<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>น้ำท่วมน้ำแล้ง &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Thu, 30 Jul 2026 10:14:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>น้ำท่วมน้ำแล้ง &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jul 2026 10:13:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Amplification]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[water management]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารน้ำอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ม.ธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วมน้ำแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ฝายชะลอน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่แห้งแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลานีญ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สิงห์อาสา]]></category>
		<category><![CDATA[อีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เผาป่า]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อนธรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[แห้งแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งน้ำชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43473</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกได้ก้าวข้ามผ่านยุคโลกร้อน (Global Warming) และกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ &#8216;โลกเดือด&#8217; (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ สัญญาณอันตรายที่เด่นชัดที่สุดคือ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่กำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ที่จะเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศโลกไปตลอดกาล วิกฤตการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดภาวะ &#8216;Climate Amplification&#8217; หรือการทวีความรุนแรงของภัยพิบัติธรรมชาติแบบทวีคูณ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากปรากฏการณ์ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño) ที่กำลังคุกคามภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ส่งผลให้เราต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ความร้อนสะสม และภัยแล้งแบบสุดขั้ว ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงแค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ จนกลายเป็น &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217; ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น &#8211; ไฟ: สภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น &#8211; ฝุ่น: ผลกระทบต่อเนื่องจากไฟป่าและการเผาไหม้ ผสานกับสภาพอากาศนิ่ง ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM 5 ที่รุนแรงและยาวนานขึ้น กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน &#8211; แล้ง: การลดลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่แห้งแล้งสะสมยาวนาน ทำลายระบบนิเวศ แหล่งน้ำดิบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/">รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกได้ก้าวข้ามผ่านยุคโลกร้อน (Global Warming) และกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ <strong>&#8216;โลกเดือด&#8217;</strong> (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ สัญญาณอันตรายที่เด่นชัดที่สุดคือ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่กำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ที่จะเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศโลกไปตลอดกาล</p>
<p><span id="more-43473"></span></p>
<p>วิกฤตการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดภาวะ <strong>&#8216;Climate Amplification&#8217;</strong> หรือการทวีความรุนแรงของภัยพิบัติธรรมชาติแบบทวีคูณ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากปรากฏการณ์ <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> (Super El Niño) ที่กำลังคุกคามภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ส่งผลให้เราต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ความร้อนสะสม และภัยแล้งแบบสุดขั้ว</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-43474 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F02.jpg" alt="" width="800" height="560" /></p>
<p>ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงแค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ จนกลายเป็น <strong>&#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217;</strong> ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น</p>
<p><strong>&#8211; ไฟ:</strong> สภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น</p>
<p><strong>&#8211; ฝุ่น</strong>: ผลกระทบต่อเนื่องจากไฟป่าและการเผาไหม้ ผสานกับสภาพอากาศนิ่ง ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM 5 ที่รุนแรงและยาวนานขึ้น กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน</p>
<p><strong>&#8211; แล้ง:</strong> การลดลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่แห้งแล้งสะสมยาวนาน ทำลายระบบนิเวศ แหล่งน้ำดิบ และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อภาคการเกษตรกรรมที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ</p>
<p><strong>&#8211; น้ำ:</strong> วิกฤตการขาดแคลนน้ำและการบริหารจัดการน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพ กลายเป็นความเสี่ยงสูงสุดของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และความมั่นคงของชุมชน</p>
<p>นำมาสู่เวทีเสวนา<strong> &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ-มหันตภัยทวีคูณ&#8217;</strong>โดย ทีมเพื่อนธรณ์ <strong> ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ </strong>เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ <strong>ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย </strong>คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้,<strong> ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม</strong> สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น  และ<strong> ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์</strong> คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมกันหา <strong>&#8216;ทางรอดและกลยุทธ์การปรับตัว&#8217;</strong> ของทั้งภาคชุมชนและองค์กรธุรกิจ ก่อนที่มหันตภัยนี้จะสร้างความเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับคืนมาได้</p>
<p><strong>ฝ่าวิกฤติ &#8216;ไฟป่า ฝุ่นพิษ&#8217; ด้วยความร่วมมือจากชุมชนและป่า</strong></p>
<p><img decoding="async" class="wp-image-43475 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F06.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย </strong>คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า ​ซูเปอร์เอลนีโญ ​เปรียบเสมือนตัวเร่งให้เกิดความแห้งแล้งรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศป่าไม้และทำให้สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว</p>
<p><em>&#8220;สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างป่าไม้กับชุมชน โดยเฉพาะผลกระทบจากไฟป่าที่ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM  ซึ่งเข้ามาซ้ำเติมและสร้างความรุนแรงต่อวิถีชีวิตและสุขภาวะของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แ<strong>ม้แต่ในพื้นที่ต้นน้ำอย่างจังหวัดเชียงใหม่ แม้เป็นแหล่งต้นน้ำ มีป่าสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงคนกลางน้ำ และปลายน้ำ แต่ความรุนแรงของไฟป่ากลับเพิ่มมากขึ้น</strong> ซึ่งเป็นผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ต้นไม้ที่หายไปส่วนหนึ่งจากการเผาทั้งจากมนุษย์และธรรมชาติ  รวมทั้งยังมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทั้งในเชียงใหม่ และเชียงรายอีกด้วย&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ ป่าภาคเหนือมี 2 ประเภท คือ <strong>ป่าไม่ผลัดใบ</strong> อยู่บนที่สูง มีความชุ่มชื้น และ <strong>ป่าผลัดใบ</strong> ซึ่งอยู่ด้านล่าง คือ ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ซึ่งเมื่อเศษใบไม้​เกิดการทับถมก็จะเป็นเชื้อเพลิงนำไปสู่ปัญหาไฟป่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าเชียงใหม่ เกิดเหตุไฟป่ากระทบ 12 หมู่บ้าน ใกล้พื้นที่เศรษฐกิจ และเมื่อเกิดไฟป่า นำมาซึ่งปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 กระทบต่อกลุ่มคนเปราะบาง เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ส่งผลต่อระบบหายใจ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-43483 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/101-16.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.บรรจง </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นหนึ่งในแกนนำร่วมหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่  เพื่อให้เกิดการดำเนินการอย่างเป็นระบบทั้งการฟื้นฟูผืนป่าและการปรับตัวของชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวไฟป่า โดยได้​ร่วมกับสิงห์อาสา ขับเคลื่อนโครงการ <strong>&#8216;ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน</strong>&#8216; ในพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่า ผ่านการปลูกต้นไม้ โดยคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การปลูกในฤดูกาลที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชน พร้อมทั้งคำนึงถึงโครงสร้างเดิมของป่าเพื่อรักษาระบบนิเวศที่เคยอยู่ร่วมกันของป่าและชุมชน และนำมาซึ่งการปลูกป่าอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยอัตรารอดของต้นไม้กว่า 80-90% สูงกว่าอัตรารอดเฉลี่ยของการปลูกป่าโดยทั่วไปที่อยู่ราว 20-30%</p>
<p><em>&#8220;โครงการ <strong>&#8216;ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน</strong>&#8216; ได้ขยายผลไปสู่พื้นที่ชุมชนต้นแบบผ่าน  6 หมู่บ้าน ในอ.เมือง และ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ตามแนวคิด <strong>&#8216;คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด สัตว์ได้พึ่งพิง&#8217;</strong> รวมทั้งการทำงานร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ ​เช่น คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสามารถเพาะพันธุ์เห็ด ซึ่งเพิ่มทั้งความหลากหลายในพื้นที่ รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งความสำเร็จของโครงการมาจากการจัดการปัญหาในพื้นได้อย่างเข้าใจทั้งสาเหตุของไฟป่า รวมทั้งเข้าใจความต้องการของชุมชนควบคู่กันไปด้วย ทำให้ได้แนวร่วมจากชุมชนในการช่วยดูแลป่า จัดทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่า ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์จากป่า ทั้งการใช้ชีวิตรวมทั้งเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ชมุชนไดเพิ่มมากขึ้นด้วย&#8221; </em></p>
<p>ทั้งนี้ การปรับตัวและความร่วมมือของชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวไฟป่า ยังช่วยบรรเทา​วิกฤตฝุ่นพิษที่มีสาเหตุสำคัญจากไฟป่าให้เบาบางลง ​​การฟื้นฟูผืนป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาได้ในหลายมิติ พื้นที่สีเขียวจากป่า ยังเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่สำคัญ ที่ช่วยแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรเริ่มปลูกตั้งแต่ &#8216;วันนี้&#8217; เพื่อสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เร็วที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43480 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F03.jpg" alt="" width="800" height="483" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์เพื่อขับเคลื่อนการ​แก้​ปัญหาฝุ่นละอองในมิติอื่นควบคู่กันไป อาทิ  แนวคิดบ้านปลอดฝุ่น การทำความสะอาดในบ้านหรือที่ทำงานของตนเอง การติดตั้งเครื่องกรองฝุ่น และง่ายที่สุด คือ การปลูกต้นไม้ในบ้านไม่ว่าจะเป็นไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม หรือไม้กระถาง ซึ่งมีอยู่ราว 10-20 ชนิด ที่องค์การนาซา (NASA) รับรองในการกรองฝุ่น PM2.5</p>
<p>รวมถึงการลดการปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ในเขตเมือง ซึ่งขณะนี้ในหลายเมือง เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ ได้นำ EV เข้ามาใช้เป็นบริการสาธารณะ อาจจะมี 100 คันแรกของเชียงใหม่เกิดขึ้น ขณะที่พื้นที่ของหน่วยงานพยายามไม่หยุดนิ่ง ตอนนี้อยู่ระหว่างการเดินหน้า พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยทำงานกับสภาลมหายใจ ในการช่วยกันขับเคลื่อนร่วมกัน และการใช้ แอปพลิเคชัน <strong>FireD (ไฟดี)</strong> เฉพาะ จ.เชียงใหม่ เพื่อจัดระเบียบการเผา รวมถึงแจ้งเตือนสถานการณ์ในพื้นที่อีกด้วย</p>
<p><strong>การบริหารน้ำอย่างยั่งยืน แก้วิกฤติน้ำแล้ง </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43476 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F07.jpg" alt="" width="800" height="552" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น </strong>กล่าว​ว่า น้ำถือเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญ ทั้งเพื่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งใช้ในการอุปโภคบริโภคและการดูแลระบบนิเวศให้มีความสมดุล ขณะที่ประเทศไทย แม้โดยรวมจะมีน้ำในใปริมาณมาก แต่ถือว่ามีความแปรปรวนสูง หรือมี Holding Capacity ซึ่งหมายถึงมีความสามารถในการอุ้มน้ำหรือกักเก็บน้ำได้​แคบและต่ำ ทำให้เมื่อมีน้ำเกินมาในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็เกิดปัญหาน้ำท่วมได้ง่าย ขณะที่หากน้ำน้อยกว่าปกติก็เกิดปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังเข้าสู่ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ปัญหาภัยแล้งก็จะยิ่งรุนแรง</p>
<p>จึงจำเป็นต้องหาวิธีแก้ไข เพื่อแก้ปัญหาจัดการน้ำส่วนเกินและส่วนที่ขาดได้อย่างเป็นระบบ เพื่อรับมือต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยการทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของน้ำ โดยเฉพาะการดูแลน้ำต้นทุนอย่าง &#8216;น้ำบาดาล&#8217; หรือน้ำสีฟ้าให้เกิดความสมดุล</p>
<p>ทั้งนี้ โครงสร้างน้ำตามธรรมชาติในประเทศไทยแบ่งได้ 3 ชนิด ได้แก่  <strong>น้ำสีเขียว</strong> คือ น้ำที่อยู่ในธรรมชาติ ที่ยังไม่ถูกกักเก็บ, <strong>น้ำ​สีฟ้า</strong> คือ น้ำในอ่างเก็บน้ำ น้ำในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงน้ำบาดาล ที่มีการกักเก็บอยู่ และ <strong>น้ำสีเทา </strong>คือ น้ำที่ผ่านการใช้ น้ำเสียจากชุมชน จากกิจกรรมต่างๆ</p>
<p><em>&#8220;​คนเมืองส่วนใหญ่จะใช้ <strong>​น้ำสีฟ้า​</strong> แต่ชาวนาชาวไร่มักจะใช้ <strong>น้ำสีเขียว​</strong>​ ดังนั้น จึงมีการปรับตัวในการปลูกข้าวนาปี รวมทั้งการ​นำน้ำสีฟ้ามาช่วยแก้ปัญหา ขณะที่ <strong>​น้ำสีเทา​</strong> ที่เกิดจากน้ำเสียจากชุมชน หากสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้จะดีมากขึ้น ในประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่จะมีการวางแผนน้ำสีเทาค่อนข้างดี หลายประเทศพยายามใช้น้ำสีเทาเกือบ 100% คือ รีไซเคิลน้ำให้ได้ ต่างประเทศทำได้ถึง 80% แต่ของประเทศไทยน่าจะยังต่ำ น้ำเสียปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ และน้ำสีเทา ลงไปปนเปื้อนในน้ำสีฟ้า จากที่เรามีน้ำต้นทุนอยู่ 2 ล้านลูกบาศก์เมตรในอ่างเก็บน้ำ วันหนึ่งอาจตื่นมาพบว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตรหายไปแล้ว เพราะน้ำเป็นกรด เช่น ปัญหาใน​<strong>อ่างเก็บน้ำฉะเชิงเทรา ที่มีค่า </strong><strong>pH 3 (น้ำที่มีความเป็นกรดสูง) จากการรั่วไหลของน้ำทิ้งในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การกักเก็บน้ำตามธรรมชาติในปีนี้มีแนวโน้มลดลง ประกอบกับความเสี่ยงจากการสูญเสียและปนเปื้อน </strong><strong>จึงต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนในอนาคตเพิ่มมากขึ้น”</strong></em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43484 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S01.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>วางโรดแม็พขับเคลื่อน พร้อมร่วมมือบูรณาการ รับมือวิกฤติน้ำ</strong></p>
<p><strong>ผศ.ดร.โพยม </strong>กล่าวต่อไปว่า หากจะสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีหลายเรื่องที่ต้องทำ ข้อแรก คือ วางแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อเตรียมพร้อมในการมีแหล่งน้ำสำรอง แหล่งน้ำใหม่ หรือการจัดเก็บน้ำ โดยจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิด ​ไม่มองเพียงการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอภายในแต่ละปี แต่ต้องมีวิธีในการบริการจัดการ ที่สามารถกักเก็บน้ำในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นได้เพิ่มขึ้นราว  2 เท่าเพื่อสร้างความมั่นคงของน้ำได้มากขึ้น</p>
<p>ขณะที่การขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องมีทีมทำงาน มีฐานข้อมูล มีการจัดทำแผนงาน การขับเคลื่อนแผนงาน และการประเมินแผน รวมทั้งการวา​งแผนให้แต่ละฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในจังหวัดขอนแก่น มีกรรมการตั้งทีมขึ้นมา โดยภาคีเครือข่ายจังหวัดขอนแก่นทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน ภาคการศึกษา สื่อมวลชน และหอการค้า สภาอุตสาหกรรม รวมตัวกันทำแผนการต่อสู้ภัยแล้ง ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว</p>
<p><em><strong>&#8220;</strong>การขับเคลื่อน <strong>​ระยะสั้น​</strong>​​ จะมีมาตรการ​มุ่งเป้าพื้นที่ ผ่านการทำฝายชะลอน้ำ ทำบ่อบาดาล ขุดสระ ขอฝนหลวง โดยทำงานควบคู่กับแผน <strong>ระยะกลาง </strong>ผ่านการประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี เช่น อยู่ในภาวะลานีญาที่มีน้ำมาก หรือเอลนีโญที่เสี่ยงจะเกิดภัยแล้ง เพื่อรับมืออย่างเหมาะสม  รวมทั้ง <strong>ระยะยาว </strong>ผ่านการทำแผนน้ำระดับจังหวัด 5 ปี​ ​เพื่อประเมินความเสี่ยงและความอ่อนไหวแต่ละพื้นที่ รวมทั้งกลุ่มผู้ที่จะได้รับผลกระทบ ทั้งชุมชน เกษตรกร เพื่อของบประมาณทั้งการเยียวยาฟื้นฟู และเตรียมป้องกัน ไปจนถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการ​ เช่น สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน หรือ​การทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อ​พัฒนาเทคโนโลยีการใช้น้ำอย่างประหยัด ไปจนถึงการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่าง &#8216;สิงห์อาสา&#8217; เพื่อเพิ่มทางเลือกและทำงานในหลากหลายมิติมากขึ้น เช่น การร่วมมือด้านการจัดการป่าชุมชน ซึ่งส่งผลต่อเนื่องสู่การดูแลป่าต้นน้ำ เพื่อขับเคลื่อนทั้งโครงสร้างทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก โดยเฉพาะในชุมชนเล็กๆ ที่บางครั้งโครงการขนาดใหญ่อาจเข้าไปไม่ถึง ก็จะสามารถมีโมเดลการบริหารจัดการเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ของตัวเอง&#8221;​​​</em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43485 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S05.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>เตรียมพร้อม ปรับตัว รับมือ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong></p>
<p><strong>ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น </strong>กล่าวว่า &#8216;น้ำ&#8217;  คือหัวใจสำคัญ​ทุกชุมชน เป็นองค์ประกอบและจุดเริ่มต้นในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ความสามารถในการบริหารจัดการ วางผังน้ำเพื่อให้รองรับการใช้งานภายในชุมชนได้ตลอดทั้งปี จึงมีความสำคัญ ในการสร้างความมั่นคงให้ทุกคนในชุมชนทั้งเรื่องของสุขภาพ ภาวะเศรษฐกิจภายในครอบครัว รวมทั้งความรู้สึกมั่นคงภายในชุมชน จากการมีแหล่งน้ำอยู่ภายในแต่ละชุมชนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p>ขณะที่​อิทธิพลของซูเปอร์เอลนีโญที่เข้ามา ทวีความรุนแรงของความแห้งแล้งให้ยาวนานกว่าปกติ สภาพอากาศที่แปรปรวนและฝนทิ้งช่วง นับเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43478 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F08.jpg" alt="" width="800" height="551" /></p>
<p>ทั้งนี้ ที่ผ่านมา​ปรากฎการณ์เอลนีโญจะเกิดขึ้นราว 5 – 10 ปี/ครั้ง แต่ปัจจุบันพบว่าเกิดถี่ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำอันดับแรก คือ ทำความเข้าใจ ทำใจ แต่ต้องไม่ยอมแพ้และพยามยามหาทาง​รับมือและ​ปรับตัว</p>
<p><em>&#8220;มหาวิทยาลัยขอนแก่น​​ ได้ร่วมมือกับสิงห์อาสา และเครือข่ายชุมชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อร่วมขับเคลื่อน<strong> &#8216;โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> เพื่อให้ชาวบ้านใน 10 พื้นที่ ภาคอีสาน​มีน้ำกินน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี ผ่านการสร้างแหล่งน้ำ​ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการใช้น้ำของชุมชน ทำหน้าที่เป็นทั้งบ่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และเป็นแหล่งน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งได้ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องมากว่า 7 ปี ตั้งแต่ปี ​2563 เป็นต้นมา&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43482 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/M01-879x1024.jpg" alt="" width="879" height="1024" /></p>
<p>การขับเคลื่อน<strong> &#8216;โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> เข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว ผ่าน 10 พื้นที่ในภาคอีสาน ซึ่งจากการติดตามปละประเมินผล พบว่า ความเสี่ยงของชุมชนที่อยู่ในโครงการลดน้อยลง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่จะดำเนินโครงการ โดยเฉพาะปีที่ต้องเผชิญภาวะแล้งจัด ความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำจะสูงขึ้น การมีแหล่งน้ำอยู่ภายในชุมชนจึงทำให้ชาวบ้านมีน้ำสำรองทั้งเพื่อใช้อุปโภค บริโภคภายในครัวเรือน และเพื่อใช้ทำเกษตรและประกอบอาชีพ  เช่น การปลูกข้าว พืชผัก ผลไม้ และยังเป็นแหล่งอาหารของชุมชน สร้างรายได้เพราะมีปลาในบ่อให้ชาวบ้านจับเป็นอาหารได้ รวมถึงระบบน้ำประปาสามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปี</p>
<p><em>&#8220;แหล่งน้ำในชุมชนนอกจากช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะการมาของซูเปอร์เอลนีโญ ยังช่วยบรรเทาผลกระทบในช่วงลานีญาที่มีปริมาณน้ำมาก เพราะการมีทั้งสระใหญ่ และสระเล็กๆ ที่สร้างไว้โดยรอบ ยังทำหน้าที่ช่วยชะลอน้ำ ป้องกันความเสียหายของผลผลิตในพื้นที่ได้ด้วย การดำเนินโครงการนี้ จึงเป็นเหมือนการนำภูมิปัญญาเดิมกลับมาใช้ใหม่ เพราะ​<strong>​</strong>สมัยก่อนอาจมีการเก็บน้ำสีเขียว (น้ำธรรมชาติ) ลงตุ่ม เป็นสีฟ้า (น้ำที่กักเก็บไว้) เพื่อเก็บไว้ใช้ แต่ปัจจุบันชุมชนต่างๆ เริ่มมีการเก็บน้ำไว้ใช้ในรูปแบบเดิมน้อยลง&#8221;</em>​</p>
<p><strong>&#8216;เอลนีโญ ลานีญา&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติชั่วครู่</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43479 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F05.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์</strong> อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้มุมมองปิดท้ายว่า เอลนีโญ และ ลานีญา เป็นสิ่งถาวรที่จะอยู่กับเราไปอีก 40-50 ปี ไม่ใช่ภัยพิบัติที่จะมาเพียงชั่วครู่ ดังนั้น เราจะปรับตัวอย่างไรกับสิ่งที่จะอยู่ถาวร หากจะลงทุนในวันนี้ ทำอย่างไรให้คุ้ม เพื่อการรับมือระยะยาว แต่ละหน่วยงาน องค์กร อาจจะต้องมีทีมงานในการศึกษา รับมือ และปรับตัว</p>
<p><strong><em>“ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น ต้องทราบว่าผลกระทบในการดำเนินชีวิตจะมากขึ้นเรื่อยๆ การรับมือต้องเป็นการรับมือระยะยาว และสิ่งที่กำลังจะมา คือ บทเรียนในการทดลองการรับมือ และยกระดับการรับมือกับซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังมา แล้วเราจะหาจุดที่เหมาะสมกับทำธุรกิจและการใช้ชีวิตได้” </em></strong>ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/">รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
