<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หนี้ครัวเรือน &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Tue, 03 Mar 2026 12:10:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>หนี้ครัวเรือน &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>BAM ร่วมเวที FUTUREADY 2026 ขับเคลื่อน “Sustainomy” ตอกย้ำบทบาทฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/bam-join-futuready-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Mar 2026 12:10:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[BAM]]></category>
		<category><![CDATA[BiOST]]></category>
		<category><![CDATA[BRANDi Institute of Systematic Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[FUTUREADY 2026]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainomy]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้ครัวเรือน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40362</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เข้าร่วมงาน FUTUREADY 2026 ในฐานะพันธมิตร ร่วมกับองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยงานจัดขึ้นโดย BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ณ BRANDi and Companies HopeQuarter ซึ่งรวบรวมผู้นำระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมผลักดันแนวคิด “Sustainomy” กรอบเศรษฐกิจใหม่ที่มองว่า “การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth)” และ “อนาคตที่ยั่งยืน (Sustainable Future)” นั้นคือเรื่องที่ต้องดำเนินไปควบคู่กัน ในโอกาสนี้ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมเสวนาในเวที [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/bam-join-futuready-2026/">BAM ร่วมเวที FUTUREADY 2026 ขับเคลื่อน “Sustainomy” ตอกย้ำบทบาทฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 <strong>บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ <strong>BAM</strong> เข้าร่วมงาน FUTUREADY 2026 ในฐานะพันธมิตร ร่วมกับองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยงานจัดขึ้นโดย <strong>BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST)</strong> ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ณ BRANDi and Companies HopeQuarter ซึ่งรวบรวมผู้นำระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมผลักดันแนวคิด “Sustainomy” กรอบเศรษฐกิจใหม่ที่มองว่า “การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth)” และ “อนาคตที่ยั่งยืน (Sustainable Future)” นั้นคือเรื่องที่ต้องดำเนินไปควบคู่กัน</p>
<p><span id="more-40362"></span></p>
<p>ในโอกาสนี้ <strong>ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมเสวนาในเวที <strong>FUTUREADY Dinner Thought</strong> ภายใต้หัวข้อ <strong>Thailand’s Sustainomy Context: Capturing New Growth and Mitigating Unprecedented Risks</strong> ร่วมกับผู้นำระดับสูงจากหน่วยงานเศรษฐกิจหลักของประเทศ ได้แก่ คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คุณณฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และคุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40363 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/BAM1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การเสวนาครั้งนี้สะท้อนการบูรณาการมุมมองจากภาคนโยบายมหภาค ภาคการลงทุน และตลาดทุน เพื่อร่วมกำหนดแนวทางสร้างการเติบโตภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่มีไม่แน่นอน โดย ดร.รักษ์ ได้นำเสนอประสบการณ์และบทบาทของ BAM ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และการฟื้นฟูศักยภาพทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบการเงินไทย</p>
<p>ปัจจุบัน ภาคการเงินและการธนาคารของไทยมีมูลค่าสินเชื่อรวมกว่า 25.3 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 1.25 เท่าของ GDP ประเทศ ในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการพิพากษาแล้วประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท โดยราว 53% อยู่ภายใต้การดูแลของ BAM</p>
<p>ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว BAM มุ่งยกระดับบทบาทจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) สู่ “โรงพยาบาลแก้หนี้” ที่ทำหน้าที่บำบัดรักษาหนี้เสียให้กลับมาเป็นหนี้ดี ผ่านกลไกที่เรียกว่า “กังหันน้ำบำบัดหนี้” ซึ่งช่วยหมุนเวียนทรัพยากรและคืนสภาพคล่องกลับเข้าสู่ระบบ เป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้ลูกหนี้ที่ประสบปัญหาสามารถกลับมามีศักยภาพทางการเงินอีกครั้ง เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อภาคธุรกิจและประชาชนมีโอกาสฟื้นตัวและสร้างความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาว</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40365 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/BAM4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในประเด็นหนี้ครัวเรือนและ SME ที่อยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ดร.รักษ์เสนอว่า แนวทางการปล่อยสินเชื่อควรพัฒนาไปสู่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงและพฤติกรรมทางการเงิน (Risk-Based Pricing) แทนรูปแบบ“One Size Fits All” เพื่อให้สะท้อนต้นทุนความเสี่ยงที่แท้จริง และสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้รักษาวินัยทางการเงิน หากสามารถประเมินข้อมูลเชิงพฤติกรรมได้อย่างแม่นยำ จะช่วยเพิ่มความเป็นธรรมในระบบเครดิต และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับ SME และรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>การเข้าร่วม <strong>FUTUREADY 2026</strong> ครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของ BAM ในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับความมั่นคงของระบบการเงินไทย ตามแนวคิด Sustainomy ในภาคการเงินและการธนาคาร เพื่อสร้างรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/bam-join-futuready-2026/">BAM ร่วมเวที FUTUREADY 2026 ขับเคลื่อน “Sustainomy” ตอกย้ำบทบาทฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บพท. สแกน &#8216;ความยากจน&#8217; พบคนไทย 3.41% ยังไม่ข้ามเส้น &#8216;คนจน&#8217; ​เพราะ​ขาดเงินออมและหนี้สิน ด้าน &#8216;เครดิตบูโร&#8217; แนะใช้​​ &#8216;ยาแรง&#8217; ช่วยแก้หนี้ ​ก่อน NPL ​​โตท่วม GDP 2-3 เท่า​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/poverty-situation-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Sep 2025 06:10:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Credit Bureau]]></category>
		<category><![CDATA[PMUA]]></category>
		<category><![CDATA[Poverty]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[คนจน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[สถานการณ์ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[สุรพล โอภาสเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้ครัวเรือน]]></category>
		<category><![CDATA[เครดิตบูโร]]></category>
		<category><![CDATA[แก้จน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36157</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชุมนุมภาคีเครือข่ายนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ร่วมกับ บพท.ระดมชุดข้อมูลจากงานค้นคว้าวิจัย เสนอชุดคำตอบ 10 ประการ ตอบโจทย์ประเทศ ตอบสนอง 4 นโยบายสำคัญรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน  ชาญวีรกูล  ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม บรรยายพิเศษ &#8216;สถานการณ์ความยากจนและการสร้างโอกาสเพื่อยกระดับสถานะทางสังคม&#8217; ในงานสัมมนา &#8216;สู้ชนะความจนครั้งที่ 2 พลังปัญญาชนะจน พ้นหนี้ เพิ่มรายได้ บนฐานบูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี ภาคี ความสัมพันธ์&#8217; โดยระบุว่า ฐานข้อมูลครัวเรือนยากจนปี 2566 ที่เกิดจากการสังเคราะห์ชุดข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอบทานข้อมูลครัวเรือนยากจน โดยคณะวิจัย 779 คน ร่วมกับนักศึกษา 1,688 คน และภาคีเครือข่ายอีก 1,767 ภาคี พบว่า มีจำนวนคนจนรวมกัน 2.39 ล้านคน คิดเป็น 3.41% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ จากการศึกษาพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดเป็นอันดับ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/poverty-situation-in-thailand/">บพท. สแกน &#8216;ความยากจน&#8217; พบคนไทย 3.41% ยังไม่ข้ามเส้น &#8216;คนจน&#8217; ​เพราะ​ขาดเงินออมและหนี้สิน ด้าน &#8216;เครดิตบูโร&#8217; แนะใช้​​ &#8216;ยาแรง&#8217; ช่วยแก้หนี้ ​ก่อน NPL ​​โตท่วม GDP 2-3 เท่า​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ชุมนุมภาคีเครือข่ายนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ร่วมกับ บพท.ระดมชุดข้อมูลจากงานค้นคว้าวิจัย เสนอชุดคำตอบ 10 ประการ ตอบโจทย์ประเทศ ตอบสนอง 4 นโยบายสำคัญรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน  ชาญวีรกูล</strong></p>
<p><span id="more-36157"></span></p>
<p><strong> ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา</strong> ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม บรรยายพิเศษ <strong>&#8216;สถานการณ์ความยากจนและการสร้างโอกาสเพื่อยกระดับสถานะทางสังคม&#8217; </strong>ในงานสัมมนา &#8216;<strong>สู้ชนะความจนครั้งที่ 2 พลังปัญญาชนะจน พ้นหนี้ เพิ่มรายได้ บนฐานบูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี ภาคี ความสัมพันธ์&#8217;</strong> โดยระบุว่า ฐานข้อมูลครัวเรือนยากจนปี 2566 ที่เกิดจากการสังเคราะห์ชุดข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอบทานข้อมูลครัวเรือนยากจน โดยคณะวิจัย 779 คน ร่วมกับนักศึกษา 1,688 คน และภาคีเครือข่ายอีก 1,767 ภาคี พบว่า <em><strong>มีจำนวนคนจนรวมกัน 2.39 ล้านคน คิดเป็น 3.41% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ</strong></em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-36202 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Dr-kitti1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>จากการศึกษาพบว่า <em><strong>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 31.71%  หรือราว 1 ใน  3 ของจำนวนประชากรในพื้นที่</strong>  </em>อันดับ 2 ได้แก่ ภาคใต้ มีสัดส่วนคนจน 30.65% ของจำนวนประชากรในพื้นที่ อันดับ 3 ได้แก่ ภาคกลาง มีสัดส่วนคนจน  19.07% ของจำนวนประชากรในพื้นที่ อันดับ 4 ได้แก่ ภาคเหนือ มีสัดส่วนคนจน 16.98% ของประชากรในพื้นที่ และอันดับสุดท้ายคือ กรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนคนจน 1.60% ของประชากรในพื้นที่</p>
<p>รายงานยังมีข้อมูล​การวิจัยบ่งชี้ว่า มูลเหตุแห่งความยากจนในสังคมไทย​ 84%  มีสาเหตุสำคัญมาจากการขาดเงินออม  เนื่องจากมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย โดย​ 71% มาจากปัญหาหนี้สิน, 60%  มาจากการขาดที่ดินทำกิน,  57% มาจากการขาดทักษะด้านอาชีพที่สามารถสสร้างรายได้ และ 41% มาจาการเข้าไม่ถึงสวัสดิการจากรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นครัวเรือนคนจนมักจะมีถิ่นพำนักอยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซาก</p>
<p><em>“บพท. ได้ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยและภาคีในพื้นที่ ทำงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และได้ออกแบบโมเดลแก้จนที่มีความสอดคล้องกับบริบทภูมิสังคมในพื้นที่ สำหรับนำไปประยุกต์ใช้แล้วถึง 299 โมเดล ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ อีกทั้งยังได้สร้างนักจัดการพื้นที่เพื่อทำหน้าที่วิทยากรให้คำแนะนำแก่ชุมชนในการปรับใช้ประโยชน์จากโมเดลแก้จน กระจายตัวอยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส พัทลุง กาฬสินธุ์ เลย นครราชสีมา อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มุกดาหาร ยโสธร สกลนคร บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ลำปาง พิษณุโลก และแม่ฮ่องสอน&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36204 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Highlight-25.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ดร.กิตติ</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากการดำเนินงานวิจัยแก้จนอย่างต่อเนื่อง ยังก่อเกิดกองทุนแก้จน 34 กองทุน กระจายตัวอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง มุกดาหาร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ สกลนคร ยโสธร ชัยนาท พัทลุง อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครราชสีมา ปัตตานี ยะลา และยังเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดศูนย์วิจัยแก้จนขึ้นใน 3 พื้นที่คือ ปัตตานี พัทลุง และยะลา</p>
<p>นอกจากนี้ ภาคีเครือข่ายนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ยังร่วมกันเสนอแนะแนวนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนในพื้นที่ และแก้ปัญหาภัยพิบัติ ปัญหาภัยความมั่นคงบริเวณชายแดน รวมทั้งภัยสังคม ไปยังรัฐบาล รวม 10 ประการ ประกอบด้วย</p>
<p>1). ปัญหาความยากจน ควรกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และมีกลไกระดับชาติทำหน้าที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>2). ควรมีกลไกความร่วมมือระดับจังหวัดในการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบองค์รวม</p>
<p>3). พัฒนาระบบคัดกรองและชี้เป้าครัวเรือนยากจน เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายแหล่งให้เป็นเอกภาพเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และชี้เป้าความยากจนได้อย่างแม่นยำ</p>
<p>4). กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ เป็นผู้พัฒนาและบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเป็นฐานในการออกแบบมาตรการแก้จน<br />
เชิงรุกตามประเภทความยากจนของครัวเรือน</p>
<p>5). แก้ปัญหาความยากจนแบบองค์รวม โดยใช้แพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด</p>
<p>6). จัดให้มีกลไกส่งต่อความช่วยเหลือคนจนในทุกระดับ</p>
<p>7). สนับสนุนองค์กรปกครองท้องถิ่น ให้เป็นเจ้าภาพหลักในระดับพื้นที่ในการจัดทำยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความยากจน โดยใช้ข้อมูลคนจนแบบชี้เป้าและเชื่อมโยงแผนยุทธศาสตร์จังหวัด</p>
<p>8). สนับสนุนให้นายอำเภอ ทำหน้าที่กำกับ ติดตามในระดับอำเภอและให้บรรจุเป็นนโยบายของศูนย์ขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับจังหวัด และให้สถาบันวิชาการในพื้นที่เป็นหน่วยสนับสนุนทางวิชาการแก่กลไกทุกระดับ</p>
<p>9). สร้างนโยบายเชิงรุกด้านสวัสดิการมุ่งเป้า ครอบคลุมทุกมิติ</p>
<p>10). สร้างโครงการพัฒนาทักษะอาชีพที่เข้าถึงครัวเรือนอย่างตรงเป้าและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่</p>
<p><strong>&#8216;เครดิตบูโร&#8217; เสนอมีมาตรการยาแรงแก้จน ก่อนหนี้เสียท่วม</strong></p>
<p><strong>คุณ​​สุรพล โอภาสเสถียร </strong>ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ <strong>&#8216;เครดิตบูโร&#8217;</strong> เปิดเผย​สถานการณ์หนี้ล่าสุดของ​ประเทศไทย พบว่า ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยอย่างเป็นทางการไตรมาส 1/2568 เท่ากับ 16.35 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เท่ากับ 87.4% ซึ่งถือว่า​​​อยู่ในระดับที่อันตราย จำเป็นต้องบริหารจัดการเพื่อทำให้หนี้ลดลงอยู่ในสัดส่วนไม่เกิน 80% เพื่อให้มีความปลอดภัยมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36200 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Credir-Bureau1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em>&#8220;แม้ข้อมูลสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ในภาพรวมอาจลดลง แต่ความจริงแล้วมูลค่าหนี้ไม่ได้ลดลง ​คร้วเรือนไทยยังเผชิญปัญหา <strong>&#8216;หลุมรายได้&#8217;</strong> หรือรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายโดยเฉพาะกลุ่มฟรีแลนซ์หรืออาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบรายได้หาย​ไปต่อเนื่องหลายปี ตั้งแต่หลังสถานการณ์โควิด ขณะที่กลุ่มลูกจ้างทั้งภาคผลิตและภาคบริการ ที่รายได้เติบโตเฉลี่ย 3% ต่อปี ขณะที่รายจ่ายและหนี้ เติบโตมากกว่าที่ราว 5% ต่อปี ส่งผลมีภาระหนี้ซ้ำเติมเพิ่มมากขึ้น&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ หากพิจารณามูลค่าหนี้ครัวเรือนทั้งระบบจากข้อมูลสถิติของเครดิตบูโรล่าสุด​ถึงเดือน มิ.ย. 2568 ที่ผ่านมา พบว่า มีมูลค่าราว 13.55 ล้านล้านบาท (ไม่รวม กยส. และหนี้สหกรณ์) ลดลงจาก 13.6 ล้านล้านบาท จากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ แต่ในทางกลับกันปริมาณหนี้เสีย (NPLs) กลับเพิ่มขึ้น 2 หมื่นล้านบาท จาก 1.22 ล้านล้านบาท เป็น 1.24 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10% ของมูลค่าหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ รวมทั้งปริมาณหนี้ที่อยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้าง (DR) ก่อนจะกลายเป็น NPLs ที่เพิ่มมากขึ้นถึง 4.5 แสนล้านบาท จาก 0.92 ล้านล้านบาท เป็น 1.37 ล้านล้านบาท</p>
<p><em>&#8220;แนวโน้มที่เกิดขึ้น จำเป็นที่ภาครัฐต้องมีมาตรการแรงๆ ออกมา เพื่อช่วยแก้หนี้ให้ทุกกลุ่ม ก่อนที่จะปริมาณ​หนี้เสียจะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่า <strong>หากไม่มีนโยบายแรงๆ มาขับเคลื่อน ภายใน1 ปี กลุ่มที่เริ่มมีหนี้คงค้าง 1-3 เดือน (SM Loan) ​จะขยับไปแตะราว 6 แสนล้านบาท ส่วน NPLs คาดจะขยับเพิ่มขึ้นไปเป็น 1.3 ล้านล้านบาท หรือมีการเติบโตกว่า 4.8% ซึ่งมากกว่าการเติบโตของ GDP เกือบ 2-3 เท่า</strong> รวมทั้งกลุ่มที่จะเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ก็จะ​เพิ่มขึ้นตามการขยับของ NPLs มาอยู่ที่ราว 1.2 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มที่จะเป็น Piority ในการช่วยแก้หนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ กลุ่มที่มีหนี้ตำ่กว่า 1 แสนบาท ซึ่งคิดเป็น 60-65% ของลูกหนี้ทั้งพอร์ต หรือจำนวนลูกหนี้ 3.4 ล้านคน ขณะที่มูลค่าหนี้ที่จะเข้ามาช่วยแก้อยู่ที่ราว 10% หรือปรมาณ 1.2 แสนล้านบาท เพื่อช่วยลดการเกิดคดีและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ลูกหนี้กลุ่มนี้ได้ ขณะที่ต้นทุนในการแก้หนี้โดยรวมจะอยู่ที่ราว 1 หมื่นล้าน ทั้งการซื้อหนี้เสียในส่วนหนี้กลับมาสู่ระบบและการติดตามทวงถาม ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่มีประสิทธภาพ&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36201 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Credit-Bureau.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากภูเขาหนี้ที่เกิดขึ้น พบว่า คนทุกวัย​​ล้วนมีหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่ม Personal Loan และมีแนวโน้มที่จะเกิดหนี้เสียขึ้นได้ในทุกเจนเนอเรชั่น โดยแต่ละเจนเนอเรชันจะมีลักษณะการเกิดหนี้ที่แตกต่างกันไป โดยเบบี้บูมเมอร์ จะเป็นหนี้จากการเกษตร ส่วนกลุ่ม Gen  X มักจ​ะเป็นเดอะแบก ​มีภาระในช่วง Midlife Crisis ทั้งภาระเรื่องบ้าน รถ และครอบครัว ขณะที่​ Gen Y ​มีแนวโน้มก่อหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมากที่สุด และมีแนวโน้มเกิดหนี้เสียมากกว่าเจนเนอเรชั่นอื่นๆ เนื่องจาก ยังเป็นกลุ่มทำงานช่วงเริ่มต้น ทำให้มีภาระค่าใช้จ่าย และรายได้ที่ยังไม่สัมพันธ์กัน</p>
<p>นอกจากนี้ เริ่มเห็นแนวโน้มการก่อหนี้ในกลุ่ม Gen Z มากขึ้น โดยเฉพาะหนี้ Personal Loan และโปรแกรมช้อปก่อนผ่อนทีหลัง หรือแคมเปญ 0% ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ​ ทำให้ Gen Z ​เริ่มก่อหนี้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี โดยพบหนี้ในระบบ​เริ่มต้นเพียงแค่ 16 ปี</p>
<p>สำหรับแคมเปญ<strong> &#8216;ช้อปก่อนผ่อนทีหลัง&#8217;</strong> หรือโปรแกรมว่า ​<strong>BNPL (Buy Now Play Later)</strong> หากไม่มีวินัย และนำเงินในอนาคตมาใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ​สุดท้ายจะนำไปสู่หนี้เสีย หรือเกิด To B NPL ได้ในที่สุด​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36203 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Highlight-13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/poverty-situation-in-thailand/">บพท. สแกน &#8216;ความยากจน&#8217; พบคนไทย 3.41% ยังไม่ข้ามเส้น &#8216;คนจน&#8217; ​เพราะ​ขาดเงินออมและหนี้สิน ด้าน &#8216;เครดิตบูโร&#8217; แนะใช้​​ &#8216;ยาแรง&#8217; ช่วยแก้หนี้ ​ก่อน NPL ​​โตท่วม GDP 2-3 เท่า​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>4 ปัจจัย​ ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในไทย &#8220;หนี้ครัวเรือน-สังคมสูงวัย-สภาพอากาศ-ช่องว่างเทคโนโลยี&#8221; ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ เพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/08/4-factors-effect-inequality-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Aug 2023 12:08:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Aging Society]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Literacy]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้ครัวเรือน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=20586</guid>

					<description><![CDATA[<p>การศึกษาของ Krungthai COMPASS ต่อสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ว่ามีทิศทางเป็นอย่างไรบ้าง รวมทั้งวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่อาจเข้ามากระทบต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทำให้แก้ไขได้ยากมากขึ้น ทั้งนี้ กระแสโลกปัจจุบันกำลังมุ่งไปสู่การแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาคแบบเป็นองค์รวมมากขึ้นตามกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยหลักสำคัญประการหนึ่งในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ คือ การขจัดปัญหาความยากจนแบบหลากมิติ (Multidimensional Poverty) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองในการแก้ปัญหาความยากจนที่ไม่ได้จำกัดแค่การยกระดับรายได้ที่เป็นตัวเงิน เพื่อหลุดจากเส้นความยากจนเพียงเท่านั้น แต่หมายถึงการยุติปัญหาความขาดแคลนในหลากหลายช่องทางที่จำกัดความสามารถของผู้ยากไร้ ในการพัฒนาให้พ้นจากสภาวะขัดสนที่เผชิญอยู่ โดยช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามลดปัญหาความยากจนมาโดยตลอด ทำให้ตัวเลขสัดส่วนคนจนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 65.2% ในปี 2531 เหลือเพียง 6.3% ในปี 2564 ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนว่าสัดส่วนประชากรที่ไม่สามารถซื้อสินค้าและบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตขั้นต่ำลดลง ทั้งในระดับประเทศและในระดับภูมิภาค แต่หากพิจารณามิติความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของคนไทยโดยรวม กลับพบว่าปรับตัวดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การกระจายรายได้ไปยังกลุ่มคนจนแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงในช่วงต่ำกว่า 30 ปีที่ผ่านมา โดย​ในปี 2564 ประชากรกลุ่มคนจนที่สุด 10% แรก มีส่วนแบ่งรายได้ของทั้งประเทศเพียง 2.0% ซึ่งแทบจะไม่แตกต่างจากปี 2531 ที่เคยมีส่วนแบ่ง 1.8% ขณะที่ส่วนแบ่งรายได้ของประชากรกลุ่มคนรวยสุด 10% ท้ายลดลงจาก 37.2% ในปี 2531 เหลือ 33.4% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/08/4-factors-effect-inequality-in-thailand/">4 ปัจจัย​ ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในไทย &#8220;หนี้ครัวเรือน-สังคมสูงวัย-สภาพอากาศ-ช่องว่างเทคโนโลยี&#8221; ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ เพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การศึกษาของ <strong>Krungthai COMPASS</strong> ต่อสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ว่ามีทิศทางเป็นอย่างไรบ้าง รวมทั้งวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่อาจเข้ามากระทบต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทำให้แก้ไขได้ยากมากขึ้น</p>
<p><span id="more-20586"></span></p>
<p>ทั้งนี้ กระแสโลกปัจจุบันกำลังมุ่งไปสู่การแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาคแบบเป็นองค์รวมมากขึ้นตามกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยหลักสำคัญประการหนึ่งในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ คือ การขจัดปัญหาความยากจนแบบหลากมิติ (Multidimensional Poverty) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองในการแก้ปัญหาความยากจนที่ไม่ได้จำกัดแค่การยกระดับรายได้ที่เป็นตัวเงิน เพื่อหลุดจากเส้นความยากจนเพียงเท่านั้น แต่หมายถึงการยุติปัญหาความขาดแคลนในหลากหลายช่องทางที่จำกัดความสามารถของผู้ยากไร้ ในการพัฒนาให้พ้นจากสภาวะขัดสนที่เผชิญอยู่</p>
<p>โดยช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามลดปัญหาความยากจนมาโดยตลอด ทำให้ตัวเลขสัดส่วนคนจนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 65.2% ในปี 2531 เหลือเพียง 6.3% ในปี 2564 ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนว่าสัดส่วนประชากรที่ไม่สามารถซื้อสินค้าและบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตขั้นต่ำลดลง ทั้งในระดับประเทศและในระดับภูมิภาค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20592 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/08/Resize2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>แต่หากพิจารณามิติความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของคนไทยโดยรวม กลับพบว่าปรับตัวดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การกระจายรายได้ไปยังกลุ่มคนจนแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงในช่วงต่ำกว่า 30 ปีที่ผ่านมา โดย​ในปี 2564 ประชากรกลุ่มคนจนที่สุด 10% แรก มีส่วนแบ่งรายได้ของทั้งประเทศเพียง 2.0% ซึ่งแทบจะไม่แตกต่างจากปี 2531 ที่เคยมีส่วนแบ่ง 1.8%</p>
<p>ขณะที่ส่วนแบ่งรายได้ของประชากรกลุ่มคนรวยสุด 10% ท้ายลดลงจาก 37.2% ในปี 2531 เหลือ 33.4% ในปี 2564 สะท้อนปัญหาในการจัดสรรปันส่วนรายได้จากกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่ยังไม่สามารถกระจายออกไปถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้อย่างเพียงพอ โดยกลุ่มคนรวยที่สุดมีส่วนแบ่งรายได้สูงกว่ากลุ่มคนจนที่สุด มากถึง 16.4 เท่า</p>
<p>สะท้อนว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำยังเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย<strong> โดยเฉพาะในอนาคตจากนี้ ​​ 4 ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา ที่อาจซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยให้แก้ไขได้ยากมากขึ้น ​ได้แก่ 1) หนี้ครัวเรือนสูง แต่รายได้โตช้า 2) สังคมสูงวัย หรือ Aging Society  3) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงงของสภาพอากาศ หรือ Climate change  และ 4) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20591 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/08/Resize1.jpg" alt="" width="1200" height="840" /></p>
<p><strong>1. หนี้ครัวเรือนสูง แต่รายได้โตช้า</strong></p>
<p>&#8211; สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งมาจากรายได้ที่เติบโตช้า ขณะที่หนี้ครัวเรือนปรับตัวเพิ่มข้ึนต่อเนื่อง</p>
<p>โดยช่วงปี 2553-2557 หนี้ครัวเรือนเพิ่มข้ึนจากการขยายตัวของสินเช่ือที่สูงกว่าปกติ (High Loan Growth) จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังน้ำท่วมครั้งใหญ่และนโยบายรถยนต์คันแรก ส่วนปี 2558 &#8211; 2562 สินเชื่อเติบโตชะลอลง แต่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังสูงจาก GDP ที่โตช้า (Low GDP Growth) และนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา หนี้ครัวเรือนปรับสูงกว่า 90% ต่อ GDP จากสถานการณ์​วิกฤตโควิด-19 และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพ ซึ่งหากขจัดปัจจัย 2 ประการข้างต้นออก (High Loan Growth &amp; Low GDP Growth) จะพบว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะอยู่ราว 65% ต่อ GDP</p>
<p>ดังนั้น ปัญหาหนี้ครัวเรือน นอกจากจะเป็นปัญหาจากฝั่งภาระหนี้แล้ว ยังเป็นปัญหาจากฝั่งรายได้หรือ GDP ที่เติบโตต่ำ ซึ่งหากไม่แก้ปัญหา GDP เช่น การเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้ครัวเรือน แต่เน้นแก้ปัญหาที่ยอดสินเชื่ออย่างเดียว อาจเป็นการคุมสินเชื่อให้โตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งจะสร้างผลเสียข้างเคียงต่อเศรษฐกิจและกระทบความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเงินทุนได้</p>
<p>&#8211; ครัวเรือนไทยมีการก่อหนี้ที่อาจนำไปสู่การเพิ่มรายได้ในสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาจไม่เอื้อต่อการช่วยลดปัญหาความยากจน สะท้อนจากการกู้ยืมสินเชื่อเพื่อไปประกอบอาชีพที่มีเพียง 18% ขณะที่การกู้ยืมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนสูงถึง 34% ส่วนการกู้ยืมเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอยู่ที่ 27% และการกู้ยืมเพื่อซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์อยู่ที่ระดับ 11%</p>
<p>ทำให้ครัวเรือนบางกลุ่มยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญปัญหาในการชำระหนี้ โดยเฉพาะผู้กู้สินเชื่อรถยนต์ ซึ่งพบว่ามีสัดส่วนการค้างจ่ายหนี้ 1-3 เดือน สูงกว่าประเภทอื่น ขณะที่ผู้มีรายได้น้อย กำลังเผชิญความเปราะบางในการชำระคืนหนี้ ส่วนหนึ่งสะท้อนจากข้อมูลหนี้เสีย (NPLs) ในจังหวัดที่ครัวเรือนมีรายได้ต่ำ ซึ่งพบว่า อยู่ในระดับสูงและมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยรายงานจาก ธปท. พบว่า สัดส่วนบัญชีลูกหนี้ NPLs ทั้งประเทศในปี 2565 อยู่ที่ 15.6% โดยใน 20 จังหวัดที่มีครัวเรือนรายได้ต่ำสุด 20 จังหวัดแรก มีถึง 18 จังหวัด ที่มีสัดส่วนบัญชี NPL สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20587 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/08/1-8.jpg" alt="" width="1200" height="954" /></p>
<p><strong>2. สังคมสูงวัย (Aging society)</strong></p>
<p>จากการประเมินของ UN พบว่า ผู้ที่มีอายุ 65 ปี ข้ึนไปในไทยจะเพิ่มข้ึนเป็น 15.3 ล้านคน หรือคิดเป็น 21% ของคนทั้งประเทศ ในปี 2573 จากปี 2565 ที่มีสัดส่วน 15% หรือ 10.9 ล้านคน เท่านั้น</p>
<p>การเข้าสู่สังคมสูงวัย กระทบต่อความเหลื่อมล้ำ ทั้งในแง่ของ</p>
<p>&#8211; การมีกลุ่มเปราะบางเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม <strong>&#8216;แก่ก่อนรวย&#8217;</strong> หรือผู้ที่มีรายได้ เงินออม และสินทรัพย์ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายหลังเกษียณ  ซึ่งจากการสำรวจผู้สูงอายุ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ล่าสุดในปี 2564 พบมีผู้สูงอายุที่ประเมินว่าตัวเองมีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่ายเป็นบางครั้ง 26% และมีรายได้ไม่เพียงพอที่ 16%</p>
<p>&#8211; สัดส่วนแรงงานลดลง ทำให้การพึ่งพิงประชากรวัยแรงงานเพิ่มสูงขึ้น กดดันปัญหาความยากจนของวัยแรงงานบางกลุ่ม ตลอดจนไม่เอื้อต่อการเลื่อนสถานะทางสังคม โดยแหล่งรายได้หลักของผู้สูงวัยกว่า 32% มาจากบุตรหลาน แ</p>
<p>&#8211; ภาครัฐมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการเพื่อดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่มีความท้าทายเรื่องการจัดเก็บรายได้ภาษี จากสัดส่วนแรงงานและการบริโภคมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณด้านอื่นๆ ที่จะมีผลต่อการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เช่น งบประมาณในการยกระดับทักษะและผลิตภาพแรงงาน ท่ามกลาง Fiscal space ที่มีไม่มากนัก หลังจากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มข้ึนมาก โดย ณ พ.ค. 2566 อยู่ที่ 61.6% เทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2562 ที่อยู่ระดับ 41.2%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20588 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/08/2-6.jpg" alt="" width="700" height="1200" /></p>
<p><strong>3. การเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศ (Climate change)</strong></p>
<p>ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าข่ายจะได้รับความเสี่ยงสูงจากวิกฤตสภาพอากาศ​ โดยเฉพาะในภาคเกษตร ที่ผลผลิตมักขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ​ ภัยแล้ง และน้ำท่วม ขณะที่มีแรงงานในภาคเกษตรกว่า 11.59 ล้านคน หรือเกือบ 30% ของแรงงานทั้งประเทศ และครัวเรือนจำนวนไม่น้อยในภาคเกษตรกำลังเผชิญปัญหาความยากจน โดยมีสัดส่วนคนจนสูงถึง 12% ของแรงงานภาคเกษตรทั้งหมด และสูงกว่าภาคส่วนอื่นๆ ท่ามกลางปัจจัยท้าทายสารพัด เช่น ความท้าทายจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในบางช่วงเวลา และกระทบรายได้เกษตรกรโดยตรง</p>
<p>ซึ่งการศึกษาของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่า climate shocks ส่งผลกระทบต่อกำรเติบโต ของ GPP per capita ในแต่ละจังหวัดแตกต่างกันอย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับระดับความยากจนในจังหวัดเป็นสำคัญ เช่น จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำจะได้รับผลกระทบเชิงลบมากกว่าจังหวัดอื่นๆ เนื่องจาก มีความสามารถในการปรับตัวน้อยกว่า ดังนั้น การเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง  อาจเป็นปัจจัยที่จะเข้ามาเพิ่มความเปราะบาง ให้กับเกษตรกรและซ้ำเติม​ปัญหาความเหลื่อมล้ำในไทยได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20589 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/08/3-8.jpg" alt="" width="713" height="1200" /></p>
<p><strong>4. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี</strong></p>
<p>ข้อจำกัดในการเข้าถึงและการปรับตัวให้เท่าทันพัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัลที่แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มประชากร ก่อให้เกิดช่องว่างทางดิจิทัล  (Digital gap) จนอาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในสังคมที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มีต้นตอจาก</p>
<p>&#8211; ปัญหาความพร้อมในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล (Availability) จากความไม่ทั่วถึงของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อาทิ พื้นที่ห่างไกลทำให้มีข้อจำกัในการเข้าถึงสัญญาณ 5G</p>
<p>&#8211;  ปัญหาด้านความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล (Affordability) เช่น ผู้มีรายได้น้อยอาจขาดโอกาสในการเข้าถึง Smart phone</p>
<p>&#8211; ปัญหาด้านทักษะและการปรับตัวในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล (Adoption and Adaptation) เช่น ผู้สูงอายุที่อาจมี Digital literacy น้อยกว่าและตกเป็นเหยื่อโจรกรรมทางไซเบอร์ ได้ง่ายกว่า</p>
<p>นอกจากนั้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ยังมีผลต่อการจ้างงานและระดับค่าจ้าง เนื่องจาก เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Generative AI, Machine Learning, IoT, Robotics &amp; Automation และ Big-data analytics จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง จนลดความจำเป็นบางตำแหน่งงานลง ขณะเดียวกันก็สร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ จากความต้องการบุคลากรที่มีทักษะดิจิทัล ซึ่งจะผูกโยงกับโอกาสในการได้รับค่าจ้างมากขึ้น  (Skill premium) ตามที่​ World Economic Forum (WEF) ประเมินไว้ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ตำแหน่งงานเดิมๆ ท่ัวโลก จาก 83 ล้านตำแหน่ง จะหายไป ขณะที่จะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้น 69 ล้านตำแหน่ง พร้อมทั้งยัง​ระบุว่า รูปแบบการทำงานที่ดำเนินการโดยเครื่องจักรจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 42% จาก 34% ในปัจจุบัน</p>
<p>ขณะที่งานวิจัยล่าสุดโดยนักเศรษฐศาสตร์จาก MIT ชี้ว่า การเพิ่มขึ้นของความเหลื่อมล้ำของค่าจ้างแรงงาน  (Wage gap) ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มาจากการใช้ระบบ Automation เข้ามาแทนที่แรงงาน ซึ่งจะส่งผลต่ออำนาจการต่อรองค่าแรงของแรงงาน และนับเป็นปัจจัยที่มีผลต่อ Wage gap มากกว่าระดับการศึกษาของแรงงาน 7 สถานการณ์เหล่านี้ ทำให้อาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่งมากขึ้น ระหว่างกลุ่มคนที่สามารถปรับตัวและกลุ่ม คนที่ไม่สามารถปรับตัวให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัลได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20590 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/08/4-8.jpg" alt="" width="1200" height="950" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับเศรษฐกิจไปสู่การพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ต้องตั้งอยู่บนหลัก​ “ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคชุมชน และสถาบันการศึกษา เช่น ภาครัฐควรผสานกับหลายหน่วยงานในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันอย่างเหมาะสม และส่งเสริมให้มี Startup ที่คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ การช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้าหรือความยากจนในสังคมไทย รวมถึงการมีมาตรการส่งเสริม Digital literacy ระมัดระวังปัญหา Digital gap และป้องกันความเสี่ยงด้าน Cyber อย่างรัดกุม ขณะที่ภาคเอกชนสามารถดำเนินธุรกิจที่ควบคู่ไปกับการช่วยลดความเหลื่อมล้าในสังคม เช่น การปฏิบัติต่อคู่ค้า รายย่อยอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ กรอบแนวคิด และประเด็นสำคัญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/08/4-factors-effect-inequality-in-thailand/">4 ปัจจัย​ ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในไทย &#8220;หนี้ครัวเรือน-สังคมสูงวัย-สภาพอากาศ-ช่องว่างเทคโนโลยี&#8221; ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ เพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
