<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>จุดเปลี่ยนประเทศไทย &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 24 Jan 2026 07:12:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.10</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>จุดเปลี่ยนประเทศไทย &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Jan 2026 06:16:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[2026]]></category>
		<category><![CDATA[Checklist]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[From Report to Real Impact]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จุดเปลี่ยนประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปี2026]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อนาคตประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39555</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลกระทบถ้วนหน้าในทุกประเทศทั่วโลก ในปี 2026 ประเทศไทยมี พ.ร.บ.หลายฉบับที่ยังคงต้องเดินหน้าขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน รวมถึง กฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐบาลที่จะบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม หากย้อนไปดูคำมั่นสัญญาของไทยที่ได้ให้ไว้กับนานาประเทศ จากเดิมตั้งเป้าเดินหน้าสู่ Net Zero ในปี 2065 แต่ล่าสุด ได้มีการประกาศเปลี่ยนเป้าหมายให้เร็วขึ้นอีก 15 ปี หรือในปี 2050 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะไปถึงเป้าหมายได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายและโรดแมป สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็น จุดเปลี่ยนประเทศไทย ที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์สิ่งที่เราได้ให้คำมั่นสัญญากับนานาประเทศไว้ว่าจะไปให้ถึง Net Zero ในปี 2050 เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประเด็นสำคัญที่ต้องไปให้ถึง ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวในรายการเวทีความคิด FM96.5 ถึง​สถานการณ์สิ่งแวดล้อม จากปี 2025 สู่ปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/">&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลกระทบถ้วนหน้าในทุกประเทศทั่วโลก ในปี 2026 ประเทศไทยมี พ.ร.บ.หลายฉบับที่ยังคงต้องเดินหน้าขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน รวมถึง กฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐบาลที่จะบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม</p>
<p><span id="more-39555"></span></p>
<p>หากย้อนไปดูคำมั่นสัญญาของไทยที่ได้ให้ไว้กับนานาประเทศ จากเดิมตั้งเป้าเดินหน้าสู่ Net Zero ในปี 2065 แต่ล่าสุด ได้มีการประกาศเปลี่ยนเป้าหมายให้เร็วขึ้นอีก 15 ปี หรือในปี 2050 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะไปถึงเป้าหมายได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายและโรดแมป</p>
<p>สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็น <strong>จุดเปลี่ยนประเทศไทย </strong>ที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์สิ่งที่เราได้ให้คำมั่นสัญญากับนานาประเทศไว้ว่าจะไปให้ถึง Net Zero ในปี 2050</p>
<p><strong>เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประเด็นสำคัญที่ต้องไปให้ถึง</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวในรายการเวทีความคิด FM96.5 ถึง​สถานการณ์สิ่งแวดล้อม จากปี 2025 สู่ปี 2026 ว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพราะราว 70% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกมาจากการใช้พลังงาน ​หาก​ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดจะมีปัญหา รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการดึงก๊าซเรือนกระจกลงสู่ใต้ดิน แต่​โจทย์สำคัญกว่าเทคโนโลยีคือ เราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39591 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตร ในช่วงที่เปลี่ยนผ่าน เรามีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจำนวนมาก จะสนับสนุนอย่างไรก่อนที่จะก้าวไปสู่พลังงานสะอาด ต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีระบบควบคุมมลพิษ เช่น ประเทศญี่ปุ่น มีเตาเผาขยะในเมือง ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชน</p>
<p><em>“ประเทศไทย มีขยะที่เกิดขึ้นกว่า </em><em>27 ล้านตันต่อปี แต่กำจัดถูกวิธีไม่ถึง 50% เพราะการจัดการขยะเป็นเรื่องของท้องถิ่น ดังนั้น ส่วนกลางอาจจะต้องเข้าไปช่วย และออกกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยให้เอกชนเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและคำนึงถึงปริมาณขยะด้วย ซึ่งมีหลายแห่งที่ทำได้ แต่ทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนไปได้ทั้งประเทศ”  </em></p>
<p><strong>ปีใหม่ รัฐบาลใหม่ ต้องก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ</strong></p>
<p>ทั้งนี้ ปัญหาด้านขยะ และ PM2.5 ยังคงเป็นปัญหาเก่าที่​ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ <strong>ดร.วิจารย์</strong> มองว่า บางเรื่องรัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำเอง แต่เอื้อให้เอกชนลงไปทำ มีระบบกำกับดูแล ขณะเดียวกัน เรื่อง PM2.5 ต้องมีมาตรการที่เด็ดขาด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผา โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่ป่า เรื่องคนอยู่กับป่า การจัดการที่ดิน เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เพราะประชาชนบางส่วนอยู่มาก่อนที่จะประกาศพื้นที่ป่า แม้จะมีการจัดที่ดินให้กับชุมชนแต่ค่อนข้างช้า ความล่าช้าทำให้มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น ตรงนี้จะเร่งรัดอย่างไร การจัดพื้นที่ให้ประชาชนต้องมีเงื่อนไขห้ามเผา และส่งเสริมการเกษตรที่ไม่เผา นำการตลาดเข้ามาช่วย และต้องมองอย่างครบวงจร</p>
<p><em>“นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกส่วน คือ ภาคการดูดกลับ จากยุทธศาสตร์ชาติ </em><em>20 ปี ที่ตั้งเป้ามีพื้นที่สีเขียว 55% ของพื้นที่ประเทศ ตอนนี้มีราวๆ กว่า 30% และแต่ละปี​เพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% ดังนั้น เป็นเรื่องยากที่จะไปถึง 55% นับเป็นความท้าทายของไทยในการวางโรดแมป​​เพื่อ​ดูแลพื้นที่ป่าและพื้นที่ป่าในเมือง เพื่อบรรลุเป้าหมายได้อย่างที่วางไว้”   </em></p>
<p>นอกจาก ขยะและ PM2.5 แล้ว <strong>&#8216;ภัยพิบัติทางธรรมชาติ&#8217;</strong>  เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ จากเหตุน้ำท่วมเชียงราย เชียงใหม่ เมื่อต้นปี 2025 ​และหาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงปลายปี ดังนั้น ในปี 2026 ​​​ต้องเตรียมความพร้อม ทั้ง​ระบบการป้องกัน เตือนภัย การสื่อสารบนฐานข้อมูลจริง หากมีระบบเตือนภัย ระบบสื่อสารที่ดี จะลดการสูญเสียได้</p>
<p><em>“</em><em>3 เรื่องใหญ่ของโลก ที่เราจะประสบ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสามเรื่องเป็นสิ่งเชื่อมโยงกัน และต้องให้ความสำคัญ เพราะการที่มีประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ เรื่องของการเกษตรก็ได้รับการเกื้อหนุนจากความหลากหลายทางชีวิภาพที่เรามีอยู่ สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน หากไม่แก้ในวันนี้เราจะไม่มีโอกาสแก้ ปัญหาต่างๆ ถาโถมเข้ามาหนักหนาสาหัสทั้งช่วงนี้ และต่อๆ ไป”</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-39559 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/flood.jpg" alt="" width="900" height="600" /></p>
<p style="text-align: center;">Cr.Freepik</p>
<p><strong>ยุคแห่ง &#8216;Adaptation&#8217; ไม่ปรับ ก็สู้ไม่ได้</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า ​การใช้พลังงานสะอาดยังช่วยเพิ่มโอกาสให้​ประเทศไทย โดยเฉพาะการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ เพราะสิ่งแรกที่นักลงทุน​มองหา​คือ การมีไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด​​​​จึง​ต้องมีการเตรียมพร้อม นโยบาย กฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงการเกษตรแนวใหม่ ทีใช้ทรัพยากรน้อยและให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ขายได้มูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย  จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการปรับตัวจึงจะสามารถรักษาความสามารถทางการแข่งขันไว้ได้</p>
<p>สอดคล้องกับข้อมูลจาก <strong>​&#8217;</strong><strong>Future Trends Ahead 2026&#8242; </strong>โดย <strong>Future Skill</strong>  มองภาพการเปลี่ยนแปลงในปี 2026 เป็นปีแห่งการปรับตัวและมองหาโอกาสใหม่​ โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2026 เหมือนการเดินทางครั้งใหญ่ที่ทุกคนต้องปรับตัวไปด้วยกัน ท่ามกลางสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างการค้าโลกที่กำลังปรับเปลี่ยน การตึงเครียดระหว่างประเทศที่ยังคงอยู่ และเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวกระโดด สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความท้าทายและโอกาส</p>
<p>รายงานยังระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานใหม่ กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมหลัก การลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์จีนหลายรายกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โอกาสยังครอบคลุมไปถึงการผลิตแบตเตอรี่ สถานีชาร์จไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะและการรีไซเคิลแบตเตอรี่ ส่วน อุตสาหกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตรที่ยังเป็นจุดแข็งและมีโอกาสยกระดับ ทั้งการเกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ อาหารจากพืชและโปรตีนทางเลือก และอาหารเสริมสุขภาพที่มีความต้องการสูง รวมถึงการส่งออกผลไม้เมืองร้อนโดยเฉพาะทุเรียนที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง ทั้งหมดนี้คือโอกาสที่เราต้องคว้าไว้</p>
<p><strong>ความท้าทายที่ต้องเตรียมรับมือ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น</strong> : ค่าจ้างแรงงานมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องจากตลาดแรงงานตึงตัว ขณะที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวนสูง การบริหารต้นทุนจึงยิ่งมีความสำคัญ</li>
<li><strong>การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น : </strong>สินค้าจากจีนราคาถูกทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นทั้งในตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียกำลังยกระดับความสามารถในการผลิตอย่างรวดเร็ว</li>
<li>ก<strong>ารเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ</strong> <strong>:</strong> กฎระเบียบต้าน E56 จะเข้มงวดขึ้น ภาษีคาร์บอนชายแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) จะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 ในขณะที่มาตรฐานด้านความปลอดภัยข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ก็มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น</li>
</ul>
<p><strong>4 กลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ด้านตลาดและการส่งออก :</strong> การกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรก ผู้ส่งออกที่พึ่งพิงสหรัฐฯ หรือจีนมากเกินไปควรหาตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซและการขายตรงถึงถึงผู้บริโภค</li>
<li><strong>ด้านการดำเนินงานและต้นทุน :</strong> ลงทุนในระบบอัตโนมัติและ AI เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้การผลิตแบบลืนและการปรับปรุบปรุงอย่างต่อเนื่องบริหารห่วงโซ่อุปทานโดยหาแหล่งผู้จัดหาที่หลากหลาย และพิจารณาใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น</li>
<li><strong>ด้านการเงิน :</strong> บริหารสภาพคล่องอย่างเข้มงวด ควบคุมเงินทุนหมุนเวียนให้เหมาะสม เร่งรัดเก็บเงินจากลูกหนี้ สร้างเงินสำรอง ทำการป้องกันความเสี่ยง ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและเข้าถึงแหล่งทุนใหม่ ๆ เช่น กองทุนส่วนบุคคล กองทุนร่วมลงทุน หรือโครงการสนับสนุนของภาครัฐ</li>
<li><strong>ด้านนวัตกรรมและการพัฒนา :</strong> ลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างต่อไอเดียใหม่ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตั้งแต่การทำให้เป็นดิจิทัลพื้นฐานไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิมของพนักงานอย่างต่อเนื่อง</li>
</ul>
<p><strong>ความคาดหวังต่อบทบาทภาครัฐ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ด้านการค้าระหว่างประเทศ : </strong> เร่งเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าสำคัญ ลดหรือยกเว้นภาษีในสินค้าบางประเภท และขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคใหม่</li>
<li><strong>ด้านการสนับสนุนการลงทุน :</strong> เร่งรัดให้โครงการที่อนุมัติเกิดขึ้นจริง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนเส้นทางการค้า ดึงดูดการลงทุนที่หลีกเลี่ยงภาษี</li>
<li><strong>ด้านโครงสร้างพื้นฐาน :</strong> พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ยกระดับท่าเรือและสนามบิน ขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลโดยเฉพาะเครือข่าย 5G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พัฒนาระบบพลังงานที่มั่นคง ราคาถูก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</li>
<li><strong>ด้านทรัพยากรมนุษย์ : </strong> ปฏิรูปการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิม อำนวยความสะดะดวกในการนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่มีทักษะ</li>
</ul>
<p><img decoding="async" class="wp-image-39558 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/shipping.jpg" alt="" width="900" height="491" /></p>
<p style="text-align: center;">Cr.Freepik</p>
<p><strong>7 จุดเปลี่ยน ปี 2026 สู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง</strong></p>
<p>ด้าน <strong>ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน</strong> กล่าวถึงเทรนด์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในปี 2026 โดยระบุว่า เทรนด์ที่จะเกิดขึ้น มี 7 ข้อที่น่าสนใจในปีนี้ คือ จุดเปลี่ยนจากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง หากสามารถพิสูจน์ได้จริงทางด้านความยั่งยืน จะเท่ากับความสามารถทางการแข่งขัน</p>
<p><em>“หากมองในอดีตความสามารถทางการแข่งขันจะมองว่าใครมีเทคโนโลยีมากกว่ากัน หรือ สามารถลดต้นทุนได้มากกว่า คนนั้นชนะ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ปี </em><em>2026 เป็นต้นไป ใครที่มีคำมั่นสัญญาและพิสูจน์ได้จริง จะไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพราะหากทำได้ 1. ต้นทุนทางการเงินจะถูกลง การกู้เงินจะต่ำลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ดอกเบี้ยถูกกว่า  2. โอกาสในเชิงการตลาดจะสูงขึ้น แม้ไม่ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังสามารถรักษาลูกค้ากลุ่มเดิม  และ 3. เรื่องของความยั่งยืนเป็นเรื่องของภูมิคุ้มกัน  ในยุคนี้ความยั่งยืน คือ การรักตัวเอง เพราะทำให้เรากำลังฉุกคิดว่า น้ำท่วมใหญ่ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เราเตรียมตัวเพื่อป้องกันธุรกิจของเราอย่างไร”  </em></p>
<p>สำหรับ 7 ข้อที่น่าสนใจในปี 2026 ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ได้แก่</p>
<p><strong>1. รายงานจะไม่ใช่แค่รายงาน</strong> แต่เป็นระบบตัดสินธุรกิจจริง อดีตการทำรายงานความยั่งยืน ESG ก็แค่รายงาน แต่หลังจากปี 2026 ระบบการเปิดเผยข้อมูลจะจริงจังมากขึ้น รายงานความยั่งยืนเป็นภาษากลางสื่อสารกันระหว่าง Financial Officer , investor และ Banking ทั้งสามฝ่ายจะนำรายงานเป็นตัวกลางในการพูดคุย</p>
<p><strong>2. Carbon pricing</strong> กลไกคาร์บอน เริ่มมีความสำคัญนับจากปีนี้เป็นต้นไป หลังจากมีการประชุม COP30 เป้าหมายท้าทายมากขึ้น Net Zero เร็วขึ้น UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) พยายามให้ทุกประเทศทำตารางคาร์บอน ทำกฎหมายคาร์บอนให้เป็นกฎหมายมากขึ้น แสดงว่ากลไกในเชิงราคาจะสะท้อนความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราน่าจะต้องเจอมากขึ้น คือ Carbon pricing   จะเป็นต้นทุนของธุรกิจโดยตรงมากขึ้น เช่น ธนาคารหลายแห่ง ขอความร่วมมือแกมบังคับในการ กำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) ถึงแม้ในประเทศจะยังไม่มี พ.ร.บ. โลกร้อน แต่ขอให้ลองคำนวณต้นทุน หากธุรกิจดำเนินตามปกติและลองเอาเรื่องคาร์บอนเข้าไป ต้นทุน กำไร จะเป็นเท่าไหร่ ดังนั้น จึงเป็นต้นทุนของบริษัทมากขึ้น ต้องเตรียมการ เพราะประเทศไทย พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน เกิดขึ้นแน่นอน จะส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น</p>
<p><strong>3. พลังงานสะอาด</strong> ปี 2026 พลังงานสะอาดจะโตเร็ว 2 เท่า ย้อนไปในช่วงประมาณ ปี 2024-2025 กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกือบ 600 กิกะวัตต์ คาดการณ์จนถึง ปี 2030 จะเพิ่มอีกกว่า 4,000 – 5,000 กิกะวัตต์ แต่คอขวดไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มพลังงานสะอาดอย่างเดียวแต่อยู่ที่ระบบไฟฟ้า เช่น สายส่ง ผลิตได้แต่ระบบส่ง Flexible พอหรือไม่ เพราะอาจเจอปัญหาไฟดับ , ระบบแบตเตอรี่ หรือแม้ทั่งระบบบริหารจัดการดีมานด์ ดังนั้น ระบบต้องมีความทันสมัยมากขึ้น ระบบพลังงานจึงเป็นอีกจุดที่น่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากในปีหน้า</p>
<p><strong>4. ซัพพลายเชนทั่วโลก</strong> กำลังถูกบังคับด้วยกฎหมาย เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ในปีนี้ เริ่มบังคับใช้ ถัดมา คือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ทั้งสองตัวนี้เป็นตัวบังคับซัพพลายเชน การส่งสินค้าไปที่สหภาพยุโรปต้องมีการรายงานข้อมูล หากทำเรื่องนี้ได้จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย จากเดิมที่เน้นผลิตเยอะแต่ปัจจุบันไม่ใช่ ทุกที่ต้องการสตอรี่ ต้องการความพรีเมียมซึ่งประเทศไทยมี</p>
<p><strong>5. ปีแห่งการให้ความสำคัญกับการตั้งรับ ปรับตัว</strong> มีการคาดการณ์ว่า ปริมาณความถี่ ความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่มีทางลดลง มีแต่จะรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่น่าคิดสำหรับภาคธุรกิจ คือ หากมองว่าจะแบ่งเงินลงทุนมาลงทุนในเรื่องเหล่านี้ เช่น หากเราเป็นโรงงานแล้วแบ่งเงิน 2% ไปลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม อาจจะลดความเสียหายได้โดยเฉลี่ยเกือบ 10% ก็เป็นได้</p>
<p><strong>6. การลงุทนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ</strong> ความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น การตั้งรับปรับตัวโดยใช้ธรรมชาติควบคู่ไป เพื่อป้องกัน ลดความเสี่ยง และอาจจะได้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือ ได้พื้นที่มาเป็น Carbon Sink และปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคตอันใกล้ การเดินหน้าทำสิ่งเหล่านี้อาจนำมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินได้</p>
<p><strong>7. การอัปสกีล รีสกีล</strong> ปี 2026 จะเป็นปีที่แทบจะทุกองค์กรต้องเริ่มและจริงจังกับเรื่องของการสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืน ดังนั้น การอัปสกีล รีสกีล จึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>
<p>สุดท้าย ความยั่งยืน จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปอย่างมั่นคง ท่ามกลางพายุการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การปรับตัว ยืดหยุ่น นวัตกรรม และความร่วมมือ จะเป็นประตูสู่การพิสูจน์ผลลัพธ์ของคำมั่นสัญญาที่ไทยได้ให้ไว้ในการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/">&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
