<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%8d%e0%b8%b2-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 11 Apr 2026 08:42:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Apr 2026 08:42:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[กรีนโลจิสติกส์]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงพลังงานโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร. กิติกร จามรดุสิต]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41033</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ &#8216;ความมั่นคงพลังงานโลก&#8217; สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่อาจขยายมิติไปด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงความมั่นคงด้านสังคม งานเสวนาออนไลน์ โดย คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับเครือข่ายที่ประชุมผู้บริหาร 4 สถาบันด้านสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ &#8216;สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม&#8216; เผยให้เห็นมุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ การเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ได้แก่ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต, ดร. อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา, รองศาสตราจารย์ ดร. ชยานนท์ ภู่เจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต และ ดร. จตุพร เทียรมา เนื้อหาการเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงพลังงานโลก ทั้งในด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/">&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ &#8216;<strong>ความมั่นคงพลังงานโลก&#8217;</strong> สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่อาจขยายมิติไปด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงความมั่นคงด้านสังคม</p>
<p><span id="more-41033"></span></p>
<p>งานเสวนาออนไลน์ โดย <strong>คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> ร่วมกับเครือข่ายที่ประชุมผู้บริหาร 4 สถาบันด้านสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ &#8216;<strong>สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม</strong>&#8216; เผยให้เห็นมุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ</p>
<p>การเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ได้แก่ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต, ดร. อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา, รองศาสตราจารย์ ดร. ชยานนท์ ภู่เจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต และ ดร. จตุพร เทียรมา</p>
<p>เนื้อหาการเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงพลังงานโลก ทั้งในด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงเชิงระบบต่างๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริบทด้านการขนส่ง ท่องเที่ยว การเกษตร และการปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมรับชมได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่อชีวิตประจำวัน และแนวทางการปรับตัว สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์ระดับโลกกับสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<figure id="attachment_41041" aria-describedby="caption-attachment-41041" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-41041 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz1.jpg" alt="" width="1200" height="605" /><figcaption id="caption-attachment-41041" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>วิกฤตน้ำมัน กระทบมากกว่า​แค่พลังงาน</strong></p>
<p><strong>ศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต</strong> <strong>คณบดี คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> เผยว่า​​ โลกอยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญวิกฤตราคาพลังงาน จากซัพพลายพลังงานทั่วโลกหายไปราว 20% ​เนื่องจาก <strong>&#8216;น้ำมันดิบ&#8217;</strong> ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าเพื่อนำมากลั่น ดังนั้น วิกฤตไม่ได้กระทบแค่พลังงานสำหรับเติมรถยนต์อย่างเดียว แต่กระทบเม็ดพลาสติก เพราะในตัวน้ำมันดิบที่ผ่านการกลั่นจะได้ตัวต้นทางปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ซึ่งเม็ดพลาสติกมาจากในส่วนนี้</p>
<p>​มองอีกด้านหนึ่งคือ<strong> โอกาสด้านสิ่งแวดล้อม</strong> เนื่องจากพลังงานหลักวันนี้คือฟอสซิล ​แม้​จะ​มีพลังงานทางเลือก แต่อัตราการผลิตในไทยยังไม่มาก การ​พึ่งพาฟอสซิลทำให้เมื่อมีการใช้พลังงานจะเกิดก๊าซเรือนกระจก นำมาสู่ภาวะโลกร้อน หากมองมุมหนึ่งอาจเป็นโอกาสเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิล แม้ในเชิงเศรษฐกิจต้องลงทุน แต่หากมองด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะลดระดับลง จะเห็นว่าหลังจากการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ หลายประเทศมีการประกาศเป้าหมายเดินหน้าสู่ Net Zero และประเทศไทยล่าสุด ประกาศเป้าหมายใหม่ Net Zero 2050 ดังนั้น ตรงนี้จะเป็นโอกาสในการเปลี่ยนนโยบาย</p>
<p><em>“ในวิกฤตบางทีก็อาจ​เป็นโอกาส ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริม EV หากเร่งให้เร็วขึ้นก็อาจจะเป็นส่วนดี ขณะเดียวกัน ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ สามารถมองให้ไกล คือ เป็น EV Hub เพราะหลายเจ้าผลิตในไทยและไทยมีศักยภาพสูง EV กำลังมา ควรส่งเสริม รวมถึง ไฮโดรเจน อาจจะต้องเริ่มขยับให้มากขึ้น รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน”</em> <strong>รศ.ดร.กิติกร  </strong>กล่าว</p>
<p><strong>โอกาสสำคัญ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด  </strong></p>
<p>ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานนำเข้ามากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะแหล่งนำเข้าหลักคือ ตะวันออกกลาง UAE และ ซาอุดิอาราเบีย สงครามตะวันออกกลางจึงส่งผลกระทบต่อไทยทันที เมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้​ไม่สามารถนำเข้าพลังงานได้เท่าเดิม กระทบซัพพลาย และราคาน้ำมันโลกผันผวน</p>
<p><strong>ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา</strong> <strong>อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> กล่าวว่า หากพูด​เชิงเศรษฐกิจ ไทยมีการนำเข้าพลังงานรวมมูลค่ากว่า 63,503 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าน้ำมันกว่า 71% หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น มูลค่านำเข้าก็ต้องเพิ่มขึ้น กระทบต่อเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมของประเทศ</p>
<p><em>“แต่ในวิกฤตมีโอกาส โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม หากราคาน้ำมันแพง เชื้อเพลิงฟอสซิลแพงขึ้น ก็จะ​หันมาใช้พลังงานทดแทนอื่นๆ จากเป้าหมายเดิมของไทยในปี 2030 ที่จะเพิ่มยานยนต์ไฟฟ้า 30% ของการขายรถทั้งประเทศ รัฐบาลอาจต้องเร่งซัพพอร์ตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่ม​ขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคขนส่ง รถบรรทุก รถพ่วงขนาดใหญ่ เป็นเรื่องยากที่จะใช้ไฟฟ้าเพราะต้องเดินทางระยะไกล ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องพิจารณาและวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้นเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถควบคุมการใช้ได้ เช่น น้ำมัน ไฟฟ้า เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังในการวางแผนขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050”</em></p>
<p>ทั้งนี้ การจะเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านไปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น อาจต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สมาร์ทกริด (Smart Grid) เพื่อรองรับ EV และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจจะเป็นตัวเร่งสำคัญ ที่ทำให้ประเทศวางแผนพลังงานอย่างมั่นคงและเพิ่มการพิจารณาพลังงานสะอาดเข้ามา ลดการใช้พลังงานฟอสซิล เน้นการผลิตเองในประเทศ ลดการพึ่งพานอกประเทศ เพื่อผลักดันไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero2050 ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงมากขึ้น</p>
<figure id="attachment_41042" aria-describedby="caption-attachment-41042" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-41042 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-41042" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><b> </b><strong>ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ เร่งปรับตัว ถึงเวลาขยับสู่กรีนโลจิสติกส์  </strong></p>
<p>สำหรับด้านโลจิสติกส์ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ผลกระทบที่เกิดกับไทยนั้น <strong>รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ผู้อำนวยการศูนย์กาจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และ</strong> <strong>ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมกิจการต่างประเทศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</strong> มองว่า สงครามตะวันออกกลาง ช่วยผลักดันเรื่องโลจิสติกส์และแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การขนส่ง โลจิสติกส์ เป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน การขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนของไทยและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในภาคขนส่งจึงมีความสำคัญ</p>
<p><strong>ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน </strong>ซึ่งมีการทำวิจัยเป็นหลักเกี่ยวกับโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในมิติการลดการปล่อยคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นโรดแมป กลยุทธ์ การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในภาคธุรกิจ ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้จึงมีการศึกษาว่า ภาคธุรกิจจะเข้าสู่ Net Zero ได้อย่างไร มีกลยุทธ์ในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างไร โดยศึกษาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 90.6% เป็นบริษัทโลจิสติกส์/ขนส่ง  พบว่า โลจิสติกส์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากพลังงานที่หายไป  การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ กว่า 65.6% ได้รับผลกระทบมากและรุนแรง</p>
<p><strong>ด้านที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด</strong> อันดับ 1 คือ ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น (เชื้อเพลิง ประกันภัย) อันดับ 2 ระยะเวลาการขนส่งยาวขึ้น/ต้องเปลี่ยนเส้นทาง อันดับ 3 ความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน/ปัญหาสินค้าคงคลัง อันดับ 4 ความไม่แน่นอน/ความน่าเชื่อถือของการขนส่งลดลง และ อันดับ 5 ข้อจำกัดด้านกำลังการขนส่ง (เรือ เครื่องบิน)</p>
<p><strong>ผลกระทบต่อแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (</strong><strong>Decarbonization) </strong>ขององค์กร พบว่า กว่า 37.5% มีความล่าช้าปานกลาง 18.8% มีความล่าช้าเล็กน้อย 15.6% มีความล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ 15.6% มีการเร่งดำเนินการเพิ่มขึ้น เช่น การใช้พลังงานทางเลือก เพิ่มการปรับปรุงประสิทธิภาพ การดำเนินงาน การปรับโครงสร้าง และ 12.5% ไม่มีผลกระทบ</p>
<p><strong>ด้านความสำคัญเชิงกลยุทธ์ขององค์กรในปัจจุบัน</strong> อันดับ 1 คือ การควบคุมต้นทุนแลเพิ่มความยืดหยุ่น อันดับ 2 การรักษาความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของการบริการ น้ำมันขึ้นได้แต่อย่าให้ขาด เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่ที่บริษัทขนส่งอย่างเดียว แต่กระทบไปยังผู้บริโภคด้วย อันดับ 3 การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน อันดับ 4 การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก สำหรับการขนส่ง และ อันดับ 5 การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่ง</p>
<p><strong>จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาครัฐควรเร่งดำเนินการสนับสนุนเรื่องใดมากที่สุดเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ รับมือและเดินหน้าสู่ </strong><strong>Decarbonization ได้ต่อเนื่อง</strong></p>
<p>อันดับ 1 มาตรการช่วยลดต้นทุนระยะสั้น เช่น ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง ประกันภัย อันดับ 2 การเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ อันดับ 3 และ อันดับ 4 การสนับสนุนเส้นทางขนส่งทางรางและท่าเรือชายฝั่ง และ การผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ และ อันดับ 5 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล</p>
<p><em>“จากการสอบถามความเห็นภาคธุรกิจโลจิสติกส์ มองว่า<strong> ความเสี่ยง</strong> คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งหลายบริษัทพยายามส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก แต่ยังไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะการรอเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนสู่กรีนโลจิสติกส์ ดังนั้น​ ภาคการขนส่งจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียว และ​เร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาคขนส่งในประเทศไทยที่ราว 90% จากกว่า​​ 40,000​​ บริษัท  ยังเป็นกลุ่ม​ SME  มีไม่ถึง 10% ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น หากจะขับเคลื่อน Decarbonization ให้ได้ทั้งเซกเตอร์ ต้องมองการช่วยเหลือการเปลี่ยนผ่านในกลุ่ม SME ด้วย&#8221;</em></p>
<p><strong>EVAT แนะรัฐผลักดัน EV Ecosystem</strong></p>
<p>ด้าน <strong>สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)</strong> แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-41035 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ภาพแนบเพิ่มเติม-1_0-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p>ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้​​รัฐบาลจะ​​ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมัน​หลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย <strong>&#8216;ยานยนต์ไฟฟ้า&#8217;</strong> ถือเป็นหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</p>
<p>กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ปีนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม</p>
<p>ดังนั้น การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย<strong> 30@30</strong> ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว</p>
<figure id="attachment_41040" aria-describedby="caption-attachment-41040" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41040 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/EV-Truck2.jpg" alt="" width="1200" height="786" /><figcaption id="caption-attachment-41040" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>5 ข้อเสนอ จากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย</strong></p>
<p>ข้อเสนอของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดังกล่าว เป็นผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่</p>
<p>1. ส่งเสริมให้ภาครัฐนำร่องใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐมากขึ้น</p>
<p>2. สนับสนุนการเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>3. ผลักดันการจัดทำแอปพลิเคชันกลางโดยภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก</p>
<p>4. เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และลดการบริโภคน้ำมันในระยะยาว</p>
<p>5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งระบบ เช่น บริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่ สินเชื่อ ประกันภัย การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ทักษะฝีมือช่าง เป็นต้น</p>
<p>สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41036 size-large aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Main-Picture_นายสุโรจน์-แสงสนิท-ที่งาน-Motor-Show-2026_0-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p><strong>คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย</strong> กล่าวว่า  วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น</p>
<p>ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/">&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
