<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Tue, 30 Dec 2025 11:36:29 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ESG Bond ไทย โต 5.7% เติบโตในรอบหลายปี แรงส่งจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ส่วนภาคเอกชนชะลอตัว แนวโน้ม Sustainability-linked Bond และ Blue Bond เติบโต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/thailand-esg-bond-2025-growth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Dec 2025 11:35:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Green Bond]]></category>
		<category><![CDATA[K Research]]></category>
		<category><![CDATA[Social Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability-Linked Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดตราสารหนี้]]></category>
		<category><![CDATA[พันธบัตร]]></category>
		<category><![CDATA[ระดมทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39174</guid>

					<description><![CDATA[<p>การออก ESG Bond ใหม่ในประเทศไทย เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในปี 2025 หลังตลาดชะลอตัวมาหลายปี ด้วยมูลค่าตราสารหนี้ออกใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่า 5.7% จากปีก่อน สำหรับตลาด ESG Bond ประกอบด้วย Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond โดยภาพรวมตลาด ESG Bond ในปี 2025 ฟื้นตัวจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มการออก Sustainability-linked Bond และ Sustainability Bond ขณะที่ภาคเอกชนชะลอการออก ESG Bond โดยยอดออก Green Bond ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต จากจำนวนโครงการ ESG ใหม่ที่มีให้ลงทุนลดลง แต่ Sustainability-linked Bond และ Blue Bond ขยายตัว ซึ่งการที่​​ Sustainability-linked Bond และ Blue Bond [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/thailand-esg-bond-2025-growth/">ESG Bond ไทย โต 5.7% เติบโตในรอบหลายปี แรงส่งจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ส่วนภาคเอกชนชะลอตัว แนวโน้ม Sustainability-linked Bond และ Blue Bond เติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การออก ESG Bond ใหม่ในประเทศไทย เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในปี 2025 หลังตลาดชะลอตัวมาหลายปี ด้วยมูลค่าตราสารหนี้ออกใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่า 5.7% จากปีก่อน</p>
<p><span id="more-39174"></span></p>
<p>สำหรับตลาด<em><strong> ESG Bond ประกอบด้วย Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond</strong></em></p>
<p>โดยภาพรวมตลาด<strong> ESG Bond</strong> ในปี 2025 ฟื้นตัวจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มการออก <strong>Sustainability-linked Bond </strong>และ<strong> Sustainability Bond</strong> ขณะที่ภาคเอกชนชะลอการออก <strong>ESG Bond</strong> โดยยอดออก <strong>Green Bond</strong> ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต จากจำนวนโครงการ ESG ใหม่ที่มีให้ลงทุนลดลง แต่ Sustainability-linked Bond และ Blue Bond ขยายตัว</p>
<p>ซึ่งการที่​​<strong> Sustainability-linked Bond และ Blue Bond</strong> ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้ออกตราสารหนี้ เนื่องจากความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบของ Sustainability-linked Bond ที่ให้ผู้ออกกำหนด KPI ความยั่งยืน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>1. ภาพรวมการออก ESG Bond ในไทย ปี 2025</strong></span><br />
การออก ESG Bond ใหม่ในประเทศไทย เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในปี 2025 หลังตลาดชะลอตัวมาหลายปี โดยมียอดตราสารหนี้ออกใหม่อยู่ที่ 186,404 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) เพิ่มขึ้นจากปี ก่อน 5.7% ซึ่งอยู่ที่ 176,333 ล้านบาท</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39175 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ESG-Bond2.jpg" alt="" width="1200" height="864" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>2. การฟื้นตัวของตลาด ESG Bond มาจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจปรับทิศทางการออกพันธบัตร </strong></span></p>
<p>ภาครัฐและวิสาหกิจ​ปรับทิศทางมาออก Sustainability-linked Bond และ Sustainability Bond เพิ่มขึ้น กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ตลาด ESG Bond ในปี 2025 ฟื้นตัว<em><strong> ด้วยยอดออกใหม่รวมกันกว่า 142,434 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 24.9% ซึ่งอยู่ที่ 114,000 ล้านบาท</strong></em></p>
<p>ปี 2025 กระทรวงการคลังขยายการออกตราสารหนี้​ (Re-open) Sustainability-linked Bond รุ่น SLB406A ถึง 7 ครั้งในปีนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 111,434 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 271.4% ซึ่งอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท และเป็นการออกพันธบัตรรุ่น SLB406A ครั้งแรกเพื่อปรับโครงสร้างหนี้จากการเยียวยาผลกระทบในช่วง COVID-19</p>
<p>ด้านรัฐวิสาหกิจ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) ออกSustainability Bond เพิ่มขึ้นในปี 2025 จาก 11,000 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 20,000 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) หรือขยายตัวกว่า 81.8% เพื่อนำเงินไป Refinance สินเชื่อโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและเพื่อชำระคืนเงินทุนที่ใช้ไปในการปล่อยสินเชื่อในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมของธนาคาร</p>
<p>นอกจากนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ออก Sustainability-linked Bond 2,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการขยายและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-39176 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ESG-Bond1.jpg" alt="" width="1200" height="657" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>3. ตลาด ESG Bond ภาคเอกชนชะลอ แต่ Sustainability-linked และ Blue Bond เติบโต</strong></span></p>
<p>การออก ESG Bond ใหม่จากภาคเอกชนยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว ​<em><strong>ในปี 2025 ภาคเอกชนมียอดออก ESG Bond ใหม่อยู่ที่ 43,970 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) ลดลงจากปีก่อนถึง 29.5% ซึ่งอยู่ที่ 62,333 ล้านบาท จากการหดตัวของยอดออก  Sustainability Bond และ Social Bond</strong></em></p>
<p>ยอดออก Green Bond ของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต เนื่องจากปัจจุบันภาคเอกชนมีโครงการด้าน ESG ให้ลงทุนเพิ่มเติมค่อนข้างจำกัด ภาคเอกชนกลับมาออก Green Bond เพิ่มขึ้นกว่า 62.5% จาก 6,800 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 11,050 ล้านบาท ในปี 2025 (ณ 22 ธ.ค. 2025)</p>
<p>แต่มูลค่าการออกยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2021–2023 ซึ่งอยู่ที่ 25,805 ล้านบาท จากการที่ภาคเอกชนได้ลงทุนในโครงการด้าน ESG ไปแล้วในช่วงก่อนหน้า ทำให้ในช่วงนี้ภาคเอกชนมีโครงการลงทุนด้าน ESG เพิ่มเติมค่อนข้างจำกัด</p>
<p>การออก Sustainability-linked Bond และ Blue Bond จากภาคเอกชนเริ่มขยายตัว ในปี 2025 ภาคเอกชนหันไปออก Sustainability-linked Bond มากขึ้น จาก 15,360 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 28,800 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 87.5% โดยเงินทุนส่วนใหญ่ถูกนำไปชำระคืนหนี้ และเป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งบางโครงการเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อสัตว์น้ำ​ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน</p>
<p>​สำหรับ Blue Bond เป็นตราสารหนี้ที่ระดมทุนสำหรับโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและทางน้ำ และถือเป็นส่วนย่อยของ Green Loan ที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยรวม</p>
<p>โดย Blue Bond ​​ได้รับความสนใจมากขึ้นจากภาคเอกชนภาคพลังงานและอาหารในปีนี้ ด้วยยอดออกใหม่กว่า 4,120 ล้านบาท เพื่อนำ​เงินไปลงทุนโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และเสริมสร้างความยั่งยืนให้​กิจการ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและน้ำ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-39177 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ESG-Bond3.jpg" alt="" width="1200" height="624" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>4. แนวโน้มความสนใจต่อ Sustainability-linked Bond และ Blue Bond ที่เพิ่มขึ้นในปี 2025</strong></span><br />
<strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> มองว่า Sustainability-linked Bond ได้รับความสนใจมากขึ้นจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน จากความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบ โดยผู้ออก Sustainability-linked Bond สามารถกำหนด KPI ด้านความยั่งยืนได้ด้วยตนเอง</p>
<p>ด้าน Blue Bond ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของตลาด จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่มีสภาพคล่องต่ำและมี​​​ข้อมูลประกอบการลงทุนจำกัด เมื่อ​เทียบกับ Green Bond เนื่องจากจำนวน​ผู้ออกและตราสารยังน้อย โดยมีเพียง 4 ราย และ 7 ฉบับ นับตั้งแต่เริ่มออกครั้งแรกในปี2024 จนถึงปี 2025</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/thailand-esg-bond-2025-growth/">ESG Bond ไทย โต 5.7% เติบโตในรอบหลายปี แรงส่งจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ส่วนภาคเอกชนชะลอตัว แนวโน้ม Sustainability-linked Bond และ Blue Bond เติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง 3 ปัจจัยท้าทาย &#8216;ประเทศไทย&#8217; พิชิตเป้าหมาย Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/3-challenges-thailand-net-zero-2050/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Oct 2025 11:01:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch Center]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[PDP]]></category>
		<category><![CDATA[Stranded Assets]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[กฎระเบียบ]]></category>
		<category><![CDATA[การปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ความท้าทาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. กฤตย์ สีตะธนี]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพย์สินสูญค่าในอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ. ลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ. อากาศสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แผน​พัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37660</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศนโยบายปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ #NetZero ของประเทศไทยให้เร็วขึ้น 15 ปี จากปี 2608 (2065) เป็น 2593 (2050) โดยกำหนดให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 370 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e)ต่อปี ทั้งนี้ คาดว่าในการประชุม COP30 ที่จะถึงนี้  คาดว่าประเทศต่างๆ จะ ประกาศแผน​ลดการปล่อยคาร์บอนในช่วง 5 ปีถัดไป จนถึงปี 2578 หากนายกรัฐมนตรียืนยันเป้าหมายใหม่ดังกล่าวในการประชุม รูปแบบเศรษฐกิจของประเทศไทย จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อว่า ความสำเ​ร็จของนโยบายดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ กฎระเบียบ การบริหารจัดการสินทรัพย์สูญค่าในอนาคต และช่องว่างด้านเงินทุน 1. กฎระเบียบจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักสำคัญของภาคเอกชน  กฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ที่มีบทบาทสำคัญให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero2050 ประกอบด้วย  พระราชบัญญัติอากาศสะอาด พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับปรับปรุง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/3-challenges-thailand-net-zero-2050/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง 3 ปัจจัยท้าทาย &#8216;ประเทศไทย&#8217; พิชิตเป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศนโยบายปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ #NetZero ของประเทศไทยให้เร็วขึ้น 15 ปี จากปี 2608 (2065) เป็น 2593 (2050) โดยกำหนดให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 370 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e)ต่อปี</p>
<p><span id="more-37660"></span></p>
<p>ทั้งนี้ คาดว่าในการประชุม COP30 ที่จะถึงนี้  คาดว่าประเทศต่างๆ จะ ประกาศแผน​ลดการปล่อยคาร์บอนในช่วง 5 ปีถัดไป จนถึงปี 2578 หากนายกรัฐมนตรียืนยันเป้าหมายใหม่ดังกล่าวในการประชุม รูปแบบเศรษฐกิจของประเทศไทย จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p><b>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย </b>เชื่อว่า ความสำเ​ร็จของนโยบายดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ กฎระเบียบ การบริหารจัดการสินทรัพย์สูญค่าในอนาคต และช่องว่างด้านเงินทุน</p>
<p><strong>1. กฎระเบียบจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักสำคัญของภาคเอกชน </strong></p>
<p>กฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ที่มีบทบาทสำคัญให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero2050 ประกอบด้วย  พระราชบัญญัติอากาศสะอาด พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับปรับปรุง</p>
<p>&#8211;<strong> พ.ร.บ. อากาศสะอาด</strong> ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดมลพิษโดยรวม และได้มีการนำเสนอเข้า ครม. แล้ว โดยกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดบทลงโทษสำหรับการปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน ทั้งการปรับ จนถึงดำเนินคดีอาญา ทำให้ผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องลงทุนระบบตรวจวัดและควบคุมมลพิษ</p>
<p>&#8211; <strong>พ.ร.บ. ลดโลกร้อน</strong> เป็นกฎหมายสำคัญ ที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกำลังจัดทำเพือนำเสนอ ครม. โดยจะกำหนดกลไกทางกฎหมาย รวมถึงบทลงโทษ กองทุนเพื่อความยั่งยืน เพื่อบรรลุ Net Zero โดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือ การสร้างตลาดคาร์บอนภาคบังคับ ซึ่งจะกำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องติดตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ เพื่อลดการปล่อย และเพิ่มการซื้อขายคาร์บอนเครดิต</p>
<p>&#8211; <strong>แผน​พัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP</strong> ซึ่งประเทศไทยได้จัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ในปี 2567 โดยมีเป้าหมายให้ผลิตพลังงานหมุนเวียน 51% ภายในปี 2580</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37663 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Regulation.jpg" alt="" width="1200" height="568" /></p>
<p>ทั้งนี้  ​ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะมีการปรับปรุงแผนดังกล่าวอีกครั้ง โดยมีสาระสำคัญ​ เช่น ทยอยยุติการใช้ถ่านหินให้เร็วกว่าเดิม จากที่กำหนดไว้ในปี 2593 และไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่, การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน เพราะต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ต่ำกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ถึง 21-55% , การยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมเป็นเชื้อเพลิงไฮโดรเจน และการเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน ​</p>
<p><strong>2. ทรัพย์สินสูญค่าในอนาคต (Stranded Assets) อุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน</strong></p>
<p><strong>ทรัพย์สินสูญค่าในอนาคต</strong> หมายถึง การลงทุนที่สูญเสียมูลค่าก่อนเวลาอันควร ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ เทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม</p>
<p>โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่าน​ในภาคพลังงานและการขนส่ง ซึ่งถือเป็นแหล่งสร้างคาร์บอนไดออกไซด์หลักของประเทศ โดยมีสัดส่วนถึง 69%  (พลังงาน 49% และการขนส่ง 20%) ขณะที่การขับเคลื่อนไปสู่ Net Zero จะมีการกำหนดให้ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ภายในปี 2593  ซึ่งจะกระทบโดยตรงในทั้งสองภาคส่วน รวมทั้งยังมีสัดส่วนสินทรัพย์อีกจำนวนมากที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล</p>
<p>ทั้งนี้ จากแผน PDP​ คาดว่า ภายในปี 2580 ยังคงมีโรงไฟฟ้าฟอสซิล 48% และยังมีรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันดีเซลอยู่ถึง 97% ซึ่งภาคโลจิสติกส์ยังคงต้องพึ่งพาอยู่ โดยตามแผนที่วางไว้ให้ปี 2593 โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดต้องถูกปลดระวางหรืออาจถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น แต่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติหลายแห่งทั้งที่ดำเนินการอยู่และอยู่ระหว่างวางแผน อาจยังต้องเดินเครื่องต่อไป หลังจากปี 2593 แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นพลังงานไฮโดรเจนเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเป็นทรัพย์สินสูญค่าในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37661 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Access.jpg" alt="" width="1200" height="617" /></p>
<p>ส่วนภาคขนส่ง รถบรรทุกดีเซลรุ่นใหม่ มีอายุการใช้งานถึง 30 ปี ซึ่งนานกว่าระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านในปี 2593 รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาตรการเพื่อทยอยยุติการใช้งานหรือจำกัดจำนวนการซื้อ เพราะมูลค่าที่เหลือของรถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซลจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อใกล้ถึงกำหนดเวลาดังกล่าว</p>
<p><strong>3. ช่องว่างด้านงบประมาณในระดับสูง </strong></p>
<p>คาดว่าประเทศไทย ต้องใช้งบประมาณในการเปลี่ยนผ่าน 1.28 ล้านล้านบาทต่อปี  (ในช่วง​ปี 2566–2578 คำนวณโดยธนาคารกสิกรไทย  อ้างอิงข้อมูล UN, Swiss Re Institute, World Economic Forum, Trade Map) เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 แต่ปัจจุบันมีการใช้งบประมาณเพียง 0.24 ล้านบาทต่อปี (เครือข่ายการเงินเพื่อการรับมือโลกรวน 2018 -2023) จึงจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ในสัดส่วนและตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37662 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Green-Invest-Gap.jpg" alt="" width="1200" height="857" /></p>
<p>ประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมากจากภาครัฐเพื่อขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าเพิ่มเติม อาทิ ระบบกริด สถานีชาร์จ และระบบส่งไฟฟ้า ขณะที่ภาคเอกชนจะต้องเพิ่มการใช้ไฟฟ้าในภาคการขนส่ง และภาคการผลิต ​เช่น การใช้เตาในโรงงานเหล็กหรือปูนซีเมนต์ เป็นต้น</p>
<p>ข้อมูลโดย : <strong>ดร. กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/3-challenges-thailand-net-zero-2050/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง 3 ปัจจัยท้าทาย &#8216;ประเทศไทย&#8217; พิชิตเป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตือนผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือ EU CBAM ต้นปีหน้า ตามกระแสความยั่งยืนโลกที่ยังไม่แผ่ว แม้สหรัฐฯ เริ่มผ่อนปรน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/kresearch-advises-brace-for-eu-cbam/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Sep 2025 12:59:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Tax]]></category>
		<category><![CDATA[CBAM]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission Trading Scheme]]></category>
		<category><![CDATA[ETS]]></category>
		<category><![CDATA[EU CBAM]]></category>
		<category><![CDATA[K Research]]></category>
		<category><![CDATA[KBank]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าธรรมเนียมคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[จักรี พิศาลพฤกษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. กฤตย์ สีตะธนี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36788</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้สหภาพยุโรป (EU) จ่อเริ่มเก็บภาษีคาร์บอน (CBAM) ต้นปีหน้า คาดส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยเพิ่มมากขึ้นเป็นราว 2.8 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573 ขณะที่ประเทศไทยยังต้องรอการออกมาตรการภาคบังคับ แต่ความล่าช้าของกฎหมายอาจจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ มองอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าค่ามาตรฐานของ EU CBAM เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น แนะช่วงปี 2568 – 2573 คือหัวเลี้ยวหัวต่อ ธุรกิจที่เริ่มปรับตัวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ก่อนจะสร้างความได้เปรียบ ดร. กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ถึงแม้สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยส่งออกไปมากที่สุดในปัจจุบัน ด้วยสัดส่วนการส่งออก 17%​ จะมีการชะลอการดำเนินการเรื่องความยั่งยืน แต่ประเทศคู่ค้าสำคัญโดยเฉพาะ EU ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญลำดับ 3 ด้วยสัดส่วนส่งออก 9% จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนจากมาตรการ EU CBAM ตั้งแต่ต้นปีหน้า​ ส่งผลให้สินค้านำเข้าจากไทยต้องรับภาระต้นทุนคาร์บอน และ EU จะทยอยเพิ่มความเข้มข้นจนเต็มรูปแบบหลังปี 2577 นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จีน (ตลาดส่งออกลำดับ 2 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/kresearch-advises-brace-for-eu-cbam/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตือนผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือ EU CBAM ต้นปีหน้า ตามกระแสความยั่งยืนโลกที่ยังไม่แผ่ว แม้สหรัฐฯ เริ่มผ่อนปรน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> ชี้สหภาพยุโรป (EU) จ่อเริ่มเก็บภาษีคาร์บอน (CBAM) ต้นปีหน้า คาดส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยเพิ่มมากขึ้นเป็นราว 2.8 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573</p>
<p><span id="more-36788"></span></p>
<p>ขณะที่ประเทศไทยยังต้องรอการออกมาตรการภาคบังคับ แต่ความล่าช้าของกฎหมายอาจจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ มองอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าค่ามาตรฐานของ EU CBAM เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น แนะช่วงปี 2568 – 2573 คือหัวเลี้ยวหัวต่อ ธุรกิจที่เริ่มปรับตัวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ก่อนจะสร้างความได้เปรียบ</p>
<p><strong> ดร. กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด </strong>เปิดเผยว่า ถึงแม้สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยส่งออกไปมากที่สุดในปัจจุบัน ด้วยสัดส่วนการส่งออก 17%​ จะมีการชะลอการดำเนินการเรื่องความยั่งยืน แต่ประเทศคู่ค้าสำคัญโดยเฉพาะ EU ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญลำดับ 3 ด้วยสัดส่วนส่งออก 9% จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนจากมาตรการ EU CBAM ตั้งแต่ต้นปีหน้า​ ส่งผลให้สินค้านำเข้าจากไทยต้องรับภาระต้นทุนคาร์บอน และ EU จะทยอยเพิ่มความเข้มข้นจนเต็มรูปแบบหลังปี 2577</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จีน (ตลาดส่งออกลำดับ 2 สัดส่วน 11%) และญี่ปุ่น (ตลาดส่งออกลำดับ 4 สัดส่วน 7%) จะดำเนินมาตรการในทำนองเดียวกัน ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนเพื่อคงความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งหากท้ังจีนและญี่ปุ่น เริ่มใช้มาตรการ CBAM คาดว่าจะกระทบส่งออกไทยมูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท ​</p>
<figure id="attachment_36790" aria-describedby="caption-attachment-36790" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-36790 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Mr.-Jakree-Pisarnpruek.jpg" alt="" width="1200" height="801" /><figcaption id="caption-attachment-36790" class="wp-caption-text">คุณจักรี พิศาลพฤกษ์ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</figcaption></figure>
<p><strong>คุณจักรี พิศาลพฤกษ์ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส </strong><strong>บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</strong> กล่าวว่า โครงสร้างตลาดคาร์บอนของประเทศไทยในลักษณะภาคสมัครใจยังเป็นข้อจำกัดต่อการสร้างแรงจูงใจ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม ได้แก่ การปลดล็อคข้อกำหนดการใช้โครงข่ายไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาด เช่น เช่น Direct Power Purchase Agreement รวมถึงกฎหมายภาคบังคับมาอุดช่องว่าง โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะทำให้ประเทศไทยมี Carbon Tax และระบบ Emission Trading Scheme (ETS) อย่างไรก็ดี ความล่าช้าในการบังคับใช้ ร่าง พ.ร.บ.ฯ หลัง EU CBAM ประมาณ 2 ปี อาจทำให้ไทยเสียโอกาสนำเงินค่าธรรมเนียมคาร์บอนมาเป็นกองทุนสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศแทนการจ่ายให้กับต่างประเทศ</p>
<figure id="attachment_36791" aria-describedby="caption-attachment-36791" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-36791 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Dr.-Rujipun-Assarut.jpg" alt="" width="1200" height="801" /><figcaption id="caption-attachment-36791" class="wp-caption-text">ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</figcaption></figure>
<p><strong>ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า EU CBAM มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่ครอบคลุมมูลค่าสินค้าเพียง 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นราว 2.8 หมื่นล้านบาทภายในปี 2573 ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ประกอบการไทยจะพยายามปรับตัวโดยดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก แต่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าค่ามาตรฐานของ EU CBAM ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า อาจต้องเสียค่าปรับโดยเฉลี่ย 5 แสนบาทต่อการส่งออกสินค้า 1 ล้านบาทไปยัง EU หรือคิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 50% เลยทีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36793 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-1-1024x575.jpg" alt="" width="1024" height="575" /></p>
<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้คำแนะนำว่า ตอนนี้ผู้ประกอบการไทยมีสองทางเลือก ได้แก่ &#8216; <strong>รอ&#8217;</strong> หรือ <strong>&#8216;ลุย&#8217;</strong> คือจะรอให้กฎหมายและแรงกดดันจากต่างประเทศบังคับ หรือเริ่มและลงมือทันทีเพื่อสร้างความได้เปรียบ ลดความเสี่ยง และเตรียมรับภาษีคาร์บอน</p>
<p>โดยช่วงปี 2568 – 2573 คือหัวเลี้ยวหัวต่อ ใครเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ สิ่งสำคัญคือ การทำธุรกิจให้ &#8216;กรีนขึ้น&#8217; ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก เพียงเริ่มจากมาตรการง่ายๆ เช่น ใช้พลังงานคุ้มค่า จัดการของเสีย หรือเลือกซัพพลายเออร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็ช่วยลดต้นทุน เสริมภาพลักษณ์รวมถึงทยอยปรับตามมาตรฐานสากลอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36794 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-3.jpg" alt="" width="1200" height="671" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36795 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-4.jpg" alt="" width="1200" height="662" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36796 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-5.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36792 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-6.jpg" alt="" width="1200" height="666" /></p>
<p><iframe loading="lazy" title="Special Topic “ธุรกิจไทยยังต้องเตรียมพร้อมกับภาษี Carbon อีกหรือไม่?”" src="https://www.youtube.com/embed/22Ugi8T7U1c" width="932" height="522" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/kresearch-advises-brace-for-eu-cbam/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตือนผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือ EU CBAM ต้นปีหน้า ตามกระแสความยั่งยืนโลกที่ยังไม่แผ่ว แม้สหรัฐฯ เริ่มผ่อนปรน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปี 2024 โลก​ปล่อย CO2 แตะระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน​ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดนโยบายทรัมป์ และ​​ Geopolitics ​กระทบแผนลดคาร์บอนโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/03/kresearch-reports-worldwide-carbon-emissions-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Mar 2025 15:06:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[carbon emissions]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[CO2]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Donald Trump]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitics]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[Kasikorn]]></category>
		<category><![CDATA[Kasikorn Research Center]]></category>
		<category><![CDATA[Kasikornthai]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[Land-Use Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[กสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การปล่อย CO2]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายทรัมป์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32398</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ​การปล่อย CO2 ทั่วโลกในปี 204 ​​เพิ่มขึ้น 0.8% อยู่ที่ระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน  โดยมีที่มาจากปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ถ่านหิน และ ​การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) เป็นสำคัญ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียม ต้นเหตุหลักการปล่อย CO2 โลก เชื้อเพลิงฟอสซิลมีผลต่อการปล่อย CO2 มากที่สุด โดยในปี 2024 การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกปล่อย CO2 รวม 3.74 หมื่นล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.8% จากปีก่อน ถึงแม้อัตราการขยายตัวจะชะลอลงเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา แต่ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียมที่ขยายตัว 2.4% และ 0.9% ตามลำดับ ทำให้ปริมาณการปล่อย CO2 แตะระดับสูงสุด การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินเป็นอีกปัจจัยหลักของการปล่อย CO2 การปล่อย CO2 จากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) ยังคงอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/kresearch-reports-worldwide-carbon-emissions-2024/">ปี 2024 โลก​ปล่อย CO2 แตะระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน​ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดนโยบายทรัมป์ และ​​ Geopolitics ​กระทบแผนลดคาร์บอนโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไท</strong>ย ระบุว่า ​การปล่อย CO<sub>2</sub> ทั่วโลกในปี 204 ​​เพิ่มขึ้น 0.8% อยู่ที่ระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน  โดยมีที่มาจากปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ถ่านหิน และ ​การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) เป็นสำคัญ</p>
<p><span id="more-32398"></span><br />
<strong>ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียม ต้นเหตุหลักการปล่อย CO<sub>2</sub> โลก</strong></p>
<p>เชื้อเพลิงฟอสซิลมีผลต่อการปล่อย CO<sub>2</sub> มากที่สุด โดยในปี 2024 การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกปล่อย CO<sub>2</sub> รวม 3.74 หมื่นล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.8% จากปีก่อน ถึงแม้อัตราการขยายตัวจะชะลอลงเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา แต่ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียมที่ขยายตัว 2.4% และ 0.9% ตามลำดับ ทำให้ปริมาณการปล่อย CO<sub>2</sub> แตะระดับสูงสุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32399 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/1.jpg" alt="" width="1200" height="546" /></p>
<p><strong>การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินเป็นอีกปัจจัยหลักของการปล่อย CO<sub>2</sub></strong></p>
<p>การปล่อย CO<sub>2</sub> จากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) ยังคงอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ที่ 4.2 พันล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 0.5 พันล้านตัน แต่ถือว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (-20%) โดยเป็นผลจากการชะลออัตราการตัดไม้ทำลายป่า การปลูกป่าใหม่ และการปลูกป่าทดแทน</p>
<p>บราซิล อินโดนีเซีย และคองโก เป็น 3 ประเทศที่ปล่อย Land-Use Emission มากที่สุด โดยมีสาเหตุจากการตัดไม้เพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ทำฟาร์มปศุสัตว์ ปลูกถั่วเหลือง และปลูกปาล์มน้ำมัน อย่างไรก็ดี การควบคุมการตัดไม้ผิดกฎหมาย นโยบายการอนุรักษ์ป่า และการลดการพึ่งพาการเผาป่าใหม่เพื่อทำเกษตรกรรม ทำให้ปริมาณการปล่อย CO<sub>2</sub> ลดลงแล้วเมื่อเทียบกับอดีต</p>
<p>ปลายปีน่าจะเห็นทิศทางการผลักดันการลดการปล่อย CO<sub>2</sub> จาก Land-Use มากขึ้น โดยเฉพาะจากมาตรการ EU Deforestation Regulation (EUDR) ที่จะเริ่มบังคับใช้ปลายปี และผลที่จะเกิดจากการประชุม COP30 ที่จะจัดขึ้นช่วงปลายปีนี้ น่าจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการผลักดันการลดการปล่อย CO<sub>2</sub> และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ผ่านการปรับปรุงแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDCs) โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งเจ้าภาพบราซิลเป็นหนี่งในประเทศที่ปล่อย CO<sub>2</sub> จากแหล่งดังกล่าวมากที่สุดและได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุดประเทศหนึ่งเช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32400 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/2.jpg" alt="" width="1200" height="577" /></p>
<p><strong>CO<sub>2</sub> ในบรรยากาศเข้มข้นขึ้นมีส่วนจากทั้งการปล่อยมากขึ้น และการดูดกลับที่แย่ลง</strong></p>
<p>การดูดกลับคาร์บอนที่ไม่มากพอ ร่วมกับการปล่อย CO<sub>2</sub> ที่มากขึ้น และปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ยิ่งทำให้ความเข้มข้นของ CO<sub>2</sub> ในบรรยากาศมากขึ้น โดยอยู่ในระดับ 424.6 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ในปี 2024 เพิ่มขึ้น 3.5 ppm จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 52% จากระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (280 ppm ในปี 1750)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32401 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/3.jpg" alt="" width="1200" height="758" /></p>
<p>นอกจากนี้ สภาวะเอลนีโญก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ CO<sub>2</sub> คงเหลืออยู่ในบรรยากาศสูงมาก นอกเหนือจากปริมาณป่าไม้ที่ลดลง โดยเอลนีโญเป็นทั้งต้นเหตุของปัญหา ได้แก่ การเกิดไฟป่ารุนแรงในอเมริกาใต้และแคนาดาที่มีสาเหตุมาจากภัยแล้งที่ยาวนานจากสภาวะเอลนีโญ และยังเป็นต้นเหตุของความสามารถในการดูดกลับ CO<sub>2</sub> ออกจากบรรยากาศแย่ลงอีกด้วย จากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของดินและมหาสมุทรโดยเฉลี่ยที่ทำให้การดูดซับ CO<sub>2</sub> เกิดขึ้นได้น้อยลง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการปล่อย CO<sub>2</sub> ไม่ลดลง ถึงแม้จะมีการดำเนินมาตรการมากมาย</p>
<p>ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีความพยายามจากหลายประเทศในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่การปล่อย CO<sub>2</sub> ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งการใช้พลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านมาได้</p>
<p>เพื่อลดโลกร้อน การปล่อย CO<sub>2</sub> ต้องลดลงเฉลี่ย 3.9% ต่อปี จนถึงปี 2050 เพื่อบรรลุ Net Zero โดยมีหลายมาตรการระหว่างประเทศที่พยายามช่วยลดผลกระทบดังกล่าว เช่น กฎหมายปราศจากการทำลายป่า (EUDR) มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของ (CBAM) ของสหภาพยุโรป เป็นต้น</p>
<p><strong>สหรัฐฯ และปัญหา Geopolitics อาจเป็นอีกตัวการทำให้การปล่อย CO<sub>2</sub> โลกสูงขึ้น</strong></p>
<p>การไม่ให้ความสำคัญต่อการลด CO<sub>2</sub> ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะทำให้การปล่อย CO<sub>2</sub> โลกสูงขึ้นอีก ถึงแม้จะมีความพยายามจากประเทศอื่นๆ มาช่วยอาจจะไม่เพียงพออิทธิพลของการสนับสนุนอุตสาหกรรมฟอสซิล การลดกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม การขัดขวางข้อตกลงด้านสภาพอากาศของสหรัฐฯ ต่อประเทศอื่นๆ ที่กำลังพยายามลด CO<sub>2</sub> ให้หันไปใช้พลังงานฟอสซิลอีกครั้ง</p>
<p>ในปี 2024 ยังเห็นภาพของการลดความสำคัญต่อการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมจากภาคการเงินในสหรัฐฯ จากการถอนตัวจาก Net Zero Banking Alliance (NZBA)  ซึ่งเป็นพันธมิตรระดับโลกที่มุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยเป็นผลจากอิทธิพลทางการเมืองและนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ</p>
<p>ขณะเดียวกัน บริษัทน้ำมันรายใหญ่ก็มีการปรับกลยุทธ์โดยเพิ่มการลงทุนในธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แทนที่จะเดินหน้าลงทุนในพลังงานสะอาดอย่างเต็มที่เช่นกัน เช่น การลดงบประมาณประจำปีสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Net Zero จาก 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือสูงสุด 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ของ BP  รวมถึงการขยายการผลิตน้ำมันของ ExxonMobil และ Chevron ก่อนหน้านี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32402" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/Kresearch-CO2.jpg" alt="" width="720" height="900" /></p>
<p>ในระดับประเทศ ประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) อาจทำให้หลายประเทศยุติการให้ความร่วมมือต่อความสำคัญกับการลด CO<sub>2</sub> ได้ในระยะสั้น โดยอาจเกิดการชะลอการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และหันกลับไปใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานหรือลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าเนื่องจากปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจ</p>
<p>อย่างไรก็ดี การเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานใหม่ กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ เช่น EUDR CBAM รวมถึงเป้าหมายการเป็น Net Zero ระดับองค์กร และระดับประเทศ จะมีส่วนทำให้ CO<sub>2 </sub>จะลดลงได้ในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/kresearch-reports-worldwide-carbon-emissions-2024/">ปี 2024 โลก​ปล่อย CO2 แตะระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน​ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดนโยบายทรัมป์ และ​​ Geopolitics ​กระทบแผนลดคาร์บอนโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่องนโยบายด้านความยั่งยืนของงานประชุม COP29</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/11/kresearch-point-to-sustainability-issue-in-cop29/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Nov 2024 13:01:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Finance Action Fund]]></category>
		<category><![CDATA[COP29]]></category>
		<category><![CDATA[Global Stocktake]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[NCQG]]></category>
		<category><![CDATA[NDC]]></category>
		<category><![CDATA[NDC3.0]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จักรี พิศาลพฤกษ์]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายด้านความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายทางการเงิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=30122</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประชุม COP29 จะจัดขึ้นในเมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 11 – 22 พฤศจิกายน 2567 โดยมีภาคีสมาชิกจำนวน 198 ภาคีเข้าร่วมประชุม ประเทศต่างๆ จะมีการอัพเดทแผน NDC ฉบับใหม่ พร้อมทั้งพิจารณาเป้าหมายทางการเงินใหม่ (NCQG) และข้อผลักดันอื่น ๆ ของประเทศเจ้าภาพเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงิน และมาตรฐานในการช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ประเทศไทยจะนำแผน NDC ใหม่ (NDC3.0) สำหรับการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในช่วงก่อนปี 2035 และผลการดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา เช่น พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 รวมถึงกลไกการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศไปเสนอที่ประชุม จาก COP28 มาเป็น COP29 ในการประชุมครั้งนี้ จะมีการผลักดันในประเด็นที่ต่อเนื่องจากการประชุม COP28 และครั้งก่อนๆ เช่น ยกระดับเป้าหมาย Nationally Determined Contributions (NDCs) ให้เป็น NDC 3.0 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/kresearch-point-to-sustainability-issue-in-cop29/">ส่องนโยบายด้านความยั่งยืนของงานประชุม COP29</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การประชุม COP29 จะจัดขึ้นในเมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 11 – 22 พฤศจิกายน 2567 โดยมีภาคีสมาชิกจำนวน 198 ภาคีเข้าร่วมประชุม</p>
<p><span id="more-30122"></span></p>
<p>ประเทศต่างๆ จะมีการอัพเดทแผน NDC ฉบับใหม่ พร้อมทั้งพิจารณาเป้าหมายทางการเงินใหม่ (NCQG) และข้อผลักดันอื่น ๆ ของประเทศเจ้าภาพเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงิน และมาตรฐานในการช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบ</p>
<p>ขณะที่ประเทศไทยจะนำแผน NDC ใหม่ (NDC3.0) สำหรับการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในช่วงก่อนปี 2035 และผลการดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา เช่น พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 รวมถึงกลไกการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศไปเสนอที่ประชุม</p>
<p><strong><u>จาก </u></strong><strong><u>COP28 </u></strong><strong><u>มาเป็น </u></strong><strong><u>COP29</u></strong></p>
<p><strong>ในการประชุมครั้งนี้ จะมีการผลักดันในประเด็นที่ต่อเนื่องจากการประชุม</strong><strong> COP28</strong><strong> และครั้งก่อนๆ</strong> เช่น ยกระดับเป้าหมาย Nationally Determined Contributions (NDCs) ให้เป็น NDC 3.0 เพื่อให้ยังคงอยู่ภายใต้แนวทาง 1.5 องศาเซลเซียส โดยกำหนดแผนงานการดำเนินการของประเทศจนถึงปี 2035 เช่น</p>
<p>&#8211; รายงานผลการประเมินสถานการณ์ดำเนินงานระดับโลก <strong>(</strong><strong>Global Stocktake: GST)</strong></p>
<p>&#8211; เป้าหมายระดับโลกด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง <strong>(</strong><strong>Global Goal on Adaptation: GGA)</strong></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาข้อกำหนดของกลไกคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานตาม Core Carbon Principles ในกรณีการวัดการนับซ้ำ (Double-Counting) ที่กลไกของ Article 6.4 ตามข้อตกลงปารีสที่ยังไม่ครอบคลุม</p>
<p><strong>แต่ที่สำคัญคาดว่าจะ</strong><strong>กำหนดเป้าหมายทางการเงินใหม่ (</strong><strong>New Collective Quantified Goal on Climate Finance: NCQG) </strong><strong>ประมาณ 1.1 – 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong> เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายความตกลงปารีส และให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศเหล่านั้น จากเป้าหมายเดิมที่กำหนดเพียงจำนวน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี</p>
<p><strong>โดยเ</strong><strong>ริ่มกองทุนใหม่ ได้แก่ </strong><strong>Climate Finance Action Fund (CFAF)</strong> ซึ่งจะพิจารณาจัดสรรเงินทุนจากประเทศผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อนำไปช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบ และ <strong>the Baku Initiative for Climate Finance Investment and Trade (BICFIT)</strong> เพื่อเชื่อมโยงความช่วยเหลือทางการเงินเข้ากับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศต่างๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30125 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/1.jpg" alt="" width="1200" height="632" /></p>
<p><strong><u>ประเด็นผลักดันในการประชุม</u></strong><strong><u> COP29</u></strong></p>
<p><strong>การประชุม</strong><strong> COP29 </strong><strong>ครั้งนี้ ประธานการประชุม</strong><strong> H.E. Mukhtar Babayev </strong><strong>จะผลักดันอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ไฮโดรเจน การจัดการขยะและของเสีย และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว</strong> ให้มีบทบาทด้านการช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น</p>
<p><strong><u>การดำเนินการของประเทศไทย</u></strong></p>
<p><strong>ขณะที่การดำเนินงานในประเทศไทย จะนำผลการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 3 (</strong><strong>Thailand Climate Action Conference: TCAC </strong><strong>2024) ไปนำเสนอในการประชุม </strong>ในฐานะที่เคยประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30124 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/THAI-COP29.jpg" alt="" width="1200" height="848" /></p>
<p><strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าผลของการผลักดันการดำเนินด้านสิ่งแวดล้อมคงจะมาจากการปรับตัวของ</strong><strong>บริษัทขนาดใหญ่ที่จะส่งผลไปสู่บริษัทขนาดเล็ก รวมถึง </strong><strong>SMEs </strong><strong>ที่จะเป็นความเสี่ยงให้ต้องเร่งปรับตัวตาม </strong>ทั้งนี้ การประชุม COP29 คงจะส่งผลให้ทิศทางของทุกภาคส่วนเปลี่ยนไปมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดที่จะมีการผลักดันการใช้พลังงานไฮโดรเจน และประเด็นการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้รับการผลักดันในระดับภูมิภาคอาเซียน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30126 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/K-Research-Cop.jpg" alt="" width="571" height="571" /></p>
<p>ข้อมูล : <strong>จักรี พิศาลพฤกษ์ </strong>เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/kresearch-point-to-sustainability-issue-in-cop29/">ส่องนโยบายด้านความยั่งยืนของงานประชุม COP29</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสิกรตั้ง Creative Climate Research Center ดึงผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เสริมทีมการเงิน เร่งโซลูชั่นปลี่ยนผ่าน ขยา​ย Carbon Ecosystem ประเทศไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/07/kbank-establish-creative-climate-research-center/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jul 2024 09:23:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Research Center]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Solutions Provider]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[KBank]]></category>
		<category><![CDATA[KOP50]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO CEO]]></category>
		<category><![CDATA[Network]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[กสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธ เอนกนิธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27718</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคารกสิกรไทย ตั้ง Creative Climate Research Center แพลตฟอร์มมอบ​องค์ความรู้ พร้อมสร้าง Community หนุนภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านรับ Climate Game พร้อมเติมผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเสริมทีม เร่งขยายความสมบูรณ์ Carbon Ecosystem ประเทศไทย คุณพิพิธ เอนกนิธิ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย​ (KBank) เปิดเผยว่า ธนาคารมุ่งเติมเต็ม Carbon Ecosystem ในประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์มาก​ขึ้น เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน​สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามกรอบ ESG ​ท้ังรูปแบบของการให้สินเชื่อ และเงินลงทุนผ่าน​ Green Finance ​ที่คาดว่าภายในปีนี้จะสามารถสนับสนุนได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท ​ควบคู่ไปกับ​การพัฒนา Climate Solutions  เพื่อเพิ่มแนวทางและเครื่องมือให้ความ​ช่วยเหลือ​มากกว่าแค่เครื่องมือทางการเงิน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์​ในการเป็น ธนาคารแห่งความยั่งยืน หรือ Bank of Sustainability  &#8220;ธนาคาร​ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือภาคธุรกิจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันยุค Climate Game ที่มิติ​ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทสำคัญ​มากขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดตัว Creative Climate Research [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/kbank-establish-creative-climate-research-center/">กสิกรตั้ง Creative Climate Research Center ดึงผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เสริมทีมการเงิน เร่งโซลูชั่นปลี่ยนผ่าน ขยา​ย Carbon Ecosystem ประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคารกสิกรไทย ตั้ง <strong>Creative</strong> <strong>Climate Research Center </strong>แพลตฟอร์มมอบ​องค์ความรู้ พร้อมสร้าง Community หนุนภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านรับ Climate Game พร้อมเติมผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเสริมทีม เร่งขยายความสมบูรณ์ Carbon Ecosystem ประเทศไทย</p>
<p><span id="more-27718"></span></p>
<p><strong>คุณพิพิธ เอนกนิธิ</strong> ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย​ (KBank) เปิดเผยว่า ธนาคารมุ่งเติมเต็ม Carbon Ecosystem ในประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์มาก​ขึ้น เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน​สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามกรอบ ESG ​ท้ังรูปแบบของการให้สินเชื่อ และเงินลงทุนผ่าน​ Green Finance ​ที่คาดว่าภายในปีนี้จะสามารถสนับสนุนได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท ​ควบคู่ไปกับ​การพัฒนา Climate Solutions  เพื่อเพิ่มแนวทางและเครื่องมือให้ความ​ช่วยเหลือ​มากกว่าแค่เครื่องมือทางการเงิน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์​ในการเป็น<strong> ธนาคารแห่งความยั่งยืน</strong> หรือ <strong>Bank of Sustainability </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27720 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/KBank.jpg" alt="" width="1200" height="678" /></p>
<p><em>&#8220;ธนาคาร​ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือภาคธุรกิจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันยุค Climate Game ที่มิติ​ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทสำคัญ​มากขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดตัว <strong>Creative Climate Research Center</strong> เพื่อเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมองค์ความรู้​ด้าน Climate Solutions เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับภาคธุรกิจและผู้สนใจทั่วไปเกี่ยวกับปัญหาที่เชื่อมโยงกับเรื่องของสภาพภูมิอากาศ ​โดยเป็นการทำงานร่วมกันของธนาคาร และศูนย์วิจัยกสิกรไทย​ (KResearch) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในภาคธุรกิจต่างๆ <strong>ซึ่งในอนาคตนอกจากผู้เชี่ยวชาญในมิติของนักเศรษฐศาสตร์แล้ว ธนาคารจะมีทั้งผู้เชี่ยวชาญในสาขาเคมี รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มาเข้าร่วมทีม เพื่อสามารถเติมเต็ม Carbon Ecosystem ได้อย่างสมบูรณ์</strong> รวมไปถึงการ​ทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกที่มุ่งขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก​ (TGO)​​ หรือ​เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCCN) เพื่อศึกษาวิจัยองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ&#8221;​</em></p>
<p><strong>ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์</strong> รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ความต้องการของภาคธุรกิจ มีมากกว่าแค่วงเงินสินเชื่อ หรืออัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่ต้องการโซลูชัน ต้องการองค์ความรู้ หรือการมี Community ที่มุ่งขับเคลื่อนในเรื่องเดียวกัน เพื่อเป็นที่ปรึกษาหรือให้คำแนะนำที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นด้านกลยุทธ์ในการเปลี่ยนผ่าน หรือมี Solutions Provider เพื่อ​แนะนำเครื่องมือหรือเทคโนโลยี​ที่น่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ ซึ่งบทบาทของ Creative Climate Research Center ที่เป็นทั้งแพลตฟอร์มให้ความรู้ ยังมุ่งสร้าง Community ที่แข็งแรง ผ่านการเปิดคอร์สอบรมเพื่อขยายเครือข่ายการขับเคลื่อน Climate Soluitons ไปสู่วงกว้างมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27719 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/Dr-Krint3.jpg" alt="" width="1200" height="662" /></p>
<p>ทั้งนี้ ปัจจุบันการจัดตั้ง Creative Climate Research Center  อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุญาตพร้อมขับเคลื่อนอย่างจริงจังได้ภายในไม่เกินสิ้นปีนี้ ​โดยระหว่างนี้ ทางธนาคารได้นำร่องความร่วมมือศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของประเทศไทย (<strong>T-VER</strong>)  ​ร่วมกับทาง TGO และ KResearch พร้อมทั้ง​ภาคธุรกิจที่เป็น Key Playersในการขับเคลื่อนเรื่องคาร์บอนเครดิต​สำหรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อ​ได้ข้อมูลที่เจาะลึก ​น่าเชื่อถือ และเป็นผลการศึกษาที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเตรียมจัดคอร์ส <strong>NET ZERO CEO</strong> ร่วมกับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคอร์สระยะสั้นราว 4 เดือน ที่เตรียมเปิดอบรมในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเป็นการขยายเครือข่ายให้กว้างและแข็งแรงยิ่งขึ้น</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนเพื่อเติมเต็มระบบนิเวศในมิติต่างๆ ​ตอกย้ำถึงการเป็น Climate Solutions Providers ของธนาคารได้เป็นอย่างดี ​​เนื่องจาก การช่วยเหลือธุรกิจแค่เรื่องเงินอาจยังไม่เพียงพอในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องมาพร้อมโซลูชั่น เหมือนเราให้เงินคนไปซื้อเพชร แต่ถ้าคนซื้อไม่มีความรู้เรื่องเพชร ก็อาจทำให้ได้เพชรด้อยคุณภาพ หรืออาจเป็นของปลอม ดังนั้น องค์ความรู้และเครือข่ายจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางหรือเล็ก ที่ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านต่างๆ อาจไม่มากเท่าผู้ประกอบการรายใหญ่&#8221;​ ​​</em></p>
<p>ทั้งนี้​ ​ <strong>Creative Climate Research Center</strong> จะจัดตั้งขึ้นภายใต้บริษัทลูกของธนาคารที่ชื่อว่า <strong>KOP50</strong> (ค็อปฟิฟตี้)​ ซึ่งเป็นรูปแบบบริษัทโฮลดิ้งของธนาคารที่ดูแลด้าน <strong>ESG Solutions </strong>โดยเฉพาะ ปัจจุบันมี 3 ​บริษัท ประกอบด้วย <strong>K Energy Plus</strong> ดูแลธุรกิจในกลุ่มพลังงานสะอาด เ บริษัท<strong> K Climate1.5</strong> ​ดูแลงานด้าน Carbon Credit Solutions ทั้ง​การให้คำปรึกษาในการเปลี่ยนผ่าน, การพัฒนาเครื่องมือในการประเมินวัดผล หรือรายงานต่างๆ ​และ <strong>Creative Climate Research Center</strong> เป็นบริษัทที่ 3 ที่เน้นการพัฒนาองค์ความรู้ พร้อมสื่อสารต่อสาธารณะ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งการจัดอบรมเพื่อเสริมความแข็งแรงทั้งในมิติของ Knowledge และ Network รวมทั้งช่วยต่อจิ๊กซอว์ภารกิจของธนาคารในการเติมเต็ม Carbon Ecosystem ด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/kbank-establish-creative-climate-research-center/">กสิกรตั้ง Creative Climate Research Center ดึงผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เสริมทีมการเงิน เร่งโซลูชั่นปลี่ยนผ่าน ขยา​ย Carbon Ecosystem ประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอลิมปิก ปารีส 2024 ​เป็น Carbon Neutral ครั้งแรกของโลก พร้อมตั้งงบ 11.3 ล้านยูโร ​ชดเชยคาร์บอนเครดิต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/07/first-carbon-neutral-olympic-paris-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jul 2024 03:42:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral Event]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Emission]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[Paris 2024]]></category>
		<category><![CDATA[การปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โอลิมปิกปารีส 2024]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27614</guid>

					<description><![CDATA[<p>การแข่งขันโอลิมปิก ปารีส 2024 ในปีนี้ ได้ตั้งเป้า​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจากค่าเฉลี่ยในการแข่งขัน 3 ครั้งที่ผ่านมาราว ​50%  และชดเชยการปลดปล่อยส่วนที่เหลือด้วยคาร์บอนเครดิต ภายใต้งบรวมกว่า 11.3 ล้านยูโร ​เพื่อเป็นการจัดโอลิมปิกที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนเป็นครั้งแรกของโลก ทั้งนี้ ​ได้ดำเนินการเพื่อให้การจัดการแข่งขันครั้งนี้​มุ่งสู่การเป็น Carbon Neutral ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ การลด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) 1.  ลดการปล่อย GHG โดย Paris 2024 จะลดการปล่อย GHG 50% ของปริมาณการปล่อย GHG เฉลี่ยของการจัดงาน London 2012 และ Rio de Janeiro 2016 หรือตั้งเป้าลดการสร้าง Emission ตลอดเกมการแข่งขันให้ไม่เกิน​ 1.75 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2eq)  และเป็นระดับที่น้อยกว่าการปล่อย GHG จากงาน Tokyo 2021 (1.9 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/first-carbon-neutral-olympic-paris-2024/">โอลิมปิก ปารีส 2024 ​เป็น Carbon Neutral ครั้งแรกของโลก พร้อมตั้งงบ 11.3 ล้านยูโร ​ชดเชยคาร์บอนเครดิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">การแข่งขันโอลิมปิก ปารีส 2024 ในปีนี้ ได้ตั้งเป้า​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจากค่าเฉลี่ยในการแข่งขัน 3 ครั้งที่ผ่านมาราว ​50%  และชดเชยการปลดปล่อยส่วนที่เหลือด้วยคาร์บอนเครดิต ภายใต้งบรวมกว่า 11.3 ล้านยูโร ​เพื่อเป็นการจัดโอลิมปิกที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนเป็นครั้งแรกของโลก</span></p>
<p><span id="more-27614"></span></p>
<p>ทั้งนี้ ​ได้ดำเนินการเพื่อให้การจัดการแข่งขันครั้งนี้​มุ่งสู่การเป็น Carbon Neutral ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ การลด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>1.  ลดการปล่อย GHG</strong><br />
โดย Paris 2024 จะลดการปล่อย GHG 50% ของปริมาณการปล่อย GHG เฉลี่ยของการจัดงาน London 2012 และ Rio de Janeiro 2016 หรือตั้งเป้าลดการสร้าง Emission ตลอดเกมการแข่งขันให้ไม่เกิน​ 1.75 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2eq)  และเป็นระดับที่น้อยกว่าการปล่อย GHG จากงาน Tokyo 2021 (1.9 ล้านตัน) ที่เป็นการจัดงานในช่วงล็อคดาวน์ซึ่งไม่เปิดให้ผู้ชมเข้างาน<br />
</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ 1 ใน 3 ของ GHG จะมาจากการเดินทางของผู้ชม และในส่วนที่เหลือจากการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ เช่น</span></p>
<p>&#8211; อาคารและสิ่งปลูกสร้าง: เน้นการใช้สิ่งปลูกสร้างเดิม ควบคู่ไปกับวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">&#8211; ไฟฟ้า: ใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์ และลม เป็นหลัก</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">&#8211; การจัดการขยะอาหาร: ที่เน้นใช้วัตถุดิบประเภท Plant-based และลดการใช้อุปกรณ์ประเภทพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">&#8211; การขนส่งภายในประเทศ: ผ่านเครือข่ายการขนส่งด้วยรถสาธารณะ เส้นทางรถจักรยาน และรถยนต์พลังงานหมุนเวียน ได้แก่ ไฟฟ้า และไฮโดรเจนสีเขียว</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><br />
<strong>2. การชดเชยด้วยโครงการคาร์บอนเครดิต</strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">นอกจากนี้ Paris 2024 มีแผนชดเชยปริมาณการปล่อย GHG ให้ได้มากที่สุด โดยใช้คาร์บอนเครดิตอย่างน้อยจำนวน 1.46 ล้าน tCO2eq ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการประเภทป่าไม้ในฝรั่งเศส 4 โครงการ จำนวน 14,500 tCO2eq ใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 11.3 ล้านยูโร จากการซื้อและพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตในมาตรฐาน Gold Standard และ VCS ในหลายประเทศ </span>โดยเฉพาะในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร เนื่องจากจะเป็นกลุ่มประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูง ได้แก่ ไนจีเรีย คองโก เคนยา รวันดา เซเนกัล กัวเตมาลา และเวียดนาม</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย </strong>มองว่า การจัดงาน Event ในรูปแบบ Carbon Neutral ผ่านการลดและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีแนวโน้มได้รับการปฏิบัติเป็นปกติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในงาน Event ระดับใหญ่ๆ เช่น โอลิมปิกปารีส 2024 ครั้งนี้ รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024 ที่ลดการปล่อย GHG เหลือเพียง 0.01%  ขณะที่​ภาคเอกชนไทยก็มีการจัด Carbon Neutral Event ในรูปแบบสมัครใจจำนวน 253 งาน คิดเป็นการชดเชยคาร์บอนเครดิตจำนวน 47,589 ตันคาร์บอน</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ ในอนาคตการดำเนินการดังกล่าวอาจมีความเข้มงวดมากขึ้นและมีแนวโน้มเป็นมาตรการภาคบังคับ ซึ่งธุรกิจที่ยังคงปล่อย GHG ในระดับสูง คงต้องพิจารณาหาช่องทางเพื่อลด และชดเชยการปล่อย GHG ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/first-carbon-neutral-olympic-paris-2024/">โอลิมปิก ปารีส 2024 ​เป็น Carbon Neutral ครั้งแรกของโลก พร้อมตั้งงบ 11.3 ล้านยูโร ​ชดเชยคาร์บอนเครดิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ &#8216;Carbon = Currency&#8217; KBank ผนึก TGO ​ยกระดับ Carbon Ecosystem ประเทศไทย พร้อมเร่งพัฒนา Climate Solutions ​นำร่องโครงการศึกษา T-VER รอบด้าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/07/the-2024-thailands-voluntary-carbon-market/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Jul 2024 12:11:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Market]]></category>
		<category><![CDATA[Crediting Mechanism]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[KBank]]></category>
		<category><![CDATA[KBank x TGO]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[Premium T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TCNN]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[The 2024 Thailand’s Voluntary Carbon Market]]></category>
		<category><![CDATA[กสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธ เอนกนิธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27592</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยและศูนย์วิจัยกสิกรไทย ร่วมอัพเดทสถานการณ์ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย พร้อมแนวโน้มตลาดในอนาคต ผ่านงานวิจัย “The 2024 Thailand’s Voluntary Carbon Market” ​​จากการสำรวจโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม &#8211; มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยได้จัดส่งแบบสำรวจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านตลาดคาร์บอน เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ พร้อมจัดทำรายงานผลการสำรวจครั้งนี้ เพื่อศึกษาตลาดคาร์บอน พร้อมสำรวจพฤติกรรมจากภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งติดตามสถานการณ์​ภายใน Carbon Ecosystem ภาคสมัครใจของตลาดคาร์บอนประเทศไทย ทั้งการกลุ่มผู้ซื้อ กลุ่มผู้ขาย วัตถุประสงค์ในการซื้อ รวมทั้งลักษณะโครงการ T-VER ที่เป็นที่​ต้องการของตลาด และโครงสร้างราคาคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย พร้อมท้ัง​วิเคราะห์และประเมินทิศทาง​ตลาดคาร์บอนประเทศไทยในอนาคต เพื่อสร้างการรับรู้และเผยแพร่ข้อมูลสำหรับการพัฒนาเพื่อสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อไป โดยผลวิจัยชี้ว่า ผู้เล่นหน้าใหม่ต้องการความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต และการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตให้เทียบเท่าระดับสากล ส่วนกลุ่ม SMEs ต้องการทั้งความรู้และเงินทุน โดยจะมีการนำข้อมูลจากงานวิจัยนี้ ​ประกอบการพิจารณา เสนอแนะนโยบายส่งเสริมและผลักดันการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย ดร. ณัฐริกา วายุภาพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/the-2024-thailands-voluntary-carbon-market/">เมื่อ &#8216;Carbon = Currency&#8217; KBank ผนึก TGO ​ยกระดับ Carbon Ecosystem ประเทศไทย พร้อมเร่งพัฒนา Climate Solutions ​นำร่องโครงการศึกษา T-VER รอบด้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (</em><em>TGO) </em><em>เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (</em></strong><em><strong>TCNN)</strong> </em><em><strong>ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยและศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> ร่วมอัพเดทสถานการณ์ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย</em></p>
<p><span id="more-27592"></span></p>
<p><em> พร้อมแนวโน้มตลาดในอนาคต ผ่านงานวิจัย “</em><strong><em>The </em><em>2024 </em></strong><em><strong>Thailand’s Voluntary Carbon Market</strong>” </em>​​จากการสำรวจโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม &#8211; มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา</p>
<p>โดยได้จัดส่งแบบสำรวจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านตลาดคาร์บอน เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ พร้อมจัดทำรายงานผลการสำรวจครั้งนี้ เพื่อศึกษาตลาดคาร์บอน พร้อมสำรวจพฤติกรรมจากภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งติดตามสถานการณ์​ภายใน Carbon Ecosystem ภาคสมัครใจของตลาดคาร์บอนประเทศไทย ทั้งการกลุ่มผู้ซื้อ กลุ่มผู้ขาย วัตถุประสงค์ในการซื้อ รวมทั้งลักษณะโครงการ T-VER ที่เป็นที่​ต้องการของตลาด และโครงสร้างราคาคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย พร้อมท้ัง​วิเคราะห์และประเมินทิศทาง​ตลาดคาร์บอนประเทศไทยในอนาคต เพื่อสร้างการรับรู้และเผยแพร่ข้อมูลสำหรับการพัฒนาเพื่อสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อไป</p>
<p><em>โดยผลวิจัยชี้ว่า ผู้เล่นหน้าใหม่ต้องการความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต และการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตให้เทียบเท่าระดับสากล ส่วนกลุ่ม </em><em>SMEs </em><em>ต้องการทั้งความรู้และเงินทุน </em>โดยจะมีการนำข้อมูลจากงานวิจัยนี้ ​ประกอบการพิจารณา เสนอแนะนโยบายส่งเสริมและผลักดันการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27595 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/TGO-2.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em><strong>ดร. ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน</strong> รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก รักษาการผู้อำนวยการ  </em>TGO กล่าวว่า TGO ได้เริ่มพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER​ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.​ 2557 <strong>จนถึงปัจจุบันสามารถรับรองคาร์บอนเครดิต ตามมาตรฐาน T-VER ได้แล้วกว่า <em> 19.53 </em>ล้านตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า <em>(MtCO</em><em><sub>2</sub></em></strong><em><strong>eq) </strong></em><em><strong>จากโครงการ T-VER ทั้งสิ้น 169 โครงการ และมีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิต TVERs ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน (ถึงเดือนมิถุนายน 2567) มีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นในตลาดแรก และตลาดรอง จำนวนกว่า 3.42 ล้านตัน CO<sub>2</sub>eq​ คิดเป็นมูลค่าซื้อขายรวมกว่า 299 ล้านบาท</strong></em></p>
<p><em><strong>ทั้งนี้ มีจำนวนผู้ขอขึ้นทะเบียนโครงการรวมทั้งสิ้น 438 โครงการ ซึ่ง 434 โครงการ มาจากโครงการภายใต้มาตรฐาน T-VER และอีก​ 4 โครงการ</strong> <strong>เป็นการขอขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานใหม่ ที่เพิ่งเริ่มทำการปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานการรับรองให้เทียบเท่ากับ Global Standard อย่าง VERRA หรือ Gold Standard ตามความต้องการของฝั่งดีมานด์ หรือกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูงได้เทียบเท่ามาตรฐานในระดับสากล </strong></em><em><strong>ภายใต้</strong></em><strong><em>โครงการใหม่ที่ชื่อว่า Premium T-VER ซึ่งได้ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 จนถึงปัจจุบันมีผู้ยื่นคำร้องขอขึ้นทะเบียนเพิ่มเติม และอยู่ระหว่างการพิจารณาตามกระบวนการรับรองเพื่อขึ้นทะเบียนอีกราว 27 โครงการ </em></strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27596 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/T-VER1.jpg" alt="" width="1200" height="448" /></p>
<p><em><strong>ขณะที่มูลค่าตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยในระยะ 9 เดือนของปีงบประมาณ 2567 เติบโตขึ้นกว่า 17%</strong> เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รวมถึงโอกาสที่ตลาดจะขยายตัวจากแรงกระตุ้นของร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. &#8230; ที่จะปรับใช้ในอนาคต อีกด้วย </em></p>
<p><em>&#8220;สำหรับการขับเคลื่อนมาตรฐาน T-VER เป็นการขับเคลื่อนตามแนวทาง Crediting Mechanism ซึ่งเปิดกว้างให้กับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ในการนำโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่ต้องการได้รับการรับรองการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHG) ต้องสามารถพัฒนาโครงการเพื่อขึ้นทะเบียนตามมาตรฐาน T-VER ให้ได้ก่อน หลังจากนั้นหากสามารถทำการลด GHG ภายใต้โครงการนั้นๆ ได้จึงจะได้รับการรับรองปริมาณที่ลดลงหรือ GHG Reduction จึงจะเรียกว่าได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งถือเป็นการดำเนินการในภาคสมัครใจ ขณะที่<strong>การเพิ่มเติมมาตรฐาน Premium T-VER เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องทำการซื้อขายกับต่างประเทศ โดยได้ทำการยกระดับความเข้มข้นในการรับรองเช่นเดียวกับมาตรฐานที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งจะทำให้การรับรองภายใต้มาตรฐาน Premium T-VER ได้รับการยอมรับในตลาดโลก ในระดับเดียวกับ VERRA หรือ  Gold Standard ​เช่นเดียวกัน</strong>&#8220;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27597 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/T-VER2.jpg" alt="" width="1200" height="447" /></p>
<p>นอกจากนี้ TGO ยังเข้าไปมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตในฝั่งผู้ซื้อ (Demand) ผ่านการจัดตั้ง<strong> เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network : </strong><strong>TCNN)</strong> ในปี พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบันมีสมาชิก 646 องค์กร ทั้งจากภาครัฐ เอกชน อุตสาหกรรม สื่อมวลชน ประชาชน รวทั้งมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจในประเทศไทย</p>
<p><em>ด้าน </em><strong><em>คุณพิพิธ เอนกนิธิ </em></strong><em>ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย​ (KBank) </em><em>กล่าวว่า <strong>ในประเทศไทยปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นสัดส่วนเพียง </strong></em><strong><em>0.77%</em></strong><em><strong> ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยทั้งหมด</strong> <strong>โดยอุปสรรคสำคัญหนึ่งก็คือต้นทุนในการดำเนินการ ทั้งต้นทุนค่าประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศ</strong> </em><em>โดยเฉพาะกลุ่มผู้พัฒนาโครงการรายเล็กที่ขาดแคลนเงินทุน</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27598 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/01KBank-x-TGO-re.jpg" alt="" width="1200" height="762" /></p>
<p><em>ขณะที่ <strong>การเพิ่มศักยภาพในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต จะสามารถช่วยลดต้นทุนการบรรลุเป้าหมายสู่  Carbon Neutrality และ Net zero ของประเทศได้มากกว่า 50% รวมทั้งสามารถเปรียบเทียบเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 9 ล้านล้านบาท ภายในปี 2030 ดังนั้น การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตสามารถสร้าง GHG Reduction ได้มากกว่า 50% โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Net Zero ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้</strong> ​</em><em> ธนาคารจึงเห็นความสำคัญในการศึกษาอุปสงค์ อุปทาย หรือการศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบ ต่อการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย</em></p>
<p>ทั้งนี้ KBank ได้วางวิสัยทัศน์ในการก้าวเข้าสู่การเป็น <strong>ธนาคารแห่งความยั่งยืน</strong> หรือ <strong>Bank of Sustainability</strong>  เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย (Carbon Neutrality)​ รวมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยเฉพะการช่วยให้ภาคธุรกิจเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน <strong><em>ในยุค</em> Climate Game ที่มูลค่าของธุรกิจไม่ได้มองเพียงแค่มิติของผลกำไร แต่ยังต้องดูปัจจัยในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการดูแลสังคมควบคู่ไปด้วย</strong>  โดยที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับทิศทางที่จะก้าวไป โดยเฉพาะในบทบาทของภาคการเงินผ่านการสนับสนุน <strong>Sustainable Financing</strong> รวมทั้งขับเคลื่อน Investment Community ซึ่ง<strong>คาดว่ายอดการให้สินเชื่อรวมท้ังการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเรื่องของความยั่งยืนในประเทศไทย ทั้งปีนี้น่าจะมากกว่า​ 1 แสนล้านบาท  </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27608 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/KBANK-Carbon3.jpg" alt="" width="1200" height="408" /></p>
<p>และไม่เพียงการสนับสนุนผ่านเม็ดเงิน แต่ยังมีการพัฒนาโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมที่ภาคธุรกิจมีความต้องการ หรือการพัฒนา<strong> Climate Solutions</strong> ทั้งการศึกษา วิจัย การจัดทำ Carbon Accounting รวมทั้งการทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับคาร์บอนเครดิตและระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง หรือ Carbon Ecosystem เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน และรับมือต่อความท้าทายจากระเบียบ กติกาการค้าใหม่ๆ จากทั่วโลก เพื่อสร้าง​โอกาสใหม่ให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้มากขึ้น รวมทั้งการจัดตั้งโครงการ <strong>Creative Climate Research Center</strong> เพื่อเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ</p>
<p>พร้อมนำร่องด้วยการนำเสนอผลการ<em>สำรวจสถานการณ์ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย เพื่</em><em>อนำเสนอบทวิเคราะห์แบบเจาะลึกตรงประแด็นและเชื่อถือได้ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการวางแผนแนวทางการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล พร้อมสามารถขยายผล สร้างมูลค่าทางธุรกิจจากตลาดคาร์บอนได้</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27600 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/KBANK-Carbon2.jpg" alt="" width="1200" height="448" /></p>
<p><em>สำหรับผลจากการศึกษาในครั้งนี้ พบหลายประเด็นที่มีความน่าสนใจ เช่น </em></p>
<p><em><strong>&#8211; คาร์บอนเครดิตที่มีการซื้อขายมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการลดก๊าซเรือนกระจก </strong></em></p>
<p><em><strong>&#8211; อินไซต์จากฝั่งซัพพลาย พบว่า ผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต มีแผนจะนำคาร์บอนเครดิตประเภทพลังงานทดแทนออกขายในตลาด ขณะเดียวกันคาร์บอนเครดิตประเภทป่าไม้ที่มีราคาสูงจะมีออกขายในตลาดน้อย เนื่องจากผู้พัฒนามีแนวโน้มจะนำเครดิตไปใช้สำหรับชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองมากกว่า</strong> </em></p>
<p><strong>&#8211; ส่วนมิติด้านราคา พบว่า ผู้พัฒนาโครงการหรือผู้ขายคาร์บอนเครดิตยินดีที่จะขาย มีแนวโน้มสูงกว่าราคาที่ผู้ซื้อยินดีที่จะซื้อในทุกกลุ่มประเภทโครงการ</strong></p>
<p><strong>&#8211; สำหรับด้าน​​มาตรการสนับสนุน</strong> พบว่า ควรมุ่งเน้นไปที่ 2 ส่วน ผ่านการสนับสนุนผู้เล่นใหม่เข้ามาในตลาด ซึ่งต้องการความรู้เกี่ยวกับแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาโครงการ การขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต และกระบวนการซื้อขาย และส่วนที่ 2 ผ่านการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตในประเทศให้เทียบเท่าและได้รับการยอมรับในระดับสากล</p>
<p>&#8211; <strong>ด้านความต้องการของผู้เล่นในตลาดที่เป็นกลุ่ม SMEs</strong> ต้องการให้มีนโยบายสนับสนุนด้านความรู้และความช่วยเหลือทางการเงิน และสร้างแรงจูงใจโดยการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขอรับรองคาร์บอนเครดิตสำหรับผู้พัฒนาโครงการและมีกลไกอุดหนุนราคาคาร์บอนเครดิตเพื่อให้ธุรกิจ SMEs เข้าร่วมในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27599 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/KBANK-Carbon1.png" alt="" width="1200" height="446" /></p>
<p>ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงาน<strong> <em>“</em><em>The </em><em>2024 </em></strong><em><strong>Thailand’s Voluntary Carbon Market”</strong> </em>ฉบับเต็มได้<a href="https://carbonmarket.tgo.or.th/tools/files.php?mod=ZG93bmxvYWQ=&amp;type=X0ZJTEVT&amp;files=Mzk=" target="_blank" rel="noopener"> ที่นี่​</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/the-2024-thailands-voluntary-carbon-market/">เมื่อ &#8216;Carbon = Currency&#8217; KBank ผนึก TGO ​ยกระดับ Carbon Ecosystem ประเทศไทย พร้อมเร่งพัฒนา Climate Solutions ​นำร่องโครงการศึกษา T-VER รอบด้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การมี ​Thailand ESG Fund ช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจไทย เปิดเผยข้อมูลและเร่งปรับตัวเพื่อ​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/forcast-new-thailand-esg-fund-raise-set-esg-company/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Jun 2024 10:06:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Financial]]></category>
		<category><![CDATA[Financial Tool]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Emission]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch Center]]></category>
		<category><![CDATA[SET]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Thai ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Thai ESG Fund]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนรวม]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ระดมทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26997</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังมีการประกาศเตรียมปรับเงื่อนไข &#8216;กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน&#8216; หรือ Thai ESG Fund (TESG Fund) โดยเตรียมนำเสนอ ครม. เพื่อสามารถเปิดโอกาสให้เริ่มลงทุนครั้งใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยเงื่อนไขของ Thai ESG Fund ในรอบใหม่นี้ ได้ขยับทั้งวงเงินให้เพิ่มสูงขึ้นจาก 1 แสน เป็น 3 แสนบาท และลดระยะเวลาในการถือครองจาก 8 ปี เหลือ 5 ปี โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ 3-4 หมื่นล้านบาท เพิ่มมากขึ้นจากรอบก่อนหน้าที่เปิดโอกาสให้ลงทุนระยะสั้นๆ เพียงแค่ 1 เดือน แต่มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาราว 6 พันล้านบาท เครื่องมือทางการเงินเร่งธุรกิจปรับตัว นอกจากมิติของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนแล้ว อีกหนึ่งเอฟเฟ็กต์สำคัญของการปรับเงื่อนไข Thai ESG Fund ครั้งนี้ คือ จะมีภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) เร่งปรับตัวและให้ความสำคัญในการ​รายงานข้อมูลด้านความยั่งยืน ทั้ง​นโยบายด้านการกำกับกิจการที่ดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/forcast-new-thailand-esg-fund-raise-set-esg-company/">การมี ​Thailand ESG Fund ช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจไทย เปิดเผยข้อมูลและเร่งปรับตัวเพื่อ​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังมีการประกาศเตรียมปรับเงื่อนไข <strong>&#8216;กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน</strong>&#8216; หรือ <strong>Thai ESG Fund</strong> (TESG Fund) โดยเตรียมนำเสนอ ครม. เพื่อสามารถเปิดโอกาสให้เริ่มลงทุนครั้งใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้</p>
<p><span id="more-26997"></span></p>
<p>โดยเงื่อนไขของ <strong>Thai ESG Fund </strong>ในรอบใหม่นี้ ได้ขยับทั้งวงเงินให้เพิ่มสูงขึ้นจาก 1 แสน เป็น 3 แสนบาท และลดระยะเวลาในการถือครองจาก 8 ปี เหลือ 5 ปี โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ 3-4 หมื่นล้านบาท เพิ่มมากขึ้นจากรอบก่อนหน้าที่เปิดโอกาสให้ลงทุนระยะสั้นๆ เพียงแค่ 1 เดือน แต่มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาราว 6 พันล้านบาท</p>
<p><strong>เครื่องมือทางการเงินเร่งธุรกิจปรับตัว</strong></p>
<p>นอกจากมิติของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนแล้ว อีกหนึ่งเอฟเฟ็กต์สำคัญของการปรับเงื่อนไข <strong>Thai ESG Fund </strong>ครั้งนี้ คือ จะมีภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) เร่งปรับตัวและให้ความสำคัญในการ​รายงานข้อมูลด้านความยั่งยืน ทั้ง​นโยบายด้านการกำกับกิจการที่ดี และผลการดำเนินธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ ESG ​ได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>เนื่องจาก เงื่อนไขสำคัญของกองทุนนี้คือ การนำเงินจากองทุนไปสนับสนุนการลงทุนที่ส่งเสริมการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของประเทศไทยให้สามารถบรรลุเป้าหมาย​​ลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามข้อตกลงใน COP 26 เพื่อมีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ​​ในปี 2050 และ​ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ใ​นปี 2065 ซึ่งการจะบรรลุ​เป้าหมายดังกล่าว ต้องเพิ่มศักยภาพในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission) ในภาพรวม​ช่วงปี 2021 -2030 ต้องลดก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ถึง 115.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</p>
<p>ดังนั้น กองทุน Thai ESG จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลไกในการผลักดันและขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย ผ่านเครื่องมือทางการเงินในรูปแบบการออมระยะยาว โดยจ​ะนำเงิน ไปลงทุนผ่านหุ้นใน​ SET และ mai ที่สามารถเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG แผนการจัดการ พร้อมทั้ง​ตั้งเป้าหมายในการลด ​​GHG Emission และผ่านการทวนสอบ หรือได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้จะทำให้ภาคธุรกิจที่อยากได้รับการสนับสนุนจากกองทุน ต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้เข้าเกณฑ์ในการได้รับการสนับสนุนได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27001 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/GHG-3Scope.jpg" alt="" width="1200" height="754" /></p>
<p>ทั้งนี้ ข้อมูลจาก SET ระบุว่า การเกิดข้ึนของ Thai ESG Fund ส่งสัญญาณความ​เคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เพราะทำให้​กลุ่ม บจ. ที่ยังไม่ได้อยู่ใน SET ESG หรือยังไม่ได้จัดทำรายงานด้านความยั่งยืน มีแรงจูงใจในการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG มากขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 43% ​</p>
<p>โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดให้ บจ. ต้องเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ 56-1 One Report ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวครอบคลุมการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG Scope 1 และ Scope 2 แต่​ยังเป็นแบบ comply or explain คือ มีเกณฑ์ให้ต้องเปิดเผยข้อมูล แต่หากไม่เปิดเผยสามารถชี้แจงเหตุผลได้  เนื่องจาก การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ยังเป็นความท้าทายของ บจ. หลายๆ แห่ง​ เนื่องจากต้องเผชิญกับอุปสรรคและความซับซ้อนหลายประการ เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูลการปล่อย  GHG จากแหล่งต่างๆ ในบริษัทและซัพพลายเชนต้องใช้ทรัพยากรและเวลามาก การติดตามและรวบรวมข้อมูลจากกระบวนการผลิต การขนส่ง และการใช้พลังงานในกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทอาจซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่มีขนาดเล็ก และหลายแห่งขาดความเชี่ยวชาญ รวมทั้ง​ทรัพยากรที่เพียงพอในการดำเนินการเก็บรวบรวม วิเคราะห์  หรือขาดทีมงานที่มีความรู้ความเข้าใจด้านนี้ ​ทำให้การรายงานเป็นเรื่องยาก</p>
<p>อีกทั้งการรายงานการปล่อย GHG ใน Scope 3 ต้องพึ่งพาข้อมูลจากผู้ขาย ผู้ผลิต และผู้ให้บริการในซัพพลายเชน การขาดความโปร่งใสและการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้จากบุคคลภายนอกเป็นอุปสรรคสำคัญในการรายงานข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้อง การทำให้ระบบการจัดการข้อมูลมีประสิทธิภาพและการตรวจสอบข้อมูลโดยบุคคลที่สามอาจมีต้นทุนสูง อีกทั้งข้อมูลที่จัดเก็บไว้อาจพบว่าไม่ตรงหรือไม่ครอบคลุมกับมาตรฐานในประเทศหรือในระดับสากลที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และยังมีพลวัตการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26998 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/GAP-GHG-Report.jpg" alt="" width="1200" height="659" /></p>
<p>แต่อย่างไรก็ดี ยังพบว่าบริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai  มีการตั้งเป้าหมายระยะสั้นเพื่อ​บรรลุ GHG Emission ​คิดเป็น 24% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด ​โดยมีส่วนต่างระหว่าง เป้าหมายที่ตั้งไว้​ กับ​ปริมาณที่มีการปล่อย GHG จริง ในปี 2023 อยู่ที่ 2.1 เท่า โดยกลุ่มอุตสาหกรรมมีจำนวนบริษัทที่มีการตั้งเป้าควบคุมการปล่อย GHG มากที่สุดได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี คิดเป็น 41% ของจำนวนบริษัทในกลุ่ม อีกทั้งหากพิจารณาส่วนต่างระหว่างเป้าหมายและปริมาณการปล่อย GHG ในปี 2023 ของกลุ่มเทคโนโลยีอยู่ที่ 0.9% เท่านั้น ​โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่​ปล่อย GHG สูง​เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มบริการ มีการตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้นค่อนข้างท้าทาย แสดงให้เห็นว่าบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวตระหนักถึงความสำคัญ และจำเป็นต้องเร่งจัดทำแผนงานการติดตามความคืบหน้าที่ชัดเจนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
<p>สำหรับปี 2023 มีบริษัทจดทะเบียนไทย​​เปิดเผยข้อมูลการปล่อย Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 อยู่ที่ 56% 57% และ 39% ตามลำดับ ​โดยพบว่า มีกลุ่ม บจ. เปิดเผยข้อมูล GHG Emission เพื่อให้เข้าเกณฑ์ Thai ESG Fund ​เพิ่ม​ขึ้นในภาพรวม 30% ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ใน SET ESG อยู่แล้ว 1% และกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ใน SET ESG มากถึง 43%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26999 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/Thai-ESG.jpg" alt="" width="1200" height="669" /></p>
<p>โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ​ เชื่อว่า การเพิ่มความสามารถในการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG ให้มากขึ้น จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์​ รวมท้ังต่อยอดไปถึงธุรกิจใหม่ๆ เช่น ตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการการปล่อยมลพิษให้เหมาะสมกับแผนและมาตรการที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ดียิ่งขึ้น  เป็นต้น</p>
<p><strong>กสิกรไทยคาด ช่วยหนุนตลาดทุนในระยะยาว </strong></p>
<p>ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าการปรับเงื่อนไขใหม่ของกองทุน Thai ESG จะช่วยหนุนตลาดทุนไทยในระยะยาวได้ จากการเติบโตของกองทุนตามหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น หลังการประกาศมาตรการ​ลด GHG Emission ของภาครัฐในอนาคต เช่น มาตรการภาษีคาร์บอน, พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2</p>
<p>รวมทั้งการศึกษากรณีศึกษาต่างๆ จากต่างประเทศ​ เช่น จีน และญี่ปุ่น ที่พบว่า การส่งเสริมงานด้าน ESG จะส่งผลบวกต่อผลตอบแทนหุ้น หรือตลาดหุ้น</p>
<p>ขณะที่​สินทรัพย์รวม (Total Net Assets) ของกองทุน Thai ESG เมื่อเดือน พ.ค. 2567 อยู่ที่ 6.8 พันล้านบาท  หรือคิดเป็น 0.9% ของมูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งหมด  ขณะที่จำนวนหลักทรัพย์ในตลาดทุนไทย (SET ESG) ปัจจุบันมี 209 บริษัทคิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ (Market Capitalization) รวมกันกว่า 10.87 ล้านล้านบาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27000 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/INFO-Kresearch.jpg" alt="" width="1040" height="1300" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/forcast-new-thailand-esg-fund-raise-set-esg-company/">การมี ​Thailand ESG Fund ช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจไทย เปิดเผยข้อมูลและเร่งปรับตัวเพื่อ​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ฉายภาคต่อ &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทย ต้องทำอย่างไร?</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/kresearch-carbon-credit-landscape-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Jun 2024 14:10:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit Lamdscape]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Emission Hotspots]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch Center]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Voluntary Emission Reduction Program]]></category>
		<category><![CDATA[การซื้อคาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[การรับรองคาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26269</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch Center) ให้ข้อมูลเบื้องต้นเรื่องคาร์บอนเครดิต เพื่อทำความเข้าใจว่า คาร์บอนเครดิตคืออะไร มีอยู่กี่ประเภท นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร นำไปซื้อขายได้อย่างไร รวมถึงสามารถทำกำไรได้หรือไม่ ล่าสุด ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมและโฟกัสมาที่เรื่องของ &#8216;คาร์บอนเครดิตในประเทศไทย&#8217; พร้อมให้ความกระจ่างถึงเงื่อนไขและปัจจัยที่ต้องพิจารณาถึงการ​ได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต รวมทั้ง​ข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย คาร์บอนเครดิตในประเทศไทยการดำเนินการที่ลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจก จะต้องได้รับการรับรองโดยหน่วยงานรับรองตามระเบียบหรือเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อขึ้นทะเบียนโครงการและได้รับคาร์บอนเครดิต โดยในประเทศไทยมีการจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ชื่อว่า Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ T-VER ซึ่งมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นหน่วยงานขึ้นทะเบียนโครงการและให้การรับรองคาร์บอนเครดิต โดยเป็นกลไกคาร์บอนเครดิตในรูปแบบ Governmental Crediting Mechanism ทั้งนี้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต จะครอบคลุมการลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3 ชนิด ได้แก่ CO2 CH4 และ N2O แต่ต้องเข้าข่าย 7 ประเภทโครงการหลักตามที่ อบก. กำหนด ดังนี้ 1. Renewable [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/kresearch-carbon-credit-landscape-in-thailand/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ฉายภาคต่อ &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทย ต้องทำอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลัง <strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> (KResearch Center) ให้ข้อมูลเบื้องต้นเรื่องคาร์บอนเครดิต เพื่อทำความเข้าใจว่า คาร์บอนเครดิตคืออะไร มีอยู่กี่ประเภท นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร นำไปซื้อขายได้อย่างไร รวมถึงสามารถทำกำไรได้หรือไม่</p>
<p><span id="more-26269"></span></p>
<p>ล่าสุด ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมและโฟกัสมาที่เรื่องของ &#8216;คาร์บอนเครดิตในประเทศไทย&#8217; พร้อมให้ความกระจ่างถึงเงื่อนไขและปัจจัยที่ต้องพิจารณาถึงการ​ได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต รวมทั้ง​ข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย</p>
<p><span class="ms-rteForeColor-6"><strong>คาร์บอนเครดิตในประเทศไทย</strong></span><br class="ms-rteThemeForeColor-2-0" /><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">การดำเนินการที่ลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจก จะต้องได้รับการรับรองโดยหน่วยงานรับรองตามระเบียบหรือเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อขึ้นทะเบียนโครงการและได้รับคาร์บอนเครดิต </span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">โดยในประเทศไทยมีการจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ชื่อว่า Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ T-VER ซึ่งมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นหน่วยงานขึ้นทะเบียนโครงการและให้การรับรองคาร์บอนเครดิต โดยเป็นกลไกคาร์บอนเครดิตในรูปแบบ<strong> Governmental Crediting Mechanism</strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถขึ้นทะเบียนโครงการ<strong> T-VER</strong> เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต จะครอบคลุมการลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3 ชนิด ได้แก่ CO2 CH4 และ N2O แต่ต้องเข้าข่าย 7 ประเภทโครงการหลักตามที่ อบก. กำหนด ดังนี้</span></p>
<p>1. Renewable Energy</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">2. Factory</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">3. Transport</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">4. Waste</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">5. Energy Efficiency</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">6. Land Use</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">7. Carbon Capture Utilization and Storage</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">โดยมีตัวอย่างโครงการคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยที่ได้ดำเนินการแล้ว ตามตารางที่ 1</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26270 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/1-TVER.jpg" alt="" width="1200" height="827" /></p>
<p><span class="ms-rteForeColor-6"><strong>พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตได้อย่างไร?</strong></span></p>
<p>1.  ขั้นตอนแรกก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ ผู้พัฒนาโครงการจำเป็นต้องประเมินคาร์บอนฟุตพรินท์ เพื่อทราบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง โดยสามารถวัดได้ในรูปแบบของคาร์บอนฟุตพรินท์องค์กร (CFO) หรือ คาร์บอนฟุตพรินท์ผลิตภัณฑ์ (CFP) เพื่อประเมินหากิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก หรือ <strong>Emission Hotspots</strong></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">2. จากนั้นจะเป็นการหาแนวทางเพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมนั้น ๆ ผ่านการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตได้ผ่าน อบก. ตามระเบียบ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องที่ อบก. กำหนด</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">3. ​ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER เพื่อการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก และเมื่อดำเนินโครงการสำเร็จจึงสามารถขอรับรองคาร์บอนเครดิตจาก อบก.</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26271 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/2-1.jpg" alt="" width="1200" height="540" /></p>
<p><br class="ms-rteThemeForeColor-2-0" /><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้พัฒนาโครงการต้องพิจารณาในการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต ได้แก่</span></p>
<p><strong>1. ต้นทุนการดำเนินโครงการ</strong> เช่น ต้นทุนค่าธรรมเนียมโครงการ T-VER แก่ อบก. ประกอบด้วยค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนโครงการ 5,000 บาทต่อโครงการ และค่าธรรมเนียมขอรับรองคาร์บอนเครดิต 5,000 บาทต่อคำขอ รวมถึงต้นทุนค่าดำเนินงานอื่น ๆ เช่น เงินลงทุนการเปลี่ยนอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักร เป็นต้น</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>2. ต้นทุนแก่ผู้ประเมินประเมินภายนอก</strong> (Third Party Verification) ได้แก่ ต้นทุนตรวจสอบโครงการ และปริมาณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อน และแตกต่างไปตามประเภทของโครงการ ซึ่งอาจอยู่ที่ประมาณ 40,000 – 65,000 บาทต่อโครงการ (รายชื่อผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดย อบก.)</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>3. ข้อจำกัด </strong>เช่น โครงการประเภทป่าไม้จะมีข้อกำหนดขนาดแปลงขั้นต่ำ 10 ไร่ การถือครองเอกสารสิทธิ์ในการใช้ที่ดิน ข้อกำหนดรอบตัดฟันไม้ในพื้นที่โครงการระยะเวลา 10 ปี หรือโครงการประเภทอื่นๆ ต้องเป็นกิจกรรมที่เพิ่มเติมจากการดำเนินการในรูปแบบปกติ (Additionality) จึงจะสามารถขอรับรองคาร์บอนเครดิตได้</span></p>
<p><span class="ms-rteForeColor-6"><strong>กรณีต้องการซื้อคาร์บอนเครดิต</strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">อีกกรณีหนึ่ง คือการซื้อคาร์บอนเครดิต หากการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตยังไม่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ โดยผู้ที่ต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์สามารถเปิดบัญชี T-VER Credit ในระบบทะเบียน (Registry) ของ อบก. เพื่อใช้สำหรับเก็บบันทึกปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองมาแล้ว และตัดออกจากบัญชีเมื่อมีการใช้งานคาร์บอนเครดิต</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">โดยช่องทางการซื้อขายสามารถดำเนินการผ่านการติดต่อกับผู้ขายโดยตรง (Over-the-Counter) ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ FTIX ในประเทศไทย หรือสามารถเปิดบัญชีกับ <strong>Platform Trading Carbon Credit</strong> ของต่างประเทศ เช่น CBL Xpansiv, Air Carbon Exchange, Carbon Trade Exchange เป็นต้น เพื่อซื้อคาร์บอนเครดิตในมาตรฐานอื่น ๆ เพิ่มเติมได้</span><br class="ms-rteThemeForeColor-2-0" /><br class="ms-rteThemeForeColor-2-0" /><span class="ms-rteForeColor-6"><strong>ปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ T-VER</strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ประเทศไทยมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ ปี 2559 โดยข้อมูลที่ถูกบันจนถึง เมษายน 2567​ อยู่ที่จำนวน 3,258,033 tCO2eq มูลค่าการซื้อขายรวม 292 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ยตันละ 89.6 บาท</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26272 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1.jpg" alt="" width="1200" height="725" /></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา (รูปที่ 3) ตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ปริมาณการซื้อขายยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.77% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยทั้งหมด  ซึ่งอาจจะยังห่างไกลจากเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2593</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">เมื่อพิจารณาข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากตารางที่ 2 พบว่า <strong>ประเภทโครงการที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดเป็นโครงการประเภทชีวมวล (41% ของปริมาณการซื้อขายรวม) เนื่องจากสามารถดำเนินการได้ง่าย</strong> แต่ก็จะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าโครงการประเภทอื่นที่ 36 บาทต่อตัน</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">แต่ที่น่าสนใจคือ<strong> ราคาคาร์บอนเครดิตในโครงการประเภทป่าไม้มีราคาเฉลี่ยสูงถึง 290 บาทต่อตัน (และเฉลี่ย 510 บาทต่อตัน ในปี 2567) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมโดยเป็น 23% ของ เครดิตทั้งหมด ในปี 2657</strong> ทำให้การเลือกประเภทโครงการคาร์บอนเครดิตเป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณา เพราะราคาที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อกระแสเงินสดที่จะได้รับจากโครงการ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26273 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/4-2.jpg" alt="" width="1200" height="663" /></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>ท้ายที่สุด ประเด็นด้านต้นทุนการดำเนินการ ต้นทุนค่าประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิต รวมถึงข้อจำกัดในการทำโครงการต่าง ๆ คงเป็นปัจจัยที่ยังคงเหนี่ยวรั้งการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศ </strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>โดยเฉพาะจากผู้พัฒนาโครงการรายเล็กที่ขาดแคลนเงินทุน แต่มีศักยภาพและความพร้อมที่จะพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต โดยเฉพาะภาคป่าไม้ที่เป็นที่ต้องการในอนาคต ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาปิดช่องว่างเหล่านี้ ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยน่าจะก้าวทันโลก และมีส่วนช่วยให้ตอบโจทย์การเป็นประเทศปลอดคาร์บอนในปี พ.ศ. 2608 ของประเทศไทยอย่างแน่นอน</strong></span></p>
<div id="ctl00_PlaceHolderMain_ctl02_BottomActionPanel" class="subscription-box">
<div class="tb">
<div id="dFile" class="sc-details tbcell a-center"></div>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/kresearch-carbon-credit-landscape-in-thailand/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ฉายภาคต่อ &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทย ต้องทำอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
