<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b8/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 13 Apr 2026 05:18:52 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>บพท.สานพลังความรู้คณาจารย์-นักวิจัย สนองนโยบายรัฐบาลสู้ภัยสงครามตะวันออกกลาง รณรงค์พัฒนาปุ๋ยชีวภาพช่วยเกษตรกรบรรเทาผลกระทบปุ๋ยเคมีนำเข้าขาดแคลน-ราคาแพง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/pmua-bio-fertilizer/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Apr 2026 05:16:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[PMUA]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยเหลือเกษตรกร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นิสานาถ แก้ววินัด]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.กัมปนาท เภสัชชา]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ชัญญรินทร์ สมพร]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ณรงค์ คชภัคดี]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ปริศนา วงค์ล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.พีรนาฏ คิดดี]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ปัญหาความยากจน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41137</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครือข่ายคณาจารย์ นักวิจัย และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) เคี่ยวพลังความรู้จากงานวิจัย พัฒนาปุ๋ยชีวภาพ จากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ ช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาผลกระทบจากปุ๋ยเคมีราคาแพงและอาจขาดแคลน อันเนื่องมาจากสงครามในอ่าวเปอร์เชีย ตะวันออกกลาง สนองนโยบายรัฐบาล ดร.นิสานาถ แก้ววินัด คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ กล่าวว่าคณาจารย์และนักวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาค้นคว้าวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.ภายใต้กำกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตระหนักดีถึงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูก ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะต้องแบกรับภาระค่าปุ๋ยที่แพงขึ้น และความเสี่ยงจากการขาดแคลนปุ๋ย จึงได้ร่วมกันขยายผลองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปุ๋ยชีวภาพ จากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ ส่งเสริมให้เกษตรกรทำปุ๋ยใช้เอง ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และลดผลกระทบจากปัญหาปุ๋ยแพงและขาดแคลน “เราได้ลงมือทำแล้วกับเกษตรกรในพื้นที่หลายกลุ่ม ได้แก่กลุ่มยะวึก กลุ่มไทรงาม กลุ่มบุตาโสม กลุ่มบ้านศรีณรงค์ กลุ่มบ้านหัวนาคำ โดยรณรงค์ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการทำปุ๋ยใช้เอง จากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ เพื่อให้มีปุ๋ยสำหรับใช้ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคม นับจากวันพืชมงคลเป็นต้นไป” ผศ.ดร.ชัญญรินทร์ สมพร รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการและจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด กล่าวว่าคณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ได้ประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์ จากวัสดุชีวมวลไว้ใช้เอง เพื่อรับมือกับปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพงและอาจขาดแคลน อันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/pmua-bio-fertilizer/">บพท.สานพลังความรู้คณาจารย์-นักวิจัย สนองนโยบายรัฐบาลสู้ภัยสงครามตะวันออกกลาง รณรงค์พัฒนาปุ๋ยชีวภาพช่วยเกษตรกรบรรเทาผลกระทบปุ๋ยเคมีนำเข้าขาดแคลน-ราคาแพง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เครือข่ายคณาจารย์ นักวิจัย และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) เคี่ยวพลังความรู้จากงานวิจัย พัฒนาปุ๋ยชีวภาพ จากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ ช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาผลกระทบจากปุ๋ยเคมีราคาแพงและอาจขาดแคลน อันเนื่องมาจากสงครามในอ่าวเปอร์เชีย ตะวันออกกลาง สนองนโยบายรัฐบาล</p>
<p><span id="more-41137"></span></p>
<p><strong>ดร.นิสานาถ แก้ววินัด</strong> คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ กล่าวว่าคณาจารย์และนักวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาค้นคว้าวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.ภายใต้กำกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตระหนักดีถึงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูก ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะต้องแบกรับภาระค่าปุ๋ยที่แพงขึ้น และความเสี่ยงจากการขาดแคลนปุ๋ย จึงได้ร่วมกันขยายผลองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปุ๋ยชีวภาพ จากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ ส่งเสริมให้เกษตรกรทำปุ๋ยใช้เอง ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และลดผลกระทบจากปัญหาปุ๋ยแพงและขาดแคลน</p>
<p>“เราได้ลงมือทำแล้วกับเกษตรกรในพื้นที่หลายกลุ่ม ได้แก่กลุ่มยะวึก กลุ่มไทรงาม กลุ่มบุตาโสม กลุ่มบ้านศรีณรงค์ กลุ่มบ้านหัวนาคำ โดยรณรงค์ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการทำปุ๋ยใช้เอง จากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ เพื่อให้มีปุ๋ยสำหรับใช้ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคม นับจากวันพืชมงคลเป็นต้นไป”</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41139 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/บพท2.jpg" alt="" width="1200" height="493" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.ชัญญรินทร์ สมพร</strong> รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการและจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด กล่าวว่าคณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ได้ประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์ จากวัสดุชีวมวลไว้ใช้เอง เพื่อรับมือกับปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพงและอาจขาดแคลน อันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากต้นทุนค่าปุ๋ยเป็นต้นทุนที่มีสัดส่วนสูงถึง 40-60% ของต้นทุนการผลิตทางการเกษตร</p>
<p>“คณะวิจัยได้นำชุดความรู้จากงานวิจัยในการทำปุ๋ยอินทรีย์ที่เกษตรกรทำได้เอง ไปถ่ายทอดแก่เกษตรกร ด้วยการนำมูลวัว มูลหมู มูลไก่ ซึ่งเป็นสัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยงกันอยู่ทั่วไป ไปหมักกับน้ำเชื้อจุลินทรีย์ผสมกับแกลบ โดยน้ำเชื้อจุลินทรีย์ เกษตรก็สามารถทำได้เอง ด้วยการนำเศษผักไปหมัก ซึ่งช่วยให้เกษตรกรพึ่งพาตัวเองเรื่องปุ๋ยได้มากขึ้น”</p>
<p><strong>ผศ.ดร.กัมปนาท เภสัชชา</strong> อาจารย์และนักวิจัยคณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวว่าคณะนักวิจัยได้พัฒนาชุดความรู้จากงานวิจัยไปช่วบรรเทาผลกระทบจากปัญหาปุ๋ยแพง รวมทั้งปัญหาอาหารสัตว์ราคาแพง อันเนื่องมาจากสงครามตะวันออกกลาง ด้วยการคิดค้นสูตรอาหารสัตว์ สำหรับเลี้ยงโค ที่เน้นการใช้มันสำปะหลัง และรำข้าว ที่มีอยู่ในพื้นที่มาใช้ทดแทนวัตถุดิบที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ควบคู่ไปกับการรวบรวมมูลโคไปหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ สำหรับใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41140 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/บพท3.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.ณรงค์ คชภัคดี</strong> รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา และอาจารย์สาขาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง กล่าวว่าได้ขยายผลจากงานวิจัยการทำปุ๋ยชีวภาพจากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ไปรณรงค์ส่งเสริมเกษตรกร เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง โดยแนะนำเกษตรกรนำใบกระถินไปหมักกับนมเปรี้ยว และกากน้ำตาล เพื่อให้ได้ปุ๋ยชีวภาพที่มีสารอาหารและแร่ธาตุจำเป็นสำหรับพืชครบถ้วน ซึ่งปุ๋ยชีวภาพสูตรนี้ใช้ได้ผลมาแล้วทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วลายเสือและลำใย รวมทั้งผัก</p>
<p><strong>รศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ</strong> ผศ.ดร.ณัฏฐากร วรอัฐสิน และผศ.ดร.เอกนรินทร์ เรืองรักษ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า คณาจารย์และนักวิจัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีชุดความรู้จากงานวิจัยในการทำปุ๋ยอินทรีย์ ทดแทนการพึ่งพาปุ๋ยเคมีอยู่หลายสูตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ต้นปาล์มน้ำมันไปหมักกับมูลไก่ หรือนำมูลแพะไปหมักกับใบปาล์มน้ำมัน หรือการนำเศษวัสดุจากทะเล อย่างเศษปลา แกนปลาหมึก เปลือกกุ้ง เปลือกหอย เปลือกปู ไปหมักร่วมกับน้ำต้มปลา และน้ำจุลินทรีย์ ซึ่งจะได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพดี สามารถทดแทนปุ๋ยเคมี และช่วยบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาปุ๋ยเคมีแพงและขาดแคลน อันเนื่องมาจากสงครามตะวันออกกลางได้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41141 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/บพท4.jpg" alt="" width="1200" height="620" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.ปริศนา วงค์ล้อม</strong> อาจารย์คณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่าได้เร่งรัดพัฒนาสารปรับปรุงดิน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจากปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพงและขาดแคลน ตอบสนองนโยบายรัฐบาล โดยนำมูลค้างคาวจากถ้ำเขากลาง จ.พัทลุง มาใช้เป็นวัตถุดิบ</p>
<p>“ปุ๋ยตัวนี้มาจากมูลค้างคาวที่อยู่ในถ้ำจ.พัทลุง ซึ่งมีปริมาณมากเป็นตัน ๆ และในมูลค้างคาวมีธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่พืชต้องการอยู่สูงมาก สามารถใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีได้อย่างดี”</p>
<p><strong>ผศ.ดร.พีรนาฏ คิดดี</strong> คณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้ใช้ความรู้จากงานวิจัยอีกชุดหนึ่งช่วยเหลือเกษตรกรจากปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพงและขาดแคลน โดยนำสาหร่ายหางกระรอก ซึ่งเป็นวัชพืชน้ำ ไปหมักกับมูลโคเป็นปุ๋ยหมักจากสาหร่ายหางกระรอก</p>
<p><strong>ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา</strong> ผู้อำนวยการ บพท.กล่าวว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี และเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่คณาจารย์ นักวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก บพท.มีความกระตือรือร้นในการพัฒนาต่อยอดขยายผลงานวิจัย นำเอาองค์ความรู้จากงานวิจัยไปรณรงค์ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ ทดแทนการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ลดผลกระทบแก่เกษตกรจากปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพง และอาจขาดแคลน ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล</p>
<p>“ผมคาดหวังว่าวิกฤตการสงครามที่สร้างปัญหาต่อเกษตรกรในเรื่องปุ๋ยเคมี จะสร้างโอกาสใหม่ที่ดีในการพึ่งพาตัวเองเรื่องปุ๋ยของภาคการเกษตรไทย โดยลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศที่มีปริมาณสูงถึง 5 ล้านตันในแต่ละปี หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึงกว่าปีละ 9.4 หมื่นล้านบาทให้น้อยลง ซึ่งจะเป็นประโยชน์คุณภาพชีวิตเกษตรกร ระบบเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมโดยรวมของประเทศ”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/pmua-bio-fertilizer/">บพท.สานพลังความรู้คณาจารย์-นักวิจัย สนองนโยบายรัฐบาลสู้ภัยสงครามตะวันออกกลาง รณรงค์พัฒนาปุ๋ยชีวภาพช่วยเกษตรกรบรรเทาผลกระทบปุ๋ยเคมีนำเข้าขาดแคลน-ราคาแพง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุณค่าที่มากกว่าเมล็ดกาแฟ : พัฒนาคน พัฒนาพื้นที่ ยกระดับห่วงโซ่กาแฟคุณภาพ สู่การอนุรักษ์ป่าลุ่มน้ำแม่กวงอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/specialty-coffee-supply-chain-value/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Oct 2025 09:21:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Learning and Innovation Platform]]></category>
		<category><![CDATA[LIP]]></category>
		<category><![CDATA[การอนุรักษ์ป่า]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟอราบิก้า]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกร]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิปัญญาท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ภูเมธ ภูมิธันเมธ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[สุริยนต์ สูงคำ]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37412</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลุ่มน้ำแม่กวง แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงผู้คนในพื้นที่มายาวนาน มีอาณาเขตครอบคลุมตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ตำบลเทพเสด็จ ตำบลป่าเมี่ยง ตำบลเชิงดอย ตำบลลวงเหนือ ตำบลสง่าบ้าน อำเภอดอยสะเก็ด และตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งยังเป็นแหล่งปลูกกาแฟอราบิก้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ในช่วงที่ผ่านมาพื้นที่แห่งนี้ต้องเผชิญปัญหาปริมาณและคุณภาพผลผลิตกาแฟที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างปรากฏการณ์เอนโซ่ (เอลนีโญและลานีญา) และข้อจำกัดด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีของเกษตรกรในการพัฒนากาแฟให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด คุณ​สุริยนต์ สูงคำ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และ​คณะวิจัยโครงการนวัตกรรมการพัฒนาและยกระดับมูลค่ากาแฟพืชเศรษฐกิจหลักของชุมชนเกษตรกรรมเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวง จังหวัดเชียงใหม่-เชียงราย โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จึงนำเทคโนโลยีพร้อมใช้และองค์ความรู้ที่เหมาะสม ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดให้กับคนในชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตกาแฟอย่างเป็นระบบ ยกระดับห่วงโซ่กาแฟคุณภาพ ไปพร้อมกับการอนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการ Learning and Innovation Platform (LIP) สร้างความตระหนักด้วยวิทยาศาสตร์อย่างง่าย บ้านห้วยน้ำกืน ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในพื้นที่ป่าต้นน้ำสำคัญของลุ่มน้ำแม่กวง มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นนานกว่า 45 ปี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทำให้วิธีการดั้งเดิมที่เคยใช้ได้ผลไม่เพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อีกต่อไป โดยเฉพาะการทำเกษตรที่พึ่งพาประสบการณ์และการลองผิดลองถูก (Trial &#38; Error) อาทิ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/specialty-coffee-supply-chain-value/">คุณค่าที่มากกว่าเมล็ดกาแฟ : พัฒนาคน พัฒนาพื้นที่ ยกระดับห่วงโซ่กาแฟคุณภาพ สู่การอนุรักษ์ป่าลุ่มน้ำแม่กวงอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลุ่มน้ำแม่กวง แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงผู้คนในพื้นที่มายาวนาน มีอาณาเขตครอบคลุมตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ตำบลเทพเสด็จ ตำบลป่าเมี่ยง ตำบลเชิงดอย ตำบลลวงเหนือ ตำบลสง่าบ้าน อำเภอดอยสะเก็ด และตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งยังเป็นแหล่งปลูกกาแฟอราบิก้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย</p>
<p><span id="more-37412"></span></p>
<p>แต่ในช่วงที่ผ่านมาพื้นที่แห่งนี้ต้องเผชิญปัญหาปริมาณและคุณภาพผลผลิตกาแฟที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างปรากฏการณ์เอนโซ่ (เอลนีโญและลานีญา) และข้อจำกัดด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีของเกษตรกรในการพัฒนากาแฟให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด</p>
<p><strong>คุณ​สุริยนต์ สูงคำ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา</strong><strong> และ​</strong><strong>คณะวิจัยโครงการ</strong><strong>นวัตกรรมการพัฒนาและยกระดับมูลค่ากาแฟพืชเศรษฐกิจหลักของชุมชนเกษตรกรรมเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวง จังหวัดเชียงใหม่-เชียงราย</strong> <strong>โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) </strong><strong>จึงนำเทคโนโลยีพร้อมใช้และองค์ความรู้ที่เหมาะสม ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดให้กับคนในชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตกาแฟอย่างเป็นระบบ ยกระดับห่วงโซ่กาแฟคุณภาพ ไปพร้อมกับการอนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืน ผ่าน</strong><strong>กระบวนการ </strong><strong>Learning and Innovation Platform (LIP)</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37414 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/LIP_Learning-Innovation-Process.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>สร้างความตระหนักด้วยวิทยาศาสตร์อย่างง่าย</strong></p>
<p>บ้านห้วยน้ำกืน ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในพื้นที่ป่าต้นน้ำสำคัญของลุ่มน้ำแม่กวง มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นนานกว่า 45 ปี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทำให้วิธีการดั้งเดิมที่เคยใช้ได้ผลไม่เพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อีกต่อไป</p>
<p>โดยเฉพาะการทำเกษตรที่พึ่งพาประสบการณ์และการลองผิดลองถูก (Trial &amp; Error) อาทิ การใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จ (15-15-15) ตามความเคยชิน หรือตามคำแนะนำของเพื่อนบ้าน โดยขาดความเข้าใจที่แท้จริงว่า ดินและพืชในแปลงของตนต้องการธาตุอาหารชนิดใดในปริมาณเท่าไหร่ ทำให้เกิดต้นทุนที่ไม่จำเป็นและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญในการรักษาและยกระดับคุณภาพผลผลิตกาแฟ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37416 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/การวิเคราะห์ดิน-หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการผลิตกาแฟคุณภาพ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การดำเนินงานในพื้นที่ของคณะวิจัยจึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนทางวิชาการ แต่เป็นการประสานความร่วมมือกับชุมชนในฐานะภาคีเครือข่าย โดยมุ่งเน้นการเสริมศักยภาพของเกษตรกรผ่านกระบวนการ <strong>​วิทยาศาสตร์อย่างง่าย </strong>และ <strong>เทคโนโลยีพร้อมใช้​</strong> แทนการนำเสนอเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและเข้าถึงยาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ซึ่งหลักการสำคัญของการทำงานร่วมกับชุมชน คือ <strong>การสร้างความเข้าใจผ่านกระบวนการเรียนรู้บนฐานชุดข้อมูล (</strong><strong>Data-Driven Learning)</strong> ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถทำความเข้าใจเหตุและผลการทำเกษตรอย่างมีหลักการ เพื่อให้สามารถปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีการต่างๆ คือ</p>
<p><strong>1. ใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือ</strong> วิเคราะห์รวบรวมข้อมูลและนำเสนอผลเป็นรายแปลง อาทิ การวิเคราะห์ค่าดินในรูปแบบชุดสีที่เข้าใจง่าย (สีแดง: ระดับอันตราย) เพื่อให้ชาวบ้านที่ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมได้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และเกิดความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีที่คณะวิจัยนำเข้าไป</p>
<p><strong>2. เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (</strong><strong>Learning By Doing)</strong> โดยให้เกษตรกรเรียนรู้และลงมือปฏิบัติพร้อมกับคณะวิจัยในแปลงทดลอง เป็นการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) เพื่อให้เกษตรกรสามารถวิเคราะห์ ติดตามผล ที่นำไปสู่การ <strong>&#8216;รับ-ปรับ-ใช้&#8217;</strong> องค์ความรู้ อีกทั้งยังทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของในกระบวนการเรียนรู้และภูมิใจในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน</p>
<p><strong>3. </strong><strong>ทบทวนและประเมินผลหลังปฏิบัติงาน (</strong><strong>After Action Review: AAR)</strong> ร่วมกับชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์การผลิตกาแฟในแปลงของตนเอง พร้อมปรับแนวทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงอย่างทันท่วงที</p>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตร์จารย์วิสูตร อาสนวิจิตร หัวหน้าโครงการย่อยที่ </strong><strong>1</strong> อธิบายเพิ่มเติมว่า ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ <strong>สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยยะสำคัญ</strong> ให้ชุมชนได้รับรู้ว่า การยึดมั่นในแนวทางปฏิบัติเดิมย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์เดิมหรือถดถอยลง แต่เป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่าการพัฒนาคุณภาพผลผลิตกาแฟ คือ <strong>การอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวง</strong> ที่เปรียบเสมือนบ้านของชาวบ้านและคณะวิจัยให้คงความอุดมสมบูรณ์ต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37424 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ผศ.วิสูตร-อาสนวิจิตร-แลกเปลี่ยนกับนวัตกรในโครงการ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong> </strong><strong>ปั้นคน ปั้นความรู้ สร้างนวัตกรชุมชน </strong></p>
<p>นอกจากการปรับทัศนคติของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟให้เห็นความสำคัญของการเรียนรู้บนฐานชุดข้อมูล (Data-Driven Learning) แล้ว หัวใจของความสำเร็จที่ยั่งยืนอีกอย่างหนึ่ง คือ การสร้าง &#8216;<strong>นวัตกรชุมชน&#8217; </strong>ให้เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดและขยายผลเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง ที่ไม่ได้มองเกษตรกรเป็นเพียงผู้รับการถ่ายทอด แต่มองเป็น &#8216;<strong>หุ้นส่วน&#8217; </strong><strong>​</strong>สำคัญในการสร้างนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้องค์ความรู้ฝังรากลึกในชุมชนแม้โครงการวิจัยจะสิ้นสุดลง</p>
<p>สำหรับกระบวนการคัดเลือกและพัฒนานวัตกร เริ่มต้นจากการลงพื้นที่เพื่อประเมินศักยภาพและความพร้อมของเกษตรกรแต่ละราย โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ อาทิ ประสบการณ์ในการทำกาแฟ ความสามารถในการชิมและประเมินรสชาติกาแฟของตนเอง และระดับความพร้อมในการรับ-ปรับ-ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้สามารถจำแนกเกษตรกรออกเป็นนวัตกรในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงระดับสูงได้</p>
<p><strong>คุณภูเมธ ภูมิธันเมธ คือ ตัวอย่างที่ชัดเจนของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านห้วยน้ำกืน ที่ยกระดับตนเองขึ้นเป็นนวัตกรระดับสี่ที่สามารถ &#8216;รับ</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ปรับ</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ใช้</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ขยายผล&#8217; องค์ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ</strong> <strong>อีกทั้งยังเป็น &#8216;นายสถานี&#8217; ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกาแฟให้กับเกษตรกรรายอื่นได้</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37415 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ภูเมธ-ภูมิธันเมธ-คนยืนซ้ายสุด-กับทีมนวัตกร-และ-ผศ.วิสูตร-คนยืนตรงกลาง.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>อาทิ การเลือกสายพันธุ์กาแฟที่ตลาดต้องการ การเตรียมแปลงปลูก ไปจนถึงการให้คำแนะนำเชิงลึกในการจัดการโรคและแมลง และด้วยทักษะการชิมและประเมินรสชาติกาแฟ (Cupping Test) ที่ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็น<strong>ผู้ชิมและประเมินคุณภาพกาแฟ (</strong><strong>Q-Grader)</strong> จึงสามารถให้ข้อเสนอแนะในเรื่องจุดเด่นและข้อบกพร่องของกาแฟที่ชิมได้อย่างแม่นยำ โดยสามารถวิเคราะห์ย้อนกลับไปได้ถึงกระบวนการดูแลแปลงและการแปรรูป แต่สำคัญที่สุด คือ พื้นที่ปลูกกาแฟของนายภูเมธได้กลายเป็น <strong>ศูนย์เรียนรู้ที่มีชีวิต</strong> หรือพื้นที่ต้นแบบที่มีการติดตั้งเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการผลิตกาแฟคุณภาพไว้อย่างครบวงจร เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานการผลิตกาแฟคุณภาพของพื้นที่ได้</p>
<p><em>“การเข้าร่วมโครงการได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ทั้งในมิติส่วนตัวและบทบาทต่อชุมชน การมีข้อมูล Big Data และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์จากโครงการวิจัยเข้ามาสนับสนุน ทำให้สามารถอธิบายเรื่องราวและกระบวนการผลิตกาแฟเชิงวิทยาศาสตร์ได้อย่างเป็นระบบและน่าเชื่อถือ นำไปสู่คุณภาพผลผลิตที่ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน โดย <strong>คุณค่าที่แท้จริง</strong> ที่ได้รับจากโครงการนี้ คือการได้เผยแพร่และส่งต่อความรู้ให้กับคนในชุมชนเพื่อให้เติบโตไปด้วยกัน ซึ่งถือเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ความสำเร็จในการสร้างนวัตกรชุมชนเช่นนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม  และที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศป่าต้นน้ำ”  </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37418 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Cupping-Coffee-การให้คะแนนกาแฟจากผู้เชี่ยวชาญ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ติดตั้ง</strong><strong>เทคโนโลยี พลิกคุณค่าเมล็ดกาแฟ สู่มูลค่าที่เพิ่มขึ้น</strong></p>
<p>คณะวิจัยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถกาแฟท้องถิ่นเพื่อทำตลาดในกลุ่มกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ด้วยการนำเทคโนโลยีที่เรียบง่ายเข้าไปหนุนเสริมฐานทุนความรู้เดิมของชุมชน ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต พร้อมทั้งแก้ไข Pain Point ได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที โดยอาศัยกระบวนการ Learning and Innovation Platform (LIP) ที่เน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกรผ่านการทำแปลงสาธิตและการติดตามผลทั้ง 8 ด้าน ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37423 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/สุริยงค์-สูงคำ-หัวหน้าโครงการวิจัย.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>1. กระบวนการจัดการดินและน้ำเฉพาะที่ (Specific Area) โดยการตรวจวิเคราะห์ดิน และจัดทำแปลงสาธิตปรับปรุงความเป็นกรดดิน ช่วยลดต้นทุนจากการใส่ปุ๋ยที่ไม่จำเป็น และทำให้ต้นกาแฟแข็งแรงทนทานต่อโรค ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น</p>
<p>2. การอนุรักษ์ดินและน้ำในแปลงกาแฟ</p>
<p>3. กระบวนการเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟผลสุกเต็มที่ จัดทำอุปกรณ์เทียบสีความสุกเมล็ดกาแฟให้กับเกษตรและแรงงานนอกพื้นที่ที่เข้ามารับจ้างเก็บผลผลิต</p>
<p>4. กระบวนการแปรรูปกาแฟพิเศษและการทดสอบรสชาติกาแฟ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37421 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ตำแหน่งเครื่องมือวัดติดตามสภาพอากาศในแปลงของเกษตกร-แสดงผ่านมือถือ.jpg" alt="" width="525" height="700" /></p>
<p>5. เทคโนโลยีการติดตามสภาพอากาศต่อการผลิตกาแฟ เพื่อแจ้งเตือนเกษตรกรในการเตรียมป้องกันการระบาดของโรคและแมลงสำคัญของกาแฟได้อย่างถูกต้องและทันต่อสถานการณ์</p>
<p>6. เทคโนโลยีการติดตามสภาพอากาศโรงตากกาแฟ ที่มีการตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นในพื้นที่ปลูกและโรงตากกาแฟ ซึ่งประกอบด้วย ระบบเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้น 4 จุด ระบบแจ้งเตือนด้วยเสียงและไฟเมื่อเกิดสภาวะไม่เหมาะสม เพื่อแก้ปัญหาเชื้อราที่เกิดจากการตากที่ไม่ได้มาตรฐาน ช่วยรักษาคุณภาพและสีสันของสารกาแฟ (Green Bean) ให้สวยงามสม่ำเสมอ</p>
<p>7. ระบบบัญชีอย่างง่าย ที่ทำให้เกษตรกรได้เห็นต้นทุนการผลิตที่แท้จริงของตนเอง เพื่อให้ตระหนักถึงต้นทุนและผลตอบแทนที่แท้จริง</p>
<p>8. กระบวนการนำเสนออัตลักษณ์กาแฟคุณภาพ โดยการพัฒนาแบรนด์และบรรจุภัณฑ์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37419 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ควบคุมความชื้นโรงตากกาแฟ-หนึ่งในขั้นตอนสำคัญ.jpg" alt="" width="525" height="700" /></p>
<p>การนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ ส่งผลให้เกิดมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของกาแฟตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตอย่างชัดเจน <strong>จากเดิมที่ขายเชอร์รี่กาแฟได้เพียง</strong><strong> 25 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อแปรรูปเป็นสารกาแฟ (Green Bean</strong><strong>s</strong><strong>) ที่มีคุณภาพจะสามารถขายได้ในราคา 500 บาทต่อกิโลกรัม และมูลค่าจะยิ่งทวีคูณขึ้นเมื่อนำไปทำกาแฟคั่วและสร้างแบรนด์ของตนเอง โดยสามารถทำราคาได้ถึง 2,000 บาทต่อกิโลกรัม </strong>นอกจากนี้ <strong>การสร้างกลไกเชื่อมโยงตลาด </strong><strong>Specialty Coffee </strong>ที่เกิดการ Matching กับกลุ่มสหายกาแฟซึ่งเป็นนักชิมและเจ้าของร้านกาแฟในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมการประเมินรสชาติ (Cupping Test) ทำให้ผู้ซื้อได้ชิมผลผลิตกาแฟจากพื้นที่วิจัยโดยตรง จากเดิมที่ขายได้เพียงหลักร้อยก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 10 เท่า</p>
<p>ยิ่งไปกว่านี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟพิเศษบ้านห้วยน้ำกืนยังได้สร้างกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่จูงใจให้เกษตรกรเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็น</p>
<p><strong>&#8211; </strong><strong>การกำหนดมาตรฐานคุณภาพเชอร์รี่กาแฟ </strong>สำหรับเกษตรกรบางรายที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่กระบวนการแปรรูป โดยมีการประเมินคุณภาพเชอร์รี่กาแฟระดับความสุก 100%  รับซื้อผลเชอร์รี่ที่ได้ตามมาตรฐานกลุ่มในราคาสูงกว่าตลาด จากเดิม 25 บาทต่อกิโลกรัม อาจเพิ่มเป็น 30 บาทต่อกิโลกรัม</p>
<p><strong>&#8211; การรับซื้อกาแฟกะลามาตรฐานที่ผ่านกระบวนการ </strong><strong>Natural Process </strong>ในราคาสูงถึง 300 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาตลาดทั่วไปอยู่ที่ 180 บาทต่อกิโลกรัม โดยการให้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาดนี้เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรรายอื่นหันมาใส่ใจคุณภาพ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ <strong>คุณภาพนำราคา </strong> เพื่อยกระดับมาตรฐานผลผลิตกาแฟในชุมชน</p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37420 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Re-การคัดเมล็ดกาแฟ-ข้อบกพร่อง-Defect-.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></strong></p>
<p><strong>คุณค่าที่มากกว่าเมล็ดกาแฟ </strong></p>
<p>มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์กาแฟ เป็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จากความร่วมมือของภาคีเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำแม่กวง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย ชุมชน เกษตรอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพระสงฆ์ เพราะ<strong>พื้นที่ปลูกกาแฟแห่งนี้คือ ป่าต้นน้ำที่สำคัญของชุมชน จึงเกิดเป็นแนวคิด &#8216;กาแฟรักษ์ป่า&#8217;</strong> โดยคุณภูเมธ อธิบายว่า แนวคิดนี้เกิดจากวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่พึ่งพาอาศัยทรัพยากรป่ามายาวนาน การปลูกกาแฟอราบิก้าใต้ร่มเงาไม้ใหญ่จึงเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรต้องอนุรักษ์ไม้ใหญ่และสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เพื่อดึงดูดสิ่งมีชีวิตต่างๆ เข้ามาอาศัย ขณะเดียวกันการดูแลไร่กาแฟและการทำฝายชะลอน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร ยังช่วยสร้างความชุ่มชื้นและป้องกันไฟป่า ซึ่งเป็นการปกป้องผืนป่าต้นน้ำโดยรอบอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับการให้ผลผลิตกาแฟที่มีคุณภาพ</p>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิสูตร</strong> กล่าวเสริมว่า การมีภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็งทำให้พื้นที่ปลูกกาแฟแห่งนี้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งนำไปสู่การขยายผล (Scale Up) ทั้งการสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชน ทั้งตัวนวัตกรและพื้นที่รับรู้ว่าการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพคือ กลไกที่สำคัญที่สุดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะเดียวกัน หลายหน่วยงานในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการก็ให้ความสนใจเข้ามาศึกษาเทคโนโลยีและกระบวนการทำงาน ร่วมมือกับยุวชนอาสาในการปลูกกาแฟขั้นบันได</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37428 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/นวัตกรสามารถถ่ายทอดความรู้การทำกาแฟคุณภาพได้.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายที่มีนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟอย่างชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และผลักดันให้ไร่กาแฟของคุณภูเมธเป็นแหล่งนำร่องด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อีกทั้งยังทำให้สหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนาจำกัด รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอื่น ๆ ที่รับผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่สามารถขยายการจำหน่ายต่อไปได้</p>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิสูตร</strong> เน้นย้ำว่า สิ่งที่ย้อนกลับมาสู่คณะวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา คือ การบรรลุพันธกิจของการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน ที่สามารถเชื่อมโยงชุมชนเข้าสู่ภาคการศึกษา ด้วยการลบภาพงานวิจัยที่ว่าเป็นเรื่องจับต้องไม่ได้ กลายเป็นงานวิจัยที่นำมาใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ได้จริง <em>ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่คุณภาพกาแฟ แต่เป็นคุณค่าของเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง นวัตกรรมเทคโนโลยีที่ใช้ไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตชุมชน แต่เป็นการเสริมและอุดรอยรั่ว และคงไว้ซึ่งเสน่ห์และความสวยงามของภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้กาแฟมีคุณค่ามากกว่าคุณภาพ จากเรื่องราวการอนุรักษ์ธรรมชาติและความสวยงามเชิงพื้นที่ที่ผู้บริโภคสามารถสืบหาต้นตอของแหล่งผลิตกาแฟได้</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37422 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์จากกาแฟใหม่ๆ.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><em>“ความผูกพันของภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำแม่กวงเป็นรากฐานสำคัญของการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ แม้ว่าโครงการวิจัยจะสิ้นสุดลง แต่การขับเคลื่อนในพื้นที่ยังคงมีอยู่ตลอดไป ผ่านสายสัมพันธ์ของผู้คนภายใต้เป้าหมายและองค์ความรู้ที่หยั่งรากลึกลงในชุมชน ซึ่งความท้าทายต่อไป คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถขยายองค์ความรู้และผลลัพธ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นนี้ไปสู่เกษตรกรในวงกว้างให้ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างผลกระทบในระดับที่ใหญ่กว่าเดิมให้กับอุตสาหกรรมกาแฟไทย”</em> นายสุริยนต์ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/specialty-coffee-supply-chain-value/">คุณค่าที่มากกว่าเมล็ดกาแฟ : พัฒนาคน พัฒนาพื้นที่ ยกระดับห่วงโซ่กาแฟคุณภาพ สู่การอนุรักษ์ป่าลุ่มน้ำแม่กวงอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บพท. สแกน &#8216;ความยากจน&#8217; พบคนไทย 3.41% ยังไม่ข้ามเส้น &#8216;คนจน&#8217; ​เพราะ​ขาดเงินออมและหนี้สิน ด้าน &#8216;เครดิตบูโร&#8217; แนะใช้​​ &#8216;ยาแรง&#8217; ช่วยแก้หนี้ ​ก่อน NPL ​​โตท่วม GDP 2-3 เท่า​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/poverty-situation-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Sep 2025 06:10:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Credit Bureau]]></category>
		<category><![CDATA[PMUA]]></category>
		<category><![CDATA[Poverty]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[คนจน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[สถานการณ์ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[สุรพล โอภาสเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้ครัวเรือน]]></category>
		<category><![CDATA[เครดิตบูโร]]></category>
		<category><![CDATA[แก้จน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36157</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชุมนุมภาคีเครือข่ายนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ร่วมกับ บพท.ระดมชุดข้อมูลจากงานค้นคว้าวิจัย เสนอชุดคำตอบ 10 ประการ ตอบโจทย์ประเทศ ตอบสนอง 4 นโยบายสำคัญรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน  ชาญวีรกูล  ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม บรรยายพิเศษ &#8216;สถานการณ์ความยากจนและการสร้างโอกาสเพื่อยกระดับสถานะทางสังคม&#8217; ในงานสัมมนา &#8216;สู้ชนะความจนครั้งที่ 2 พลังปัญญาชนะจน พ้นหนี้ เพิ่มรายได้ บนฐานบูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี ภาคี ความสัมพันธ์&#8217; โดยระบุว่า ฐานข้อมูลครัวเรือนยากจนปี 2566 ที่เกิดจากการสังเคราะห์ชุดข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอบทานข้อมูลครัวเรือนยากจน โดยคณะวิจัย 779 คน ร่วมกับนักศึกษา 1,688 คน และภาคีเครือข่ายอีก 1,767 ภาคี พบว่า มีจำนวนคนจนรวมกัน 2.39 ล้านคน คิดเป็น 3.41% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ จากการศึกษาพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดเป็นอันดับ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/poverty-situation-in-thailand/">บพท. สแกน &#8216;ความยากจน&#8217; พบคนไทย 3.41% ยังไม่ข้ามเส้น &#8216;คนจน&#8217; ​เพราะ​ขาดเงินออมและหนี้สิน ด้าน &#8216;เครดิตบูโร&#8217; แนะใช้​​ &#8216;ยาแรง&#8217; ช่วยแก้หนี้ ​ก่อน NPL ​​โตท่วม GDP 2-3 เท่า​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ชุมนุมภาคีเครือข่ายนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ร่วมกับ บพท.ระดมชุดข้อมูลจากงานค้นคว้าวิจัย เสนอชุดคำตอบ 10 ประการ ตอบโจทย์ประเทศ ตอบสนอง 4 นโยบายสำคัญรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน  ชาญวีรกูล</strong></p>
<p><span id="more-36157"></span></p>
<p><strong> ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา</strong> ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม บรรยายพิเศษ <strong>&#8216;สถานการณ์ความยากจนและการสร้างโอกาสเพื่อยกระดับสถานะทางสังคม&#8217; </strong>ในงานสัมมนา &#8216;<strong>สู้ชนะความจนครั้งที่ 2 พลังปัญญาชนะจน พ้นหนี้ เพิ่มรายได้ บนฐานบูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี ภาคี ความสัมพันธ์&#8217;</strong> โดยระบุว่า ฐานข้อมูลครัวเรือนยากจนปี 2566 ที่เกิดจากการสังเคราะห์ชุดข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอบทานข้อมูลครัวเรือนยากจน โดยคณะวิจัย 779 คน ร่วมกับนักศึกษา 1,688 คน และภาคีเครือข่ายอีก 1,767 ภาคี พบว่า <em><strong>มีจำนวนคนจนรวมกัน 2.39 ล้านคน คิดเป็น 3.41% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36202 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Dr-kitti1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>จากการศึกษาพบว่า <em><strong>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 31.71%  หรือราว 1 ใน  3 ของจำนวนประชากรในพื้นที่</strong>  </em>อันดับ 2 ได้แก่ ภาคใต้ มีสัดส่วนคนจน 30.65% ของจำนวนประชากรในพื้นที่ อันดับ 3 ได้แก่ ภาคกลาง มีสัดส่วนคนจน  19.07% ของจำนวนประชากรในพื้นที่ อันดับ 4 ได้แก่ ภาคเหนือ มีสัดส่วนคนจน 16.98% ของประชากรในพื้นที่ และอันดับสุดท้ายคือ กรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนคนจน 1.60% ของประชากรในพื้นที่</p>
<p>รายงานยังมีข้อมูล​การวิจัยบ่งชี้ว่า มูลเหตุแห่งความยากจนในสังคมไทย​ 84%  มีสาเหตุสำคัญมาจากการขาดเงินออม  เนื่องจากมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย โดย​ 71% มาจากปัญหาหนี้สิน, 60%  มาจากการขาดที่ดินทำกิน,  57% มาจากการขาดทักษะด้านอาชีพที่สามารถสสร้างรายได้ และ 41% มาจาการเข้าไม่ถึงสวัสดิการจากรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นครัวเรือนคนจนมักจะมีถิ่นพำนักอยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซาก</p>
<p><em>“บพท. ได้ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยและภาคีในพื้นที่ ทำงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และได้ออกแบบโมเดลแก้จนที่มีความสอดคล้องกับบริบทภูมิสังคมในพื้นที่ สำหรับนำไปประยุกต์ใช้แล้วถึง 299 โมเดล ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ อีกทั้งยังได้สร้างนักจัดการพื้นที่เพื่อทำหน้าที่วิทยากรให้คำแนะนำแก่ชุมชนในการปรับใช้ประโยชน์จากโมเดลแก้จน กระจายตัวอยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส พัทลุง กาฬสินธุ์ เลย นครราชสีมา อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มุกดาหาร ยโสธร สกลนคร บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ลำปาง พิษณุโลก และแม่ฮ่องสอน&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36204 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Highlight-25.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ดร.กิตติ</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากการดำเนินงานวิจัยแก้จนอย่างต่อเนื่อง ยังก่อเกิดกองทุนแก้จน 34 กองทุน กระจายตัวอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง มุกดาหาร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ สกลนคร ยโสธร ชัยนาท พัทลุง อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครราชสีมา ปัตตานี ยะลา และยังเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดศูนย์วิจัยแก้จนขึ้นใน 3 พื้นที่คือ ปัตตานี พัทลุง และยะลา</p>
<p>นอกจากนี้ ภาคีเครือข่ายนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ยังร่วมกันเสนอแนะแนวนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนในพื้นที่ และแก้ปัญหาภัยพิบัติ ปัญหาภัยความมั่นคงบริเวณชายแดน รวมทั้งภัยสังคม ไปยังรัฐบาล รวม 10 ประการ ประกอบด้วย</p>
<p>1). ปัญหาความยากจน ควรกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และมีกลไกระดับชาติทำหน้าที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>2). ควรมีกลไกความร่วมมือระดับจังหวัดในการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบองค์รวม</p>
<p>3). พัฒนาระบบคัดกรองและชี้เป้าครัวเรือนยากจน เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายแหล่งให้เป็นเอกภาพเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และชี้เป้าความยากจนได้อย่างแม่นยำ</p>
<p>4). กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ เป็นผู้พัฒนาและบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเป็นฐานในการออกแบบมาตรการแก้จน<br />
เชิงรุกตามประเภทความยากจนของครัวเรือน</p>
<p>5). แก้ปัญหาความยากจนแบบองค์รวม โดยใช้แพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด</p>
<p>6). จัดให้มีกลไกส่งต่อความช่วยเหลือคนจนในทุกระดับ</p>
<p>7). สนับสนุนองค์กรปกครองท้องถิ่น ให้เป็นเจ้าภาพหลักในระดับพื้นที่ในการจัดทำยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความยากจน โดยใช้ข้อมูลคนจนแบบชี้เป้าและเชื่อมโยงแผนยุทธศาสตร์จังหวัด</p>
<p>8). สนับสนุนให้นายอำเภอ ทำหน้าที่กำกับ ติดตามในระดับอำเภอและให้บรรจุเป็นนโยบายของศูนย์ขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับจังหวัด และให้สถาบันวิชาการในพื้นที่เป็นหน่วยสนับสนุนทางวิชาการแก่กลไกทุกระดับ</p>
<p>9). สร้างนโยบายเชิงรุกด้านสวัสดิการมุ่งเป้า ครอบคลุมทุกมิติ</p>
<p>10). สร้างโครงการพัฒนาทักษะอาชีพที่เข้าถึงครัวเรือนอย่างตรงเป้าและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่</p>
<p><strong>&#8216;เครดิตบูโร&#8217; เสนอมีมาตรการยาแรงแก้จน ก่อนหนี้เสียท่วม</strong></p>
<p><strong>คุณ​​สุรพล โอภาสเสถียร </strong>ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ <strong>&#8216;เครดิตบูโร&#8217;</strong> เปิดเผย​สถานการณ์หนี้ล่าสุดของ​ประเทศไทย พบว่า ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยอย่างเป็นทางการไตรมาส 1/2568 เท่ากับ 16.35 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เท่ากับ 87.4% ซึ่งถือว่า​​​อยู่ในระดับที่อันตราย จำเป็นต้องบริหารจัดการเพื่อทำให้หนี้ลดลงอยู่ในสัดส่วนไม่เกิน 80% เพื่อให้มีความปลอดภัยมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36200 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Credir-Bureau1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em>&#8220;แม้ข้อมูลสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ในภาพรวมอาจลดลง แต่ความจริงแล้วมูลค่าหนี้ไม่ได้ลดลง ​คร้วเรือนไทยยังเผชิญปัญหา <strong>&#8216;หลุมรายได้&#8217;</strong> หรือรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายโดยเฉพาะกลุ่มฟรีแลนซ์หรืออาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบรายได้หาย​ไปต่อเนื่องหลายปี ตั้งแต่หลังสถานการณ์โควิด ขณะที่กลุ่มลูกจ้างทั้งภาคผลิตและภาคบริการ ที่รายได้เติบโตเฉลี่ย 3% ต่อปี ขณะที่รายจ่ายและหนี้ เติบโตมากกว่าที่ราว 5% ต่อปี ส่งผลมีภาระหนี้ซ้ำเติมเพิ่มมากขึ้น&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ หากพิจารณามูลค่าหนี้ครัวเรือนทั้งระบบจากข้อมูลสถิติของเครดิตบูโรล่าสุด​ถึงเดือน มิ.ย. 2568 ที่ผ่านมา พบว่า มีมูลค่าราว 13.55 ล้านล้านบาท (ไม่รวม กยส. และหนี้สหกรณ์) ลดลงจาก 13.6 ล้านล้านบาท จากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ แต่ในทางกลับกันปริมาณหนี้เสีย (NPLs) กลับเพิ่มขึ้น 2 หมื่นล้านบาท จาก 1.22 ล้านล้านบาท เป็น 1.24 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10% ของมูลค่าหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ รวมทั้งปริมาณหนี้ที่อยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้าง (DR) ก่อนจะกลายเป็น NPLs ที่เพิ่มมากขึ้นถึง 4.5 แสนล้านบาท จาก 0.92 ล้านล้านบาท เป็น 1.37 ล้านล้านบาท</p>
<p><em>&#8220;แนวโน้มที่เกิดขึ้น จำเป็นที่ภาครัฐต้องมีมาตรการแรงๆ ออกมา เพื่อช่วยแก้หนี้ให้ทุกกลุ่ม ก่อนที่จะปริมาณ​หนี้เสียจะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่า <strong>หากไม่มีนโยบายแรงๆ มาขับเคลื่อน ภายใน1 ปี กลุ่มที่เริ่มมีหนี้คงค้าง 1-3 เดือน (SM Loan) ​จะขยับไปแตะราว 6 แสนล้านบาท ส่วน NPLs คาดจะขยับเพิ่มขึ้นไปเป็น 1.3 ล้านล้านบาท หรือมีการเติบโตกว่า 4.8% ซึ่งมากกว่าการเติบโตของ GDP เกือบ 2-3 เท่า</strong> รวมทั้งกลุ่มที่จะเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ก็จะ​เพิ่มขึ้นตามการขยับของ NPLs มาอยู่ที่ราว 1.2 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มที่จะเป็น Piority ในการช่วยแก้หนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ กลุ่มที่มีหนี้ตำ่กว่า 1 แสนบาท ซึ่งคิดเป็น 60-65% ของลูกหนี้ทั้งพอร์ต หรือจำนวนลูกหนี้ 3.4 ล้านคน ขณะที่มูลค่าหนี้ที่จะเข้ามาช่วยแก้อยู่ที่ราว 10% หรือปรมาณ 1.2 แสนล้านบาท เพื่อช่วยลดการเกิดคดีและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ลูกหนี้กลุ่มนี้ได้ ขณะที่ต้นทุนในการแก้หนี้โดยรวมจะอยู่ที่ราว 1 หมื่นล้าน ทั้งการซื้อหนี้เสียในส่วนหนี้กลับมาสู่ระบบและการติดตามทวงถาม ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่มีประสิทธภาพ&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36201 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Credit-Bureau.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากภูเขาหนี้ที่เกิดขึ้น พบว่า คนทุกวัย​​ล้วนมีหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่ม Personal Loan และมีแนวโน้มที่จะเกิดหนี้เสียขึ้นได้ในทุกเจนเนอเรชั่น โดยแต่ละเจนเนอเรชันจะมีลักษณะการเกิดหนี้ที่แตกต่างกันไป โดยเบบี้บูมเมอร์ จะเป็นหนี้จากการเกษตร ส่วนกลุ่ม Gen  X มักจ​ะเป็นเดอะแบก ​มีภาระในช่วง Midlife Crisis ทั้งภาระเรื่องบ้าน รถ และครอบครัว ขณะที่​ Gen Y ​มีแนวโน้มก่อหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมากที่สุด และมีแนวโน้มเกิดหนี้เสียมากกว่าเจนเนอเรชั่นอื่นๆ เนื่องจาก ยังเป็นกลุ่มทำงานช่วงเริ่มต้น ทำให้มีภาระค่าใช้จ่าย และรายได้ที่ยังไม่สัมพันธ์กัน</p>
<p>นอกจากนี้ เริ่มเห็นแนวโน้มการก่อหนี้ในกลุ่ม Gen Z มากขึ้น โดยเฉพาะหนี้ Personal Loan และโปรแกรมช้อปก่อนผ่อนทีหลัง หรือแคมเปญ 0% ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ​ ทำให้ Gen Z ​เริ่มก่อหนี้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี โดยพบหนี้ในระบบ​เริ่มต้นเพียงแค่ 16 ปี</p>
<p>สำหรับแคมเปญ<strong> &#8216;ช้อปก่อนผ่อนทีหลัง&#8217;</strong> หรือโปรแกรมว่า ​<strong>BNPL (Buy Now Play Later)</strong> หากไม่มีวินัย และนำเงินในอนาคตมาใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ​สุดท้ายจะนำไปสู่หนี้เสีย หรือเกิด To B NPL ได้ในที่สุด​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36203 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Highlight-13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/poverty-situation-in-thailand/">บพท. สแกน &#8216;ความยากจน&#8217; พบคนไทย 3.41% ยังไม่ข้ามเส้น &#8216;คนจน&#8217; ​เพราะ​ขาดเงินออมและหนี้สิน ด้าน &#8216;เครดิตบูโร&#8217; แนะใช้​​ &#8216;ยาแรง&#8217; ช่วยแก้หนี้ ​ก่อน NPL ​​โตท่วม GDP 2-3 เท่า​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม จากงานวิจัย สู่คุณภาพชีวิตผู้ป่วย บพท.สานพลัง มช.+สช.เสริมประสิทธิภาพบริการสุขภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/med-car-hub-application/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 07:59:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[Med Car Hub]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[บริการสาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.อรัญญา ศิริผล]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[ฮับส่งโฮงยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35307</guid>

					<description><![CDATA[<p>บพท. หนุนทีมวิจัยคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ &#8211; สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ บูรณาการความร่วมมือองค์กรปกครองท้องถิ่น ค้นคว้าพัฒนาชุดเครื่องมือฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตและลดภาระค่าใช้จ่าย เสริมประสิทธิภาพช่วยผู้ป่วยเข้าถึงบริการสุขภาพ พร้อมเป็นต้นแบบต่อยอดความร่วมมือสู่เครือข่ายองค์กรปกครองท้องถิ่นและพื้นถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้ได้รับบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิอย่างเท่าเทียม ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวอช.)  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและบริหารสุขภาพข้ามองค์กรเพื่อยกระดับสุขภาวะและตอบสนองความต้องการของชุมชมชนท้องถิ่นว่า มิติด้านสุขภาพชุมชนนับว่ามีความสำคัญอย่างมากโครงการวิจัยของคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมี รศ.ดร.อรัญญา ศิริผล เป็นหัวหน้าโครงการ ได้มาเติมเต็มให้การพัฒนาขีดความสามารถการให้บริการสุขภาพและสาธารณะแก่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยและผู้มีภาวะพึ่งพิงขององค์กรปกครองท้องถิ่นระดับตำบลในอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โดยมีเทศบาลตำบลเวียงยองเป็นพื้นที่นำร่อง และต่อยอดขยายผลไปใช้ประโยชน์ในอีกหลายพื้นที่ ได้แก่ เทศบาลตำบลเหมืองจี้ เทศบาลตำบลบ้านแป้น และเทศบาลตำบลหนองหนาม โดยมีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบ “ฮับส่งโฮงยา”  ซึ่งเป็นระบบบริการใหม่เพื่อเพิ่มช่องทางในการขอรับบริการรับส่งผู้ป่วยจากที่พักไปโรงพยาบาลตามที่แพทย์นัดหมาย โดยมีระบบการจองเวลาและการยืนยันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จัดเตรียมรถและบุคลากรเฉพาะที่ได้รับใบอนุญาต ในการช่วยเหลือและยกระดับการเข้ารับบริการสุขภาพของคนในท้องถิ่นได้อย่างมาก และการขยายผลไปสู่ “ยืม-คืนกายอุปกรณ์การแพทย์” ช่วยให้ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ทั่วถึงและต่อเนื่อง และช่วยลดรายจ่ายครัวเรือนได้เป็นอย่างมาก “บพท. รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับคณะนักวิจัยและเทศบาลตำบลเวียงยอง ที่ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดกลไกปฏิบัติการใหม่ของเทศบาลในการดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง และยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ จนสามารถขยายผลไปสู่การให้บริการรับส่งผู้ป่วยครอบคลุมใน 4 พื้นที่ อปท. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/med-car-hub-application/">ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม จากงานวิจัย สู่คุณภาพชีวิตผู้ป่วย บพท.สานพลัง มช.+สช.เสริมประสิทธิภาพบริการสุขภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บพท. หนุนทีมวิจัยคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ &#8211; สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ บูรณาการความร่วมมือองค์กรปกครองท้องถิ่น ค้นคว้าพัฒนาชุดเครื่องมือฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตและลดภาระค่าใช้จ่าย เสริมประสิทธิภาพช่วยผู้ป่วยเข้าถึงบริการสุขภาพ พร้อมเป็นต้นแบบต่อยอดความร่วมมือสู่เครือข่ายองค์กรปกครองท้องถิ่นและพื้นถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้ได้รับบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิอย่างเท่าเทียม</strong></p>
<p><span id="more-35307"></span></p>
<p><strong>ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา</strong> ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวอช.)  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและบริหารสุขภาพข้ามองค์กรเพื่อยกระดับสุขภาวะและตอบสนองความต้องการของชุมชมชนท้องถิ่นว่า มิติด้านสุขภาพชุมชนนับว่ามีความสำคัญอย่างมากโครงการวิจัยของคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมี <strong>รศ.ดร.อรัญญา ศิริผล</strong> เป็นหัวหน้าโครงการ ได้มาเติมเต็มให้การพัฒนาขีดความสามารถการให้บริการสุขภาพและสาธารณะแก่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยและผู้มีภาวะพึ่งพิงขององค์กรปกครองท้องถิ่นระดับตำบลในอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โดยมีเทศบาลตำบลเวียงยองเป็นพื้นที่นำร่อง และต่อยอดขยายผลไปใช้ประโยชน์ในอีกหลายพื้นที่ ได้แก่ เทศบาลตำบลเหมืองจี้ เทศบาลตำบลบ้านแป้น และเทศบาลตำบลหนองหนาม โดยมีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบ “<strong>ฮับส่งโฮงยา</strong>”  ซึ่งเป็นระบบบริการใหม่เพื่อเพิ่มช่องทางในการขอรับบริการรับส่งผู้ป่วยจากที่พักไปโรงพยาบาลตามที่แพทย์นัดหมาย โดยมีระบบการจองเวลาและการยืนยันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จัดเตรียมรถและบุคลากรเฉพาะที่ได้รับใบอนุญาต ในการช่วยเหลือและยกระดับการเข้ารับบริการสุขภาพของคนในท้องถิ่นได้อย่างมาก และการขยายผลไปสู่ “<strong>ยืม-คืนกายอุปกรณ์การแพทย์</strong>” ช่วยให้ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ทั่วถึงและต่อเนื่อง และช่วยลดรายจ่ายครัวเรือนได้เป็นอย่างมาก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35310 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Hub4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“บพท. รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับคณะนักวิจัยและเทศบาลตำบลเวียงยอง ที่ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดกลไกปฏิบัติการใหม่ของเทศบาลในการดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง และยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ จนสามารถขยายผลไปสู่การให้บริการรับส่งผู้ป่วยครอบคลุมใน 4 พื้นที่ อปท. โดยพื้นที่นำร่อง เทศบาลตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ให้บริการประชาชนไปแล้วจำนวน 275 ราย ลดรายจ่ายครัวเรือนได้มากกว่า 5 แสนบาทต่อปี ช่วยเหลือครัวเรือนที่มีความยากลำบากให้ได้รับการดูแลด้านสุขภาพอย่างทั่วถึงและมีสถานะทางด้านสุขภาพดีมากขึ้น การลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) นี้ จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการสนับสนุนทางวิชาการและการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพและกลไกใหม่ของอปท. ในการดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง ตามกรอบภายใต้แผนงานนโยบายของกระทรวง อว. ต่อการส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการสร้างการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ยั่งยืนสืบต่อไป”</p>
<p><strong>รศ.ดร.อรัญญา ศิริผล</strong> อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงที่มาของโครงการว่าถูกจุดประกายขึ้นจากการจัดเวทีประชาคมร่วมกับชมรมผู้สูงอายุในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลเวียงยอง และค้นพบว่าชาวบ้านที่เจ็บป่วยมีปัญหาอุปสรรคในการเดินทางไปรับบริการด้านสาธารณสุขในสถานพยาบาล อีกทั้งมีข้อจำกัดด้านรายได้ในการจัดหากายอุปกรณ์ทางการแพทย์มาใช้งาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35312 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Hub6.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p>“จากข้อค้นพบที่เป็นปัญหาอุปสรรค และข้อจำกัดข้างต้น ได้นำไปสู่แสวงหาทางออกแบบแก้ไข และลงเอยด้วยการพัฒนาแอพลิเคชั่น<strong> “ฮับส่งโฮงยา”(Med Car Hub)</strong> สำหรับบริหารจัดการคิวให้บริการก่อน-หลังในการบริการรถรับส่งผู้ป่วยระหว่างบ้านกับสถานพยาบาล  และ”ยืม-คืนกายอุปกรณ์การแพทย์”(Medical Prosthesis Borrow-Return) สำหรับอำนวยความสะดวกในการช่วยบริหารจัดการยืม-คืนกายอุปกรณ์การแพทย์อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมภูมิสารสนเทศชุมชน (LGIA)   ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ รวมถึงระบบฐานข้อมูลประชากรที่พร้อมเชื่อมโยงกับการเก็บข้อมูลในอนาคต และระบบปฏิบัติการ (Workflow) ที่ทำให้การบริหารจัดการบริการสุขภาพลื่นไหล รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพแก่ชาวบ้านแล้ว ยังสามารถสร้างนวัตกรชุมชนด้านสุขภาพในพื้นที่ได้ถึง 10 คน”</p>
<p>ทางด้าน <strong>นางสาวสิริมาพร  รัตนภูมิสิริ</strong> นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน กล่าวว่า โครงการวิจัยข้างต้นถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการอำนวยความสะดวกแก่ชาวบ้านในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปได้ปีละประมาณ 5 แสนบาท โดยเทศบาลเข้าไปมีบทบาทหน้าที่เป็นศูนย์ประสานการให้บริการแก่ชาวบ้าน มีส่วนร่วมส่งเสริมสนับสนุนทั้งด้านการจัดสรรงบประมาณจัดซื้อรถสำหรับบริการรับส่งชาวบ้านไปรับบริการสุขภาพ และบุคลากร ซึ่งเป็นที่พึงพอใจแก่ชาวบ้านอย่างยิ่ง ทำให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิต มีสุขภาพพลานามัยที่ดี</p>
<p>ขณะเดียวกัน นพ.ปรีดา  แต้อารักษ์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการพัฒนาระบบโทรเวชกรรมและระบบสุขภาพปฐมภูมิในประเทศไทย จังหวัดลำปาง กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายต้องการยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณสุขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเน้นการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางสังคมตามหลักธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ผ่านการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนใน 5 มิติ ได้แก่ การพัฒนาคน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ความสงบสุข และความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35309 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Hub3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“การดำเนินกระบวนการวิจัย จะคัดเลือกพื้นที่นำร่องโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) 7 &#8211; 10 แห่งจากจำนวนทั้งหมด 67 แห่งที่ถ่ายโอนสู่อบจ.ลำปาง โดยเน้นพื้นที่ที่มีจำนวนประชากรกลุ่มเปราะบาง ยากจนกระจุกตัวหนาแน่น หรือที่อยู่ที่กันดารห่างไกล ซึ่งมีปัญหาในการเข้าถึงบริการสุขภาพ แล้วนำระบบ โทรเวชกรรม(Telemedicine) เข้าไปสนับสนุน เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ลดความแออัดในโรงพยาบาลหลัก และเสริมการดูแลสุขภาพปฐมภูมิใน 5 ด้านสำคัญคือการป้องกันและบำบัดโรค การส่งเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาลอย่างง่าย การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค นอกจากนี้ยังจะเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน   ไม่ว่าจะเป็น อบจ. หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ มีระบบธรรมาภิบาล และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</p>
<p>นพ.ปรีดา กล่าวด้วยว่า เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ตอนนี้ระบบโทรเวชกรรม สามารถขยายขอบเขตพื้นที่บริการจาก 10 แห่ง เป็น 20 แห่ง อีกทั้งยังได้รับการยกระดับขึ้นเป็นระบบบริการสุขภาพทางไกลแบบบูรณาการ (Telehealth) ครอบคลุมหลายมิติ คือการพยาบาล (Telenursing) การให้คำปรึกษาด้านยา(Telepharmacy) การฟื้นฟูสมรรถภาพ (Telerehabilitation) การดูแลด้านจิตเวช (Telementalhealth) การส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และศูนย์นวัตกรรมการจัดการระบบสุขภาพปฐมภูมิต้นแบบ ที่ถูกขยายผลจากลำปาง ไปยังลำพูน และกระบี่ โดยยึดเอาลำปางโมเดล เป็นต้นแบบ</p>
<p><strong>รศ.ดร.อุเทน  คำน่าน</strong> รองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม หน่วย บพท. กล่าวว่า ระบบ”ฮับส่งโฮงยา” และโปรแกรมยืม-คืนกายอุปกรณ์การแพทย์ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน ในการรับบริการด้านสาธารณสุข ถือเป็นผลสัมฤทธิ์ของโครงการพัฒนาขีดความ สามารถการบริการสุขภาพผู้สูงอายุ และผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยทีมวิจัยคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประสานการทำงานร่วมกับเทศบาลตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ รวมทั้งระบบโทรเวชกรรม ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ที่เป็นผลสัมฤทธิ์ของโครงการพัฒนาระบบโทรเวชกรรมและระบบสุขภาพปฐมภูมิในประเทศไทย จังหวัดลำปาง บพท. ในฐานะหน่วยงานที่สนับสนุนทุนวิจัยได้ประจักษ์แจ้งชัดถึงผลลัพธ์โครงการวิจัย มีบทบาทอย่างสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงบริการสุขภาพแก่ประชาชนอย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35311 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Hub5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>รศ.ดร.วีระศักดิ์  เครือเทพ</strong> ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐและท้องถิ่น บพท. ชี้แจงว่า ผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการวิจัยทั้งระบบฮับส่งโฮงยา ที่เป็นระบบบริการอำนวยความสะดวกในการรับส่งผู้ป่วยไปพบบุคลากรทางการแพทย์ที่สถานพยาบาล และระบบโทรเวชกรรม ซึ่งเป็นระบบบริการอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงคำแนะนำวินิจฉัยปัญหาสุขภาพระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วย ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ ล้วนช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านบริการสุขภาพให้แก่ประชาชน ช่วยขยายขอบเขตการให้บริการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเข้าถึงบริการสุขภาพให้กว้างขวางมากขึ้น และไม่เป็นภาระด้านค่าใช้จ่าย ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพเพิ่มขึ้น ช่วยยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการด้านสุขภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/med-car-hub-application/">ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม จากงานวิจัย สู่คุณภาพชีวิตผู้ป่วย บพท.สานพลัง มช.+สช.เสริมประสิทธิภาพบริการสุขภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อว.สั่ง บพท. สานพลังบรรเทาภัยสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาและน้ำท่วม ระดมชุดความรู้ตั้งศูนย์พักพิง-ครัวกลางบรรเทาทุกข์ชาวบ้านเร่งด่วน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/07/mhesi-alleviate-suffering-border/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 27 Jul 2025 05:49:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ชายแดนไทย-กัมพูชา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34998</guid>

					<description><![CDATA[<p>รมว.กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กำชับ บพท.หลอมรวมพลังเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ ในสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)โดยเร่งด่วน ระดมธารน้ำใจทั้งในรูปเงินบริจาค สิ่งของจำเป็น และอาหารปรุงสำเร็จ ช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และผู้ประสบภัยจากอุทกภัย จังหวัดน่าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ได้นำเอาข้อสั่งการของ คุณสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.อว.ในการขับเคลื่อนกลไก อว.ส่วนหน้าเพื่อประชาชน ไปดำเนินให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเท่าทันสถานการณ์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่กำลังประสบภัยจากการสู้รบ และภัยจากอุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความรวดเร็วโดยระดมการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งทำโครงการวิจัยร่วมกับ บพท.เพื่อรวบรวมส่งมอบไปบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ประสบภัยทั้งภัยจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และภัยจากอุทกภัยที่จังหวัดน่าน &#8220;การระดมความสนับสนุนจะดำเนินการทั้งในรูปเงินบริจาคเข้าบัญชีมหาวิทยาลัย หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องในพื้นที่โดยตรง หรือในรูปสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และใช้ชุดความรู้จากงานวิจัยซึ่งเป็นองค์ความรู้จากงานวิจัยในการบริหารจัดการภัยพิบัติ อย่างเป็นระบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ประสบภัย&#8221; ผู้อำนวยการ บพท.กล่าวด้วยว่าชุดความรู้จากงานวิจัย บ่งชี้ว่าการบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ประสบภัย นอกเหนือจากการจัดหาสิ่งของจำเป็นต่อการยังชีพแก่ผู้ประสบภัยแล้ว ยังควรต้องมีการตั้งครัวกลาง ในศูนย์พักพิงชั่วคราว บริเวณมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อ จัดทำอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทานให้แก่ประชาชน ตลอดอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะนำพาความช่วยเหลือไปส่งมอบแก่ประชาชนผู้ประสบภัย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/mhesi-alleviate-suffering-border/">อว.สั่ง บพท. สานพลังบรรเทาภัยสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาและน้ำท่วม ระดมชุดความรู้ตั้งศูนย์พักพิง-ครัวกลางบรรเทาทุกข์ชาวบ้านเร่งด่วน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รมว.กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กำชับ บพท.หลอมรวมพลังเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ ในสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)โดยเร่งด่วน ระดมธารน้ำใจทั้งในรูปเงินบริจาค สิ่งของจำเป็น และอาหารปรุงสำเร็จ ช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และผู้ประสบภัยจากอุทกภัย จังหวัดน่าน</p>
<p><span id="more-34998"></span><br />
<strong>ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา</strong> ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ได้นำเอาข้อสั่งการของ <strong>คุณสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล</strong> รมว.อว.ในการขับเคลื่อนกลไก อว.ส่วนหน้าเพื่อประชาชน ไปดำเนินให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเท่าทันสถานการณ์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่กำลังประสบภัยจากการสู้รบ และภัยจากอุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความรวดเร็วโดยระดมการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งทำโครงการวิจัยร่วมกับ บพท.เพื่อรวบรวมส่งมอบไปบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ประสบภัยทั้งภัยจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และภัยจากอุทกภัยที่จังหวัดน่าน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34999 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/อว-2.jpg" alt="" width="1200" height="720" /></p>
<p><em>&#8220;การระดมความสนับสนุนจะดำเนินการทั้งในรูปเงินบริจาคเข้าบัญชีมหาวิทยาลัย หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องในพื้นที่โดยตรง หรือในรูปสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และใช้ชุดความรู้จากงานวิจัยซึ่งเป็นองค์ความรู้จากงานวิจัยในการบริหารจัดการภัยพิบัติ อย่างเป็นระบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ประสบภัย&#8221;</em></p>
<p>ผู้อำนวยการ บพท.กล่าวด้วยว่าชุดความรู้จากงานวิจัย บ่งชี้ว่าการบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ประสบภัย นอกเหนือจากการจัดหาสิ่งของจำเป็นต่อการยังชีพแก่ผู้ประสบภัยแล้ว ยังควรต้องมีการตั้งครัวกลาง ในศูนย์พักพิงชั่วคราว บริเวณมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อ จัดทำอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทานให้แก่ประชาชน ตลอดอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะนำพาความช่วยเหลือไปส่งมอบแก่ประชาชนผู้ประสบภัย โดยครัวกลางดังกล่าวจะอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหารวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาน่าน</p>
<p><em>&#8220;การดำเนินการดังกล่าวได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก รมว. อว.ตลอดจนผู้บริหาร อว. อีกทั้ง รมว.อว. มีการติดตามผลการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ชาวบ้านอย่างใกล้ชิด&#8221;</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/mhesi-alleviate-suffering-border/">อว.สั่ง บพท. สานพลังบรรเทาภัยสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาและน้ำท่วม ระดมชุดความรู้ตั้งศูนย์พักพิง-ครัวกลางบรรเทาทุกข์ชาวบ้านเร่งด่วน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;กะละแมโบราณนครพนม&#8217; จากขนมพื้นบ้าน สู่โมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงคน ชุมชน และตลาด</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/04/traditional-caramel-community-enterprise-in-nakhon-phanom/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 13 Apr 2025 10:24:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Brand Building]]></category>
		<category><![CDATA[Brand DNA]]></category>
		<category><![CDATA[Branding]]></category>
		<category><![CDATA[Community Enterprise]]></category>
		<category><![CDATA[PMUA]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[Traditional Caramel]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุน ววน.]]></category>
		<category><![CDATA[กะละแม]]></category>
		<category><![CDATA[กะละแมทูลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[กะละแมโบราณนครพนม]]></category>
		<category><![CDATA[ขนมพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ครูน้อยกะละแมกะทิสด]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ตุ๊กตากะละแมโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนทรัพยากรพื้นถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[นครพนม]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบเชิงบวก]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.คมศักดิ์ หารไชย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยนครพนม]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจชุมชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32958</guid>

					<description><![CDATA[<p>“กะละแม” เป็นขนมโบราณที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในจังหวัดนครพนม แม้จะได้รับความนิยมในพื้นที่ แต่กลับไม่สามารถก้าวไปสู่ระดับประเทศและระดับสากลได้ แต่วันนี้ ขนมพื้นบ้านชนิดนี้กำลังถูกพลิกโฉมครั้งใหญ่ ผ่านโครงการ &#8216;การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการตลอดสายโซ่ผลิตภัณฑ์กะละแมโบราณนครพนม ด้วยกลไกขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่นโดยการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมศักดิ์ หารไชย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย เล่าว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เห็นถึงศักยภาพของตนเอง และโอกาสที่กะละแมโบราณของจังหวัดนครพนมจะสามารถยกระดับไปได้ไกลกว่าที่เคย ผ่านการพัฒนากระบวนการผลิต การยกระดับมาตรฐาน และการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กะละแมโบราณนครพนมเป็นสินค้าคุณภาพที่สามารถแข่งขันในตลาดทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน ในช่วงปีแรกของโครงการ ทีมวิจัยพบว่า ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมกะละแมโบราณนครพนมไม่ใช่แค่เรื่องของตลาดเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบการผลิต วัตถุดิบ และขาดการเชื่อมโยงของผู้ประกอบการที่แต่ละผู้ประกอบการต่างดำเนินธุรกิจของตนเอง ทำให้ขาดพลังในการขยายตลาด โครงการนี้จึงเข้ามาสร้างความเข้าใจและสร้างเป้าหมายร่วมกัน ด้วยการเปลี่ยนคู่แข่งให้กลายเป็นพันธมิตร และสร้าง &#8220;Brand DNA&#8221; ของกะละแมโบราณนครพนม ที่เน้นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์และอัตลักษณ์ของพื้นที่ “ปีแรกสิ่งที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญคือ การร่วมมือร่วมใจกัน ด้วยการกำหนดคุณค่าหลักที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรักษา เพื่อให้กะละแมเป็นสินค้าที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของนครพนมอย่างแท้จริง” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมศักดิ์ กล่าวถึงบทสรุปการทำงานในปีแรก สำหรับปีที่สอง ทีมวิจัยมีแผนยกระดับงานวิจัย เริ่มจากการแก้ปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์กะละแม เช่น อายุการเก็บรักษาที่สั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/04/traditional-caramel-community-enterprise-in-nakhon-phanom/">&#8216;กะละแมโบราณนครพนม&#8217; จากขนมพื้นบ้าน สู่โมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงคน ชุมชน และตลาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“</strong><strong>กะละแม”</strong> เป็นขนมโบราณที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในจังหวัดนครพนม แม้จะได้รับความนิยมในพื้นที่ แต่กลับไม่สามารถก้าวไปสู่ระดับประเทศและระดับสากลได้</p>
<p><span id="more-32958"></span></p>
<p>แต่วันนี้ ขนมพื้นบ้านชนิดนี้กำลังถูกพลิกโฉมครั้งใหญ่ ผ่านโครงการ <strong>&#8216;การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการตลอดสายโซ่ผลิตภัณฑ์กะละแมโบราณนครพนม ด้วยกลไกขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่น</strong>โดยการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32962 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/ผู้ช่วยศาสตราจารย์-ดร.คมศักดิ์-หารไชย-คณะวิศวกรรมศาสตร์-มหาวิทยาลัยนครพนม.jpg" alt="" width="1200" height="630" /></p>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมศักดิ์ หารไชย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม</strong> ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย เล่าว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เห็นถึงศักยภาพของตนเอง และโอกาสที่กะละแมโบราณของจังหวัดนครพนมจะสามารถยกระดับไปได้ไกลกว่าที่เคย ผ่านการพัฒนากระบวนการผลิต การยกระดับมาตรฐาน และการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กะละแมโบราณนครพนมเป็นสินค้าคุณภาพที่สามารถแข่งขันในตลาดทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน</p>
<p>ในช่วงปีแรกของโครงการ ทีมวิจัยพบว่า ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมกะละแมโบราณนครพนมไม่ใช่แค่เรื่องของตลาดเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบการผลิต วัตถุดิบ และขาดการเชื่อมโยงของผู้ประกอบการที่แต่ละผู้ประกอบการต่างดำเนินธุรกิจของตนเอง ทำให้ขาดพลังในการขยายตลาด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32963 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/ทีมกะละแมโบราณ-โดยคนในพื้นที่.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em><strong>โครงการนี้จึงเข้ามาสร้างความเข้าใจและสร้างเป้าหมายร่วมกัน ด้วยการเปลี่ยนคู่แข่งให้กลายเป็นพันธมิตร และสร้าง &#8220;</strong><strong>Brand DNA&#8221; </strong><strong>ของกะละแมโบราณนครพนม ที่เน้นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์และอัตลักษณ์ของพื้นที่</strong></em></p>
<p>“ปีแรกสิ่งที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญคือ การร่วมมือร่วมใจกัน ด้วยการกำหนดคุณค่าหลักที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรักษา เพื่อให้กะละแมเป็นสินค้าที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของนครพนมอย่างแท้จริง” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมศักดิ์ กล่าวถึงบทสรุปการทำงานในปีแรก</p>
<p>สำหรับปีที่สอง ทีมวิจัยมีแผนยกระดับงานวิจัย เริ่มจากการแก้ปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์กะละแม เช่น อายุการเก็บรักษาที่สั้น ปัญหาเนื้อสัมผัสที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายตลาด</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเนื้อสัมผัสของกะละแมให้คงความเหนียวนุ่มได้นานขึ้น เพื่อให้สามารถวางขายในตลาดที่กว้างขึ้นได้โดยยังคงคุณภาพเดิมไว้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32960 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/ใบตองในพื้นที่.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่มีการแก้ไขคือ “ใบตอง” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ห่อกะละแม ที่ต้องนำเข้าจากต่างจังหวัด ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โครงการจึงส่งเสริมให้มีการปลูกกล้วยตานีในจังหวัดนครพนมเพิ่มขึ้นมากกว่า </strong><strong>12,000 </strong><strong>ต้น เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอกและสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่การผลิต ส่งผลให้เกิดชุมชนผู้ปลูกกล้วยตานีที่สามารถสร้างรายได้เสริมจากการขายใบตอง และมีนักรวบรวมที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับผู้ผลิตกะละแมให้เกิดการจัดหาวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32965 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/วิธีการกวนกะละแมโบราณ-Re.jpg" alt="" width="675" height="900" /></p>
<p>นอกจากการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์แล้ว ทีมวิจัยยังมี <strong>การพัฒนาแบรนด์กะละแม </strong><strong>3 </strong><strong>แบรนด์ย่อย ซึ่งแต่ละแบรนด์จะมีอัตลักษณ์แตกต่างกันไป ได้แก่ </strong></p>
<p><strong>1. กะละแมทูลใจ</strong> มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรม เช่น กะละแมรสขาวเม่า และไอศกรีมกะละแม โดยร่วมพัฒนากับร้านเบเกอรี่ในจังหวัด</p>
<p><strong>2.</strong> <strong>ตุ๊กตากะละแมโบราณ</strong> มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับร้านกาแฟ ร้านขนมหวาน และธุรกิจอาหาร เพื่อขยายช่องทางการจำหน่าย</p>
<p><strong>3</strong><strong>.</strong> <strong>ครูน้อยกะละแมกะทิสด</strong> เป็นแบรนด์ต้นตำรับ มุ่งเน้นการเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และกรรมวิธีการทำกะละแม เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และสืบสานวัฒนธรรมของจังหวัดนครพนม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32964 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/กะละแมโบราณนครพนม-re.jpg" alt="" width="751" height="1000" /></p>
<p>นอกจากนี้ โครงการยังช่วยผลักดันให้เกิด <strong>&#8220;สมาคมการค้าผู้ประกอบการกะละแมโบราณนครพนม&#8221;</strong> เพื่อเป็นกลไกในการบริหารจัดการมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ขยายตลาด และพัฒนาผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อว่า การรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการจะทำให้เกิดพลังในการแข่งขันมากกว่าการแยกกันทำธุรกิจ</p>
<p><strong>ผลจากการทำงานวิจัยดังกล่าว ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการกะละแมและเกษตรกรที่ปลูกกล้วยตานี พบว่า รายได้ของกลุ่มผู้ผลิตเพิ่มขึ้น </strong><strong>15–20%  </strong><strong>และมีการจดทะเบียนวิสาหกิจใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ รวมทั้งยังเกิดอาชีพใหม่ในท้องถิ่น เช่น นักรวบรวมใบตอง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างเกษตรกรกับโรงงานผลิตใบตองรีด ส่งผลให้มีผู้ประกอบการใบตองเกิดขึ้นใหม่ และชุมชนสามารถพึ่งพาวัตถุดิบภายในจังหวัดได้มากขึ้น ลดการนำเข้าจากภายนอก</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32959 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/วิธีการรีดใบตองด้วยเตาถ่านโบราณ.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ที่สำคัญ <strong>งานวิจัยฯ นี้ยังประสบความสำเร็จในเชิงวัฒนธรรมและการยอมรับในระดับประเทศ โดยกะละแมโบราณนครพนมได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น &#8220;มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม&#8221;</strong> <strong>จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และได้รับเลือกให้เป็น &#8220;สุดยอดเมนูอาหารถิ่น&#8221; ของจังหวัดนครพนม รวมทั้งยังมีการพัฒนาให้กะละแมสามารถเข้าสู่ตลาดพรีเมียมได้ ด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่สามารถเก็บได้นานขึ้นและมีความสวยงาม เหมาะสำหรับเป็นของฝาก</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32966 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/ออกงานขาย.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>&#8220;</strong><strong>เราไม่ได้แค่ทำกะละแมให้ดีขึ้น แต่เรากำลังสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับนครพนม ที่เป็นการเชื่อมโยงคน ชุมชน และตลาด ซึ่งเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน และทำให้กะละแมโบราณนครพนมกลายเป็นสินค้าที่มีคุณค่าและสามารถแข่งขันในตลาดได้ในระยะยาว&#8221;</strong> ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมศักดิ์ ตอกย้ำถึงความสำเร็จที่มาจากการใช้ข้อมูล ความรู้ และกระบวนการวิจัย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/04/traditional-caramel-community-enterprise-in-nakhon-phanom/">&#8216;กะละแมโบราณนครพนม&#8217; จากขนมพื้นบ้าน สู่โมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงคน ชุมชน และตลาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สทนช.-บพท.จับมือกันปั้นหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำ เติมชุดความรู้พัฒนาคุณภาพน้ำ จัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งให้องค์กรปกครองท้องถิ่น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/01/onwr-hands-pmua-to-build-water-academy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Jan 2025 05:07:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Water Academy]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล]]></category>
		<category><![CDATA[นักบริหารจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันฝึกอบรมการบริหารจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สทนช.)]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31274</guid>

					<description><![CDATA[<p>2 หน่วยงาน สทนช.-บพท. ลงนามบันทึกความเข้าใจพัฒนาหลักสูตรสร้างนักบริหารจัดการน้ำระดับท้องถิ่น คาดหวังให้มีขีดความสามารถบริหารจัดการ ด้านพัฒนาคุณภาพน้ำ พร้อมสู้ภัยพิบัติน้ำท่วม-น้ำแล้ง ด้วย 3 ชุดความรู้ ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวในโอกาสลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรกลางด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในการพัฒนาศักยภาพผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำ และนักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 โดยระบุว่า โครงการดังกล่าว ซึ่ง สทนช.ร่วมมือกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นการดำเนินการภายใต้แนวคิดในการสร้าง Water Academy หรือสถาบันฝึกอบรมการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเปิดกว้างให้หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม มาอบรมร่วมกันด้วยหลักสูตรกลาง เพื่อเสริมศักยภาพสำหรับนักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับปฏิบัติระดับบริหารจัดการและระดับอำนวยการ พร้อมกับการสร้างภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ “สทนช.ตระหนักดีถึงความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำ และความจำเป็นต้องเร่งพัฒนาชุดความรู้ในการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนภัยพิบัติด้านน้ำ ให้พร้อมเผชิญกับเหตุการณ์ ทั้งในภาวะน้ำแล้ง และน้ำท่วม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/onwr-hands-pmua-to-build-water-academy/">สทนช.-บพท.จับมือกันปั้นหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำ เติมชุดความรู้พัฒนาคุณภาพน้ำ จัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งให้องค์กรปกครองท้องถิ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>2 หน่วยงาน สทนช.-บพท. ลงนามบันทึกความเข้าใจพัฒนาหลักสูตรสร้างนักบริหารจัดการน้ำระดับท้องถิ่น คาดหวังให้มีขีดความสามารถบริหารจัดการ ด้านพัฒนาคุณภาพน้ำ พร้อมสู้ภัยพิบัติน้ำท่วม-น้ำแล้ง ด้วย 3 ชุดความรู้</strong></p>
<p><span id="more-31274"></span></p>
<p><strong>ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล</strong> เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวในโอกาสลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรกลางด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในการพัฒนาศักยภาพผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำ และนักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 โดยระบุว่า โครงการดังกล่าว ซึ่ง สทนช.ร่วมมือกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นการดำเนินการภายใต้แนวคิดในการสร้าง<strong> Water Academy </strong>หรือสถาบันฝึกอบรมการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเปิดกว้างให้หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม มาอบรมร่วมกันด้วยหลักสูตรกลาง เพื่อเสริมศักยภาพสำหรับนักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับปฏิบัติระดับบริหารจัดการและระดับอำนวยการ พร้อมกับการสร้างภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31276 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Water2.png" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“สทนช.ตระหนักดีถึงความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำ และความจำเป็นต้องเร่งพัฒนาชุดความรู้ในการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนภัยพิบัติด้านน้ำ ให้พร้อมเผชิญกับเหตุการณ์ ทั้งในภาวะน้ำแล้ง และน้ำท่วม โดยได้รับการตอบสนองอย่างดียิ่งจากคณาจารย์ นักวิจัย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านหน่วยงาน บพท.”</p>
<p>โอกาสเดียวกันนี้ <strong>ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา</strong> ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า การลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ สทนช. เพื่อพัฒนาหลักสูตรกลางด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในการพัฒนาศักยภาพผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำ และนักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นไปตามเจตจำนงค์ของนางสาวศุภมาส  อิศรภักดี รมว.อว. ที่ผลักดันให้ บพท.มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะของทรัพยากรมนุษย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31278 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Water5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำของประเทศไทย การพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพจึงควรทำควบคู่ไปพร้อมกับการบูรณาการความร่วมมือทั้งในระดับวิชาการและชุมชน หลักสูตรนักบริหารทรัพยากรน้ำฯ จึงมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์ ทักษะ และมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ให้แก่บุคลากรระดับผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เป็นหลักสูตรสำหรับ Water Academy และสำหรับบุคลากรในระดับพื้นที่นั้น   เพื่อพัฒนาทักษะบริหารจัดการน้ำหรือลุ่มน้ำ ผ่านการเรียนรู้บนฐานสมรรถนะเพื่อให้สามารถพัฒนาฐานข้อมูล กลไกการจัดการ และบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือได้อย่างสัมฤทธิผล เป็นก้าวสำคัญสู่การจัดการน้ำระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”</p>
<p>ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่แม่นยำด้านน้ำ ผังน้ำ บริบทของพื้นที่ ภูมิปัญญาพื้นถิ่น และเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เหมาะสมในการบริหารจัดการน้ำ และกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน การเสริมสร้างขีดความสามารถของ อปท. ให้เป็นองค์กรที่มีสมรรถนะสูงในการบริหารจัดการน้ำครบวงจร จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่ บพท. ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นผ่านการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลความรู้และนวัตกรรมจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และดำเนินการร่วมกับภาคีทุกภาคส่วนในระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31277 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Water3.png" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ผู้อำนวยการ บพท.ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยว่า หลักสูตรดังกล่าว ประกอบด้วย 3 ชุดวิชา หรือ 3 โมดูล ได้แก่ 1).ชุดวิชาว่าด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ และการจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ  2).ชุดวิชาว่าด้วยการพัฒนาข้อมูลและความรู้สำหรับบริหารจัดการน้ำ 3).ชุดวิชาว่าด้วยการแก้ปัญหาและพัฒนาทรัพยากรน้ำ โดยจะใช้เวลาเรียน ควบคู่ไปกับการลงมือปฏิบัติจริง รวม 3 สัปดาห์ โดยผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรนี้ ซึ่งเป็นบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองท้องถิ่น ชุมชน รวมทั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ จะมีขีดความสามารถเขียนแผนพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ที่รับผิดชอบ และมีขีดความสามารถ มีทักษะในการใช้ประโยชน์ข้อมูลน้ำในการออกแบบวางแผนการจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/onwr-hands-pmua-to-build-water-academy/">สทนช.-บพท.จับมือกันปั้นหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำ เติมชุดความรู้พัฒนาคุณภาพน้ำ จัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งให้องค์กรปกครองท้องถิ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ซอสมังคุด&#8217; จาก Waste ผลิตภัณฑ์ชุมชน สู่นวัตกรรมซอสสารพัดจิ้ม ตอบโจทย์อินไซต์คนไทยชอบ &#8216;น้ำจิ้ม&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/12/zero-waste-create-mangosteen-sauce/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 13 Dec 2024 14:39:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Dead Stock]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[waste]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Waste-to-Wealth]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste]]></category>
		<category><![CDATA[กากมังคุด]]></category>
		<category><![CDATA[การแปรรูปอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะเป็นศูนย์]]></category>
		<category><![CDATA[คุณค่าเพิ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ซอสพริก]]></category>
		<category><![CDATA[ซอสมังคุด]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิทธิชัย สุขธรรมสถิต]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก]]></category>
		<category><![CDATA[มังคุด]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านปลายคลอง]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์ประติมา บุญเจือ]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์อิงคยุทธ พูลทรัพย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=30885</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีกหนึ่งความสำเร็จ​ด้านงานวิจัยของคนไทย “การบูรณาการมังคุดกับแนวคิดขยะเป็นศูนย์ผ่านนวัตกรรม การรังสรรค์ตำรับอาหารใหม่ เพื่อยกระดับรายได้ให้แก่วิสาหกิจชุมชนในกระบวนทัศน์ทางธุรกิจยุคใหม่” ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ของที่ไม่มีมูลค่าและกำลังจะกลายเป็นขยะ แปรรูปมาสร้างรายได้ให้ชุมชนได้อีกครั้ง “จากการรีวิวงานวิจัยจำนวนมาก พบว่าประเทศไทยชอบอาหารที่เป็นเครื่องจิ้ม ไม่ว่าจะเหยาะหรือจะจิ้ม จึงเป็นที่มาของการทำซอสมังคุด ที่สามารถเป็นได้ทั้งน้ำจิ้มสุกี้ ชาบู หรือจะจิ้มของกินเล่น” ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิทธิชัย สุขธรรมสถิต คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก นักวิจัยจากโครงการวิจัย  “การบูรณาการมังคุดกับแนวคิดขยะเป็นศูนย์ผ่านนวัตกรรม การรังสรรค์ตำรับอาหารใหม่ เพื่อยกระดับรายได้ให้แก่วิสาหกิจชุมชนในกระบวนทัศน์ทางธุรกิจยุคใหม่” ​ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวถึงการทำงานกับชุมชนกรณีการแปรรูปอาหารจากสินค้า Dead Stock ตลอดจนการลดสิ่งที่ไม่เกิดมูลค่า (Waste) จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปบ้านปลายคลองผลิตภัณฑ์จากมังคุด ตำบลคมบาง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โจทย์ของ วิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านปลายคลอง ตำบลคมบาง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ที่มีมังคุดเป็นหนึ่งในสินค้าท้องถิ่น และมีการทำผลิตภัณฑ์อาหารที่มีมังคุดเป็นส่วนผสมหลัก เช่น มังคุดกวน น้ำมังคุด ฯลฯ ทำให้มีกากมังคุดที่เหลือจากกระบวนการผลิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้มีการนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ และยังก่อให้เกิดปริมาณขยะเป็นจำนวนมาก อาจารย์ประติมา บุญเจือ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก หนึ่งในทีมนักวิจัยที่ลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูล ได้สังเกตเห็นว่าในการผลิตน้ำมังคุดทำให้มีกากเนื้อมังคุดและเม็ดหลังจากจบกระบวนการคั้นน้ำมังคุดในปริมาณที่ค่อนข้างมาก ประกอบกับเนื้อที่ถูกคั้นเอาน้ำออกบางส่วนยังคงมีเนื้อและน้ำมังคุดบางส่วน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วกากที่เหลือเหล่านี้ถูกนำไปทิ้งอย่างไร้ค่า “พอนักวิจัยเห็นกากมังคุดต้องคิดโจทย์ต่อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/zero-waste-create-mangosteen-sauce/">&#8216;ซอสมังคุด&#8217; จาก Waste ผลิตภัณฑ์ชุมชน สู่นวัตกรรมซอสสารพัดจิ้ม ตอบโจทย์อินไซต์คนไทยชอบ &#8216;น้ำจิ้ม&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อีกหนึ่งความสำเร็จ​ด้านงานวิจัยของคนไทย <strong>“<em>การบูรณาการมังคุดกับแนวคิดขยะเป็นศูนย์ผ่านนวัตกรรม การรังสรรค์ตำรับอาหารใหม่ เพื่อยกระดับรายได้ให้แก่วิสาหกิจชุมชนในกระบวนทัศน์ทางธุรกิจยุคใหม่</em>” </strong>ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ของที่ไม่มีมูลค่าและกำลังจะกลายเป็นขยะ แปรรูปมาสร้างรายได้ให้ชุมชนได้อีกครั้ง</p>
<p><span id="more-30885"></span></p>
<p><em>“</em><em>จากการรีวิวงานวิจัยจำนวนมาก พบว่าประเทศไทยชอบอาหารที่เป็นเครื่องจิ้ม ไม่ว่าจะเหยาะหรือจะจิ้ม จึงเป็นที่มาของการทำซอสมังคุด ที่สามารถเป็นได้ทั้งน้ำจิ้มสุกี้ ชาบู หรือจะจิ้มของกินเล่น” </em></p>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิทธิชัย สุขธรรมสถิต คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก</strong> นักวิจัยจากโครงการวิจัย  “<em>การบูรณาการมังคุดกับแนวคิดขยะเป็นศูนย์ผ่านนวัตกรรม การรังสรรค์ตำรับอาหารใหม่ เพื่อยกระดับรายได้ให้แก่วิสาหกิจชุมชนในกระบวนทัศน์ทางธุรกิจยุคใหม่</em>” ​ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวถึงการทำงานกับชุมชนกรณีการแปรรูปอาหารจากสินค้า Dead Stock ตลอดจนการลดสิ่งที่ไม่เกิดมูลค่า (Waste) จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปบ้านปลายคลองผลิตภัณฑ์จากมังคุด ตำบลคมบาง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30887 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/10ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์-อย.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โจทย์ของ<strong> วิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านปลายคลอง ตำบลคมบาง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี</strong> ที่มีมังคุดเป็นหนึ่งในสินค้าท้องถิ่น และมีการทำผลิตภัณฑ์อาหารที่มีมังคุดเป็นส่วนผสมหลัก เช่น มังคุดกวน น้ำมังคุด ฯลฯ ทำให้มีกากมังคุดที่เหลือจากกระบวนการผลิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้มีการนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ และยังก่อให้เกิดปริมาณขยะเป็นจำนวนมาก</p>
<p><strong>อาจารย์ประติมา บุญเจือ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก</strong> หนึ่งในทีมนักวิจัยที่ลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูล ได้สังเกตเห็นว่าในการผลิตน้ำมังคุดทำให้มีกากเนื้อมังคุดและเม็ดหลังจากจบกระบวนการคั้นน้ำมังคุดในปริมาณที่ค่อนข้างมาก ประกอบกับเนื้อที่ถูกคั้นเอาน้ำออกบางส่วนยังคงมีเนื้อและน้ำมังคุดบางส่วน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วกากที่เหลือเหล่านี้ถูกนำไปทิ้งอย่างไร้ค่า</p>
<p><em>“</em><em>พอนักวิจัยเห็นกากมังคุดต้องคิดโจทย์ต่อ ว่าจะลดปริมาณ </em><em>Waste </em><em>เหล่านั้น ให้ไปสู่การเป็น </em><em>Zero Waste </em><em>ได้อย่างไร พร้อมทั้งสามารถนำมาสร้างรายได้หรือทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ​จึงเชิญเชฟที่ปรุงอาหารมาร่วมพูดคุยเพื่อแปรูปพัฒนาและต่อยอดในผลิตภัณฑ์อาหาร กระบวนการพัฒนาร่วมต้นจากนักวิจัย เชฟ และผู้ประกอบการระดมความคิดเห็</em><em>น โดยมีความคิดเห็นที่หลากหลาย เช่น การทำข้าวเกรียบมังคุด ซอสมังคุด โดยนำไปทดสอบและพัฒนาสุดท้ายมาลงตัวที่ซอสมังคุด”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30890 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/3ควบคุมการผลิตตามมาตรฐาน.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ด้าน <strong>อาจารย์อิงคยุทธ พูลทรัพย์</strong> คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก กล่าวว่า ลักษณะเด่นของซอสมังคุดของวิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านปลายคลอง ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดและเป็นเครื่องปรุงที่สามารถนำไปใช้ปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด</p>
<p>ทั้งนี้ <em><strong>ความแตกต่างระหว่างซอสพริกทั่วไปกับซอสมังคุด คือ Texture ของเนื้อมังคุดมีความเข้มข้นมากกว่าซอสพริก ที่สำคัญคือตัวไฟเบอร์และวิตามินสูงกว่าซอสพริกทั่วไป โดยมีกรรมการวิธีผ่านกระบวนการในเชิงวิจัย มีการปรับปรุงและทดสอบรสชาติ จนได้สูตรที่ลงตัว</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30889 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/7เก็บได้นาน-1-ปี.jpg" alt="" width="521" height="694" /></p>
<p><em>“</em><em>หลังจากที่ได้สูตรที่นิ่งและมีมาตรฐานแล้ว ขั้นตอนการผลิตจะผ่านกระบวนการความร้อน ความเย็น ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้ซอสอยู่ได้นาน เก็บได้ </em><em>1 </em><em>ปี จากนั้นทางทีมวิจัยจะเข้ามาสอนเรื่องการทำบัญชี การกำหนดต้นทุนและราคา ออกแบบแพคเกจ โดยทุกอย่างผ่านการพูดคุยกับชุมชน เพื่อให้ได้ข้อตกลงร่วมกันในการทำงาน หลังจากนักวิจัยได้ถ่ายทอดสูตรให้กับทางวิสาหกิจชุมชนแล้วทางผู้ประกอบการมี </em><em>Feedback </em><em>เรื่องการเพิ่มสูตรให้มีความหลากหลายขึ้น เช่น สูตรเผ็ดมาก สูตรเผ็ดกลาง และสูตรเผ็ดน้อย จนนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ซอสมังคุดที่มีความหลากหลายรสชาติตามความต้องการของผู้บริโภค”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30891 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/5ซอสมังคุดสูตรเผ็ด.jpg" alt="" width="527" height="702" /></p>
<p>สำหรับผลิตภัณฑ์ซอสมังคุดผ่านการตรวจสอบและได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งนอกจากแนวคิดที่ต้องการลดปริมาณขยะให้เหลือน้อยที่สุดหรือไม่สร้างขยะแล้วยังเป็นการเพิ่มความหลากหลายให้แก่ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนและเพิ่มรายได้จากการจำหน่าย</p>
<p>โดยปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10 % โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จนั่นคือการสร้างมาตรฐานสินค้า จนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และปัจจุบันซอสมังคุด สามารถขยายช่องทางจำหน่าย และสร้างการยอมรับจากตลาด จนสามารถวางจำหน่ายแบบออนไลน์ทั่วไป รวมทั้งการนำไปขายในห้างสรรพสินค้าบางแห่งได้สำเร็จแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30888 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/9ให้ความรู้ทั้งการผลิต-การทำบัญชี-การหาต้นทุน-และออกแบบผลิตภัณฑ์.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/zero-waste-create-mangosteen-sauce/">&#8216;ซอสมังคุด&#8217; จาก Waste ผลิตภัณฑ์ชุมชน สู่นวัตกรรมซอสสารพัดจิ้ม ตอบโจทย์อินไซต์คนไทยชอบ &#8216;น้ำจิ้ม&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บพท. กระทรวง อว. เดินหน้าโคลนนิ่ง 200 นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ สานพลังความรู้-บูรณาการพลังภาคีพัฒนาคน-พัฒนาพื้นที่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/12/abc-academy-for-developing-area-based-research-manager/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Dec 2024 03:33:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวง อว.]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัยเชิงพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.เสมอ  ถาน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=30686</guid>

					<description><![CDATA[<p>หน่วย บพท. ภายใต้กำกับของกระทรวง อว. ต่อยอดหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากร สู่การเป็นนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ปี 2 ตั้งเป้าปั้น 200 นักจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมเชิงพื้นที่ สร้างความอยู่ดี-กินดี-มีสุขแก่ประชาชนในพื้นที่ ตามนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ปี พ.ศ. 2566-2570 ร่วมเปิดตัวหลักสูตร ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ มีผู้ทรงคุณวุฒิและบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมกว่า 160 คน ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวถึงทิศทางและนโยบายการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายใต้แผนด้าน ววน. ของประเทศว่า “ประเทศไทยมีกองทุนวิจัยและนวัตกรรมในการสนับสนุนการพัฒนาฐานทุนการทำงานด้านวิจัย ซึ่งมีโจทย์คือจะทำอย่างไรให้กองทุนหรืองบประมาณที่มีอยู่ ขยายขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม เปรียบทุกท่านเหมือนจิ๊กซอร์ตัวหนึ่งที่อยู่ในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และเป็นเครือข่ายในการขับเคลื่อน ววน. ด้วย ววน. จะขับเคลื่อนได้ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจและมีประสบการณ์ที่เข้มแข็งในการทำงานวิจัย และงานวิจัยชิ้นไหนที่ประสบความสำเร็จ หรือมีความเข้มแข็งเราควรจะผลักดันให้ไปได้ไกลมากขึ้นโดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ โดยการขยายผลงบประมาณงานวิจัยทั้ง 20,000 ล้านบาท ให้เกิดมูลค่าและก้าวข้ามความเป็น Middle [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/abc-academy-for-developing-area-based-research-manager/">บพท. กระทรวง อว. เดินหน้าโคลนนิ่ง 200 นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ สานพลังความรู้-บูรณาการพลังภาคีพัฒนาคน-พัฒนาพื้นที่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หน่วย บพท</strong><strong>. </strong><strong>ภายใต้กำกับของกระทรวง อว</strong><strong>. </strong><strong>ต่อยอดหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากร สู่การเป็นนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ปี 2 ตั้งเป้าปั้น 200 นักจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมเชิงพื้นที่ สร้างความอยู่ดี-กินดี-มีสุขแก่ประชาชนในพื้นที่ </strong></p>
<p><span id="more-30686"></span></p>
<p><strong>ตามนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ปี พ.ศ. 2566-2570 ร่วมเปิดตัวหลักสูตร ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ มีผู้ทรงคุณวุฒิและบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมกว่า </strong><strong>160 </strong><strong>คน</strong></p>
<p><strong>ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวถึงทิศทางและนโยบายการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายใต้แผนด้าน ววน. ของประเทศว่า </strong><strong>“</strong>ประเทศไทยมีกองทุนวิจัยและนวัตกรรมในการสนับสนุนการพัฒนาฐานทุนการทำงานด้านวิจัย ซึ่งมีโจทย์คือจะทำอย่างไรให้กองทุนหรืองบประมาณที่มีอยู่ ขยายขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม เปรียบทุกท่านเหมือนจิ๊กซอร์ตัวหนึ่งที่อยู่ในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และเป็นเครือข่ายในการขับเคลื่อน ววน. ด้วย ววน. จะขับเคลื่อนได้ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจและมีประสบการณ์ที่เข้มแข็งในการทำงานวิจัย และงานวิจัยชิ้นไหนที่ประสบความสำเร็จ หรือมีความเข้มแข็งเราควรจะผลักดันให้ไปได้ไกลมากขึ้นโดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ โดยการขยายผลงบประมาณงานวิจัยทั้ง 20,000 ล้านบาท ให้เกิดมูลค่าและก้าวข้ามความเป็น Middle Income Trap ไปได้ นั่นคือทุกฝ่ายต้องบูรณาการร่วมกันและขับเคลื่อนงานวิจัย ภายใต้นโยบาย SRI for all ให้เกิดการผลิดอกออกผลอย่างเต็มศักยภาพ”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30687 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Area3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ด้าน ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้การกำกับของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า</strong> “สำหรับหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสู่การเป็นนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 นี้เป็นการต่อยอดขยายผลข้อค้นพบจากปีที่ 1 และยกระดับคุณภาพหลักสูตรให้เข้มข้นขึ้น และครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่มีบทบาทความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อผลักดันการขับเคลื่อนแผนบูรณาการงานวิจัยเชิงพื้นที่ ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพดียิ่งขึ้น”</p>
<p><strong>ดร</strong><strong>.</strong><strong>กิตติ กล่าวต่อว่า</strong> “เป้าประสงค์ของโครงการนี้ คือการสร้าง Key Agent หรือผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญ โดยใช้ชุดข้อมูลความรู้ซึ่งเป็นการติดอาวุธให้มหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ที่ครอบคลุมทุกจังหวัด โดยแนวคิดดังกล่าวเป็นนโยบายของกระทรวง อว. ภายใต้การนำของรัฐมนตรีศุภมาส อิศรภักดี ที่ต้องการนำงานวิจัยเข้ามาเพื่อบริการและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภูมิภาค โดยในปีที่ 2 นี้ เรามุ่งพัฒนานักจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมเชิงพื้นที่ ให้มีความรู้และทักษะร่วม รวมถึงทักษะเฉพาะกลุ่ม ตลอดจนมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในพื้นที่ โดยเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนางานวิจัยของประเทศ ตามกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ปี พ.ศ.2566-2570”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30688 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Area4.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>สำหรับการเปิดตัวหลักสูตรในปีที่ 2 ได้มีการถอดชุดประสบการณ์และความสำเร็จจากผู้เข้าร่วมหลักสูตร ABC Academy รุ่นที่ 1 ร่วมเสนอผลสำเร็จจากการบ่มเพาะที่พัฒนาหลักคิด ความเข้าใจและการถอดกระบวนการเชิงหลักการในการจัดการงานวิจัย เกิดองค์ความรู้และเครื่องมือสำหรับการจัดการ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนครอบคลุมถึงความตระหนักรู้ถึงคุณค่าเพื่อชุมชนและพื้นที่</p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.เสมอ  ถาน้อย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพะเยา</strong> <strong>กล่าวว่า </strong>“สำหรับการรับสมัครผู้เข้าร่วมหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสู่การเป็นนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ (ABC Academy) ปีที่ 2 นั้น มีกลุ่มเป้าหมายด้วยกัน 3 กลุ่ม จำนวนรวมกันกว่า 200 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่จะไปทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ (Policy Driven Group) กลุ่มนักวิจัยที่จะทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่  (Area Driven Group)  และกลุ่มผู้สนใจทั่วไป ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่ (Open Access Group)  โดยกำหนดพื้นที่ดำเนินการเอาไว้ 3 ลักษณะ ได้แก่ พื้นที่วิจัยในโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทุนจาก บพท. พื้นที่เป้าหมายของผู้เข้าร่วมโครงการที่จะพัฒนาไปเป็น Initiative Program  และพื้นที่ซึ่งได้รับทุนวิจัยจากแหล่งทุนวิจัยหรือหน่วยบริหารจัดการงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีการประกาศรับสมัครเพื่อเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 9 &#8211; 29 ธันวาคม 2567 และจะประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 9 มกราคม 2568”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30690 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Area6.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>“ด้วยความเชื่อมั่นผู้ผ่านการบ่มเพาะหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากร สู่การเป็นนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จะเป็นขุมพลังแห่งความรู้ที่สำคัญในการพัฒนาพื้นที่ และเป็นกลไกสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในพื้นที่ ด้วยทักษะการบริหารจัดการความรู้จากงานวิจัยให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/abc-academy-for-developing-area-based-research-manager/">บพท. กระทรวง อว. เดินหน้าโคลนนิ่ง 200 นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ สานพลังความรู้-บูรณาการพลังภาคีพัฒนาคน-พัฒนาพื้นที่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปลุกพลังนวัตกรสร้างชุมชนนวัตกรรมมั่นคง-มั่งคั่ง-ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/empowering-innovator-community-to-sustainability/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Sep 2024 04:58:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Appropriate Technology]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Learning and Innovation Community]]></category>
		<category><![CDATA[Learning and Innovation Platform]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ขุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[สกสว.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28973</guid>

					<description><![CDATA[<p>บพท. สานพลังโครงการวิจัยชุดประสานงานและบริหารจัดการงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพสูงสำหรับขับเคลื่อนโครงการชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ โชว์กว่า 100 ชุดความรู้จากผลงานวิจัย เติมพลังนวัตกร นักวิจัย ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน มุ่งสร้างชุมชนนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ทำให้ชุมชนพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า กิจกรรมการประกวดและนิทรรศการชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และโครงการวิจัย ชุดประสานงานและบริหารจัดการงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพสูงสำหรับขับเคลื่อนโครงการชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ ร่วมกันจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ที่โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ ภายใต้แนวคิดเสริมพลังนวัตกรด้วยนวัตกรรมเด่นสู่ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน นับเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญในการสนับสนุนให้ บพท. ตอบโจทย์เป้าหมายตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์สำหรับเศรษฐกิจฐานราก และชุมชนนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างมีส่วนร่วมโดยกลไกการพัฒนาพื้นที่ระดับตำบล และสร้างตัวแบบการเรียนรู้และนวัตกรรมของชุมชน ผ่านการสร้างนวัตกรชาวบ้านในชุมชน เกิดการกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในคุณค่าความสำคัญของงานวิจัย และการพัฒนากรอบการวิจัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ด้วยกลไก กระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กลไกการพัฒนาพื้นที่หรือชุมชน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และทำให้ชุมชนพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน“การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมระหว่างนักวิจัย ชุมชน และภาครัฐ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/empowering-innovator-community-to-sustainability/">ปลุกพลังนวัตกรสร้างชุมชนนวัตกรรมมั่นคง-มั่งคั่ง-ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บพท. สานพลังโครงการวิจัยชุดประสานงานและบริหารจัดการงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพสูงสำหรับขับเคลื่อนโครงการชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ โชว์กว่า 100 ชุดความรู้จากผลงานวิจัย เติมพลังนวัตกร นักวิจัย ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน มุ่งสร้างชุมชนนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ทำให้ชุมชนพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-28973"></span></p>
<p><strong>รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล</strong> ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า กิจกรรมการประกวดและนิทรรศการชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และโครงการวิจัย ชุดประสานงานและบริหารจัดการงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพสูงสำหรับขับเคลื่อนโครงการชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ ร่วมกันจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ที่โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 16-17 ก.ย.นี้</p>
<p>ภายใต้แนวคิดเสริมพลังนวัตกรด้วยนวัตกรรมเด่นสู่ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน นับเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญในการสนับสนุนให้ บพท. ตอบโจทย์เป้าหมายตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์สำหรับเศรษฐกิจฐานราก และชุมชนนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างมีส่วนร่วมโดยกลไกการพัฒนาพื้นที่ระดับตำบล และสร้างตัวแบบการเรียนรู้และนวัตกรรมของชุมชน ผ่านการสร้างนวัตกรชาวบ้านในชุมชน เกิดการกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในคุณค่าความสำคัญของงานวิจัย และการพัฒนากรอบการวิจัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ด้วยกลไก กระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กลไกการพัฒนาพื้นที่หรือชุมชน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และทำให้ชุมชนพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน“การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมระหว่างนักวิจัย ชุมชน และภาครัฐ การสร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมพร้อมใช้แล้วนั้น ยังส่งเสริมการบูรณาการแผนปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เชิงพื้นที่ที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันก็เป็นการให้คุณค่าและความสำคัญแก่ผู้ที่ทำงานเพื่อพื้นที่ ทำงานรับใช้สังคม ไม่ว่าจะเป็นภาควิชาการ คือ อาจารย์ นักวิจัย บุคลากรของมหาวิทยาลัย ภาคชุมชน ทั้งปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน หรือนวัตกรชาวบ้าน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28975 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Community2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โอกาสเดียวกันนี้ <strong>ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา</strong> ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าว มุ่งมั่นผลักดันให้เกิดการเผยแพร่ผลงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีพร้อมใช้ สู่สาธารณชนในวงกว้าง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เห็นถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนา แล้วนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ ในการเพิ่มประสิทธิภาพ และศักยภาพการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน คู่ขนานไปกับการเชิดชูเกียรติแก่นักวิจัย และนวัตกร เพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในการทุ่มเททำงานพัฒนาพื้นที่ ชุมชน/ท้องถิ่น<br />
รศ.ดร.วารุณี อริยวิริยะนันท์ หัวหน้าโครงการชุดประสานงานและบริหารจัดการงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพสูงสำหรับขับเคลื่อนโครงการชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า งานที่จัดขึ้นนี้มีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยชุมชนนวัตกรรม เทคโนโลยีพร้อมใช้ และนวัตกรชุมชน มากกว่า 100 ผลงาน และชุดความรู้จากโครงการวิจัยจำนวน 34 ชุด รวมทั้งการออกร้านของร้านค้าชุมชนนวัตกรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28978 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Community6.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>“กระบวนการสร้างการเรียนรู้ด้วยกระบวนการมีส่วนรวม จะช่วยให้ชุมชนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกในชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน รวมถึงมีขีดความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง และความผันผวนทั้งในสภาวะปกติและสภาวะวิกฤต รวมทั้งสามารถฟื้นตัวได้เร็วเมื่อเกิดปัญหา”</p>
<p>ที่ผ่านมาปีงบประมาณ 2563 – 2566 หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้ดำเนินการแผนงานวิจัย “ชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้” โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาชุมชนนวัตกรรมที่มีความสามารถในการพัฒนา พึ่งตนเองและจัดการตนเอง โดยการสร้างและพัฒนานวัตกรชุมชนมีทักษะ การจัดการความรู้ เรียนรู้ และรับปรับใช้นวัตกรรม สามารถนำความรู้และนวัตกรรมพร้อมใช้ (Appropriate Technology) ไปใช้ในการจัดการปัญหาในชุมชน หรือสร้างโอกาส/ศักยภาพใหม่ในพื้นที่ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ (Learning and Innovation Platform)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28977 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Community5.jpg" alt="" width="1200" height="947" /></p>
<p>ผลการดำเนินงานในระยะที่ผ่านมาได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับ สถาบัน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน จำนวน 27 สถาบัน เกิดชุมชนนวัตกรรม 954 ชุมชน (ตำบล) ในพื้นที่ 44 จังหวัด สร้างนวัตกรชุมชน จำนวน 10,093 คน และเทคโนโลยี และนวัตกรรมพร้อมใช้ รวมทั้งนวัตกรรมกระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชุมชนทั้งสิ้น 1,228 นวัตกรรม ที่ใช้ยกระดับอัตราการเติบโตของมูลค่าเศรษฐกิจฐานรากและมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-20 อีกทั้งยังเกิดการนำนวัตกรรมเข้าสู่การทำแผนพัฒนาตำบล/ท้องถิ่น และเกิดการสร้างระบบข้อมูล Technology and Innovation Library ของประเทศอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28976 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Community3.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/empowering-innovator-community-to-sustainability/">ปลุกพลังนวัตกรสร้างชุมชนนวัตกรรมมั่นคง-มั่งคั่ง-ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
