<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ผลประกอบการ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 27 Apr 2026 03:58:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ผลประกอบการ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>CKPower ปันผล 715 ล้านบาท เตรียมจ่าย 22 พฤษภาคมนี้</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/ck-power-declared-a-dividend/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 03:58:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[CKP]]></category>
		<category><![CDATA[CKPower]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ทนง พิทยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ปลิว ตรีวิศวเวทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ถือหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[เงินปันผล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41372</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำที่สุดรายหนึ่ง จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569 ในรูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-AGM) เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โดยที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานประจำปี 2568 และมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.088 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 715 ล้านบาท โดยกำหนดให้จ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามที่ปรากฏชื่อ ณ วันกำหนดสิทธิผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 CKPower ยังเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย รวมถึงการยกระดับความพร้อมขององค์กรด้านบุคลากร เทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง และการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมี ดร.ทนง พิทยะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/ck-power-declared-a-dividend/">CKPower ปันผล 715 ล้านบาท เตรียมจ่าย 22 พฤษภาคมนี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ<strong> CKPower</strong> (ชื่อย่อหลักทรัพย์: <strong>CKP</strong>) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำที่สุดรายหนึ่ง จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569 ในรูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-AGM) เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569</p>
<p><span id="more-41372"></span></p>
<p>โดยที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานประจำปี 2568 และมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.088 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 715 ล้านบาท โดยกำหนดให้จ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามที่ปรากฏชื่อ ณ วันกำหนดสิทธิผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 CKPower ยังเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย รวมถึงการยกระดับความพร้อมขององค์กรด้านบุคลากร เทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง และการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593</p>
<p>ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมี <strong>ดร.ทนง พิทยะ</strong> ประธานกรรมการ เป็นประธานในที่ประชุม พร้อมด้วย <strong>นายปลิว ตรีวิศวเวทย์</strong> ประธานกรรมการบริหาร และ <strong>นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์</strong> กรรมการผู้จัดการ และคณะกรรมการบริษัทเข้าร่วม ณ ห้องสุพรรณิการ์ ชั้น 4 อาคารวิริยะถาวร</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/ck-power-declared-a-dividend/">CKPower ปันผล 715 ล้านบาท เตรียมจ่าย 22 พฤษภาคมนี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TU ปิดปี 68 สวย กวาดปริมาณการขายทะลุ 9 แสนตัน โชว์ GPM 18.9% กำไรต่อหุ้นพุ่ง 7.2% พร้อมแจกปันผลรวมทั้งปี 0.70 บาทต่อหุ้น โต 6%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/thai-union-group-performance-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Mar 2026 09:54:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[TU]]></category>
		<category><![CDATA[ธีรพงศ์ จันศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารสัตว์เลี้ยง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40293</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการปี 2568 ด้วยยอดขายรวม 132,719 ล้านบาท และปริมาณการขาย 908,436 แสนตัน เพิ่มขึ้น 2.5% จากปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวทะลุ 18.9 % สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยได้รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็งที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานตามที่ปรับปรุง โดยไม่รวม transformation cost อยู่ที่ 6,998 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าปี 2569 โต 3-4 % คาด GPM แตะ 19-20 % นอกจากนี้ บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังที่ 0.35 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีที่ 0.70 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/thai-union-group-performance-2025/">TU ปิดปี 68 สวย กวาดปริมาณการขายทะลุ 9 แสนตัน โชว์ GPM 18.9% กำไรต่อหุ้นพุ่ง 7.2% พร้อมแจกปันผลรวมทั้งปี 0.70 บาทต่อหุ้น โต 6%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU</strong> รายงานผลประกอบการปี 2568 ด้วยยอดขายรวม 132,719 ล้านบาท และปริมาณการขาย 908,436 แสนตัน เพิ่มขึ้น 2.5% จากปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง</p>
<p><span id="more-40293"></span></p>
<p>ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวทะลุ 18.9 % สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยได้รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็งที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานตามที่ปรับปรุง โดยไม่รวม transformation cost อยู่ที่ 6,998 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าปี 2569 โต 3-4 % คาด GPM แตะ 19-20 %</p>
<p>นอกจากนี้ บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังที่ 0.35 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีที่ 0.70 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 57.7% ตลอดจนการบริหารเงินทุนอย่างมีวินัยช่วยให้ผลตอบแทนต่อหุ้นปรับตัวดีขึ้น โดยกำไรต่อหุ้นเติบโตถึง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อีกทั้งบริษัทยังเดินหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนต่อเนื่องอีกด้วย</p>
<p>ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 สะท้อนความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ โดยยอดขายเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สองอยู่ที่ 0.7% หากไม่นับรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง</p>
<p><strong>นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า “ปี 2568 เป็นปีที่เราต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งประเด็นเรื่องภาษีนำเข้า ไปจนถึงแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยน แต่ไทยยูเนี่ยนยังคงรักษาความสามารถในการปรับตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำไรต่อหุ้นที่เติบโต และปริมาณการขายที่ขยายตัวต่อเนื่อง ที่สำคัญ โครงการทรานส์ฟอร์เมชันของเรายังช่วยให้ไทยยูเนี่ยนสามารถทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะองค์กรระดับโลกที่มีความคล่องตัวสูง บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และรักษาระดับอัตรากำไรได้แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการบริหารงานท่ามกลางสภาวะที่ท้าทายเช่นนี้ ยิ่งทำให้เรามั่นใจในความแข็งแกร่งของธุรกิจของเรา และศักยภาพของเราในการรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง”</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป</strong>มีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นในยุโรป สหรัฐฯ แคนาดา และไทย แต่ยอดขายลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ขณะที่<strong>กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง </strong>ยอดขายเติบโต 3.4% และปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการปรับราคาที่เกี่ยวเนื่องกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.5% จากราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ</p>
<p><strong>กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง</strong>ยอดขายเติบโต 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (หรือคิดเป็น 6.7% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 2.8% ด้วยแรงหนุนของคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ และยุโรป อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นเป็น 26.3% จากปีก่อน สูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 23-25% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม <strong>กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (</strong><strong>Value-added)</strong> มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับที่ดีที่ 21.7% แม้ยอดขายจะได้รับผลกระทบจากความต้องการที่ลดลงในสหรัฐฯ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40301 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/TU-25.jpg" alt="" width="634" height="800" /></p>
<p><strong>การบริหารเงินทุนและโครงการซื้อหุ้นคืน</strong></p>
<p>บริษัทได้ดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนรอบที่ 4 ครบจำนวน 400 ล้านหุ้น เสร็จสิ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 คิดเป็นมูลค่า 4,310 ล้านบาท และได้ดำเนินการลดทุนจดทะเบียนโดยการยกเลิกหุ้นจำนวน 200 ล้านหุ้น ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ส่งผลให้ทุนชำระแล้วอยู่ที่ 4,255 ล้านหุ้น ทั้งนี้ ไทยยูเนี่ยนยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต สอดคล้องกับกลยุทธ์การบริหารเงินทุนของบริษัท</p>
<p><strong>รางวัลความยั่งยืนและความเป็นผู้นำด้าน </strong><strong>ESG </strong></p>
<p>ในปี 2568 ไทยยูเนี่ยนมีพัฒนาการต่อเนื่องในฐานะผู้นำด้าน ESG โดยได้รับการปรับเพิ่มคะแนน ESG จาก FTSE Russell เป็น 4.3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 (เทียบกับ 4.1 คะแนนในปีก่อน) สะท้อนความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลที่เพิ่มขึ้น และความก้าวหน้าในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังได้รับผลการประเมินดัชนีชี้วัดความยั่งยืนด้านการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ CDP อยู่ในระดับ A โดยขยับขึ้นจากระดับ B ในปีก่อนหน้า สะท้อนความก้าวหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่มีความรับผิดชอบ และการปกป้องรักษาระบบนิเวศทางทะเล ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange<sup>®</sup> 2030</p>
<p><strong>แนวโน้มปี 2569</strong></p>
<p>ในปี 2569 ไทยยูเนี่ยนคาดว่าจะยังคงสร้างการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ายอดขายเติบโต 3–4% จากการขยายตัวของยอดขายในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง พร้อมทั้งยกระดับความสามารถในการทำกำไรให้แข็งแกร่งขึ้น โดยบริษัทประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ในช่วง 19–20% สะท้อนการฟื้นตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดว่าจะอ่อนตัวลง ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น และความก้าวหน้าของโครงการทรานส์ฟอร์เมชันที่บริษัทดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย โดยอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&amp;A to Sales) คาดว่าจะอยู่ที่ 13.5–14.5% สะท้อนผลกระทบตลอดทั้งปีจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงงบด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัท ในขณะที่โครงการทรานส์ฟอร์เมชันที่ดำเนินการเสร็จสิ้นในช่วงปี 2567–2568 จะช่วยลดค่าใช้จ่าย SG&amp;A ลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ โครงการ Cost Reset จะช่วยยกระดับวินัยด้านต้นทุนในระยะยาว โดยคาดว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายรวม 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2569</p>
<p>ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไทยยูเนี่ยนจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้น โดยจะยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50%</p>
<p>นายธีรพงศ์กล่าวเสริมว่า “ไทยยูเนี่ยนก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความแข็งแกร่งและความพร้อมที่มากขึ้น โดยนวัตกรรมและความยั่งยืนยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของเรา โดยเฉพาะในตลาดกลุ่มพรีเมียมที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องคุณภาพ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความร่วมมือในระยะยาว เราเชื่อมั่นว่าเราได้วางรากฐานที่มั่นคงเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ท้าทาย”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/thai-union-group-performance-2025/">TU ปิดปี 68 สวย กวาดปริมาณการขายทะลุ 9 แสนตัน โชว์ GPM 18.9% กำไรต่อหุ้นพุ่ง 7.2% พร้อมแจกปันผลรวมทั้งปี 0.70 บาทต่อหุ้น โต 6%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ITC สุดปัง ปี 68 โกยรายได้ 18,223 ล้านบาท โชว์กำไรสุทธิหลังปรับปรุง 3,432 ล้านบาท ดัน GPM พุ่งแตะ 25.1% เคาะจ่ายปันผลทั้งปี 0.85 บาทต่อหุ้น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/itc-annouced-performance-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Mar 2026 08:39:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[i-Tail]]></category>
		<category><![CDATA[i-Tail Corporation]]></category>
		<category><![CDATA[ITC]]></category>
		<category><![CDATA[PET]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[รอย ชาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารสัตว์เลี้ยง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40289</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ITC) ผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง รายงานผลประกอบการปี 2568 เติบโตแข็งแกร่ง โดยยอดขายในสกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 9.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 554 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยอดขายในสกุลเงินบาทเติบโต 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 18,223 ล้านบาท กำไรสุทธิหลังปรับปรุง (ไม่รวม Transformation Costs) อยู่ที่ 3,432 ล้านบาท สะท้อนการดำเนินงานที่มีวินัยและความต้องการที่เติบโตต่อเนื่องในทุกตลาดหลัก แม้เผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลทั้งปี 0.85 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 85.6% นายรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวของไอ-เทล และความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับลูกค้าระดับโลก แม้ต้องเผชิญแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนและมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ แต่เรายังคงสามารถสร้างการเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งให้เพิ่มขึ้นได้ เราเชื่อมั่นว่าการขยายตลาดของเราในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Chunk &#38; Pâté [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/itc-annouced-performance-2025/">ITC สุดปัง ปี 68 โกยรายได้ 18,223 ล้านบาท โชว์กำไรสุทธิหลังปรับปรุง 3,432 ล้านบาท ดัน GPM พุ่งแตะ 25.1% เคาะจ่ายปันผลทั้งปี 0.85 บาทต่อหุ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ITC)</strong> ผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง รายงานผลประกอบการปี 2568 เติบโตแข็งแกร่ง โดยยอดขายในสกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 9.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 554 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>
<p><span id="more-40289"></span></p>
<p>ยอดขายในสกุลเงินบาทเติบโต 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 18,223 ล้านบาท กำไรสุทธิหลังปรับปรุง (ไม่รวม Transformation Costs) อยู่ที่ 3,432 ล้านบาท สะท้อนการดำเนินงานที่มีวินัยและความต้องการที่เติบโตต่อเนื่องในทุกตลาดหลัก แม้เผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลทั้งปี 0.85 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 85.6%</p>
<p><strong>นายรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า </strong>“ปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวของไอ-เทล และความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับลูกค้าระดับโลก แม้ต้องเผชิญแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนและมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ แต่เรายังคงสามารถสร้างการเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งให้เพิ่มขึ้นได้ เราเชื่อมั่นว่าการขยายตลาดของเราในกลุ่มผลิตภัณฑ์ <strong>Chunk &amp; Pâté</strong> จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งมากขึ้นในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งเรายังได้รับปัจจัยหนุนจากกระแสสินค้าพรีเมียม โดยเฉพาะในกลุ่มขนมสัตว์เลี้ยงที่มีแนวโน้มการเติบโตโดดเด่น สอดรับความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Functional &amp; Wellness-Oriented Treats) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก”</p>
<p>ในไตรมาส 4 ปี 2568 ITC มียอดขายในสกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 6.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อยู่ที่ 148 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งของลูกค้ารายใหญ่ทั่วโลก โดยเมื่อเปรียบเทียบยอดขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐรายไตรมาสกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้านับตั้งแต่ปี 2566 &#8211; 2568 ITC มีการเติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอด ส่วนยอดขายในสกุลเงินบาทนั้นอยู่ที่ 4,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 1.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ในไตรมาสนี้ บริษัทยังได้รับคำสั่งซื้อล็อตแรกสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่ม Chunk &amp; Pâté จากพันธมิตรค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถสร้างการเติบโตเพิ่มเติมในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในอนาคต บริษัทมีกำไรขั้นต้นปรับปรุง 1,243 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีอัตรากำไรขั้นต้นหลังปรับปรุงที่แข็งแกร่งที่ 26% ขณะที่กำไรสุทธิหลังปรับปรุงอยู่ที่ 908 ล้านบาท</p>
<p>ตลาดอเมริกาคิดเป็น 58% ของยอดขายทั้งหมดในปี 2568 เติบโต 17.8% จากปีก่อน ด้วยแรงหนุนจากคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่ง การขยายไลน์สินค้า และแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องในสินค้ากลุ่มพรีเมียมและ Private Label รองลงมาคือเอเชียและโอเชียเนีย คิดเป็น 28% ของยอดขายทั้งหมด นำโดยญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย ขณะที่ตลาดยุโรปคิดเป็น 14% ของยอดขายทั้งหมด ทั้งนี้ ไอ-เทลได้ลูกค้าใหม่เพิ่มรวม 42 รายในปี 2568</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40290 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ITC1.jpg" alt="" width="1000" height="1261" /></p>
<p>แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจยังได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สินค้าใหม่ๆ และโภชนาการเพื่อสุขภาพ โดยยอดขายจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในปี 2568 อยู่ที่ราว 1,800 ล้านบาท สัดส่วนสินค้าพรีเมียมยังอยู่ในช่วงบนของกรอบเป้าหมายที่ 47–50% จากการเติบโตโดดเด่นของกลุ่มขนมสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้น 36.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยปัจจุบันกลุ่มขนมสัตว์เลี้ยงคิดเป็น 16% ของยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงทั้งหมด สะท้อนความต้องการของผลิตภัณฑ์กลุ่มพรีเมียมและผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน (Functional Products) ที่เติบโตทั่วโลก</p>
<p>ทั้งนี้ ITC เดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ 5 แห่งของประเทศไทย เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านโภชนาการสัตว์เลี้ยง และสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ในระยะยาว โดยบริษัทตั้งเป้าให้ 15% ของรายได้รวมในปี 2569 มาจากอาหารสัตว์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และโภชนาการเพื่อสุขภาพ</p>
<p><strong>นายรอย ชาน</strong> กล่าวเสริมว่า “ในปี 2569 เรายังคงมองเห็นแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยเรายังคงมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพรีเมียม นวัตกรรมที่ตั้งอยู่บนหลักการทางวิทยาศาสตร์ และผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นในการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยง ด้วยแผนงานนวัตกรรมและการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในตลาดสำคัญของเรา ทำให้ไอ-เทลสามารถคว้าโอกาสใหม่ๆ และขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/itc-annouced-performance-2025/">ITC สุดปัง ปี 68 โกยรายได้ 18,223 ล้านบาท โชว์กำไรสุทธิหลังปรับปรุง 3,432 ล้านบาท ดัน GPM พุ่งแตะ 25.1% เคาะจ่ายปันผลทั้งปี 0.85 บาทต่อหุ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CKPower เผยกำไรสุทธิปี 2568 เติบโตแข็งแกร่ง อานิสงส์จากปริมาณน้ำหนุนผลประกอบการ   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/ckpower-growth-performance-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Feb 2026 15:23:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CKPower]]></category>
		<category><![CDATA[NN2]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[XPCL]]></category>
		<category><![CDATA[ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40204</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลการดำเนินงานในปี 2568 ของ CKPower เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (Core Net Profit) จำนวน 2,323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,036 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 81% จากปีก่อน คุณธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยว่า การเติบโต​ดังกล่าวมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) จำนวน 1,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,214 ล้านบาท หรือ 202% จากปีก่อน จากปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีเฉลี่ยในปี 2568 ที่มากกว่าปีก่อนถึง 7% ประกอบกับการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งได้รับปัจจัยหนุนจากต้นทุนทางการเงินของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/ckpower-growth-performance-2025/">CKPower เผยกำไรสุทธิปี 2568 เติบโตแข็งแกร่ง อานิสงส์จากปริมาณน้ำหนุนผลประกอบการ   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผลการดำเนินงานในปี 2568 ของ CKPower เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (Core Net Profit) จำนวน 2,323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,036 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 81% จากปีก่อน</p>
<p><span id="more-40204"></span></p>
<p><strong>คุณธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ <strong>CKPower</strong> (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยว่า การเติบโต​ดังกล่าวมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของ <strong>บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL)</strong> จำนวน 1,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,214 ล้านบาท หรือ 202% จากปีก่อน จากปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีเฉลี่ยในปี 2568 ที่มากกว่าปีก่อนถึง 7%</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40208 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/CKP1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ประกอบกับการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งได้รับปัจจัยหนุนจากต้นทุนทางการเงินของ XPCL ที่ลดลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยโลก</p>
<p>ขณะเดียวกัน<strong> บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2)</strong> ก็มีผลการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดย NN2 มีรายได้จากการขายไฟฟ้าจำนวน 4,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 291 ล้านบาท หรือ 7% จากปีก่อน เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำในช่วงต้นปีและมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในปี 2568 สูงกว่าปีก่อน</p>
<p>โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคมที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ ทำให้ผลการดำเนินงานของ CKPower ในภาพรวมเติบโตอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><strong>คุณธนวัฒน์</strong> กล่าวว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของ NN2 ในช่วงต้นปี 2569 ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน และมีปริมาณน้ำไหลเข้าในเดือนมกราคมมากกว่าปีก่อน ส่งผลดีต่อการบริหารจัดการการผลิตไฟฟ้าในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ที่โดยปกติจะมีฝนตกน้อย ขณะที่ XPCL มีปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าเฉลี่ยในเดือนมกราคมสูงกว่าปีก่อนเช่นกัน ส่งผลดีต่อการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือนมกราคมต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ ด้านโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง มีความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 65% ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40210 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/CKP3.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>สำหรับฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 6% จากสิ้นปี 2567 สาเหตุหลักมาจากการทยอยลงทุนเพิ่มเติมใน <strong>บริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด (LPCL)</strong> และผลการดำเนินงานของ XPCL ในปี 2568 ที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงการมีเงินสดรับจากการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมครั้งที่ 1/2568 และเงินสดจากการดำเนินงาน โดยอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 2.26 เท่า เพิ่มขึ้น 0.40 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 0.50 เท่า สะท้อนถึงการบริหารสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ทั้งนี้ หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอเมริกาและของประเทศไทยมีการปรับลดเพิ่มเติม จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและหนุนผลการดำเนินงานของ CKPower ต่อเนื่องไปในปี 2569 โดยบริษัทจะยังคงติดตามการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยและบริหารจัดการหนี้สินระยะยาวให้มีความเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><strong>นายธนวัฒน์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่มีความท้าทายทั้งจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และบริบทด้านพลังงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถปรับตัวและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการประเมินจากเวทีทั้งในประเทศและระดับสากลตามมาตรฐานความยั่งยืน อาทิ ASEAN CG Scorecard และนิตยสาร The Asset ซึ่งสะท้อนหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีในระดับเอเชีย</p>
<p>นอกจากนี้ CKPower ยังได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ที่ระดับ &#8220;AAA&#8221; ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน ESG100 บริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุนจากสถาบันไทยพัฒน์อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบริษัทยังคงขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย และการยกระดับความพร้อมขององค์กรด้านบุคลากร เทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/ckpower-growth-performance-2025/">CKPower เผยกำไรสุทธิปี 2568 เติบโตแข็งแกร่ง อานิสงส์จากปริมาณน้ำหนุนผลประกอบการ   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บี.กริม เพาเวอร์ กำไรสุทธิไตรมาส 3/68 เติบโตแข็งแกร่ง ลูกค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง-ต้นทุนก๊าซลดลงหนุนผลประกอบการ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/bgrimm-performance-q32025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Nov 2025 15:12:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[BGRIM]]></category>
		<category><![CDATA[GreenLeap-Global and Green]]></category>
		<category><![CDATA[Performance]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฮาราลด์ ลิงค์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บี.กริม]]></category>
		<category><![CDATA[บี.กริม เพาเวอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38111</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 414 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 48.8% และ EBITDA 3,533 ล้านบาท ลดลง 15.5% ขณะที่งวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 1,638 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 13.7% และ EBITDA อยู่ที่ 10,990 ล้านบาท ลดลง 6.3% สาเหตุหลักมาจากการได้รับผลกระทบจากขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงที่บันทึกในส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมและการร่วมค้า รวมถึงการลดลงของรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานหลักของบริษัทฯ ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจาก 4 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/bgrimm-performance-q32025/">บี.กริม เพาเวอร์ กำไรสุทธิไตรมาส 3/68 เติบโตแข็งแกร่ง ลูกค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง-ต้นทุนก๊าซลดลงหนุนผลประกอบการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ดร.ฮาราลด์ ลิงค์</strong> ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ <strong>BGRIM</strong> เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 414 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 48.8% และ EBITDA 3,533 ล้านบาท ลดลง 15.5%</p>
<p><span id="more-38111"></span></p>
<p>ขณะที่งวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 1,638 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 13.7% และ EBITDA อยู่ที่ 10,990 ล้านบาท ลดลง 6.3% สาเหตุหลักมาจากการได้รับผลกระทบจากขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงที่บันทึกในส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมและการร่วมค้า รวมถึงการลดลงของรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานหลักของบริษัทฯ ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจาก 4 ปัจจัยหลัก 1. ปริมาณการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม (IUs) ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน 2. ต้นทุนก๊าซธรรมชาติลดลง 11.1% จากปีก่อน 3. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&amp;A) และค่าใช้จ่ายภาษีที่ลดลง และ 4. กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ที่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 521 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 163 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปัจจัยข้างต้น รวมถึงรายการที่ไม่ใช่เงินสดจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเกิดจากหนี้สินคงค้างสกุลดอลลาร์สหรัฐและธุรกรรมสกุลเงินต่างประเทศ</p>
<p>ความเคลื่อนไหวสำคัญในไตรมาสที่ 3 ที่ส่งผลต่อการเติบโตของ บี.กริม เพาเวอร์ ได้แก่ การเชื่อมเข้าระบบของลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ในประเทศไทย จำนวน 13.2 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ยอดรวมเป็น 33.9 เมกะวัตต์ ในงวด 9 เดือน เป็นไปตามแผนเป้าหมายปี 2568 ที่ตั้งไว้ที่ 40–50 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ในเดือนกรกฎาคม บี.กริม เพาเวอร์ ได้ประกาศจัดตั้ง บริษัทย่อยแห่งใหม่ 2 แห่งในประเทศมาเลเซีย เพื่อดำเนินธุรกิจด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า และในเดือนกันยายน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน อู่ตะเภา (เฟส 1) กำลังการผลิตติดตั้งรวม 18 เมกะวัตต์ เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เรียบร้อยแล้ว โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี กับ กิจการไฟฟ้าสัตหีบ หน่วยสวัสดิการกองทัพเรือ กำลังผลิตตามสัญญา 15 เมกะวัตต์ และล่าสุดในเดือนตุลาคม บริษัท สมาร์ท คลีน ซิสเท็ม วัน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บี.กริม เพาเวอร์ ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังการผลิตตามสัญญา 16 เมกะวัตต์ โดยกำหนด COD ในปี 2573</p>
<p>บี.กริม เพาเวอร์ ยังคงเดินหน้าขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อาทิ ความร่วมกับ Texplore ในกลุ่มธุรกิจเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ โดยใช้ CHILLOX โซลูชันประหยัดพลังงาน สำหรับคลังสินค้าห้องเย็นและในอุตสาหกรรมอื่นๆ ตอบโจทย์ความคุ้มค่าด้านการใช้พลังงานของลูกค้าภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับ GC Estate ลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านพลังงาน พัฒนาโครงข่ายสถานีไฟฟ้าย่อยและยกระดับระบบจำหน่ายไฟฟ้าภายในพื้นที่ของ GC Estate ในนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จ.ระยอง รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม รองรับความต้องการไฟฟ้าในอนาคตได้ถึง 60 เมกะวัตต์ คาดว่าจะพร้อมจ่ายไฟเข้าสู่ระบบได้ในกลางปี 2569</p>
<p>พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมกับ Renewable Energy Solution (RES) บริษัทร่วมทุนระหว่าง กลุ่ม EGCO และ บี.กริม เพาเวอร์ เปิดตัว “เครื่องมือตรวจวัดประสิทธิภาพแผงโซลาร์เซลล์ที่มีความยาวเกิน 2 เมตร” เครื่องแรกในไทยและอาเซียน เพื่อยกระดับการตรวจสอบแผงโซลาร์ให้มีมาตรฐานทั้งในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นแก่องค์กรและผู้ที่ต้องการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์</p>
<p>การดำเนินงานไตรมาส 3 ตอกย้ำความสำเร็จด้วยรางวัลและประกาศเกียรติคุณ ในเดือนกันยายน ได้รับรางวัล “สุดยอดองค์กรดีเด่นที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2568” เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน จาก HR Asia นิตยสารชั้นนำด้านทรัพยากรบุคคลของภูมิภาคเอเชีย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นด้านการบริหารและพัฒนาบุคลากร นอกจากนี้ ยังได้รับ 7 รางวัลจากเวที HR Excellence Awards 2025 ต่อเนื่องปีที่ 2 และล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน ได้รับรางวัล Outstanding CEO, Outstanding CFO และ Outstanding IR ในกลุ่มผลิตไฟฟ้าและสาธารณูปโภค จากงาน IAA Awards for Listed Companies 2025 จัดโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน</p>
<p><strong>ดร.ฮาราลด์</strong> ลิงค์ กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 ว่า จากคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยเศรษฐกิจจะขยายตัว 1.6% ในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนบางส่วนจากการเร่งการผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ ภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะทยอยฟื้นตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโตในระดับปานกลางจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สำหรับราคาก๊าซธรรมชาติของโรงไฟฟ้า SPP คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 290-310 บาทต่อล้าน BTU ซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกับปี 2568 และวางแผนนำเข้า LNG ไม่เกิน 9 ลำ เพื่อนำเข้าสู่ระบบ Pool Gas พร้อมตั้งเป้าเพิ่มลูกค้า IUs รายใหม่ เชื่อมเข้าระบบรวม 30-40 เมกะวัตต์</p>
<p>ทั้งนี้ ตลอดปี 2569 บี.กริม เพาเวอร์ มีโครงการที่คาดว่าจะเริ่ม COD รวม 5 โครงการ ได้แก่ 1. อินทรี บี.กริม โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 80 เมกะวัตต์ 2. Zhongce Rubber โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง 35 เมกะวัตต์ 3. Nakwol 1 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง 365 เมกะวัตต์ 4. Huong Hoa 1 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมบนฝั่ง 48 เมกะวัตต์ และ 5. โครงการอื่น ๆ รวมกำลังการผลิตสูงสุด 30 เมกะวัตต์</p>
<p>BGRIM ยังคงเดินหน้ามุ่งสู่การเป็นผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก ภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาว “<strong>GreenLeap – Global and Green</strong>” สอดคล้องกับเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้า 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 พร้อมก้าวสู่องค์กรที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Carbon Emissions ภายในปี 2593 หรือ ค.ศ. 2050</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/bgrimm-performance-q32025/">บี.กริม เพาเวอร์ กำไรสุทธิไตรมาส 3/68 เติบโตแข็งแกร่ง ลูกค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง-ต้นทุนก๊าซลดลงหนุนผลประกอบการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>MALEE โชว์ผลงาน Q3/68 ทำรายได้ 2,028.6 ล้านบาท ​ดันธุรกิจรับจ้างผลิตโตต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าลุยตลาดพรีเมียมโค้งสุดท้ายรับไฮซีซัน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/malee-performance-q32025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Nov 2025 03:46:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Global Wellbeing Company]]></category>
		<category><![CDATA[MALEE]]></category>
		<category><![CDATA[Malee COCO]]></category>
		<category><![CDATA[Performance]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำผลไม้]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำผลไม้มาลี]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมะพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[บมจ. มาลี กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เอกรินทร์ พินิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38080</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘บมจ. มาลี กรุ๊ป’ หรือ MALEE โชว์ผลงานไตรมาส 3/2568 สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างตามแผนซึ่งบริษัทฯ ยังรักษาโมเมนตัมได้ดี รายได้จากการขายและการให้บริการ 2,028.6 ล้านบาท เติบโต 1.2% จากไตรมาสก่อน (QoQ) ถึงแม้ว่าจะเผชิญความท้าทายจากปัญหาชายแดนกับเพื่อนบ้าน กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ 21.9 ล้านบาท แรงหนุนจากธุรกิจรับจ้างผลิตทั้งในและต่างประเทศ ยอดคำสั่งผลิตภัณฑ์นม ชา และกาแฟกระป๋องพุ่ง ส่วนน้ำผลไม้มาลี (Malee) และน้ำมะพร้าว Malee COCO เติบโตโดดเด่น ขณะที่ตลาดเกาหลีใต้ กระแสตอบรับดีโตแรง เดินหน้ารุกธุรกิจโค้งสุดท้ายสร้างการรับรู้แบรนด์ พร้อมจัดกิจกรรมการตลาดและส่งเสริมการขายรับไฮซีซัน รับปัจจัยบวกหนุนตลาดน้ำผลไม้คึกคัก มั่นใจก้าวสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่มั่นคงสร้างเติบโต 10-15% ตามแผน 3 ปี (2569-2571) นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า จากแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ปัจจุบันบริษัทฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/malee-performance-q32025/">MALEE โชว์ผลงาน Q3/68 ทำรายได้ 2,028.6 ล้านบาท ​ดันธุรกิจรับจ้างผลิตโตต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าลุยตลาดพรีเมียมโค้งสุดท้ายรับไฮซีซัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>‘</strong><strong>บมจ</strong><strong>. </strong><strong>มาลี กรุ๊ป</strong><strong>’ </strong><strong>หรือ </strong><strong>MALEE </strong><strong>โชว์ผลงานไตรมาส </strong><strong>3</strong><strong>/</strong><strong>2568 </strong><strong>สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างตามแผนซึ่งบริษัทฯ ยังรักษาโมเมนตัมได้ดี รายได้จากการขายและการให้บริการ</strong> <strong>2,028.6 </strong><strong>ล้านบาท เติบโต </strong><strong>1.2</strong><strong>% จาก</strong><strong>ไตรมาสก่อน</strong><strong> (</strong><strong>QoQ</strong><strong>) ถึงแม้ว่าจะเผชิญความท้าทายจากปัญหาชายแดนกับเพื่อนบ้าน</strong></p>
<p><span id="more-38080"></span></p>
<p><strong>กำไรสุทธิ</strong><strong>ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ</strong> <strong>21.9 </strong><strong>ล้านบาท </strong><strong>แรงหนุนจาก</strong><strong>ธุรกิจรับจ้างผลิตทั้งในและต่างประเทศ ยอดคำสั่ง</strong><strong>ผลิตภัณฑ์นม ชา และกาแฟกระป๋องพุ่ง ส่วนน้ำผลไม้มาลี (</strong><strong>Malee</strong><strong>) และน้ำมะพร้าว </strong><strong>Malee COCO </strong><strong>เติบโตโดดเด่น ขณะที่ตลาดเกาหลีใต้ กระแสตอบรับดีโตแรง เดินหน้ารุกธุรกิจโค้งสุดท้ายสร้างการรับรู้แบรนด์ พร้อมจัดกิจกรรมการตลาดและส่งเสริมการขายรับไฮซีซัน รับปัจจัยบวกหนุนตลาดน้ำผลไม้คึกคัก มั่นใจก้าวสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่มั่นคงสร้างเติบโต </strong><strong>10-15% </strong><strong>ตามแผน </strong><strong>3 </strong><strong>ปี (</strong><strong>2569-2571)</strong></p>
<p><strong>นายเอกรินทร์ พินิจ</strong> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด </strong><strong>(</strong><strong>มหาชน</strong><strong>) </strong><strong>หรือ </strong><strong>MALEE </strong><strong>ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ </strong>เปิดเผยว่า จากแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างก้าวสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยรุกขยายธุรกิจตราสินค้า (Brand Business) ธุรกิจรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) ให้สอดรับกับแนวโน้มด้านการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ของทุกคน และมุ่งบริหารพอร์ตโฟลิโอโดยเน้นสินค้าที่มีกำไรสูง โดยจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ 2-3 รายการต่อปี ที่จะเป็นสินค้าใหม่ในกลุ่มอื่นๆ ที่นอกเหนือกลุ่มน้ำผักผลไม้ เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการเติบโต 10-15% ปีตามแผน 3 ปี (ปี 2569-2571)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38084 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Malee5.jpg" alt="" width="1200" height="630" /></p>
<p>ส่งผลให้ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2568 (กรกฎาคม-กันยายน) สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างตามแผนซึ่งบริษัทฯ ยังรักษาโมเมนตัมได้ดี ทำรายได้จากการขายและการให้บริการ 2,028.6 ล้านบาท เติบโต 1.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 21.9 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน (QoQ) เนื่องจากการตั้งค่าเผื่อสินค้าเสื่อมสภาพ ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว (One-off) ส่งผลให้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตามหากไม่รวมรายการดังกล่าว จะมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯที่ปรับปรุง 61.9 ล้านบาท เติบโต 2.1% จากปีก่อน (YoY)</p>
<p>ทั้งนี้ ปัจจัยหลักขับเคลื่อนการเติบโตมาจากรายได้ทั้งในและต่างประเทศที่เติบโตอย่างโดดเด่น ขณะที่ธุรกิจการรับจ้างผลิต (CMG) มีรายได้ 1,373.1 ล้านบาท เติบโต 7.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) ซึ่งสอดรับกับความต้องการที่แข็งแกร่งจากกลุ่มลูกค้าผลิตภัณฑ์นม กลุ่มผลิตภัณฑ์ชาและกาแฟกระป๋อง และกลุ่มน้ำมะพร้าว ที่มียอดสั่งผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งด้านคุณภาพการผลิต ที่สามารถตอบสนองความต้องการของแบรนด์ระดับโลกทั้งในระดับภูมิภาค และกลุ่มธุรกิจสินค้าของบริษัทฯ (Branded Business) ในประเทศเติบโตที่ยังเติบโตต่อเนื่อง  โดยมีผลิตภัณฑ์เรือธงน้ำผลไม้มาลี (Malee) ครองผู้นำตลาดน้ำผลไม้ พรีเมียมพร้อมดื่มด้วยส่วนแบ่งการตลาดเป็น 25% (มกราคม-กันยายน 2568)  นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จอย่างมากจากการนำน้ำมะพร้าว Malee COCO รุกขยายตลาดส่งออกประเทศเกาหลีใต้ โดยมียอดขายเติบโต 127.1%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38083 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Malee4.jpg" alt="" width="1200" height="772" /></p>
<p>ขณะที่ผลการดำเนินงาน 9 เดือนของปี 2568 (มกราคม-กันยายน) จากการเผชิญปัจจัยภายนอกทั้งจากความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อกำลังการซื้อของผู้บริโภคที่เปราะบาง รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้รายได้จากการขายและการให้บริการ 5,852.8 ล้านบาท ลดลง 9.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และทำกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ 173.8 ล้านบาท ลดลง 38.8% จากปีก่อน (YoY) อย่างไรก็ตามกลุ่มธุรกิจรับจ้างผลิต (CMG) ยังเติบโตแข็งแกร่ง นำโดยผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวที่กำลังเติบโตดีในต่างประเทศ รวมทั้งในกลุ่มกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม และในกลุ่มผลิตภัณฑ์นม จากพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย ช่วยหนุนการรักษาโมเมนตัมผลการดำเนินงานของบริษัทฯ</p>
<p>ขณะที่กำไรขั้นต้นในไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 322.6 ล้านบาท ลดลง 18.7% จากปีก่อน (YoY) เนื่องจากรายการค่าเผื่อสินค้าเสื่อมสภาพ อย่างไรก็ตามหากไม่รวมรายการดังกล่าว จะมีกำไรขั้นต้นที่ปรับปรุง 362.6 ล้านบาท โดยมีปัจจัยจากราคาวัตถุดิบหลักในช่วงครึ่งปีหลังที่มีแนวโน้มลดลง ประกอบกับความสำเร็จในการดำเนินกลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าเพื่อบริหารต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม บริหารจัดการซัพพลายเชนผ่านการจัดหาวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์หลายราย เพื่อเปรียบเทียบทั้งในด้านคุณภาพและราคาที่ดีที่สุด นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในระบบ ปรับปรุงไลน์การผลิตให้มีประสิทธิภาพ นำเทคโนโลยี IOT เข้ามาใช้จัดการเครื่องจักรแบบ Real Time และการใช้พลังงานจาก SOLAR CELL ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38082 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Malee3.jpg" alt="" width="1200" height="796" /></p>
<p><strong>นายเอกรินทร์ กล่าวว่า </strong>แผนธุรกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 บริษัทฯ นำผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว Malee COCO ขยายตลาดในประเทศจีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ตะวันออกกลาง ผ่านการขยายช่องทางจำหน่ายใหม่ รวมทั้งนำผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพเข้าทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่ Global Wellbeing Company ส่วนภายในประเทศมุ่งสร้างการรับรู้กลุ่มผลิตภัณฑ์มาลีอย่างต่อเนื่อง อาทิ Malee Power Plants ที่มีนวัตกรรม INNOGUTZ รวมทั้งดำเนินกิจกรรมการตลาดและส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการทดลองสินค้า เพื่อรับกับทิศทางตลาดน้ำผักและผลไม้พร้อมดื่มในไตรมาส 4 ที่คาดการณ์จะขยายตัวจากการเข้าสู่ไฮซีซันการท่องเที่ยว ซึ่งจะกระตุ้นการบริโภคในช่องทางโรงแรม ร้านอาหาร และเทศกาลเฉลิมฉลองและการมอบกระเช้าของขวัญปีใหม่ โดยน้ำผลไม้ถือเป็นหนึ่งในสินค้ายอดนิยมสำหรับกลุ่มสุขภาพ ส่วนตลาดน้ำมะพร้าว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น อีกทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส สนับสนุนการใช้จ่ายโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้มาลี (Malee) น้ำมะพร้าว Malee COCO และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในช่องทางร้านค้าปลีกดั้งเดิม บริษัทฯ จึงมั่นใจว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตในช่วงโค้งสุดท้ายของปี</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/malee-performance-q32025/">MALEE โชว์ผลงาน Q3/68 ทำรายได้ 2,028.6 ล้านบาท ​ดันธุรกิจรับจ้างผลิตโตต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าลุยตลาดพรีเมียมโค้งสุดท้ายรับไฮซีซัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CKPower กำไรสุทธิ 9 เดือนปี 2568 เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง รับอานิสงส์บวกจากปัจจัยฤดูกาล อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดส่งผลดีต่อธุรกิจ   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/ckpower-9months-2025-performance/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Nov 2025 16:34:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[CKP]]></category>
		<category><![CDATA[CKPower]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพรินต์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37895</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยในไตรมาสที่ 3/2568 และงวด 9 เดือนของปี 2568 ว่า CKPower มีผลการดำเนินที่แข็งแกร่งและเติบโตต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกของปี โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (Core Net Profit) ในไตรมาส 3 และงวด 9 เดือน จำนวน 1,227 ล้านบาท และ 1,643 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 641 ล้านบาท และ 1,151 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 110 และ ร้อยละ 234 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน คือ ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี อยู่ในระดับที่เหมาะสม สามารถผลิตไฟฟ้าได้โดยไม่มีการหยุดเดินเครื่องตลอดช่วง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/ckpower-9months-2025-performance/">CKPower กำไรสุทธิ 9 เดือนปี 2568 เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง รับอานิสงส์บวกจากปัจจัยฤดูกาล อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดส่งผลดีต่อธุรกิจ   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ <strong>CKPower</strong> (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยในไตรมาสที่ 3/2568 และงวด 9 เดือนของปี 2568 ว่า CKPower มีผลการดำเนินที่แข็งแกร่งและเติบโตต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกของปี โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (Core Net Profit) ในไตรมาส 3 และงวด 9 เดือน จำนวน 1,227 ล้านบาท และ 1,643 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 641 ล้านบาท และ 1,151 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 110 และ ร้อยละ 234 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ</p>
<p><span id="more-37895"></span></p>
<p>สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน คือ ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี อยู่ในระดับที่เหมาะสม สามารถผลิตไฟฟ้าได้โดยไม่มีการหยุดเดินเครื่องตลอดช่วง 9 เดือนปี 2568 ทำให้ปริมาณการขายไฟฟ้าของ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) ในช่วง 9 เดือนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผนวกกับต้นทุนทางการเงินของ XPCL ลดลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยโลก บริษัทจึงรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของ XPCL ในไตรมาส 3 และงวด 9 เดือน จำนวน 904 ล้านบาท และ 1,125 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 536 ล้านบาท และ 1,110 ล้านบาท ประกอบกับรายได้จากการขายไฟฟ้าของ บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2) เพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในช่วง 9 เดือนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม 2568 ที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ ทำให้มีปริมาณการขายไฟฟ้ามากกว่าปีก่อนร้อยละ 26</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37897 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/PIC01-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>&#8220;NN2 ได้รับประโยชน์จากปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำที่ค่อนข้างมากโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “วิภา” ส่งผลให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่าระดับน้ำจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริหารจัดการการผลิตไฟฟ้าในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 นอกจากนี้ จากแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและหนุนผลการดำเนินงานของ CKPower ต่อเนื่องไปในปี 2569 ได้ ขณะที่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง มีความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 59 ซึ่งเป็นไปตามแผน&#8221; นายธนวัฒน์ กล่าวเสริม</p>
<p>สำหรับฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 บริษัทฯ มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากสิ้นปี 2567 สาเหตุหลักมาจากเงินสดรับจากการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมครั้งที่ 1/2568 ของบริษัท เงินสดจากการดำเนินงาน ซึ่งใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมใน บริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด (LPCL) รวมถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของ XPCL ในช่วง 9 เดือนปี 2568 พร้อมกันนี้บริษัทยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่แข็งแกร่งจากอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ในระดับต่ำที่ 0.53 เท่า และอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ยที่ 6.50 เท่า ตอกย้ำถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และการบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทจะยังคงติดตามการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยและบริหารจัดการหนี้สินระยะยาวให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37898 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/PIC_Re1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>นายธนวัฒน์</strong> กล่าวว่า CKPower ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พัฒนาโครงสร้างทางพลังงานที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมการเพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานตลอดห่วงโซ่คุณค่าขององค์กร เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/ckpower-9months-2025-performance/">CKPower กำไรสุทธิ 9 เดือนปี 2568 เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง รับอานิสงส์บวกจากปัจจัยฤดูกาล อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดส่งผลดีต่อธุรกิจ   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>WHA Group เดินหน้าสร้างสถิติ All-Time High ต่อเนื่องปีที่ 4 รับ FDI โต ย้ำวิสัยทัศน์ Green กินได้ พร้อมเพิ่มบริการโซลูชั่นวัดคาร์บอนช่วยลูกค้าขับเคลื่อน Net zero</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/wha-group-1st-half-performance-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 13 Sep 2025 11:59:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Built-to-Suit]]></category>
		<category><![CDATA[CO2 ZERO]]></category>
		<category><![CDATA[Data Center]]></category>
		<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Logistics]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Mobilix]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[WHA]]></category>
		<category><![CDATA[WHA Group]]></category>
		<category><![CDATA[กรีนกินได้]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จรีพร จารุกรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[นิคม]]></category>
		<category><![CDATA[นิคมอุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[โมบิลิตี้]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36233</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ครึ่งปีแรกเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ​พร้อมสร้างสถิติเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High)​ ด้วยรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไร 9,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน และกำไรปกติสูงสุด 3,148 ล้านบาท เติบโต 24% โดยคาดว่าจะสร้าง​​ All-Time High ต่อเนื่องปีที่ 4 ได้สำเร็จ จาก​การเติบโตของเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งขยายตัวในช่วงครึ่งปีแรก​กว่า 132% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้เผชิญความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจโลก คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรกประเทศไทยมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 139%  โดย FDI ขยายตัว 132% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/wha-group-1st-half-performance-2025/">WHA Group เดินหน้าสร้างสถิติ All-Time High ต่อเนื่องปีที่ 4 รับ FDI โต ย้ำวิสัยทัศน์ Green กินได้ พร้อมเพิ่มบริการโซลูชั่นวัดคาร์บอนช่วยลูกค้าขับเคลื่อน Net zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม้ครึ่งปีแรกเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ <strong>บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group)</strong> ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ​พร้อมสร้างสถิติเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High)​ ด้วยรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไร 9,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน และกำไรปกติสูงสุด 3,148 ล้านบาท เติบโต 24%</p>
<p><span id="more-36233"></span></p>
<p>โดยคาดว่าจะสร้าง​​ All-Time High ต่อเนื่องปีที่ 4 ได้สำเร็จ จาก​การเติบโตของเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งขยายตัวในช่วงครึ่งปีแรก​กว่า 132% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้เผชิญความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจโลก</p>
<p><strong>คุณจรีพร จารุกรสกุล</strong> ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรกประเทศไทยมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 139%  โดย FDI ขยายตัว 132% เป็นมูลค่า 7.38 แสนล้านบาท ​​ ส่วนใหญ่มาจากสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น เน้นการลงทุนใน Data Center และเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง สะท้อนบทบาทไทยในฐานะ Digital Hub ของอาเซียน</p>
<p>โดย​พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยัง​เป็นศูนย์กลาง​การลงทุนด้วยสัดส่วน 61% ของการขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด สร้างอานิสสงส์ให้​ WHA Group ทั้งกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคและพลังงาน ดิจิทัล และโมบิลิตี้ โดยเฉพาะการเป็นผู้นำด้านนิคมอุตสาหกรรมที่ครึ่งปีแรกสามารถทำยอดขายที่ดินได้ 1,105 ไร่ และโอนกรรมสิทธิ์แล้ว 1,143 ไร่  พร้อม Backlog รอโอน 1,467 ไร่ มูลค่า 7,695 ล้านบาท และ มี หนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) / บันทึกแสดงความเข้าใจ (MOU) อีก 1,427 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 8,000 ล้านบาท จากลูกค้าหลากหลายอุตสาหกรรม<br />
ทั้ง อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และ Data Center</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36283 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/นางสาวจรีพร-จารุกรสกุล-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เติบโตต่อเนื่องทุกกลุ่ม</strong><strong>ธุรกิจหลัก</strong></p>
<p><strong>&#8211; </strong><strong>ธุรกิจโลจิสติกส์ </strong>ขยายตัวต่อเนื่อง ครึ่งปีแรกมีสัญญาพื้นที่ให้เช่าใหม่และสัญญาเช่าใหม่รวมกว่า 123,000 ตารางเมตร มูลค่า 2,153 ล้านบาท โดยมูลค่าต่อตารางเมตรสูงกว่าปีก่อน สะท้อนความต้องการพื้นที่คุณภาพภายในอุตสาหกรรม  ล่าสุดเปิดโครงการ WHA Mega Logistics Center ชลหารพิจิตร กม.4 โปรเจกต์ 2 พื้นที่รวม 300,000 ตารางเมตร โดยมี บริษัท ดับบลิวเอชเอ จีซี โลจิสติกส์ จำกัด (WGCL)  เป็นลูกค้ารายแรกเช่าพื้นที่ 22,000 ตารางเมตร</p>
<p>พร้อมขยายการลงทุนในเวียดนาม โดยโครงการในจังหวัดฮึงเอียน (Hung Yen) แล้วเสร็จตามแผน และอยู่ระหว่างศึกษาพัฒนาแห่งใหม่ที่จังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) ส่งผลให้ปีนี้จะมีพื้นที่ภายใต้การบริหารรวมกว่า 3,213,000 ตารางเมตร โดยมีเป้าปล่อยเช่าใหม่ 200,000 ตารางเมตร และแผนขายทรัพย์สินให้กองทรัสต์ WHART ประมาณ 70,000 ตารางเมตร มูลค่า 1,500 ล้านบาท</p>
<p><strong> &#8211; </strong><strong>ธุรกิจโมบิลิตี้</strong> ภายใต้แบรนด์ Mobilix ยังคงเดินหน้าสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าแบบ Built-to-Suit ครบวงจรทั้งบริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV Rental Service) ซอฟต์แวร์โซลูชัน (Mobilix Software Solution)  และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Solutions) ตอบโจทย์ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial EV) ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>แม้มีการปรับลดเป้าหมายการปล่อยเช่ารถในปีนี้เหลือ 539 คัน จากปัญหาซัพพลายเชน แต่แนวโน้มยังแข็งแกร่ง จากความต้องการของภาคขนส่งที่มุ่งลดคาร์บอน (Decarbonize Transportation) ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญต่อการเติบโตระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36282 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/นางสาวจรีพร-จารุกรสกุล-3.jpg" alt="" width="1200" height="755" /></p>
<p><strong>&#8211; </strong><strong>ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม</strong>  หัวใจสำคัญในการรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ปัจจุบันมีนิคม 16 แห่งในไทยและเวียดนาม โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มลูกค้าดิจิทัลเทคโนโลยี เช่น Data Center ขยายตัวโดดเด่นคิดเป็น 16% ของฐานลูกค้าทั้งหมด</p>
<p>พร้อมอยู่ระหว่าง​พัฒนาโครงการใหม่ 6 โครงการ รวมกว่า 10,190 ไร่ ไฮไลต์ คือ โครงการนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 5 (WHA ESIE 5) พื้นที่กว่า 6,370 ไร่ ภายใต้แนวคิด Smart Eco Industrial Estate ที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฟสแรกพร้อมส่งมอบในไตรมาส 3 ปีนี้ และคาดโอนแปลงแรกได้ในไตรมาส 1 ปี 2569</p>
<p>ส่วนเวียดนาม ปัจจุบันมี 1 โครงการที่เหงะอาน (Nghe An) และอยู่ระหว่างพัฒนาเพิ่ม 3 โครงการ รวม 3,391 ไร่ ภายในปี 2568-2569 พร้อมลงนาม MOU กับจังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) ดานัง (Da Nang) และฮึงเอียน (Hung Yen)  เพื่อรองรับการขยายในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ดินปี 2568 รวม 2,350 ไร่  โดยมีราคาขายเฉลี่ย ต่อไร่เพิ่มขึ้นกว่า 10%</p>
<p><strong>&#8211; </strong><strong>ธุรกิจสาธารณูปโภค </strong><strong>กลุ่มธุรกิจ</strong><strong>น้ำ</strong> เติบโตต่อเนื่องจากผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม (Value-added Water) ที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 29% และรายได้ใหม่จากค่าบริการพิเศษ (Excessive Charge) สำหรับลูกค้าที่ใช้น้ำปริมาณมาก เช่น Data Center แม้ว่ายอดขายน้ำอุตสาหกรรมและน้ำดิบรวมจะลดลงเล็กน้อย แต่เวียดนามยังคงเติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะโครงการ Doung River ส่งผลให้บริษัทมีปริมาณการขายน้ำรวม 18.6 ล้านลูกบาศก์เมตร และตั้งเป้าปี 2568 ไว้ที่ 166 ล้านลูกบาศก์เมตร</p>
<p><strong>ส่วน</strong><strong>ธุรกิจไฟฟ้า</strong> เดินหน้าพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยครึ่งปีแรกมีกำลังการผลิตตามสัญญา (PPA) รวม 991 เมกะวัตต์ ในจำนวนนี้เป็นพลังงานหมุนเวียน 463 เมกะวัตต์ โดยมีโครงการโซลาร์ที่ COD แล้ว 156 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างพัฒนาอีก 285 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าสิ้นปีเพิ่มเป็น 1,185 เมกะวัตต์</p>
<p>นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม RENEX ซื้อขายพลังงานสะอาดแบบ Peer-to-Peer และบริการใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนของลูกค้า อีกทั้งพร้อมเตรียมรองรับความต้องการพลังงานสะอาดในปริมาณมากของ Data Center</p>
<p><strong>&#8211; </strong><strong>ธุรกิจดิจิทัล</strong> เพิ่มบทบาทสำคัญในการเสริมศักยภาพกลุ่มธุรกิจ ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น AI และ IoT โดยมีโครงการ AI Transformation กว่า 12 โครงการ เช่น Drone Inspection Solution และ IoX Platform for Solar พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม Mobilix Software Solution และแอปพลิเคชัน WHASApp ซึ่งมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 1,500 ราย</p>
<p>​ล่าสุดได้เพิ่มฟีเจอร์<strong> CO2 ZERO</strong> สำหรับรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ตามมาตรฐาน เพื่อต่อยอดจากการใช้งานเองไปสู่การเพิ่มบริการให้กับลูกค้า โดยมี​ลูกค้าใช้บริการแล้ว 15 ราย และอยู่ระหว่างการเวิร์กช็อปและเพิ่มเทรนนิ่ง เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้แพลตฟอร์มได้อย่างยั่งยืน เพื่อช่วย​วางรากฐาน Data Driven ​เพื่อขับเคลื่อน Sustainability ภายในธุรกิจ และบรรลุ Net Zero ได้ตามเป้าหมาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36285 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/นางสาวจรีพร-จารุกรสกุล-5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ขับเคลื่อน &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ทั้งรักษ์โลกและสร้างรายได้</strong></p>
<p>WHA Group ยังให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนในธุรกิจต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนในมิติต่างๆ ทั้งการมุ่งสู่ Net zero ตามกรอบ SBTi ทั้งสโคป 1,2 และ 3 ภายในปี 2050 โดยปัจจุบันสามารถนำคาร์บอนที่ลดได้จากธุรกิจพลังงานสะอาดรวมกันกว่า 6.1 หมื่นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ชดเชยคาร์บอนฟุตพรินท์ในสโคป 1,2 ของบริษัทที่มี Carbon Emission ทั้งหมดรวมกันราว 2.1 -2.2 หมื่นตัน CO2e ได้ทั้งหมดแล้ว และได้เริ่มต้นเพื่อ​ชดเชยการปลดปล่อยในสโคปที่ 3 แล้ว</p>
<p>ขณะเดียวกัน ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานในมิติอื่นๆ ต่อเนื่อง ทั้งการขับเคลื่อน Circularity ที่ตั้งเป้าหมาย Green Procurement 50% ภายในปี 2030 และเพิ่มเป็น  100% ในปี 2050 รวมทั้งการบริหารจัดการและบำบัดน้ำ 70% ในปี 2030 และเพิ่มเป็น 100% ในปี 2050 รวมทั้งการดูแลความหลากหลายทางธรรมชาติ ทั้งการรักษาสมดุลเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ (No Net Loss) ไปจนถึงการฟื้นฟูเพื่อความอุดมสมบูรณ์ให้ธรรมชาติได้เพิ่มมากขึ้น (Net Positive) ภายในปี 2050 อีกดัวย</p>
<p>ทั้งนี้ WHA Group มุ่งขับเคลื่อนความยั่งยืน ผ่าน 5 ภารกิจ ประกอบด้วย Green Mobility, Water Conservation, Decarbonization, Green Construction และ Waste Reduction by 3R ภายใต้แนวคิด <strong>&#8216;กรีนที่กินได้&#8217;</strong> ที่เชื่อว่าความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคต พร้อมบทพิสูจน์ผ่านรายได้ในกลุ่ม Green ที่เริ่มสร้างผลตอบแทนให้บริษัทอย่างจับต้องได้ โดยปี 2024 ที่ผ่านมา ​กลุ่มรถ EV ของ Mobilix ​สร้างรายได้ 132 ล้านบาท พร้อมช่วยลดคาร์บอนได้กว่า 2,800 ตัน CO2e กลุ่มพลังงานที่ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้แล้ว 437 เมกะวัตต์ สร้างรายได้ 493 ล้านบาท พร้อมลดคาร์บอนได้กว่า 6.1 หมื่นตัน รวมทั้งการบำบัดน้ำกว่า 7.6 ล้านลูกบาสก์เมตร สร้างรายได้ 303 ล้านบาท เทียบเท่าได้กับการใช้น้ำของครัวเรือนกว่า 2 แสนคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36281 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/นางสาวจรีพร-จารุกรสกุล-4.jpg" alt="" width="1200" height="751" /></p>
<p>โดยตามแผน 5 ปี ​ หรือภายในปี 2029 คาดว่าทั้งรายได้และการลดคาร์บอนจะเติบโตได้ต่อเนื่อง ภายใต้เงินลงทุน 4.8 หมื่นล้านบาท เพื่อผลักดันและเพิ่มสเกลธุรกิจในฟาก Green ให้เติบโตตามเป้าหมาย โดยกลุ่ม Mobilix จะมีรถเพิ่มเป็น 2 หมื่นคัน รายได้จะเพิ่มเป็น 1.1 หมื่นล้านบาท  คาร์บอนลดลงได้ปีละกว่า 2.8 แสนตัน CO2e พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนการลงทุนและดำเนินงานให้​ลูกค้าได้รวมกันกว่า 3.7  หมื่นล้านบาท ขณะที่ส่วน Renewable จะเติบโตเป็น  1,200 เมกะวัตต์ สร้างรายได้ 5,600 ล้านบาท และช่วยลูกค้าประหยัดค่าไฟลงได้ 1,860 ล้านบาท  ขณะที่กลุ่มธุรกิจน้ำ จะเพิ่มเป็น 24 ล้านลูกบาศก์เมตร  เทียบเท่าการใช้งานในครัวเรือนเกือบ 7 แสนคน และคาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 1,800 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีแผนธุรกิจที่กำลังศึกษาในอนาคต อาทิ CCUS, SMR หรือการต่อยอด Waste Management ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะเข้ามาเติมเต็มศักยภาพ และสะท้อนศักยภาพของแนวคิด &#8216;<strong>กรีนกินได้</strong>&#8216; ของ WHA Group และการทำเรื่องกรีนไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนที่สุดท้ายจะสร้างผลตอบแทนคืนให้กับบริษัทได้อย่างคุ้มค่าในที่สุด</p>
<p><em>&#8220;ปีนี้คาดว่ารายได้รวมทั้งปีจะเติบโตอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท ​ภายใต้​การลงทุนทั้งปี  1.7 -1.8 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ราว 1.1 -1.2 หมื่นล้าน อยู่ในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภค 2,700 ล้านบาท โลจิสติกส์ 1,900 ล้านบาท  โมบิลิตี้ 650 ล้านบาท และดิจิทัล 450 ล้านบาท สะท้อนความมั่นใจของ WHA Group  ต่อประเทศไทย และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ดีกว่า แข็งแกร่งกว่า และยั่งยืนกว่า โดยเรามีหน้าที่ในการดึงการลงทุนที่ดี ดึงอนาคตที่ดีเข้ามาให้กับประเทศไทย ได้อย่างต่อเนื่อง โดยความสำเร็จของ WHA Group คือบทพิสูจน์วิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่ยั่งยืน พร้อมนำเทรนด์ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และร่วมเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก ภายใต้พันธกิจ WHA: WE SHAPE THE FUTURE</em>” คุณจรีพร กล่าวสรุป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/wha-group-1st-half-performance-2025/">WHA Group เดินหน้าสร้างสถิติ All-Time High ต่อเนื่องปีที่ 4 รับ FDI โต ย้ำวิสัยทัศน์ Green กินได้ พร้อมเพิ่มบริการโซลูชั่นวัดคาร์บอนช่วยลูกค้าขับเคลื่อน Net zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บี.กริม เพาเวอร์ เผยผลดำเนินงาน Q2/68 กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมแกร่ง ลุยขยายพันธมิตร &#8211; เปิด COD โครงการพลังงานหมุนเวียน ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/bgrim-q2-2025-performance/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 16 Aug 2025 05:53:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[BGRIM]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฮาราลด์ ลิงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[บี.กริม เพาเวอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35527</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2568 มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 475 ล้านบาท และงวด 6 เดือน อยู่ที่ 1,224 ล้านบาท สำหรับ EBITDA อยู่ที่ 3,732 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 4.7% และช่วง 6 เดือน ลดลงจากปีก่อน 1.2% ขณะที่มีกำไรสุทธิ – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 7 ล้านบาท ลดลงจาก 229 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับผลกระทบจากการชำระคืนค่าก๊าซย้อนหลัง (AF gas cost) ช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 รวมถึงค่าใช้จ่ายภาษีที่สูงขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/bgrim-q2-2025-performance/">บี.กริม เพาเวอร์ เผยผลดำเนินงาน Q2/68 กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมแกร่ง ลุยขยายพันธมิตร &#8211; เปิด COD โครงการพลังงานหมุนเวียน ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ดร. ฮาราลด์ ลิงค์</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2568 มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 475 ล้านบาท และงวด 6 เดือน อยู่ที่ 1,224 ล้านบาท สำหรับ EBITDA อยู่ที่ 3,732 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 4.7% และช่วง 6 เดือน ลดลงจากปีก่อน 1.2%</p>
<p><span id="more-35527"></span></p>
<p>ขณะที่มีกำไรสุทธิ – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 7 ล้านบาท ลดลงจาก 229 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับผลกระทบจากการชำระคืนค่าก๊าซย้อนหลัง (AF gas cost) ช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 รวมถึงค่าใช้จ่ายภาษีที่สูงขึ้น รวมถึงผลขาดทุนจาก FX ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (เป็นรายการที่ไม่กระทบกระแสเงินสดจากการแปลงมูลค่ายอดหนี้คงเหลือสกุลดอลลาร์สหรัฐ และสกุลต่างประเทศอื่นๆ ด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวด)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2/2568 ยังมีปัจจัยบวกที่เข้ามาช่วยหนุนผลดำเนินงาน ได้แก่ 1. ปริมาณการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม (IUs) ในประเทศที่เพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน 2. รายได้การให้บริการที่สูงขึ้นจากการพัฒนาโครงการ 3. ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ดีขึ้น และ 4. กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ที่เกิดขึ้นจริง</p>
<p>นอกจากนี้ บี.กริม เพาเวอร์ มีการเชื่อมเข้าระบบของลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ในประเทศ จำนวน 13.8 เมกะวัตต์ ทำให้ยอดรวมเป็น 20.7 เมกะวัตต์ ในช่วง 6 เดือนแรก และบริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด ยังได้นำเข้า LNG จำนวน 2 ลำ ในเดือนมีนาคม และเมษายน รวมจำนวนประมาณ 130,000 ตัน (6.7 ล้าน MMBtu) เข้าสู่ระบบ Pool Gas เพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมของ บี.กริม เพาเวอร์ และในเดือนพฤษภาคม B.Grimm Solar Power Inc. บริษัทย่อยที่ บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100% ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท Caronsi Solar Energy Corporation ผู้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิต 65 เมกะวัตต์ ตอกย้ำการขับเคลื่อนด้านพลังงานสะอาด และขยายการลงทุนของ บี.กริม เพาเวอร์ ในภูมิภาคอาเชียน ต่อเนื่องในเดือนมิถุนายน บริษัท ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม (ประเทศไทย) จำกัด ที่ Digital Edge B.Grimm (TH) Holdings Pte. Ltd. ถือหุ้นทั้งหมด ได้ลงทุนเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในจังหวัดชลบุรี กำลังโหลดไอทีรวม 96 เมกะวัตต์ โดยในเฟสแรกตั้งเป้าหมายเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในไตรมาสที่ 4 ปี 2569 ด้วยกำลังโหลดไอที 48 เมกะวัตต์</p>
<p>กลยุทธ์สำคัญของ บี.กริม เพาเวอร์ ยังเดินหน้าผนึกพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ โดยในเดือนเมษายน ได้เข้าร่วมงาน IGNITE Thailand-Korea Business Forum ที่กรุงโซล ซึ่ง ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ได้แบ่งปันวิสัยทัศน์ของ บี.กริม ในเรื่อง &#8220;การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี&#8221; (Doing Business with Compassion) ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจให้เป็นบริษัทเอกชนต่างชาติรายแรกที่ได้รับอนุญาตให้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศเกาหลี และในเดือนมิถุนายน 2568 ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระยะเวลา 20 ปี กับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC สำหรับโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ขนาด 8 เมกะวัตต์ ที่โรงงานของ PTTGC ในมาบตาพุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35528 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/2025-2.jpg" alt="" width="720" height="900" /></p>
<p>พร้อมกันนี้ ยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ บริษัท Druk Green Power Corporation พัฒนาโครงการพลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นการลงทุนด้านพลังงานครั้งแรกของ บี.กริม เพาเวอร์ ในภูฏาน โดยมีนายกรัฐมนตรีเชอริง ต๊อบเกย์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ตอกย้ำความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างกันเพื่ออนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ตอกย้ำความสำเร็จด้วยรางวัลและประกาศเกียรติคุณ บี.กริม เพาเวอร์ ได้รับ 5 รางวัล จากงาน The 15th Asian Excellence Awards 2025 จัดโดย Corporate Governance Asia นิตยสารด้านการเงินชั้นนำในฮ่องกงและเอเชีย ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน และการสร้างมูลค่าในระยะยาวให้กับองค์กร</p>
<p>ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวว่า มองแนวโน้มช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เศรษฐกิจจะชะลอตัวลง เนื่องจากสินค้าส่งออกกำลังเผชิญกับอุปสรรคจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการบริโภคภาคเอกชนจะชะลอตัวลงตามรายได้และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแอลง ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของลูกค้านิคมอุตสาหกรรม ลดลงประมาณ 5-10% เมื่อเทียบกับปี 2567</p>
<p>อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าการเชื่อมเข้าระบบของลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องและไม่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล จะช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าว</p>
<p>ขณะเดียวกัน สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศเศรษฐกิจหลัก อาจส่งผลในเชิงบวกผ่านราคาก๊าซธรรมชาติที่อาจลดลง โดยบี.กริม เพาเวอร์ ได้ติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าอุตสาหกรรมบางราย พร้อมร่วมกันพัฒนากลยุทธ์ในการรับมือและมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเหมาะสม</p>
<p>ทั้งนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ได้คาดการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) อยู่ที่ 310-330 บาทต่อล้าน BTU ซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกับปี 2567 ที่ราคาก๊าซธรรมชาติ 324 บาทต่อล้าน BTU โดยบริษัทฯ วางแผนนำเข้า LNG ไม่เกิน 5 ลำ เพื่อนำเข้าสู่ระบบ Pool Gas และตั้งเป้าเพิ่มลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม (IUs) รายใหม่ เชื่อมเข้าระบบรวม 40-50 เมกะวัตต์</p>
<p>โดยปัจจุบันมีโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและจะ COD ในช่วงปีนี้ ถึงปีหน้า ได้แก่ 1. โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อู่ตะเภา (เฟส 1) 18 เมกะวัตต์ 2. โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ &#8220;อินทรี บี.กริม” 80 เมกะวัตต์ 3. โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา “จงเช่อ รับเบอร์” ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง 35 เมกะวัตต์ 4. โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา “386” 18.8 เมกะวัตต์ 5. โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง “Nakwol 1” 365 เมกะวัตต์ และ 6. โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ “ARECO” 65 เมกะวัตต์</p>
<p>นอกจากนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ยังได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 0.18 บาทอต่อหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกปี 2568 โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 26 สิงหาคม 2568 และกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 10 กันยายน 2568</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/bgrim-q2-2025-performance/">บี.กริม เพาเวอร์ เผยผลดำเนินงาน Q2/68 กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมแกร่ง ลุยขยายพันธมิตร &#8211; เปิด COD โครงการพลังงานหมุนเวียน ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยยูเนี่ยนจัดเต็ม โชว์ GPM สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19.7% ดัน EPS เติบโต 18% ไตรมาส 2 เคาะจ่ายปันผลครึ่งปี 0.35 บาท/หุ้น พร้อมประกาศผนึกกำลังสองบิ๊กคอร์ป TU x มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น มั่นใจสามารถสร้างการเติบโตอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลกอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/q2-2025-thai-union-group/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 Aug 2025 07:38:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Union]]></category>
		<category><![CDATA[TU]]></category>
		<category><![CDATA[ธีรพงศ์ จันศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยยูเนี่ยน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35352</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ประกาศผลประกอบการไตรมาสสองด้วยยอดขายรวมกว่า 33,389 ล้านบาท กำไรสุทธิปรับปรุงอยู่ที่ 1,506 ล้านบาท (ไม่รวม transformation costs) เพิ่มขึ้น 13.2 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน สะท้อนความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจและการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงเป็นประวัติการณ์ และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ดันกำไรสุทธิต่อหุ้นเติบโต 18 เปอร์เซนต์ โดยบริษัทฯ ได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 0.35 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลที่ 59 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ บริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ตอกย้ำทิศทางการดำเนินกลยุทธ์ในระยะยาวของไทยยูเนี่ยน ในฐานะผู้นำโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการเพื่อ สุขภาพจากท้องทะเล ทั้งนี้ การที่บริษัทฯ มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19.7 เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาส 2 นั้นได้ปัจจัยสนับสนุนจากการบริหารพอร์ตผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ในขณะที่กำไร สุทธิตามที่ประกาศอยู่ที่ 1,273 ล้านบาท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/q2-2025-thai-union-group/">ไทยยูเนี่ยนจัดเต็ม โชว์ GPM สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19.7% ดัน EPS เติบโต 18% ไตรมาส 2 เคาะจ่ายปันผลครึ่งปี 0.35 บาท/หุ้น พร้อมประกาศผนึกกำลังสองบิ๊กคอร์ป TU x มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น มั่นใจสามารถสร้างการเติบโตอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลกอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ TU ประกาศผลประกอบการไตรมาสสองด้วยยอดขายรวมกว่า 33,389 ล้านบาท กำไรสุทธิปรับปรุงอยู่ที่ 1,506 ล้านบาท (ไม่รวม transformation costs) เพิ่มขึ้น 13.2 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน สะท้อนความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจและการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-35352"></span></p>
<p>ซึ่งได้รับแรงหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงเป็นประวัติการณ์ และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ดันกำไรสุทธิต่อหุ้นเติบโต 18 เปอร์เซนต์ โดยบริษัทฯ ได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 0.35 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลที่ 59 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ บริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ตอกย้ำทิศทางการดำเนินกลยุทธ์ในระยะยาวของไทยยูเนี่ยน ในฐานะผู้นำโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการเพื่อ สุขภาพจากท้องทะเล</p>
<p>ทั้งนี้ การที่บริษัทฯ มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19.7 เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาส 2 นั้นได้ปัจจัยสนับสนุนจากการบริหารพอร์ตผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ในขณะที่กำไร สุทธิตามที่ประกาศอยู่ที่ 1,273 ล้านบาท</p>
<p>สำหรับครึ่งแรกของปี 2568 กำไรสุทธิตามที่ปรับปรุงเพิ่มขึ้น 11.2 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 2,823 ล้านบาท และกำไรสุทธิตามที่ประกาศอยู่ที่ 2,292 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นในครึ่งปีแรกอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19.3 เปอร์เซ็นต์</p>
<p><strong>นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า “ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โปรเจกต์ทรานส์ฟอร์มเมชั่นของเรากำลังแสดงผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เราได้ปรับเปลี่ยนองค์กรให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การมุ่งเน้นเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจหลักของเรา ช่วยสร้างการเติบโตของอัตรากำไรขั้นต้นได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่คาดเดาได้ยาก”</p>
<p>สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาสสอง พบว่ายอดขายขยายตัวลดลง 0.7 เปอร์เซ็นต์  เมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน 4.7 เปอร์เซ็นต์ และการชะลอตัวของยอดขายผลิตภัณฑ์แช่แข็งในสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ยอดขายในกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป อาหารสัตว์ และกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง นั้นยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย <strong>กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป </strong>มียอดขายรวม 16,597 ล้านบาท และปริมาณการขายยังคงทรงตัว อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้น 22 เปอร์เซ็นต์ จากราคาวัตถุดิบปลาที่ลดลง และความสำเร็จจากแคมเปญส่งเสริมการตลาดของแบรนด์ต่าง ๆ ของบริษัท</p>
<p><strong>ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง </strong>มียอดขายรวม 10,034 ล้านบาท สืบเนื่องจากความต้องการกุ้งในตลาดสหรัฐฯ ที่ลดลง อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์ยังคงสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ในระดับที่น่าพอใจที่ 11.7 เปอร์เซ็นต์ <strong>ส่วน</strong><strong>กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง </strong>มียอดขายรวม 4,387 ล้านบาท โดยปริมาณการขายเติบโต 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน จากความต้องการของลูกค้ารายสำคัญในสหรัฐฯ อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับที่ดีที่ 25.6 เปอร์เซ็นต์ <strong>และ</strong><strong>กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า </strong>มียอดขายรวม 2,371 ล้านบาท โดยอัตรากำไรขั้นต้นยังคงความแข็งแกร่งที่ 26.3 เปอร์เซ็นต์ จากอัตรากำไรที่สูงขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ที่มาจากการสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบเหลือใช้จากการผลิต</p>
<p>ส่วนกรณีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 19 เปอร์เซ็นต์ สำหรับสินค้าที่จัดส่งหลังวันที่ 7 สิงหาคม บริษัทได้เตรียมมาตรการรับมือภาษีดังกล่าว โดยมุ่งใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการผลิตที่กระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมฐานการผลิตใน 14 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่การผลิต และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการทางภาษี ซึ่งโรงงานของไทยยูเนี่ยนในประเทศไทย กานา และเซเชลส์ นั้นได้รับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไปยังสหรัฐฯ 19, 15 และ 10 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ทำให้มีความ สามารถในการแข่งขันที่ทัดเทียมหรือเหนือกว่าผู้ส่งออกรายใหญ่อื่น ๆ เช่น อินโดนีเซีย (19 เปอร์เซ็นต์) และ เวียดนาม (20 เปอร์เซ็นต์)</p>
<p>ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 บริษัทฯ ยังได้ดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งที่ 4 เสร็จสมบูรณ์ โดยซื้อคืนหุ้นคิดเป็น 8.98 เปอร์เซ็นต์ของทุนชำระแล้ว สะท้อนเจตนารมณ์ของบริษัทในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว</p>
<p>นอกจากนี้ <strong>สองผู้นำอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก </strong><strong>TU </strong><strong>และ มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น</strong> ได้มีการเข้าลงนามในสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งเป็นการต่อยอดความร่วมมือที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2534 เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม ความยั่งยืน และความเป็นเลิศในระดับโลก ภายใต้สัญญาความร่วมมือดังกล่าว มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่นจะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน TU จาก 6.19 เปอร์เซ็นต์ เป็น 20 เปอร์เซ็นต์ (ไม่นับรวมหุ้นซื้อคืน) ผ่านการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั่วไป</p>
<p>นายธีรพงศ์ กล่าวว่า “การจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างไทยยูเนี่ยนและมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ตั้งอยู่บนรากฐานของความไว้วางใจที่สั่งสมมายาวนานหลายทศวรรษ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจและวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสองบริษัท ในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารทะเลของโลก เราจะร่วมกันเร่งสร้างการเติบโต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก เราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสามารถสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย และตอกย้ำสถานะของไทยยูเนี่ยนในฐานะผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาหารทะเล”</p>
<p>ทั้งนี้ การจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของไทยยูเนี่ยน โดย<br />
มิตซูบิชิยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่สี่ มีตัวแทนนั่งในคณะกรรมการบริษัทตามเดิม และไม่มีผลต่อโครงสร้างทีมผู้บริหารระดับสูงของไทยยูเนี่ยน</p>
<p><strong>สำหรับการประสานความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยขับเคลื่อนใน </strong><strong>3 </strong><strong>ปัจจัยหลัก คือ</strong></p>
<p>1. การคว้าโอกาสในการสร้างการเติบโตจากความต้องการอาหารทะเลและโซลูชันด้านโภชนาการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก การผสานจุดแข็งของไทยยูเนี่ยนในฐานะผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูประดับโลก เข้ากับเครือข่ายการจัดหาและกระจายสินค้าที่แข็งแกร่งของมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงวัตถุดิบในต้นทุนที่แข่งขันได้ และเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p>2. สร้างการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่ตลาดมีความต้องการสูง รวมทั้งการต่อยอดธุรกิจที่มีศักยภาพสูง เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งล้วนสอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป</p>
<p>และ 3. ร่วมกันผลักดันเป้าหมายด้านความยั่งยืน ด้วยการประสานกลยุทธ์ SeaChange<sup>®</sup> 2030 ของไทยยูเนี่ยน เข้ากับมาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับโลกของมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จร่วมกัน ทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ สวัสดิภาพแรงงาน และการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อผู้คนและโลก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/q2-2025-thai-union-group/">ไทยยูเนี่ยนจัดเต็ม โชว์ GPM สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19.7% ดัน EPS เติบโต 18% ไตรมาส 2 เคาะจ่ายปันผลครึ่งปี 0.35 บาท/หุ้น พร้อมประกาศผนึกกำลังสองบิ๊กคอร์ป TU x มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น มั่นใจสามารถสร้างการเติบโตอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลกอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
