มความสุขเล็กๆ ในแบบของตัวเองได้ในทุกวัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41230 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Lotus3.jpg" alt="" width="1200" height="829" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/lotuss-launch-cocoon-blooming-thai-kindness/">โลตัส ดันค้าปลีกสู่ Lifestyle Platform เปิดตัว “Cocoon – Blooming Thai Kindness” ตอกย้ำการเป็นมากกว่าศูนย์รวมสินค้า สู่พื้นที่แห่งความสุขในทุกวัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดอะมอลล์ ฝ่าวิกฤตผันผวนรอบด้าน กำลังซื้อซบ มุ่ง​ครีเอทอีเวนท์สร้างอิมแพ็ค​ นำร่อง &#8216;JOY LUCK LOVE CHINESE NEW YEAR 2026&#8217; ตั้งเป้า Chinese Festive  Destination</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/the-mall-group-strategy-to-growth-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Feb 2026 11:58:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[chinese new year]]></category>
		<category><![CDATA[Chinese New Year 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[JOY LUCK LOVE CHINESE NEW YEAR 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Lifestyle Destination]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเดอะมอลล์]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[ค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์]]></category>
		<category><![CDATA[มะเมียทะยานไกล ม้าไฟมหาเฮง]]></category>
		<category><![CDATA[วรลักษณ์ ตุลาภรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เดอะมอลล์]]></category>
		<category><![CDATA[เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลตรุษจีน]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็มควอเทียร์]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็มสเฟียร์]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็มโพเรียม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39943</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วยมุมมองภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่แน่นอน และผันผวนต่อเนื่อง ทำให้กลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มเดอะมอลล์จากนี้  จะเน้นไปที่การรักษาทราฟฟิกและกระตุ้นยอดขาย ด้วยการตลาดที่แม่นยำ ทั้งการตีโจทย์จากอินไซต์ลูกค้า รวมทั้งการครีเอทอีเวนท์ที่สร้างสรรค์และแม่นยำเพื่อและสร้างอิมแพ็คได้เพิ่มมากขึ้น คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหาร เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์, เอ็มควอเทียร์ เอ็มสเฟียร์ เอ็มโพเรียม และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ กล่าวว่า​ ปี 2026 นี้ ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย และไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัจจัยภายในประเทศทั้งเศรษฐกิจ และการเมือง ไปจนถึงพฤติกรรม​ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดเดาได้ยาก ประกอบกับกำลังซื้อโดยภาพรวมที่ลดลง ทำให้การทำธุรกิจในไตรมาสแรกค่อนข้างยากและเหนื่อยเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ในส่วนของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ​จะเน้นการเพิ่มทราฟฟิคหรือจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการ และการใช้เวลาภายในศูนย์ให้เพิ่มมากขึ้น ผ่านการทำความเข้าใจอินไซต์กลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างแม็กเน็ตในการดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ทั้งจากร้านค้าที่ได้รับความนิยม  หรือการจัดอีเวนท์ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและสร้างอิมแพ็คได้มากขึ้น รวมทั้งการมีโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ หนึ่งเทรนด์สำคัญของผู้บริโภคที่ช่วยขับเคลื่อนกำลังซื้อในธุรกิจค้าปลีกได้ดี ได้แก่ เทรนด์ด้านสุขภาพ ​(Health &#38; Longevity) ​ทำให้ผู้บริโภคให้ความสนใจในการดูแลตัวเอง การออกกำลังกาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/the-mall-group-strategy-to-growth-2026/">เดอะมอลล์ ฝ่าวิกฤตผันผวนรอบด้าน กำลังซื้อซบ มุ่ง​ครีเอทอีเวนท์สร้างอิมแพ็ค​ นำร่อง &#8216;JOY LUCK LOVE CHINESE NEW YEAR 2026&#8217; ตั้งเป้า Chinese Festive  Destination</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยมุมมองภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่แน่นอน และผันผวนต่อเนื่อง ทำให้กลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มเดอะมอลล์จากนี้  จะเน้นไปที่การรักษาทราฟฟิกและกระตุ้นยอดขาย ด้วยการตลาดที่แม่นยำ ทั้งการตีโจทย์จากอินไซต์ลูกค้า รวมทั้งการครีเอทอีเวนท์ที่สร้างสรรค์และแม่นยำเพื่อและสร้างอิมแพ็คได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><span id="more-39943"></span></p>
<p><strong>คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหาร เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์, เอ็มควอเทียร์ เอ็มสเฟียร์ เอ็มโพเรียม และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ กล่าวว่า​ ปี 2026 นี้ ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย และไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัจจัยภายในประเทศทั้งเศรษฐกิจ และการเมือง ไปจนถึงพฤติกรรม​ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดเดาได้ยาก ประกอบกับกำลังซื้อโดยภาพรวมที่ลดลง ทำให้การทำธุรกิจในไตรมาสแรกค่อนข้างยากและเหนื่อยเพิ่มมากขึ้น</p>
<p>ขณะที่ในส่วนของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ​จะเน้นการเพิ่มทราฟฟิคหรือจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการ และการใช้เวลาภายในศูนย์ให้เพิ่มมากขึ้น ผ่านการทำความเข้าใจอินไซต์กลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างแม็กเน็ตในการดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ทั้งจากร้านค้าที่ได้รับความนิยม  หรือการจัดอีเวนท์ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและสร้างอิมแพ็คได้มากขึ้น รวมทั้งการมีโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39930 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ หนึ่งเทรนด์สำคัญของผู้บริโภคที่ช่วยขับเคลื่อนกำลังซื้อในธุรกิจค้าปลีกได้ดี ได้แก่ เทรนด์ด้านสุขภาพ ​(Health &amp; Longevity) ​ทำให้ผู้บริโภคให้ความสนใจในการดูแลตัวเอง การออกกำลังกาย ​​เพื่อตอบโจทย์การมีสุขภาพที่ดีและมีชีวิตที่ยืนยาว ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มกีฬา ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์ออกกำลังกาย สมาร์ทวอช  ไปจนถึงร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ยังคงเติบโต​ ​และส่งผลต่อการคัดเลือกร้านค้าหรือแบรนด์เพื่อสามารถตอบโจทย์อินไซต์ผู้บริโภคได้ตรงจุด</p>
<p>ขณะที่แนวทางในการจัดอีเวนท์ของกลุ่มเดอะมอลล์ในปีนี้ จะเน้นรูปแบบกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น ทั้งการผนึกกำลังกับพันธมิตร รวมทั้งการให้ความสำคัญกับ Story หรือเรื่องราวในการขับเคลื่อนแคมเปญ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อตอกย้ำการเป็น Lifestyle Destination ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างโมเมนต์ ทั้งความตื่นเต้น ความประทับใจ สัมผัสได้ถึงความผูกพัน การเป็น​สถานที่ที่มีความคุ้นเคย เต็มไปด้วยความรัก และสร้างความสุขให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการได้เสมอ ​โดย​จำนวนอีเวนท์ที่มีอาจจะไม่ได้เพิ่มมากขึ้น แต่ให้ความสำคัญกับคอนเซ็ปต์ การสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย และการสร้างผลลัพธ์​ได้อย่างมีกลยุทธ์ เพื่อ​รับมือกับภาวะกำลังซื้อหดตัวซึ่งถือ​เป็นปัจจัยสำคัญที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39934 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/9.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;โดยอีเวนท์สำคัญของกลุ่มเดอะมอลล์ในช่วงไตรมาสแรกนี้ คือ กิจกรรมในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งถือเป็นเทศกาลสำคัญของกลุ่มครอบครัว ซึ่งเป็นทาร์เก็ต​สำคัญของกลุ่มเดอะมอลล์ และเป็นหนึ่งอีเวนท์สำคัญช่วงเฉลิมฉลองในเทศกาลสำคัญเช่นเดียวกับช่วงปีใหม่ โดยในปีนี้จัดขึ้นระหว่าง 30 มกราคม &#8211; 4 มีนาคม 2569 ภายใต้คอนเซ็ปต์  &#8216;<strong>JOY LUCK LOVE CHINESE NEW YEAR 2026 : มะเมียทะยานไกล ม้าไฟมหาเฮง</strong>&#8216; เพื่อสร้างโมเมนต์ความอบอุ่นระหว่างครอบครัว ช่วงเวลาในการพบปะญาติมิตร การเตรียมของไหว้ รับประทานอาหารร่วมกัน ใช้ชีวิต ท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองร่วมกัน โดยมีศูนย์การค้าของกลุ่มเดอะมอลล์ เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว พร้อมสินค้าไหว้ และอาหารมงคล รวมทั้ง​กิจกรรมที่ครบถ้วน สำหรับรองรับช่วงเทศกาล โดยชูความโดดเด่นและผสมผสานทั้งวัฒนธรรม ความเชื่อ การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ​ ซึ่งนอกจากกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศแล้ว ยังยกระดับการจัดอีเวนท์เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่เดินทางเฉลิมฉลองในช่วงเวลาดังกล่าว โดยตั้งเป้าเป็น <strong>Chinese Festive Destination</strong>ที่สามารถมอบประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนได้อย่างครบถ้วนและมีความหมายทั้งวัฒนธรรม ความเชื่อ และการท่องเที่ยว เพื่อให้เทศกาลตรุษจีนเป็นมากกว่าเทศกาลการค้า แต่เป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวกลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน โดย​คาดว่าจะช่วยเพิ่มคนเข้ามาใช้บริการได้ไม่ต่ำกว่า 15%​&#8221;</em> คุณวรลักษณ์​ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39935 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/13.jpg" alt="" width="1200" height="563" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/the-mall-group-strategy-to-growth-2026/">เดอะมอลล์ ฝ่าวิกฤตผันผวนรอบด้าน กำลังซื้อซบ มุ่ง​ครีเอทอีเวนท์สร้างอิมแพ็ค​ นำร่อง &#8216;JOY LUCK LOVE CHINESE NEW YEAR 2026&#8217; ตั้งเป้า Chinese Festive  Destination</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครั้งแรกในโลกดิวตี้ฟรี &#8211; King Power จับมือ Avolta ผนึกกำลังปลดล็อกสิทธิประโยชน์สมาชิกแบบไร้พรมแดน  ปักหมุดกลยุทธ์หลัก ‘Customer Centricity’ สร้างมาตรฐานใหม่ เขย่าวงการค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/king-power-avolta-strategic-partnership/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Nov 2025 14:03:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Avolta]]></category>
		<category><![CDATA[Club Avolta]]></category>
		<category><![CDATA[Customer Centricity]]></category>
		<category><![CDATA[Customer Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Customer Journey]]></category>
		<category><![CDATA[Duty Free]]></category>
		<category><![CDATA[King Power]]></category>
		<category><![CDATA[Loyalty Programme]]></category>
		<category><![CDATA[POWER PASS]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[Strategic Partnership]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[คิง เพาเวอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดิวตี้ฟรี]]></category>
		<category><![CDATA[อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37744</guid>

					<description><![CDATA[<p>2 ยักษ์ใหญ่ดิวตี้ฟรี &#8211; คิง เพาเวอร์ ผู้นำธุรกิจค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยวของไทย และ Avolta ผู้นำธุรกิจค้าปลีกเพื่อการเดินทางและร้านอาหารระดับสากล ที่มีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 70 ประเทศ และมีฐานสมาชิกกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับ Loyalty Programme ของทั้งสององค์กร ให้เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ระหว่างกันแบบไร้พรมแดน มอบประสบการณ์และสิทธิพิเศษเหนือระดับให้กับลูกค้า นับเป็นบทพิสูจน์ของ “พลังแห่งความเป็นไปได้” (The Power of Possibilities) ที่เปลี่ยนขีดจำกัดเป็นโอกาสเพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนร่วมกัน ด้วยกลยุทธ์หลัก ‘Customer Centricity’ ความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้สมาชิกของทั้งสององค์กรได้รับประโยชน์บน Loyalty Programme ร่วมกัน โดยสมาชิก POWER PASS ของ คิง เพาเวอร์ ที่สมัครเข้าร่วม Club Avolta จะได้รับสิทธิประโยชน์ระดับ Platinum นาน 1 ปี พร้อมส่วนลดพิเศษ ในร้านค้าดิวตี้ฟรี โรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/king-power-avolta-strategic-partnership/">ครั้งแรกในโลกดิวตี้ฟรี &#8211; King Power จับมือ Avolta ผนึกกำลังปลดล็อกสิทธิประโยชน์สมาชิกแบบไร้พรมแดน  ปักหมุดกลยุทธ์หลัก ‘Customer Centricity’ สร้างมาตรฐานใหม่ เขย่าวงการค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>2 </strong><strong>ยักษ์ใหญ่ดิวตี้ฟรี </strong><strong>&#8211; </strong><strong>คิง เพาเวอร์ </strong>ผู้นำธุรกิจค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยวของไทย และ <strong>Avolta</strong> ผู้นำธุรกิจค้าปลีกเพื่อการเดินทางและร้านอาหารระดับสากล ที่มีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 70 ประเทศ และมีฐานสมาชิกกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับ <strong>Loyalty Programme</strong> ของทั้งสององค์กร</p>
<p><span id="more-37744"></span></p>
<p>ให้เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ระหว่างกันแบบไร้พรมแดน มอบประสบการณ์และสิทธิพิเศษเหนือระดับให้กับลูกค้า นับเป็นบทพิสูจน์ของ <strong>“พลังแห่งความเป็นไปได้” </strong><strong>(The Power of Possibilities)</strong> ที่เปลี่ยนขีดจำกัดเป็นโอกาสเพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนร่วมกัน ด้วยกลยุทธ์หลัก <strong>‘</strong><strong>Customer Centricity</strong><strong>’ </strong></p>
<p>ความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้สมาชิกของทั้งสององค์กรได้รับประโยชน์บน <strong>Loyalty Programme</strong> ร่วมกัน โดยสมาชิก <strong>POWER PASS</strong> ของ <strong>คิง เพาเวอร์</strong> ที่สมัครเข้าร่วม <strong>Club Avolta</strong> จะได้รับสิทธิประโยชน์ระดับ Platinum นาน 1 ปี <strong>พร้อมส่วนลดพิเศษ ในร้านค้าดิวตี้ฟรี โรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน และบริการเช่ารถในเครือ </strong><strong>Avolta </strong><strong>ทั่วโลก </strong></p>
<p><strong>ขณะเดียวกัน สมาชิก </strong><strong>Club Avolta </strong><strong>ที่สมัครสมาชิก </strong><strong>POWER PASS </strong><strong>จะสามารถเข้าถึงเอกสิทธิ์ในร้านค้าดิวตี้ฟรีแบบเอกซ์คลูซิฟของ คิง เพาเวอร์ ตลอดจนส่วนลดร้านอาหาร โรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์ครบวงจรในเครือ คิง เพาเวอร์ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มให้การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและน่าจดจำอย่างยิ่ง</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37746 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/KP2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์</strong> เปิดเผยว่า “ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมดิวตี้ฟรี ที่คู่แข่งเลือกจะจับมือกันแทนการแข่งขัน เพื่อสร้างเครือข่ายสิทธิประโยชน์สมาชิกแบบไร้พรมแดนให้กับลูกค้า โดยมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันเพียงหนึ่งเดียว คือ <strong>‘</strong><strong>Customer Centricity</strong><strong>’</strong> เพื่อยกระดับ <strong>Customer Experience</strong> และ <strong>Customer Journey</strong> ผ่านการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อต่อยอดไปสู่ความร่วมมือและนวัตกรรมอีกมากมายในอนาคต”</p>
<p><strong>คิง เพาเวอร์</strong> และ <strong>Avolta</strong> ไม่เพียงมุ่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่นักเดินทาง แต่ยังร่วมกันพลิกโฉมอุตสาหกรรมค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับ Travel Retail ทั่วโลก พร้อมเตรียมพบกับความร่วมมือในเฟสถัดไป เพื่อประโยชน์สูงสุดของสมาชิกทั้งสององค์กรในอนาคตอันใกล้นี้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/king-power-avolta-strategic-partnership/">ครั้งแรกในโลกดิวตี้ฟรี &#8211; King Power จับมือ Avolta ผนึกกำลังปลดล็อกสิทธิประโยชน์สมาชิกแบบไร้พรมแดน  ปักหมุดกลยุทธ์หลัก ‘Customer Centricity’ สร้างมาตรฐานใหม่ เขย่าวงการค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เซ็นทรัล รีเทล&#8217; สร้างโมเดล &#8216;Retail and Wholesale For All&#8217; ผสานปรัชญา &#8216;CRC Care&#8217; ​ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/crc-care-drives-crc-to-retail-and-wholesale-for-all/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Oct 2025 08:53:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Central Retail]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[CRC]]></category>
		<category><![CDATA[CRC Care]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[ReNEW]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[Retail and Wholesale For All]]></category>
		<category><![CDATA[ค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[ค้าส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สุทธิสาร จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล รีเทล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37202</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วย Ecosystem ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งทั้งในไทยและต่างประเทศ ทำให้ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC สามารถสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกได้ในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อม​การประกาศ​เจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการเป็น &#8216;Retail and Wholesale For All&#8217; ที่มุ่งมั่นสร้างการเติบโตอย่างมีคุณค่า ตามหลักปรัชญา CRC Care ​ที่ไม่ใช่เพียงการโฟกัส​ตัวเลขยอดขายหรือกำไรเท่านั้น แต่คือ การเปิดโอกาสให้คู่ค้า ลูกค้า หรือชุมชน และทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน พร้อมสร้างแรงกระเพื่อมเพื่อยกระดับ​ทุกภาคส่วนไปสู่ความยั่งยืนร่วมกัน คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า เซ็นทรัล รีเทล ไม่เพียงให้ความสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจ แต่ยังมีจุดยืนและเจตนารมณ์ที่ชัดเจน ในการเป็น &#8216;Retail and Wholesale For All&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/crc-care-drives-crc-to-retail-and-wholesale-for-all/">&#8216;เซ็นทรัล รีเทล&#8217; สร้างโมเดล &#8216;Retail and Wholesale For All&#8217; ผสานปรัชญา &#8216;CRC Care&#8217; ​ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วย Ecosystem ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งทั้งในไทยและต่างประเทศ ทำให้ <strong>บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ<strong> CRC</strong> สามารถสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกได้ในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>
<p><span id="more-37202"></span></p>
<p>พร้อม​การประกาศ​เจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการเป็น <strong>&#8216;Retail and Wholesale For All&#8217;</strong> ที่มุ่งมั่นสร้างการเติบโตอย่างมีคุณค่า ตามหลักปรัชญา <strong>CRC Care </strong>​ที่ไม่ใช่เพียงการโฟกัส​ตัวเลขยอดขายหรือกำไรเท่านั้น แต่คือ การเปิดโอกาสให้คู่ค้า ลูกค้า หรือชุมชน และทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน พร้อมสร้างแรงกระเพื่อมเพื่อยกระดับ​ทุกภาคส่วนไปสู่ความยั่งยืนร่วมกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37254 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/01-Quote-Retail-and-Wholesale-For-All-TH.jpg" alt="" width="1200" height="960" /></p>
<p><strong>คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>CRC</strong> กล่าวว่า เซ็นทรัล รีเทล ไม่เพียงให้ความสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจ แต่ยังมีจุดยืนและเจตนารมณ์ที่ชัดเจน ในการเป็น &#8216;<strong>Retail and Wholesale For All&#8217; </strong>เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ทุกภาคส่วนได้เติบโตไปพร้อมกัน โดยการผสานปรัชญาการดำเนินธุรกิจ <strong>CRC Care</strong> ทั้ง 7 มิติ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของทุกแผนงาน เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว และสามารถสร้าง​ผลกระทบเชิงบวกผ่าน​การดำเนินธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ได้ทั้ง Ecosystem อย่างเป็นรูปธรรม ​ประกอบ​ด้วย​</p>
<p><strong>&#8211; <u>Care for Governance</u></strong> ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส และมีธรรมาภิบาล</p>
<p><strong>&#8211; <u>Care for the Customer</u></strong> ยึดลูกค้าเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจ</p>
<p><strong>&#8211; <u>Care for Partner</u></strong> ร่วมสร้างการเติบโตแบบ<strong> Inclusive Growth</strong> กับคู่ค้า</p>
<p><strong>&#8211; <u>Care for the Economy</u></strong> ยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างความเจริญทั่วประเท</p>
<p><strong>&#8211; <u>Care for the People</u></strong> สร้างที่ทำงานให้เป็น <strong>A Great Place to Work</strong></p>
<p><strong>&#8211; <u>Care for the Community</u> </strong>ยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม</p>
<p><strong>&#8211; <u>Care for the Environment</u></strong> เดินหน้ากลยุทธ์ <strong>ReNEW</strong> สู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37257 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/02-CRC_Infographic-Retail-and-Wholesale-For-AllTH.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>​ทั้งนี้ การขับเคลื่อน​ปรัชญา <strong>CRC Care</strong> ​​ส่งผลให้เกิดผลกระทบเชิงบวกผ่าน​การดำเนินธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ได้ทั้ง Ecosystem อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ คู่ค้าของเซ็นทรัล รีเทล 100% ลงนามรับนโยบาย ESG, มีการจ้างงานผู้พิการและผู้สูงอายุมากกว่า 500 คน, สร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชนรวมกว่า 814 ล้านบาท เป็นต้น</p>
<p>​เซ็นทรัล รีเทล ยังได้เดินหน้า​ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กรอบ ESG อย่างต่อเนื่อง โดยมีการขับเคลื่อน​​​โครงการสำคัญ ​เช่น</p>
<p><strong>1. โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาศูนย์การค้า อาคาร และคลังสินค้ากว่า </strong><strong>160 </strong><strong>แห่ง </strong>ในประเทศไทย เช่น คลังสินค้าไทวัสดุ, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์, ท็อปส์, โก โฮลเซลล์ และประเทศเวียดนามที่ซูเปอร์มาร์เก็ต มินิ โก! (go!) ลานชี มาร์ท ไฮเปอร์มาร์เก็ต และเหงียนคิม ซึ่งช่วยทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ถึง 16% ของพลังงานทั้งหมด ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 86,612 ตัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37259 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/04-ติดตั้งโซลาร์เซลล์.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>2. โครงการโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ (</strong><strong>Innovative Solar LED Street Light) </strong>โดยโรบินสันไลฟ์สไตล์ ได้มีการติดตั้งครบทั้ง 26 สาขาทั่วประเทศ ช่วยลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล ประหยัดค่าไฟ และช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 200 ตัน หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ 60,000 ต้น</p>
<p><strong>3. โครงการตู้เย็นประหยัดพลังงาน </strong>โดยโก โฮลเซลล์ และกลุ่มธุรกิจเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล นำตู้เย็นประหยัดพลังงานและสารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า 2,163 ตู้ มาใช้ใน 246 สาขา ช่วยลดการใช้พลังงานกว่า 17,485 เมกะวัตต์ชั่วโมง เทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 8,741 ตัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37260 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/07-โครงการตู้เย็นประหยัดพลังงาน.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>4. โครงการ </strong><strong>Love the Earth Zero Waste – </strong><strong>รักโลกต้องเริ่มเลย </strong>เซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัล ในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้ร่วมกันลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด และมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่ ‘ลด’ ตั้งแต่เลือก ‘แยก’ ขยะที่ต้นทาง –และ ‘จัดการ’ อย่างถูกวิธี โดยสามารถลดการสร้างขยะอาหารได้ถึง 568 ตัน และรีไซเคิลขยะได้มากถึง 19% พร้อมทั้งมีการจัดอบรมการจัดการขยะให้แก่พนักงานมากถึง 10,110 คน</p>
<p><strong>5. โครงการ </strong><strong>FAST Supplier Chatbot </strong> พัฒนาแชทบอต ‘น้องฟ้าใส’ ผู้ช่วยสำหรับซัพพลายเออร์และคู่ค้า ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ข้อมูลและตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินให้คู่ค้า รองรับคู่ค้ามากกว่า 10,000 ราย ถูกใช้งานเฉลี่ย 500 ครั้งต่อเดือน และลดระยะเวลาการตอบกลับจากประมาณ 1 วัน เหลือเพียง 1 นาที อีกทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกแก่ซัพพลายเออร์ได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะเป็นช่องทางแบบ Self-service ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน (24/7)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37261 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/12-ศูนย์การเรียนรู้พัฒนาผลิตภัณฑ์การเกษตร.jpg" alt="" width="1200" height="1123" /></p>
<p><strong>6. โครงการศูนย์การเรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ</strong> เซ็นทรัล รีเทล เปลี่ยนพื้นที่เกษตรเสื่อมโทรมกว่า 5,000 ไร่ ให้เป็นโมเดลของพื้นที่เกษตรยั่งยืน โดยมีการปลูกอะโวคาโดและผลไม้ที่มีมูลค่าสูงภายในระบบวนเกษตร โดยผลผลิตจะถูกจำหน่ายที่ท็อปส์ และจริงใจ Farmers’ Market พร้อมพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนของชุมชน โดยในปี 2567 โครงการนี้สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 41 ล้านบาท และดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 10,000 รายต่อปี</p>
<p><strong>7. โครงการชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่</strong> เซ็นทรัล รีเทล ร่วมส่งเสริมชุมชนในการเพาะปลูกผลผลิตอินทรีย์ที่มีคุณภาพ พร้อมสนับสนุนด้านการสร้างแบรนด์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และช่องทางการจัดจำหน่ายที่ท็อปส์ และจริงใจ Farmers’ Market รวมถึงจัดตั้ง ‘วิสาหกิจชุมชนแม่ทา ออร์แกนิก’ เพื่อรองรับกิจกรรมด้านเกษตรแบบยั่งยืนและการท่องเที่ยววิถีชุมชน โดยในปี 2567 โครงการนี้สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 14 ล้านบาท มีชุมชนเข้าร่วมมากกว่า 130 ครัวเรือน และมีผู้สนใจเข้าอบรมและดูงานในชุมชนแม่ทากว่า 800 คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37262 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/15-โครงการชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา.jpg" alt="" width="1200" height="802" /></p>
<p><strong>8. โครงการศูนย์การเรียนรู้ทอผ้าย้อมครามและสีธรรมชาติบ้านกุดจิก อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร</strong> เซ็นทรัล รีเทล สานต่อภูมิปัญญาพื้นถิ่นด้านการย้อมผ้าด้วยคราม ผสมผสานการออกแบบให้ทันสมัย พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนลดการใช้สีย้อมสังเคราะห์ ผ่านโครงการป่าให้สี บนพื้นที่ 18 ไร่ ที่เน้นปลูกพืชชนิดต่างๆ ที่ให้สีตามธรรมชาติ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยในปี 2567 โครงการนี้สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนรวม 3.6 ล้านบาท มีจำนวนสมาชิกในวิสาหกิจทอผ้า 61 ครัวเรือน และมีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมกว่า 3,000 คนต่อปี สร้างรายได้เพิ่มเติมจากการท่องเที่ยวอีก 6.8 ล้านบาท</p>
<p><em>“ในโลกธุรกิจที่มีความท้าทายมากมาย การเติบโตที่ดูเพียงตัวเลขยอดขายและกำไรอาจไม่ใช่เป้าหมายหลักขององค์กรอีกต่อไป แต่สิ่งสำคัญคือการออกแบบอนาคตที่ตอบโจทย์ทั้งลูกค้า สังคม และโลกใบนี้ไปพร้อมกัน ซึ่งเราเชื่อว่า การเติบโตที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่กลยุทธ์ ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติ สร้างคุณค่าได้ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง ที่ทุกคนสามารถเติบโตไปพร้อมกับเซ็นทรัล รีเทล ภายใต้จุดยืน Retail and Wholesale For All ได้อย่างแท้จริง” </em>คุณสุทธิสาร กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/crc-care-drives-crc-to-retail-and-wholesale-for-all/">&#8216;เซ็นทรัล รีเทล&#8217; สร้างโมเดล &#8216;Retail and Wholesale For All&#8217; ผสานปรัชญา &#8216;CRC Care&#8217; ​ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>BJC Glass และ Big C สนับสนุนกระบวนการรีไซเคิล ชวนร่วมโครงการ &#8216;ขวดแก้วแลกพอยต์&#8217; 1 ขวดมีค่า = 1 บิ๊กพอยต์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/05/bjc-glass-hands-big-c-drive-turns-glass-to-points/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 May 2025 05:55:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Big C]]></category>
		<category><![CDATA[BJC Glass]]></category>
		<category><![CDATA[circular]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[EPR]]></category>
		<category><![CDATA[extended producer responsibility]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[Upcycle]]></category>
		<category><![CDATA[ขวดแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[ขวดแก้วแลกพอยต์]]></category>
		<category><![CDATA[ค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บิ๊กซี]]></category>
		<category><![CDATA[บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[บิ๊กพอยต์]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[อัพไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บกลับบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[แยกขยะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=33280</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์แก้ว หรือ BJC Glass และ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี ขอเชิญชวนร่วมโครงการ &#8216;ขวดแก้วแลกพอยต์&#8217; ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วที่ใช้แล้ว และส่งเสริมการจัดการบรรจุภัณฑ์ให้เป็นไปตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) ซึ่ง BJC Glass ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตหลักสำคัญของบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วรายสำคัญของประเทศด้วยเช่นกัน โดยสามารถเข้าร่วมโครงการได้จนถึง 31 ธันวาคม 2568 โครงการ ขวดแก้วแลกพอยต์ ส่งเสริมการนำขวดแก้วที่ใช้แล้ว มาแลกรับ บิ๊กพอยต์ ซึ่งเป็นระบบการสะสมคะแนนสำหรับลูกค้าสมาชิกบิ๊กซีเท่านั้น โดยขวดแก้ว 1 ขวด มีค่า = 1 บิ๊กพอยต์ ซึ่งจะได้รับพอยต์ ภายใน 14 วันทำการ นับจากวันที่ลูกค้าร่วมกิจกรรม และคะแนนพิเศษจะมีอายุ 60 วัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/bjc-glass-hands-big-c-drive-turns-glass-to-points/">BJC Glass และ Big C สนับสนุนกระบวนการรีไซเคิล ชวนร่วมโครงการ &#8216;ขวดแก้วแลกพอยต์&#8217; 1 ขวดมีค่า = 1 บิ๊กพอยต์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน) </strong>ผู้ดำเนินธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์แก้ว หรือ <strong>BJC Glass</strong> และ<strong> บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) </strong>ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี ขอเชิญชวนร่วมโครงการ &#8216;<strong>ขวดแก้วแลกพอยต์&#8217; </strong>ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2</p>
<p><span id="more-33280"></span></p>
<p>เพื่อส่งเสริมการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วที่ใช้แล้ว และส่งเสริมการจัดการบรรจุภัณฑ์ให้เป็นไปตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ <strong>Extended Producer Responsibility (</strong><strong>EPR)</strong> ซึ่ง BJC Glass ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตหลักสำคัญของบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วรายสำคัญของประเทศด้วยเช่นกัน โดยสามารถเข้าร่วมโครงการได้จนถึง 31 ธันวาคม 2568</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33281 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/ขวดแก้วแลกพอยต์_01-Re.jpg" alt="" width="1200" height="901" /></p>
<p>โครงการ <strong>ขวดแก้วแลกพอยต์</strong> ส่งเสริมการนำขวดแก้วที่ใช้แล้ว มาแลกรับ บิ๊กพอยต์ ซึ่งเป็นระบบการสะสมคะแนนสำหรับลูกค้าสมาชิกบิ๊กซีเท่านั้น <em><strong>โดยขวดแก้ว 1 ขวด มีค่า = 1 บิ๊กพอยต์ ซึ่งจะได้รับพอยต์ ภายใน 14 วันทำการ นับจากวันที่ลูกค้าร่วมกิจกรรม และคะแนนพิเศษจะมีอายุ 60 วัน นับจากวันที่ได้รับคะแนน จำกัดการแลกสูงสุด 1 สมาชิก/ 40 ขวด/ วัน</strong></em></p>
<p>สำหรับ <strong>ผู้ที่สนใจสามารถนำขวดมาแลกบิ๊กพอยต์ได้ที่จุดบริการลูกค้าบิ๊กซี 8 สาขา ประกอบด้วย สาขาสะพานควาย, สาขาบางนา, สาขาลาดพร้าว 2, สาขาแจ้งวัฒนะ 1, สาขาบางพลี, สาขาพระราม 2, สาขาเพชรเกษม 1, บิ๊กซีมินิ สาขา BJC (สำนักงานใหญ่)</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33282 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Re-FB-Page-ขวดแก้วแลกพอยต์ปี2-01.jpg" alt="" width="800" height="800" /></p>
<p>สำหรับขวดแก้วทุกขวดจากโครงการจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจากวัสดุที่ใช้แล้วมาสร้างคุณค่าเพื่อใช้ประโยชน์ต่อได้ (Upcycling) จัดทำเป็นโต๊ะม้านั่งบริจาคให้สาธารณะต่อไป โดยขวดแก้ว สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ และรีไซเคิลได้ 100% โดยไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ ทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่มีสารเคมีปนเปื้อนหรือเจือปนในผลิตภัณฑ์ที่บรรจุ ถือเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>​โครงการขวดแก้วแลกพอยต์ ตั้งเป้าหมายเก็บกลับขวดแก้วให้ได้ ไม่ต่ำกว่า​ 6 ตัน และถือเป็นโครงการนำร่องให้ทุกคนหันมาสนใจการคัดแยกขยะ โดยเฉพาะขยะรีไซเคิลมากขึ้น และหันมาเลือกใช้บรรจุภัณฑ์แก้วที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมรักษ์โลกอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/bjc-glass-hands-big-c-drive-turns-glass-to-points/">BJC Glass และ Big C สนับสนุนกระบวนการรีไซเคิล ชวนร่วมโครงการ &#8216;ขวดแก้วแลกพอยต์&#8217; 1 ขวดมีค่า = 1 บิ๊กพอยต์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;มีมากจนจำไม่ได้&#8217; กลุ่มเซ็นทรัล จับมือ หอการค้า แก้ Painpoint &#8216;ฉลากสินค้ารักษ์โลก&#8217; ผ่านโครงการ &#8216;ฮักโลก&#8217; (Hug The Earth) พร้อมร่วมกระตุ้นตลาดสินค้า Eco-product ทั้งจากฟากผู้ผลิตและฟากผู้บริโภค</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/01/tcc-hands-central-group-drive-hug-the-earth-project/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 31 Jan 2025 09:46:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[BCG]]></category>
		<category><![CDATA[Centara]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[Central Pattana]]></category>
		<category><![CDATA[Central Retail]]></category>
		<category><![CDATA[CMG]]></category>
		<category><![CDATA[CPN]]></category>
		<category><![CDATA[CRC]]></category>
		<category><![CDATA[CRC ReNEW]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-friendly Label]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly Materials]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly Product]]></category>
		<category><![CDATA[Navigate Environmental Responsibility]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Reduce Greenhouse Gas Emissions]]></category>
		<category><![CDATA[ReNEW Data Platform]]></category>
		<category><![CDATA[Responsible Sourcing]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Chamber of Commerce]]></category>
		<category><![CDATA[The Thai Chamber of Commerce and Board of Trade of Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Tops]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[ค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัดไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้ารักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[หอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ฮักโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล รีเทล]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31571</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากการเติบโตของกระแสรักษ์โลก ความกังวลต่อปัญหาสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเงื่อนไขและมาตรฐานการค้าต่างๆ ทำให้มีการนำเกณฑ์ชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นปัจจัย​ในการขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มผู้ผลิต โรงงาน แบรนด์สินค้า หรือหน่วยงานต่างๆ ​นำมาตรฐานเพื่อ​รับรองความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด เช่น การใช้ &#8216;ฉลากรักษ์โลก&#8217; มาสร้างความมั่นใจให้กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อได้เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีมาตรฐานการรับรอง Eco-friendly Product โดยเฉพาะ &#8216;ฉลากรักษ์โลก&#8217; ​ที่มีหลากหลายประเภท และหลากหลายมาตรฐานในการรับรอง ขณะที่การรับรู้ของผู้บริโภคต่อมาตรฐานต่างๆ ยังไม่ทั่วถึง ประกอบกับตำแหน่งการแสดงมาตรฐานบนสินค้า หรือบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้เด่นชัด หรือเป็นที่สังเกตุ ทำให้​ที่ผ่านมาอาจไม่สามารถสร้างการรับรู้หรือสร้างการจดจำได้ดีมากนัก นำมาสู่ความร่วมมือของสองผู้นำในภาคธุรกิจและค้าปลีกของประเทศไทยอย่าง &#8216;หอการค้าไทย&#8217; และ &#8216;กลุ่มเซ็นทรัล&#8217; นำร่องโดย เซ็นทรัล รีเทล (CRC) และกลุ่มธุรกิจในเครือ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายทั้งจากภาครัฐและเอกชน แบรนด์สินค้ากว่า 60 แบรนด์ ในการนำสินค้าต่างๆ ที่ได้รับการรับรองฉลากรักษ์โลกประเภทต่างๆ กว่า 3,000 รายการ ซึ่งถือเป็น Key Partners ของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อร่วมขับเคลื่อนโครงการ &#8216;ฮักโลก&#8217; (Hug The Earth) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/tcc-hands-central-group-drive-hug-the-earth-project/">&#8216;มีมากจนจำไม่ได้&#8217; กลุ่มเซ็นทรัล จับมือ หอการค้า แก้ Painpoint &#8216;ฉลากสินค้ารักษ์โลก&#8217; ผ่านโครงการ &#8216;ฮักโลก&#8217; (Hug The Earth) พร้อมร่วมกระตุ้นตลาดสินค้า Eco-product ทั้งจากฟากผู้ผลิตและฟากผู้บริโภค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากการเติบโตของกระแสรักษ์โลก ความกังวลต่อปัญหาสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเงื่อนไขและมาตรฐานการค้าต่างๆ ทำให้มีการนำเกณฑ์ชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นปัจจัย​ในการขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มผู้ผลิต โรงงาน แบรนด์สินค้า หรือหน่วยงานต่างๆ ​นำมาตรฐานเพื่อ​รับรองความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด เช่น การใช้ &#8216;ฉลากรักษ์โลก&#8217; มาสร้างความมั่นใจให้กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><span id="more-31571"></span></p>
<p>ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีมาตรฐานการรับรอง Eco-friendly Product โดยเฉพาะ &#8216;<strong>ฉลากรักษ์โลก&#8217;</strong> ​ที่มีหลากหลายประเภท และหลากหลายมาตรฐานในการรับรอง ขณะที่การรับรู้ของผู้บริโภคต่อมาตรฐานต่างๆ ยังไม่ทั่วถึง ประกอบกับตำแหน่งการแสดงมาตรฐานบนสินค้า หรือบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้เด่นชัด หรือเป็นที่สังเกตุ ทำให้​ที่ผ่านมาอาจไม่สามารถสร้างการรับรู้หรือสร้างการจดจำได้ดีมากนัก</p>
<p>นำมาสู่ความร่วมมือของสองผู้นำในภาคธุรกิจและค้าปลีกของประเทศไทยอย่าง<strong> &#8216;หอการค้าไทย&#8217;</strong> และ<strong> &#8216;กลุ่มเซ็นทรัล&#8217; </strong>นำร่องโดย <strong>เซ็นทรัล รีเทล</strong> (CRC) และกลุ่มธุรกิจในเครือ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายทั้งจากภาครัฐและเอกชน แบรนด์สินค้ากว่า 60 แบรนด์ ในการนำสินค้าต่างๆ ที่ได้รับการรับรองฉลากรักษ์โลกประเภทต่างๆ กว่า 3,000 รายการ ซึ่งถือเป็น Key Partners ของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อร่วมขับเคลื่อนโครงการ <strong>&#8216;ฮักโลก&#8217; (Hug The Earth) </strong>​พื้นที่​แสดงสินค้าที่รวบรวมและคัดสรรสินค้าต่างๆ ที่มีฉลากสิ่งแวดล้อมหรือฉลากรักษ์โลก​ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงและสังเกตุเห็นได้ง่ายยิ่งขึ้น​ และเพิ่มโอกาส​ในการสนับสนุนสินค้ารักษ์โลกได้​สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยมีสัญลักษณ์ <strong>&#8216;ฮักโลก&#8217;</strong> หรือ <strong>Hug The Earth</strong>​ ซึ่งเป็นรูปมือกำลังโอบกอดโลก สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจโลกอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31588 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/7-ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายร่วมเปิดโครงการฮั.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ กลุ่มเซ็นทรัล โดยเซ็นทรัล รีเทล ถือเป็นรีเทลรายแรกของประเทศไทย ที่เข้าร่วม​นำร่องโครงการ​ฮักโลกโดยจัดสรรพื้นที่จำหน่ายหรือแสดงสินค้าที่มีฉลากรักษ์โลกภายในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าในเครือ อาทิ ไทวัสดุ เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล โรบินสัน ท็อปส์ โกโฮลเซลล์ บีทูเอส ออฟฟิศเมท ซูเปอร์สปอร์ต ซีเอ็มจี เป็นต้น โดยมีแผน​เดินหน้าขยายผลผ่านเครือข่ายสมาชิกหอการค้า รวมทั้งเครือข่ายค้าปลีกทั่วประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนและกระตุ้นการซื้อสินค้ารักษ์โลก​ให้กลายเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานใหม่ของสังคมไทยในอนาคต</p>
<p><em><strong>โดยในช่วงคิกออฟโครงการได้มีการจัดโปรโมชั่นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นยอดขายสินค้ากลุ่มรักษ์โลก ผ่านการมอบส่วนลดพิเศษ รวมทั้งการแจกคะแนน The1 เพิ่มเติม สำหรับการซื้อสินค้ารักษ์โลกตามเงื่อนไข เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าและลดอีกหนึ่ง Painpoint สำคัญของผู้บริโภคที่มองว่าสินค้ารักษ์โลกจะต้องมีราคาแพงทำให้จับต้องได้ยาก</strong></em> เนื่องจาก สินค้าที่ได้รับฉลากด้านสิ่งแวดล้อมหลายรายการในปัจจุบันไม่ได้มีราคาที่แตกต่างไปจากสินค้าทั่วไปแบบมุมมองหรือทัศนคติแบบเดิมๆ ที่ลูกค้าเคยเข้าใจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31586 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/2-สนั่น-อังอุบลกุล.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสนั่น อังอุบลกุล </strong>ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด “<strong>Connect-Competitive-Sustainable”</strong>  โดยเฉพาะ​มิติ​ Sustainable เพื่อยกระดับมาตรฐานใหม่สำหรับผู้ประกอบการผ่านโมเดลเศรษฐกิจ <strong>B</strong>CG (Bio-Circular-Green Economy) ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมีเป้าหมาย​​เปลี่ยนผ่านสู่ <strong>ระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ (</strong><strong>Nature Positive Economy) </strong>ซึ่งการริเริ่มโครงการฮักโลก เป็นการขับเคลื่อนไปสู่จุดหมายที่วางไว้ ผ่านการกระตุ้นความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการถึงความสำคัญของสินค้ารักษ์โลก รวมทั้งเพิ่มความสะดวกสบายโดยให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมรักษ์โลกได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งช่วยเพิ่มการเลือกซื้อสินค้าฉลากรักษ์โลกอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31587 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/3-พิชัย-จิราธิวัฒน์_0.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหารกลุ่มเซ็นทรัล และ กรรมการและกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด </strong>กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงธุรกิจบริการ โดยมีเป้าหมายในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีกอย่าง CRC ที่มีปรัชญาสำคัญ​ในการดำเนินธุรกิจอย่าง CRC Care เพื่อมุ่งสู่ Green &amp; Sustainable Retail and Wholesale อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการ​ยกระดับทุกภาคส่วนให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนทั้งอีโคซิสเต็ม และพิชิตเป้าหมายสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ผ่าน กลยุทธ์<strong> CRC ‘ReNEW’</strong> ภายใต้ 4 ทิศทางการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น ​<strong>Reduce Greenhouse Gas Emissions </strong>การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  <strong>Navigate Environmental Responsibility </strong>สร้างทักษะและปลูกฝังความรับผิดชอบด้าน ESG ให้กับพนักงานทุกระดับ <strong>Eco-Friendly Materials</strong> การส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม <strong>Waste Management Solutions </strong>การบริหารจัดการขยะมูลฝอย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31590 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/4.ตัวอย่างสินค้ารักษ์โลก.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนโครงการฮักโลก ถือเป็น<strong>​</strong>อีกหนึ่งการขับเคลื่อนตามกลยุทธ์ ReNEWโดยเฉพาะในมิติ<strong> ​Responsible Sourcing</strong> หรือการจัดหาสินค้าเพื่อมาจำหน่ายอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบทั้งในฟากผู้บริโภคที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินค้ารักษ์โลกได้ง่ายขึ้น ทำให้ช่วยกระตุ้นยอดขายกลุ่มสินค้ารักษ์โลก ซึ่งจะเพิ่มการสร้าง Positive Impact ให้โลกได้อีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกันยังเป็นการผลักดันให้ฟากผู้ผลิตให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์ดีมานด์ในตลาด รวมทั้งสอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจในอนาคตที่จะมีการคำนึงถึงการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission) เพิ่มมากขึ้น และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทางกลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญ โดย<strong>ได้เริ่มพัฒนาและใช้งานแพลตฟอร์ม ReNEW Data Platform เพื่อจัดเก็บข้อมูลทั้งการใช้พลังงาน การจัดการขยะ รวมทั้งการปลดปล่อย Carbon Emission ภายในธุรกิจทั้งหมดของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อทราบปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ของทั้งองค์กร (CFO) เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนและขับเคลื่อนกลยุทธ์ Decarbonization เพื่อให้ธุรกิจภายในเครือมุ่งสู่ Net Zero ได้ตามเป้าหมาย&#8221;​</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31589 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/19.ตัวอย่างสินค้ารักษ์โลก.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>​เห็นได้ว่าโครงการฮักโลก​ หรือ Hug The Earth  นับ​เป็นจุดเริ่มต้นและการสร้างโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกในการแสดงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนด้วยการส่งเสริมและจัดจำหน่ายสินค้าฉลากรักษ์โลก ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมใส่ใจโลกอย่างยั่งยืนระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภคทุกคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31596 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/9-Key-Visual-แนวนอน_0.jpg" alt="" width="1200" height="848" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/tcc-hands-central-group-drive-hug-the-earth-project/">&#8216;มีมากจนจำไม่ได้&#8217; กลุ่มเซ็นทรัล จับมือ หอการค้า แก้ Painpoint &#8216;ฉลากสินค้ารักษ์โลก&#8217; ผ่านโครงการ &#8216;ฮักโลก&#8217; (Hug The Earth) พร้อมร่วมกระตุ้นตลาดสินค้า Eco-product ทั้งจากฟากผู้ผลิตและฟากผู้บริโภค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
