<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ภาวะโลกร้อน &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Thu, 26 Sep 2024 11:43:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ภาวะโลกร้อน &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว จ.ร้อยเอ็ด&#8217; ต้นแบบ &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; ชนะเลิศป่าชุมชนระดับประเทศ ปี 2567  กรมป่าไม้ &#8211; ราช กรุ๊ป หนุนลดวิกฤตโลกร้อนแบบ Nature-based Solutions    </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/ratch-group-support-community-forrest-project/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Sep 2024 10:32:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutrality]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forrest]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[PPP]]></category>
		<category><![CDATA[Ratch Group]]></category>
		<category><![CDATA[Role Model]]></category>
		<category><![CDATA[กรมป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การประกวดป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลางทางคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำรอบป่า]]></category>
		<category><![CDATA[นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ. 2562]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติทางธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ราช กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[สุรชัย อจลบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายพิทักษ์ป่า]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29205</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความถี่ขึ้นและไม่อาจคาดการณ์ได้ในหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงพายุรุนแรง ฝนตกหนักจนเกิดอุทกภัยและดินถล่มในภาคต่างๆ ของประเทศไทย เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมตระหนักถึงภัยพิบัติ และผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจุบันนานาประเทศได้ร่วมกันกำหนดแนวทางและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ โดยประเทศไทยได้ร่วมแสดงเจตจำนงและประกาศเป้าหมายในปี 2065 การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เป็นหนทางที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะช่วยดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์มากักเก็บไว้ในรูปของเนื้อไม้ ทั้งนี้ ป่าชุมชนถือเป็นวิธีที่ทรงประสิทธิภาพทั้งการรักษาฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าเพราะมีชุมชนเป็นกำลังสำคัญในการดูแล ขณะเดียวกันชุมชนก็สามารถพึ่งพิงป่าเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำในการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน จึงถือเป็นอีกหนึ่งโซลูชันในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง Nature-based Solutions (NbS) กรมป่าไม้ และ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันสนับสนุนส่งเสริมป่าชุมชนมาตั้งแต่ปี 2551 ภายใต้โครงการ &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; ทุกปีจะมีการเฟ้นหาป่าชุมชนต้นแบบที่มีความเข้มแข็งในการดูแลรักษาป่า การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าให้มีความยั่งยืน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างพอเพียง จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อมอบรางวัล &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; เป็นการเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจแก่ชุมชน รวมทั้งช่วยปลุกสังคมให้เกิดการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกรวนและยังเป็นกลไกในการป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติทั้งพายุ ฝนตกหนัก ดินถล่ม น้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ สำหรับ รางวัลคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2567 ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว ตำบลช้างเผือก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/ratch-group-support-community-forrest-project/">&#8216;ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว จ.ร้อยเอ็ด&#8217; ต้นแบบ &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; ชนะเลิศป่าชุมชนระดับประเทศ ปี 2567  กรมป่าไม้ &#8211; ราช กรุ๊ป หนุนลดวิกฤตโลกร้อนแบบ Nature-based Solutions    </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความถี่ขึ้นและไม่อาจคาดการณ์ได้ในหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงพายุรุนแรง ฝนตกหนักจนเกิดอุทกภัยและดินถล่มในภาคต่างๆ ของประเทศไทย เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมตระหนักถึงภัยพิบัติ และผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจุบันนานาประเทศได้ร่วมกันกำหนดแนวทางและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ โดยประเทศไทยได้ร่วมแสดงเจตจำนงและประกาศเป้าหมายในปี 2065</p>
<p><span id="more-29205"></span></p>
<p>การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เป็นหนทางที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะช่วยดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์มากักเก็บไว้ในรูปของเนื้อไม้</p>
<p>ทั้งนี้ ป่าชุมชนถือเป็นวิธีที่ทรงประสิทธิภาพทั้งการรักษาฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าเพราะมีชุมชนเป็นกำลังสำคัญในการดูแล ขณะเดียวกันชุมชนก็สามารถพึ่งพิงป่าเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำในการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน จึงถือเป็นอีกหนึ่งโซลูชันในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง Nature-based Solutions (NbS)</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29215 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Re-ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>กรมป่าไม้</strong> และ <strong>บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)</strong> ได้ร่วมกันสนับสนุนส่งเสริมป่าชุมชนมาตั้งแต่ปี 2551 ภายใต้โครงการ &#8216;<strong>คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217;</strong> ทุกปีจะมีการเฟ้นหาป่าชุมชนต้นแบบที่มีความเข้มแข็งในการดูแลรักษาป่า การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าให้มีความยั่งยืน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างพอเพียง จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อมอบรางวัล &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; เป็นการเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจแก่ชุมชน รวมทั้งช่วยปลุกสังคมให้เกิดการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกรวนและยังเป็นกลไกในการป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติทั้งพายุ ฝนตกหนัก ดินถล่ม น้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ</p>
<p>สำหรับ <em><strong>รางวัลคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2567 ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว ตำบลช้างเผือก อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด คว้ารางวัลป่าชุมชนชนะเลิศระดับประเทศ</strong></em> รับถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินกองทุนอนุรักษ์ป่าชุมชน 200,000 บาท</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-29208 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/การมีส่วนร่วมในป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดย <strong>ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว​ </strong>เป็นป่าดิบแล้งและป่าเต็งรังพื้นที่ 1,013 ไร่  มีต้นพะยูงจำนวนมาก แสดงถึงดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างดี พร้อมพันธุ์ไม้หลักอื่นๆ ​เช่น แดง ประดู่ มะค่าแต้ ยางนา มะพอก พืชสมุนไพร ได้แก่ โด่ไม่รู้ล้ม ย่านาง กำแพงเก้าชั้น เครือหมาน้อย มะเกลือ มะขามป้อม มะตูม</p>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ป่าแห่งนี้ใช้แนวคิดจัดการแบบ <strong>“น้ำรอบป่า”</strong> ด้วยการปลูก ฟื้นฟูจนป่าอุดมสมบูรณ์สามารถดูดซับน้ำไว้ใต้ดิน เพื่อนำมาใช้เป็นน้ำในการอุปโภคบริโภคของชุมชน พร้อมหล่อเลี้ยงป่า โดย​ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีความรักหวงแหนในผืนป่า ผนึกกำลังกันปกป้องผืนป่าจากการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่ากว่า 19 ปี และฟื้นฟูผืนป่าจนอุดมสมบูรณ์หลุดพ้นจากปัญหาการขาดแคลนน้ำได้สำเร็จ</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-29210 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/การมีส่วนร่วมในป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">พร้อมทั้งติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับระบบน้ำบาดาล และวางท่อประปารอบผืนป่าเพื่อให้น้ำแก่ต้นไม้ สัตว์ป่าและสรรพชีวิตในป่า รวมทั้งปล่อยสู่แหล่งน้ำในชุมชนเพื่อประโยชน์ทางการเกษตรด้วย</div>
</div>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ที่สำคัญสมาชิกชุมชนมีส่วนร่วมในการร่วมคิดร่วมทำแผนพัฒนาและกำหนดกฎระเบียบข้อบังคับการใช้ป่าชุมชน ทั้งเป็นแหล่งอาหาร พืชสมุนไพรพื้นบ้าน ทั้งการบริโภคใช้สอยในครัวเรือน และจัดจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ โดยมีมูลค่าผลผลิตจากป่าช่วยลดรายจ่าย/สร้างรายได้แก่ชุมชน ปีละกว่า 200,000 บาท</div>
</div>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">อีกทั้งยังสร้างเครือข่ายพิทักษ์ป่าร่วมกับป่าชุมชนใกล้เคียง จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติและฐานเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจ มุ่งขยายกลุ่มคนรักษ์ป่าออกไปในวงกว้าง และก่อตั้ง &#8216;หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศ&#8217; แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ​สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน เพื่อช่วยกันรักษาและปกป้องผืนป่าให้อยู่ยืนยงชั่วลูกชั่วหลาน</div>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29212 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/นายสุรชัย-อจลบุญ-อธิบดีกรมป่าไม้.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้</strong> กล่าวว่า <em><strong>กรมป่าไม้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ 55% ของประเทศ ตามที่กำหนดในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศให้ได้อย่างน้อย 40% ตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ. 2562</strong> </em>ตลอดจนร่วมเป็นแรงหนุนประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยส่งเสริมให้ชุมชน เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการ ฟื้นฟู รักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลร่วมกับภาครัฐ ในรูปแบบของป่าชุมชน ตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ถือเป็นยุทธศาสตร์การเพิ่มพื้นที่ป่า ที่กรมป่าไม้ให้ความสำคัญ ด้วยเล็งเห็นว่าการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้จะยั่งยืนได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากองคาพยพของสังคม โดยเฉพาะประชาชนและชุมชนซึ่งเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดป่ามากที่สุด โดยตั้ง <em><strong>เป้าหมายขยายการจัดตั้งป่าชุมชนทั่วประเทศให้ถึง 15,000 แห่ง รวมพื้นที่ 10 ล้านไร่ ภายในปี 2570</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29214 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/ผลิตผลจากป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ผลสำเร็จของป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลเป็นภาพสะท้อนที่แจ่มชัดว่า คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุลและเกื้อกูลกัน เมื่อมีการพัฒนาและบริหารจัดการป่าที่ดี ชุมชนก็สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตจากป่าที่สมบูรณ์ ลดรายจ่าย สร้างรายได้ ต่อยอดพัฒนาอาชีพได้อย่างยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องบุกรุกทำลายป่า และป่าชุมชนต้นแบบเหล่านี้จะเป็นแหล่งข้อมูลด้านการบริหารจัดการป่าชุมชนที่สำคัญ ให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการดูแล ป่าชุมชน เพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนาป่าชุมชนของตนเองต่อไป ซึ่งโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ถือได้ว่าเป็นโครงการต้นแบบที่บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานรัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน (PPP)หลอมรวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”</em> นายสุรชัย กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29211 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/นายนิทัศน์-วรพนพิพัฒน์-กรรมการผู้จัดการใหญ่-บมจ.ราช-กรุ๊ป-2.jpg" alt="" width="1200" height="857" /></p>
<p><strong>นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า ในสภาวการณ์ที่สภาพภูมิอากาศของโลกกำลังแปรปรวนอย่างหนัก ทุกประเทศต่างยอมรับว่า การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้จะช่วยลดปัญหานี้ได้ ดังนั้น ป่าชุมชน จึงเป็นความหวังและพลังในการรักษา ฟื้นฟู ดูแลผืนป่าและขับเคลื่อนสังคม <em><strong>ตลอดระยะเวลา 17 ปีของโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน บริษัทฯ ได้เห็นก้าวย่างการพัฒนาป่าชุมชน ทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และศักยภาพความสามารถของชุมชนในการบริหารจัดการป่าและความสามัคคีของชุมชนที่นับวันจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29216 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Re-ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" />&#8220;บริษัทฯ ภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนชุมชนคนรักษ์ป่าทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ บริษัทฯ ขอชื่นชมและยกย่องป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชนทั้ง 16 แห่ง ที่ร่วมมือร่วมใจมุ่งมั่นดูแลป่าไม้อย่างจริงจังและต่อเนื่องยาวนาน ทุกท่านล้วนเป็นทรัพยากรบุคคลอันทรงคุณค่าของประเทศ ที่ช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าที่เป็นต้นกำเนิดของน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพที่ทุกคนในสังคมพึ่งพาอาศัย บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนป่าชุมชนเพื่อตอบสนองเป้าหมายยุทธศาสตร์ของชาติ ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ต่อไป&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29206 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-คว้ารางวัลคนรักษ์ป่า-ป่ารักชุมชน-ชนะเลิศระดับประเ-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับการประกวดป่าชุมชน ภายใต้โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2567 มีป่าชุมชนที่ได้รับรางวัล 16 แห่ง รวมพื้นที่ป่า 37,062.61 ไร่ มีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนได้ 233,494.443 ตันคาร์บอน (ค่าเฉลี่ยอัตราการ​กักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ประมาณ 6.3 ตัน/ไร่) รวมตลอด 17 ปี ที่ผ่านมา โครงการได้สนับสนุนป่าชุมชนไปแล้ว 1,779 แห่ง พื้นที่ป่ารวม 1,607,072.23 ไร่ ซึ่งสามารถกักเก็บและดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 10,124,555.049 ​​ตันคาร์บอน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/ratch-group-support-community-forrest-project/">&#8216;ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว จ.ร้อยเอ็ด&#8217; ต้นแบบ &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; ชนะเลิศป่าชุมชนระดับประเทศ ปี 2567  กรมป่าไม้ &#8211; ราช กรุ๊ป หนุนลดวิกฤตโลกร้อนแบบ Nature-based Solutions    </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เซเว่น อีเลฟเว่น” มุ่งสู่ Carbon Neutral ร่วมปลูกต้นไม้กว่า 5 แสนต้น รับวันสิ่งแวดล้อมโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/7-go-green-world-environment-day/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Jun 2024 14:51:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[7 Go Green]]></category>
		<category><![CDATA[7-Eleven]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral]]></category>
		<category><![CDATA[Generation Restoration]]></category>
		<category><![CDATA[Giving & Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Global Warming]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[World Environment Day]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกต้นไม่]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า ปลูกอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[วันสิ่งแวดล้อมโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เซเว่น อีเลฟเว่น]]></category>
		<category><![CDATA[เซเว่น เดลิเวอร์รี่]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลางทางคาร์บอน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26213</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเราอยู่ในยุคสิ้นสุดภาวะโลกร้อน (Global Warming) และกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคโลกเดือด (Global Boiling) ยุคที่นำมาสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก เกิดวิกฤติภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้มีการสูญเสียระบบนิเวศและปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งสาเหตุหลักๆของภาวะโลกเดือดล้วนเกิดมาจากกิจกรรมและการกระทำของมนุษย์ที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) เพื่อให้ประเทศต่างๆได้ตื่นตัวและหันมาให้ความสนใจดำเนินกิจกรรมที่ช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม สำหรับในประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้กำหนดประเด็นหลักในการรณรงค์ คือ Land Restoration, Desertification &#38; Drought Resilience และคำขวัญที่ใช้ในการรณรงค์ ได้แก่ “Our land. Our future. We are #GenerationRestoration.” โดยกำหนดเป็นคำขวัญภาษาไทยว่า “พลิกฟื้นผืนดิน สู้วิกฤตภัยแล้ง” เพื่อมุ่งเน้นในเรื่องการฟื้นฟูสภาวะแวดล้อมจากภัยแล้งที่ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น คน พืช สัตว์ ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงและกว้างขวางต่อทุกภาคส่วนของสังคม ดังนั้น การปรับตัวต่อภัยแล้ง รวมถึงการฟื้นฟูที่ดิน เพื่อพื้นที่ป่าไม้สีเขียว จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ชุมชนและสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/7-go-green-world-environment-day/">“เซเว่น อีเลฟเว่น” มุ่งสู่ Carbon Neutral ร่วมปลูกต้นไม้กว่า 5 แสนต้น รับวันสิ่งแวดล้อมโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเราอยู่ในยุคสิ้นสุดภาวะโลกร้อน (Global Warming) และกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคโลกเดือด (Global Boiling) ยุคที่นำมาสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก เกิดวิกฤติภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้มีการสูญเสียระบบนิเวศและปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งสาเหตุหลักๆของภาวะโลกเดือดล้วนเกิดมาจากกิจกรรมและการกระทำของมนุษย์ที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-26213"></span></p>
<p><strong>องค์การสหประชาชาติ</strong> ได้กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) เพื่อให้ประเทศต่างๆได้ตื่นตัวและหันมาให้ความสนใจดำเนินกิจกรรมที่ช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม สำหรับในประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้กำหนดประเด็นหลักในการรณรงค์ คือ <strong>Land Restoration, Desertification &amp; Drought Resilience</strong> และคำขวัญที่ใช้ในการรณรงค์ ได้แก่ <strong>“</strong><strong>Our land. Our future. We are #GenerationRestoration.”</strong> โดยกำหนดเป็นคำขวัญภาษาไทยว่า <strong>“พลิกฟื้นผืนดิน สู้วิกฤตภัยแล้ง”</strong> เพื่อมุ่งเน้นในเรื่องการฟื้นฟูสภาวะแวดล้อมจากภัยแล้งที่ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น คน พืช สัตว์ ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงและกว้างขวางต่อทุกภาคส่วนของสังคม ดังนั้น การปรับตัวต่อภัยแล้ง รวมถึงการฟื้นฟูที่ดิน เพื่อพื้นที่ป่าไม้สีเขียว จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ชุมชนและสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
<p><strong>และปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่มีคำว่าสายเกินไปถ้าเราช่วยกันลงมือทำ</strong><strong> บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหาร เซเว่น อีเลฟเว่น และ เซเว่น เดลิเวอรี่ </strong><strong> จึงได้เดินหน้าเร่งปลูกต้นไม้จากแคมเปญ “แค่ไม</strong><strong>่รับเท่ากับปลูกต้นไม้”</strong><strong> ภายใต้โครงการ “ปลูกป่า ปลูกอนาคต” ร่วมกับพาคีเครือข่ายเพาะกล้าไม้ในโครงการฯ ทั้งชุมชน วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย เพื่อนำไปปลูกแล้วกว่า </strong><strong>571,671</strong><strong> ต</strong><strong>้น ทั่วประเทศ </strong><strong>เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชนพร้อมปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับสังคมทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับ “วันสิ่งแวดล้อมโลก” โดย</strong><strong>มีเป้าหมายที่จะปลูกต้นไม้ให้ได้ทั้งสิ้น </strong><strong>1 </strong><strong>ล้านต้น ภายในปี </strong><strong>2568</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26214 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/7-gogreen1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และ เซเว่น เดลิเวอร์รี่</strong> กล่าวว่า ซีพี ออลล์ มีเป้าหมายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและบรรษัทภิบาล หรือ ESG ซึ่งในมิติของด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ซีพี ออลล์ ได้ดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบาย 7 Go Green เพื่อสิ่งแวดล้อม 24 ชั่วโมง โดยมีเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)ภายในปี 2593 เป็นไปตามปณิธาน <strong>“</strong><strong>Giving&amp;Sharing</strong><strong>”  </strong></p>
<p>“แต่การบรรลุเป้า Net Zero นับว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน ซึ่งหนึ่งในวิถีทางสำคัญที่ทุกคนสามารถช่วยกันทำได้ง่ายๆ ก็คือ “การปลูกต้นไม้” เพราะต้นไม้จะช่วยการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ ซึ่งเป็นก๊าซที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 80 ของก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้  โดย &#8220;ต้นไม้&#8221; 1 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เฉลี่ย 9 – 15 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ปี , สามารถปล่อยก๊าซออกซิเจน (O2) ได้ถึง 200,000 – 250,000 ลิตร/ปี ซึ่งรองรับความต้องการก๊าซออกซิเจนของมนุษย์ได้ถึง 2 คน/ปี  อีกทั้งต้นไม้ยังช่วยปล่อยไอน้ำสู่ชั้นบรรยากาศช่วยเพิ่มความชื้นให้กับโลกเพื่อกอบกู้วิกฤตโลกเดือดให้บรรเทาลงได้อีกด้วย ” นายยุทธศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/7-go-green-world-environment-day/">“เซเว่น อีเลฟเว่น” มุ่งสู่ Carbon Neutral ร่วมปลูกต้นไม้กว่า 5 แสนต้น รับวันสิ่งแวดล้อมโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดตัว CANVAS VENTURES บริษัทหนุนการร่วมลงทุนสตาร์ทอัพ ลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส โฉมหน้าใหม่ของผู้พลิกวงการบิ๊กเทค และผู้กรุยทางนวัตกรรมในโกลบอลเทรนด์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/03/opening-canvas-ventures-and-partners/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Mar 2024 07:42:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Canvas Ventures]]></category>
		<category><![CDATA[Crafting every dot of imagination]]></category>
		<category><![CDATA[Deep Tech]]></category>
		<category><![CDATA[French Private Equity]]></category>
		<category><![CDATA[LGBTQIA2S+]]></category>
		<category><![CDATA[NIA]]></category>
		<category><![CDATA[Orange Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Pink Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Pink Tech Startup]]></category>
		<category><![CDATA[กวิน ว่องกุศลกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางเพศ]]></category>
		<category><![CDATA[ณฐพล อุลิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนะชัย กุลสมบูรณ์สินธ์]]></category>
		<category><![CDATA[นันทวัฒน์ ชนะจรัญวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[บุญศักดิ์ ศรีประเสริฐยิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปิแอร์ จาร์ฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ทิพวรรณ ปิ่นวนิชย์กุล]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์ทอัพ]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์ทอัพพิ้งค์เทค]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[อลิกซ์ แอนดลอเออร์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีเชิงลึก]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสีชมพู]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสีส้ม]]></category>
		<category><![CDATA[แคนวาส เวนเจอร์ส]]></category>
		<category><![CDATA[โกลบอลเทรนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=24342</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดตัว แคนวาส เวนเจอร์ส : Canvas Ventures บริษัทร่วมลงทุนสัญชาติไทยรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนสตาร์ทอัพไทยสู่เวทีโลก นำโดยผู้มากประสบการณ์ด้านสตาร์ทอัพและนักอนาคตศาสตร์ของไทย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดย Canvas Ventures มาพร้อมกับเป้าหมายตั้งแต่การเพิ่มจำนวน เพิ่มการเติบโต และเพิ่มพอร์ตการลงทุนให้กับสตาร์ทอัพไทยและต่างประเทศ ในระยะเริ่มต้นและในระยะเติบโต โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (ดีพเทค) และเทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังมีโซลูชั่นที่จะช่วยปรับแนวทางการเติบโตของสตาร์ทอัพไทยให้เหมาะกับตลาดเอเชีย รวมทั้งให้ความสำคัญในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโลก อาทิ ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA2S+) ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง เปิดเผยว่า Canvas Ventures เป็นพลังขับเคลื่อนใหม่สำหรับธุรกิจนวัตกรรมไทย ซึ่งเล็งเห็นถึงระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยที่ปัจจุบันสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกในตลาด รวมถึงหลาย ๆ ธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสูงที่พร้อมก้าวไปสู่ระดับโลก โดย Canvas Ventures ไม่ได้สนับสนุนทางการเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีความเป็นเชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการพัฒนากลยุทธ์และรูปแบบธุรกิจ ผ่านกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ที่เป็นเวนเจอร์พาร์ทเนอร์ (Venture Partners) ของบริษัท พร้อมช่วยเหลือบริษัทสตาร์ทอัพที่อยู่ในพอร์ตให้เติบโตและประสบความสำเร็จ ตลอดจนการเข้าถึงบางตลาดที่ปัจจุบันค่อนข้างมีความซับซ้อน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/03/opening-canvas-ventures-and-partners/">เปิดตัว CANVAS VENTURES บริษัทหนุนการร่วมลงทุนสตาร์ทอัพ ลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส โฉมหน้าใหม่ของผู้พลิกวงการบิ๊กเทค และผู้กรุยทางนวัตกรรมในโกลบอลเทรนด์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เปิดตัว <strong>แคนวาส เวนเจอร์ส : Canvas Ventures</strong> บริษัทร่วมลงทุนสัญชาติไทยรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนสตาร์ทอัพไทยสู่เวทีโลก นำโดยผู้มากประสบการณ์ด้านสตาร์ทอัพและนักอนาคตศาสตร์ของไทย <strong>ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์</strong> อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA</p>
<p><span id="more-24342"></span></p>
<p>โดย Canvas Ventures มาพร้อมกับเป้าหมายตั้งแต่การเพิ่มจำนวน เพิ่มการเติบโต และเพิ่มพอร์ตการลงทุนให้กับสตาร์ทอัพไทยและต่างประเทศ ในระยะเริ่มต้นและในระยะเติบโต โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (ดีพเทค) และเทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีโซลูชั่นที่จะช่วยปรับแนวทางการเติบโตของสตาร์ทอัพไทยให้เหมาะกับตลาดเอเชีย รวมทั้งให้ความสำคัญในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโลก อาทิ ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA2S+)</p>
<p><strong>ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์</strong> ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง เปิดเผยว่า Canvas Ventures เป็นพลังขับเคลื่อนใหม่สำหรับธุรกิจนวัตกรรมไทย ซึ่งเล็งเห็นถึงระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยที่ปัจจุบันสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกในตลาด รวมถึงหลาย ๆ ธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสูงที่พร้อมก้าวไปสู่ระดับโลก</p>
<p>โดย Canvas Ventures ไม่ได้สนับสนุนทางการเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีความเป็นเชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการพัฒนากลยุทธ์และรูปแบบธุรกิจ ผ่านกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ที่เป็นเวนเจอร์พาร์ทเนอร์ (Venture Partners) ของบริษัท พร้อมช่วยเหลือบริษัทสตาร์ทอัพที่อยู่ในพอร์ตให้เติบโตและประสบความสำเร็จ ตลอดจนการเข้าถึงบางตลาดที่ปัจจุบันค่อนข้างมีความซับซ้อน โดยมาพร้อมกับปรัชญาทางธุรกิจ <strong>“Crafting every dot of imagination”</strong> หรือ “รังสรรค์ทุกจุดของจินตนาการ” ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญกับการผสานเทคโนโลยีเชิงลึก และความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่มได้ทั้งมูลค่า คุณค่า และประสบการณ์ด้านนวัตกรรม เสริมทัพด้วยการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของผู้ร่วมก่อตั้งที่มีการทำงานที่คล่องตัว และนักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ เพื่อทำให้เกิดแนวทางการลงทุนแบบร่วมมือกันที่แท้จริง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24347 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/Venture4.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ด้าน <strong>นายอลิกซ์ แอนดลอเออร์</strong> ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วน (managing partner) ชาวฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์ในด้านการประกอบการธุรกิจนานาชาติ (serial entrepreneur) เปิดเผยว่า Canvas Ventures ปักหมุดให้สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางเพื่อการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย และเป็นจุดเชื่อมโยงในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้พัฒนาและผู้ลงทุนด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็น จีน หรือยุโรป ที่ปัจจุบันทางบริษัทมีเครือข่ายทั้งที่เป็นกลุ่มภาครัฐและเอกชนอยู่เป็นจำนวนมาก พร้อมมุ่งให้เครือข่ายเหล่านี้เห็นความสำคัญกับแนวทางการลงทุนร่วมกัน และนำเสนอแนวทางใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพและบริษัทเทคโนโลยี</p>
<p>โดยนอกจากกรุงเทพฯ แล้วยังมีสำนักงาน ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมนักลงทุนชาวไทยและเอเชียที่สนใจใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของฝรั่งเศสและเชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Ultra High Net Worth) เพื่อการลงทุนธุรกิจนวัตกรรมในระดับนานาชาติอย่างแท้จริง ซึ่งทางบริษัทจะมีการอำนวยความสะดวกการลงทุนระหว่างฝรั่งเศสและไทยให้ง่ายขึ้นกว่าที่ผ่านมา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24346 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/Venture3.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ขณะที่ <strong>นายปิแอร์ จาร์ฟ</strong> คณะกรรมการบริษัท กล่าวเน้นย้ำว่าบริษัทฯ พร้อมปูทางให้ธุรกิจสตาร์ทอัพเทคโนโลยีเชิงลึกจากไทยให้เข้าถึงเครือข่ายวิจัยและนวัตกรรมในระดับนานาชาติ และมีโอกาสขยายตลาดในระดับโลกต่อไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุนเทคโนโลยีเชิงลึกที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่าง Canvas Ventures กับธุรกิจกองทุน PE ในฝรั่งเศส (French Private Equity) และธุรกิจเงินร่วมลงทุน (VC) ด้านอากาศยาน การบินและอวกาศ และความมั่นคงปลอดภัย โดยความร่วมมือครั้งนี้มีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่ต้องการเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศของภูมิภาค</p>
<p><strong>นายกวิน ว่องกุศลกิจ</strong> กรรมการบริษัทฯ และผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย เปิดเผยว่าเศรษฐกิจสีส้ม (Orange Economy) มีศักยภาพการเติบโตสูงในภูมิภาคเอเชีย บริษัทฯ จึงได้ตระหนักถึงการผลักดันกลุ่มธุรกิจนี้ ศักยภาพที่มีอยู่มากมายในประเทศไทย รวมถึงอุตสาหกรรมการบริการและการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงให้เป็นผู้นำระดับโลกผ่านนวัตกรรม โดยมองเห็นถึงอิทธิพลที่มีต่อไลฟ์สไตล์ผู้คน เช่น AI ใน อุตสาหกรรมเกมส์และบันเทิง และ อุตสาหกรรมแฟชั่นและอาร์ตทอย ซึ่งมีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยสามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างบทบาทใหม่ในภาคธุรกิจ แก่สาขาดนตรี ศิลปะ และ อุตสาหกรรมโรงแรม รวมถึงร้านอาหารไทยที่ปัจุบันยังคงไล่ตามห่วงโซ่มูลค่าโลกอยู่ได้ และได้กำหนดให้เป็นอีกหนึ่งความสำคัญที่จะต้องเร่งสรรหาเครือข่ายการลงทุน และ Canvas Ventures ตั้งเป้าที่จะเข้ามามีบทบาทและเป็นผู้นำในธุรกิจนวัตกรรมเหล่านี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24348 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/Venture6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน <strong>นายธนะชัย กุลสมบูรณ์สินธ์</strong> ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวเรือสำคัญในการขับเคลื่อนประชาคมด้าน LGBTQIA2S+ กล่าวเสริมว่า อีกหนึ่งการลงทุนที่ Canvas Ventures ให้ความสำคัญคือเศรษฐกิจสีชมพู (Pink Economy) ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้ตอบโจทย์กับความหลากหลาย รวมถึงกลุ่มเพศทางเลือกที่ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าในหลายช่วงวัยมีอัตราการเติบโตด้านกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีไม่แพ้กลุ่มอื่น ๆ การสนับสนุนลงทุนเหล่านี้จะใช้ปัจจัยจากการที่กรุงเทพฯ ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองหลวงของเอเชียในการใช้ชีวิตของ LGBTQIA2S+ และจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านสตาร์ทอัพพิ้งค์เทค (Pink Tech Startup) เพื่อทำให้เศรษฐกิจสีชมพูของไทยเติบโตและมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำในระดับโลก พร้อมทั้งยังสร้างระบบนิเวศและเมืองที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของชาว LGBTQIA2S+ ในระยะยาวได้อีกด้วย</p>
<p><strong>นายบุญศักดิ์ ศรีประเสริฐยิ่ง</strong> ที่ปรึกษาด้านการลงทุน และ <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ทิพวรรณ ปิ่นวนิชย์กุล</strong> คณะกรรมการบริษัท กล่าวว่า ถึงแม้ว่าฤดูหนาวของการลงทุน หรือที่รู้จักกันในชื่อ Venture Winter ยังไม่หมดไป แต่ถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการลงทุน เนื่องจากขณะนี้มีสัญญาณบวกจากการประกาศการลงทุนด้านเทคโนโลยีเชิงลึกใหม่ ตั้งแต่ทวีปตะวันออกกลางมาจนถึงประเทศญี่ปุ่น โดยสัญญาณเหล่านี้นี้ชี้ให้เห็นถึงความ เป็นไปได้ในการเกิดขึ้น – การกลับคืนของระบบนิเวศการลงทุนที่มีชีวิตชีวา ซึ่งเป็นโอกาสให้สตาร์ทอัพมีโอกาสกลับมาคึกคักอีกครั้ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24344 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/Venture1.jpg" alt="" width="1200" height="801" /><br />
<strong>นายนันทวัฒน์ ชนะจรัญวิทย์</strong> ผู้จัดการด้านเครือข่ายและระบบนิเวศและประเทศจีน และ <strong>นายณฐพล อุลิตร</strong> ผู้จัดการด้านการพัฒนาธุรกิจและการสื่อสาร กล่าวปิดท้ายว่า ในฐานะที่เป็นผู้คลุกคลีกับนวัตกรรุ่นใหม่ และมีความหลงใหลที่จะผลักดัน พัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพในพอร์ตฟอลิโอของบริษัทฯ ผ่านความร่วมมือไตรภาคี (Triple Helix) ในระดับนานาชาติโดยเฉพาะประเทศจีน และขับเคลื่อนข้อมูลนวัตกรรม (Data Driven Innovation) มาเป็นแผนการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตและประสบความสำเร็จในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/03/opening-canvas-ventures-and-partners/">เปิดตัว CANVAS VENTURES บริษัทหนุนการร่วมลงทุนสตาร์ทอัพ ลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส โฉมหน้าใหม่ของผู้พลิกวงการบิ๊กเทค และผู้กรุยทางนวัตกรรมในโกลบอลเทรนด์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GC จับมือ PFG ผสานความร่วมมือต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/06/gcmou-pfg-partnership-for-develop-sustainable-product/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Jun 2023 13:39:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Better for You Better for Our World]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[GC]]></category>
		<category><![CDATA[GC Chemistry for Better Living]]></category>
		<category><![CDATA[PCR]]></category>
		<category><![CDATA[PFG]]></category>
		<category><![CDATA[Post-Consumer Recycled]]></category>
		<category><![CDATA[Upcycling]]></category>
		<category><![CDATA[Waste for Life]]></category>
		<category><![CDATA[YOUเทิร์น]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดีขึ้นเพื่อคุณดีขึ้นเพื่อโลก]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท พัทยาฟู้ดอินดัสตรี จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[พันธมิตรธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[วิชิต อะนะเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[สาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=19403</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) และ บริษัท พัทยาฟู้ดอินดัสตรี จำกัด (PFG) จับมือลงนามความร่วมมือทางพันธมิตร ต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจร่วมกัน โดยมีเป้าหมายในการแบ่งปันข้อมูลและแลกเปลี่ยนความรู้ทางธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาวัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน พร้อมสนับสนุนกิจการของ PFG โดยใช้วัสดุทางเลือกและวัสดุทดแทนที่มาจาก GC ด้วยตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รักษาสมดุลครอบคลุมทั้ง 3 มิติอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับทุกคน พร้อมนำนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของทั้ง 2 บริษัท เพื่อส่งต่อโลกใบนี้ที่ดีกว่า นายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวว่า “รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ PFG เล็งเห็นความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานของ GC ที่ได้ดำเนินการมาตลอด การร่วมมือในครั้งนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/06/gcmou-pfg-partnership-for-develop-sustainable-product/">GC จับมือ PFG ผสานความร่วมมือต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)</strong> และ<strong> บริษัท พัทยาฟู้ดอินดัสตรี จำกัด (PFG) </strong>จับมือลงนามความร่วมมือทางพันธมิตร ต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจร่วมกัน</p>
<p><span id="more-19403"></span></p>
<p>โดยมีเป้าหมายในการแบ่งปันข้อมูลและแลกเปลี่ยนความรู้ทางธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาวัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน พร้อมสนับสนุนกิจการของ PFG โดยใช้วัสดุทางเลือกและวัสดุทดแทนที่มาจาก GC ด้วยตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รักษาสมดุลครอบคลุมทั้ง 3 มิติอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับทุกคน พร้อมนำนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของทั้ง 2 บริษัท เพื่อส่งต่อโลกใบนี้ที่ดีกว่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-19405 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/06/GC1.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p><strong>นายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม </strong><strong>บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)</strong><strong> (</strong><strong>GC</strong><strong>) กล่าวว่า </strong>“รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ PFG เล็งเห็นความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานของ GC ที่ได้ดำเนินการมาตลอด การร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมพร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การพัฒนาธุรกิจ เพื่อสนับสนุนกิจการกลุ่มธุรกิจของ PFG โดยใช้พลาสติกตลอดจนวัสดุทางเลือกและวัสดุทดแทนประเภทต่างๆ จาก GC Group อาทิ พลาสติกโพลิเอทิลีน (PE), โพลิโพรพิลีน (PP), โพลิสไตรีน (PS) รวมไปถึงพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) และพลาสติกรีไซเคิลจากพลาสติกใช้แล้วในครัวเรือน (Post-Consumer Recycled, PCR) เพื่อการสร้างต้นแบบและขยายผลตลอดห่วงโซ่คุณค่า สำหรับความสำเร็จที่เกิดจากการพัฒนาร่วมกันในก้าวแรก คือ PFG ได้ใช้เม็ดพลาสติกของ GC ในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกจากพลาสติกใช้แล้วในครัวเรือนภายในประเทศ เช่น ฟิล์มหด ฟิล์มยืด หลอดบรรจุภัณฑ์ และกล่องพลาสติก เป็นต้น ซึ่งนับว่าช่วยให้สิ่งแวดล้อมและสังคมของประเทศเราดีขึ้นได้”</p>
<p><strong>นายวิชิต อะนะเทพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พัทยาฟู้ดอินดัสตรี จำกัด (</strong><strong>PFG</strong><strong>) กล่าวว่า </strong><strong>“</strong>การผนึกกำลังของ 2 องค์กรในครั้งนี้ เกิดจากการมีเป้าหมายเดียวกัน ในการมุ่งเน้นเรื่องการดูแลและรักษาโลกอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงการรักษาสมดุลเพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต นำนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีล้ำสมัย มีการวางแผนร่วมกันในการพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และการบริการที่ใส่ใจกับผู้บริโภค สังคม รวมถึงตัวพนักงานในองค์กร พร้อมมุ่งสู่การเติบโตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-19407 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/06/GC5.jpg" alt="" width="1200" height="761" /></p>
<p>โดย GC และ PFG ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมที่มุ่งลดปัญหาภาวะโลกร้อน ช่วยสร้างการตระหนักรู้ด้านการบริหารจัดการขยะให้กับพนักงานของ PFG ผ่านการเก็บขวดพลาสติกใช้แล้ว (PET) กลับมาใช้ประโยชน์ จากโครงการ <strong>Waste for Life</strong> ของ PFG ร่วมกับ<strong> YOUเทิร์น แพลตฟอร์ม</strong> ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วอย่างครบวงจรของ GC นำเข้าสู่กระบวนการอัพไซคลิง (Upcycling) ผลิตออกมาเป็นเสื้อยูนิฟอร์มส่งมอบให้พนักงาน PFG ทั้งในประเทศไทย เวียดนาม และจีน ภายในปี 2566 นี้ โดยโครงการสามารถจัดเก็บขวดพลาสติกใช้แล้วได้ถึง 51,283 ขวด (หรือคิดเป็น 790 กิโลกรัม) เทียบเท่าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงกว่า 1,830 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ (kgCO2e)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-19406 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/06/GC2.jpg" alt="" width="488" height="728" /></p>
<p>GC และ PFG มีเป้าหมายร่วมกันในการวางแผนพัฒนา เพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ โดยเชื่อว่า การทำธุรกิจที่ยั่งยืนและสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคและสังคมเป็นสิ่งที่สำคัญในยุคปัจจุบัน ผ่านความร่วมมือนี้ GC และ PFG หวังว่าจะสามารถสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนในธุรกิจ รวมถึงสร้างคุณค่าและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับทุกคนได้ในอนาคต</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/06/gcmou-pfg-partnership-for-develop-sustainable-product/">GC จับมือ PFG ผสานความร่วมมือต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โลกร้อน อาจทำเขตทุนดราในไซบีเรียหายไปในอีก 500 ปี พร้อมปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศถึง 1,400 กิกะตัน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/06/siberian-tundra-could-disappear-from-climate-change/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jun 2022 12:42:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Siberian tundra]]></category>
		<category><![CDATA[tundra]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบจากโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[เขตทุนดรา]]></category>
		<category><![CDATA[ไซบีเรีย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=12082</guid>

					<description><![CDATA[<p>การระเบิดในเขตทุนดราทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่หนาวที่สุดในโลก ในช่วงเดือนกันยายนปี 2020 ซึ่งภายหลังการเกิดระเบิดได้สร้างหลุมที่มีความลึก 165 ฟุต หรือราว 50 เมตร  ถือเป็นสัญญาณของการเกิดสภาพอากาศที่ร้อนเป็นพิเศษของไซบีเรีย ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากภาวะโลกร้อน มีรายงานใหม่เปิดเผยว่า เขตทุนดราในไซบีเรียอาจหายไปอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2500 หรือในอีกราว 500 ปีข้างหน้า หากยังไม่สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ แต่สิ่งที่แยกว่านั้น คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพของทุนดราที่เคยถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง​จะกลายสภาพกลายเป็นป่าไปอย่างช้าๆ และทำให้ชั้นดินเยือกแข็งของทุนดราค่อยๆ ละลาย พร้อมกับปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บเอาไว้จำนวนมหาศาลกว่า 1,400 กิกะตัน ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศทั่วโลก ซ้ำเติมให้ภาวะโลกร้อนแย่ลงไปอีก Stefan Kruse นักนิเวศวิทยาและนักสร้างแบบจำลองป่าไม้ แห่งสถาบัน Alfred Wegener Institute (AWI) Helmholtz  เพื่อการวิจัยขั้วโลกและทางทะเล จากเยอรมนี กล่าวว่า สิ่งที่น่าทึ่งคือ การได้เห็นว่าทุนดราจะเปลี่ยนไปเป็นป่าได้เร็วเพียงใด ขณะที่ ศาสตราจารย์ Ulrike Herzschuh ของ AWI ได้พัฒนาโมเดลคอมพิวเตอร์ใหม่ที่ตรวจสอบวิวัฒนาการทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในทุนดราไซบีเรียอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประเมินการเติบโตและพัฒนาการของต้นไม้ที่อยู่ในภูมิภาคนี้ ตั้งแต่ยังเป็นเมล็ดไปจนถึงการเติบโตเป็นต้นไม้เต็มที่ รวมท้ังวิวัฒนาการต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/siberian-tundra-could-disappear-from-climate-change/">โลกร้อน อาจทำเขตทุนดราในไซบีเรียหายไปในอีก 500 ปี พร้อมปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศถึง 1,400 กิกะตัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p id="p-0">การระเบิดในเขตทุนดราทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่หนาวที่สุดในโลก ในช่วงเดือนกันยายนปี 2020 ซึ่งภายหลังการเกิดระเบิดได้สร้างหลุมที่มีความลึก 165 ฟุต หรือราว 50 เมตร  ถือเป็นสัญญาณของการเกิดสภาพอากาศที่ร้อนเป็นพิเศษของไซบีเรีย ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากภาวะโลกร้อน</p>
<p><span id="more-12082"></span></p>
<p>มีรายงานใหม่เปิดเผยว่า เขตทุนดราในไซบีเรียอาจหายไปอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2500 หรือในอีกราว 500 ปีข้างหน้า หากยังไม่สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ แต่สิ่งที่แยกว่านั้น คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพของทุนดราที่เคยถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง​จะกลายสภาพกลายเป็นป่าไปอย่างช้าๆ และทำให้ชั้นดินเยือกแข็งของทุนดราค่อยๆ ละลาย พร้อมกับปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บเอาไว้จำนวนมหาศาลกว่า 1,400 กิกะตัน ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศทั่วโลก ซ้ำเติมให้ภาวะโลกร้อนแย่ลงไปอีก</p>
<p>Stefan Kruse นักนิเวศวิทยาและนักสร้างแบบจำลองป่าไม้ แห่งสถาบัน Alfred Wegener Institute (AWI) Helmholtz  เพื่อการวิจัยขั้วโลกและทางทะเล จากเยอรมนี กล่าวว่า สิ่งที่น่าทึ่งคือ การได้เห็นว่าทุนดราจะเปลี่ยนไปเป็นป่าได้เร็วเพียงใด ขณะที่ ศาสตราจารย์ Ulrike Herzschuh ของ AWI ได้พัฒนาโมเดลคอมพิวเตอร์ใหม่ที่ตรวจสอบวิวัฒนาการทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในทุนดราไซบีเรียอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประเมินการเติบโตและพัฒนาการของต้นไม้ที่อยู่ในภูมิภาคนี้ ตั้งแต่ยังเป็นเมล็ดไปจนถึงการเติบโตเป็นต้นไม้เต็มที่ รวมท้ังวิวัฒนาการต่างๆ จากความแตกต่างของอุณหภูมิ และน้ำฝน ​​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12087 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/06/111.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p id="p-6">นักวิจัยสรุปว่า ต้นไม้ที่เริ่มเติบโตตามการตอบสนองที่มีต่อภาวะโลกร้อน จะเติบโตอย่างรวดเร็วและจะไม่ถอยกลับแม้ว่าอุณหภูมิจะเย็นลงอีกครั้ง หรือหากมนุษย์สามารถทำให้อุณหภูมิเย็นลงได้อีก หลังจากที่ทุนดรากลายเป็นป่าไปแล้ว ​แนวต้นไม้ก็จะคงอยู่อย่างที่เป็นอยู่ ไม่ถอยกลับเป็นทุ่งน้ำแข็ง​เช่นเดิม เนื่องจากต้นไม้ที่โตเต็มวัยสามารถทนทานต่อการเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่ปลูก</p>
<p id="p-8">ขณะที่ทุนดรา จะแบ่งออกเป็น  2​ ส่วน ประกอบด้วย Chukotka ทางตะวันออกไกล และอีกแห่งบนคาบสมุทร Taymyr ทางตอนเหนือ ซึ่งการแยกทุนดราออกเป็นสองส่วนจะส่งผลร้ายแรงต่อกวางเรนเดียร์ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ และสำหรับวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองที่ล่าพวกมัน เช่น ชาวเนเน็ตส์ (Nenets) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของไซบีเรีย ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับทุนดรา “หากสิ่งนี้สูญหาย มันจะเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับมนุษยชาติ” นักวิจัยกล่าวเสริม</p>
<p id="p-10"><a href="https://interestingengineering.com/siberian-tundra-disappear-500-years?utm_source=newsletter&amp;utm_medium=mailing&amp;utm_campaign=Newsletter-08-06-2022&amp;fbclid=IwAR2-TcUTRcF8UyWfaYS1ZrVkHCrYuVixMLR81R6tumhKokhJdmiGp62gOzM" target="_blank" rel="noopener noreferrer">source </a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/siberian-tundra-could-disappear-from-climate-change/">โลกร้อน อาจทำเขตทุนดราในไซบีเรียหายไปในอีก 500 ปี พร้อมปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศถึง 1,400 กิกะตัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>EU โหวตผ่านร่าง กม. เลิกขายรถสันดาป ภายในปี 2035 หนุนโรดแม็พ Fit for 55</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/06/eu-end-sale-petrol-and-diesel-car-by-2035/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jun 2022 10:19:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[CO2]]></category>
		<category><![CDATA[emissions]]></category>
		<category><![CDATA[EU]]></category>
		<category><![CDATA[European parliament]]></category>
		<category><![CDATA[Fit for 55]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Emission]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลางทางคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สหภาพยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์สันดาป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=12071</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาชิกรัฐสภา EU โหวตผ่านร่าง กม. ห้ามขายรถน้ำมันเบนซิลและดีเซลในสหภาพยุโรปภายในปี 2035 เพื่อลดการปล่อย CO2 หนึ่งในนโยบายของแพ็กเกจ Fit for 55  นับเป็นความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ EU ในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของปัญหาภาวะโลกร้อน เมื่อวันพุธ ที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภา EU ลงมติผ่านร่างกฏหมายห้ามขายยานพาหนะที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งเครื่องยนต์เบนซิลและดีเซล และปฏิเสธการปฏิรูปตลาดของสหภาพยุโรปใน Strasbourg ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชุดข้อกฏหมายด้านพลังงานและการดูแลสภาพภูมิอากาศ​ที่ใหญ่ที่สุดของ EU ที่เคยมีมา หรือ Fit for 55 เพื่อปกป้องผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ เป็นเวลาราว 1 ปี กับการถกประเด็นปัญหาดังกล่าว ในที่สุดสมาชิกสภา EU ก็ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยเรื่องการปกป้องสภาพภูมิอากาศจำนวน 8 ฉบับ ซึ่งเสนอให้มีการปรับปรุงเป้าหมายด้านพลังงานหมุนเวียน ภาคการบิน วิธีการขับขี่ของผู้คน วิธีควบคุมมลพิษของประเทศต่างๆ และวิธีการจัดการด้านป่าไม้และที่ดิน เป็นต้น โดย แพ็กเกจนโยบาย Fit for 55 มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปี 1990 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/eu-end-sale-petrol-and-diesel-car-by-2035/">EU โหวตผ่านร่าง กม. เลิกขายรถสันดาป ภายในปี 2035 หนุนโรดแม็พ Fit for 55</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สมาชิกรัฐสภา EU โหวตผ่านร่าง กม. ห้ามขายรถน้ำมันเบนซิลและดีเซลในสหภาพยุโรปภายในปี 2035 เพื่อลดการปล่อย CO2 หนึ่งในนโยบายของแพ็กเกจ Fit for 55  นับเป็นความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ EU ในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของปัญหาภาวะโลกร้อน</p>
<p><span id="more-12071"></span></p>
<p>เมื่อวันพุธ ที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภา EU ลงมติผ่านร่างกฏหมายห้ามขายยานพาหนะที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งเครื่องยนต์เบนซิลและดีเซล และปฏิเสธการปฏิรูปตลาดของสหภาพยุโรปใน Strasbourg ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชุดข้อกฏหมายด้านพลังงานและการดูแลสภาพภูมิอากาศ​ที่ใหญ่ที่สุดของ EU ที่เคยมีมา หรือ <strong>Fit for 55</strong> เพื่อปกป้องผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>ทั้งนี้ เป็นเวลาราว 1 ปี กับการถกประเด็นปัญหาดังกล่าว ในที่สุดสมาชิกสภา EU ก็ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยเรื่องการปกป้องสภาพภูมิอากาศจำนวน 8 ฉบับ ซึ่งเสนอให้มีการปรับปรุงเป้าหมายด้านพลังงานหมุนเวียน ภาคการบิน วิธีการขับขี่ของผู้คน วิธีควบคุมมลพิษของประเทศต่างๆ และวิธีการจัดการด้านป่าไม้และที่ดิน เป็นต้น โดย แพ็กเกจนโยบาย Fit for 55 มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปี 1990 ให้ได้อย่างน้อย 55% ภายในปี 2030 และจะเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่สามารถบรรลุเป้าการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050</p>
<p>รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็นอีกปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้บรรลุเป้าหมายที่สมาชิก EU ส่วนใหญ่เล็งเห็นความสำคัญ จึงพร้อมใจกันลงมติห้ามการขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในปี 2035 ซึ่งสวนทางกับข้อเสนอของพรรคประชาธิปไตยยุโรป ที่ต้องการจำกัดการลดลงให้เหลือ 90% โดยไม่กำหนดวันเลิกใช้ที่ตายตัว และยังเห็นชอบการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากยานพาหนะให้ได้ 55% ภายในปี 2030 เทียบกับระดับก๊าซ CO2 ในปี 2021</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12072 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/06/EU2.jpg" alt="" width="1200" height="596" /></p>
<p>ด้าน <strong>Pascal Canfin</strong> ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐสภายุโรป กล่าวว่า การยุติการขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็น “การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ที่จะพาเราสู่ยุคสมัยใหม่ของความเป็นกลางด้านสภาพภูมิอากาศ และนี่เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่”</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ยุโรปนับเป็นภูมิภาคที่ปล่อยมลพิษมากเป็นลำดับที่ 3 ของโลก เราคงต้องตามกันต่อว่าหลังจากนี้จะมีประเทศไหนหรือภูมิภาคใดจะออกกฎหมายในลักษณะดังกล่าวเพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศของเราในอนาคตหรือไม่</p>
<p><a href="https://www.dw.com/en/eu-lawmakers-vote-to-ban-diesel-petrol-cars-reject-weak-climate-reforms/a-62069268" target="_blank" rel="noopener noreferrer">source </a></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/world/2022/jun/08/meps-reject-key-eu-climate-proposal-watered-down-european-emissions-trading-system" target="_blank" rel="noopener noreferrer">source</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/eu-end-sale-petrol-and-diesel-car-by-2035/">EU โหวตผ่านร่าง กม. เลิกขายรถสันดาป ภายในปี 2035 หนุนโรดแม็พ Fit for 55</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม่ดราม่า !! นักวิทย์ฯทั่วโลกหลั่งน้ำตาประท้วงเรียกร้องรัฐให้หยุดใช้พลังงานฟอสซิล ก่อนโลกวิกฤติ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/04/nasa-scientist-protest-climate-change/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Apr 2022 03:29:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Dr. Peter Kalmus]]></category>
		<category><![CDATA[environmemt]]></category>
		<category><![CDATA[Greenhouse effect]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[นักวิทยาศาสตร์ประท้วง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[หยุดใช้พลังงานฟอสซิล]]></category>
		<category><![CDATA[โลกวิกฤติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=11225</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกต่างพาดหัวเลยก็ว่าได้ เมื่อนักวิทยาศาสตร์กว่า 1,000 ชีวิตจาก 25 ประเทศได้ออกมาเดินขบวนประท้วงหลังจากการตีพิมพ์รายงานฉบับใหม่ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยรายงานเตือนว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการภายในปี 2025 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เลวร้าย นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้มีชื่อว่า “Scientist Rebellion” ได้เขียนในจดหมายว่า “การดำเนินการและแผนต่างๆ (ของรัฐบาล) ยังไม่เพียงพอ และแม้แต่ภาระผูกพันเหล่านี้ก็ยังไม่บรรลุผล” โดยการประท้วงครั้งนี้ยังได้เน้นย้ำให้เห็นถึง “ความเร่งด่วนและความไม่ยุติธรรมของสภาพภูมิอากาศและวิกฤติทางนิเวศวิทยา” นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจาก NASA อย่าง Dr. Peter Kalmus เป็นหนึ่งคนที่ออกมาประท้วงในครั้งนี้ โดยเขาได้นำโซ่มาล่ามตัวเองไว้กับอาคาร JP Morgan Chase ใน Los Angeles ซึ่งเป็นสถาบันการเงินรายใหญ่ที่สุดที่ให้เงินทุนด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลนับตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปี 2021 เป็นจำนวนเงิน 3.82 แสนล้านดอลลาร์ และ Dr. Kalmus ยังกล่าวว่า “เราพยายามเตือนพวกคุณมาหลายทศวรรษ แต่นักวิทยาศาสตร์ของโลกก็ถูกเมินเฉย และมันต้องหยุดลง เรากำลังจะสูญเสียทุกอย่างไป” Dr. Kalmus ยังเขียนแสดงความคิดเห็นในสื่อใหญ่ของอังกฤษอย่าง the Guardian ความตอนหนึ่งว่า “&#8230;ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อการสูญเสียป่าไม้และปะการังและความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดน้อยลง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/04/nasa-scientist-protest-climate-change/">ไม่ดราม่า !! นักวิทย์ฯทั่วโลกหลั่งน้ำตาประท้วงเรียกร้องรัฐให้หยุดใช้พลังงานฟอสซิล ก่อนโลกวิกฤติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #993366;">กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกต่างพาดหัวเลยก็ว่าได้ เมื่อนักวิทยาศาสตร์กว่า 1,000 ชีวิตจาก 25 ประเทศได้ออกมาเดินขบวนประท้วงหลังจากการตีพิมพ์รายงานฉบับใหม่ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยรายงานเตือนว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการภายในปี 2025 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เลวร้าย</span></h4>
<p><span id="more-11225"></span></p>
<p>นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้มีชื่อว่า “Scientist Rebellion” ได้เขียนในจดหมายว่า “การดำเนินการและแผนต่างๆ (ของรัฐบาล) ยังไม่เพียงพอ และแม้แต่ภาระผูกพันเหล่านี้ก็ยังไม่บรรลุผล” โดยการประท้วงครั้งนี้ยังได้เน้นย้ำให้เห็นถึง “ความเร่งด่วนและความไม่ยุติธรรมของสภาพภูมิอากาศและวิกฤติทางนิเวศวิทยา”</p>
<p>นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจาก NASA อย่าง Dr. Peter Kalmus เป็นหนึ่งคนที่ออกมาประท้วงในครั้งนี้ โดยเขาได้นำโซ่มาล่ามตัวเองไว้กับอาคาร JP Morgan Chase ใน Los Angeles ซึ่งเป็นสถาบันการเงินรายใหญ่ที่สุดที่ให้เงินทุนด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลนับตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปี 2021 เป็นจำนวนเงิน 3.82 แสนล้านดอลลาร์ และ Dr. Kalmus ยังกล่าวว่า “เราพยายามเตือนพวกคุณมาหลายทศวรรษ แต่นักวิทยาศาสตร์ของโลกก็ถูกเมินเฉย และมันต้องหยุดลง เรากำลังจะสูญเสียทุกอย่างไป”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-11228 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/04/59199509_303.jpg" alt="" width="506" height="284" /></p>
<p>Dr. Kalmus ยังเขียนแสดงความคิดเห็นในสื่อใหญ่ของอังกฤษอย่าง the Guardian ความตอนหนึ่งว่า “&#8230;ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อการสูญเสียป่าไม้และปะการังและความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดน้อยลง แต่ผมจะยังคงต่อสู้สุดความสามารถที่ผมจะทำได้เพื่อโลกใบนี้ ไม่ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหน เพราะว่ามันอาจจะเลวร้ายได้เสมอ และมันจะเลวร้ายลงเรื่อยๆจนกว่าเราจะยุติอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลและการแสวงหาผลกำไรแบบทวีคูณที่แลกมาด้วยทุกสิ่ง”</p>
<p>เขายังเสริมอีกว่า “ถึงเวลาแล้วที่เราต้องลุกขึ้นมา และรับความเสี่ยง และเสียสละเพื่อโลกที่สวยงามใบนี้ ซึ่งเป็นโลกที่ให้ชีวิต และทุกสิ่งทุกอย่างแก่เรา”</p>
<p>เหตุการณ์การประท้วงดังกล่าวยังเกิดขึ้นที่วอชิงตัน ดี.ซี. สเปน ปานามา เยอรมนี เอกวาดอร์ และมาลาวี เป็นต้น</p>
<p>กลุ่ม Scientist Rebellion ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 โดยนักศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตในประเทศสก็อตแลนด์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่ม the Extinction Rebellion โดย the Extinction Rebellion เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช้ความรุนแรงและการอารยะขัดขืนเพื่อโน้มน้าวรัฐบาลให้ดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและความฉุกเฉินด้านนิเวศวิทยาด้วยความยุติธรรม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>credit :</strong><br />
<strong>https://www.independent.co.uk/climate-change/news/nasa-scientist-protest-extinction-rebellion-b2057563.html</strong></p>
<p><strong>https://www.smithsonianmag.com/smart-news/scientists-stage-worldwide-climate-protests-after-ipcc-report-180979913/</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/04/nasa-scientist-protest-climate-change/">ไม่ดราม่า !! นักวิทย์ฯทั่วโลกหลั่งน้ำตาประท้วงเรียกร้องรัฐให้หยุดใช้พลังงานฟอสซิล ก่อนโลกวิกฤติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฮือฮา! รมต. ต่างประเทศ Tuvalu กล่าวสุนทรพจน์ ที่ประชุม COP26 ในน้ำทะเลสูงระดับเข่าเพื่อสื่อถึงปัญหาที่ต้องแก้เร่งด่วน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2021/11/cop26-climatr-change/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Nov 2021 14:02:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[CSR]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุม COP26 ที่ Glasgow]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=10248</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ หรือ COP26 ที่เมือง Glasgow ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยผู้นำของแต่ละประเทศที่เข้าร่วมต่างได้กล่าวสุนทรพจน์เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนในแต่ละประเทศ ล่าสุด ก็ถึงคิวของตัวแทนจากประเทศ Tuvalu อย่างนาย Simon Kofe ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ได้อัดเทปการกล่าวสุนทรพจน์ในน้ำทะเลที่สูงระดับเข่าที่ประเทศ Tuvalu เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นว่าประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่ำเป็นแนวหน้าที่กำลังเผชิญกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเขากล่าวว่า “สุนทรพจน์ครั้งนี้เรียบเรียงขึ้นมาเพื่อให้เห็นสถานการณ์จริงที่ประเทศ Tuvalu กำลังเผชิญปัญหาเนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และยังเป็นการเน้นย้ำถึงการดำเนินการที่กล้าหาญที่ Tuvalu กำลังดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของการเคลื่อนย้ายของมนุษย์ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยภาพของรัฐมนตรีท่านนี้ที่ใส่ชุดสูท พับขากางเกงกำลังยืนกล่าวสุนทรพจน์อยู่กลางน้ำทะเลที่สูงระดับเข่าได้กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ที่คนทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี การกล่าวสุนทรพจน์ของผู้นำประเทศบิ๊กเบิ้มผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ทั้งหลายต่างเน้นย้ำประเด็นการลดปริมาณคาร์บอนเพื่อมุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในทศวรรษหน้าที่กำลังจะถึง ในขณะที่ผู้นำประเทศขนาดเล็กอย่างประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกต่างเรียกร้องและผลักดันให้ดำเนินการแก้ปัญหาทันทีเพื่อความอยู่รอดของประเทศที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่ำที่กำลังได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน Credit : https://edition.cnn.com/2021/11/08/world/tuvalu-minister-climate-crisis-intl-hnk/index.html &#160;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/11/cop26-climatr-change/">ฮือฮา! รมต. ต่างประเทศ Tuvalu กล่าวสุนทรพจน์ ที่ประชุม COP26 ในน้ำทะเลสูงระดับเข่าเพื่อสื่อถึงปัญหาที่ต้องแก้เร่งด่วน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4 style="text-align: left;"><span style="color: #993366;">การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ หรือ COP26 ที่เมือง Glasgow ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยผู้นำของแต่ละประเทศที่เข้าร่วมต่างได้กล่าวสุนทรพจน์เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนในแต่ละประเทศ</span><br />
<span id="more-10248"></span><br />
ล่าสุด ก็ถึงคิวของตัวแทนจากประเทศ Tuvalu อย่างนาย Simon Kofe ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ได้อัดเทปการกล่าวสุนทรพจน์ในน้ำทะเลที่สูงระดับเข่าที่ประเทศ Tuvalu เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นว่าประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่ำเป็นแนวหน้าที่กำลังเผชิญกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</h4>
<p>โดยเขากล่าวว่า “สุนทรพจน์ครั้งนี้เรียบเรียงขึ้นมาเพื่อให้เห็นสถานการณ์จริงที่ประเทศ Tuvalu กำลังเผชิญปัญหาเนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และยังเป็นการเน้นย้ำถึงการดำเนินการที่กล้าหาญที่ Tuvalu กำลังดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของการเคลื่อนย้ายของมนุษย์ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”</p>
<p>โดยภาพของรัฐมนตรีท่านนี้ที่ใส่ชุดสูท พับขากางเกงกำลังยืนกล่าวสุนทรพจน์อยู่กลางน้ำทะเลที่สูงระดับเข่าได้กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ที่คนทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" width="1030" height="569" class="size-full wp-image-10250 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/11/Screenshot_20211109-204744_Chrome.jpg" alt="" /></p>
<p>อย่างไรก็ดี การกล่าวสุนทรพจน์ของผู้นำประเทศบิ๊กเบิ้มผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ทั้งหลายต่างเน้นย้ำประเด็นการลดปริมาณคาร์บอนเพื่อมุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในทศวรรษหน้าที่กำลังจะถึง ในขณะที่ผู้นำประเทศขนาดเล็กอย่างประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกต่างเรียกร้องและผลักดันให้ดำเนินการแก้ปัญหาทันทีเพื่อความอยู่รอดของประเทศที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่ำที่กำลังได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน</p>
<p>Credit :<br />
https://edition.cnn.com/2021/11/08/world/tuvalu-minister-climate-crisis-intl-hnk/index.html</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/11/cop26-climatr-change/">ฮือฮา! รมต. ต่างประเทศ Tuvalu กล่าวสุนทรพจน์ ที่ประชุม COP26 ในน้ำทะเลสูงระดับเข่าเพื่อสื่อถึงปัญหาที่ต้องแก้เร่งด่วน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทความ : ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน ตอนที่ 1</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2021/06/global-warming-effect-to-business/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Jun 2021 10:14:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SD-ers]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[Greenhouse effect]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=9468</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขณะที่สังคมมีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุจากการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัญหาความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อมก็มีมากยิ่งขึ้นด้วย โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงกระทบต่อระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตบนโลก ซึ่งปัญหาเหล่านี้มาจากการกระทำของมนุษย์และย้อนกลับมาเป็นวัฏจักรที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติเอง ภาคธุรกิจเป็นตัวการหนึ่งในการก่อปัญหาภาวะโลกร้อนนอกเหนือจากภาคครัวเรือน เนื่องจากกระบวนการทำธุรกิจตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การใช้พลังงาน การแปรรูป การขนส่งสินค้า ล้วนต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ ไฟฟ้า พลังงานเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภค ทำให้มีเสียงเรียกร้องจากผู้เกี่ยวข้องดังขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่หน่วยงานระดับโลกอย่างองค์การสหประชาชาติ ภาครัฐ ภาคสังคม และนักลงทุนที่ร้องขอให้ธุรกิจตระหนักและร่วมกันแก้ปัญหาโลกร้อนจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทความชุดนี้ได้สืบหาองค์ความรู้และนำมาเสนอแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจในการดำเนินงานที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก 1. รู้จักก๊าซเรือนกระจก จากข้อมูลของ Wikipedia อธิบายว่า ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) หรือเรียกย่อๆ ว่า GHG คือก๊าซในบรรยากาศของโลกที่ดูดซับและปลดปล่อยรังสีอินฟราเรดร้อนออกมา โดยบางส่วนจะออกสู่ห้วงอวกาศ แต่บางส่วนก็จะสะท้อนความร้อนจากชั้นบรรยากาศกลับสู่พื้นผิวโลก เรียกว่า ปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Effect) ก๊าซเรือนกระจกเกิดตามธรรมชาติและเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ประกอบด้วย ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ และคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ซึ่งมีความสำคัญต่อการรักษาระดับอุณหภูมิโลก หากปราศจากก๊าซเรือนกระจกโลกจะหนาวเย็นจนสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ไม่ได้ แต่ถ้ามีปริมาณก๊าซเรือนกระจกมากเกินไปจะทำให้อุณหภูมิบนโลกสูงจนอาจเป็นอันตรายต่อการดำรงชีวิต ลักษณะเดียวกับชั้นบรรยากาศบนดาวศุกร์ 2. ก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ข้อมูลจาก Wikipedia ยังเปิดเผยอีกด้วยว่านับตั้งแต่ปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/06/global-warming-effect-to-business/">บทความ : ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน ตอนที่ 1</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #993366;">ขณะที่สังคมมีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุจากการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัญหาความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อมก็มีมากยิ่งขึ้นด้วย โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงกระทบต่อระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตบนโลก ซึ่งปัญหาเหล่านี้มาจากการกระทำของมนุษย์และย้อนกลับมาเป็นวัฏจักรที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติเอง</span></h4>
<p><span id="more-9468"></span><br />
ภาคธุรกิจเป็นตัวการหนึ่งในการก่อปัญหาภาวะโลกร้อนนอกเหนือจากภาคครัวเรือน เนื่องจากกระบวนการทำธุรกิจตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การใช้พลังงาน การแปรรูป การขนส่งสินค้า ล้วนต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ ไฟฟ้า พลังงานเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภค ทำให้มีเสียงเรียกร้องจากผู้เกี่ยวข้องดังขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่หน่วยงานระดับโลกอย่างองค์การสหประชาชาติ ภาครัฐ ภาคสังคม และนักลงทุนที่ร้องขอให้ธุรกิจตระหนักและร่วมกันแก้ปัญหาโลกร้อนจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทความชุดนี้ได้สืบหาองค์ความรู้และนำมาเสนอแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจในการดำเนินงานที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9470 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/ad627bf432a43b58617e26e1eaa81bc5.jpg" alt="" width="672" height="477" /></p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #993366;">1. รู้จักก๊าซเรือนกระจก</span></h3>
<p>จากข้อมูลของ Wikipedia อธิบายว่า ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) หรือเรียกย่อๆ ว่า GHG คือก๊าซในบรรยากาศของโลกที่ดูดซับและปลดปล่อยรังสีอินฟราเรดร้อนออกมา โดยบางส่วนจะออกสู่ห้วงอวกาศ แต่บางส่วนก็จะสะท้อนความร้อนจากชั้นบรรยากาศกลับสู่พื้นผิวโลก เรียกว่า ปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Effect)</p>
<p>ก๊าซเรือนกระจกเกิดตามธรรมชาติและเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ประกอบด้วย ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ และคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ซึ่งมีความสำคัญต่อการรักษาระดับอุณหภูมิโลก หากปราศจากก๊าซเรือนกระจกโลกจะหนาวเย็นจนสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ไม่ได้ แต่ถ้ามีปริมาณก๊าซเรือนกระจกมากเกินไปจะทำให้อุณหภูมิบนโลกสูงจนอาจเป็นอันตรายต่อการดำรงชีวิต ลักษณะเดียวกับชั้นบรรยากาศบนดาวศุกร์</p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #993366;">2. ก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์</span></h3>
<p>ข้อมูลจาก Wikipedia ยังเปิดเผยอีกด้วยว่านับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2300 (ค.ศ. 1757) กิจกรรมของมนุษย์ได้เพิ่มปริมาณการสะสมของก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ เช่น จากการกร่อนสลายของหินบนแผ่นดิน การสังเคราะห์แสงของพืช และแพลงก์ตอนในทะเล ยังถือว่ากักเก็บปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างสมดุล จากการคาดการณ์พบว่าชั้นบรรยากาศของโลกสามารถกักเก็บปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์คงที่อยู่ระหว่าง 260-280 ส่วนในล้านส่วน เป็นเวลาต่อเนื่องประมาณ 10,000 ปี ตั้งแต่สิ้นสุดยุคน้ำแข็งจนถึงการเริ่มยุคอุตสาหกรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9471 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/carbon3.jpg" alt="" width="635" height="647" /></p>
<p><strong>แหล่งเกิดก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์</strong><br />
• การเผาผลาญเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ และการทำลายป่า ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่บรรยากาศมากขึ้น การทำลายป่า (โดยเฉพาะในเขตร้อน) มีส่วนปลดปล่อย CO2 มากถึง 1 ใน 3 ของ CO2 ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งหมด<br />
• การย่อยสลายในกระเพาะลำไส้ของปศุสัตว์และการจัดการเกี่ยวกับมูลปศุสัตว์ การทำนาข้าว การใช้ที่ดินในพื้นที่ชุ่มน้ำ การสูญเสียก๊าซและน้ำมันจากท่อส่ง รวมถึงการปล่อยก๊าซจากหลุมฝังกลบขยะ ทำให้เพิ่มปริมาณมีเทนมากขึ้นในบรรยากาศ เป็นต้น<br />
• การใช้สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (CFCs) ในตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งการใช้ก๊าซฮาลอน (Halon) ในระบบถังดับเพลิง และกระบวนการผลิตของผู้ผลิต<br />
• กิจกรรมทางการเกษตร ซึ่งรวมทั้งการใช้ปุ๋ยที่เป็นตัวเพิ่ม ก๊าซไนตรัสออกไซด์<br />
สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency) หรือ EPA ของสหรัฐอเมริกาได้จัดอันดับผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบริโภค (End-user sectors) ตามลำดับดังนี้ คือ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง ภาคครัวเรือน ภาคพาณิชยกรรม และภาคเกษตรกรรม โดยแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกในภาคการบริโภคส่วนมากเกิดจากการทำความร้อนหรือความเย็นภายในกระบวนการดำเนินธุรกิจ เช่น การใช้ไฟฟ้า การใช้เครื่องปรับอากาศ และการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับขนส่ง</p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #993366;">3. ภาวะโลกร้อน และผลกระทบ</span></h3>
<p>Wikipedia ระบุคำจำกัดความของ ภาวะโลกร้อน (Global warming) หมายถึง การเพิ่มระดับอุณหภูมิเฉลี่ยของชั้นบรรยากาศใกล้พื้นผิวโลกและผิวน้ำบนมหาสมุทร ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 คาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความเข้มของปริมาณก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมของมนุษย์</p>
<p>การที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจเป็นเหตุให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง เช่น การถดถอยของธารน้ำแข็ง การละลายของน้ำแข็งในทะเลแถบอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือ ระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมและภัยแล้ง นอกจากนี้ ยังเป็นสาเหตุความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศแบบสุดโต่ง ส่งผลต่อระบบห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ ความไม่แน่นอนของผลิตผลทางเกษตร การเปลี่ยนแปลงของร่องน้ำ การลดปริมาณลำธารในฤดูร้อน รวมถึงการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบางชนิด และการเพิ่มของพาหะนำโรค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9469 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/CARBON-1.jpg" alt="" width="623" height="439" /></p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #993366;">4. คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)</span></h3>
<p>ข้อมูลจาก guru.sanook.com สรุปว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วยตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เริ่มต้นตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน จนถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยคำนวณออกมาในรูปแบบของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหน่วยผลิตภัณฑ์</p>
<p>ข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. กล่าวถึงการส่งเสริมการใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ว่าภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมในฐานะผู้ผลิต ภาคบริการในฐานะผู้ขับเคลื่อนกิจกรรม รวมถึงภาคครัวเรือนในฐานะผู้บริโภคควรร่วมกันผลักดันให้เกิดการผลิตและบริโภคสินค้าและบริการที่ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริโภคมีข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ อบก. จึงได้กำหนดมาตรฐานฉลาก และ/หรือ เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่ติดบนผลิตภัณฑ์เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้บริโภค</p>
<p>นอกจากนี้ ข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย โดย ข้อมูลจาก businessconnectionknowledge.blogspot.com ได้สรุปว่าข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่แสดงบนฉลากคาร์บอน (Carbon Labeling) จะเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ผู้บริโภคทราบว่า ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ได้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาปริมาณเท่าใด อีกทั้งสามารถช่วยวัดผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ถูกแนะนำขึ้นครั้งแรกในสหราชอาณาจักรช่วงเดือนมีนาคม 2550 ภายใต้การกำกับดูแลของ Carbon Trust</p>
<p><strong>การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะต้องทำการพิจารณาจากกิจกรรม 2 ส่วนหลัก คือ</strong><br />
• การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Primary Footprint) เป็นการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการผลิต เช่น การใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิต และการขนส่งทั้งโดยรถบรรทุก ทางเรือ และทางอากาศ<br />
• การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อม (Secondary Footprint) เป็นการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการใช้ ตลอดจนการจัดการซากสินค้าหลังการใช้งาน</p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #993366;">5. ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Label)</span></h3>
<p>ข้อมูลจาก businessconnectionknowledge.blogspot.com อธิบายว่า การแสดงข้อมูลปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ มีลักษณะคล้ายกับป้ายบอกจำนวนแคลอรี่และสารอาหาร ในสหรัฐอเมริกาแบ่งรูปแบบของฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9472 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/carbon-2.jpg" alt="" width="675" height="379" /><br />
•<strong> ฉลาก Low-Carbon Seal</strong> เป็นฉลากประเภทที่ไม่มีจำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ติด ดังนั้นผู้บริโภคจะไม่ทราบปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยในภาคการผลิตสินค้า<br />
• <strong>ฉลาก Carbon Score</strong> เป็นฉลากประเภทที่มีจำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ติดไว้บนตัวผลิตภัณฑ์ ดังนั้นผู้บริโภคจะสามารถเปรียบเทียบข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการผลิตสินค้า ระหว่างสินค้าแต่ละชนิด หรือชนิดเดียวกัน เพื่อเปิดให้ผู้บริโภคใช้เป็นข้อมูลเพื่อเลือกซื้อสินค้าที่ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก<br />
• <strong>ฉลาก Carbon Rating</strong> มีลักษณะคล้ายกับฉลากประหยัดพลังงาน (ซึ่งนิยมใช้รูปแบบนี้ในสหภาพยุโรป) โดยฉลากคาร์บอนประเภทนี้จะแบ่งกลุ่ม โดยใช้สัญลักษณ์เป็นรูปดาวจาก 1 ถึง 5 ดาว หากสินค้าใดได้ดาวจำนวนมาก หมายถึง สินค้าชนิดนั้นๆ มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าสินค้าที่ได้ดาวน้อยดวง<br />
สำหรับประเทศไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยร่วมกันกำหนดมาตรฐานฉลากคาร์บอน โดย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" width="600" height="414" class="size-full wp-image-9473 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/carbon4.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>กำหนดเป็น 5 สี 5 เบอร์ ได้แก่</strong><br />
• ฉลากคาร์บอน เบอร์ 1 ฉลากสีแดง แสดงว่าสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่ากับ 10%<br />
• ฉลากคาร์บอน เบอร์ 2 ฉลากสีส้ม แสดงว่าสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่ากับ 20%<br />
• ฉลากคาร์บอน เบอร์ 3 ฉลากสีเหลือง แสดงว่าสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่ากับ 30%<br />
• ฉลากคาร์บอน เบอร์ 4 ฉลากสีน้ำเงิน แสดงว่าสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่ากับ 40%<br />
• ฉลากคาร์บอน เบอร์ 5 ฉลากสีเขียว แสดงว่าสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่ากับ 50%</p>
<p>นับวันพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มสนใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้นข้อมูลฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์จึงเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจซื้อและใช้พิจารณาข้อมูลว่าผู้ผลิตรายนั้นๆ ได้ใส่ใจต่อการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ช่วยสร้างความโดดเด่นให้แก่แบรนด์สินค้าของตนให้เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย อีกทั้งช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของภาคการผลิตด้วย<br />
________________________________________<br />
<span style="color: #993366;"><strong>เขียนโดย : ดร.กฤษฎา เสกตระกูล, CFP® </strong></span><br />
<span style="color: #993366;"><strong>รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</strong></span></p>
<p>credit : <a href="https://www.set.or.th/set/enterprise/article/detail.do?contentId=7718" target="_blank" rel="noopener">ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย &#8211; ห้องเรียนผู้ประกอบการ &#8211; บทความ (set.or.th)</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/06/global-warming-effect-to-business/">บทความ : ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน ตอนที่ 1</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Dow สร้าง“บ้านดาวอาสา”หลังที่37มอบให้ผู้ยากไร้</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2020/06/dow-habitat-make-home-environment/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Jun 2020 03:40:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CSR]]></category>
		<category><![CDATA[DOW VORACOR]]></category>
		<category><![CDATA[HABITAT]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[จิตอาสาสร้างบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านดาวอาสา หลังที่ 37]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[หลังคากันความร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=7722</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ร่วมกับบริษัท โตโยโก ประเทศไทย ร่วมสร้างบ้านด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับครอบครัวของไพรัส เพิ่มเติมทรัพย์ ใน ต.พลา จ.ระยอง ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านดาวอาสาหลังที่ 37 และเป็นบ้านเฉลิมพระเกียรติหลังล่าสุดตามโครงการสร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ในชุมชนของเหล่ากาชาดจังหวัดระยอง เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในงานได้รับเกียรติจากสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธีรับมอบ พร้อมด้วยวราภรณ์ เจริญศิริโชติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดระยอง , จิรศักดิ์ ตะปะโจทย์ นายอำเภอบ้านฉาง , สมพร เหลือล้น นายกเทศมนตรีตำบลพลา และเดชา พาณิชยพิเชฐ ผู้อำนวยการโรงงาน กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย พร้อมทีมพนักงานดาวอาสาร่วมแสดงความยินดีกับเจ้าของบ้าน ทั้งนี้ บ้านดาวอาสาหลังล่าสุดถือเป็นบ้านหลังแรกในภูมิภาคอาเซียนที่นำเทคโนโลยี DOW VORACOR นวัตกรรมฉนวนกันความร้อนชนิดพ่นเคลือบบนหลังคามาใช้ในอาคารที่อยู่อาศัย ซึ่งจะช่วยให้มีความแข็งแรงคงทน มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรับแรงกระแทก และป้องกันรอยรั่วจากการรั่วซึมของน้ำ อีกทั้งยังช่วยป้องกันความร้อนสะสมภายในอาคารเมื่อเทียบกับการใช้กระเบื้องหลังคาทั่วไป นอกจากนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากใช้เทคโนโลยี Hydrofluoro-olefin (HFO) ซึ่งมีความยั่งยืนกว่าเพราะไม่ก่อให้เกิดสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือ CFC จึงไม่ทำลายชั้นบรรยากาศโลกและไม่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2020/06/dow-habitat-make-home-environment/">Dow สร้าง“บ้านดาวอาสา”หลังที่37มอบให้ผู้ยากไร้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4>กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ร่วมกับบริษัท โตโยโก ประเทศไทย ร่วมสร้างบ้านด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับครอบครัวของไพรัส เพิ่มเติมทรัพย์ ใน ต.พลา จ.ระยอง ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านดาวอาสาหลังที่ 37 และเป็นบ้านเฉลิมพระเกียรติหลังล่าสุดตามโครงการสร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ในชุมชนของเหล่ากาชาดจังหวัดระยอง เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว</h4>
<p><span id="more-7722"></span></p>
<figure id="attachment_7723" aria-describedby="caption-attachment-7723" style="width: 551px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7723" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2020/06/DAW-3.jpg" alt="" width="551" height="377" /><figcaption id="caption-attachment-7723" class="wp-caption-text">คณะผู้บริหารของกลุ่มบริษัท ดาว ร่วมถ่ายภาพกับเจ้าของบ้านดาวอาสา</figcaption></figure>
<p>โดยในงานได้รับเกียรติจากสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธีรับมอบ พร้อมด้วยวราภรณ์ เจริญศิริโชติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดระยอง , จิรศักดิ์ ตะปะโจทย์ นายอำเภอบ้านฉาง , สมพร เหลือล้น นายกเทศมนตรีตำบลพลา และเดชา พาณิชยพิเชฐ ผู้อำนวยการโรงงาน กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย พร้อมทีมพนักงานดาวอาสาร่วมแสดงความยินดีกับเจ้าของบ้าน</p>
<p>ทั้งนี้ บ้านดาวอาสาหลังล่าสุดถือเป็นบ้านหลังแรกในภูมิภาคอาเซียนที่นำเทคโนโลยี DOW VORACOR นวัตกรรมฉนวนกันความร้อนชนิดพ่นเคลือบบนหลังคามาใช้ในอาคารที่อยู่อาศัย ซึ่งจะช่วยให้มีความแข็งแรงคงทน มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรับแรงกระแทก และป้องกันรอยรั่วจากการรั่วซึมของน้ำ อีกทั้งยังช่วยป้องกันความร้อนสะสมภายในอาคารเมื่อเทียบกับการใช้กระเบื้องหลังคาทั่วไป นอกจากนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากใช้เทคโนโลยี Hydrofluoro-olefin (HFO) ซึ่งมีความยั่งยืนกว่าเพราะไม่ก่อให้เกิดสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือ CFC จึงไม่ทำลายชั้นบรรยากาศโลกและไม่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-7725 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2020/06/DAW-6.jpg" alt="" width="525" height="350" /><br />
เดชา พาณิชยพิเชฐ ผู้อำนวยการโรงงาน กล่าวว่า “ในปีนี้ เราไม่เพียงร่วมกับพนักงาน มูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย และเหล่ากาชาดจังหวัดระยองในการช่วยเหลือชุมชนรอบโรงงานของเราให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น แต่ยังร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ นำเทคโนโลยีระบบหลังคารักษ์โลกจากธุรกิจโพลียูริเทนมาช่วยเสริมให้บ้านมีความแข็งแรงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ของบริษัทฯ ในการสร้างความยั่งยืนให้ชุมชนอย่างมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดี”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-7724 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2020/06/DAW-5.jpg" alt="" width="511" height="340" /><br />
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2549 กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ได้ร่วมกับมูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย ดำเนินโครงการบ้านดาวอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ได้สนับสนุนทุนทรัพย์เพื่อเป็นงบประมาณในการก่อสร้างบ้านหลังละ 300,000 บาท รวมถึงพนักงานของบริษัทฯ ยังร่วมเป็นอาสาสมัครของโครงการนี้ด้วย จวบจนปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ส่งมอบบ้านและอาคารสาธารณประโยชน์ที่ปลอดภัย แข็งแรง และถูกสุขลักษณะ ให้กับชุมชนและครอบครัวของผู้มีรายได้น้อยแล้วทั้งสิ้น 37 หลัง เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาและสร้างโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยได้มากยิ่งขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2020/06/dow-habitat-make-home-environment/">Dow สร้าง“บ้านดาวอาสา”หลังที่37มอบให้ผู้ยากไร้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
