<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สิ่งแวดล้อม &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 09 Sep 2026 14:20:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.10</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>สิ่งแวดล้อม &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 14:20:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Emission]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable energy]]></category>
		<category><![CDATA[SD Report]]></category>
		<category><![CDATA[SGDs]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Report 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste to Landfill]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภชัย เจียรวนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เครือซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเจริญโภคภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44182</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผย รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (Sustainability Report 2025) สะท้อนความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โดยมองว่ารายงานความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเปิดเผยข้อมูลหรือสรุปผลการดำเนินงาน แต่เป็น กลไกสำคัญ ในการกำหนดเป้าหมาย ติดตามความก้าวหน้า สร้างความโปร่งใส และผลักดันองค์กรให้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และกติกาการค้าโลกยุคใหม่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีความสำคัญมากกว่าการรวบรวมผลการดำเนินงานในแต่ละปี เพราะการมีเป้าหมาย ตัวชี้วัด และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วสร้างผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด ยังมีช่องว่างใดที่ต้องพัฒนา และเรื่องใดที่ต้องเร่งดำเนินการต่อไป “รายงานความยั่งยืนไม่ควรเป็นเพียงรายงานว่าองค์กรทำอะไรไปแล้ว แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเรากำหนดเป้าหมาย มีตัวชี้วัด ติดตามผล และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ก็จะทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเจตนารมณ์ แต่กลายเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่สามารถวัดผลและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง” แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมแก้ปัญหาความท้าทายของโลก และเคยเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดทุนทั่วโลก ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำ Sustainability Report เป็นมาตรฐานสำคัญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/">&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)</strong> เปิดเผย รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (Sustainability Report 2025) สะท้อนความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โดยมองว่ารายงานความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเปิดเผยข้อมูลหรือสรุปผลการดำเนินงาน แต่เป็น <strong>กลไกสำคัญ </strong>ในการกำหนดเป้าหมาย ติดตามความก้าวหน้า สร้างความโปร่งใส และผลักดันองค์กรให้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และกติกาการค้าโลกยุคใหม่</p>
<p><span id="more-44182"></span></p>
<p><strong>ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ </strong>ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีความสำคัญมากกว่าการรวบรวมผลการดำเนินงานในแต่ละปี เพราะการมีเป้าหมาย ตัวชี้วัด และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วสร้างผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด ยังมีช่องว่างใดที่ต้องพัฒนา และเรื่องใดที่ต้องเร่งดำเนินการต่อไป</p>
<p><em>“รายงานความยั่งยืนไม่ควรเป็นเพียงรายงานว่าองค์กรทำอะไรไปแล้ว แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเรากำหนดเป้าหมาย มีตัวชี้วัด ติดตามผล และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ก็จะทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเจตนารมณ์ แต่กลายเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่สามารถวัดผลและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง”</em></p>
<p>แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ <strong>คุณศุภชัย เจียรวนนท์</strong> รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมแก้ปัญหาความท้าทายของโลก และเคยเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดทุนทั่วโลก ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำ Sustainability Report เป็นมาตรฐานสำคัญ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ยกระดับความโปร่งใส และทำให้การดำเนินธุรกิจคำนึงถึงมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน</p>
<p><em>&#8220;คุณศุภชัยเคยชี้ให้เห็นว่า ระบบตลาดทุนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ และแม้ที่ผ่านมาได้ยกระดับธรรมาภิบาลเพื่อคุ้มครองผู้มีส่วนได้เสียมาอย่างต่อเนื่อง แต่โลกวันนี้จำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้นสู่ “ความยั่งยืนเชิงระบบ” โดยการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนจะช่วยสร้างทั้งความตระหนักรู้ ความรับผิดชอบ และแรงขับเคลื่อนให้องค์กรนำเรื่อง ESG เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจ&#8221;</em></p>
<p><strong>ดร.ธีระพล </strong>กล่าวว่า สำหรับเครือซีพี หลักคิดดังกล่าวถูกนำมาสู่การปฏิบัติภายใต้ค่านิยม “3 ประโยชน์” ที่ยึดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กรเป็นลำดับสุดท้าย รวมถึง 3 เสาหลักด้านความยั่งยืน ได้แก่  การกำกับดูแลกิจการ หรือ Heart: Living Rights, การดูแลสังคม หรือ Health: Living Well, และการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม หรือ Home: Living Togetherโดยมุ่งทำให้เป้าหมายด้านความยั่งยืนสามารถเชื่อมโยงลงไปสู่การดำเนินงานจริง ทั้งภายในองค์กรและตลอดห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p>หนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญของปี 2568 คือ <strong>การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม Scope 3 ซึ่งลดลง 9.39%</strong>  โดยมีปริมาณการปล่อยอยู่ที่ 76.87 ล้านต้น CO2e ต่อปี ผ่านการดำเนินตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะการทำงาน ร่วมกับเกษตรกร ซัพพลายเออร์ และพันธมิตรทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันที่มาของวัตถุดิบทางการเกษตรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า และสนับสนุนการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน</p>
<p>ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานโดยตรงใน Scope 1 และ Scope 2  เมื่อเทียบจากฐานในปี 2564 สามารถลดการล่อยก๊าซเรือนกระจก​ลงได้แล้ว 19.32% จากเป้าหมายที่ต้องการลด 42% ตาม Science-base Targets ภายในปี 2573</p>
<p>รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ในกระบวนการผลิตเป็น 18% และสามารถนำขยะหรือของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ (Waste Utilization) ได้ถึง 87.90% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill ภายในปี 2030 และ Net Zero ภายในปี 2050  พร้อมทั้งได้​มีการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนเงิน 5,119 ล้านบาท</p>
<p>นอกเหนือจากมิติสิ่งแวดล้อม เครือซีพียังสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) จำนวน 35,390 ล้านบาท เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านอาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีการเกษตรยุคใหม่ ตลอดจนดำเนินโครงการส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Education for Equality) ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้มีส่วนสร้างโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้แก่ประชาชนทั่วโลกกว่า 35.8 ล้านคน</p>
<p><strong>ดร.ธีระพล </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า ความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมผู้ประกอบการ คู่ค้า เกษตรกร และผู้บริโภคจำนวนมาก การกำหนดเป้าหมายและเปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใส จึงช่วยส่งต่อมาตรฐานและสร้างแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันทั้งระบบ</p>
<p><em>“ความยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง แต่เป็นกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รายงานความยั่งยืนจึงไม่ใช่บทสรุปของสิ่งที่เราทำสำเร็จ แต่เป็นทั้งกระจกที่ทำให้เราเห็นผลการดำเนินงานของตัวเอง และเข็มทิศที่บอกว่าเรายังต้องพัฒนาเรื่องใดต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำข้อมูลเหล่านี้กลับไปสู่การลงมือทำ เพื่อสร้างคุณค่าร่วมทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกัน”</em></p>
<p>ทั้งนี้ เครือซีพีจัดทำรายงานความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 โดย รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 นับเป็นรายงานฉบับที่ 10 ครอบคลุมผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทใน 8 สายธุรกิจ ใน 23 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงความคืบหน้าในการบรรลุยุทธศาสตร์และเป้าหมายความยั่งยืนทั้ง 15 เป้าหมาย ตลอดจนการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โดยกำหนดขอบเขตการรายงานจากบริษัทที่เครือฯ ถือครองหุ้นในสัดส่วนมากกว่าหรือเท่ากับ 10% หรือมีอำนาจในการบริหารจัดการและควบคุมการปฏิบัติงาน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44183 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/AW-CP-SD-Report-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกเหนือจากรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 เครือซีพียังจัดทำ รายงานเฉพาะเรื่อง (Topic-specific Reports) อีก 5 ฉบับ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกในประเด็นที่สนใจได้อย่างครอบคลุม ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Stakeholder Engagement and Materiality Insights Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียและการประเมินประเด็นสาระสำคัญของเครือฯ</p>
<p><strong>&#8211; Sustainability Performance Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในช่วง 4 ปีล่าสุด</p>
<p><strong>&#8211; Delivering on Our SDG Commitment 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)</p>
<p><strong>&#8211; Climate &amp; Nature Resilience Supplement 2025 (IFRS S2 &amp; TNFD)</strong> ซึ่งนำเสนอการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติตลอดห่วงโซ่คุณค่า</p>
<p><strong>&#8211; Human Rights Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการเคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน รวมถึงประเด็นด้านสิทธิแรงงาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย แรงงานข้ามชาติ การป้องกันการเลือกปฏิบัติและการคุกคาม ตลอดจนความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม</p>
<p>รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงไม่เพียงสะท้อนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ด้วยการนำข้อมูลและผลลัพธ์ที่วัดได้มาใช้กำหนดทิศทาง ยกระดับการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ประเทศ ประชาชน และองค์กรตามหลัก “3 ประโยชน์”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้สนใจสามารถอ่าน รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ฉบับภาษาไทย ได้ที่</p>
<p><a href="https://www.cpgroupglobal.com/th/document/viewer/923/" target="_blank" rel="noopener">https://www.cpgroupglobal.com/th/document/viewer/923/</a></p>
<p>และ ฉบับภาษาอังกฤษ ได้ที่</p>
<p><a href="https://www.cpgroupglobal.com/en/document/viewer/922" target="_blank" rel="noopener">https://www.cpgroupglobal.com/en/document/viewer/922</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/">&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เอพี ไทยแลนด์” จับมือ “ผลิตภัณฑ์ตราเพชร” เดินหน้าต่อเนื่อง Strategic Green Partnership เปลี่ยนวัสดุหมุนเวียน จากการก่อสร้างเป็นคุณค่าใหม่ สร้าง Sustainability ความยั่งยืนสู่สังคม  </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/ap-thai-strategic-green-partnership/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 16:02:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[AP Code]]></category>
		<category><![CDATA[AP Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[AP Thai บริษัทอสังหาอันดับ1]]></category>
		<category><![CDATA[APThai]]></category>
		<category><![CDATA[Green Partner]]></category>
		<category><![CDATA[Green Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[กิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์ตราเพชร]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สุนทร สุวรรณเจตต์]]></category>
		<category><![CDATA[สุพจน์ สุวรรณมุณี]]></category>
		<category><![CDATA[เอพี ไทยแลนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44114</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ภายใต้คำมั่นสัญญา “ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้” นำโดย นายกิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาดองค์กรและดิจิทัล ร่วมกับ บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) นำโดย นายสุนทร สุวรรณเจตต์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการผลิตและวิศวกรรม และ นายสุพจน์ สุวรรณมุณี ผู้จัดการฝ่าย (อาวุโส) สายการผลิตและวิศวกรรม ร่วมประกาศจุดยืนองค์กรเพื่อความยั่งยืน พลิกโฉมการบริหารจัดการทรัพยากรก่อสร้างครบวงจร โดยนำ “วัสดุกระเบื้อง” ที่เหลือจากการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ของเอพี มาผ่านนวัตกรรม Upcycling ชุบชีวิตใหม่เป็น “ชุดที่นั่งและกระถางต้นไม้เพื่อการเรียนรู้” มอบให้แก่ โรงเรียนวัดตาลเดี่ยว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เปลี่ยนวัสดุหมุนเวียนให้กลายเป็นรอยยิ้มของชุมชน และความยั่งยืนของโลกไปพร้อมกัน นายกิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาดองค์กรและดิจิทัล บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/ap-thai-strategic-green-partnership/">“เอพี ไทยแลนด์” จับมือ “ผลิตภัณฑ์ตราเพชร” เดินหน้าต่อเนื่อง Strategic Green Partnership เปลี่ยนวัสดุหมุนเวียน จากการก่อสร้างเป็นคุณค่าใหม่ สร้าง Sustainability ความยั่งยืนสู่สังคม  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน)</strong> ผู้นำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ภายใต้คำมั่นสัญญา<strong> “ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้”</strong> นำโดย <strong>นายกิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาดองค์กรและดิจิทัล</strong> ร่วมกับ <strong>บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน)</strong> นำโดย <strong>นายสุนทร</strong><strong> สุวรรณเจตต์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการผลิตและวิศวกรรม</strong> และ <strong>นายสุพจน์ สุวรรณมุณี</strong> <strong>ผู้จัดการฝ่าย (อาวุโส) สายการผลิตและวิศวกรรม </strong><strong>ร่วมประกาศจุดยืนองค์กรเพื่อความยั่งยืน พลิกโฉมการบริหารจัดการทรัพยากรก่อสร้างครบวงจร </strong></p>
<p><span id="more-44114"></span></p>
<p><strong>โดยนำ </strong><strong>“</strong><strong>วัสดุกระเบื้อง” ที่เหลือจากการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ของเอพี มาผ่านนวัตกรรม </strong><strong>Upcycling </strong><strong>ชุบชีวิตใหม่เป็น “ชุดที่นั่งและกระถางต้นไม้เพื่อการเรียนรู้” มอบให้แก่ โรงเรียนวัดตาลเดี่ยว อำเภอแก่งคอย</strong><strong> จังหวัดสระบุรี ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เปลี่ยนวัสดุหมุนเวียนให้กลายเป็นรอยยิ้มของชุมชน และความยั่งยืนของโลกไปพร้อมกัน</strong></p>
<p><strong>นายกิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาดองค์กรและดิจิทัล บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า “สำหรับเอพี วัสดุส่วนเกินจากการก่อสร้างไม่ใช่จุดสิ้นสุดของทรัพยากร หากเราสามารถออกแบบและบริหารจัดการให้นำกลับมาสร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง ความร่วมมือกับผลิตภัณฑ์ตราเพชรในครั้งนี้ จึงเป็นการนำทรัพยากรหมุนเวียนมาต่อยอดสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานที่ใช้งานได้จริง พร้อมส่งต่อไปสร้างคุณค่าให้กับนักเรียนและชุมชน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยให้เราใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าสูงสุดตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง”</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44115 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/APGreen3.jpg" alt="" width="1200" height="802" /></p>
<p><strong>จาก </strong><strong>Construction Waste </strong><strong>สู่ </strong><strong>New Value </strong><strong>เปลี่ยนเศษวัสดุให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง</strong></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้นำเศษกระเบื้องคอนกรีตที่เหลือจากการก่อสร้างโครงการในเครือเอพี เข้าสู่กระบวนการ Upcycling โดยพัฒนาเป็น <strong>กระถางต้นไม้</strong> ที่ออกแบบร่วมกับไดมอนด์บอร์ด และ <strong>ม้านั่ง</strong> ที่ผสานกับไม้สังเคราะห์ สร้างเป็นชิ้นงานต้นแบบที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง นำทรัพยากรส่วนเกินจากไซต์ก่อสร้าง สร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<ul>
<li>Zero Waste to Landfill หมุนเวียนวัสดุที่เหลือจากการก่อสร้างกลับมาใช้ประโยชน์ได้ 100% โดยไม่มีส่วนเกินส่งไปฝังกลบ</li>
<li>ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากกระบวนการกำจัดและการผลิตวัสดุใหม่</li>
</ul>
<p><strong>Strategic Green Partnership</strong> <strong>ที่ส่งต่อคุณค่าจากสิ่งแวดล้อมสู่สังคม</strong></p>
<p>ความสำเร็จของการจัดการทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง วัดผลได้จากการใช้งานจริง เมื่อชุดที่นั่งและกระถางต้นไม้จากกระบวนการ Upcycling โดย เอพี ไทยแลนด์ และ บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) ถูกส่งมอบถึงมือโรงเรียนวัดตาลเดี่ยว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี</p>
<p>และความมุ่งมั่นนี้ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การจัดการทรัพยากร คณะผู้บริหารและทีมงานจากทั้งสององค์กรได้ตอกย้ำจุดยืนผู้นำที่ลงมือทำจริง ด้วยการร่วมกันเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความยั่งยืน ปลูกผักสวนครัวในพื้นที่แปลงเกษตรอาหารกลางวันของโรงเรียน เปลี่ยนพื้นที่ว่างให้กลายเป็นคลังอาหารที่ยั่งยืนและปลอดภัยสำหรับนักเรียน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44116 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/APGreem2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ภาพความร่วมแรงร่วมใจในวันนี้ คือเครื่องยืนยันว่าการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์สีเขียวไม่ใช่เพียงแค่นโยบาย แต่คือการลงมือปฏิบัติเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในทุกมิติ สะท้อนความมุ่งมั่นสูงสุดของเอพีในการสร้างสรรค์สังคมแห่งการแบ่งปัน และพร้อมส่งมอบ <strong>“</strong><strong>ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้”</strong> ให้ยั่งยืนและก้าวไกลไปกว่าแค่การพัฒนาพื้นที่อยู่อาศัย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/ap-thai-strategic-green-partnership/">“เอพี ไทยแลนด์” จับมือ “ผลิตภัณฑ์ตราเพชร” เดินหน้าต่อเนื่อง Strategic Green Partnership เปลี่ยนวัสดุหมุนเวียน จากการก่อสร้างเป็นคุณค่าใหม่ สร้าง Sustainability ความยั่งยืนสู่สังคม  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กฟผ. เปิด EGAT Green i ปีที่ 3 ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ย้ำผู้นำ Green Innovation ต่อยอด By-product ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/egat-green-i-esg-circular-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 09:18:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[​ Green Innovation for ESG & Circular Future]]></category>
		<category><![CDATA[By Product]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[EGAT]]></category>
		<category><![CDATA[EGAT Green i]]></category>
		<category><![CDATA[EGAT Green i ปีที่ 3]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Concrete]]></category>
		<category><![CDATA[กฟผ]]></category>
		<category><![CDATA[การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[นรินทร์ เผ่าวณิช]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[นิลภา แพมณี]]></category>
		<category><![CDATA[ปิยะนันท์ ชูฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43776</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากจุดเริ่มต้นในปี 2567 เมื่อ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ริเริ่มโครงการ &#8216;EGAT Green i&#8217; เพื่อเปิดพื้นที่นำเสนอแนวคิดนวัตกรรมสีเขียว ​​ที่มีส่วนช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการสร้างสรรค์จนเติบโตเข้าสู่ปีที่ 3 พร้อมยกระดับโครงการจากการนำเสนอไอเดียบนแผ่นกระดาษสู่การพัฒนาเป็นโครงการต้นแบบเพื่อสามารถนำไอเดียเหล่านี้ ไปสู่การดำเนินงาน​จริงและสามารถขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการขับเคลื่อน โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3 : Green Innovation for ESG &#38; Circular Future  ได้ขยายกรอบการนำเสนอไอเดียผ่าน 2 กลุ่มนวัตกรรมสำคัญ ​ได้แก่ Circular Innovation และ Sustainable Concrete เพื่อยกระดับไอเดียผลงาน พัฒนาเป็นโครงการต้นแบบ เพื่อเชื่อมโยงสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ธุรกิจสีเขียว และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ คุณนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดโครงการว่า การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหา สร้างคุณค่า และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง โครงการ EGAT [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/egat-green-i-esg-circular-future/">กฟผ. เปิด EGAT Green i ปีที่ 3 ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ย้ำผู้นำ Green Innovation ต่อยอด By-product ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากจุดเริ่มต้นในปี 2567 เมื่อ <strong>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)</strong> ริเริ่มโครงการ &#8216;<strong>EGAT Green i&#8217;</strong> เพื่อเปิดพื้นที่นำเสนอแนวคิดนวัตกรรมสีเขียว ​​ที่มีส่วนช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการสร้างสรรค์จนเติบโตเข้าสู่ปีที่ 3 พร้อมยกระดับโครงการจากการนำเสนอไอเดียบนแผ่นกระดาษสู่การพัฒนาเป็นโครงการต้นแบบเพื่อสามารถนำไอเดียเหล่านี้ ไปสู่การดำเนินงาน​จริงและสามารถขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><span id="more-43776"></span></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อน<strong> โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม </strong><strong>EGAT Green i </strong><strong>ปีที่ </strong><strong>3 : Green Innovation for ESG &amp; Circular Future </strong> ได้ขยายกรอบการนำเสนอไอเดียผ่าน 2 กลุ่มนวัตกรรมสำคัญ ​ได้แก่<strong> Circular Innovation</strong> และ<strong> Sustainable Concrete </strong>เพื่อยกระดับไอเดียผลงาน พัฒนาเป็นโครงการต้นแบบ เพื่อเชื่อมโยงสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ธุรกิจสีเขียว และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ</p>
<p><strong>คุณนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)</strong> กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดโครงการว่า การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหา สร้างคุณค่า และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง โครงการ EGAT Green i ปีที่ 3​ จึงให้ความสำคัญใน​​การสร้าง Innovation Ecosystem ที่เชื่อมศักยภาพของ กฟผ. กับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่มีศักยภาพให้ก้าวจากแนวคิดไปสู่ต้นแบบ การทดสอบ และการใช้งานจริง พร้อมเป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43782 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/EGAT-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;จุดประสงค์สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนโครงการ <strong>เพื่อมุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์เป้าหมาย ESG และการขับเคลื่อนองค์กรสู่ Carbon Neuttral ของ กฟผ. </strong>เพื่อสามารถต่อยอดการใช้งานจริงทั้งมิติ Process, Prodict &amp; Service และ Business Innovation ผ่านการเพิ่มมูลค่าทรัพยาการตามแนวทาง Circularity ด้วยการนำวัตถุพลอยได้จากการผลิตไฟฟ้า (By-product) มาบูรณาการร่วมกับวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันการพัฒนามาตรฐานและการตลาด และขยายความร่วมมือเพื่อมุ่งสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมสีเขียวที่เข้มแข็งและยั่งยืน รวมทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำ Green Innovation ของ กฟผ. ผ่านการบูรณาการภายในห่วงโซ่นวัตกรรม ตั้งแต่การสร้างแนวคิด การพัฒนาและทดสอบต้นแบบ ไปจนถึงการต่อยอดทั้งในเชิงปฏิบัติการและในระดับอุตสาหกรรม&#8221; </em></p>
<p>​​นอกจากนี้ โครงการในปีนี้ยัง ได้เพิ่มความท้าทายมากขึ้น ทั้งจากโจทย์สำคัญที่มุ่งพัฒนามาตลอดทั้ง 2 ปี อย่างการเฟ้นหานวัตกรรมด้าน <strong>Circular Innovation Challenge</strong>  โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI, IoT หรือ Data Analytics มาผสานกับแนวคิด Circular Economy เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ลดขยะ ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรและสร้างมูลค่าเพิ่ม กฟผ. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการทดลองและปรับใช้จริง เพื่อเปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ให้เป็น Prototype และนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้</p>
<p>รวมทั้งกลุ่ม  <strong>Sustainable Concrete</strong> ที่เพิ่มเติมเข้ามาในปีนี้ เพื่อเน้นการพัฒนานวัตกรรม​ลดคาร์บอนในกลุ่มผลิตภัณฑ์คอนกรีตและซีเมนต์ จากการนำวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. หรือ By-product มาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ร่วมกับวัสดุเหลือใช้ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่​​ ผ่าน​เทคโนโลยีประเภท Geopolymer และ  AAM (Alkali-Activated Materials) เพื่อ​ลดการใช้ปูนซีเมนต์และทรัพยากรธรรมชาติใหม่ได้ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ หรือการก่อสร้างอาคารตามมาตรฐาน Leed หรือ Green Bulding รวมทั้งการเพิ่มกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นทางเลือกให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ตามมาตรฐาน Green Procurement เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43784 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/EGAT4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณปิยะนันท์ ชูฤทธิ์</strong> หัวหน้ากองธุรกิจนวัตกรรมวัตถุพลอยได้ ฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน กฟผ. กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. มีวัตถุพลอยได้ (By-product) ที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียว อาทิ เถ้าลอยลิกไนต์ เถ้าหนักลิกไนต์ ​ยิปซัมสังเคราะห์ รวมทั้งฮิวมิค (Humic)  โดยที่ผ่านมา กฟผ. ได้มีการขับเคลื่อนโครงการภายใน เพื่อนำ By-porduct ต่างๆ ไปใช้ประโยชน์  อาทิ การนำเถ้าลอย และเถ้าหนักมาทำเป็นถนนคอนกรีตทด​แทนการใช้ซิเมนต์  หรือการนำสารอินทรีย์อย่างฮิวมิค ไปทำเป็นสารปรับปรุงดิน เพื่อส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรคาร์บอนต่ำ ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าฟ้าแม่เมาะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สามารถสร้างคุณค่าร่วมระหว่าง กฟผ. และชุมชนโดยรอบได้อีกทางหนึ่ง  โดยตลอด​เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ส่งมอบเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์แล้วประมาณ 28 ล้านตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 23.8 ล้านตัน สะท้อนว่าวัตถุพลอยได้สามารถเปลี่ยนจากสิ่งที่ต้องบริหารจัดการให้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจได้</p>
<p><em>&#8220;กฟผ. ยังมีแผนต่อยอดการสร้างคุณค่าจาก By-procucts ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อตอบโจทย์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนต่อเนื่อง​​ โดยได้ลงนาม MOU ความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากประเทศญี่ปุ่น ใน​โครงการใช้ประโยชน์จากยิปซัมสังเคราะห์เพื่อดักจับคาร์บอนและนำไปใช้ประโยชน์ (CCUS) สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติเป็น Negative Carbon โดยอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาร่วมกันโดยคาดว่าภายในปีหน้าจะมีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น&#8221; </em></p>
<p>ด้าน <strong>คุณนิลภา แพมณี</strong> หัวหน้ากองส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฝ่ายสิ่งแวดล้อม กฟผ. กล่าวถึงเป้าหมายการขับเคลื่อนดด้านความยั่งยืนของ กฟผ. ผ่านการดำเนินงานตามกรอบ ESG และ SDGs เพื่อสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ครบทุกมิติอย่างรอบด้าน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือการลดความเข้มข้นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้า (INtensity) อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าลดลงจากฐานในปี 2021 ลงอีก 30% ภายในปี 2030 พร้อมทั้งให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่างๆ ที่สอดคล้องกับทิศทางและแผนแม่บทด้านการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP (Power Development Plan) ของประเทศที่จะมีออกมาในอนาตค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43779 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/EGAT3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะที่การขับเคลื่อน <strong>โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม </strong><strong>EGAT Green i </strong><strong>ปีที่ </strong><strong>3 : Green Innovation for ESG &amp; Circular Future </strong> ของ กฟผ.  ร่วมกับ 8 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โรงงานอุตสาหกรรม องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) Taisei (Thailand) Co.,Ltd. สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด (CPAC Concrete) และ Siam City Concrete Co.,Ltd. ยกระดับนวัตกรรมสีเขียวให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เปิดพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย นักวิจัย สตาร์ทอัพ ภาคอุตสาหกรรม และตลาด สู่การใช้งานจริงและโอกาสเชิงพาณิชย์</p>
<p>โดยมี <strong>คุณศิริวัฒน์ เจ็ดสี</strong> รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน และ <strong>คุณทิเดช เอี่ยมสาย</strong> รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ร่วมแถลงทิศทางโครงการฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ <strong>ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล</strong> กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน <strong>ดร.กชกร วรอาคม</strong> ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบเพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความเสี่ยงด้าน Climate Change  และ <strong>คุณอเล็กซ์ เรนเดลล์</strong> ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ มาร่วมเปิดมุมมองด้าน ESG</p>
<p>ภายในงานยังมีการเสวนา <strong>GREEN INNOVATION FOR ESG &amp; CIRCULAR FUTURE JOURNEY </strong>โดย <strong>ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล</strong> กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน<strong> ดร.กชกร วรอาคม</strong> ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบเพื่ถอสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความเสี่ยงด้าน Climate Change และ <strong>คุณอเล็กซ์ เรนเดลล์</strong> ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ และ CEO ของ EEC Thailand ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่การเปลี่ยน ESG จากกรอบนโยบายไปสู่โครงการที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงบทบาทของนวัตกรรมและการออกแบบในการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนเมืองแบบบูรณาการการลงทุน และนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการปรับตัวและพัฒนาอย่างยืดหยุ่นต่อ Climate Change</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43781 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/EGAT-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>โครงการ </strong><strong>EGAT Green i </strong><strong>ปีที่ </strong><strong>3</strong><strong> เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง </strong><strong>4</strong><strong> กันยายน </strong><strong>2569</strong><strong> เพื่อคัดเลือกเหลือโครงการละ </strong><strong>8</strong><strong> ทีมเข้าสู่ </strong><strong>Boot camp </strong><strong>และคัดเหลือโครงการละ </strong><strong>3</strong><strong> ทีมเพื่อเข้าสู่รอบพัฒนาผลงานเข้มข้น พร้อมงบสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ การทำ </strong><strong>Innovation Clinic </strong><strong>และ </strong><strong>Industrial Validation </strong><strong>ก่อนนำเสนอผลงานใน </strong><strong>Demo Day &amp; Award Ceremony </strong><strong>ในวันที่ </strong><strong>16</strong><strong> ธันวาคม </strong><strong>2569</strong><strong> ชิงเงินรางวัลรวมกว่า </strong><strong>325,000</strong><strong> บาท โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับการเชื่อมโยงกับ กฟผ. ระหว่างเดือนมกราคม </strong><strong>– </strong><strong>มีนาคม </strong><strong>2570</strong><strong> เพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจ นวัตกรรม งานวิจัย หรือการนำไปใช้จริงต่อไป </strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/egat-green-i-esg-circular-future/">กฟผ. เปิด EGAT Green i ปีที่ 3 ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ย้ำผู้นำ Green Innovation ต่อยอด By-product ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิด​ภารกิจ &#8216;Quick Win&#8217; กทม. นโยบา​​ยด้านสิ่งแวดล้อม เร่งด่วน 100 วัน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/bma-environmental-quick-win-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 04:43:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[BMA]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[Quality of Living]]></category>
		<category><![CDATA[Quick Win]]></category>
		<category><![CDATA[SOP]]></category>
		<category><![CDATA[Standard Operating Procedure]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชชาติ สิทธิพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบบาน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ยุทธศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สารวัตรสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อมดี]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43695</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; หลังการกลับเข้ามารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 ของ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้วิสัยทัศน์ การพัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้เป็น เมืองน่าอยู่ มี สิ่งแวดล้อม ที่ดี และมี คุณภาพชีวิต ที่ยั่งยืน นำมาสู่การติดตามนโนบายการพัฒนาที่เคยวางแนวทางไว้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโนบายเร่งด่วน 100 วัน ซึ่งแบ่งงานตาม 4 กลุ่มยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ด้านระบบ ​ด้านเศรษฐกิจ ด้านเมือง และ ​ด้านคนโดยเฉพาะการติดตามนโยบายสำคัญ &#8216;ด้านสิ่งแวดล้อม&#8216; ​ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ​ยกระดับการจัดการขยะ และด้านการจัดการมลพิษ เพื่อรับมือฝุ่น PM2.5 พร้อมการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน ( SOP : Standard Operating Procedure) บูรณาการความร่วมมือ ติดตามผล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นผลจริง เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการ ​และสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามกรอบเวลา1. ด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ&#8211; ตั้งเป้าหมายปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 แสนต้น ภายในระยะเวลา 100 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/bma-environmental-quick-win-policy/">เปิด​ภารกิจ &#8216;Quick Win&#8217; กทม. นโยบา​​ยด้านสิ่งแวดล้อม เร่งด่วน 100 วัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: left;">หลังการกลับเข้ามารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 ของ <strong>คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์</strong> ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้วิสัยทัศน์ การพัฒนา <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">กรุงเทพมหานคร</span> ให้เป็น <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เมืองน่าอยู่</span> มี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> ที่ดี และมี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คุณภาพชีวิต</span> ที่ยั่งยืน</p>
<p><span id="more-43695"></span></p>
<p>นำมาสู่การติดตามนโนบายการพัฒนาที่เคยวางแนวทางไว้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโนบายเร่งด่วน 100 วัน ซึ่งแบ่งงานตาม 4 กลุ่มยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ด้านระบบ ​ด้านเศรษฐกิจ ด้านเมือง และ ​ด้านคน<br class="html-br" /><br class="html-br" />โดยเฉพาะการติดตามนโยบายสำคัญ<strong> &#8216;ด้านสิ่งแวดล้อม</strong>&#8216; ​ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ​ยกระดับการจัดการขยะ และด้านการจัดการมลพิษ เพื่อรับมือฝุ่น PM2.5</p>
<p>พร้อมการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน ( <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SOP</span> : Standard Operating Procedure) บูรณาการความร่วมมือ ติดตามผล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นผลจริง เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการ ​และสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามกรอบเวลา<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>1. ด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; ตั้งเป้าหมายปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 แสนต้น ภายในระยะเวลา 100 วัน โดยมอบหมายทั้ง​ 50 เขต ทำการปลูกเขตละ 2,000 ต้น และสำนักสิ่งแวดล้อม 5,000 ต้น<br class="html-br" />&#8211; แนวทางการปลูก เน้นตามภายภาพพื้นที่ ​เกาะกลางถนน/ ทางเท้า พร้อมระบบติดตาม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs"><a class="x1i10hfl xjbqb8w x1ejq31n x18oe1m7 x1sy0etr xstzfhl x972fbf x10w94by x1qhh985 x14e42zd x9f619 x1ypdohk xt0psk2 x3ct3a4 xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x16tdsg8 x1hl2dhg xggy1nq x1a2a7pz xkrqix3 x1sur9pj x1fey0fg x1s688f" role="link" href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Ftree.bangkok.go.th%2F%3Ffbclid%3DIwcGRvZgFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFRSHFZWU5yUmdpVXRVS1I4c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHpyfofWmkB5X1CHCcQiSFqPPL5E6-hn5smWuZGwlWhtFdVNE3V0wSxqHAR12_aem_YYO72CVOJ1ZQs9uhIvp1xw&amp;h=AUAwUOpOQZlyxhUJjfXWBY_xxPFN7Xhu1xjmQRESqPu2FN_geeVC-SYFvA9vxxklhx85S1PT6MTDUGSH4aX1SWDhPB1TBUaF6xv1JtPSD3mcRq3OZuZg1h13QNMweG5mB5mcDLdHvzMrMVRd&amp;__tn__=-UK*F&amp;c[0]=AUD_6jPogYxN54sncBTBmmdN322m-b8zbsewoU_dEyq1tx5Mawdrr8e331pc4F8uIXm39ib0a5Wp6Ohl2W0e0d3sViIctVICVy34H8zdHT0HB8atZod5nIr0Ltved7FkM8roz-U6r8QgZ3ln9j4W3d8qqwWslC-3FmRcbgNv3JviFjkPIGJRWe53rO-GqTW1vHCJHUVIrsTlyRpUwJU2FrA-5A" target="_blank" rel="nofollow noopener noreferrer">tree.bangkok.go.th</a></span></p>
<ul>
<li> 22 เขตใหญ่ สัดส่วนการปลูก เน้นไม้ยืนต้น 75% ไม้พุ่ม 25% เพื่อดูดซับคาร์บอน</li>
<li>21 เขตเล็ก/สวนน้อย สัดส่วนการปลูก เน้นไม้ยืนต้น 40% ไม้พุ่ม 60% เพื่อดักฝุ่นและสร้างร่มเงา</li>
<li>7 เขตเล็ก/สวนมาก เน้นปลูกไม้พุ่ม 100% เพื่อปรับภูมิทัศน์</li>
</ul>
<p>โดยที่ผ่านมา กทม. ปลูกต้นไม้แล้วกว่า 2.6 ล้านต้น เป็นไม้ยืนต้นกว่า 1.5 ล้านต้น ไม้พุ่ม 9.4 แสนต้น ไม้เลื้อย/ ไม้เถา 1.8 แสนต้น ทั้งจากสำนักงานเขต สำนักสิ่งแวดล้อม หน่วยงานในสังกัด รวมทั้งร่วมกับภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน (ข้อมูล ณ 25 ก.ค. 69 )<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; เร่งดำเนินการฟื้นฟูระบบนิเวศ การพัฒนาทางเดินสีเขียว การดูแลต้นไม้ใหญ่ การขยายพื้นที่สวนสาธารณะและพื้นที่ที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly Park)<br class="html-br" />&#8211; วางมาตรการลดผลกระทบภาวะเกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) เช่น การขยายห้องหลบร้อน และการเพิ่มพื้นที่ร่มเงา<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>2. จัดการขยะต้นทาง (Bangkok Reduce &#8211; Reuse)</strong><br class="html-br" />&#8211; แบนโฟม 100% : ห้ามใช้และจำหน่ายบรรจุภัณฑ์โฟม ในโรงเรียนและหน่วยงานสังกัด กทม.<br class="html-br" />&#8211; Green Event Protocol : บังคับใช้มาตรการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ กทม.<br class="html-br" />&#8211; ศูนย์ขยะชุมชน &amp; อาสาสมัคร : จัดตั้งศูนย์จัดการขยะ อาสาสมัครชักลาก (ซอยแคบ) และอาสาสมัครไม่เทรวมดูแลจุดแยกขยะ<br class="html-br" />&#8211; สงครามสู้หนู : ตัดวงจรอาหารหนู บังคับใช้แนวทาง ‘ทิ้ง 1 ชม. เก็บ 1 ชม.’ บนถนนนำร่อง<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>3. ปรับมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5  </strong><br class="html-br" />&#8211; ตรวจควันดำรถราชการ กทม. ให้ผ่านเกณฑ์ 100% และเพิ่มความถี่การล้างถนน/ดูดฝุ่น/ฉีดล้างใบไม้<br class="html-br" />&#8211; รณรงค์บำรุงรักษาเครื่องยนต์และลงทะเบียน &#8220;บัญชีสีเขียว (Green List)&#8221; เพื่อรับสิทธิ์การวิ่งในเขตมลพิษต่ำ (LEZ) ช่วงวิกฤตฝุ่น<br class="html-br" /><br class="html-br" />นอกจากนี้ กทม. ยังเร่งผลักดันการขับเคลื่อนพร้อมติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย <strong>&#8216;Quick Win&#8217;</strong> เพื่อบรรลุกรอบ 100 วัน ที่ตั้งไว้ ​โดยได้จัดตั้งระบบ <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สารวัตรสิ่งแวดล้อม</span></strong> เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานเดียวกัน อาทิ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>&#8211; จัด​​ทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน SOP (Standard Operating Procedure)</strong> โดยมีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน ตั้งแต่การวางแผน ตรวจสอบ บังคับใช้กฎหมาย รายงานผล และติดตามแก้ไขปัญหา เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานครมีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<p><strong>&#8211; กำหนดตัวชี้วัด <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">KPI</span></strong> มาตรฐาน ทิศทาง เป้าหมายเพื่อร่วมมืออย่างบูรณาการ และแก้ไขปัญหาได้จริง<br class="html-br" /><strong>&#8211; วางระบบติดตามผลดิจิทัล</strong> พื่อความแม่นยำในการตรวจสอบและประเมินผล พร้อม​เชื่อมโยงข้อมูลและระบบดิจิทัลของทั้ง 50 เขต เพื่อติดตามการทำงานอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/bma-environmental-quick-win-policy/">เปิด​ภารกิจ &#8216;Quick Win&#8217; กทม. นโยบา​​ยด้านสิ่งแวดล้อม เร่งด่วน 100 วัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8217; Top 20 ประเทศผู้นำ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/yale-environmental-performance-index-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 04:34:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[20 ประเทศผู้นำ]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental]]></category>
		<category><![CDATA[Index]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Natural]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[Progress]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Top20]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Yale]]></category>
		<category><![CDATA[Yale Environmental Performance Index]]></category>
		<category><![CDATA[Yale Environmental Performance Index 2026]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤต]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43692</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; เมื่อวิกฤติสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่น่ากังวลไปทั่วโลก ทำให้หลายประเทศเดินหน้าเร่งแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีความก้าวหน้าการดำเนินการในแต่ละมิติ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการปกป้องระบบนิเวศ มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8242; อัพเดทดัชนีวัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี ตั้งแต่ปี 2002 และเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่าน The Guardianโดยผลการประเมินดัชนีในปีนี้ พบว่า เอสโตเนีย ลักเซมเบิร์ก และสหราชอาณาจักร เป็นประเทศ 3 อันดับแรก ที่มีความคืบหน้าการดำเนินงานมากที่สุดขณะที่ ญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศหนึ่งเดียวในเอเชีย ที่ติดอันดับอยู่ใน Top20 ท่ามกลางประเทศในลิสต์ 20 อันดับแรก ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรปทั้งหมด ส่วนประเทศที่มีพัฒนาค่อยข้างล่าช้า ในส่วนท้ายตารางยังคงอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งมี ลาว เป็นประเทศที่อยู่อันดับสุดท้ายของการประเมินครั้งนี้สำหรับ 20 ประเทศผู้นำ ที่ได้รับการประเมินสูงสุดในครั้งนี้  ประกอบด้วย1. เอสโตเนีย : 75 คะแนน2. ลักเซมเบิร์ก : 74 คะแนน3. สหราชอาณาจักร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/yale-environmental-performance-index-2026/">มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8217; Top 20 ประเทศผู้นำ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อวิกฤติ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> เป็นเรื่องที่น่ากังวลไปทั่วโลก ทำให้หลายประเทศเดินหน้าเร่งแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีความก้าวหน้าการดำเนินการในแต่ละมิติ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการปกป้องระบบนิเวศ</p>
<p><span id="more-43692"></span><br class="html-br" />มหาวิทยาลัย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Yale</span> เปิดเผยรายงาน &#8216;<strong>Yale Environmental Performance Index 2026&#8242;</strong> อัพเดทดัชนีวัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี ตั้งแต่ปี 2002 และเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่าน The Guardian<br class="html-br" /><br class="html-br" />โดยผลการประเมินดัชนีในปีนี้ พบว่า <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เอสโตเนีย</span> ลักเซมเบิร์ก และสหราชอาณาจักร เป็นประเทศ 3 อันดับแรก ที่มีความคืบหน้าการดำเนินงานมากที่สุด<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่ <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ญี่ปุ่น</span> ถือเป็นประเทศหนึ่งเดียวในเอเชีย ที่ติดอันดับอยู่ใน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Top20</span> </strong>ท่ามกลางประเทศในลิสต์ 20 อันดับแรก ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรปทั้งหมด ส่วนประเทศที่มีพัฒนาค่อยข้างล่าช้า ในส่วนท้ายตารางยังคงอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งมี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ลาว</span> เป็นประเทศที่อยู่อันดับสุดท้ายของการประเมินครั้งนี้<br class="html-br" /><br class="html-br" />สำหรับ <strong>20 ประเทศผู้นำ</strong> ที่ได้รับการประเมินสูงสุดในครั้งนี้  ประกอบด้วย<br class="html-br" /><br class="html-br" />1. เอสโตเนีย : 75 คะแนน<br class="html-br" />2. ลักเซมเบิร์ก : 74 คะแนน<br class="html-br" />3. สหราชอาณาจักร : 72 คะแนน<br class="html-br" />4. ฟินแลนด์ : 71 คะแนน<br class="html-br" />5. เนเธอร์แลนด์ : 71คะแนน<br class="html-br" />6. เยอรมนี : 70 คะแนน<br class="html-br" />7. ฝรั่งเศส : 70 คะแนน<br class="html-br" />8. นอร์เวย์ : 69 คะแนน<br class="html-br" />9. สวีเดน : 69 คะแนน<br class="html-br" />10. ออสเตรีย : 67 คะแนน<br class="html-br" />11. เดนมาร์ก : 67 คะแนน<br class="html-br" />12. สเปน : 66 คะแนน<br class="html-br" />13. กรีซ : 66 คะแนน<br class="html-br" />14. สโลวีเนีย : 65 คะแนน<br class="html-br" />15. สวิตเซอร์แลนด์ : 64 คะแนน<br class="html-br" />16. ญี่ปุ่น : 63 คะแนน<br class="html-br" />17. เช็กเกีย : 63 คะแนน<br class="html-br" />18. โปรตุเกส : 63 คะแนน<br class="html-br" />19. สโลวาเกีย : 62 คะแนน<br class="html-br" />20. ไอร์แลนด์ : 62 คะแนน<br class="html-br" /><br class="html-br" />พร้อมประเทศ<strong> 5 อันดับคะแนนรั้งท้าย</strong> ประกอบด้วย ลาว อยู่ในอันดับ 177 ด้วยคะแนนเพียง 22 คะแนน ตามมาด้วยอินเดีย 23 คะแนน รวมทั้งบังคลาเทศ, สาธารณรัฐมาลี และเวียดนาม ที่ได้ 24 คะแนนเท่ากัน<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong><em>ด้านความก้าวหน้าของ</em> <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ประเทศไทย</span> มีพัฒนาการดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยอยู่ในอันดับที่ 74 ด้วยคะแนน 44 คะแนน ขยับขึ้นจากอันดับ 90 จากการประเมินครั้งก่อนหน้าในปี 2024</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />ทั้งนี้ การประเมินประเทศต่างๆ ครั้งนี้ มองผ่านตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม 47 ปัจจัย ตั้งแต่ความสำเร็จในการลดมล​พิษในอากาศและน้ำ ไปจนถึงความยั่งยืนของป่าไม้ การประมง และพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งรวมถึง​​มาตรการในการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบ เช่น การใช้สารกำจัดศัตรูพืชหรือสารอันตรายต่างๆ และกระบวนการที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น<br class="html-br" /><br class="html-br" />ด้านผลการประเมินโดยภาพรวม ​รายงานแสดงให้เห็นว่ามีความก้าวหน้าในระยะยาวในการลดอันตรายด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น น้ำดื่มที่ไม่ปลอดภัยและมลพิษที่ก่อให้เกิดฝนกรด แม้ว่าทั่วโลกยังคงล่าช้าในการตอบสนองต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยมีเพียงไม่กี่ประเทศที่กำลังดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยมีความตื่นตัวต่อความร้ายแรงของภัยคุกคามจากสภาพภูมิอากาศ จากการที่หลายพื้นที่กำลังเผชิญปัญหาคลื่นความร้อนร้ายแรงที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/yale-environmental-performance-index-2026/">มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8217; Top 20 ประเทศผู้นำ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ญี่ปุ่น&#8217; ​เผชิญ &#8216;Kokushobi&#8217; ทะลุ 40 องศาฯ 5 วันต่อเนื่อง นานสุดรอบ 16 ปี ​ผู้ป่วยฮีทสโตรกพุ่งสูง พร้อมเปิด 4 แนวทาง​ ที่ภาครัฐเตรียมไว้ เพื่อรับมือสถานการณ์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/how-japan-prepared-to-facing-kokushobi/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 Jul 2026 09:01:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Heatstroke]]></category>
		<category><![CDATA[Kokushobi]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติเหลว]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รับมือโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศร้อนจัด]]></category>
		<category><![CDATA[อุณภูมิสูง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคลมแดด]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42814</guid>

					<description><![CDATA[<p>อุณภูมิที่สูงขึ้นกลายเป็นความท้าทายไปทั่วโลก ข้อมูลจาก European Union&#8217;s weather agency, the Copernicus Climate Change Service ได้มีการบันทึกสถิติระหว่างปี 2023 – 2025 พบว่า เป็น 3 ปีที่อุณภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ อีกทั้ง มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในปี 2026 จะยังคงสูงกว่าปกติทั่วโลก &#8216;ประเทศญี่ปุ่น&#8217; เป็นหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นประวัติศาสตร์ มีอุณหภูมิที่ขยับสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันหลายวัน ขณะเดียวกันยังมี​ความตึงเครียดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการจัดหาพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเครื่องปรับอากาศและมาตรการชะลอความร้อนอื่นๆ ปรากฏการณ์ความร้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA) ได้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง Kokushobi (โคคุโชบิ)  ซึ่งแปลได้ว่า ร้อนอย่างทารุณ หรือ ร้อนอย่างรุนแรง สำหรับการเรียกวันที่มีอากาศร้อนจัดจากอุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับจากปี 2007 ที่เคยบัญญัติศัพท์เกี่ยวกับสภาพอากาศร้อนอย่างคำว่า Moshobi (โมโชบิ) สำหรับใช้เรียกวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/how-japan-prepared-to-facing-kokushobi/">&#8216;ญี่ปุ่น&#8217; ​เผชิญ &#8216;Kokushobi&#8217; ทะลุ 40 องศาฯ 5 วันต่อเนื่อง นานสุดรอบ 16 ปี ​ผู้ป่วยฮีทสโตรกพุ่งสูง พร้อมเปิด 4 แนวทาง​ ที่ภาครัฐเตรียมไว้ เพื่อรับมือสถานการณ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อุณภูมิที่สูงขึ้นกลายเป็นความท้าทายไปทั่วโลก ข้อมูลจาก European Union&#8217;s weather agency, the Copernicus Climate Change Service ได้มีการบันทึกสถิติระหว่างปี 2023 – 2025 พบว่า เป็น 3 ปีที่อุณภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ อีกทั้ง มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในปี 2026 จะยังคงสูงกว่าปกติทั่วโลก</p>
<p><span id="more-42814"></span></p>
<p><strong>&#8216;ประเทศญี่ปุ่น&#8217;</strong> เป็นหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นประวัติศาสตร์ มีอุณหภูมิที่ขยับสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันหลายวัน ขณะเดียวกันยังมี​ความตึงเครียดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการจัดหาพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเครื่องปรับอากาศและมาตรการชะลอความร้อนอื่นๆ</p>
<p>ปรากฏการณ์ความร้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA) ได้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง <strong>Kokushobi (โคคุโชบิ)</strong>  ซึ่งแปลได้ว่า <strong>ร้อนอย่างทารุณ </strong>หรือ <strong>ร้อนอย่างรุนแรง</strong> สำหรับการเรียกวันที่มีอากาศร้อนจัดจากอุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับจากปี 2007 ที่เคยบัญญัติศัพท์เกี่ยวกับสภาพอากาศร้อนอย่างคำว่า <strong>Moshobi (โมโชบิ)</strong> สำหรับใช้เรียกวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสมาแล้วก่อนหน้านี้</p>
<figure id="attachment_43364" aria-describedby="caption-attachment-43364" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43364 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/JP-Heat-Wave4.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-43364" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>อุณหภูมิญี่ปุ่นพุ่งสูง เผชิญภาวะ Kokushobi มากสุดรอบ 16 ปี</strong></p>
<p>ล่าสุด <a href="https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/th/news/20260725_07/" target="_blank" rel="noopener"><strong>NHK World Japan</strong></a> ระบุข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เมื่อ 23 ก.ค. 2026 ถึงสถานการณ์ที่อุณหภูมิ​สูงขึ้นมากกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันนานถึง 5 วัน ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีการรวบรวมข้อมูลที่สามารถนำมาเทียบเคียงได้ตั้งแต่ปี 2010 หรือในรอบ 16 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>พร้อมทั้งการ​ออกประกาศเตือนภาวะฮีทสโตรกใน  37 จังหวัด จากทั้งหมด 47 จังหวัดของญี่ปุ่น และจำนวนผู้ป่วยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยหน่วยดับเพลิงโตเกียวระบุว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม มีการนำตัวประชาชน 453 คนส่งโรงพยาบาลด้วยอาการที่สงสัยว่าเป็นฮีตสโตรก นับเป็นจำนวนสูงสุดในรอบ 16 ปีเช่นกัน</p>
<figure id="attachment_43363" aria-describedby="caption-attachment-43363" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43363 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/NHK1.jpg" alt="" width="1200" height="657" /><figcaption id="caption-attachment-43363" class="wp-caption-text">Photo : https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/th/news/</figcaption></figure>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการขอให้ประชาชนใช้เครื่องปรับอากาศ ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอและรับประทานเกลือแร่ให้บ่อยครั้ง รวมถึงหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันอาการฮีทสโตรก รวมทั้งการแจ้งเตือนให้ระมัดระวัง ภัยจากดินถล่ม น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ แม่น้ำเอ่อล้นตลิ่ง ฟ้าผ่า และลมกระโชกแรงฉับพลัน ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ</p>
<p>สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดความตระหนักและเฝ้าระวังผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในญี่ปุ่น ท่ามกลาง​ความเสี่ยง​​ด้านต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นตามความร้อนแรงของสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้ง​ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ จากการเผชิญภาะวอากาศร้อนจัดในช่วงนี้  รวมทั้งผลกระทบระยะยาว เช่น ความสามารถในการผลิตที่ลดลง ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องเร่งดำเนินการป้องกันในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่น</p>
<figure id="attachment_43369" aria-describedby="caption-attachment-43369" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43369 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/JP-Heat-Wave3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-43369" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>4 วิธีรับมือสภาพ &#8216;อากาศร้อนจัด&#8217; ในประเทศญี่ปุ่น</strong></p>
<p>World Economic Forum เผยแพร่แนวทางการรับมือต่อสภาพอากาศที่ร้อนจัดของญี่ปุ่น โดยดำเนินงานผ่าน 4 มาตรการสำคัญ ประกอบไปด้วย</p>
<p><strong>1. มาตรการด้านพลังงาน รองรับการใช้งานเครื่องปรับอากาศ</strong></p>
<p>ฤดูร้อนของญี่ปุ่นมีลักษณะเด่นคืออุณหภูมิสูงและความชื้นสูง ทำให้เหงื่อระเหยได้ยาก ส่งผลให้เสี่ยงต่อภาวะเป็นโรคลมแดด (Heatstroke) ดังนั้น การใช้เครื่องปรับอากาศจึงไม่ใช่แค่เพื่อความสะดวกสบาย แต่ยังช่วยปกป้องชีวิตได้อีกด้วย</p>
<p>ในเดือนพฤษภาคม ปี 2026 ที่ผ่านมา กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ได้จัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอสำหรับความต้องการสูงสุดในช่วงฤดูร้อน และได้ชะลอประกาศขอความร่วมมือประหยัดไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน</p>
<p>แม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาเชื้อเพลิงที่นำไปสู่ความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ กระทรวงฯ ได้ระบุว่า การพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันของญี่ปุ่นยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจำกัด ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และแหล่งพลังงานอื่นๆ จะช่วยตอบสนองความต้องการในช่วงฤดูร้อนปีนี้ได้ รัฐบาลยังได้มีการส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย</p>
<p>ในกรุงโตเกียว รัฐบาลท้องถิ่นประกาศยกเว้นค่าน้ำประปาเป็นเวลา 4 เดือน ราว 8 ล้านครัวเรือน มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือนของครัวเรือนได้ประมาณ 5,000 เยน เนื่องจากพบผู้ป่วยโรคลมแดดจำนวนมากเกิดขึ้นภายในบ้าน นโยบายนี้จึงมุ่งเป้าไปที่การบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและส่งเสริมให้ประชาชนใช้เครื่องปรับอากาศได้อย่างไม่ลังเล แม้ว่าค่าครองชีพจะสูงขึ้นก็ตาม</p>
<p><strong>2.  ส่งเสริมการปรับตัวในสภาพอากาศร้อน</strong></p>
<p>ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อนอย่างฉับพลันได้ทันที และการปรับตัวต่ออากาศร้อนที่ไม่เพียงพอจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโรคลมแดดได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงส่งเสริม &#8216;การปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อน&#8217; ซึ่งเป็นกระบวนการที่ให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนก่อนที่จะมาถึง</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ การเริ่มส่งเสริมการออกกำลังกายเบาๆ การอาบน้ำอุ่น และกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเหงื่อของร่างกายจึงได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน และสื่อต่างๆ ได้ร่วมเผยแพร่สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อนและความสำคัญของวิธีการเหล่านั้น ช่วยสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการสร้างความแข็งแกร่งเพื่อรับมือกับอากาศร้อนก่อนถึงช่วงฤดูร้อน</p>
<figure id="attachment_43367" aria-describedby="caption-attachment-43367" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43367 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/JP-Heat-Wave1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-43367" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>3. ภาคธุรกิจแนวใหม่ หนุนการป้องกันโรคลมแดด</strong></p>
<p>มาตรการป้องกันโรคลมแดดถูกบังคับใช้ในสถานที่ทำงานของญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2025 ส่งผลให้การเสียชีวิตในสถานที่ทำงานเนื่องจากโรคลมแดดลดลงครึ่งหนึ่งในปี 2025 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา</p>
<p>ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคลมแดดกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม ซันโทรี (Suntory) ของประเทศญี่ปุ่น ได้ผสานการบริการด้านการป้องกันโรคลมแดดเข้ากับเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ให้ความสดชื่น และสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มได้ง่ายขึ้นผ่านเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ รวมถึงการให้ความรู้และการสัมมนาด้านความปลอดภัยแก่พนักงาน เพื่อสนับสนุนพนักงานที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงอีกด้วย</p>
<p>ทางด้านบริษัทไดกิ้น (Daikin) ได้ร่วมมือกับ Future Design Shibuya และมหาวิทยาลัยโอซากา เปิดตัวโครงการ Shibuya Green Shift Project ซึ่งเป็นโครงการทดลองเกี่ยวกับจุดระบายความร้อน การจัดการอาคารประหยัดพลังงาน และแผนผังแสดงความเสี่ยงจากโรคลมแดด รวมถึงโครงการใหม่อื่นๆ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่นเช่นนี้ กำลังช่วยสร้างสังคมที่ปรับตัวเข้ากับอากาศร้อนได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p><strong>4. </strong><strong>สร้างความยืดหยุ่น ในยุคที่อากาศร้อนรุนแรง</strong></p>
<p>เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น การปกป้องผู้คนจากอากาศร้อนจัดจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาชีวิตและดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความเป็นอยู่ของผู้คนและชุมชน ดังนั้น การทำงานแบบบูรณาการจากหลายภาคส่วนของญี่ปุ่น นับเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการปรับตัวของสังคมให้เข้ากับอากาศร้อนที่นับวันยิ่งอันตรายมากขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ</p>
<p><strong><em>เนื่องจากอุณหภูมิยังคงสูงขึ้นทั่วโลก ความพยายามเหล่านี้จึงเป็นบทเรียนที่น่าสนใจ สำหรับประเทศอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับความร้อนที่มากขึ้นในอนาคต</em></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : NHK World Japan, World Economic Forum</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/how-japan-prepared-to-facing-kokushobi/">&#8216;ญี่ปุ่น&#8217; ​เผชิญ &#8216;Kokushobi&#8217; ทะลุ 40 องศาฯ 5 วันต่อเนื่อง นานสุดรอบ 16 ปี ​ผู้ป่วยฮีทสโตรกพุ่งสูง พร้อมเปิด 4 แนวทาง​ ที่ภาครัฐเตรียมไว้ เพื่อรับมือสถานการณ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TEI หนุนโมเดล Sponge City รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชี้ทางรอดไทย! ต้องแก้ที่ &#8216;โครงสร้างผังเมือง&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/sponge-city-climate-adaptation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 16:03:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[EIA]]></category>
		<category><![CDATA[Green Water Retention]]></category>
		<category><![CDATA[Sponge City]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ผังเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่หน่วงน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองฟองน้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43246</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม และองค์กรที่มีบทบาทเป็นคลังสมอง (Think Tank) ระดับแนวหน้าของประเทศ เสนอแนวทางการยกระดับกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่สู่การเป็น &#8220;เมืองฟองน้ำ&#8221; รับมือกับวิกฤตฝนตกชุกสะสมเฉียบพลันในยุคโลกเดือด ชี้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในปัจจุบันจำเป็นต้อง “ปรับ-เปลี่ยน” โครงสร้างผังเมืองและการตั้งถิ่นฐานแทนการตั้งรับระยะสั้น โดยเสนอภาครัฐบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน NAP พร้อมปรับปรุงเกณฑ์ EIA บังคับใช้พื้นที่หน่วงน้ำสีเขียวในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ลดความเสี่ยงวิกฤตอัมพาตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดเผยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ก้าวเข้าสู่ยุคโลกเดือด ส่งผลให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและผันผวนสูง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉียบพลันในปริมาณมหาศาล ซึ่งระบบระบายน้ำทางวิศวกรรมแบบเดิมไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป สังคมจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกรอบความคิดจากการมองปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเพียงเรื่องขยะอุดท่อหรือน้ำรอระบายรายวัน ไปสู่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างในระยะยาว “ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีแผนแม่บทบูรณาการเรื่องทรัพยากรน้ำที่ปรับตัวได้ทันต่อยุคโลกเดือด แผนแนวทางแบบเก่าที่มีอยู่นั้นรับไม่ทัน และไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้ผลกระทบต่อภาคเมืองและเกษตรกรรม จะยิ่งทวีความรุนแรงและมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว” ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับข้อมูลภูมิสารสนเทศจากระบบ Disaster Platform ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ที่แสดงภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่น้ำท่วมขังสะสมในฤดูมรสุมที่ผ่านมา ซึ่งแผ่ขยายวงกว้างกว่า 1.2 ถึง 2.4 ล้านไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีระดับน้ำแช่ขังลึกมากกว่า 1 เมตร ยาวนานจนดินอิ่มน้ำเกินขีดจำกัด สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างผังเมือง เพิ่มระบบการระบายน้ำ การชะลอน้ำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/sponge-city-climate-adaptation/">TEI หนุนโมเดล Sponge City รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชี้ทางรอดไทย! ต้องแก้ที่ &#8216;โครงสร้างผังเมือง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) <strong>ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม และองค์กรที่มีบทบาทเป็นคลังสมอง (</strong><strong>Think Tank) </strong><strong>ระดับแนวหน้าของประเทศ</strong> เสนอแนวทางการยกระดับกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่สู่การเป็น &#8220;<strong>เมืองฟองน้ำ</strong>&#8221; รับมือกับวิกฤตฝนตกชุกสะสมเฉียบพลันในยุคโลกเดือด</p>
<p><span id="more-43246"></span></p>
<p>ชี้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในปัจจุบันจำเป็นต้อง “ปรับ-เปลี่ยน” โครงสร้างผังเมืองและการตั้งถิ่นฐานแทนการตั้งรับระยะสั้น โดยเสนอภาครัฐบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน NAP พร้อมปรับปรุงเกณฑ์ EIA บังคับใช้พื้นที่หน่วงน้ำสีเขียวในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ลดความเสี่ยงวิกฤตอัมพาตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน</p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) </strong>เปิดเผยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ก้าวเข้าสู่ยุคโลกเดือด ส่งผลให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและผันผวนสูง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉียบพลันในปริมาณมหาศาล ซึ่งระบบระบายน้ำทางวิศวกรรมแบบเดิมไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป สังคมจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกรอบความคิดจากการมองปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเพียงเรื่องขยะอุดท่อหรือน้ำรอระบายรายวัน ไปสู่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43355 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพประกอบข่าว-6.jpg" alt="" width="1200" height="821" /></p>
<p><em>“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีแผนแม่บทบูรณาการเรื่องทรัพยากรน้ำที่ปรับตัวได้ทันต่อยุคโลกเดือด แผนแนวทางแบบเก่าที่มีอยู่นั้นรับไม่ทัน และไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้ผลกระทบต่อภาคเมืองและเกษตรกรรม จะยิ่งทวีความรุนแรงและมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว”</em></p>
<p>ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับข้อมูลภูมิสารสนเทศจากระบบ Disaster Platform ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ที่แสดงภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่น้ำท่วมขังสะสมในฤดูมรสุมที่ผ่านมา ซึ่งแผ่ขยายวงกว้างกว่า 1.2 ถึง 2.4 ล้านไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีระดับน้ำแช่ขังลึกมากกว่า 1 เมตร ยาวนานจนดินอิ่มน้ำเกินขีดจำกัด สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างผังเมือง เพิ่มระบบการระบายน้ำ การชะลอน้ำ เมืองใหญ่จะเผชิญความเสี่ยงต่อวิกฤตอัมพาตทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43358 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพประกอบข่าว-1-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>TEI ได้นำเสนอทางออกเชิงรุกที่สอดคล้องกับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมขยายความถึงแนวคิด <strong>เมืองฟองน้ำ</strong> (Sponge City) ว่า หัวใจสำคัญคือการมีพื้นที่สีเขียวที่ทำหน้าที่รองรับและซับน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้ จากการศึกษาของ TEI มีข้อสังเกตที่น่ากังวลว่า ปัจจุบันเมืองใหญ่ของไทยยังขาดแคลนพื้นที่ดังกล่าว โดยมีสัดส่วนที่น้อยมากและไม่เพียงพอต่อการซับมวลน้ำมหาศาล</p>
<p>TEI จึงเน้นย้ำถึงแนวทางการร่วมมือกับชุมชนต้นแบบในการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System: EWS) และการบริหารจัดการพื้นที่หน่วงน้ำสีเขียว (Green Water Retention) ในระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐในการปรับปรุงเกณฑ์การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อบังคับใช้มาตรการเพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำสีเขียวในโครงการสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างยุคใหม่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ซับน้ำฝนและหน่วงน้ำให้กับเมืองในยามวิกฤต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43356 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพประกอบข่าว-3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ทั้งนี้ แนวคิด Sponge City ประสบความสำเร็จและมีการบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ที่เปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำเลียบแม่น้ำแยงซีให้เป็นสวนสาธารณะซับน้ำขนาดใหญ่ โครงการ ABC Waters ของประเทศสิงคโปร์ ที่ปรับเปลี่ยนคลองคอนกรีตให้เป็นแม่น้ำธรรมชาติคดเคี้ยวเพื่อหน่วงน้ำในสวนสาธารณะบิชาน-อังโมเกียว (Bishan-Ang Mo Kio Park)</p>
<p>สำหรับประเทศไทย TEI ประเมินว่ามีความพร้อมและโอกาสสูงในการนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้จริง โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณลงทุนมหาศาลจากศูนย์ แต่สามารถขับเคลื่อนได้ทันทีผ่านการปรับปรุงกฎหมายผังเมือง กำหนดพื้นที่ Buffer Zone (แนวกันชน) การยกระดับเกณฑ์ EIA เพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน และการปรับปรุงฟังก์ชันของสวนสาธารณะเดิมในเขตเมืองให้ทำหน้าที่เป็นฟองน้ำซับน้ำตามธรรมชาติ</p>
<p>&#8220;การรื้อระบบเชิงโครงสร้างและแผนแม่บททรัพยากรน้ำของประเทศให้เท่าทันโลกเดือด เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเงื่อนเวลา หากเราเริ่มต้นลงมือทำตั้งแต่วันนี้ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 10 ปีจึงจะประสบความสำเร็จและเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่ถ้าหากเราเลือกที่จะไม่เริ่มต้นนับหนึ่งเลยตั้งแต่วันนี้ ความมั่นคง ความยั่งยืน ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้านต่างๆ ของประชากรไทย ก็จะยิ่งถูกทิ้งห่างไกลออกไปและยากเกินกว่าจะกลับมาควบคุมได้ เช่น การเพิ่มช่องระบายน้ำในถนนสายหลักต่างๆ ที่กีดขวางลำน้ำ&#8221; <strong>ดร.วิจารย์ </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43353 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Photo-post-เมืองฟองน้ำ-2.jpg" alt="" width="640" height="800" /></p>
<p>อย่างไรก็ดี ในยุคที่โลกเดือดแปรเปลี่ยนวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในบทบาท Think Tank และหน่วยงานพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นขับเคลื่อนและสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระดับประเทศ เพื่อส่งมอบ <strong>‘แนวคิดการปรับตัว’</strong> (Climate Adaptation) ให้แก่สังคมไทย พร้อมร่วมเปลี่ยนผ่านทุกภาคส่วนไปสู่การเติบโตที่สมดุลและยั่งยืน เพราะในวันนี้ การปรับตัว ‘ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด’ ร่วมติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อม และความเคลื่อนไหวของ TEI ได้ที่ เฟซบุ๊กเพจ <a href="https://www.google.com/search?q=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftei.or.th%2F" target="_blank" rel="noopener">www.facebook.com/tei.or.th/</a> และเว็บไซต์ <a href="https://www.tei.or.th/" target="_blank" rel="noopener">https://www.tei.or.th/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/sponge-city-climate-adaptation/">TEI หนุนโมเดล Sponge City รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชี้ทางรอดไทย! ต้องแก้ที่ &#8216;โครงสร้างผังเมือง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TEI เปิด 3 ความเสี่ยง​ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; กระทบความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมเฝ้าระวังปรากฏการณ์หลุมยุบในพื้นที่เปราะบาง แนะปรับตัวผ่านการ &#8216;วางผังเมืองเชิงรุก&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-risks-to-water-resources/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Jul 2026 11:00:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[El Nino]]></category>
		<category><![CDATA[extreme weather]]></category>
		<category><![CDATA[NAP]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำใต้ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[วางผังเมืองเชิงรุก]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[แผ่นดินทรุดตัว]]></category>
		<category><![CDATA[แผนที่ความเสี่ยงทางธรณีวิทยายุคโลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42932</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) นำเสนอมิติใหม่ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติยุคโลกเดือด (Global Boiling) จากผลกระทบปรากฏการณ์ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ที่ส่งสัญญาณแรง มีแนวโน้มรุนแรง และต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลต่อน้ำต้นทุน การกักเก็บน้ำ และพฤติกรรมการใช้น้ำบาดาลในภาคส่วนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาแล้ง ที่จะเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2569 จนอาจกระทบต่อโครงสร้างชั้นดินและเพิ่มแนวโน้มการเกิดปรากฏการณ์หลุมยุบในพื้นที่เปราะบางทางธรณีวิทยา TEI จึงเสนอแนวทางเชิงนโยบายให้ภาครัฐยกระดับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ และสาขาการบริหารจัดการน้ำ โดยเร่งบูรณาการฐานข้อมูลระดับประเทศร่วมกับหน่วยงานด้านธรณีวิทยาเพื่อจัดทำ &#8216;แผนที่ความเสี่ยงทางธรณีวิทยายุคโลกเดือด&#8217; เปลี่ยนผ่านจากการบริหารจัดการเชิงรับสู่การ &#8216;วางผังเมืองเชิงรุก&#8217; เพื่อความมั่นคงทางโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดเผยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ในปัจจุบัน กำลังท้าทายระบบความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำของประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน แบบจำลองภูมิอากาศจากสถาบันระดับโลกทั้ง NOAA, IRI และ ECMWF ต่างยืนยันตรงกันถึงแนวโน้มความรุนแรงของเอลนีโญในรอบปี 2026–2027 ที่อาจพัฒนาสู่ระดับ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño) ด้วยดัชนีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าปกติเกิน 2.0 องศาเซลเซียส ซึ่งเสี่ยงต่อการทำลายสถิติความร้อนในรอบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-risks-to-water-resources/">TEI เปิด 3 ความเสี่ยง​ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; กระทบความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมเฝ้าระวังปรากฏการณ์หลุมยุบในพื้นที่เปราะบาง แนะปรับตัวผ่านการ &#8216;วางผังเมืองเชิงรุก&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)</strong> นำเสนอมิติใหม่ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติยุคโลกเดือด (Global Boiling) จากผลกระทบปรากฏการณ์ <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> ที่ส่งสัญญาณแรง มีแนวโน้มรุนแรง และต่อเนื่องยาวนาน</p>
<p><span id="more-42932"></span></p>
<p>ส่งผลต่อน้ำต้นทุน การกักเก็บน้ำ และพฤติกรรมการใช้น้ำบาดาลในภาคส่วนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาแล้ง ที่จะเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2569 จนอาจกระทบต่อโครงสร้างชั้นดินและเพิ่มแนวโน้มการเกิดปรากฏการณ์หลุมยุบในพื้นที่เปราะบางทางธรณีวิทยา</p>
<p>TEI จึงเสนอแนวทางเชิงนโยบายให้ภาครัฐยกระดับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ และสาขาการบริหารจัดการน้ำ โดยเร่งบูรณาการฐานข้อมูลระดับประเทศร่วมกับหน่วยงานด้านธรณีวิทยาเพื่อจัดทำ <strong>&#8216;แผนที่ความเสี่ยงทางธรณีวิทยายุคโลกเดือด&#8217;</strong> เปลี่ยนผ่านจากการบริหารจัดการเชิงรับสู่การ <strong>&#8216;วางผังเมืองเชิงรุก&#8217;</strong> เพื่อความมั่นคงทางโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42933 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ดร.วิจารย์-สิมาฉายา-ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI)</strong> เปิดเผยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ในปัจจุบัน กำลังท้าทายระบบความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำของประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน แบบจำลองภูมิอากาศจากสถาบันระดับโลกทั้ง NOAA, IRI และ ECMWF ต่างยืนยันตรงกันถึงแนวโน้มความรุนแรงของเอลนีโญในรอบปี 2026–2027 ที่อาจพัฒนาสู่ระดับ <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño)</strong> ด้วยดัชนีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าปกติเกิน 2.0 องศาเซลเซียส ซึ่งเสี่ยงต่อการทำลายสถิติความร้อนในรอบ 70 ปี และส่งคลื่นความร้อนตรงสู่ฝั่งทะเลไทย</p>
<p>สำหรับบริบทของประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุไทม์ไลน์เด่นชัดว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่สภาวะเอลนีโญแล้ว และจะเผชิญช่วงฝนทิ้งช่วงในระหว่างเดือนกรกฎาคม &#8211; สิงหาคม 2569 ก่อนจะเข้าสู่ช่วงวิกฤตสูงสุดในระหว่างเดือนตุลาคม 2569 &#8211; เมษายน 2570 ซึ่งเป็นสภาวะคอมโบระหว่างลมหนาวที่เป็นมวลอากาศแห้งกับเอลนีโญรุนแรง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42936 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Elnino1.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><em><strong>ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำผิวดินลดต่ำลงอย่างวิกฤต สถานการณ์นี้เป็นปัจจัยเร่งให้ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ต้องหันไปพึ่งพาการดึงน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในปริมาณที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ </strong></em>เพื่อความอยู่รอด สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องทำแผนปรับตัว (Climate Adaptation) บูรณาการข้อมูลร่วมกันเพื่อควบคุมสมดุลน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย</p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ </strong>ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างปริมาณน้ำต้นทุนที่จำกัด กับความจำเป็นในการบริหารจัดการโครงสร้างใต้ดินอย่างเป็นระบบ โดยมีอินไซต์สำคัญ 3 มิติดังนี้</p>
<p><strong>&#8211; ปริมาณน้ำใช้การได้จริงทั่วประเทศ เหลือเพียง </strong><strong>41</strong><strong>%</strong></p>
<p>จากข้อมูลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดสถิติล่าสุด พบน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศเหลือใช้การได้จริง 41% โดยมี <strong>เขื่อนใหญ่ 8 แห่ง ที่น้ำลดต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมขั้นต่ำ</strong> ได้แก่ เขื่อนแม่มอก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนคลองสียัด เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนปราณบุรี และเขื่อนบางลาง ส่งผลกระทบต่อเนื่องให้พื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนสำคัญ ทั้ง อ.ปราณบุรี อ.เมือง อ.ทับสะแก (ประจวบคีรีขันธ์) รวมถึงเกาะสมุย เกาะเต่า และเกาะพะงัน ที่เผชิญภาวะน้ำต้นทุนต่ำขั้นวิกฤต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42934 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Elnino5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; แนวโน้มสูบน้ำบาดาลช่วงภัยแล้ง พุ่งสูง </strong><strong>25-30</strong><strong>%</strong></p>
<p>จากข้อมูลของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุว่า เมื่อน้ำผิวดินขาดแคลนจากภัยแล้ง ภาคการเกษตรและชุมชนในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำเป็นต้องดึงน้ำบาดาลขึ้นมาใช้สูงกว่าปกติถึง 25-30% ซึ่งการสูบน้ำใต้ดินปริมาณมหาศาลในระยะเวลาอันสั้นนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ระดับน้ำใต้ดินลดลงอย่างรวดเร็ว</p>
<p><strong>&#8211; แผ่นดินเสี่ยงทรุดตัว </strong><strong>1-5</strong><strong> เซนติเมตรต่อปี</strong></p>
<p>การลดลงของน้ำใต้ดินทำให้โครงสร้างใต้ดินสูญเสียแรงดันน้ำที่เคยช่วยค้ำยันชั้นดินเหนียวอ่อนและโพรงหินปูน โดยองค์การสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ยืนยันว่า<em><strong>เมืองใหญ่ทั่วโลกที่ใช้น้ำใต้ดินเกินสมดุล มีอัตราแผ่นดินทรุดตัวเฉลี่ย 1-5 เซนติเมตรต่อปี</strong> </em>สอดคล้องกับสถิติกรมทรัพยากรธรณีที่พบว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา กว่า 70% ของกรณีการเกิดหลุมยุบในพื้นที่หินปูนทางภาคใต้และภาคตะวันตก มีจุดเริ่มต้นมาจากระดับน้ำใต้ดินที่ลดลงอย่างรวดเร็วและผิดปกติในช่วงฤดูแล้งที่ยาวนาน</p>
<p>ทั้งนี้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ยื่นยุทธศาสตร์ผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระดับชาติ (Big Data) ระหว่างหน่วยงานหลัก ได้แก่ สทนช. กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมทรัพยากรธรณี เพื่อร่วมกันจัดทำ <strong>&#8216;แผนที่ความเสี่ยงทางธรณีวิทยายุคโลกเดือด&#8217;</strong> ภายใต้แนวทางแผน NAP สาขาการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42935 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Elnino7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ซึ่งการยกระดับเครื่องมือนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านจากระบบการทำงานเชิงรับ ไปสู่การวางผังเมืองปรับตัวเชิงรุก โดยนำสถิติน้ำต้นทุนผิวดินและสภาพโครงสร้างชั้นน้ำใต้ดินมาเป็นตัวกำหนดกฎหมายผังเมือง จำกัดเขตการสูบน้ำบาดาลในพื้นที่เปราะบางอย่างเข้มงวด และออกแบบวิศวกรรมฐานรากของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ให้ยืดหยุ่น สอดรับกับสภาพใต้ผิวโลกที่แปรปรวนในปัจจุบัน <strong>ดร.วิจารย์ </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>อย่างไรก็ดี ในยุคที่โลกเดือดแปรเปลี่ยนวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในบทบาท Think Tank และหน่วยงานพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเป็นคลังความรู้และกลไกเชื่อมโยงทุกภาคส่วน พร้อมขับเคลื่อนและเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) ของคนไทยให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เพราะในวันนี้การปรับตัว “ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด” ติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรมของ TEI เพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กเพจ <a href="http://www.facebook.com/tei.or.th/" target="_blank" rel="noopener">www.facebook.com/tei.or.th/</a> และเว็บไซต์ <a href="https://www.tei.or.th/" target="_blank" rel="noopener">https://www.tei.or.th/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-risks-to-water-resources/">TEI เปิด 3 ความเสี่ยง​ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; กระทบความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมเฝ้าระวังปรากฏการณ์หลุมยุบในพื้นที่เปราะบาง แนะปรับตัวผ่านการ &#8216;วางผังเมืองเชิงรุก&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 11:23:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[Village to the World Season 5]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุงโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[ตะนุ สมนาม]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์​]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าดงใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42896</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ หลังเข้าร่วม โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ <strong>ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ</strong> หลังเข้าร่วม <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-42896"></span></p>
<p>ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42901 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/22.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 แล้ว โดยจังหวัดอำนาจเจริญอยู่ในโครงการระยะที่ 3 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 2566 ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ยโสธร และอำนาจเจริญ โดยมีภาคเอกชนจากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมสนับสนุน ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจเครื่องดื่ม พลังงาน ปิโตรเคมี การเงินและธนาคาร การบิน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเกษตรอาหาร</p>
<p><em>สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลความยั่งยืนจากดอยตุงสามารถขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ ได้จริง และการดูแลป่าชุมชนไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ภาคธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชนเข้าด้วยกัน </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42897 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/1.jpg" alt="" width="1200" height="843" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ </strong>กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาปรับใช้ในการขยายโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไปยังป่าชุมชนในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่มีทั้งความเข้มแข็งของชุมชน ฐานทรัพยากรป่าชุมชน และความพร้อมของผู้นำท้องถิ่น ปัจจุบันในภาคอีสานมีพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดยโสธร</p>
<p>“สิ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ความสำคัญคือการทำให้การดูแลป่าเชื่อมโยงกับชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง <em><strong>ป่าชุมชนไม่ใช่เพียงพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นฐานทรัพยากร ฐานอาชีพ และฐานเศรษฐกิจของคนในพื้นที่</strong></em> หากชุมชนมีระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง คาร์บอนเครดิตจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้การดูแลป่าเกิดความต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนได้ในระยะยาว” นายสมิทธิกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42898 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวว่า พื้นที่ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน 16,385 ไร่ และพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน 1,761 ครัวเรือน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้อง 7,596 คน<em><strong> ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจและปรับปรุงข้อมูลพื้นที่โครงการ เพื่อยืนยันขอบเขตพื้นที่ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอน</strong></em> จัดทำรายงานติดตามผลปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอก และยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.<em><strong> โดยคาดว่าจะได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตภายในสิ้นปีนี้</strong></em></p>
<p>โดยชุมชนทั้ง 13 หมู่บ้าน ได้รับการสนับสนุนเพื่อนำไปบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุน โดย <strong>กองทุนดูแลป่า</strong>ใช้สำหรับกิจกรรมป้องกันไฟป่า การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน การเฝ้าระวังไฟป่า การปลูกป่าเสริม และการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า ซึ่งจากการดำเนินงาน​ <em><strong>ช่วยให้การเกิดไฟป่าลดลงได้ถึง 90%</strong> </em>ส่วน<strong>กองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน </strong>ช่วยให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับพัฒนาพื้นที่และต่อยอดกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างรอคาร์บอนเครดิต อาทิ การแปรรูปอาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42899 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/11.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ร่วมกับภาคี ภายใต้โครงการ <strong>Village to the World Season 5</strong> ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นหนึ่งในภาคีที่ร่วมสนับสนุนการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งเรียนรู้ด้านความยั่งยืน เพื่อเชื่อมโยงทุนธรรมชาติ วิถีชีวิต และศักยภาพของชุมชนให้เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรในระยะยาว</p>
<p><em>“จุดเด่นของพื้นที่นี้คือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงผืนป่าอนุรักษ์ แต่เป็นทุนชีวิตของชุมชน ทั้งในฐานะแหล่งอาหารตามฤดูกาล แหล่งรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ ฐานอาชีพ และพื้นที่ที่กำลังต่อยอดไปสู่เส้นทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ถือเป็นพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการดูแลป่า ชุมชน และการเปลี่ยนทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42900 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/12.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ป่าดงใหญ่ในตำบลสร้างถ่อน้อยยังมีความโดดเด่นในฐานะ &#8216;<strong>ซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ</strong>&#8216; ของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ และพื้นที่ชีวิตของคนในตำบล ไม่ว่าจะเป็นเห็ดตามฤดูกาล ไข่มดแดง แมงจินูน แมงแคง ปลาและทรัพยากรธรรมชาติจากแหล่งน้ำ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานศิลปะหัตถกรรม เช่น การทอผ้าไหม งานจักสาน การแปรรูปผลผลิตจากธรรมชาติ และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แบบอัดเม็ด ซึ่งสะท้อนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการต่อยอดกองทุนพัฒนาชุมชนให้เกิดรายได้หมุนเวียนในพื้นที่</p>
<p><strong>ด้านคุณตะนุ สมนาม ประธานป่าชุมชนบ้านคำข่า และกำนันตำบลสร้างถ่อน้อย</strong> กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการทำให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าของการดูแลป่าชัดเจนขึ้น จากเดิมที่ชาวบ้านช่วยกันรักษาป่าดงใหญ่ในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และพื้นที่ชีวิตของคนทั้งตำบล วันนี้การดูแลป่ามีแผน มีหน้าที่ และมีเป้าหมายร่วมกันมากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังไฟป่า การดูแลแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการร่วมกันคิดว่าจะใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างไรให้เกิดประโยชน์โดยไม่ทำลายป่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42904 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“สิ่งที่ชุมชนภูมิใจคือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงป่าที่ชาวบ้านช่วยกันรักษา แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน คาร์บอนเครดิตจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับอาหาร อาชีพ รายได้ และอนาคตของลูกหลานในพื้นที่โดยตรง”</em> คุณตะนุกล่าว</p>
<p>สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ชุมชนจะเปิดให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้เรื่องป่าชุมชน การวัดต้นไม้เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต การนั่งซาเล้งชมเส้นทางป่าที่พัฒนาจากแนวลาดตระเวนและแนวกันไฟ การทำ Eco print จากสีธรรมชาติ การชมผ้าไหมและงานหัตถกรรมท้องถิ่น การเยี่ยมชมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ส่างท่อ และการล่องเรือลำเซบาย เพื่อสัมผัสธรรมชาติสองฝั่งน้ำที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าภาคอีสาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42906 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดำเนินงานครอบคลุมป่าชุมชน 303 ชุมชน ใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี กระบี่ ยโสธร อำนาจเจริญ น่าน ลำปาง รวมพื้นที่ 287,944 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 161,171 คน จาก 52,359 ครัวเรือน และมีหน่วยงานร่วมสนับสนุน 30 องค์กร โดยผลการดำเนินโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าและป้องกันไฟป่า</p>
<p>จากการติดตามพื้นที่เสียหายจากไฟป่าก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ พบว่า พื้นที่โครงการระยะที่ 1-2 ลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่าจากค่าเฉลี่ย 11.41% เหลือ 1.99% ในปี 2567 ขณะที่โครงการระยะที่ 3 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 8.17% เหลือ 1.18% ในปี 2568 และโครงการระยะที่ 4 ลดลงจาก 21.75% เหลือ 0.77% ชี้ให้เห็นว่ากลไกกองทุนดูแลป่าและการบริหารจัดการโดยชุมชนสามารถช่วยลดการเกิดไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากไฟป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อชุมชนมีทรัพยากร มีระบบบริหารจัดการ และมีแรงจูงใจที่เป็นธรรม ป่าชุมชนสามารถเป็นทั้งเครื่องมือด้านสภาพภูมิอากาศ ฐานเศรษฐกิจท้องถิ่น และหลักประกันคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบื้องหลังความนุ่มฟู &#8216;สกุชชี่&#8217; Fast Toy สุดฮิต และปลายทางที่บ่อฝังกลบ เพิ่มไมโครพลาสติกและขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/squishy-fast-toy-to-landfill/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jul 2026 09:25:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[fast toy]]></category>
		<category><![CDATA[Social Listening]]></category>
		<category><![CDATA[squishy]]></category>
		<category><![CDATA[Zocial Eye]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ของเล่น]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย)]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิลไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[สกุชชี่]]></category>
		<category><![CDATA[สคบ.]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อันตราย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42835</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า ของเล่นที่กลับมาได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้น &#8216;สกุชชี่&#8217; (Squishy) เพราะไม่ว่าจะเปิดไปในแพลตฟอร์มใดในโซเชียลก็มักจะเป็นกระแสพูดถึง ข้อมูลจาก Social Listening ของ Zocial Eye โดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ระหว่างวันที่ 1–24 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า บนโซเชียลมีเดียในไทยมีการพูดถึงสกุชชี่มากกว่า 24,937 โพสต์ สร้าง Engagement กว่า 33.9 ล้านครั้ง โดยแพลตฟอร์มที่มีกระแสพูดถึงเป็นสัดส่วนมากถึง 85.8% หรือกว่า 29.1 ล้านครั้ง คือ Tiktok รวมทั้งร้านค้าที่วางขายกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ว่ากันว่า สกุชชี่ ช่วยคลายเครียดให้กับผู้เล่นได้จริง ช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ดึงความสนใจออกจากสิ่งเร้า ลดความวิตกกังวล จัดการความเครียด และเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ ปัจจุบัน พบว่า สกุชชี่มีราคาให้เลือกตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพัน อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกมาแจ้งเตือนและแสดงความห่วงใยถึงผู้ปกครองให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อของเล่นประเภท &#8216;สกุชชี่&#8217; (Squishy) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/squishy-fast-toy-to-landfill/">เบื้องหลังความนุ่มฟู &#8216;สกุชชี่&#8217; Fast Toy สุดฮิต และปลายทางที่บ่อฝังกลบ เพิ่มไมโครพลาสติกและขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า ของเล่นที่กลับมาได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้น <strong>&#8216;สกุชชี่&#8217;</strong> (Squishy) เพราะไม่ว่าจะเปิดไปในแพลตฟอร์มใดในโซเชียลก็มักจะเป็นกระแสพูดถึง</p>
<p><span id="more-42835"></span></p>
<p>ข้อมูลจาก <strong>Social Listening ของ Zocial Eye</strong> โดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ระหว่างวันที่ 1–24 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า บนโซเชียลมีเดียในไทยมีการพูดถึงสกุชชี่มากกว่า 24,937 โพสต์ สร้าง Engagement กว่า 33.9 ล้านครั้ง โดยแพลตฟอร์มที่มีกระแสพูดถึงเป็นสัดส่วนมากถึง 85.8% หรือกว่า 29.1 ล้านครั้ง คือ Tiktok รวมทั้งร้านค้าที่วางขายกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์</p>
<p>ว่ากันว่า สกุชชี่ ช่วยคลายเครียดให้กับผู้เล่นได้จริง ช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ดึงความสนใจออกจากสิ่งเร้า ลดความวิตกกังวล จัดการความเครียด และเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ ปัจจุบัน พบว่า สกุชชี่มีราคาให้เลือกตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพัน</p>
<figure id="attachment_42849" aria-describedby="caption-attachment-42849" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42849 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Re-shutterstock_2585267737.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-42849" class="wp-caption-text">Photo Credit : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p>อย่างไรก็ตาม <strong>สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค </strong>(สคบ.) ได้ออกมาแจ้งเตือนและแสดงความห่วงใยถึงผู้ปกครองให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อของเล่นประเภท<strong> &#8216;สกุชชี่&#8217; (Squishy)</strong> โดยเฉพาะสินค้าลอกเลียนแบบ ไม่มียี่ห้อ และไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หลังมีกระแสข่าวจากต่างประเทศ พบว่า สินค้าบางส่วนอาจมีการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายเกินเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชนได้</p>
<p>ขณะเดียวกัน จากการศึกษาของ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งเดนมาร์ก (Danish Environmental Protection Agency) พบว่า สกุชชี่ โดยเฉพาะสินค้าเกรดต่ำที่ไม่ได้มาตรฐาน มีการปลดปล่อยสารเคมีในกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ออกมาในปริมาณที่สูงเกินมาตรฐาน สารเคมีที่ตรวจพบ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Dimethylformamide (DMF)</strong> อาจก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อดวงตา ระบบทางเดินหายใจ และส่งผลกระทบต่อตับหากสัมผัสเป็นเวลานาน</p>
<p><strong>&#8211; Toluene และ Phthalates</strong> สารเพิ่มความยืดหยุ่นในพลาสติก ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบประสาทและการเจริญเติบโตในเด็กเล็ก</p>
<p>ทั้งสองสารนี้อยู่บนผิว และในวัสดุสกุชชี่ โดยเฉพาะตัวที่มีน้ำหอม ยิ่งเป็นอันตรายหากตั้งทิ้งไว้ในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเทนานๆ</p>
<figure id="attachment_42842" aria-describedby="caption-attachment-42842" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42842 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Squishy3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-42842" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>สกุชชี่ (</strong><strong>squishy) ขยะพลาสติก กำจัดไม่ได้ ?</strong></p>
<p>นอกจากความกังวลในเรื่องสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้เล่นแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวล คือ ความนิยมของสกุชชี่ในปัจจุบัน ส่งผลให้การผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก และมีผู้ซื้อจำนวนมาก ในวันหนึ่ง สกุชชี่เหล่านี้ อาจกลายเป็นขยะที่สร้างปัญหาให้กับโลก</p>
<p><strong>สกุชชี่ ทำมาจากอะไร</strong></p>
<p><strong>รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ </strong>ได้อธิบายผ่าน เฟซบุ๊ก <a href="http://• https://www.facebook.com/JessadaDenduangboripant" target="_blank">Jessada Denduangboripant</a> เกี่ยวกับข้อคำถามที่ว่า<strong> &#8216;สกุชชี่&#8217; จะกลายเป็นปัญหาขยะพลาสติกหรือไม่ ?</strong> เนื่องจากทำจากวัสดุที่รีไซเคิลไม่ได้ พอเล่นกันจนเก่า จนเบื่อ ทิ้งไป จะไม่มีวิธีกำจัดที่เหมาะสม !?</p>
<p>จากที่ไปหาข้อมูลมา พบว่า สกุชชี่ ส่วนใหญ่ทำมาจากวัสดุหลัก ๆ 3 ประเภท คือ</p>
<p><strong>1. โพลียูรีเทนโฟม</strong> (Polyurethane Foam หรือ PU Foam) : นิยมใช้ทำสกุชชี่มากที่สุด (โดยเฉพาะพวกที่คล้ายขนมปัง หรือตุ๊กตาสัตว์) ตัวเนื้อโฟมจะมีโครงสร้างเซลล์เปิด คล้ายฟองน้ำขนาดเล็กจิ๋ว เมื่อเราบีบ อากาศจะถูกดันออก และเมื่อปล่อยมือ อากาศภายนอกจะค่อย ๆ ไหลกลับเข้าไป ทำให้มันค่อย ๆ คืนตัวอย่างช้า ๆ .. ในเกรดพรีเมียมบางแบรนด์ อาจผสม เมมโมรี่โฟม (Memory Foam) เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่เนียนมือยิ่งขึ้น สกุชชี่พวกนี้จะไวต่อความชื้นมาก ไม่ควรนำไปซักหรือล้างน้ำ เพราะจะทำให้เนื้อโฟมเปื่อยยุ่ย และเกิดเชื้อราได้ง่าย</p>
<p><strong>2. ซิลิโคนนิ่ม</strong> (Food-Grade Silicone) : มักพบในสกุชชี่กลุ่มที่เป็นงานแฮนด์เมด (DIY) หรือสกุชชี่โมจิ &#8230; ให้ความรู้สึกเนียน นุ่ม เด้งมือ และบางสูตรจะมีความเหนียวหนึบเล็กน้อย วัสดุนี้ค่อนข้างปลอดภัยสูง ทำความสะอาดง่ายกว่าแบบโฟม และทนทาน ไม่เปื่อยยุ่ยง่าย</p>
<p><strong>3. ยาง </strong><strong>thermoplastic</strong> (TPR / TPE) : มักใช้ในสกุชชี่ประเภทที่เป็นเจลใส ๆ ยืดหยุ่นได้สูงมาก หรือสกุชชี่ประเภทที่ข้างในเป็นเนื้อเจล หรือเม็ดบีดส์ แล้วมีเปลือกหุ้ม มีความยืดหยุ่นสูงคล้ายยาง สามารถดึง ยืด หรือทุบได้แรงกว่าแบบโฟม เหมาะสำหรับของเล่นแนวคลายเครียด (Stress Balls)</p>
<p><strong>ดังนั้น จะเห็นว่า แม้ว่าสกุชชี่จะดูเหมือนเป็นของเล่นที่ใช้งานได้นาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันอาจจะมีอายุสั้น กำจัดยาก และสร้างปัญหากับสิ่งแวดล้อมได้ไม่แพ้กับขยะพลาสติกอื่นๆ </strong></p>
<figure id="attachment_42848" aria-describedby="caption-attachment-42848" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42848 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Squishy5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-42848" class="wp-caption-text">Photo Credit : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong> </strong><strong>Fast Toy  มาไว ไปไว</strong></p>
<p><strong>รศ.ดร.เจษฎา </strong>อธิบายต่อไปว่า ประเด็นแรก  <strong>สกุชชี่ เป็นของเล่นแบบ fast toy</strong> ที่มาไว ไปไว ตามกระแสแฟชั่นความนิยมของเด็กๆ จึงทำให้เกิดกระแสการซื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และก็เลิกเล่นกลายเป็นขยะอย่างรวดเร็วตามไปด้วย</p>
<p>และเนื่องจากเวลาเด็กๆ เอาสกุชชี่มาเล่น ก็จะใช้การบีบ การดึง หรือบิดเล่นอย่างรุนแรง ทำให้พังได้ง่าย อายุการใช้งานสั้นกว่าของเล่นทั่วไป  เนื้อโฟมโพลียูรีเทน (PU) จะฉีกขาด เนื้อสีลอก หรือสะสมคราบสกปรก จนดำคล้ำภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์</p>
<p><strong><em>“อย่างที่อธิบายไปในเรื่อง วัสดุของสกุชชี่แล้วว่า เนื่องจากส่วนใหญ่จะทำจากโฟมพียู เลยทำให้เอาไปล้างน้ำบ่อยๆ ไม่ได้ พอสกปรกหรือพัง เลยมักจะถูกเอาไป &#8220;ทิ้ง&#8221; แล้วซื้อชิ้นใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดวงจรการสร้างขยะพลาสติก อย่างต่อเนื่อง ในปริมาณมาก”</em></strong></p>
<figure id="attachment_42840" aria-describedby="caption-attachment-42840" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42840 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Squisgy2.jpg" alt="" width="1200" height="756" /><figcaption id="caption-attachment-42840" class="wp-caption-text">Photo Credit : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>ขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ </strong></p>
<p>ประเด็นที่สองที่ตามมา คือ<strong> พอทิ้งสกุชชี่ไป ก็ไม่สามารถเอากลับมารีไซเคิลดี ต้องกลายเป็นขยะฝังกลบเท่านั้น</strong> เนื่องจากวัสดุพวก โพลียูรีเทนโฟม (PU) และยาง TPR ที่ใช้ทำสกุชชี่ ส่วนใหญ่เป็นพลาสติกประเภท Thermosetting หรือพลาสติกที่มีการขึ้นรูปถาวร ไม่สามารถนำมาหลอมละลาย เพื่อรีไซเคิลใหม่ได้ (ไม่เหมือนพวกขวดน้ำพลาสติก ขวด PET)</p>
<p>ถึงจะใช้วิธีเอาไปฝังกลบ ก็เจอปัญหาของการที่เป็นวัสดุที่ย่อยสลายยากมากตามมาอีก ต้องใช้เวลาเดินทางหลายร้อยปี กว่าจะย่อยสลาย แถมแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ กลายเป็นการสร้างไมโครพลาสติก (Microplastics) ตามมา  ปนเปื้อนลงสู่สิ่งแวดล้อม และกระจายเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร สัตว์ตัวเล็กๆ อาจกินเข้าไป และท้ายที่สุดก็ย้อนกลับมาสู่มนุษย์</p>
<p><strong>หรือถ้าบางคนบอกว่า งั้นเอาไปเผากำจัดทิ้งละกัน </strong>? ก็พบว่า ไม่ควรทำ เพราะถ้าขยะสกุชชี่ถูกกำจัดด้วยการเผา อย่างไม่ถูกวิธี เช่น เผาขยะกันง่ายๆ ทั่วไป สารโพลียูรีเทนนั้นจะปล่อยก๊าซพิษที่เป็นอันตรายร้ายแรง เช่น ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen Cyanide) และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ออกมาได้</p>
<p><strong>สรุปว่า เราควรจะทำอย่างไรกันดี </strong><strong>? </strong></p>
<p>แน่นอนว่า คงไม่ต้องถึงขั้นห้ามเด็กๆ เล่นสกุชชี่ แต่ควรซื้อและเล่นอย่างเหมาะสม เช่น สอนให้เด็ก ๆ เล่นอย่างทะนุถนอม ไม่ดึงจนฉีกขาด และเก็บในที่แห้ง เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานที่สุด เลือกซื้อสกุชชี่แบรนด์ที่มีคุณภาพ เนื้อทนทานแทนการซื้อของเลียนแบบราคาถูกที่อาจจะพังง่ายในไม่กี่วัน หรือถ้าเบื่อแล้ว ไม่ฮิตแล้ว แต่สภาพยังดีอยู่ ก็ทำการ reuse นำไปบริจาค ส่งต่อให้เด็กคนอื่นๆ จะช่วยกันลดขยะพลาสติกจากสกุชชีลงได้</p>
<p><strong>เลือกซื้อสกุชชี่อย่างไรให้ปลอดภัย </strong></p>
<p>คำแนะนำจาก สคบ. มีดังนี้</p>
<ul>
<li>เลือกซื้อสินค้าจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ</li>
<li>ตรวจสอบฉลาก รายละเอียดผู้ผลิต/ผู้นำเข้า และคำเตือนก่อนซื้อ</li>
<li>หลีกเลี่ยงสินค้าราคาถูกผิดปกติ ไม่มียี่ห้อ หรือไม่ระบุแหล่งที่มา</li>
<li>หากพบสินค้าน่าสงสัย ควรหลีกเลี่ยง และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</li>
</ul>
<figure id="attachment_42841" aria-describedby="caption-attachment-42841" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42841 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Squishy4.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-42841" class="wp-caption-text">Photo Credit : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p>ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่พบเห็นสินค้าไม่ปลอดภัยหรือต้องการร้องเรียน สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน GCC , Jessada Denduangboripant , Zocial Eye โดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) , shop-dek.com</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/squishy-fast-toy-to-landfill/">เบื้องหลังความนุ่มฟู &#8216;สกุชชี่&#8217; Fast Toy สุดฮิต และปลายทางที่บ่อฝังกลบ เพิ่มไมโครพลาสติกและขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
