<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ผลกระทบเชิงบวก &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Tue, 30 Dec 2025 08:13:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.9</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ผลกระทบเชิงบวก &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เอไอเอสใช้พลังดิจิทัลสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สู่การยอมรับบนเวทีโลก Shorty Impact Awards 2025   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/ais-wins-2-awards-shorty-impact-awards-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Dec 2025 08:13:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[AIS]]></category>
		<category><![CDATA[AIS HUB of E-Waste]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Impact-driven Communication]]></category>
		<category><![CDATA[Positive Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Purpose-driven Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Shorty Impact Awards 2025]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบเชิงบวก]]></category>
		<category><![CDATA[สายชล ทรัพย์มากอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[เอไอเอส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39168</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอไอเอสตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทย คว้า 2 รางวัลจาก Shorty Impact Awards 2025  เวทีรางวัลระดับโลกด้านการสื่อสารดิจิทัลและการตลาดเพื่อสังคมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากองค์กร แบรนด์ และเอเจนซีชั้นนำทั่วโลก โดยมุ่งยกย่องผลงานด้าน Impact-driven Communication และ Purpose-driven Innovation ซึ่งสะท้อนการใช้พลังของดิจิทัล เทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เกิดผลจริงต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของเอไอเอสในการดำเนินธุรกิจตามแนวคิด ESG โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแคมเปญเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านโซเชียลมีเดีย ดิจิทัลคอนเทนต์ และนวัตกรรมออนไลน์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนและพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน ร่วมกันขยายผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ครอบคลุมทั้งมิติความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างโอกาสทางดิจิทัลอย่างทั่วถึงและยั่งยืน  โดยเอไอเอสเป็นองค์กรจากประเทศไทยเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลจากเวที 10th Annual  Shorty Impact Awards 2025  ด้วยผลงานแคมเปญ “รอยยิ้มใหม่ใกล้ฉัน” ภายใต้โครงการอุ่นใจไซเบอร์  ที่ได้รับรางวัลระดับ Winner สาขา Corporate Social Responsibility Campaign  และผลงาน AIS Hub of E-Waste [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/ais-wins-2-awards-shorty-impact-awards-2025/">เอไอเอสใช้พลังดิจิทัลสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สู่การยอมรับบนเวทีโลก Shorty Impact Awards 2025   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เอไอเอสตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทย คว้า 2 รางวัลจาก <strong>Shorty Impact Awards 2025 </strong> เวทีรางวัลระดับโลกด้านการสื่อสารดิจิทัลและการตลาดเพื่อสังคมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากองค์กร<br />
แบรนด์ และเอเจนซีชั้นนำทั่วโลก</p>
<p><span id="more-39168"></span></p>
<p>โดยมุ่งยกย่องผลงานด้าน Impact-driven Communication และ Purpose-driven Innovation ซึ่งสะท้อนการใช้พลังของดิจิทัล เทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เกิดผลจริงต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของเอไอเอสในการดำเนินธุรกิจตามแนวคิด ESG โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแคมเปญเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านโซเชียลมีเดีย ดิจิทัลคอนเทนต์ และนวัตกรรมออนไลน์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนและพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน ร่วมกันขยายผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ครอบคลุมทั้งมิติความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างโอกาสทางดิจิทัลอย่างทั่วถึงและยั่งยืน  โดยเอไอเอสเป็นองค์กรจากประเทศไทยเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลจากเวที 10th Annual  Shorty Impact Awards 2025  ด้วยผลงานแคมเปญ “รอยยิ้มใหม่ใกล้ฉัน” ภายใต้โครงการอุ่นใจไซเบอร์  ที่ได้รับรางวัลระดับ Winner สาขา Corporate Social Responsibility Campaign  และผลงาน AIS Hub of E-Waste ภายใต้โครงการ คนไทยไร้ E-Waste ที่ได้รับรางวัลระดับ Bronze สาขา Partnerships</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39170 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/AIS2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ เอไอเอส</strong> กล่าวว่า “เอไอเอสเชื่อว่าการสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดย 2 รางวัลจาก Shorty Impact Awards 2025 ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกที่ได้รับการยอมรับจากองค์กร แบรนด์ และเอเจนซีจากทั่วโลก และเป็นเวทีที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอสในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสารอย่างมีเป้าหมาย เพื่อขยายผลลัพธ์เชิงบวกด้านความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างโอกาสทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว พร้อมยกระดับบทบาทขององค์กรไทยบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/ais-wins-2-awards-shorty-impact-awards-2025/">เอไอเอสใช้พลังดิจิทัลสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สู่การยอมรับบนเวทีโลก Shorty Impact Awards 2025   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มากกว่าแค่ &#8216;บริจาคเลือด&#8217; แต่คือสุขภาพที่ดีของคนไทย &#8216;เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย&#8217; ​ขับเคลื่อน​ ‘มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน’ ผนึกพันธมิตรเดินหน้าขยายผลเชิงบวกรอบด้าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/07/frasers-property-thailand-showcases-mitrdonor-project/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Jul 2025 09:42:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[blood donation]]></category>
		<category><![CDATA[FPT]]></category>
		<category><![CDATA[M.I.T.R]]></category>
		<category><![CDATA[Partnership]]></category>
		<category><![CDATA[Positive Impact]]></category>
		<category><![CDATA[SAMYAN MITRTOWN]]></category>
		<category><![CDATA[Social]]></category>
		<category><![CDATA[ธนพล ศิริธนชัย]]></category>
		<category><![CDATA[บริจาคเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย)]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบเชิงบวก]]></category>
		<category><![CDATA[มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์บริการโลหิตสภากาชาดไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์รับบริจาคโลหิต]]></category>
		<category><![CDATA[สามย่านมิตรทาวน์]]></category>
		<category><![CDATA[เฟรเซอร์ส]]></category>
		<category><![CDATA[เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการเพื่อสังคม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34435</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ขับเคลื่อนเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ธุรกิจและสังคม​อย่างต่อเนื่องมากว่า 5 ปีแล้ว สำหรับโครงการ​ ‘มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน’ โดย เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นต้นแบบในการแปลงพื้นที่มิกซ์ยูส และอาคารสำนักงานให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะและชุมชนในพื้นที่ได้มากขึ้น ด้วยการเปิด​​​เป็นจุดรับบริจาคโลหิตร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งสภากาชาดไทย ขณะที่การตอบรับโครงการถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพราะมียอดผู้ร่วมบริจาคโลหิต​แต่ละครั้งเฉลี่ยสูงถึงกว่า 1,300 คนต่อครั้ง และ​​ตลอด 5 ปี ของการดำเนินโครงการที่ผ่านมา สามารถระดมยอดบริจาคโลหิตได้แล้วกว่า 10,128,400 ซีซี ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่​สูง​กว่าเป้าหมายที่วางไว้ในช่วงเริ่มต้น​โครงการไปแล้วถึงกว่า 80% คุณธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Country Chief Executive Officer) บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT กล่าวถึงจุดเริ่มต้นโครงการ &#8216;มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน&#8216; เกิดจากความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสุขภาวะที่ดีของคนไทย พร้อมทั้งช่วย​แก้ Painpoint ต่อปัญหาการขาดแคลนโลหิต ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญต่อการรักษาชีวิตของผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือ จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง 2 พันธมิตรอย่าง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/frasers-property-thailand-showcases-mitrdonor-project/">มากกว่าแค่ &#8216;บริจาคเลือด&#8217; แต่คือสุขภาพที่ดีของคนไทย &#8216;เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย&#8217; ​ขับเคลื่อน​ ‘มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน’ ผนึกพันธมิตรเดินหน้าขยายผลเชิงบวกรอบด้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ขับเคลื่อนเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ธุรกิจและสังคม​อย่างต่อเนื่องมากว่า 5 ปีแล้ว สำหรับโครงการ​ <strong>‘</strong><strong>มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน</strong><strong>’</strong> โดย <strong>เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย </strong>ซึ่งถือเป็นต้นแบบในการแปลงพื้นที่มิกซ์ยูส และอาคารสำนักงานให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะและชุมชนในพื้นที่ได้มากขึ้น ด้วยการเปิด​​​เป็นจุดรับบริจาคโลหิตร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งสภากาชาดไทย</p>
<p><span id="more-34435"></span></p>
<p>ขณะที่การตอบรับโครงการถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพราะมียอดผู้ร่วมบริจาคโลหิต​แต่ละครั้งเฉลี่ยสูงถึงกว่า 1,300 คนต่อครั้ง และ​​ตลอด 5 ปี ของการดำเนินโครงการที่ผ่านมา สามารถระดมยอดบริจาคโลหิตได้แล้วกว่า 10,128,400 ซีซี ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่​สูง​กว่าเป้าหมายที่วางไว้ในช่วงเริ่มต้น​โครงการไปแล้วถึงกว่า 80%</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-34437 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/มิตรให้โลหิต-ต่อชีวิตให้กัน-22.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณธนพล ศิริธนชัย </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Country Chief Executive Officer) บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT กล่าวถึงจุดเริ่มต้นโครงการ &#8216;<strong>มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน</strong>&#8216; เกิดจากความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสุขภาวะที่ดีของคนไทย พร้อมทั้งช่วย​แก้ Painpoint ต่อปัญหาการขาดแคลนโลหิต ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญต่อการรักษาชีวิตของผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือ</p>
<p>จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง 2 พันธมิตรอย่าง<strong> บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) </strong>และ<strong>ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย</strong> ​ในการบริหารจัดการจุดรับบริจาคเลือด ที่ช่วยให้ผู้ต้องการบริจาคเลือดเข้าถึงศูนย์บริการได้ง่ายขึ้น รวมทั้ง​ช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับ​ปริมาณเลือดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อในปริมาณที่มากขึ้น โดยได้เริ่มดำเนินงานที่สามย่านมิตรทาวน์เป็นครั้งแรกในปี 2563 ​และเป็นช่วงเดียวกับที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ทำให้ปริมาณความต้องการเลือดในขณะนั้นมีปริมาณสูง ​โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งการส่งมอบความหวังและกำลังใจให้ผู้ป่วยและคนในครอบครัวในช่วงเวลาวิกฤตขณะนั้น</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนโครงการในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นการทำงานที่มีความต่อเนื่อง โดยจะมีการดำเนินโครงการในทุกๆ 3 เดือน รวมทั้งยังมีการขยายผลไปยังอาคารสำนักงานอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทฯ ประกอบด้วย สาทรสแควร์ (Sathorn Square), ปาร์คเวนเชอร์ (Park Ventures) และเอฟวายไอเซ็นเตอร์ (FYI Center) เพื่อต่อยอดการสร้างคุณค่าทางสังคมให้สามารถสร้างผลกระทบได้เป็นวงกว้างมากขึ้น ผ่านกรอบการดำเนินงานใน 3 เสาหลัก คือ สังคมของทุกคน  (Inclusive Community), สุขภาวะที่ดีแบบองค์รวม (Holistic Well-being) และการสร้างโอกาสในการเติบโต (Enabling Opportunity) โดยมุ่งหวังให้โครงการช่วยส่งเสริมการมีสุขภาวะที่ดีให้แก่ประชาชน ตามเป้าหมาย SDG3 ของการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามกรอบการทำงานของสหประชาชาติ  (UN SDGs) รวมทั้ง​การให้ความสำคัญในการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันอีกด้วย &#8221; <strong>คุณธนพล กล่าว</strong></em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-34438 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/มิตรให้โลหิต-ต่อชีวิตให้กัน-33.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>วางกลยุทธ์ M.I.T.R  เพิ่มการขยายผลเชิงบวก </strong></p>
<p><em><strong>สำหรับเป้าหมาย​การขับเคลื่อนโครงการ &#8216;มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน&#8217; ในปีนี้   ได้ตั้งเป้าสะสมปริมาณบริจาคโลหิตผ่านโครงการให้ถึง 12,000,000 ซีซี</strong> </em>โดยมีการวางกลยุทธ์เพื่อสามารถบรรลุเป้าหมาย​ด้วยความเป็นมิตร หรือ <strong>M.I.T.R</strong> ซึ่งประกอบไปด้วย</p>
<p><strong>1. Multi-stakeholders </strong><strong>P</strong><strong>artnership</strong> – ​ร่วมมือกับพันธมิตรคือศูนย์บริการโลหิตสภากาชาดไทย ในการดำเนินงานรับบริจาคโลหิต พร้อมเรียนรู้ข้อมูล​จำเป็น​ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการรับบริจาคโลหิตเพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยของทีมงานและผู้บริจาค นอกจากนี้โครงการยังได้รับความร่วมมือจากศิลปินชั้นนำที่เคยร่วมสร้างสรรค์ผลงานกับสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่แคมเปญ &#8216;SAMYAN MITRTOWN Artist Collaboration 1 – 2&#8217; เมื่อปี 2559 ในการร่วมออกแบบเสื้อที่ระลึก ทำให้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โครงการได้รับการสนับสนุนจากศิลปิน​ถึง 14 ท่าน อาทิ AnOfficerDies, Pomme Chan, FAHFAHS, Memiann Studio และDogplease ​เพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลใจ เปลี่ยนการบริจาคให้เป็นมากกว่าการช่วยเหลือ แต่เป็นการส่งต่อพลังแห่งการสร้างสรรค์ไปพร้อมกัน</p>
<p><strong>2. Insight Driven </strong>– วิเคราะห์ข้อมูลหลังจบกิจกรรม เพื่อ​เห็นถึงปัญหาและโอกาส สำหรับ​นำไปออกแบบและปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ​ดำเนินโครงการอยู่เสมอ เช่น ช่วยดูแลปัญหาสุขภาพ สำหรับผู้ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ ให้สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ในครั้งต่อไป เพิ่มการมีส่วนร่วม และสามารถระดมปริมาณโลหิต เพื่อนำไปสร้างประโยชน์ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งในปีแรก ได้จัดตั้งกลุ่ม New Blood อาสาสมัครโดยพนักงานของบริษัทฯ ที่ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ด้วยปัจจัยชั่วคราว เช่นภาวะโลหิตจาง การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือ การเจ็บป่วยระยะสั้น เพื่อรับการแนะนำและฟื้นฟูสุขภาพ ทำให้​กว่า 70% ของพนักงานกลุ่มนี้สามารถบริจาคโลหิตได้เมื่อจบโครงการ  รวมไปถึงการให้คำแนะนำก่อนบริจาคแก่ผู้ที่สนใจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดอัตราการถูกปฏิเสธ (Deferral rate) และเพิ่มความ​มั่นใจในคุณภาพของโลหิตที่ได้รับในแต่ละครั้ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34439 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/มิตรให้โลหิต-ต่อชีวิตให้กัน-44.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>3. Teamwork</strong> – ความสำเร็จของโครงการ &#8216;มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน&#8217; เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทีมพนักงาน<br />
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ทั้งทีมงานหลักที่ดูแลโครงการ และทีมอาสาสมัครที่มีเป้าหมายร่วมกันในการรับบริจาคโลหิตที่มีคุณภาพให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย ซึ่งทีมงานกลุ่มนี้ได้รับการอบรมข้อมูลเบื้องต้นในการคัดกรอง และให้คำแนะนำการเตรียมความพร้อมก่อนการบริจาค  เพื่อเตรียมความพร้อมให้บริการ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาบริจาคอย่างใส่ใจ  รวมไปถึงความปลอดภัยของผู้บริจาค อาทิ จุดบริการขนมและน้ำดื่ม, จุดพักคอยสังเกตอาการ และจุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เป็นต้น</p>
<p><strong>4. Retention</strong> &#8211; การจัดโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยจะจัดทุก 3 เดือน และมีเป้าหมายที่จะเป็นมากกว่าแค่ศูนย์รับบริจาคโลหิต โดยมีเป้าหมายทั้งการเพิ่มจำนวนผู้บริจาคใหม่ และกระตุ้นให้เกิดการบริจาคซ้ำ โดยการให้ความสำคัญในการให้ข้อมูลให้แก่ผู้บริจาคในการดูแลตนเองหลังบริจาค ซึ่งปัจจุบันมีผู้บริจาคที่กลับมาบริจาคซ้ำ หรือ &#8216;แฟนคลับ&#8217; ของโครงการสูงถึง 60% ของจำนวนผู้บริจาคทั้งหมด สะท้อนถึงความเชื่อมั่น และความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างโครงการและผู้บริจาค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34436 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Re-นายธนพล-ศิริธนชัย-ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-เฟรเซอร์ส-พร็อพเพอร์ตี้-ประเทศไทย.jpg" alt="" width="546" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นที่จ​ะขับเคลื่อนโครงการ <strong>‘</strong>มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน’ เพื่อเป็นหนึ่ง​กลไกสำคัญในการเพิ่มปริมาณโลหิตสำรองให้กับประเทศ ​สำหรับช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ต้องการโลหิต พร้อมทั้งการเป็นโครงการต้นแบบด้านการบริจาคโลหิต ที่สามารถขยายผลไปสู่งอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และอาคารมิกซ์ยูสอื่นๆ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งการให้​ พร้อมสนับสนุนการมีสุขภาวะที่ดีของประชาชนในประเทศได้อย่างยั่งยืน&#8221;</em> คุณธนพล กล่าวสรุป</p>
<p>สำหรับผู้ที่สนใจร่วมบริจาคโลหิตในโครงการ &#8216;<strong>มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน</strong>&#8216; สามารถติดตามรายละเอียดโครงการ และรอบการรับบริจาคโลหิตเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: <a href="https://www.facebook.com/SAMYANMITRTOWN/" target="_blank" rel="noopener">Samyan Mitrtown</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/frasers-property-thailand-showcases-mitrdonor-project/">มากกว่าแค่ &#8216;บริจาคเลือด&#8217; แต่คือสุขภาพที่ดีของคนไทย &#8216;เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย&#8217; ​ขับเคลื่อน​ ‘มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน’ ผนึกพันธมิตรเดินหน้าขยายผลเชิงบวกรอบด้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;กะละแมโบราณนครพนม&#8217; จากขนมพื้นบ้าน สู่โมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงคน ชุมชน และตลาด</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/04/traditional-caramel-community-enterprise-in-nakhon-phanom/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 13 Apr 2025 10:24:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Brand Building]]></category>
		<category><![CDATA[Brand DNA]]></category>
		<category><![CDATA[Branding]]></category>
		<category><![CDATA[Community Enterprise]]></category>
		<category><![CDATA[PMUA]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[Traditional Caramel]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุน ววน.]]></category>
		<category><![CDATA[กะละแม]]></category>
		<category><![CDATA[กะละแมทูลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[กะละแมโบราณนครพนม]]></category>
		<category><![CDATA[ขนมพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ครูน้อยกะละแมกะทิสด]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ตุ๊กตากะละแมโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนทรัพยากรพื้นถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[นครพนม]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบเชิงบวก]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.คมศักดิ์ หารไชย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยนครพนม]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจชุมชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32958</guid>

					<description><![CDATA[<p>“กะละแม” เป็นขนมโบราณที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในจังหวัดนครพนม แม้จะได้รับความนิยมในพื้นที่ แต่กลับไม่สามารถก้าวไปสู่ระดับประเทศและระดับสากลได้ แต่วันนี้ ขนมพื้นบ้านชนิดนี้กำลังถูกพลิกโฉมครั้งใหญ่ ผ่านโครงการ &#8216;การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการตลอดสายโซ่ผลิตภัณฑ์กะละแมโบราณนครพนม ด้วยกลไกขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่นโดยการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมศักดิ์ หารไชย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย เล่าว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เห็นถึงศักยภาพของตนเอง และโอกาสที่กะละแมโบราณของจังหวัดนครพนมจะสามารถยกระดับไปได้ไกลกว่าที่เคย ผ่านการพัฒนากระบวนการผลิต การยกระดับมาตรฐาน และการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กะละแมโบราณนครพนมเป็นสินค้าคุณภาพที่สามารถแข่งขันในตลาดทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน ในช่วงปีแรกของโครงการ ทีมวิจัยพบว่า ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมกะละแมโบราณนครพนมไม่ใช่แค่เรื่องของตลาดเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบการผลิต วัตถุดิบ และขาดการเชื่อมโยงของผู้ประกอบการที่แต่ละผู้ประกอบการต่างดำเนินธุรกิจของตนเอง ทำให้ขาดพลังในการขยายตลาด โครงการนี้จึงเข้ามาสร้างความเข้าใจและสร้างเป้าหมายร่วมกัน ด้วยการเปลี่ยนคู่แข่งให้กลายเป็นพันธมิตร และสร้าง &#8220;Brand DNA&#8221; ของกะละแมโบราณนครพนม ที่เน้นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์และอัตลักษณ์ของพื้นที่ “ปีแรกสิ่งที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญคือ การร่วมมือร่วมใจกัน ด้วยการกำหนดคุณค่าหลักที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรักษา เพื่อให้กะละแมเป็นสินค้าที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของนครพนมอย่างแท้จริง” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมศักดิ์ กล่าวถึงบทสรุปการทำงานในปีแรก สำหรับปีที่สอง ทีมวิจัยมีแผนยกระดับงานวิจัย เริ่มจากการแก้ปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์กะละแม เช่น อายุการเก็บรักษาที่สั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/04/traditional-caramel-community-enterprise-in-nakhon-phanom/">&#8216;กะละแมโบราณนครพนม&#8217; จากขนมพื้นบ้าน สู่โมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงคน ชุมชน และตลาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“</strong><strong>กะละแม”</strong> เป็นขนมโบราณที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในจังหวัดนครพนม แม้จะได้รับความนิยมในพื้นที่ แต่กลับไม่สามารถก้าวไปสู่ระดับประเทศและระดับสากลได้</p>
<p><span id="more-32958"></span></p>
<p>แต่วันนี้ ขนมพื้นบ้านชนิดนี้กำลังถูกพลิกโฉมครั้งใหญ่ ผ่านโครงการ <strong>&#8216;การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการตลอดสายโซ่ผลิตภัณฑ์กะละแมโบราณนครพนม ด้วยกลไกขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่น</strong>โดยการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32962 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/ผู้ช่วยศาสตราจารย์-ดร.คมศักดิ์-หารไชย-คณะวิศวกรรมศาสตร์-มหาวิทยาลัยนครพนม.jpg" alt="" width="1200" height="630" /></p>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมศักดิ์ หารไชย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม</strong> ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย เล่าว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เห็นถึงศักยภาพของตนเอง และโอกาสที่กะละแมโบราณของจังหวัดนครพนมจะสามารถยกระดับไปได้ไกลกว่าที่เคย ผ่านการพัฒนากระบวนการผลิต การยกระดับมาตรฐาน และการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กะละแมโบราณนครพนมเป็นสินค้าคุณภาพที่สามารถแข่งขันในตลาดทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน</p>
<p>ในช่วงปีแรกของโครงการ ทีมวิจัยพบว่า ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมกะละแมโบราณนครพนมไม่ใช่แค่เรื่องของตลาดเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบการผลิต วัตถุดิบ และขาดการเชื่อมโยงของผู้ประกอบการที่แต่ละผู้ประกอบการต่างดำเนินธุรกิจของตนเอง ทำให้ขาดพลังในการขยายตลาด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32963 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/ทีมกะละแมโบราณ-โดยคนในพื้นที่.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em><strong>โครงการนี้จึงเข้ามาสร้างความเข้าใจและสร้างเป้าหมายร่วมกัน ด้วยการเปลี่ยนคู่แข่งให้กลายเป็นพันธมิตร และสร้าง &#8220;</strong><strong>Brand DNA&#8221; </strong><strong>ของกะละแมโบราณนครพนม ที่เน้นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์และอัตลักษณ์ของพื้นที่</strong></em></p>
<p>“ปีแรกสิ่งที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญคือ การร่วมมือร่วมใจกัน ด้วยการกำหนดคุณค่าหลักที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรักษา เพื่อให้กะละแมเป็นสินค้าที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของนครพนมอย่างแท้จริง” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมศักดิ์ กล่าวถึงบทสรุปการทำงานในปีแรก</p>
<p>สำหรับปีที่สอง ทีมวิจัยมีแผนยกระดับงานวิจัย เริ่มจากการแก้ปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์กะละแม เช่น อายุการเก็บรักษาที่สั้น ปัญหาเนื้อสัมผัสที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายตลาด</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเนื้อสัมผัสของกะละแมให้คงความเหนียวนุ่มได้นานขึ้น เพื่อให้สามารถวางขายในตลาดที่กว้างขึ้นได้โดยยังคงคุณภาพเดิมไว้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32960 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/ใบตองในพื้นที่.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่มีการแก้ไขคือ “ใบตอง” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ห่อกะละแม ที่ต้องนำเข้าจากต่างจังหวัด ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โครงการจึงส่งเสริมให้มีการปลูกกล้วยตานีในจังหวัดนครพนมเพิ่มขึ้นมากกว่า </strong><strong>12,000 </strong><strong>ต้น เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอกและสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่การผลิต ส่งผลให้เกิดชุมชนผู้ปลูกกล้วยตานีที่สามารถสร้างรายได้เสริมจากการขายใบตอง และมีนักรวบรวมที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับผู้ผลิตกะละแมให้เกิดการจัดหาวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32965 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/วิธีการกวนกะละแมโบราณ-Re.jpg" alt="" width="675" height="900" /></p>
<p>นอกจากการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์แล้ว ทีมวิจัยยังมี <strong>การพัฒนาแบรนด์กะละแม </strong><strong>3 </strong><strong>แบรนด์ย่อย ซึ่งแต่ละแบรนด์จะมีอัตลักษณ์แตกต่างกันไป ได้แก่ </strong></p>
<p><strong>1. กะละแมทูลใจ</strong> มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรม เช่น กะละแมรสขาวเม่า และไอศกรีมกะละแม โดยร่วมพัฒนากับร้านเบเกอรี่ในจังหวัด</p>
<p><strong>2.</strong> <strong>ตุ๊กตากะละแมโบราณ</strong> มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับร้านกาแฟ ร้านขนมหวาน และธุรกิจอาหาร เพื่อขยายช่องทางการจำหน่าย</p>
<p><strong>3</strong><strong>.</strong> <strong>ครูน้อยกะละแมกะทิสด</strong> เป็นแบรนด์ต้นตำรับ มุ่งเน้นการเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และกรรมวิธีการทำกะละแม เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และสืบสานวัฒนธรรมของจังหวัดนครพนม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32964 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/กะละแมโบราณนครพนม-re.jpg" alt="" width="751" height="1000" /></p>
<p>นอกจากนี้ โครงการยังช่วยผลักดันให้เกิด <strong>&#8220;สมาคมการค้าผู้ประกอบการกะละแมโบราณนครพนม&#8221;</strong> เพื่อเป็นกลไกในการบริหารจัดการมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ขยายตลาด และพัฒนาผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อว่า การรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการจะทำให้เกิดพลังในการแข่งขันมากกว่าการแยกกันทำธุรกิจ</p>
<p><strong>ผลจากการทำงานวิจัยดังกล่าว ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการกะละแมและเกษตรกรที่ปลูกกล้วยตานี พบว่า รายได้ของกลุ่มผู้ผลิตเพิ่มขึ้น </strong><strong>15–20%  </strong><strong>และมีการจดทะเบียนวิสาหกิจใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ รวมทั้งยังเกิดอาชีพใหม่ในท้องถิ่น เช่น นักรวบรวมใบตอง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างเกษตรกรกับโรงงานผลิตใบตองรีด ส่งผลให้มีผู้ประกอบการใบตองเกิดขึ้นใหม่ และชุมชนสามารถพึ่งพาวัตถุดิบภายในจังหวัดได้มากขึ้น ลดการนำเข้าจากภายนอก</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32959 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/วิธีการรีดใบตองด้วยเตาถ่านโบราณ.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ที่สำคัญ <strong>งานวิจัยฯ นี้ยังประสบความสำเร็จในเชิงวัฒนธรรมและการยอมรับในระดับประเทศ โดยกะละแมโบราณนครพนมได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น &#8220;มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม&#8221;</strong> <strong>จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และได้รับเลือกให้เป็น &#8220;สุดยอดเมนูอาหารถิ่น&#8221; ของจังหวัดนครพนม รวมทั้งยังมีการพัฒนาให้กะละแมสามารถเข้าสู่ตลาดพรีเมียมได้ ด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่สามารถเก็บได้นานขึ้นและมีความสวยงาม เหมาะสำหรับเป็นของฝาก</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32966 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/ออกงานขาย.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>&#8220;</strong><strong>เราไม่ได้แค่ทำกะละแมให้ดีขึ้น แต่เรากำลังสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับนครพนม ที่เป็นการเชื่อมโยงคน ชุมชน และตลาด ซึ่งเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน และทำให้กะละแมโบราณนครพนมกลายเป็นสินค้าที่มีคุณค่าและสามารถแข่งขันในตลาดได้ในระยะยาว&#8221;</strong> ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมศักดิ์ ตอกย้ำถึงความสำเร็จที่มาจากการใช้ข้อมูล ความรู้ และกระบวนการวิจัย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/04/traditional-caramel-community-enterprise-in-nakhon-phanom/">&#8216;กะละแมโบราณนครพนม&#8217; จากขนมพื้นบ้าน สู่โมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงคน ชุมชน และตลาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไมโครซอฟท์ เผยเทรนด์ AI ที่น่าจับตาในปี 2568 มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวก พร้อมปลดล็อกศักยภาพให้ทั้ง​​พนักงานและองค์กร</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/01/microsoft-points-ai-trends-in-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jan 2025 11:26:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Agentic World]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[AI Trends]]></category>
		<category><![CDATA[Data Security]]></category>
		<category><![CDATA[Microsoft]]></category>
		<category><![CDATA[Microsoft Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Multi AI Agent]]></category>
		<category><![CDATA[Multimodal AI]]></category>
		<category><![CDATA[Organization]]></category>
		<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Responsible AI]]></category>
		<category><![CDATA[Scaling Laws]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรม AI]]></category>
		<category><![CDATA[ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลดล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบเชิงบวก]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์ AI]]></category>
		<category><![CDATA[เพิ่มประสิทธิภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เพิ่มศักยภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31182</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีแห่งการเริ่มต้นนำ AI เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร รวมถึง​ส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพนักงานและผู้คนทั่วไป  และในปี 2568 นี้ มั่นใจว่า AI ​ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้มีความฉลาดและการทำงานที่หลากหลายมากขึ้น สร้างผลกระทบเชิงบวก และนำไปประยุกต์ใช้ในวงกว้างมากขึ้น ทั้งช่วยปลดล็อคการทำงานของพนักงาน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร หาแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของประเทศไทยและโลก ตลอดจนสร้างหลักการกำกับดูแลการใช้งาน AI ให้มีจริยธรรมและความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม คุณธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เผยเทรนด์ AI ที่น่าจับตามองในปี 2568 เพื่อให้องค์กรไทยทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และคนไทยเตรียมความพร้อมประยุกต์ใช้ AI ในวงกว้างมากขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างสิ่งใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ และก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกให้กับตนเอง สังคม และประเทศ ดังนี้ 1. Scaling Laws: AI จะยกระดับศักยภาพและเติบโตอย่างก้าวกระโดด การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI ​ยิ่งกว่าทุกการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ผ่านมา ฉีกกฏการเติบโตจากเดิมที่เติบโตด้วยตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกาลเวลา โดยคาดว่า AI จะเพิ่มขึ้นแบบเป็นทวีคูณในทุกๆ ครึ่งปี จากประสิทธิภาพการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังในทุกมิติ และการนำเทคนิคที่เก่งกว่าเดิมมาประยุกต์ใช้กับข้อมูลและอัลกอริทึมของ AI [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/microsoft-points-ai-trends-in-2025/">ไมโครซอฟท์ เผยเทรนด์ AI ที่น่าจับตาในปี 2568 มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวก พร้อมปลดล็อกศักยภาพให้ทั้ง​​พนักงานและองค์กร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีแห่งการเริ่มต้นนำ AI เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร รวมถึง​ส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพนักงานและผู้คนทั่วไป  และในปี 2568 นี้ มั่นใจว่า AI ​ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้มีความฉลาดและการทำงานที่หลากหลายมากขึ้น สร้างผลกระทบเชิงบวก และนำไปประยุกต์ใช้ในวงกว้างมากขึ้น</p>
<p><span id="more-31182"></span></p>
<p>ทั้งช่วยปลดล็อคการทำงานของพนักงาน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร หาแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของประเทศไทยและโลก ตลอดจนสร้างหลักการกำกับดูแลการใช้งาน AI ให้มีจริยธรรมและความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><strong>คุณธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ </strong>กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เผยเทรนด์ AI ที่น่าจับตามองในปี 2568 เพื่อให้องค์กรไทยทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และคนไทยเตรียมความพร้อมประยุกต์ใช้ AI ในวงกว้างมากขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างสิ่งใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ และก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกให้กับตนเอง สังคม และประเทศ ดังนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31183 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Dhanawat-Microsoft-TH.jpg" alt="" width="1200" height="797" /></p>
<p><strong>1. Scaling Laws: AI </strong><strong>จะยกระดับศักยภาพและเติบโตอย่างก้าวกระโดด</strong></p>
<p>การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI ​ยิ่งกว่าทุกการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ผ่านมา ฉีกกฏการเติบโตจากเดิมที่เติบโตด้วยตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกาลเวลา<em> <strong>โดยคาดว่า AI จะเพิ่มขึ้นแบบเป็นทวีคูณในทุกๆ ครึ่งปี</strong> <strong>จากประสิทธิภาพการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังในทุกมิติ และการนำเทคนิคที่เก่งกว่าเดิมมาประยุกต์ใช้กับข้อมูลและอัลกอริทึมของ AI</strong></em> ซึ่งองค์กรที่เริ่มใช้และยังไม่ได้ใช้ AI จึงควรปรับตัวตามเรื่องนี้ให้ทัน</p>
<p><em><strong>AI ไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยี แต่จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยในการใช้ชีวิตและทำงานของทุกคน</strong> </em>ภาคองค์กรต้องตระหนักถึงการนำ AI มาใช้เพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานตลอดจนโมเดลธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งปัจจุบันมีหลายองค์กรในไทยนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพงาน และลดระยะเวลาการทำงานให้พนักงานแล้ว</p>
<p><a href="https://blogs.microsoft.com/blog/2024/11/12/idcs-2024-ai-opportunity-study-top-five-ai-trends-to-watch/" target="_blank" rel="noopener">รายงานของ IDC ประจำปี 2567</a> พบว่า 60% ขององค์กรทั่วโลก วางแผน​​นำ AI เข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจอย่างเต็มประสิทธิภาพใน 2 ปีข้างหน้า ​สูงกว่าการสำรวจในปี 2566 ที่มีสัดส่วนเพียง 46%​ <em><strong>โดยอุตสาหกรรมที่มีความพร้อมมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ และการเงิน</strong></em></p>
<p>ดังนั้น หากมองภาพรวมระดับประเทศ องค์กรต่างๆ ในไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับนำ AI มาปรับใช้ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้เท่าทันกับการใช้งาน AI ของประเทศอื่น</p>
<p><em>“ในเวลาไม่ถึง 2 ปีที่ผ่านมา AI มีพัฒนาการเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถช่วยทำงานที่ซับซ้อน และเข้าใจการสื่อสารได้เหมือนมนุษย์อย่างเป็นธรรมชาติ สร้างโอกาสและประโยชน์อย่างมหาศาล เราเริ่มเห็นความแตกต่างของคนที่ใช้ AI กับคนที่ไม่ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบัน AI เป็นเทคโนโลยีที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ ​การปฏิวัติ​ด้านเทคโนโลยี Gen AI เพิ่งเริ่มต้น จึงเป็นโอกาสของทุกคน ทุกบริษัท และทุกประเทศ ในการใช้ AI ​ได้อย่างเท่าเทียม​ ในเวลาใกล้ๆ กัน ด้วยต้นทุนที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น หรือแม้กระทั่งใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ​​เช่น <a href="https://www.microsoft.com/th-th/edge/copilot?ep=859&amp;es=162&amp;form=MA13SQ&amp;msockid=0e8d6c22c559681f22b37920c49e6907&amp;cs=361911829" target="_blank" rel="noopener">Microsoft Copilot</a> ที่มีให้ใช้ฟรี ทั้งใน Windows 11, Edge และ Bing ดังนั้น ประเทศ องค์กร และคนไทย ควรมองภาพของเทคโนโลยีอัจฉริยะนี้ในแง่มุมใหม่ เพื่อเปิดรับและก้าวทันเทคโนโลยี AI ที่ทุกประเทศต่างกำลังเร่งพัฒนาแนวทางการใช้งานเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน”</em></p>
<p><strong>2. Agentic World: </strong><strong>เสริมประสิทธิภาพให้องค์กร และช่วยพนักงานมุ่งเน้นการทำงานที่สำคัญ</strong></p>
<p>AI Agent จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานและกระบวนการทำงาน ช่วยแบ่งเบาภาระการทำงาน Routine Work เพื่อให้พนักงานมีเวลาไปโฟกัสกับการทำงานที่สำคัญกว่า และยังช่วยให้องค์กรจัดสรรทรัพยากรบุคคลได้เกิดประโยชน์สูงสุด ในอนาคตเราจะเห็นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI อย่างแพร่หลาย</p>
<p>เราจะได้เห็น AI Agent มาช่วยสนับสนุนพนักงานในการค้นหาข้อมูล เข้าถึงองค์ความรู้ทั้งภายในและนอกองค์กรได้มากขึ้น ตลอดจนการทำงานร่วมกันแบบ Multi AI Agent และที่สำคัญผู้ใช้งานที่ไม่ความรู้ด้านไอที ก็สามารถสร้าง AI Agent ของตนเองได้อย่างง่ายดายและสะดวกรวดเร็ว ผ่านเครื่องมือต่างๆ อาทิ <a href="https://support.microsoft.com/en-us/topic/get-started-with-agents-for-microsoft-365-copilot-169469d7-328d-4d37-9090-bfc2058a39bd" target="_blank" rel="noopener">Microsoft 365 Copilot</a> และ <a href="https://learn.microsoft.com/th-th/microsoft-copilot-studio/" target="_blank" rel="noopener">Microsoft Copilot Studio</a> เป็นต้น</p>
<p>เช่น ​กลุ่มธุรกิจธนาคาร​ ที่สามารถแบ่งกระบวนการการตรวจสอบเครดิตลูกค้าออกมาได้หลายขั้นตอน พนักงานธนาคารอาจมองเห็นโอกาสว่างานการตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารจากลูกค้าเป็นงานที่ใช้ AI ช่วยได้ ในการทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารต่างๆ ที่มีอยู่จำนวนมาก เมื่อ AI แจ้งว่าได้รับเอกสารครบถ้วนแล้ว พนักงานจึงทำหน้าที่ตรวจทานอีกครั้ง ในกรณีที่ลูกค้าส่งเอกสารมาไม่ครบ AI จะทำการแจ้งเตือนพนักงาน</p>
<p>นอกจากนี้ AI ยังสามารถช่วยตรวจสอบได้ด้วยว่า ข้อมูลในเอกสารที่ลูกค้ายื่นนั้นถูกต้องหรือไม่ เช่น ถ้าลูกค้าแจ้งว่าทำงานที่บริษัทนั้น ๆ แต่ AI ตรวจสอบแล้วไม่พบข้อมูล AI จะสามารถแจ้งเตือนพนักงานให้ตรวจสอบข้อมูลนี้อีกครั้งได้เช่นกัน ซึ่งการใช้ประโยชน์จาก AI แบบนี้ถือเป็นคอนเซปต์ของการใช้ AI ในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31185 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Microsoft-TH_AI-Trends_01.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>3. Multimodal AI: </strong><strong>สรรค์สร้างนวัตกรรม จาก </strong><strong>AI </strong><strong>ที่รองรับข้อมูลจากสื่อทุกประเภท </strong></p>
<p>แหล่งข้อมูลที่เราใช้ในการทำงานหรือจัดเก็บในปัจจุบัน ไม่ได้มาจากเอกสารหรือข้อความเพียงอย่างเดียว ยังมีข้อมูลรูปแบบอื่นๆ เช่น ข้อความ รูปภาพ เสียง ซึ่งในอนาคต AI จะสามารถนำข้อมูลที่อยู่ในสื่อหลากหลายประเภทนี้ออกมาใช้งานให้เกิดประโยชน์ และบูรณาการร่วมกันได้ โดยสามารถประมวลผลข้อมูลออกมาได้ครบถ้วนและสอดคล้องในทุกบริบท ก้าวข้ามขีดจำกัดในการป้อนข้อมูล คำสั่ง และแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบของข้อความเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทำให้การสื่อสารกับ AI เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ปัจจุบัน <a href="https://www.microsoft.com/th-th/microsoft-copilot/meet-copilot?msockid=0e8d6c22c559681f22b37920c49e6907" target="_blank" rel="noopener">Copilot ของ Microsoft</a> สามารถใส่ prompt ได้ทั้งข้อความ เสียงพูดเป็นภาษาไทย และรูปภาพ สามารถมองเห็นสิ่งที่เราเห็นบนหน้าจอ หรือต้องการแสดงให้เห็นภาพกล้องที่มีอยู่บนดีไวซ์ต่าง ๆ รวมถึงฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่จะทำให้เกิด user interface อันชาญฉลาด ใช้งานง่าย และเป็นภาษาธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ Voice Recognition ที่แม่นยำรวดเร็ว หรือ <a href="https://openai.com/index/sora/" target="_blank" rel="noopener">Sora</a> โมเดล AI ที่จะช่วยให้เราสร้างวิดีโอที่สมจริงได้จากข้อความ เราจะเห็นโซลูชันต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงความสามารถนี้ สร้างสรรค์บริการใหม่ ๆ เพื่ออำนวยความสะดวก และสร้างแต้มต่อในการให้บริการลูกค้า</p>
<p><strong>4. </strong><strong>Data Security: </strong><strong>หัวใจสำคัญที่จะต้องพัฒนาควบคู่กับการประยุกต์ </strong><strong>AI</strong></p>
<p>หนึ่งในเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจาก AI สามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้ จึงมีความจำเป็นที่องค์กรจะต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการแบ่งปันข้อมูล หากมีการแชร์ข้อมูลอย่างเกินควรและไม่ได้รับการป้องกัน ข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผยก็อาจถูกมองเห็นได้ เช่น ข้อมูลส่วนตัวของพนักงานและลูกค้า ซึ่งจะต้องเป็นความลับขององค์กร</p>
<p>ในอดีตการแชร์ข้อมูลโดยไม่มีการควบคุมอาจยังไม่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะไม่มีเครื่องมือที่สามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดได้ แต่ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไป การรักษาความปลอดภัยข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการกำหนดแนวทางการจัดการข้อมูล (data governance)</p>
<p>ไมโครซอฟท์ เสนอ 4 <a href="https://www.microsoft.com/en-us/security/blog/2024/07/30/new-microsoft-whitepaper-shares-how-to-prepare-your-data-for-secure-ai-adoption/" target="_blank" rel="noopener">แนวทางในการเตรียมข้อมูลสำหรับการใช้งาน AI</a> คือ การรู้จักข้อมูล การควบคุมข้อมูล การปกป้องข้อมูล และการป้องกันการสูญเสียข้อมูล การดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้สามารถช่วยบรรเทาความกังวลของผู้นำ และลดความเสี่ยงด้านข้อมูลได้เป็นอย่างมาก พร้อมนำเสนอเครื่องมืออย่าง <a href="https://www.microsoft.com/security/business/microsoft-purview?msockid=1c062e13522c6c1c298c3a3753b36d1d#areaheading-oca579" target="_blank" rel="noopener">Microsoft Purview</a> ช่วยรักษาความปลอดภัยข้อมูลแบบเรียลไทม์และการควบคุมการปฏิบัติตามข้อกำหนด ทำให้<br />
การใช้งาน AI ในองค์กรปลอดภัย มั่นคง และมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31186 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Microsoft-TH_AI-Trends_02-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>5. Responsible AI: </strong><strong>จริยธรรม </strong><strong>AI </strong><strong>ต้องใช้อย่างเป็น &#8216;ธรรม&#8217; กับทุกฝ่าย</strong></p>
<p>เพื่อให้ AI ถูกนำไปใช้งานอย่างสร้างสรรค์ เป็นธรรม และเกิดประโยชน์กับทุกคนในสังคมอย่างแท้จริง บริษัทผู้พัฒนายักษ์ใหญ่ในหลายประเทศต่างร่วมกันในการหาแนวทางกำกับดูแลการใช้งาน AI โดยไมโครซอฟท์ ได้กำหนดมาตรการใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรมและรับผิดชอบต่อสังคม มุ่งเน้นความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความปลอดภัย ทั้งยังมีคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าบริการ AI ใหม่ ๆ ที่สร้างขึ้นจะต้องผ่านเกณฑ์ <a href="https://www.microsoft.com/en-us/ai/responsible-ai?msockid=0e8d6c22c559681f22b37920c49e6907" target="_blank" rel="noopener">Responsible AI</a> ก่อนการนำออกมาใช้</p>
<p>พร้อมกันนี้ ไมโครซอฟท์ยังได้เสริมมาตรการ AI Guardrail เพื่อป้องกันการใช้งาน AI ในรูปแบบที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเข้มงวด เพื่อให้แน่ใจว่า AI จะถูกใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่ถูกต้องและเป็นธรรม โดยมีการกำหนดเกณฑ์การใช้งานที่ชัดเจนและป้องกันการใช้งานในทางที่ผิด เช่น การใช้งานที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว การใช้เพื่อการก่ออาชญากรรม หรือการใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จ</p>
<p>จากเทรนด์เทคโนโลยีที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า  AI สามารถสร้างฉากทัศน์ใหม่ และเกิดประโยชน์มหาศาลต่อภาคธุรกิจได้อย่างไรบ้าง โดยผู้บริหารควรกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการใช้ AI ผ่านการวิเคราะห์ภาพรวมการทำงานภายในองค์กร และนำ AI เข้าไปช่วยแก้ไขกระบวนการทำงานที่ล่าช้าหรือขาดประสิทธิภาพเหล่านั้น เปลี่ยน AI เป็นผู้ช่วยทำงานร่วมกับพนักงาน ขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยไมโครซอฟท์ ในฐานะผู้ให้บริการโซลูชัน AI มุ่งมั่นที่จะพัฒนา AI อย่างสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม สร้างความเท่าเทียมในการใช้งานเทคโนโลยี ที่ครอบคลุมทั้งระดับบุคคล องค์กร และระดับประเทศ รวมถึงริเริ่มโครงการต่าง ๆ ที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อสร้างทักษะและส่งเสริมการใช้งาน AI ในวงกว้าง</p>
<p><em>“AI ไม่ใช่กระแสของเทคโนโลยี แต่เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการพลิกโฉมธุรกิจ ปลดล็อคข้อจำกัดและสร้างขีดความสามารถการแข่งขันใหม่ๆ โจทย์ของ AI คือเรื่องของธุรกิจ ซึ่งหัวใจสำคัญในการนำ AI เข้าไปใช้งานคือ ผู้บริหารจะต้องให้การสนับสนุน มีการกำหนดกลยุทธ์การใช้ AI ที่ชัดเจน เพิ่มทักษะและจัดหาเครื่องมือที่เหมาะสมให้พนักงาน รวมถึงมีมาตรการการควบคุม เพื่อให้ใช้ AI ได้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความรับผิดชอบ”</em> คุณธนวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/microsoft-points-ai-trends-in-2025/">ไมโครซอฟท์ เผยเทรนด์ AI ที่น่าจับตาในปี 2568 มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวก พร้อมปลดล็อกศักยภาพให้ทั้ง​​พนักงานและองค์กร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยูโอบี-มิตรผล จับมือพร้อมสร้างความยั่งยืน ผ่านสินเชื่อ Sustainability-Linked Loan 1,500 ล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/11/uob-x-mitrphol-signing-sustainability-linked-loan/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Nov 2024 06:18:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[​ SBTI]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutrality]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Finance]]></category>
		<category><![CDATA[SLL]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Linked Loan]]></category>
		<category><![CDATA[UOB]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มมิตรผล]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลางทางคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารยูโอบี]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบเชิงบวก]]></category>
		<category><![CDATA[พนิตศนี ตั๊นสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[มิตรผล]]></category>
		<category><![CDATA[วีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=30346</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ได้อนุมัติสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan: SLL) วงเงิน 1,500 ล้านบาท ให้แก่บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก โดยสินเชื่อดังกล่าวจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัท นางสาวพนิตศนี ตั๊นสวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บรรษัทธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ธนาคารยูโอบีมุ่งมั่นสนับสนุนภาคธุรกิจในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ครอบคลุมการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การให้ Sustainability-Linked Loan ในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีความรับผิดชอบ และยังสอดคล้องกับ แนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของธนาคาร” สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ของธนาคารยูโอบี มอบเงื่อนไขทางการเงินพิเศษแก่องค์กรทางธุรกิจตามที่ได้มีการตกลงเกี่ยวกับเป้าหมายการปฏิบัติงาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล) สำหรับสินเชื่อดังกล่าวนี้ มิตรผลจะต้องได้รับคะแนน S&#38;P Global ESG Scores ในระดับสูง ซึ่งวัดผลการดำเนินงานของบริษัทและการบริหารความเสี่ยงด้าน ESG โอกาสทางธุรกิจ และผลกระทบเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนอันดับ 1 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/uob-x-mitrphol-signing-sustainability-linked-loan/">ยูโอบี-มิตรผล จับมือพร้อมสร้างความยั่งยืน ผ่านสินเชื่อ Sustainability-Linked Loan 1,500 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong> ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย</strong> ได้อนุมัติสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan: SLL) วงเงิน 1,500 ล้านบาท ให้แก่บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก โดยสินเชื่อดังกล่าวจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัท</p>
<p><span id="more-30346"></span></p>
<p><strong>นางสาวพนิตศนี ตั๊นสวัสดิ์</strong><strong> </strong><strong>ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บรรษัทธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย</strong> กล่าวว่า “ธนาคารยูโอบีมุ่งมั่นสนับสนุนภาคธุรกิจในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ครอบคลุมการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การให้ Sustainability-Linked Loan ในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีความรับผิดชอบ และยังสอดคล้องกับ<br />
แนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของธนาคาร”</p>
<p>สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ของธนาคารยูโอบี มอบเงื่อนไขทางการเงินพิเศษแก่องค์กรทางธุรกิจตามที่ได้มีการตกลงเกี่ยวกับเป้าหมายการปฏิบัติงาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล)</p>
<p>สำหรับสินเชื่อดังกล่าวนี้ มิตรผลจะต้องได้รับคะแนน S&amp;P Global ESG Scores ในระดับสูง ซึ่งวัดผลการดำเนินงานของบริษัทและการบริหารความเสี่ยงด้าน ESG โอกาสทางธุรกิจ และผลกระทบเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน</p>
<p><strong>บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด</strong> ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนอันดับ 1 ของโลก ในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร จากผลการประเมินด้านความยั่งยืนขององค์กร หรือ S&amp;P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) ด้วยคะแนน ESG 85 คะแนนในปี 2566 ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงาน</p>
<p>ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารยูโอบี โดยผลการประเมินในแต่ละหัวข้อ มิตรผลได้รับคะแนนด้านสิ่งแวดล้อม 88 คะแนน ซึ่งเป็นผลคะแนนอันดับสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมฯ ที่มีค่าเฉลี่ยประมาณ 28 คะแนน เช่นเดียวกับด้านการพัฒนาสังคม ได้รับคะแนน 87 คะแนน ซึ่งเป็นผลคะแนนอันดับสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมฯ ที่มีค่าเฉลี่ยประมาณ 30 คะแนน และในด้านธรรมาภิบาล<br />
มีผลคะแนน 80 คะแนน ในขณะที่มีค่าเฉลี่ยของกลุ่มประมาณ 28 คะแนน</p>
<p><strong>นายวีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจน้ำตาลประเทศไทย พลังงาน และ</strong><strong>ธุรกิจใหม่ กลุ่มมิตรผล</strong> กล่าวว่า “เรามีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างการพัฒนาด้านธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนในการก้าวสู่องค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2573 และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 และได้มีการยื่นการดำเนินงานอย่างเป็นทางการกับ Science Based Target Initiative (SBTi)”</p>
<p>กลุ่มมิตรผลก่อตั้งขึ้นในปี 2489 โดยครอบครัวว่องกุศลกิจ และปัจจุบันเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 4 ของของโลก โดยมีกำลังการผลิตรวมกว่า 4 ล้านตันต่อปี นอกจากธุรกิจน้ำตาลแล้ว กลุ่มมิตรผลยังขยายการดำเนินงานสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจวัสดุทดแทนไม้ ธุรกิจปุ๋ย ธุรกิจไบโอเบส และธุรกิจโลจิสติกส์ กลุ่มมิตรผล ได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กร (ทริสเรทติ้ง) ที่ระดับ “A” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ในเดือนพฤษภาคม 2567</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/uob-x-mitrphol-signing-sustainability-linked-loan/">ยูโอบี-มิตรผล จับมือพร้อมสร้างความยั่งยืน ผ่านสินเชื่อ Sustainability-Linked Loan 1,500 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิด 3 กลยุทธ์ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ปรับโฟกัสธุรกิจ มุ่งเติบโตยั่งยืน เน้นสร้าง Real Impact แบบไม่ &#8216;ฟอกขาว&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/08/prudential-thailand-3-pillars-to-sustainable-growth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Aug 2024 14:01:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Accessibility]]></category>
		<category><![CDATA[Brand Purpose]]></category>
		<category><![CDATA[CSR]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[For Every Life For Every Future]]></category>
		<category><![CDATA[Insurance]]></category>
		<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Life Insurance]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[No White Washer]]></category>
		<category><![CDATA[Prudential]]></category>
		<category><![CDATA[Prudential Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[White Washer]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[กิจกรรมเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตมีกัน…ทุกวันดีกว่า]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ประกันชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบเชิงบวก]]></category>
		<category><![CDATA[พรูเด็นเชียล ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ฟอกขาว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28163</guid>

					<description><![CDATA[<p>พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เปิด 3 กลยุทธ์​ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ​ซึ่งเป็นการรีเฟรชกลยุทธ์ครั้งล่าสุดในปี 2024 นี้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถสร้าง Positive Imapct ที่ไม่ใช่เพียงแค่ผลเชิงบวกที่เกิดขึ้นกับ​บริษัทเท่านั้น แต่ต้องการขับเคลื่อนให้ตลอดทั้งซัพพลายเชนของธุรกิจมีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน ​ คุณบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พรูเด็นเชียล ประเทศไทย กล่าวว่า ความยั่งยืน คือ หัวใจสำคัญของธุรกิจ  จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของธุรกิจในปัจจุบัน ขณะที่ธุรกิจเองก็ไม่สามารถเดินหน้า​​ได้แค่เพียงลำพัง ​​พรูเด็นเชียล ประเทศไทย จึงมุ่งมั่น​สร้างผลกระทบเชิงบวกผ่านการดำเนินธุรกิจ ภายใต้การปรับกลยุทธ์​​​ 3 เสาหลักความยั่งยืน สู่การลงมือทำจริง ที่ไม่เพียงแค่คำนึงถึงผลกำไร แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าและความยั่งยืนในระยะยาว ​​ประกอบด้วย 1. Accessibility : กลยุทธ์เพื่อเพิ่มการเข้าถึงความคุ้มครองทั้งด้านสุขภาพและการเงินให้คนไทยได้อย่างครอบคลุม จากปัจจุบันการถือครองกรมธรรม์ของคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำที่เพียง 38-40% ของจำนวนประชากรเท่านั้น ยิ่ง​หากมองในแง่​จำนวนบุคคลที่เข้าถึงกรมธรรม์จะเหลืออยู่แค่ราว 30% เท่านั้น และส่วนใหญ่ยังกระจุกที่ กทม. เป็นหลัก จาก Pain point สำคัญคือข้อจำกัดในเรื่องรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/prudential-thailand-3-pillars-to-sustainable-growth/">เปิด 3 กลยุทธ์ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ปรับโฟกัสธุรกิจ มุ่งเติบโตยั่งยืน เน้นสร้าง Real Impact แบบไม่ &#8216;ฟอกขาว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เปิด 3 กลยุทธ์​ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ​ซึ่งเป็นการรีเฟรชกลยุทธ์ครั้งล่าสุดในปี 2024 นี้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถสร้าง Positive Imapct ที่ไม่ใช่เพียงแค่ผลเชิงบวกที่เกิดขึ้นกับ​บริษัทเท่านั้น แต่ต้องการขับเคลื่อนให้ตลอดทั้งซัพพลายเชนของธุรกิจมีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน ​</strong></p>
<p><span id="more-28163"></span></p>
<p><strong>คุณบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พรูเด็นเชียล ประเทศไทย กล่าวว่า ความยั่งยืน คือ หัวใจสำคัญของธุรกิจ  จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของธุรกิจในปัจจุบัน ขณะที่ธุรกิจเองก็ไม่สามารถเดินหน้า​​ได้แค่เพียงลำพัง ​​พรูเด็นเชียล ประเทศไทย จึงมุ่งมั่น​สร้างผลกระทบเชิงบวกผ่านการดำเนินธุรกิจ ภายใต้การปรับกลยุทธ์​​​ 3 เสาหลักความยั่งยืน สู่การลงมือทำจริง ที่ไม่เพียงแค่คำนึงถึงผลกำไร แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าและความยั่งยืนในระยะยาว ​​ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. Accessibility :</strong> กลยุทธ์เพื่อเพิ่มการเข้าถึงความคุ้มครองทั้งด้านสุขภาพและการเงินให้คนไทยได้อย่างครอบคลุม จากปัจจุบันการถือครองกรมธรรม์ของคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำที่เพียง 38-40% ของจำนวนประชากรเท่านั้น ยิ่ง​หากมองในแง่​จำนวนบุคคลที่เข้าถึงกรมธรรม์จะเหลืออยู่แค่ราว 30% เท่านั้น และส่วนใหญ่ยังกระจุกที่ กทม. เป็นหลัก จาก Pain point สำคัญคือข้อจำกัดในเรื่องรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง</p>
<p>นำมาสู่การสร้างสรรค์ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ พัฒนาช่องทาง รวมทั้งแคมเปญต่างๆ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงหลักประกันให้คนไทยได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย การเพิ่มช่องทางออนไลน์ หรือพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ทั้ง​เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัท รวมทั้งเป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์ความต้องการหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการ สอดคล้องกับพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ รวมทั้งเทรนด์ต่างๆ ที่เปลี่ยนไป ​ โดยไม่ลืมคำนึงถึงระดับราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย</p>
<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัวแคมเปญ “<strong>การให้ที่ยั่งยืน คือ การให้ที่ส่งต่อได้” </strong><strong>(Give The Future)</strong> ซึ่งเปิดตัวในปีที่ผ่านมา เพื่อมอบกรมธรรม์อุบัติเหตุมูลค่าคุ้มครองถึง 1 แสนบาท ให้กลุ่มเปราะบางทั้งลูกจ้าง กทม. และลูกจ้างโรงพยาบาลรัฐ ในทุกๆ การซื้อกรมธรรม์ใหม่  ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก สามารถส่งต่อกรมธรรม์ได้แล้วกว่า 1.22 แสนราย รวมมูลค่าความคุ้มครองถึง 1.22 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถส่งมอบกรมธรรม์เพิ่มเติมในปีนี้ได้ถึง 1.5 แสนกรมธรรม์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28165 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/INFO.jpg" alt="" width="1491" height="601" /></p>
<p><strong>2. Investment :</strong> ผ่านการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ ภายใต้การบริหารสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่มีมูลค่ากว่า 1. 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนการมีส่วนช่วยแก้ปัญหาสภาพอากาศ และขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยมุ่งเน้นลงทุนในธุรกิจที่มีนโยบายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การลด Carbon Emission ในการดำเนินธุรกิจ เน้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ หรือประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะแถบเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่เป็นฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งแอฟริกา  พร้อมกำหนดเป้าหมายสำหรับการลงทุน ในการลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจให้ลดลงได้ 55% ภายในปี 2030</p>
<p><strong>3. Sustainability :</strong> ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยเริ่มจากภายใน ผ่านการดูแลและส่งเสริมพนักงานให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งสามารถเป็นผู้นำทางความคิดเพื่อปลูกฝังเรื่องของความยั่งยืนในการดำเนินงาน ตลอดจน​สร้างการมีส่วนร่วมให้ครอบคลุมไปถึงกระบวนการทำงานของคู่ค้าหรือพาร์ทเนอร์ภายในห่วงโซ่คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนความหลากหลาย ความเท่าเทียม เพิ่มการมีส่วนร่วม การส่งเสริมจริยธรรม มี Work-life Balance และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข พร้อมสนับสนุนและเปิดโอกาสในการเติบโต โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพนักงานหญิงเป็นผู้นำระดับกลุ่มเป็น 40%  ภายในปี 2026 พร้อมทั้งการเพิ่ม KPI ที่เกี่ยวข้องกับ​ความยั่งยืนให้แก่พนักงานระดับผู้จัดการขึ้นไป ภายในปี 2026 เช่นเดียวกัน</p>
<p><strong>มุ่งขับเคลื่อน Real Impact ไม่เน้น​นโยบายฟอกขาว</strong></p>
<p>นอกจากโครงการ Give The Future ที่มอบความคุ้มครองให้กลุ่มเปราะบาง พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ยังดำเนินโครงการเพื่อสังคมด้านต่างๆ อาทิ โครงการชะ-ชิ้ง ที่ส่งเสริมด้านการศึกษา และ การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยร่วมกับองค์การยูนิเซฟ เป็นต้น</p>
<p>สำหรับ โครงการชะ-ชิ้ง (CHA-CHING) คือ หนึ่งในโครงการที่พรูเด็นเชียลภูมิใจเพราะช่วยจุดประกายให้เด็กๆ ทั่วโลก รวมถึงเด็กไทยมีความเข้าใจและเรียนรู้ด้านการเงิน โดยจับมือกับพรูเด็นซ์  ฟาวน์เดชัน และมูลนิธิจูเนียร์อะชีฟเม้นท์ ซึ่งการให้ความรู้จะมี 4 แกนสำคัญ คือ การหารายได้ การเก็บออม การใช้จ่าย และการบริจาค (Earn, Set, Spend, Donate) โดยปัจจุบันมีจำนวนการฝึกอบรมครูและนักเรียนใน มีนาคม 2567 นักเรียนจำนวน 234,292 คน ครูที่ได้รับการฝึกอบรม รวมทั้งหมด 15,144 คน ​จากโรงเรียนภายใต้สังกัดสำนักงานเขตการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ จากทั่วประเทศ รวมกว่า 1,000 โรงเรียน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28175 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/1-3.jpg" alt="" width="1200" height="793" /></p>
<p>นอกจากนี้ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ยังสนับสนุน โครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมกับองค์การยูนิเซฟ (Early Childhood Development: ECD)  ที่มีเป้าหมายเพื่อผลักดันและสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมไทยเห็นความสำคัญของการพัฒนาการเด็กในช่วงวัย 0-6 ปี โดยพรูเด็นเชียลร่วมกับองค์การยูนิเซฟจัดกิจกรรม ‘Play Together &amp; Learn Together’ ภายใต้แคมเปญ ‘เลี้ยงถูก ลูกดี’ ให้ความรู้กับผู้ปกครองเกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างถูกต้อง และการดูแลแบบตอบสนอง หรือ Responsive Caregiving</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน ทำให้องค์กรมีส่วนสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ทั้งมิติสังคม สิ่งแวดล้อม และ​เพิ่มความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ </em><em>โดย​ตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero ในปี 2050 ​พร้อมช่วย​เปลี่ยนผ่าน​สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะเดียวกัน ยังสามารถดูแลให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน เพิ่มความพึงพอใจ​ต่อองค์กร พร้อมปลูกฝังและสร้างวัฒนธรรม​ด้านความยั่งยืน เพื่อเพิ่มการขับเคลื่อนให้เกิดผลกระทบเชิงบวกไปสู่สังคม​ได้มากขึ้น ผ่านกิจกรรมต่างๆ ​ที่ตอกย้ำเจตนารมณ์องค์กร  <strong>“ชีวิตมีกัน…ทุกวันดีกว่า” </strong><strong>(For Every Life For Every Future) </strong>ทั้งในแง่การส่งเสริมสุขภาพ การส่งเสริมความแข็งแรงให้ผู้คนในสังคม​ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่มีการขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง และสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง <strong>การขับเคลื่อนของพรูเด็นเชียล ประเทศไทย ไม่ใช่แค่การฟอกขาว (White Washing)  ที่มีแค่นโยบายสวยๆ  แต่ในทุกๆ มิติ เรามีการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริง&#8221; </strong></em></p>
<p>ขณะที่ความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนธุรกิจ  พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ยังติดอันดับ Top 5 บริษัทประกันที่สร้างเบี้ยประกันใหม่ได้สูงที่สุดในปีที่ผ่านมา ขณะที่​มีจำนวนเบี้ยประกันภัยโดยรวมอยู่ในอันดับ 7 โดยตั้งเป้าขึ้นเป็น Top 3 ได้ภายในปี 2027 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า จากกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนความยั่งยืน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจตอบโจทย์ด้านการดูแลสุขภาพและความมั่นคงทางการเงินให้คนไทยทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ควบคู่ไปกับความสามารถในการขยาย​ผลกระทบเชิงบวกให้สังคมและผู้คนได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/prudential-thailand-3-pillars-to-sustainable-growth/">เปิด 3 กลยุทธ์ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ปรับโฟกัสธุรกิจ มุ่งเติบโตยั่งยืน เน้นสร้าง Real Impact แบบไม่ &#8216;ฟอกขาว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Beyond ESG to Impact&#8217; ​เพราะ​ความ &#8216;ยั่งยืน&#8217; ต้องวัดด้วยผลลัพธ์ สิ่ง​ที่ภาคธุรกิจต้องทำความเข้าใจ ก่อนได้ชื่อว่า &#8216;Impact Washing&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/beyond-esg-to-impact-transparency-measurement/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 23 Jun 2024 10:59:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[B Corp Thailand Movement Leader]]></category>
		<category><![CDATA[B Corps Certified]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Green washing]]></category>
		<category><![CDATA[Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Impact Transparency]]></category>
		<category><![CDATA[Impact Washing]]></category>
		<category><![CDATA[Measurement]]></category>
		<category><![CDATA[Negative]]></category>
		<category><![CDATA[Positive]]></category>
		<category><![CDATA[Purpose]]></category>
		<category><![CDATA[SDG]]></category>
		<category><![CDATA[Social Value]]></category>
		<category><![CDATA[Social Value Creation]]></category>
		<category><![CDATA[Social Value Thailand Association]]></category>
		<category><![CDATA[SROI]]></category>
		<category><![CDATA[Stakeholder]]></category>
		<category><![CDATA[SVTH]]></category>
		<category><![CDATA[Transparency]]></category>
		<category><![CDATA[คุณค่าทางสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบเชิงบวก]]></category>
		<category><![CDATA[ผลลัพธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26763</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ปัจจุบันภาคธุรกิจ​จะให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน​​เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนตามกรอบ UN SDG ​​​โดย​พบว่า 72% ของบริษัทหรือองค์กรมีการวางเป้าหมายเพื่อบรรลุ SDG ในข้อใดข้อหนึ่งจากทั้ง 17 ข้อ เช่น การศึกษา สุขภาพ การสร้างงาน สภาพอากาศ หรือการดูแลทรัพยากรน้ำ เป็นต้น แต่กลับ​​มีเพียง 25% ที่​​สามารถวางกลยุทธ์ หรือ​มีการ​พัฒนาสินค้าหรือบริการที่สอดคล้องกับ​เป้าหมาย SDG ที่วางไว้ได้ โดยมีแค่​ 14% ​​ที่สามารถกำหนดทิศทางขับเคลื่อน​​สู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม และสุดท้ายแล้วมีแค่ 1% เท่านั้น ที่สามารถวัดผลเชิงปริมาณ ​หรือสามารถรายงานความคืบหน้าในการขับเคลื่อนหรือระบุผลลัพธ์ตามแนวทา​งต่างๆ ที่วางไว้ได้ (UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME : PWC SDG CHALLENGE 2019 ) ทั้งนี้ ยังพบจุดอ่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันคือ ความต้องการให้เกิดการเติบโตแบบไม่มีขีดจำกัด (Unlimited Growth) ขณะที่โลกมีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด รวมถึงผลประโยชน์ที่เกิดจากการมุ่งสร้างการเติบโตเหล่านั้น ไม่ได้ตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ของโลก แต่มักจะตกอยู่ที่กลุ่มคนเล็กๆ เพียงบางกลุ่มเท่านั้น คุณสกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์ เลขาธิการสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/beyond-esg-to-impact-transparency-measurement/">&#8216;Beyond ESG to Impact&#8217; ​เพราะ​ความ &#8216;ยั่งยืน&#8217; ต้องวัดด้วยผลลัพธ์ สิ่ง​ที่ภาคธุรกิจต้องทำความเข้าใจ ก่อนได้ชื่อว่า &#8216;Impact Washing&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม้ปัจจุบันภาคธุรกิจ​จะให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน​​เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนตามกรอบ UN SDG ​​​โดย​พบว่า 72% ของบริษัทหรือองค์กรมีการวางเป้าหมายเพื่อบรรลุ SDG ในข้อใดข้อหนึ่งจากทั้ง 17 ข้อ เช่น การศึกษา สุขภาพ การสร้างงาน สภาพอากาศ หรือการดูแลทรัพยากรน้ำ เป็นต้น</p>
<p><span id="more-26763"></span></p>
<p>แต่กลับ​​มีเพียง 25% ที่​​สามารถวางกลยุทธ์ หรือ​มีการ​พัฒนาสินค้าหรือบริการที่สอดคล้องกับ​เป้าหมาย SDG ที่วางไว้ได้ โดยมีแค่​ 14% ​​ที่สามารถกำหนดทิศทางขับเคลื่อน​​สู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม</p>
<p>และสุดท้ายแล้วมีแค่ 1% เท่านั้น ที่สามารถวัดผลเชิงปริมาณ ​หรือสามารถรายงานความคืบหน้าในการขับเคลื่อนหรือระบุผลลัพธ์ตามแนวทา​งต่างๆ ที่วางไว้ได้ (UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME : PWC SDG CHALLENGE 2019 )</p>
<p>ทั้งนี้ ยังพบจุดอ่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันคือ ความต้องการให้เกิดการเติบโตแบบไม่มีขีดจำกัด (Unlimited Growth) ขณะที่โลกมีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด รวมถึงผลประโยชน์ที่เกิดจากการมุ่งสร้างการเติบโตเหล่านั้น ไม่ได้ตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ของโลก แต่มักจะตกอยู่ที่กลุ่มคนเล็กๆ เพียงบางกลุ่มเท่านั้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26766 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-Bcorps5.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>คุณสกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์</strong> เลขาธิการสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย และ B Corp Thailand Movement Leader กล่าวว่า<strong> สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อน​ความผิดพลาดในการขับเคลื่อนการเติบโตของระบบเศรษฐกิจที่ผ่านมา ที่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่โฟกัสความแข็งแรงทางการเงินเป็นสำคัญ จึงต้องกลับไปแก้ที่วัตถุประสงค์หรือ Purpose ในการตั้งธุรกิจ​​ และเปลี่ยนสมการจาก Financial Purpose มาเป็นการสร้าง Social Value Creation หรือ Non-Financial Purpose และต้องสร้าง Mindset เพื่อให้แนวคิดการขับเคลื่อนธุรกิจที่มองผลกระทบต่อสังคม​เหล่านี้ขยายสู่  Mainstream​</strong> ที่ไม่ใช่แนวคิดของธุรกิจเพียง​ส่วนน้อยในระบบ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้จริง</p>
<p>ขณะเดียวกัน<strong> ต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการขับเคลื่อนรวมทั้งรูปแบบการ​วัดผลทางธุรกิจ ​​โดยใช้มิติด้าน Non-Financial Purpose มาประเมินศักยภาพของธุรกิจหรือโครงการต่างๆ ที่​พัฒนาขึ้น</strong> และต้องมองแบบ Long Term พร้อมดูผลกระทบอย่างรอบด้านต่อผู้มีส่วนกี่ยวข้องทั้งหมด</p>
<p><strong>​รวมทั้งการรายงาน​ผลอย่างรอบด้านมากกว่าแค่วัตถุประสงค์ที่ตั้งต้นไว้ เพื่อทราบ Impact ที่เกิดขึ้นทั้งในเชิงบวกหรือเชิงลบ โดยคำนึงถึง Impact Transparency เพื่อ​ป้องกันการเกิด Impact Washing </strong>หรือการเลือกรายงานแค่สิ่งที่องค์กรหรือธุรกิจอยากทราบ หรือรายงานแต่ผล​เชิงบวก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพรวม หรือนำไปสู่การประเมินผลที่ผิดพลาด ​​รวมถึงต้อง​ให้ความสำคัญกับการนำผลที่ได้ไปต่อยอด​มากกว่าแค่การจัดทำรายงานผลกระทบ  แต่ควรนำไปใช้ในการวางกลยุทธ์เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีขึ้น หรือใช้เพื่อ Dicision Making ​ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อช่วยแก้ปัญหา หรือ Painpoint ใน​ธุรกิจหรือโครงการ โดยเน้น​ขยายผลร่วมกับ Stakeholder เพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนที่มากกว่าการทำเพียงคนเดียว</p>
<p><em>&#8220;ยังมีภาคธุรกิจหลายรายในปัจจุบันมีความเขัาใจผิดเกี่ยวกับการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน​​ บางองค์กรทำแค่เช็คลิสต์จากสิ่งที่ตัวเองวางเป้าหมายไว้ แล้วมองว่าเป็นการทำธุรกิจแบบยั่งยืนแล้ว โดยไม่เคยวัดผลกระทบที่เกิดจากสิ่งที่ตัวเองทำอย่างรอบด้านว่าสร้างผลบวกหรือผลลบต่อใครอย่างไรบ้าง ซึ่งการวัดผลถือเป็นปัจจัย​ชี้วัดที่สำคัญที่สุด ​และต้องทำการวัดผล​ร่วมกับ Multi-stakeholder ที่เกี่ยวข้องทุกมิติ เพราะหากไม่สามารถวัดผลได้ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาได้จริง เช่น โครงการฉีดวัคซีน จะไม่สามารถดูแค่จำนวนคนที่เราฉีดวัคซีนให้ แต่ต้องขยายผลต่อว่าหลังฉีดแล้วมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนอย่างไร อาการเจ็บป่วยลดลงหรือไม่ หรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวอย่างไร เพื่อนำมาประเมินต่อว่าเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ได้แท้จริง หรือควรขับเคลื่อนต่อหรือไม่ และจะต้องขับเคลื่อนต่ออย่างไรเพื่อให้เป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ให้ทุกคนได้อย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26764 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-Bcorps2.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>Beyond ESG to Impact </strong></p>
<p><strong>การขับเคลื่อน Impact ต้องมองแบบ Outside In ต้องใช้มุมจาก Stakeholder ทั้งหมดมาเป็นตัวตั้ง การขับเคลื่อนไปตามกรอบ ESG หรือการตั้งเป้าหมายตาม SDG เป็นเพียงวิธีการที่จะมุ่งไปสู่การสร้างอิมแพ็ค เพื่อนำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ </strong> ดังนั้น ESG หรือ SDG Report ไม่ใช่เครื่องการันตีว่าธุรกิจ หรือโครงการนั้นๆ นำมาซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคม หรือสิ่งแวดล้อม หากยังไม่ได้ทำการวัด​ Impact หรือผลกระทบที่รอบด้านทั้งเชิงบวกและลบ ​</p>
<p>โดยเครื่องมือเบื้องต้นที่ภาคธุรกิจจะสามารถนำไปใช้ในการวัดว่าธุรกิจหรือโครงการต่างๆ ที่ตัวเองทำ ว่าตอบโจทย์เรื่องของการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนจริงหรือไม่ เช่น</p>
<p><strong>การได้รับรองมาตรฐาน B Corps Certified</strong> ที่จะมอบให้กับแบรนด์หรือองค์กรที่ได้รับรองว่าสามารถสร้างผลลัพธ์หรืออิมแพ็คที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม<strong> ภายใต้การประเมิน BIA (Benefit Impact Assesment) ที่สามารถส่งมอบคุณค่าได้ 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นธรรมาภิบาล (Governance) พนักงาน (Workers) ชุมชน (Community) สิ่งแวดล้อม (Environment) และลูกค้า (Customers)</strong> โดยธุรกิจสามารถนำแนวคิดหรือการชี้วัดตามมาตรฐาน B corps มาใช้ในการวางกลยุทธ์หรือแนวทางในการปฏิบัติงานต่างๆ (Operation) เพื่อให้ได้โมเดลธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่สามารถสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ทั้ง Ecosystem ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายแบรนด์ระดับโลกที่ได้รับรอง B Corps เช่น Unilever, PATAGONIA, SC JOHMSON และ THE BODYSHOP เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26767 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-Bcorps4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งอีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับการวัดผลกระทบในการขับเคลื่อนโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ของภาคธุรกิจอย่าง <strong>SROI (Social Return on Investment)</strong> ที่สามารถวัดผลกระทบทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างรอบด้าน และทราบผลลัพธ์ในการขับเคลื่อนทั้งคุณค่าในการขับเคลื่อนโครงการตลอด Customer Journey ของลูกค้าหรือผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมทั้งทราบ &#8216;<strong>จุดบอด&#8217;</strong> เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อวางวิธีคิดหรือแนวทางการขับเคลื่อนไปได้ไกลมากกว่าแค่วัตถุประสงค์ที่วางไว้ และนำมาประเมินความคุ้มค่าในการดำเนินโครงการเทียบกับการลงทุนที่สามารถจับต้องได้ และนำไปต่อยอด วางแผน หรือขยายผลต่อได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดย<strong>หัวใจสำคัญในการประเมินผลด้วย SROI ต้องเข้าใจผู้มีส่วนได้เสียทั้งระบบนิเวศ รวมทั้งเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นทั้งระบบ เพื่อนำมากำหนดขอบเขตและประเมิน​เป็นคุณค่าของตัวชี้วัด ก่อนนำไปทดสอบ และดำเนินการพร้อมเปิดเผยข้อมูลที่ได้อย่างโปร่งใส และมีความน่าเชื่อถือ </strong></p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันธุรกิจให้ความสนใจเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างมาก ขณะที่พัฒนาการที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทางกัน สะท้อนว่าโครงการหรือกิจกรรมต่าง​ๆ ที่มีการขับเคลื่อนไม่ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริง ​และนำมาสู่ปัญหา Green Washing หรือ Impact Washing ที่มีเป้าหมายเพียงแค่การรายงานผลให้ทราบ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างมาตรฐานในการวัดผลกระทบ เพื่อมั่นใจได้ว่าการขับเคลื่อน ESG หรือ SDG ต่างๆ สร้าง Positive Impact ได้จริง ​พร้อมทั้งทราบผลกระทบเชิงลบ เพื่อเข้าใจปัญหาและแก้ไขได้อย่างตรงจุด รวมถึง​การนำไปต่อยอดเพื่อให้เกิดเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีกรอบในการดำเนินการผ่านการวางกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้อง (Strategy) การมีระบบการบริหารจัดการเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย (Management Approach) รวมทั้งสร้างความโปร่งใส (Transparency) และมีธรรมาภิบาล (Governance)&#8221; </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/beyond-esg-to-impact-transparency-measurement/">&#8216;Beyond ESG to Impact&#8217; ​เพราะ​ความ &#8216;ยั่งยืน&#8217; ต้องวัดด้วยผลลัพธ์ สิ่ง​ที่ภาคธุรกิจต้องทำความเข้าใจ ก่อนได้ชื่อว่า &#8216;Impact Washing&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่มเซ็นทรัล ดันแคมเปญ &#8216;THAMsformation ทำเพื่อเปลี่ยน สู่ความยั่งยืน&#8217; วาง 6 กลยุทธ์ เร่งขยายผลเชิงบวกต่อเนื่อง และเข้มข้นมากขึ้น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/04/central-group-driving-thamsformation-campaign/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Apr 2024 08:50:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[Central Tham]]></category>
		<category><![CDATA[Circularity]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Inclusion ​]]></category>
		<category><![CDATA[Nature]]></category>
		<category><![CDATA[Positive Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Development]]></category>
		<category><![CDATA[Talent]]></category>
		<category><![CDATA[THAMsformation]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเพื่อเปลี่ยน สู่ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากร]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบเชิงบวก]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล ทำ]]></category>
		<category><![CDATA[เท่าเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[เหลื่อมล้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=24885</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ตลอด 77 ปีของกลุ่มเซ็นทรัล ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมกับทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ผ่านโครงการ “เซ็นทรัล ทํา” ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ ​ ​มุ่ง​พัฒนาสังคมในมิติต่างๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง และมองถึงผลลัพธ์ระยะยาว เพื่อให้เกิดความสมดุลกับมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน ​พร้อมลดช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาการศึกษา สร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้เศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการขับเคลื่อนแบบองค์รวมให้เติบโตเข้มแข็งไปด้วยกัน ​เปิดตัวแคมเปญใหม่ “THAMsformation ทำเพื่อเปลี่ยน สู่ความยั่งยืน” ภายใต้ 6 กลยุทธ์ ร่วมขับเคลื่อนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า ​กว่า 7 ปี​​ ที่กลุ่มเซ็นทรัล​ ริเริ่มโครงการ &#8216;เซ็นทรัล ทำ ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ&#8217; เพื่อ​​สร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Values – CSV) ระหว่างธุรกิจ สังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ตลอดจน​ผู้มีส่วนได้เสียให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/04/central-group-driving-thamsformation-campaign/">กลุ่มเซ็นทรัล ดันแคมเปญ &#8216;THAMsformation ทำเพื่อเปลี่ยน สู่ความยั่งยืน&#8217; วาง 6 กลยุทธ์ เร่งขยายผลเชิงบวกต่อเนื่อง และเข้มข้นมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ตลอด 77 ปีของกลุ่มเซ็นทรัล ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมกับทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ผ่านโครงการ <strong>“เซ็นทรัล ทํา”</strong> <strong>ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ ​</strong></p>
<p><span id="more-24885"></span></p>
<p>​มุ่ง​พัฒนาสังคมในมิติต่างๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง และมองถึงผลลัพธ์ระยะยาว เพื่อให้เกิดความสมดุลกับมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน ​พร้อมลดช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาการศึกษา สร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้เศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการขับเคลื่อนแบบองค์รวมให้เติบโตเข้มแข็งไปด้วยกัน ​เปิดตัวแคมเปญใหม่ <strong>“</strong><strong>THAMsformation </strong><strong>ทำเพื่อเปลี่ยน สู่ความยั่งยืน”</strong> ภายใต้ 6 กลยุทธ์ ร่วมขับเคลื่อนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
<p><strong>คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล </strong>กล่าวว่า ​กว่า 7 ปี​​ ที่กลุ่มเซ็นทรัล​ ริเริ่มโครงการ <strong>&#8216;เซ็นทรัล ทำ </strong><strong>ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ&#8217; </strong>เพื่อ​​สร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Values – CSV) ระหว่างธุรกิจ สังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ตลอดจน​ผู้มีส่วนได้เสียให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน ผ่าน​การ <strong>“ร่วมกันลงมือทำ” </strong>​ทั้งในรูปแบบถ่ายทอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีกและบริการด้วยการลงพื้นที่ปฏิบัติจริง เรียนรู้และร่วมกันแก้ปัญหากับชุมชน พัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนให้มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนสนับสนุนช่องทางการจำหน่าย ส่งผลให้ชุมชนมีรายได้ที่มั่นคง ​พึ่งพาตนเองได้​ พร้อมส่งต่อองค์ความรู้ไปยังชุมชนใกล้เคียงผ่านศูนย์การเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวชุมชน ​มุ่งสร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ​​จากโอกาสทางอาชีพและส่งเสริมการศึกษา ควบคู่ไปกับ​การใส่ใจสภาพแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24893 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>&#8220;ตลอดเส้นทางการขับเคลื่อน &#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217; ได้สร้างคุณประโยชน์ตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน สะท้อน​ภาพความสำเร็จบางส่วนในปี 2566 ที่ผ่านมา สามารถ <strong>สร้างรายได้ให้ชุมชน </strong><strong>1,700 </strong><strong>ล้านบาทต่อปี สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้​ชุมชนกว่า </strong><strong>150,</strong><strong>000 </strong><strong>ราย สร้างงานและสนับสนุนอาชีพคนพิการ </strong><strong>1,011 </strong><strong>คน พร้อมมุ่งสู่ </strong><strong>Net Zero </strong><strong>ด้วยการลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบ  </strong><strong>20,830 </strong><strong>ตัน</strong><strong>, </strong><strong>ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์รูฟ </strong><strong>170 </strong><strong>แห่ง ​สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจาก​แสงอาทิตย์ได้ ​</strong><strong>114,200 </strong><strong>เมกะวัตต์-ชั่วโมง</strong> ​เป็นต้น ส่วนในปีนี้ได้วางโรดแมปเพื่อขับเคลื่อนได้ต่อเนื่องและเข้มข้นมากกว่าเดิม&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24897 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/04.คุณอัจฉรา-วิสุทธิวงศ์รัตน์-รองกรรมการผู้จัดการ-ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร-กลุ่ม.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับปี 2567  นี้ เซ็นทรัล ทำ วาง​โรดแมปเพื่อการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นมากขึ้น ​ผ่าน ​6 กลยุทธ์ ต่อไปนี้</p>
<p><strong>1. Community – </strong><strong>พัฒนาศักยภาพและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน </strong></p>
<p>ผ่านการพัฒนาความรู้และทักษะด้านอาชีพ ส่งเสริมสินค้าให้มีเอกลักษณ์เป็นที่ต้องการของตลาด สนับสนุนด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์และดีไซน์  และเพิ่มช่องทางการจำหน่าย​ทั้ง​ออนไลน์และออฟไลน์ พัฒนายกระดับสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ต่อยอดการท่องเที่ยวยั่งยืนในเชิงเกษตรอินทรีย์และเชิงวัฒนธรรม</p>
<p>โดยการขับเคลื่อนในปี 2566 ได้ดำเนินการไปแล้วใน 44 จังหวัด สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้ชุมชนได้กว่า ​<strong>150</strong><strong>,</strong><strong>000 ราย​ ผ่าน​การรับซื้อผลิตภัณฑ์หรือสร้างช่องทาง​จำหน่ายได้รวมกว่า 1</strong><strong>,</strong><strong>700 ล้านบาท </strong>มีโครงการเด่นๆ ที่ขับเคลื่อนเช่น ​​ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่, ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี จ.ตรัง, ผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านเทพพนา- สวนเทพพนา จ.ชัยภูมิ,​ ฟาร์ม เมล่อน Smile Melon จ.อยุธยา, ตลาดจริงใจ จ.เชียงใหม่ และ​ร้านจำหน่ายสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นดีไซน์ร่วมสมัยแบรนด์ “good goods” (กุ๊ด กุ๊ดส์) ​โดยวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างเซ็นทรัล ทำ เป็นผู้ดูแล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24894 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Hero-Ad.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>2. Inclusion –  </strong><strong>ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม</strong></p>
<p>เน้นการมอบโอกาสในการพัฒนาศักยภาพด้านการศึกษาให้เยาวชน ผ่านการสร้างศูนย์การเรียนรู้ ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้แบบ Project – Based Learning ที่เน้นลงมือปฏิบัติด้วยประสบการณ์จริง ต่อยอดสู่การประกอบอาชีพในอนาคต  รวมทั้งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในด้านต่างๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น โดยมีโครงการเด่นๆ เช่น ​โ<strong>ครงการยกระดับการศึกษาโรงเรียนบ้านตากแดด จ</strong><strong>.</strong><strong>พังงา เพื่อพัฒนาเป็น​</strong><strong>ศูนย์การเรียนรู้ข้าวไร่ดอกข่า </strong>นำความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาการเพาะปลูกข้าวไร่ดอกข่า และขยายผลสู่ชุมชนทำให้เกิดการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนข้าวไร่ดอกข่า และนำรา<strong>ยได้จากการจำหน่ายข้าวไร่ดอกข่ากลับคืนสู่โรงเรียน</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24890 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>3. Talent – </strong><strong>พัฒนาศักยภาพที่เป็นเลิศของบุคลากร</strong></p>
<p>มุ่งถ่ายทอดประสบการณ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น​ พร้อมเคารพใน​ความแตกต่างและหลากหลายตามหลักสิทธิมนุษยชน ตามแนวคิด DEI (Diversity หลากหลาย – Equity เท่าเทียม – Inclusion เปิดรับความแตกต่าง) ผ่านขับเคลื่อนมิติต่างๆ​ เช่น การ<strong>พัฒนาทักษะเพื่ออนาคต  เพื่อเตรียมพ</strong>ร้อมพนักงานในการรับมือ​การเปลี่ยนผ่าน​สู่​โลกดิจิทัล , การพัฒนาทักษะปฏิบัติงาบนต่างๆ ​ทั้ง hard skill และ soft skill รวมทั้ง<strong>การส่งเสริมสร้างสุขภาวะและการดูแลพนักงาน </strong></p>
<p><strong>4.  Circularity – </strong><strong>ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน​</strong></p>
<p>ร่วม​ขับเคลื่อนโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน ผ่านการดำเนินธุรกิจภายในเครืออย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อมีส่วนช่วยแก้ป้ญหาสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวทางต่างๆ เช่น การจัดการอาหารส่วนเกิน ​<strong> (</strong><strong>Food Surplus Management</strong><strong>)</strong>  ด้วยการวางแผนการใช้วัตถุดิบการจัดการอาหารที่เหลือจากการจำหน่าย แบ่งเป็นอาหารที่ยังรับประทานได้ส่งต่อให้กับกลุ่มเปราะบาง โดยร่วมมือกับมูลนิธิ SOS , Yindii ​โดย​ปีที่ผ่านมา ได้​บริจาคอาหารส่วนเกินไปกว่า <strong>2,681,476 </strong><strong>มื้อ</strong> ลดปริมาณขยะลงสู่หลุมฝังกลบ <strong>641 ตัน </strong>และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 ได้ถึง <strong>1</strong><strong>,</strong><strong>486 ตันคาร์บอน</strong> ​ส่วนขยะอาหาร​ที่ไม่สามารถรับประทานได้ นำไปเปลี่ยนเป็นปุ๋ยอินทรีย์และก๊าซชีวภาพเพื่อ​ใช้ประโยชน์ต่อไป</p>
<p>รวมทั้งการจัดการขยะพลาสติก​​ <strong>(</strong><strong>Plastic Waste Management</strong><strong>) </strong>ทั้งการลดปริมาณ​ Single-use plastic ซึ่งได้ลดการใช้ถุงพลาสติกจากห้างสรรพสินค้าและร้านค้าในกลุ่มเซ็นทรัลลงได้กว่า 15 ตัน และเพิ่มการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ในกลุ่มโรงแรม​และรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ที่ยกเลิกการใช้หลอดพลาสติก  การเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้าสำหรับส่งซักแทนพลาสติก และเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ของใช้ในห้องน้ำเป็นแบบรีฟิล ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24891 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/ทำขยะให้มีค่า.jpg" alt="" width="1200" height="849" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังส่งเสริมกระบวนการรีไซเคิล ด้วยการสนับสนุนการจัดเก็บขวด PET ได้รวมกว่า 1 ล้านขวด ​เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น กระเป๋า เสื้อกั๊ก หรือผ้าห่ม ภายใต้แบรนด์ good goods หรือส่งมอบให้กับผู้ประสบภัย หรือการขับเคลื่อน​โครงการ Journey to Zero คัดแยกขยะรีไซเคิลทุกประเภท เช่น พลาสติก กระดาษ อลูมิเนียม โลหะ ขวดแก้ว ได้กว่า <strong>10</strong><strong>,</strong><strong>585 ตัน คิดเป็น 13% ของขยะทั้งหมด</strong></p>
<p><strong>5. Cimate – </strong><strong>การฟื้นฟูสภาพอากาศ</strong></p>
<p>เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593​​ ทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาด (Renewable Energy) ของธุรกิจในกลุ่ม และรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงาน ​ผู้บริหารในองค์กรคู่ค้า ลูกค้า พันธมิตร โดยคำนึงถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีโครงการที่ขับเคลื่อน เช่น การติดตั้ง​<strong> </strong><strong>Solar Rooftops ร้านค้าภายในเครือกว่า 170 แห่ง ซึ่ง</strong>​สามารถผลิตกระแสไฟฟ้า​ใช้เองได้ ​<strong>114,200 </strong><strong>เมกะวัตต์</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ชั่วโมง ต่อปี  </strong>รวมทั้ง​ติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้า กว่า <strong>1,356 </strong><strong>สถานี </strong>ภายในพื้นที่ร้านและโรงแรมภายในเครือ ขณะเดียวกัน ได้นำรถบรรทุก EV Truck มาใช้ในระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เช่นในไทวัสดุและท็อปส์ ซึ่งปัจจุบันมีใช้รวมกัน​ <strong>22 </strong><strong>คัน</strong> ​ช่วย<strong>ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงกว่า </strong><strong>180,000</strong><strong> ลิตร</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24888 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/ทำให้โลกสะอาด.jpg" alt="" width="1200" height="849" /></p>
<p><strong>6. Nature – การอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ</strong></p>
<p>มุ่งอนุรักษ์และฟื้นฟูความอุดสมบูรณ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน นำไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และเป็นแนวทางในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการดำเนินโครงการด้านการเพิ่มและอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว อาทิ ด้านเกษตรกรรมยั่งยืนด้วยการส่งเสริมวิถีการทำเกษตรที่มีคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจทำให้เกษตรชุมชนได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยไม่ลดทอนหรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมการปลูกป่าเพื่อฟื้นคืนผืนป่า การปลูกต้นไม้และการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดี เพื่อการอนุรักษ์ดิน น้ำ อากาศและสิ่งมีชีวิต โดย<strong>​ปี </strong><strong>2566 </strong><strong>สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่าได้กว่า </strong><strong>9,411 </strong><strong>ไร่ </strong>ลดคาร์บอนได้ <strong>7,456 </strong><strong>ตันต่อปี  และมีแผน</strong>ดำเนินโครงการ Community Climate Action (CCA) ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียให้ได้ 50,000 ไร่ ใน 6 จังหวัด เป็นต้น</p>
<p>ทั้งนี้  กลุ่มเซ็นทรัลยังได้เปิดตัวโฆษณาชุดใหม่ ​<strong>“แค่ทำสักครั้ง”</strong> พร้อม​​ประกาศแคมเปญ​ <strong>&#8216;THAMsformation ทำเพื่อเปลี่ยนสู่ความยั่งยืน&#8217;</strong> สะท้อนเรื่องราวและคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ​จากความกล้าที่จะเริ่มต้นลงมือทำและทำอย่างต่อเนื่อง และนำมาซึ่งการ​เติบโตอย่างรอบด้านในทุกมิติ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง สิ่งแวดล้อมน่าอยู่ โดยหวังผลลัพธ์เชิงบวกสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในระยะยาว เพื่อส่งมอบอนาคตที่มีคุณภาพให้กับสังคม ประเทศชาติ และคนรุ่นหลังต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/04/central-group-driving-thamsformation-campaign/">กลุ่มเซ็นทรัล ดันแคมเปญ &#8216;THAMsformation ทำเพื่อเปลี่ยน สู่ความยั่งยืน&#8217; วาง 6 กลยุทธ์ เร่งขยายผลเชิงบวกต่อเนื่อง และเข้มข้นมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่อง 8 ผู้ประกอบการ​ ​ปั้นโมเดลธุรกิจธุรกิจเพื่อสังคม​ ใน SET Social Impact GYM 2023: Pitching Day</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/10/8-se-pitching-day-by-set-social-impact-gym-2023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Oct 2023 10:36:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Haze Free Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[J-RAJA]]></category>
		<category><![CDATA[JOB ดาว ​]]></category>
		<category><![CDATA[LEARN DO]]></category>
		<category><![CDATA[maiA]]></category>
		<category><![CDATA[RESTART ACADEMY]]></category>
		<category><![CDATA[SET]]></category>
		<category><![CDATA[SET Social Impact GYM 2023: Pitching Day]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[Social Enterprise]]></category>
		<category><![CDATA[Social Impact]]></category>
		<category><![CDATA[StartUp]]></category>
		<category><![CDATA[TAN BIOCHEMICAL]]></category>
		<category><![CDATA[YORICE]]></category>
		<category><![CDATA[Your Pal]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งต้นดี]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ตั้งต้นดี เพื่อสังคม จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ทีเอชซี (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ลอว์เอ็กซ์เทค จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ลีกัล คอนเน็กท์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เลิร์น ดู จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท แทนไบโอเคมิคอล จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบเชิงบวก]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ห้างหุ้นส่วจำกัด เฮซ ฟรี]]></category>
		<category><![CDATA[เจรจา]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเอ็มอี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=21851</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือน ที่โครงการ SET Social Impact GYM 2023 ร่วมบ่มเพาะและสร้าง​พื้นที่ให้กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise จำนวน 8 ราย และบริษัทจดทะเบียนที่มาร่วมเป็นโค้ชอาสา ได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการเพื่อสังคมสามารถขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโต​และอยู่รอดได้อย่างแข็งแรง​​ พร้อมเพิ่มความสามารถในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมได้อย่างยั่งยืน สำหรับโครงการ SET Social Impact GYM ในปีนี้เป็นปีที่ 7 หลังเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 ด้วยความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ สมาคมบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (maiA) พร้อมพันธมิตรที่เข้ามาร่วมสนับสนุนโครงการในปีนี้ อาทิ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และ PwC ประเทศไทย ที่ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนและพัฒนาทักษะการทำธุรกิจให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคม​ที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้รวมทั้งสิ้น 8 ราย ครอบคลุมการสร้างผลลัพธ์ทางสังคม 4 ด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม 2 ราย  ผู้เปราะบาง 3 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/10/8-se-pitching-day-by-set-social-impact-gym-2023/">ส่อง 8 ผู้ประกอบการ​ ​ปั้นโมเดลธุรกิจธุรกิจเพื่อสังคม​ ใน SET Social Impact GYM 2023: Pitching Day</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือน ที่โครงการ <strong>SET Social Impact GYM 2023 </strong>ร่วมบ่มเพาะและสร้าง​พื้นที่ให้กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise จำนวน 8 ราย และบริษัทจดทะเบียนที่มาร่วมเป็นโค้ชอาสา ได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการเพื่อสังคมสามารถขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโต​และอยู่รอดได้อย่างแข็งแรง​​ พร้อมเพิ่มความสามารถในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-21851"></span></p>
<p>สำหรับโครงการ<strong> SET Social Impact GYM </strong>ในปีนี้เป็นปีที่ 7 หลังเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 ด้วยความร่วมมือระหว่าง<strong>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)</strong> และ <strong>สมาคมบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (maiA)</strong> พร้อมพันธมิตรที่เข้ามาร่วมสนับสนุนโครงการในปีนี้ อาทิ<strong> กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)</strong> และ<strong> PwC ประเทศไทย</strong> ที่ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนและพัฒนาทักษะการทำธุรกิจให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคม​ที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้รวมทั้งสิ้น 8 ราย ครอบคลุมการสร้างผลลัพธ์ทางสังคม 4 ด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม 2 ราย  ผู้เปราะบาง 3 ราย การพัฒนาชุมชน 2 ราย และด้านการเกษตร 1 ราย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21852 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/Coach-1.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p style="font-weight: 400;">โดย​ในปีนี้ มีโค้ชจิตอาสาที่เป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทจดทะเบียนใน maiA และ SET จำนวน 22 ท่าน  มาร่วมให้คำแนะนำ แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวคิดเชิงธุรกิจ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแผนธุรกิจในรูปแบบการโค้ชตัวต่อตัวให้กับ​ผู้ประกอบการแต่ละราย ​พร้อมด้วย 3 พันธมิตร ทั้ง สสส. บสย. และ PwC ประเทศไทย มาเสริมทักษะในการทำธุรกิจอย่างรอบด้าน ทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ รวมทั้งความรู้ด้านบัญชี กฎหมาย และภาษีที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินธุรกิจในทุกขนาด</p>
<p>โดยบรรยากาศวัน Pitching Day ในวันปิดโครงการ SET Social Impact GYM 2023 เป็นโอกาสที่ท้ัง 8 ธุรกิจ จะได้นำเสนอสินค้าต้นแบบ และโมเดลธุรกิจ รวมทั้งแผนการในขยายธุรกิจมานำเสนอต่​อสาธารณะ เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับการสนับสนุนจากบริษัทและนักลงทุนต่างๆ ที่เข้ามาร่วมฟังการนำเสนอภายในงาน โดยธุรกิจเพื่อสังคมทั้ง 8 ราย ที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้ ประกอบด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21854 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/GYM2-Haxe-Free.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>1. Haze Free Thailand</strong> โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด เฮซ ฟรี  ดำเนินการสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ ลดการเผาป่าที่สร้างมลพิษทางอากาศ ช่วยให้ชุมชนมีอาหารที่ปลอดภัยพร้อมสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21855 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/Yorice.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>2. YORICE</strong> โดยบริษัท ทีเอชซี (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินการสร้างผลลัพธ์ด้านการพัฒนาชุมชน ผ่านการนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้ข้าวไทย เพื่อทดแทนการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ และช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผ่านแนวคิด<strong> ชาวนาไม่จน คนไม่ป่วย</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21859 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/GYM3-TAN.jpg" alt="" width="1200" height="858" /></p>
<p><strong>3. TAN BIOCHEMICAL</strong> โดยบริษัท แทนไบโอเคมิคอล จำกัด ดำเนินการสร้างผลลัพธ์ด้านการเกษตร ช่วยแก้ไข Painpoint ให้เกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ​ที่เผชิญปัญหาต้นทุนสูงแต่ขายได้ราคาต่ำ จึงใช้นวัตกรรมมาต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่​ <strong>หอมแดงเทอราปี</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21862 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/Learn-Do1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>4. LEARN DO</strong> โดยบริษัท เลิร์น ดู จำกัด ดำเนินการสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเชื่อมโยงเรื่องของการศึกษาเข้ากับเรื่องของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านห้องเรียนธรรมชาติ เพื่อทำให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21861 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/tungtondee1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>5. ตั้งต้นดี (RESTART ACADEMY)</strong> โดยบริษัท ตั้งต้นดี เพื่อสังคม จำกัด ดำเนินการสร้างผลลัพธ์ด้านผู้เปราะบาง  ขยายโอกาสให้ผู้เคยก้าวพลาดได้มีโอกาสต้ังต้นชีวิตใหม่ และไม่กลับไปทำผิดซ้ำ ผ่านธุรกิจอาหารและการจัดเลี้ยง​ เพื่อสร้างอาชีพให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21863 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/Job-Down-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>6. JOB ดาว ​</strong>โดยสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย ดำเนินการสร้างผลลัพธ์ด้านผู้เปราะบาง เพื่อพัฒนาทักษะด้านอาชีพให้ผู้พิการทางสติปัญญา ในการหางานที่เหมาะสมกับผู้พิการ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมั่นใจในการจ้างงานคนพิการมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21858 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/GYM4-Law.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>7. Your Pal</strong> โดยบริษัท ลอว์เอ็กซ์เทค จำกัด ดำเนินการสร้างผลลัพธ์ด้านผู้เปราะบาง เพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่สามารถเป็นคนกลาง เพื่อเข้าไปช่วยแก้ปัญหา Sexual Harrassment ภายในองค์กร และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกฏหมายของผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21857 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/GYM5-Debt.jpg" alt="" width="1200" height="960" /></p>
<p><strong>8. J-RAJA (เจรจา)</strong> โดยบริษัท ลีกัล คอนเน็กท์ จำกัด ดำเนินการสร้างผลลัพธ์ด้านการพัฒนาชุมชน เพื่อลดปัญหาหนี้ครัวเรือนและสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ผู้บริโภค ด้วยการเป็นตัวแทนลูกหนี้ในการเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อหารูปแบบชำระอย่างเหมาะสม พร้อมให้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาหนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21718 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/SET-Social-Impact-GYM-2023_Pitching-Day_2.jpg" alt="" width="1200" height="736" /></p>
<p>ซึ่งภายหลังการนำเสนอครบทั้ง 8 ราย แล้ว ทางตลาดหลักทรัพย์ ได้คัดเลือก 3 ธุรกิจ เพื่อมอบ GYM APPRECIATION ให้เป็นกำลังใจสำหรับ​การนำไปขยายผล​เพื่อสร้างให้เกิด Social Impact ได้ในวงกว้าง โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือก ได้แก่ ธุรกิจ YORICE โดยบริษัท ทีเอชซี (ประเทศไทย) จำกัด ,  ธุรกิจ HAZE FREE THAILAND  โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด เฮซ ฟรี และ ธุรกิจ ตั้งต้นดี โดยบริษัท ต้ังต้นดี เพื่อสังคม จำกัด โดยทั้งสามธุรกิจ ได้รับเงินรางวัลเป็นกำลังใจจำนวน 1 หมื่นบาท 2 หมื่นบาท และ 3 หมื่นบาท ตามลำดับ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21864 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/Pitching-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 7 ปี ของโครงการ SET Social Impact GYM มีผู้ประกอบการเพื่อสังคมผ่านการอบรมในโครงการ SET Social Impact GYM แล้วกว่า 80 ราย โดยมีสัดส่วนการสร้างผลลัพธ์ทางสังคม 5 ด้าน ดังนี้ 40% เป็นด้านพัฒนาชุมชนและสังคม อีก 60% เป็นด้านสุขภาพ ด้านผู้เปราะบาง ด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อม และด้านการศึกษา ​พร้อมต่อยอดความร่วมมือให้เกิด Social Business Co-Creation ระหว่างภาคธุรกิจและภาคสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมร่วมกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/10/8-se-pitching-day-by-set-social-impact-gym-2023/">ส่อง 8 ผู้ประกอบการ​ ​ปั้นโมเดลธุรกิจธุรกิจเพื่อสังคม​ ใน SET Social Impact GYM 2023: Pitching Day</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
