<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ปรีญาพร สุวรรณเกษ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 25 Apr 2026 13:40:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ปรีญาพร สุวรรณเกษ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม = วิกฤตเศรษฐกิจ&#8217; TEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการหาทางรอด พร้อมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/triple-planetary-crisis-seminar/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Apr 2026 12:57:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BEDO]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[TBCSD]]></category>
		<category><![CDATA[TE]]></category>
		<category><![CDATA[Triple Planetary Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ณกรณ์ ตรรกวิรพัท]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนิต ชังถาวร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเสริฐ บุญสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีญาพร สุวรรณเกษ]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41359</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD : Thailand Business Council for Sustainable Development ) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) และ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ BEDO ​ร่วมมือ​จัดงานสัมมนา &#8216;Triple Planetary Crisis : เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน&#8217; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ พร้อมร่วมกำหนดแนวทางดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในระดับเชิงนโยบาย และการปฏิบัติในเชิงพื้นที่ เพื่อแก้ไขวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้ง 3 ประการที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ เพื่อร่วมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน &#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม&#8217; คือเรื่องเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจ ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) กล่าวว่า  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/triple-planetary-crisis-seminar/">&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม = วิกฤตเศรษฐกิจ&#8217; TEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการหาทางรอด พร้อมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน</strong> (TBCSD : Thailand Business Council for Sustainable Development ) ร่วมกับ <strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> (Thailand Environment Institute หรือ TEI) และ <strong>สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)</strong> (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ <strong>BEDO</strong> ​ร่วมมือ​จัด<strong>งานสัมมนา &#8216;</strong><strong>Triple Planetary Crisis : </strong><strong>เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-41359"></span></p>
<p>เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ พร้อมร่วมกำหนดแนวทางดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในระดับเชิงนโยบาย และการปฏิบัติในเชิงพื้นที่ เพื่อแก้ไขวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้ง 3 ประการที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ เพื่อร่วมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</p>
<p><strong>&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม&#8217; คือเรื่องเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจ</strong></p>
<p><strong>ดร.ธนิต ชังถาวร</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) กล่าวว่า  วิกฤตโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมลภาวะสิ่งแวดล้อม กำลังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ เพราะวิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ผลประทบทางสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเติบโตของภาคธุรกิจด้วย ขณะที่การแข่งขันของภาคธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้แข่งเพียงแต่การเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การเติบโต หรือแค่เพียงนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังต้องมองครอบคลุมไปถึงความสามารถของธุรกิจในการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41361 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ดร.ธนิต-ผอ.BEDO_.jpg" alt="" width="1200" height="736" /></p>
<p><em>&#8221; BEDO พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงทรัพยากรชีวภาพ ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรของประเทศ โดยได้พัฒนาโปรแกรม Business &amp; Biodiversity Sustainability Program เพื่อทำงานร่วมกับภาคธุรกิจในการเตรียมพร้อมประเมินตัวเอง วางแผน เพื่อสามารถลดผลกระทบการดำเนินงานทางธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งในอนาคตมิติเหล่านี้อาจถูกกำหนดให้กลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าในรูปแบบที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Non-Tariff Barriers ในระดับนานาชาติได้  รวมทั้งการผ​</em><em>ลักดันแนวคิด Nature Positive หรือเศรษฐกิจธรรมชาติเชิงบวก เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินงานอย่างเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงต่อยอดความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเปลี่ยนความท้าทายไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน&#8221;</em></p>
<p><strong>คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ</strong> รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะ​ประธานกล่าวเปิดงานสัมมนา และได้​ร่วมบรรยายพิเศษเรื่อง <strong>&#8216;Triple Planetary Crisis: ทิศทางนโยบายและบทบาทของประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217; </strong>โดยให้ข้อมูล​ว่า 3 ประเด็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ อันได้แก่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)  และปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม (Pollution) ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41362 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/คุณเปรีญาพร-รองปลัดทส.-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยปัจจุบันนี้ โลกไม่ใช่เพียงกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยในปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส​แล้ว และยัง​​สูงสุดในประวัติศาสตร์ของโลก รวมทั้ง​ความเข้มข้นของก๊าซ​ CO2 ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 2 ล้านปีของโลก ขณะที่มหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนส่วนเกินเพิ่มขึ้นถึง 91% และมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นในอัตราเร็วขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นแล้วกว่า 11 เซนติเมตร นับจากปี 1973  ส่วนความเสี่ยง​ต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ คาดว่าสิ่งมีชีวิตกว่า 1 ล้านสายพันธุ์​ มีโอกาสสูญพันธุ์ได้ภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ซึ่งชัดเจนว่าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มรุนแรงและรวดเร็วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><em>&#8220;วิกฤตทั้ง 3 ด้านมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และเพิ่ม​ความเสี่ยงต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ​รวมท้ังมีผลต่อความสามารถของธรรมชาติในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้ลดลง ขณะที่​​​​ปัญหามลพิษก็จะ​ซ้ำเติมให้ทั้งสองวิกฤต​​​รุนแรงเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น​ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ไม่สามารถดำเนินการแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการส่งเสริมแนวทางการพัฒนาที่มุ่งสู่ Nature Positive ที่ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน&#8221;</em></p>
<p>นอก​จากนี้ ทั้ง 3 วิกฤตยังกลายเป็นกรอบสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ แต่กระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก เช่น การเกิดภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง เช่น การเกิดไฟป่าในรัฐแคลิฟอเนียร์ ที่สร้างความเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (USD)  อุทกภัยในเวียดนาม สร้างความเสียหาย 1,900 ล้านUSD  นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าปัญหาความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศยังส่งผลต่อสุขภาพของประชากรโลก โดยพบว่าผลกระทบจากมลพิษ เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนกว่า 7 ล้านคนทั่วโลก</p>
<p>ขณะเดียวกัน วิกฤต Biodiversity Loss ยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของโลก โดย WEF ระบุว่า ระบบเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 44 ล้านล้านUSD หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP โลก ต้องพึ่งพิงจากทรัพยากรธรรมชาติทั้งในระดับสูงและระดับปานกลาง รวมทั้งพืชอาหารกว่า  75% ของโลก ที่ยังต้องอาศัยการผสมกสรตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อมทั้ง 3 เรื่องนี้ จึงถือเป็นความเสี่ยงสำคัญและส่งผลกระทบโดยตรงทั้งต่อระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ห่วงโซ่อุปทานโลก ความมั่นคงทั้งอาหาร น้ำ และวัตถุดิบ ไปจนถึงภาคแรงงาน ดังนั้น ความมั่นคงของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41363 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Tripple-Crisis.jpg" alt="" width="1200" height="657" /></p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันหลายภาคส่วนเริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งภาคพลังงาน ที่ต่างเร่งขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ​ภาคเกษตรที่ผลผลิตได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องปรับตัวต่อความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมรวมทั้งความร้อน และเป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนว่าความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นความเสี่ยงของภาคธุรกิจแล้วอย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><strong>ภาคเอกชน ร่วมมือแก้ Tripple Crisis อย่างบูรณาการ</strong></p>
<p><strong>คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์</strong> ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืน (TBCSD) ในฐานะเครือข่ายธุรกิจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งของประเทศมีความมุ่งมั่น ในการร่วมสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดย TBCSD ได้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจ ร่วมกับภาครัฐ และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม<br />
ของประเทศไทย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution) ซึ่งปัญหาหลักทั้ง 3 ประการนี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบ<br />
ซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41364 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/คุณประเสริฐ-ประธานTBCSD.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ทุกภาคส่วน​ต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤตทั้งสามพร้อมกันอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้เป็นประเด็นที่ TBCSD นำมาหารือกับองค์กรสมาชิกเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Business for Biodiversity) “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) นับว่าเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่มีความสำคัญอย่างมากและต้องได้รับการดูแล ฟื้นฟู อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยในมุมของภาคธุรกิจ องค์กรภาคธุรกิจไทยควรที่จะต้องเริ่มนำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมอันเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการแข่งขันในอนาคต ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึง การเข้าถึงกลไกการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ อีกด้วย”  </em></p>
<p><strong>ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤตโลก</strong></p>
<p>ช่วงเสวนา เรื่อง <strong>Triple Planetary Crisis: ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤตโลกสู่อนาคตที่ยั่งยืน</strong> โดยผู้บริหารระดับสูงจาก 3 หน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมเปลี่ยนวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ดังนี้</p>
<p><strong>คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท</strong> ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ​ปัจจุบันคาร์บอนเครดิต ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็น &#8216;<strong>เทคโนโลยีทางธรรมชาติ&#8217;</strong> ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกักเก็บคาร์บอนและยับยั้งวิกฤตโลกเดือดอย่างยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;การพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยเฉพาะในภาคป่าไม้และการเกษตร ไม่เพียงแต่ช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอน แต่ยังเป็นการรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างผลประโยชน์ร่วมที่วัดผลได้ ทั้งการเป็นแหล่งต้นน้ำ การรักษาความปลอดภัยทางอาหาร และการสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนท้องถิ่นผ่านการดูแลป่า ดังนั้น การบูรณาการระหว่างคาร์บอนเครดิตและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างสมดุล มั่นคง และได้รับการยอมรับในเวทีโลกอย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41365 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/เสวนาช่วงที่-1-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ธนิต ชังถาวร</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) ​กล่าวว่า วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเปลี่ยนจากประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและธุรกิจโดยตรง จากแรงกดดันของกิจกรรมมนุษย์ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้พึ่งพาและผู้มีส่วนก่อให้เกิดผลกระทบ ขณะเดียวกัน แนวโน้มระดับโลกเริ่มมีการผลักดันนโยบายและกฎหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่</p>
<p><em>&#8220;แนวคิด<strong> Nature Positive</strong> จึงถูกนำมาเป็นทิศทางสำคัญ โดยมุ่งเน้น​ฟื้นฟูและเพิ่มพูนธรรมชาติควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบเท่านั้น ในบริบทของประเทศไทย  BEDO มุ่งผลักผลันการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจสู่ Nature Positive Economy ผ่านกรอบการดำเนินงาน ACT-D ได้แก่ การประเมิน (Assess) การกำหนดแผน (Commit) การปรับเปลี่ยนสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืน (Transform) และการเปิดเผยข้อมูล (Disclose) ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมิน วางแผน ปรับตัว และเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งทิศทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของภาคธุรกิจ จากการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงเป็นความรับผิดชอบ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของเศรษฐกิจไทย”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41366 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/เสวนาช่วงที่-1-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโลก 3 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติจนกลายมาเป็นความท้าทายในการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่ ปัญหามลพิษทางอากาศจาก PM2.5 อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นความท้าทายในยุคโลกรวนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการจัดการแก้ไขปัญหาในทุกมิติตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงระดับการปฎิบัติการในเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึง ปัญหามลพิษขยะและขยะพลาสติก</p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะและการจัดการขยะพลาสติกทั้งในเชิงระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกและขยะอื่น ๆ อย่างเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน อันเป็นการ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการหมุนเวียนวัสดุและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการหมุนเวียนพลาสติกทั้งระบบ ร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติกด้วยกลไกทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายใน การลดปริมาณขยะ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุใช้แล้วเพื่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/triple-planetary-crisis-seminar/">&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม = วิกฤตเศรษฐกิจ&#8217; TEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการหาทางรอด พร้อมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TIPMSE ผนึกกำลัง 16,000 สมาชิก เดินหน้า EPR in Action &#8216;เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเป็นวัตถุดิบ&#8217; สร้างมูลค่า-ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/tipmse-go-forward-epr-in-action/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Oct 2025 08:39:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[D4R]]></category>
		<category><![CDATA[Design for Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[EPR]]></category>
		<category><![CDATA[EPR Network]]></category>
		<category><![CDATA[extended producer responsibility]]></category>
		<category><![CDATA[FTI]]></category>
		<category><![CDATA[packaging]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[TIPMSE]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีญาพร สุวรรณเกษ]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[ส.อ.ท.]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เกรียงไกร เธียรนุกุล]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษิต สุขสิงห์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36876</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) ระดมพลังภาคีเครือข่ายกว่า 149 องค์กร และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  กว่า 16,000 ราย ร่วมขับเคลื่อน EPR in Action เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้กลับมาเป็นวัตถุดิบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลักดันมาตรการจูงใจ ด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี สร้างกลไกตลาด การส่งเสริม Design for Recycle (D4R) การใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม TIPMSE  เปิดเวทีแสดงพลังในหัวข้อ &#8216;รวมพลังขับเคลื่อน EPR เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นวัตถุดิบ&#8217;  เดินหน้าขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนด้วยหลัก EPR (Extended Producer Responsibility) ภายใต้ พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ​คุณโฆษิต สุขสิงห์ รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/tipmse-go-forward-epr-in-action/">TIPMSE ผนึกกำลัง 16,000 สมาชิก เดินหน้า EPR in Action &#8216;เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเป็นวัตถุดิบ&#8217; สร้างมูลค่า-ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (</strong><strong>TIPMSE)</strong> <strong>ระดมพลังภาคีเครือข่ายกว่า 149 องค์กร </strong><strong>และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  กว่า </strong><strong>16,000</strong><strong> ราย </strong><strong>ร่วมขับเคลื่อน </strong><strong>EPR in Action </strong><strong>เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้กลับมาเป็นวัตถุดิบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลักดันมาตรการจูงใจ ด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี สร้างกลไกตลาด การส่งเสริม </strong><strong>Design for Recycle (D4R) </strong><strong>การใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล </strong><strong>(PCR) </strong><strong>ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม</strong><span id="more-36876"></span></p>
<p><strong>TIPMSE </strong> เปิดเวทีแสดงพลังในหัวข้อ &#8216;<strong>รวมพลังขับเคลื่อน </strong><strong>EPR </strong><strong>เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นวัตถุดิบ&#8217;  </strong>เดินหน้าขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนด้วยหลัก <strong>EPR</strong> (Extended Producer Responsibility) ภายใต้ พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36881 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Big-Group.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยได้รับเกียรติจาก <strong>คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ </strong>อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย<strong> คุณ</strong><strong>เ</strong><strong>กรียงไกร เธียรนุกุล</strong> ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) <strong>​คุณโฆษิต สุขสิงห์<br />
</strong>รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ TIPMSE ผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา องค์กรอิสระ ร่วมสานต่อภาคีเครือข่ายสู่การผนึกกำลังกับองค์กรต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ที่เป็นศูนย์กลางผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้บริโภค ผู้รวบรวม และโรงงานรีไซเคิล</p>
<p>ในรูปแบบของสมาคม กลุ่มอุตสาหกรรม เครือข่ายพันธมิตร และสภาองค์กรต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับหน้าที่จัดการบรรจุภัณฑ์ที่มุ่งนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล รวมถึงจับมือกับองค์กรสนับสนุน อย่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กรอิสระ องค์กรระหว่างประเทศ เพื่อระดมความคิดเห็น แบ่งปันองค์ความรู้ และทรัพยากรต่างๆ ตามบทบาทที่สอดคล้องกับหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ภายใต้ความร่วมมือของ <strong>เครือข่ายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน หรือ EPR Network</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36878 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/คุณเกรียงไกร-02.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>​คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล </strong>ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวในเวทีสัมมนา รวมพลังขับเคลื่อน EPR เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นวัตถุดิบ ว่า ส.อ.ท. มีเป้าหมายในการเร่งยกระดับอุตสาหกรรมเดิมและพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable  Development Goals: SDGs) สอดรับกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความท้าทายระดับโลก (Global Challenges) โดยไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)</p>
<p>สำหรับกลไก EPR ของไทย ขณะนี้มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ TIPMSE ภายใต้ ส.อ.ท. ได้เตรียมความพร้อมให้กับสมาชิกที่มีอยู่กว่า 16,000 ราย เข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36880 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Re-Kthongchai.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>TIPMSE</strong> ได้วางแผนดำเนินการใน 4 ด้าน เพื่อพัฒนาการเก็บคืนบรรจุภัณฑ์เข้าสู่ระบบรีไซเคิล  ประกอบด้วย</p>
<p><strong> 1. พัฒนากลไก EPR ที่เหมาะสมกับประเทศไทย</strong> เพื่อพัฒนาร่างกฎหมาย รวมถึงร่วมกับองค์กรในและต่างประเทศ ทำระบบจัดการข้อมูล EPR รวมถึงซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และคำนวณค่าธรรมเนียม (EPR Fee) และโครงสร้างขององค์กรรับผิดชอบการจัดการบรรจุภัณฑ์ (Producer Responsibility Organization : PRO)</p>
<p><strong>2. พัฒนาระบบเก็บกลับ เพื่อให้เกิดต้นแบบการจัดเก็บตามหลักการ EPR</strong> โดยได้นำร่องในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ในโครงการ Packback: Chonburi CE City Model และถอดบทเรียน โดยปีนี้มีแผนยกระดับความร่วมมือในการทดลอง Voluntary PRO และศึกษาวิธีทำงานร่วมกันของ PRO หน่วยงานท้องถิ่น และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>
<p><strong>3. สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โ</strong>ดยขยายความร่วมมือกับองค์กรที่เป็นศูนย์รวมของกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง รวมถึงองค์กรต่างๆ ที่จะมาสนับสนุนตลอดเส้นทางห่วงโซ่คุณค่าของบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้เป็นกลไกเครือข่ายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” หรือ EPR Network</p>
<p><strong>4. พัฒนาองค์ประกอบอื่นๆ ผลักดันให้เกิดแนวคิดการออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycle)</strong> ที่จะช่วยให้บรรจุภัณฑ์กลับมาเป็นวัตถุดิบได้ รวมถึงการพัฒนามาตรการจูงใจเพื่อสนับสนุน EPR เช่น ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดให้ใช้ PCR จากแหล่งที่มาภายในประเทศมาใช้ การออกใบรับรองหน่วยงานร่วมขับเคลื่อน (EPR Certification) ที่จะเข้ามาช่วยให้ทุกฝ่ายที่เข้ามามีส่วนร่วมได้รับประโยชน์จากการทำงาน เพื่อใช้ในการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36877 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/คุณโฆษิต-01.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน <strong>คุณโฆษิต สุขสิงห์ </strong>รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธาน TIPMSE กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจาก TIPMSE ดำเนินงานมาจะครบ 20 ปี ของการก่อตั้งสถาบันฯ ในเดือนธันวาคมนี้ โดยสถาบันฯ มีเป้าหมายผลักดันให้เกิดการ &#8216;<strong>เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นวัตถุดิบ&#8217; </strong>ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สามารถทำได้จริง ภายใต้ความร่วมมือของภาคีเครือข่าย EPR Network ที่ขยายจากเดิมกว่า 149 หน่วยงาน มาสู่องค์กรศูนย์กลาง ที่ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งการกระจายข่าวสาร ข้อมูลและความรู้ และผลักดันให้บรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับมาเป็นวัตถุดิบในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน</p>
<p>แนวทางดังกล่าว มุ่งเน้นการส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สังคม อันเป็นผลจากความร่วมมือที่เข้มแข็งของหลายภาคส่วน ซึ่งได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม เครือข่ายยังต้องทำงานอย่างต่อเนื่องและขยายการสื่อสารเรื่อง EPR ไปยังองค์กรสมาชิกให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36879 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Jpg-52.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อน EPR เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นวัตถุดิบ (EPR in Action) ในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ TIPMSE สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  ซึ่งจัดขึ้นในงาน Sustainable Expo หรือ SX2025  โดยในแต่ละปีจะมีการขยายความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เพื่อให้การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/tipmse-go-forward-epr-in-action/">TIPMSE ผนึกกำลัง 16,000 สมาชิก เดินหน้า EPR in Action &#8216;เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเป็นวัตถุดิบ&#8217; สร้างมูลค่า-ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TEI เปิดผลการศึกษาและข้อเสนอการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนพลาสติกเป้าหมาย   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/thailand-plastic-waste-management-roadmap-2030/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Sep 2024 00:19:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573]]></category>
		<category><![CDATA[single-use plastic]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีญาพร สุวรรณเกษ]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[วิศรา หุ่นธานี]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29160</guid>

					<description><![CDATA[<p>“โครงการศึกษาวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวและเสนอกลไกการขับเคลื่อนตาม Roadmap การจัดการขยะพลาสติกของประเทศ”  มีที่มาจากประเทศไทยถูกจัดว่าเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลก ที่มีการรั่วไหลของพลาสติกลงสู่ทะเล ขณะที่ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังประสบปัญหาวิกฤตขยะพลาสติกที่มีจำนวนมหาศาล จากการนำพลาสติกมาใช้ทดแทนผลิตภัณฑ์อื่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single Use Plastic : SUP) อาทิ ถุงร้อน ถุงเย็น ถุงหูหิ้ว แก้วพลาสติก หลอดพลาสติก กล่องโฟมบรรจุอาหาร แต่ไม่มีการนำกลับไปใช้ประโยชน์เข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากประเด็นปัญหาดังกล่าว ภาครัฐและเอกชนจึงเริ่มให้ความสำคัญและตระหนักถึงปัญหามลพิษ จากขยะพลาสติกมากขึ้น นำไปสู่การจัดทำ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 ใช้เป็นกรอบและทิศทางการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการจัดการขยะพลาสติกของประเทศ นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ  กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานที่ร่วมเป็นคณะที่ปรึกษาโครงการฯ เห็นว่าการที่ทุกภาคส่วนร่วมกันหาทางออก จะเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก ตามกรอบและทิศทางของ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก และแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายในการลดขยะพลาสติก และนำผลิตภัณฑ์พลาสติกเป้าหมายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/thailand-plastic-waste-management-roadmap-2030/">TEI เปิดผลการศึกษาและข้อเสนอการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนพลาสติกเป้าหมาย   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em><strong>“โครงการศึกษาวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวและเสนอกลไกการขับเคลื่อนตาม Roadmap การจัดการขยะพลาสติกของประเทศ”</strong>  </em>มีที่มาจากประเทศไทยถูกจัดว่าเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลก ที่มีการรั่วไหลของพลาสติกลงสู่ทะเล</p>
<p><span id="more-29160"></span></p>
<p>ขณะที่ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังประสบปัญหาวิกฤตขยะพลาสติกที่มีจำนวนมหาศาล จากการนำพลาสติกมาใช้ทดแทนผลิตภัณฑ์อื่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single Use Plastic : SUP) อาทิ ถุงร้อน ถุงเย็น ถุงหูหิ้ว แก้วพลาสติก หลอดพลาสติก กล่องโฟมบรรจุอาหาร แต่ไม่มีการนำกลับไปใช้ประโยชน์เข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)</p>
<p>จากประเด็นปัญหาดังกล่าว ภาครัฐและเอกชนจึงเริ่มให้ความสำคัญและตระหนักถึงปัญหามลพิษ จากขยะพลาสติกมากขึ้น นำไปสู่การจัดทำ<em><strong> Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573</strong> </em>ใช้เป็นกรอบและทิศทางการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการจัดการขยะพลาสติกของประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29165 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/1-7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ</strong>  กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานที่ร่วมเป็นคณะที่ปรึกษาโครงการฯ เห็นว่าการที่ทุกภาคส่วนร่วมกันหาทางออก จะเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก ตามกรอบและทิศทางของ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก และแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายในการลดขยะพลาสติก และนำผลิตภัณฑ์พลาสติกเป้าหมายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพิ่มขึ้น รวมทั้งการลดปริมาณขยะพลาสติกที่มีโอกาสหลุดรอดลงสู่ทะเล</p>
<p><strong>ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ประธานคณะอนุกรรมการ </strong>แผนงานกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวถึง หน่วย บพข. ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) มีภารกิจในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สำหรับการศึกษานี้ที่หน่วย บพข.ให้การสนับสนุน เพราะเห็นว่าจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานในระดับนโยบาย โดยการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29164 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/5-5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และประธาน </strong><strong>PPP Plastics </strong>กล่าวว่า หลายประเทศทั่วโลกกำลังประสบปัญหากับวิกฤติขยะพลาสติกที่มีจำนวนมหาศาล องค์กรสหประชาชาติก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งการศึกษานี้ได้หยิบยกมาศึกษาเพื่อหาทางเลือก ได้แก่ ถุงหูหิ้วแบบบาง กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติกแบบบาง หลอดพลาสติก แล้วทิ้งรวมและถูกนำไปฝังกลบรวมกับขยะมูลฝอยอื่น ๆ โดยทั่วไปแล้วขยะพลาสติกมีความคงทนและสามารถทนต่อแรงอัดได้สูงจึงใช้พื้นที่ในการฝังกลบมากกว่าขยะประเภทอื่น อีกทั้งยังใช้เวลาในการย่อยสลายนับร้อยปี พลาสติกที่ถูกทิ้งปะปนลงสู่ทะเลก็สร้างปัญหาใหญ่ ก็คือ ไมโครพลาสติก ทำให้ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณการจัดการและสูญเสียพื้นที่ฝังกลบขยะจากประเด็นปัญหาดังกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29163 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/2-6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การนำเสนอผลการศึกษาและข้อเสนอการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนพลาสติกเป้าหมาย โดย <strong>นางสาววิศรา หุ่นธานี ผู้เชี่ยวชาญ</strong> สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้ย้ำถึงการลดและหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวเป็นลำดับแรก ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ซ้ำได้ ส่วนผลิตภัณฑ์ทางเลือกต่าง ๆ ควรใช้เท่าที่จำเป็น แม้ส่วนใหญ่จะย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ แต่การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังไม่แพร่หลาย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ได้มีการจำกัดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในบางสถานที่ ซึ่งควรขยายผลให้กว้างขึ้น นอกจากนี้  ยังมีข้อเสนออื่น ๆ  ที่ครอบคลุมทั้งในขั้นตอนการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การลดขยะพลาสติกในขั้นตอนการบริโภค และการจัดการขยะพลาสติกหลังการบริโภค ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนไปสู่ในการกำหนดแนวทางการจัดการพลาสติก และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม และนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/thailand-plastic-waste-management-roadmap-2030/">TEI เปิดผลการศึกษาและข้อเสนอการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนพลาสติกเป้าหมาย   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>PPP Plastics ประกาศความร่วมมือ “Building Ecosystem for Plastic Circularity” ผนึกพันธมิตรเดินหน้ายกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/08/ppp-plastics-building-ecosystem-for-plastic-circularity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 25 Aug 2024 06:18:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Building Ecosystem for Plastic Circularity]]></category>
		<category><![CDATA[circular]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[PPP Plastics]]></category>
		<category><![CDATA[ซาเล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ฐิติธัม พงศ์พนางาม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีญาพร สุวรรณเกษ]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ภรณี กองอมรภิญโญ]]></category>
		<category><![CDATA[ยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านรับซื้อของเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28321</guid>

					<description><![CDATA[<p>โครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) ภายใต้การนำขององค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และองค์กรภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนที่เป็นผู้นำด้านการกำหนดนโยบายและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการพลาสติกของประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดงานแถลงข่าวผลงาน PPP Plastics “Building Ecosystem for Plastic Circularity” โดยมีการแถลงผลการดำเนินงานและการส่งมอบตำแหน่งประธาน PPP Plastics การเปิดตัวโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า และการเสวนาหัวข้อการเตรียมพร้อมของประเทศไทยในการเข้าร่วมข้อตกลงระหว่างประเทศด้านมลพิษจากพลาสติก นายภราดร จุลชาต ประธาน PPP Plastics กล่าวว่า PPP Plastics ได้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมการจัดการขยะอย่างยั่งยืนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องมากว่า 6 ปี ทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมส่งเสริมการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายในการลดขยะพลาสติกทะเลลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ภายใน พ.ศ. 2570 โดยได้ดำเนินการใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) ด้านนโยบาย (2) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (3) ด้านนวัตกรรม (4) ด้านการศึกษาและการสื่อสาร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/ppp-plastics-building-ecosystem-for-plastic-circularity/">PPP Plastics ประกาศความร่วมมือ “Building Ecosystem for Plastic Circularity” ผนึกพันธมิตรเดินหน้ายกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (</strong><strong>PPP Plastics</strong><strong>) </strong>ภายใต้การนำขององค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และองค์กรภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนที่เป็นผู้นำด้านการกำหนดนโยบายและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการพลาสติกของประเทศไทย ได้ร่วมกันจัด<strong>งานแถลงข่าวผลงาน </strong><strong>PPP Plastics “Building Ecosystem for Plastic Circularity”</strong> โดยมีการแถลงผลการดำเนินงานและการส่งมอบตำแหน่งประธาน PPP Plastics การเปิดตัวโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า และการเสวนาหัวข้อการเตรียมพร้อมของประเทศไทยในการเข้าร่วมข้อตกลงระหว่างประเทศด้านมลพิษจากพลาสติก</p>
<p><span id="more-28321"></span></p>
<p><strong>นายภราดร จุลชาต </strong>ประธาน PPP Plastics กล่าวว่า PPP Plastics ได้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมการจัดการขยะอย่างยั่งยืนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องมากว่า 6 ปี ทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมส่งเสริมการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายในการลดขยะพลาสติกทะเลลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ภายใน พ.ศ. 2570</p>
<p>โดยได้ดำเนินการใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) <strong>ด้านนโยบาย</strong> (2) <strong>ด้านโครงสร้างพื้นฐาน</strong> (3) <strong>ด้านนวัตกรรม</strong> (4) <strong>ด้านการศึกษาและการสื่อสาร</strong> (5) <strong>จัดทำฐานข้อมูล</strong> (6) <strong>บริหารจัดการงบประมาณ</strong> ทั้งนี้ งานของ PPP Plastics ประสบความสำเร็จได้เนื่องจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน จึงขอขอบคุณภาคเอกชนที่เป็นสมาชิกของ PPP Plastics ภาครัฐ ภาคประชาสังคมและองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงภาคีเครือข่ายในการดำเนินโครงการต่าง ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28325 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/นายภราดร-จุลชาต-ประธาน-PPP-Plasticsก่อนมอบตำแหน่ง-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นางภรณี กองอมรภิญโญ </strong>PPP Plastics Communication Taskforce Leader กล่าวว่า PPP Plastics มุ่งมั่นที่จะสร้างรากฐานที่จำเป็นสำหรับการสร้างระบบนิเวศเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของพลาสติก หรือ plastic circularity โดยมีโครงการไฮไลท์ ได้แก่ โครงการ Smart Recycling Hub และโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งการที่จะผลักดันให้เกิดองคาพยพของเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริงนั้นจำเป็นจะต้องมีการสื่อสารที่เข้มแข็งในทุกระดับเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและสามารถขับเคลื่อนงานไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้</p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า จากนี้ต่อไป PPP Plastics ยังคงเดินหน้าสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งตอบสนองต่อทิศทางนโยบายทั้งระดับประเทศและระดับโลกที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน (EPR) กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน มาตรฐาน PCR และข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยในการขับเคลื่อนงานในอนาคต PPP Plastics จะจัดตั้งเป็นสมาคม PPP Plastics เพื่อให้สามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28328 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/ภาพประกอบ_การแถลงผลงาน-PPP-Plastics-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ภายในงานแถลงข่าวได้มีการจัด<u>พิธีส่งมอบตำแหน่งประธาน </u><u>PPP Plastics</u> ระหว่าง <strong>นายภราดร จุลชาต</strong> ในนามกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้กับ <strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ในนามองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) เพื่อสานต่อและขยายผลการดำเนินงานของ PPP Plastics ให้สำเร็จบรรลุเป้าหมายหลักทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติในการสนับสนุนการขับเคลื่อน Roadmap การจัดการขยะพลาสติก</p>
<p>พร้อมกันนี้ ได้มีงาน<u>แถลงข่าวเปิดตัวโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า</u> โดยมีผู้บริหารจากองค์กรภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการฯ ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย PPP Plastics กรมควบคุมมลพิษ กรุงเทพมหานคร องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า และองค์กรภาคธุรกิจที่ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานโครงการฯ ได้แก่  กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จํากัด บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาศักยภาพให้กับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูล และการลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่เชื่อมโยงกันในระดับประเทศ และอบรมให้ความรู้แก่ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อนำวัสดุรีไซเคิลคุณภาพดีกลับเข้าสู่ระบบการผลิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28326 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/ภาพประกอบ_เปิดตัวโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้ง-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกเหนือไปจากนี้แล้วยังมี<u>การเสวนาหัวข้อ “การเตรียมพร้อมของประเทศไทยในการเข้าร่วมข้อตกลงระหว่างประเทศด้านมลพิษจากพลาสติก</u> โดยมีกรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มาร่วมนำเสนอข้อมูล</p>
<p><strong>ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี</strong> อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า “ทะเลและชายฝั่งเป็นแหล่งของทรัพยากรทางทะเลที่สำคัญ แต่ปัจจุบันมนุษย์ได้สร้างมลพิษ โดยเฉพาะขยะทะเลชนิดขยะพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพ สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรทางทะเล เช่น แนวปะการัง แหล่งหญ้าทะเล สัตว์ทะเลชนิดต่างๆ ทั้งเต่าทะเล โลมา วาฬ และพะยูน รวมถึงสัตว์ทะเลที่เป็นอาหารของมนุษย์ ขยะพลาสติกเหล่านี้จะกลายเป็นไมโครพลาสติกซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ต่อไป ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่สามารถรอเวลาได้ หน่วยงานต่าง ๆ ต้องลงมือปฏิบัติและจัดการอย่างเป็นรูปธรรมแบบบูรณาการเพื่อให้การแก้ปัญหาขยะพลาสติกประสบความสำเร็จและยั่งยืน”</p>
<p><strong>นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ</strong> อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า “มลพิษจากพลาสติก เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ปัจจุบันโลกกำลังให้ความสำคัญ รองจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในปี พ.ศ. 2568 องค์การสหประชาชาติกำลังจะให้มีอนุสัญญามลพิษพลาสติกขึ้น และอาจจะมีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมผู้ผลิตพลาสติก ที่จะต้องมีการผลิตพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผู้จำหน่ายที่จะต้องเริ่มมีการจำกัดหรือควบคุมการแจกจ่ายบรรจุภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว นอกจากนี้ผู้บริโภคจะต้องมีความตระหนักในการใช้พลาสติกอย่างรู้คุณค่า และแยกประเภทขยะให้ถูกต้อง รวมทั้งผู้เก็บรวบรวมขยะที่จะต้องนำกลับคืนขยะรีไซเคิลทุกประเภทเหล่านี้เพื่อนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อไป”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28331 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/ภาพประกอบ_การเสวนา-เตรียมพร้อมประเทศไทยเข้าร่วมข้อตกลงมลพิษพลาสติก-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นายฐิติธัม พงศ์พนางาม</strong> ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าวว่า “ภาคธุรกิจไม่สามารถมองประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมด้วยมุมมองเชิงธุรกิจเพียงอย่างเดียว เราทุกคนต่างตระหนักว่าเป็นความรับผิดชอบที่จะช่วยกันดูแลและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การพยายามแก้ปัญหาเรื่องพลาสติกโดยการใช้วัสดุอื่นมาทดแทนยังไม่นับเป็นทางออกที่ยั่งยืน แต่กระบวนการรีไซเคิลและการผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนของพลาสติกคือคำตอบของปัญหาเหล่านี้”</p>
<p>และท้ายสุด <strong>PPP Plastics</strong> ได้ร่วมกับองค์กรสมาชิกและองค์กรภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หน่วยงานระหว่างประเทศ สถาบันการศึกษา <u>ประกาศความร่วมมือ “</u><u>Building Ecosystem for Plastic Circularity</u>” เพื่อเป็นการแสดงออกถึงพลังความร่วมมือในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกของประเทศไทยและร่วมส่งเสริมการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/ppp-plastics-building-ecosystem-for-plastic-circularity/">PPP Plastics ประกาศความร่วมมือ “Building Ecosystem for Plastic Circularity” ผนึกพันธมิตรเดินหน้ายกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อึ้ง! คนไทยก่อขยะอาหารปีละเกือบ 10 ล้านตัน!! เร่งสร้างแนวร่วมจัดการ Foodwaste​ ระดับชาติ วางโรดแม็พ 3 ปี ลดการสูญเสียอาหาร 25%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/01/national-cooperation-drive-food-waste-roadmap/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jan 2024 12:03:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Roadmap]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[Surplus Food]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณณัฐณิชา ยี่ลังกา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ชาติวุฒิ วังวล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภานุวัฒน์ อ่อนเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ อินทรกำแหง]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีญาพร สุวรรณเกษ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งกำเนิดขยะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=23555</guid>

					<description><![CDATA[<p>สสส. ผนึก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  กรมควบคุมมลพิษ กรมโลกร้อน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมอนามัย กทม. และ 14 ศูนย์อาหารทั้งภาครัฐและเอกชน นำร่องลดขยะอาหาร ส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมือง พร้อมวางโรดแม็พตั้งเป้าลดขยะอาหารลง 25% ภายในปี 2570  ดร.ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า การจัดการขยะอาหารและปัญหาอาหารส่วนเกินเป็นหนึ่งในวาระระดับโลก ทาง UN จึงกำหนดหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านการ​ลดปริมาณขยะอาหารในระดับค้าปลีกและการบริโภคทั่วโลกลง 50% ภายในปี 2573 (จากปีฐาน 2558)  เช่นเดียวกับปัญหาในประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ที่มีคนอาศัยหนาแน่น และขาดพื้นที่จัดการอาหารส่วนเกิน จึงเกิดการทิ้งอาหารส่วนเกินทั้งจาก​บ้านเรือน ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์อาหาร รวมท้ังไม่มีการนำไปจัดการอย่างถูกต้อง ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการแก้ไขตั้งแต่ต้นทางแหล่งกำเนิด​ พร้อมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยลดทั้งปริมาณขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ​​ลดมลพิษและการสร้างก๊าซเรือนกระจก  ​รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมืองด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/01/national-cooperation-drive-food-waste-roadmap/">อึ้ง! คนไทยก่อขยะอาหารปีละเกือบ 10 ล้านตัน!! เร่งสร้างแนวร่วมจัดการ Foodwaste​ ระดับชาติ วางโรดแม็พ 3 ปี ลดการสูญเสียอาหาร 25%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>สสส. ผนึก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  กรมควบคุมมลพิษ กรมโลกร้อน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมอนามัย กทม. และ 14 ศูนย์อาหารทั้งภาครัฐและเอกชน นำร่องลดขยะอาหาร ส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมือง พร้อมวางโรดแม็พตั้งเป้าลดขยะอาหารลง 25% ภายในปี 2570 </b></p>
<p><span id="more-23555"></span></p>
<p><b>ดร.ชาติวุฒิ วังวล </b>ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า การจัดการขยะอาหารและปัญหาอาหารส่วนเกินเป็นหนึ่งในวาระระดับโลก ทาง UN จึงกำหนดหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านการ​ลดปริมาณขยะอาหารในระดับค้าปลีกและการบริโภคทั่วโลกลง 50% ภายในปี 2573 (จากปีฐาน 2558)  เช่นเดียวกับปัญหาในประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ที่มีคนอาศัยหนาแน่น และขาดพื้นที่จัดการอาหารส่วนเกิน จึงเกิดการทิ้งอาหารส่วนเกินทั้งจาก​บ้านเรือน</span> ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์อาหาร รวมท้ังไม่มีการนำไปจัดการอย่างถูกต้อง ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการแก้ไขตั้งแต่ต้นทางแหล่งกำเนิด​ พร้อมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยลดทั้งปริมาณขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ​​ลดมลพิษและการสร้างก๊าซเรือนกระจก  ​รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมืองด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23562 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/2-5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b>คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ </b>อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span> <span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารประมาณ 9.7 ล้านตัน หรือราว 146 กิโลกรัม/คน/ปี โดยแหล่งกำเนิดสำคัญของขยะอาหาร ประกอบด้วย ตลาดสด ซึ่งมีสัดส่วนขยะอาหารถึง 77.26% จากปริมาณขยะทั้งหมดภายในตลาด </span><span style="font-weight: 400;">ตามมาด้วย​ ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ มีสัดส่วนขยะอาหาร 54.94% จากปริมาณขยะทั้งหมด อาคารสำนักงาน มีสัดส่วนขยะอาหาร 41.41%  คอนโดมิเนียม 40.998%  โรงแรม 37.03%  ซึ่งสถานประกอบการต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะมีศูนย์อาหาร​อยู่ด้วย และถือเป็นจุดสำคัญที่สร้างให้เกิดขยะอาหาร ที่จำเป็นต้องเข้ามาจัดการดูแล เพื่อมุ่งสู่​เป้าหมายที่ทาง UN ได้วางไว้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23559 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/แหล่งเกิดขยะอาหรที่ต้องจัดการ_0.jpg" alt="" width="605" height="756" /></p>
<p><em>&#8220;ทั้งนี้ โรดแม็พเพื่อการขับเคลื่อนการจัดการขยะอาหารให้ลดลงครึ่งหนึ่งตามเป้าหมายในปี 2573 ​ได้​วาง​ Action Plan ​เป็น 2 ระยะที่ ซึ่งระยะแรก ระหว่าง พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อวางกรอบและทิศทางการ​แก้ไขปัญหาการจัดการขยะอาหารอย่างยั่งยืนจากแหล่งกำเนิด มุ่งเน้นการเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งผู้จำหน่ายอาหาร ผู้ประกอบอาหาร รวมทั้งผู้บริโภค ตามวิถีการบริโภคที่ยั่งยืน ทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง การลดขยะอาหาร การนำไปใช้ประโยชน์ต่ออย่างคุ้มค่า เพื่อให้เหลือปริมาณส่วนน้อยที่สุดสำหรับ​นำไปกำจัดอย่างถูกต้อง โดยมีเป้าหมายลดขยะอาหารลงมากกว่า 25% ภายในปี 2570 และระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2571 -2573 ในรูปแบบของการขยายผลเพื่อลดปริมาณขยะอาหารลงให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2573&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23560 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Timeline-ทิศทางจัดการขยะอาหาร_0.jpg" alt="" width="630" height="788" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่กำแพงสำคัญของประเทศในการบริหารจัดการขยะอาหาร<strong> ดร.วิจารย์ อินทรกำแหง</strong> ผอ.ส่วนบริการจัดการมูลฝอยชุมชน กรมควบคุมมลพิษ เสริมว่า ​มาจาก​ 10 ปัญหาต่อไปนี้ คือ 1. ขาดข้อมูลขยะอาหารของแต่ละภาคส่วน 2.การปรับพฤติกรรมของผู้บริโภต (การบริโภค -การทิ้ง) 3.ไม่มีแนวปฏิบัติในการป้องกัน ลด การใช้ประโยชน์จากขยะอาหาร 4. การบริจาคและส่งต่ออาหารส่วนเกินยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ 5.ไม่มีมาตรฐานกลางในการดูแลอาหารส่วนเกิน 6.ขาดแรงจูงใจ เครื่องมือ กลไกให้ภาคธุรกิจปฏิบัติ 7.นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการกำจัดอาหารยังมีราคาแพง 8. ไม่มีระบบคัดแยกและจัดเก็บขยะมูลฝอย 9. ขาดระบบจัดเก็บและรายงานข้อมูลขยะอาหาร และ 10. ขาดศูนย์ความรู้กลางด้านการจัดการขยะอาหาร</span></p>
<p><strong>&#8216;ศูนย์อาหาร&#8217; แหล่งกำเนิดหลักขยะอาหาร</strong></p>
<p><strong>คุณณัฐณิชา ยี่ลังกา</strong> นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ปริมาณขยะอาหารเกือบ 10 ล้านตัน ในปี 2565 ที่ผ่านมา คิดเป็น 38% ของขยะมูลฝอย 26 ล้านตัน ที่เกิดภายในชุมชน ซึ่งเกือบ 90% ที่นำไปเทกองและฝังกลบ และราว 10% ที่มีการนำไปจัดการภายในครัวเรือน และนำไปทำปุ๋ยหมัก ขณะที่ศูนย์อาหารเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ​มักจะมีวัตถุดิบที่เหลือทิ้งทั้งจากขั้นตอนการเตรียมอาหาร  ที่อาจมีการสูญเสียวัตถุดิบ จากการจัดเก็บไม่ได้คุณภาพทำให้เสียหรือหมดอายุ รวมทั้งจากการตัดแต่งเพื่อนำไปก่อนนำไปปรุง ขณะที่ในการปรุงอาหาร ที่อาจจะมีการเตรียมในปริมาณมากเกินไป ทำผิด หรืออาหารไหม้ หรืออาหารที่ลูกค้ารับประทานเหลือ รวมไปถึงขยะอื่นๆ ภายในครัวที่มักจะทิ้งรวมๆ กันไป ทำให้ปริมาณขยะทั้งในครัวและที่เหลือภายในจานมีปริมาณมากพอๆกัน</p>
<p>&#8220;การจัดการขยะอาหารภายในศูนย์อาหารจะใช้หลักการทั้งการป้องกัน การลด เพื่อให้เกิดการสูญเสียอาหารให้น้อยที่สุด รวมทั้งการนำส่วนที่รับประทานไม่หมดมาแปรรูป หรือแปลงสภาพ​เพื่อให้มีส่วนที่เหลือมา​กำจัดให้น้อยที่สุด และนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง  ภายใต้ความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับทั้งผู้บริหารองค์กร ผู้จัดการศูนย์อาหาร ที่มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและวางแผนการขับเคลื่อนของพนักงาน หรือในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารหรือผู้ปรุงอาหาร ที่ต้องคำนวณวัตถุดิบในการนำมาใช้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการจัดเก็บ และการใช้วัตถุดิบ หรือการตักอาหารให้ลูกค้าในขณะจำหน่าย จากการสังเกตุพฤติกรรมของลูกค้าหรือจำนวนยอดขายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ในส่วนของพนักงาน ก็ต้องให้ความสำคัญกับการแยกประเภทขยะแต่ละประเภทโดยไม่ปะปนกัน รวมทั้งในส่วนของลูกค้าเองก็สามารถบอกปริมาณที่ตัวเองต้องการ หรือไม่รับอาหารที่ไม่ทาน เพื่อป้องกันการเกิดขยะ และหากมีอาหารเหลือก็ให้แยกทิ้งออกจากอาหารประเภทอื่น&#8221;​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23556 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/4-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ภานุวัฒน์ อ่อนเทศ</strong> ผู้อำนวยการส่วนบริการจัดการมูลฝอย สำนักงานจัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า จากการขับเคลื่อนนโยบาย &#8216;ไม่เทรวมของ กทม.&#8217; ส่งผลให้ปริมาณขยะของ กทม. ในปี 2566 ลดลงจากปี 2665 จำนวนเฉลี่ย 204 ตันต่อวัน จาก 8,979 ตันต่อวัน เหลือ 8,775 ตันต่อวัน ​​หรือลดลงได้มากกว่า 74,460 ตัน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บลงได้มากกว่า 140 ล้านบาท ขณะที่ขยะอาหารเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุดถึง​ 48%  จากขยะ 14 ประเภทตามชนิดของวัสดุ ซึ่งทาง กทม. ​ได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย และขยะทั่วไป เพื่อนำไปบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ภายใต้การจัดการขยะของ กทม. ที่เน้นการจัดเก็บอย่างครอบคลุมเพื่อไม่มีขยะตกค้าง และกำจัดขยะที่จัดเก็บให้หมดวันต่อวัน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการลดและคัดแยกขยะที่แหล่งกำเนิด โดยส่งเสริมให้ประชาชนทุกครัวเรือน และแหล่งกำเนิดขยะใหญ่ ๆ เช่นโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า ตลาด วัด ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาเก็ต โรงพยาบาล ธนาคาร สำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม ร้านอาหาร ลดและคัดแยกขยะตามหลักการ 3R คือ Reduce ลดการใช้ ลดการผลิตขยะ Reuse การใช้ซ้ำ และ Recycle นำกลับมาใช้ใหม่ โดยขยะรีไซเคิล จะนำไป​ส่งขาย ขยะอินทรีย์ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่แหล่งกำเนิด ขยะอันตราย แยกขายใช้ประโยชน์หรือส่งกำจัด ส่วนที่เหลือคือขยะทั่วไป ซึ่งจะมีการส่งกำจัดอย่างถูกหลักสุขาภิบาล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23558 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/PIC-Group1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า </span>การประกาศเจตจำนงความร่วมมือจัดการขยะอาหารจากศูนย์อาหาร จะเป็นการนำร่องความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกินของประเทศ มีความร่วมมือสำคัญ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. สนับสนุนให้ศูนย์อาหารและหน่วยงานต่าง ๆ มีข้อมูลและกำหนดเป้าหมายลดปริมาณขยะอาหารและอาหารส่วนเกินด้วยระบบคัดแยกและรวบรวมให้เอื้อต่อการนำไปใช้ประโยชน์และกำจัดอย่างเหมาะสม 2. ส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมป้องกันและลดการเกิดขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน  3. ส่งเสริมองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี สำหรับผู้ประกอบอาหารและผู้จำหน่ายอาหารในการป้องกัน ลด คัดแยก และจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน  4. พัฒนาและขยายผลรูปแบบที่เหมาะสมและแนวปฏิบัติที่ดีในการป้องกันและลดการเกิดขยะอาหารและอาหารส่วนเกินจากศูนย์อาหาร และจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกินที่แหล่งกำเนิด  5. ขับเคลื่อนนโยบายและแผนจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ด้วยกลไกข้อมูล กฎระเบียบ และการสื่อสาร เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและกว้างขวาง</p>
<p>&#8220;​​สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มุ่งสนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการจัดการขยะอาหารอย่างเป็นระบบ สนับสนุนทางวิชาการ การเผยแพร่ข้อมูล และผลักดันให้เกิดการจัดการขยะอาหารจากแหล่งอาหารอย่างเป็นรูปธรรม&#8221; ดร.วิจารย์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/01/national-cooperation-drive-food-waste-roadmap/">อึ้ง! คนไทยก่อขยะอาหารปีละเกือบ 10 ล้านตัน!! เร่งสร้างแนวร่วมจัดการ Foodwaste​ ระดับชาติ วางโรดแม็พ 3 ปี ลดการสูญเสียอาหาร 25%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
