<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อว. &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%AD%E0%B8%A7/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Fri, 14 Aug 2026 13:45:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>อว. &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก &#8216;Food Surplus Credit&#8217; เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/tiis-mtec-nstda-food-surplus-credit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2026 13:45:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ACI]]></category>
		<category><![CDATA[Asia Carbon Institute]]></category>
		<category><![CDATA[Food Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Food Surplus Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand’s Food Bank]]></category>
		<category><![CDATA[TIIS]]></category>
		<category><![CDATA[TIIS เอ็มเทค สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[จันทิมา สำเนียงงาม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[บริจาคอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารส่วนเกิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43735</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังขับเคลื่อนโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank มากว่า 2 ปี จนปัจจุบันสามารถกระจายเครือข่ายทั่วประเทศได้แล้วใน​ 10 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมเป้าหมายเพิ่มเครือข่ายให้ครอบคุลม 30 จังหวัด ภายในปี พ.ศ.​ 2571 นอกจากความสำเร็จด้านการขยายพื้นที่ เพื่อขยายความสามารถในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ให้กลุ่มเปราะบางได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว  ล่าสุด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้พัฒนาแนวทาง​ขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้กลายเป็น &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ตามมาตรฐาน T-VER (​T-VER-S-METH-09-09​) ซึ่งทาง อบก. ได้รับการรับรองระเบียบวิธีในการคำนวณตามแนวทางดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก หรือราวเดือนมีนาคมของปีนี้ ทั้งนี้ สวทช. โดยโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank และ TIIS (สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) เอ็มเทค สวทช. เตรียมเดินหน้าโครงการนำร่องทดลองโปรเจ็กต์ &#8216;The Food Surplus Credit&#8217; ในปีงบประมาณ 2570 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/tiis-mtec-nstda-food-surplus-credit/">สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก &#8216;Food Surplus Credit&#8217; เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังขับเคลื่อนโครงการ <strong>Thailand&#8217;s Food Bank </strong>มากว่า 2 ปี จนปัจจุบันสามารถกระจายเครือข่ายทั่วประเทศได้แล้วใน​ 10 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมเป้าหมายเพิ่มเครือข่ายให้ครอบคุลม 30 จังหวัด ภายในปี พ.ศ.​ 2571</p>
<p><span id="more-43735"></span></p>
<p>นอกจากความสำเร็จด้านการขยายพื้นที่ เพื่อขยายความสามารถในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ให้กลุ่มเปราะบางได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว  ล่าสุด <strong>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) </strong>ได้พัฒนาแนวทาง​ขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้กลายเป็น <strong>&#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217;</strong> ตามมาตรฐาน T-VER (​<strong>T-VER-S-METH-09-09​) </strong>ซึ่งทาง อบก. ได้รับการรับรองระเบียบวิธีในการคำนวณตามแนวทางดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก หรือราวเดือนมีนาคมของปีนี้</p>
<p>ทั้งนี้ สวทช. โดยโครงการ<strong> Thailand&#8217;s Food Bank</strong> และ <strong>TIIS (สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) </strong><strong>เอ็มเทค สวทช. </strong>เตรียมเดินหน้าโครงการนำร่องทดลองโปรเจ็กต์ &#8216;<strong>The Food Surplus Credit&#8217; </strong>ในปีงบประมาณ 2570 ร่วมกับกลุ่มที่ทำงานด้านการกอบกู้อาหารส่วนเกิน และพันธมิตร เบื้องต้น 3-5 ราย อาทิ มูลนิธิ SOS Thailand , มูลนิธิ VV Share (วีวี แชร์) และผู้ประกอบการธุรกิจอาหารชั้นนำในประเทศ ​ร่วม​นำร่องทดลอง​​ <strong>T-VER-S-METH-09-09​ </strong>​ เพื่อศึกษาผลลัพธ์ ผลกระทบ รวมทั้ง​ข้อจำกัดต่างๆ เมื่อนำไปใช้งานจริง ก่อนจะขยายผลเป็นวงกว้างต่อไปในอนาคต</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43738 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Food-TVER3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ </strong>หัวหน้าโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นทั่วโลก​ต้องกลายไปเป็นขยะอาหาร  ขณะที่ประชากรโลกกว่า 258 ล้านคน ที่ต้องเผชิญปัญหาควมมั่นคงด้านอาหาร ส่วนประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารกว่า 10 ล้านตันต่อปี และในจำนวนนี้มีอาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้ถึงกว่า 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่มีกลุ่มเปราะบางในประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารอยู่กว่า 10 ล้านคน</p>
<p>ทั้งนี้ ในจำนวนอาหารส่วนเกินที่มีกว่า 4 ล้านตัน สามารถทำการกอบกู้มาเพื่อส่งต่อและสร้างประโยชน์ใหม่ได้ที่ราว 2,000 กว่าตันเท่านั้น ยังคงอาหารอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่สามารถกอบกู้มาได้ และต้องกลายเป็นขยะอาหารในที่สุดทั้งจากการขาดตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกฎระเบียบเงื่อนไขทางข้อกฎหมาย และระบบภาษี ​ที่ยังคงเป็นกำแพงสำคัญในการทำให้ผู้บริจาคอาหารเลือกที่จะทำลายอาหารมากกว่าการบริจาคเพื่อส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง หรือการเลือกบริจาคอาหารเฉพาะในกลุ่ม Non-VAT ซึ่งถือเป็นสัดส่วนจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารส่วนเกินประเภทอื่นๆ ที่สุดท้ายแล้วต้องกลายเป็นขยะอาหารและจบลงที่หลุมฝังกลบในที่สุด</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43743 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/08-แนวคิด-Food-Surplus-Credit.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>&#8220;อาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น หากอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ไม่ได้รับการกอบกู้หรือนำไปใช้ประโยชน์ อาจกลายเป็นขยะอาหารและถูกนำไปกำจัด ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank มุ่งสร้างกลไกการจัดการอาหารส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Food Surplus Credit หรือการประเมินคาร์บอนเครดิตเข้ามาเป็นตัวเร่ง ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง&#8221;​</em><strong>  </strong></p>
<p>ด้าน <strong>คุณจันทิมา สำเนียงงาม</strong> หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส TIIS เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การขับเคลื่อนการบริจาคอาหารส่วนเกินให้เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลที่มีคุณภาพและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์  โดยทาง TIIS เอ็มเทค สวทช. ในฐานะหน่วยงานที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระเบียบวิธีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกอบกู้และบริจาคอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ ข้อมูลมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ รองรับทั้งการพัฒนาคาร์บอนเครดิตและการรายงานด้านความยั่งยืน (ESG) ของภาคธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43740 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Food-TVER2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับ <strong>&#8216;ระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค​ ตามมาตรฐาน T-VER </strong>(<strong>T-VER-S-METH-09-09)</strong> ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นคร้ังแรกของประเทศไทยในการมีคาร์บอนเครดิตจากโครงการอาหารส่วนเกิน และจะกลายเป็นอีกหนึ่ง <strong>​กลไกสำคัญที่ช่วยให้ภาคเอกชนและมูลนิธิที่ทำภารกิจด้านการกอบกู้อาหารส่วนเกิน มีรายได้เพิ่มเติมจากคาร์บอนเครดิต ภายใต้การ</strong><strong>ได้มาอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้</strong></p>
<p>หลักการคำนวณจะคิดจาก <strong>&#8216;ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้&#8217;</strong> จากการไม่ต้องเอาขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วนำมาหักลบด้วย <strong>&#8216;คาร์บอนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง&#8217;</strong> ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในการแช่เย็นและแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร น้ำมันจากการขนส่งเพื่อส่งต่ออาหารตามระยะทาง หรือกระบวนการในการนำอาหารที่ได้รับมาปรุงประกอบอาหารใหม่ หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกลุ่มใช้ครั้งเดียว (Single-use) เพื่อ<strong>ช่วยให้ภาคธุรกิจนำไปรายงานผล </strong><strong>ESG </strong><strong>ได้อย่างโปร่งใส </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43742 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/09-ระเบียบวิธี-T-VER.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>โดย​อาหารส่วนเกินที่สามารถนำมาคิดคาร์บอนเครดิตได้นั้น ต้องเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ส่งต่อให้ฟรี ๆ ตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร  </strong></p>
<p>อย่างไรก็ดี ระเบียบวิธีฉบับปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมเครื่องดื่ม โดยกลไกนี้ทำให้ทุกองค์กรนำตัวเลขไปรายงานด้านความยั่งยืนได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งได้ทั้งช่วยเหลือสังคม ลดโลกร้อน และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน</p>
<p><em>“ตัวเลขคาร์บอนที่ซ่อนอยู่ในอาหารส่วนเกินคือโอกาสใหม่ของประเทศ <strong>ส่วนระดับราคาของคาร์บอนเครดิตในกลุ่ม Food Surplus Credit อยู่ระหว่างการศึกษาและคำนวณอัตราที่เหมาะสม โดยประเมินว่าจะไม่ต่ำกว่าห​ลักร้อยบาทต่อตัน  CO2e  ซึ่งคาดว่าหลังจากการนำร่องขับเคลื่อน จะมีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น</strong><strong>ประกอบกับในอนาคตมีแผนยกระดับการทำงานด้าน​​​คาร์บอนเครดิตจากอาหารส่วนเกินไปสู่ความร่วมมือในระดับภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นป</strong><strong>ระเทศแรกที่มีการสร้างมาตรฐาน​ในเรื่องนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ระดับราคาเพิ่มสูงขึ้นได้อีก</strong> โดยทาง TIIS เอ็มเทค สวทช.  และ ACI (Asia Carbon Institute) อยู่ระหว่างการหารือร่วมกันในการต่อยอด​ระเบียบวิธีของประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาของ ACI และรองรับการประยุกต์ใช้ในระดับภูมิภาคเอเชีย ​​เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านการลดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับภูมิภาคต่อไป </em><em>เนื่องจาก ​เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินสูงมาก หากสามารถเปลี่ยนการบริจาคอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิตได้  ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจใหม่ให้กับภาคธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะอาหารเพิ่มมากขึ้น​” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43741 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/10-ต่อยอดสู่ระดับเอเชียกับ-Asia-Carbon-Institute-ACI.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>เร่งประสาน ก.คลัง ลดกำแพงบริจาคอาหาร  </strong></p>
<p><strong>ดร.ปัทมาพร </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสำคัญของ  Thailand&#8217;s Food Bank คือ การเข้าไปเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินระดับประเทศ ทั้งการขยายเครือข่ายการเป็นตัวกลางในการส่งต่ออาหารจากผู้ผลิตไปสู่กลุ่มเปราะบางต่างๆ ผ่านการทำงานร่วมกับมูลนิธิด้านการกอบกู้อาหาร เช่น SOS Thailand , VV Share รวมทั้งอาสาสมัครในแต่ละจังหวัด โดยปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุม 10 จังหวัด จำนวนอาสาสมัครรวมกว่า 600 คน และมีแผนขยายได้กว่า 30 จังหวัดในปี 2571 ขณะที่เพิ่มความสามารถในการกอบกู้อาหารส่วนเกินได้มากขึ้น 10 เท่า จาก 2,000 ตันต่อปี เพิ่มเป็น 20,000 ตันต่อปี</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันส่วนต่างของอาหารที่กอบกู้ได้ราว 2,000 ตันต่อปี กับปริมาณอาหารส่วนเกินที่มีกว่า 4 ล้านตันต่อปีนั้น มีช่องว่างที่ต่างกันอย่างมาก เนื่องจาก ประเทศไทยยังมีกำแพงสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการบริจาคอาหารให้เติบโตได้มากนัก โดยเฉพาะกำแพงสำคัญเรื่องการแบกรับค่าใช้จ่ายของผู้บริจาคอาหาร เนื่องจาก กฎหมายประเทศไทย ยังตีความการบริจาคอาหารโดยเฉพาะในกลุ่มที่มี VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นการจำหน่าย ทำให้ผู้บริจาคต้องเสีย VAT สำหรับอาหารที่นำมาบริจาคเพิ่มเติม ​หรือกำหนดเพดานการบริจาคไว้ได้ที่ราว 2% ของกำไรสุทธิ ทำให้ปริมาณของที่บริจาคมีจำกัด และส่วนใหญ่กว่า 90% ของอาหารที่นำมาบริจาคจะเป็นกลุ่ม Non-VAT  เช่น อาหารสด หรือสินค้าการเกษตรต่างๆ ขณะที่ปริมาณอาหารรูปแบบอื่นๆ ทีมี่จำนวนมากกว่า แต่ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้น ทำให้สุดท้ายผู้ประกอบการเลือกที่จะทำลายทิ้ง และต้องกลายเป็นขยะอาหารในหลุมฝังกลบในที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43739 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Food-TVER1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เพื่อลดกำแพงเหล่านี้ ทาง สวทช. ได้เร่งผลักดัน​โดยทำหนังสือ ผ่านทางปลัดกระทรวง อว. เพื่อนำส่งมอบให้ทางปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณามาตรการผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการที่บริจาคอาหารให้มูลนิธิฯ หรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับได้รับสิทธิการยกเว้น VAT หรือสิทธิประโยชน์ในการดำเนินการเทียบเท่ากับการทำลายอาหาร ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกัน เพื่อประเมินความรัดกุม และความโปร่งใสในการดำเนินการ  ซึ่งคาดว่าหากสามารถหาแนวทางการดำเนินการร่วมกันได้ น่าจะมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ หรืออาจจะเริ่มนำร่องในอาหารบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอาหารสด เพื่อ​ศึกษาข้อมูลและแนวทางดำเนินการเพื่อเป็นต้นแบบก่อนจะสามารถขยายผลไปยังกลุ่มอาหารอื่นๆ เพิมเติมในอนาคต ประกอบกับการมีเครื่องมือที่ทาง สวทช. พัฒนาขึ้น เพื่อใช้ในโครงการ  Thailand&#8217;s Food Bank ที่สามารถบันทึกและตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางของอาหารส่วนเกินต่างๆ  ได้ ก็สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน&#8221;​ ดร.ปัทมาพร กล่าวทิ้งท้าย</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/tiis-mtec-nstda-food-surplus-credit/">สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก &#8216;Food Surplus Credit&#8217; เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อว. – NIA ประกาศความสำเร็จหลักสูตร PPCIL รุ่นที่ 8 ดัน 5 ข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบาย ชูทุนมนุษย์ ปลดล็อกงานวิจัย ยกระดับ Wellness Economy เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/public-and-private-chief-innovation-leadership/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Aug 2026 16:39:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[NIA]]></category>
		<category><![CDATA[PPCIL]]></category>
		<category><![CDATA[Public and Private Chief Innovation Leadership]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43573</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จัดพิธีปิดและนำเสนอผลงาน หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ภาครัฐและเอกชน (Public and Private Chief Innovation Leadership : PPCIL) รุ่นที่ 8 ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องตลอด 13 สัปดาห์ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ให้สามารถประยุกต์ใช้แนวคิด Policy Innovation, Systems Thinking และ Cross-sector Collaboration ในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลลัพธ์สำคัญของหลักสูตรในปีนี้ คือการพัฒนา ข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายจำนวน 5 เรื่อง ที่มุ่งตอบโจทย์ความท้าทายเชิงโครงสร้างของประเทศ ครอบคลุม การพัฒนาทุนมนุษย์ การยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ผ่าน Wellness Economy เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศด้วย ฐานคิดนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนพันธกิจของกระทรวง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/public-and-private-chief-innovation-leadership/">อว. – NIA ประกาศความสำเร็จหลักสูตร PPCIL รุ่นที่ 8 ดัน 5 ข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบาย ชูทุนมนุษย์ ปลดล็อกงานวิจัย ยกระดับ Wellness Economy เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จัดพิธีปิดและนำเสนอผลงาน หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ภาครัฐและเอกชน <strong>(Public and Private Chief Innovation Leadership : PPCIL)</strong> รุ่นที่ 8 ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องตลอด 13 สัปดาห์</p>
<p><span id="more-43573"></span></p>
<p>เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ให้สามารถประยุกต์ใช้แนวคิด Policy Innovation, Systems Thinking และ Cross-sector Collaboration ในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลลัพธ์สำคัญของหลักสูตรในปีนี้ คือการพัฒนา ข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายจำนวน 5 เรื่อง ที่มุ่งตอบโจทย์ความท้าทายเชิงโครงสร้างของประเทศ ครอบคลุม</p>
<p>การพัฒนาทุนมนุษย์ การยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ผ่าน Wellness Economy เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศด้วย ฐานคิดนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนพันธกิจของกระทรวง อว. เป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43578 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/ppcil5.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง</strong> <strong>ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ</strong> <strong>NIA</strong> กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ทั้งด้านโครงสร้างประชากร การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน<br />
การแข่งขันทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของประชาชน การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้<br />
จึงไม่สามารถอาศัยเพียงนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี แต่จำเป็นต้องมี <strong>นวัตกรรมเชิงนโยบาย (</strong><strong>Policy Innovation)</strong><br />
ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ไปสู่การออกแบบนโยบายและการเปลี่ยนแปลง<br />
เชิงระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม NIA เชื่อมั่นว่าการสร้างระบบนวัตกรรมของประเทศ ต้องเริ่มจากการพัฒนาผู้นำ การสร้างเครือข่าย และการส่งเสริมกระบวนการคิดเชิงนโยบาย หลักสูตร PPCIL จึงไม่ได้มุ่งเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมออกแบบนวัตกรรมเชิงนโยบายที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้จริง</p>
<p>ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของหลักสูตรในปีนี้ คือ <strong>ข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายจำนวน </strong><strong>5 </strong><strong>เรื่อง</strong> ที่วิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้าง และออกแบบแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง โดยครอบคลุม <strong>3 </strong><strong>มิติสำคัญของ<br />
การพัฒนาประเทศ</strong> ได้แก่ การพัฒนาทุนมนุษย์ การยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ และการสร้างเศรษฐกิจสุขภาวะ ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43575 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/ppcil2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ข้อเสนอทั้ง </strong><strong>5 </strong><strong>เรื่อง ประกอบด้วย</strong></p>
<p><strong>&#8211; 3 </strong><strong>ข้อเสนอด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ (</strong><strong>Human Capital)</strong> ได้แก่ การส่งเสริมการเกิดและคุณภาพชีวิตครอบครัว การปฏิรูประบบการพัฒนาทักษะแรงงานฐานสมรรถนะ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางใจเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กและเยาวชน เพื่อยกระดับคุณภาพคนไทยตลอดช่วงชีวิต และเตรียมกำลังคนที่มีศักยภาพสำหรับอนาคต</p>
<p><strong>&#8211; 1 </strong><strong>ข้อเสนอด้านการวิจัยและนวัตกรรม (</strong><strong>Research &amp; Innovation)</strong> มุ่งปลดล็อกระบบนิเวศงานวิจัยไทย<br />
เร่งการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้ ยกระดับศักยภาพการวิจัยของประเทศ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว</p>
<p><strong>&#8211; 1 </strong><strong>ข้อเสนอด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาวะ (</strong><strong>Wellness Economy)</strong> มุ่งยกระดับมาตรฐานและเชื่อมโยงระบบนิเวศ Wellness ของไทย เพื่อสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาวะระดับนานาชาติ</p>
<p>ข้อเสนอทั้งหมดสะท้อนการออกแบบนโยบายที่เชื่อมโยงมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน โดยมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการพัฒนาคน การสร้างองค์ความรู้ และการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว</p>
<p>&#8220;สิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ไม่ใช่เพียงข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายทั้ง 5 เรื่อง แต่คือกระบวนการที่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรสามารถนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มาบูรณาการร่วมกับประสบการณ์จากหลากหลายภาคส่วน จนพัฒนาเป็นข้อเสนอที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่การปฏิบัติ และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศได้จริง&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43576 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/ppcil3.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า</strong> ข้อเสนอทั้ง 5 เรื่องไม่ได้เป็นเพียงผลงานของผู้เข้าร่วมหลักสูตร แต่เป็น <strong>ต้นแบบของนโยบาย (</strong><strong>Policy Prototype)</strong> ที่สามารถต่อยอดผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประเทศ NIA จะทำหน้าที่เป็น Platform Builder และ Policy Innovation Platform เชื่อมโยงองค์ความรู้ นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อเร่งให้ข้อเสนอที่มีศักยภาพสามารถต่อยอดสู่การทดลองเชิงนโยบาย (Policy Sandbox) การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการผลักดันสู่การใช้ประโยชน์จริง เพราะเราเชื่อว่า &#8216;นวัตกรรมเชิงนโยบาย&#8217; คือกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ให้กลายเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ภายหลังการนำเสนอผลงาน NIAจะเดินหน้าเชื่อมโยงข้อเสนอที่มีศักยภาพกับหน่วยงานเจ้าภาพและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอด ทั้งในรูปแบบการทดลองเชิงนโยบาย (Policy Sandbox) การพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการผลักดันข้อเสนอไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>&#8220;ความสำเร็จของ PPCIL ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้สำเร็จการอบรม แต่คือการสร้างผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เข้ากับการกำหนดนโยบายสาธารณะ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของประเทศ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีทรัพยากรมากเพียงใด แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างคน สร้างนโยบาย และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จะเดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยง <strong>คน องค์ความรู้ เครือข่าย และนโยบาย</strong> เพื่อผลักดันนวัตกรรมเชิงนโยบายให้เกิดการนำไปใช้จริง พร้อมใช้ <strong>วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.)</strong> เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน” <strong>ดร.กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/public-and-private-chief-innovation-leadership/">อว. – NIA ประกาศความสำเร็จหลักสูตร PPCIL รุ่นที่ 8 ดัน 5 ข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบาย ชูทุนมนุษย์ ปลดล็อกงานวิจัย ยกระดับ Wellness Economy เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ Climate Disruption ส่งผลกระทบฐานราก &#8216;จนซ้ำ จนลึก จนยาว&#8217; ​อว. แนะ​แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมตามบริบทพื้นที่ พร้อมผนวกข้อมูล และเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/climate-disruption-and-poverty/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 May 2026 14:33:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Disruption]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42113</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อการขับเคลื่อนความยั่งยืนในปัจจุบัน ไม่สามารถทำแค่มิติ Net Zero เพียงอย่างเดียว แต่ต้องขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ไปพร้อมกันด้วย เพราะแม้จะบรรลุเป้าหมาย Net Zeroได้ แต่ไร้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางธรรมชาติ ก็ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่โลกได้   ​ ดังนั้น ​การจะขับเคลื่อน​การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่ไปด้วย เพื่อสามารถเปลี่ยนผ่านแนวทางการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่ให้คุณค่ากับธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ตามแนวทาง Nature Positive เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติที่สมบูรณ์และเพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะประธานเปิด งานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี TEI &#8216;สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด&#8216; พร้อมทั้งได้ร่วมปาฐกถาพิเศษ ‘การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมไทย’ โดยชี้ให้เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงระดับโลก (Global Future Signals) ที่กำลังส่งผลต่อประเทศไทย ซึ่งมีหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้าง คอรัปชั่น ปัญหาด้านความมั่นคง ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือปัญหาด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน รวมไปถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/climate-disruption-and-poverty/">เมื่อ Climate Disruption ส่งผลกระทบฐานราก &#8216;จนซ้ำ จนลึก จนยาว&#8217; ​อว. แนะ​แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมตามบริบทพื้นที่ พร้อมผนวกข้อมูล และเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อการขับเคลื่อนความยั่งยืนในปัจจุบัน ไม่สามารถทำแค่มิติ <strong>Net Zero</strong> เพียงอย่างเดียว แต่ต้องขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ไปพร้อมกันด้วย เพราะแม้จะบรรลุเป้าหมาย Net Zeroได้ แต่ไร้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางธรรมชาติ ก็ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่โลกได้   ​</p>
<p><span id="more-42113"></span></p>
<p>ดังนั้น ​การจะขับเคลื่อน​การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่ไปด้วย เพื่อสามารถเปลี่ยนผ่านแนวทางการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่ให้คุณค่ากับธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ตามแนวทาง <strong>Nature Positive</strong> เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติที่สมบูรณ์และเพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42122 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/อ.-เชน-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์</strong> รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะประธานเปิด <strong>งานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี TEI &#8216;สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด</strong>&#8216; พร้อมทั้งได้ร่วมปาฐกถาพิเศษ <strong>‘การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมไทย’ </strong>โดยชี้ให้เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงระดับโลก (Global Future Signals) ที่กำลังส่งผลต่อประเทศไทย ซึ่งมีหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้าง คอรัปชั่น ปัญหาด้านความมั่นคง ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือปัญหาด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน รวมไปถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว</p>
<p>ทั้งนี้  ปัญหาทุกมิติล้วนมีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเช่นเดียวกัน จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาในแต่ละมิติคู่ขนานไปด้วยกัน ไม่สามารถเลือกที่จะแก้เพียงบางเรื่อง หรือละเลยต่อปัญหาในบางเรื่องได้ โดยเฉพาะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ที่ถือเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพราะผลกระทบจาก Climate Disruption ที่มีต่อโลกชัดเจนและรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน และจำเป็นที่ต้องพัฒนานวัตกรรมมาเพื่อรับมือในการ​​ป้องกัน หรือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42123 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Dr-Chain1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>&#8220;การพัฒนาในบางพื้นที่ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ อาจไม่ได้เกิดจาก​การบริหารจัดการหรือขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ แต่อาจเป็นเพราะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติซ้ำซาก ทำให้ยากต่อการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น บางจังหวัดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยังส่งผลกระทยต่อประชากรในระดับฐานรากของประเทศ บางคนเผชิญความยากจนหลังประสบภัยพิบัติ พอเริ่มหาทางแก้ให้รอดพ้นปัญหาก็เกิดน้ำท่วมซ้ำใหม่ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องธรรมชาติ หรือสภาพอากาศ แต่ยังเชื่อมโยงและส่งผลต่อประเด็นทางเศรษฐกิจด้วย เพราะ <strong>ผลกระทบจาก Climate Disruption เป็นหนึ่งสาเหตุของปัญหา &#8216;จนซ้ำ จนลึก และจนยาว&#8217; ดังนั้น เรื่องของสภาพอากาศ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอากาศที่หายใจเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิต รวมทั้งเรื่องของการพัฒนาเมือง</strong> ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือและขับเคลื่อนการแก้ปัญหาร่วมกัน&#8221;</em></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน </strong>กล่าวต่อว่า ปัญหา Climate Disruption ส่งผลกระทบต่อประชาชนฐานราก ทั้งด้านรายได้และอาชีพ ทรัพย์สินและที่อยู่อาศัย รวมทั้งการเข้าถึงความช่วยเหลือและสวัสดิการ ขณะที่ผลการศึกษาเห็นความเชื่อมโยงปัญหาความยากจนในพื้นที่ภัยพิบัติ ดังนั้น หากประเทศต้องการขับเคลื่อนให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง  และสามารถเพิ่ม GDP ของประเทศได้ ต้องเริ่มพัฒนามาตั้งแต่พื้นฐาน ซึ่งพื้นฐานหมายถึงอากาศ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือและรับมือต่อ Climate Disruption อย่างครอบคลุมและทั่วถึง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42125 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Dr-Cahin2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม <strong>การแก้ปัญหาและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องขับเคลื่อนโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ผ่านการสร้างกลไกความร่วมมืออย่างเป็นระบบ เพื่อเชื่อมโยงทุกภาคส่วนมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน  มีการใช้ข้อมูลความรู้มาช่วยในการตัดสินใจ พร้อมบูรณาการกับข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำและตรงจุด รวมทั้งมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยขับเคลื่อน​การแก้ปัญหา</strong> เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจร่วมกัน นำมาสู่การสร้างประโยชน์ร่วม และความไว้วางใจระหว่างกัน เพื่อนำมาซึ่งแนวทางในการแก้ปัญหาได้จริง</p>
<p><em>&#8220;บทบาทกระทรวง อว. มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง โดยทำงานร่วมกับทาง บพท. เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการลงพื้นที่ เพื่อเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละพื้นที่  และนำผลวิจัยที่มีอยู่ไปปรับใช้ในแต่ละพื้นที่ เพื่อสามารถแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม แต่ไม่ใช่การตั้งต้นจากงานวิจัยที่ได้ เพราะแต่ละพื้นที่ปัญหาไม่เหมือนกัน หรือแม้จะมีปัญหาเดียวกันหรือคล้ายกัน แต่ผลลัพธ์หรือความต้องการที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ก็นำมาซึ่งผลลัพธ์หรือแนวทางที่แตกต่างกันไป ขณะที่ในบางชุมชนที่ได้โซลูชันหรือสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จแล้ว ก็สามารถสเกล หรือขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ได้ภายใต้โมเดลหรือวิธีคิดในรูปแบบเดียวกัน พร้อมทั้งสามารถต่อยอดเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม หรือนำโมเดลธุรกิจต่างๆ มาบูรณาการเพื่อพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือ Social Enterprise กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ และเกิดการขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง​ ทำให้ไม่เพียงแก้ช่วยปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชนตามมาพร้อมกันด้วย&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42124 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Slide2.jpg" alt="" width="1200" height="688" /></p>
<p>สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งนั้น สามารถวางแนวทางการขับเคลื่อนได้ใน 3 ระดับ ทั้งการสร้าง <strong>กลไกการขับเคลื่อนในระดับชุมชน</strong> เช่น การบริหารจัดการป่าชุมชน, การจัดการทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ และการบริหารจัดการน้ำและเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนทะเลสาบสงขลา <strong>การขับเคลื่อนในระดับเมือง</strong> เช่น การพัฒนาเมืองน่าอยู่และคาร์บอนต่ำ​  การพัฒนาคลัสเตอร์พลังงานทางเลือก- ชีวมวล และ<strong>การขับเคลื่อนในระดับจังหวัด</strong> เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์มรับมือภัยพิบัติ และนำไปปรับใช้ในจังหวัดต่างๆ อาทิ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุโขทัย เป็นต้น โดยบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาและงานวิจัยนวัตกรรม จะเข้าไปมีส่วนร่วมใน 4 มิติ คือ</p>
<p>1. สร้างกลไกความร่วมมือและบูรณาการข้อมูล เพื่อให้เห็นเป้าหมายและโอกาสร่วมกันในการจัดการส่ิงแวดล้อม ทั้งระดับชุมชน เมือง และพื้นที่</p>
<p>2. พัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเร่งด่วน สำหรับการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมและการรับมือภัยพิบัติ</p>
<p>3. พัฒนาทุนมนุษย์​และยกระดับกลไกรัฐ/ ท้องถิ่น เพื่อการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติอย่างยั่งยืน</p>
<p>4. พัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จำเป็น เพื่อตอบโจทย์พื้นที่</p>
<p><em>&#8220;การเข้าไปแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ควรตั้งต้นจากการทำในพื้นที่ และควรรู้ว่าพื้นที่มีปัญหาอะไรต้องการอะไร ภายใต้การทำงานบูรณาการร่วมกันเพื่อสนับสนุนทั้งข้อมูล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและคนในพื้นที่ โดยใช้บริบทของชุมชนและพื้นที่เป็นตัวตั้ง รวมถึงการใช้ข้อมูลที่แม่นยำ ​เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับแต่ละบริบท เพื่อให้เห็นผลการขับเคลื่อนในระยะยาว ทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน รวมทั้งเป้าหมายในการบรรลุ Net Zero 2050 ของประเทศไทย ควบคู่กับการขับเคลื่อน Nature Positive เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน&#8221;​ </em>ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/climate-disruption-and-poverty/">เมื่อ Climate Disruption ส่งผลกระทบฐานราก &#8216;จนซ้ำ จนลึก จนยาว&#8217; ​อว. แนะ​แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมตามบริบทพื้นที่ พร้อมผนวกข้อมูล และเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยติด Top 50 &#8216;เมืองระบบนิเวศสตาร์ทอัพดีที่สุดในโลก&#8217; พร้อมขึ้น​ผู้นำ MedTech อาเซียน เพิ่ม​โอกาสใหม่ด้าน Wellness Economy</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/thailand-top-50-global-startup-ecosystem/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 May 2026 11:11:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Global Startup Ecosystem Index 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Global Startup Hub]]></category>
		<category><![CDATA[MedTech]]></category>
		<category><![CDATA[NIA]]></category>
		<category><![CDATA[Startup Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Startup Nation]]></category>
		<category><![CDATA[StartupBlink]]></category>
		<category><![CDATA[Wellness Economy]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศสตาร์ตอัป]]></category>
		<category><![CDATA[ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41956</guid>

					<description><![CDATA[<p>NIA เผยข่าวดี ประเทศไทยติด Top 50 เมืองที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพดีที่สุดในโลกในรอบ 6 ปี พร้อมคว้าเบอร์ 1 ด้าน MedTech อาเซียน โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Ecosystem) ‘กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ &#8211; ภูเก็ต’ ขึ้นทำเนียบเมืองแม่เหล็กดึงสตาร์ทอัพจากทั่วโลกสู่ไทย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยผลการจัดอันดับ ดัชนีระบบนิเวศสตาร์ทอัพโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026)​โดย StartupBlink ​แพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ทอัพระดับโลกจาก 120 ประเทศ และกว่า 1,500 เมือง โดยปีนี้ภาพรวมประเทศไทยสามารถขยับสู่อันดับที่ 49 ของโลก เข้าสู่อันดับ Top 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี อันดับ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/thailand-top-50-global-startup-ecosystem/">ไทยติด Top 50 &#8216;เมืองระบบนิเวศสตาร์ทอัพดีที่สุดในโลก&#8217; พร้อมขึ้น​ผู้นำ MedTech อาเซียน เพิ่ม​โอกาสใหม่ด้าน Wellness Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div dir="auto">
<p>NIA เผยข่าวดี ประเทศไทยติด Top 50 เมืองที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพดีที่สุดในโลกในรอบ 6 ปี พร้อมคว้าเบอร์ 1 ด้าน MedTech อาเซียน โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Ecosystem) ‘กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ &#8211; ภูเก็ต’ ขึ้นทำเนียบเมืองแม่เหล็กดึงสตาร์ทอัพจากทั่วโลกสู่ไทย</p>
</div>
<p><span id="more-41956"></span></p>
<p><strong>สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA</strong> <strong>กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)</strong> เผยผลการจัดอันดับ <strong>ดัชนีระบบนิเวศสตาร์ทอัพโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026)</strong>​โดย <strong>StartupBlink </strong>​แพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ทอัพระดับโลกจาก 120 ประเทศ และกว่า 1,500 เมือง</p>
<div dir="auto">
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41961 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Top10-Ecosystem.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>โดยปีนี้ภาพรวมประเทศไทยสามารถขยับสู่อันดับที่ 49 ของโลก เข้าสู่อันดับ Top 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี อันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างอัตราการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ทอัพสูงถึง​ 62.6% และยังติดอันดับเมืองที่เอื้อต่อสตาร์ทอัพกลุ่ม MedTech ดีที่สุดในอาเซียน</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>กรุงเทพมหานคร</strong> ยังขยับขึ้นสู่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของอาเซียน พร้อมคว้าอันดับ 1 เมืองโรโบติกส์อาเซียน (อันดับ 17 โลก) <strong>ด้านเชียงใหม่ &#8211; ภูเก็ต</strong> เติบโตสูงขึ้นกว่า 91.6% และ 85.9% ตามลำดับ</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีเ<strong>มืองใหม่ที่มีศักยภาพสูงเพิ่มอีก 4 แห่ง ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม</strong> ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนเมืองติดอันดับมากที่สุดอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41962 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Top-City-.jpeg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์</strong> รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า  นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจด้านนวัตกรรมของประเทศไทย หลังผลการจัดอันดับ <strong>Global Startup Ecosystem Index 2026</strong> โดย <strong>StartupBlink</strong>  สามารถขยับขึ้นสู่อันดับ 49 ของโลกและเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่เข้าสู่ Top 50 อันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย</p>
<p><em>&#8220;ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึง <strong>พัฒนาการของเมือง และระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่เติบโตจากการขับเคลื่อนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน มุ่งสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง</strong> รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและการสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่า <strong>สตาร์ทอัพไม่ใช่เพียงธุรกิจเกิดใหม่ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง New Growth Engine ให้กับประเทศ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจดิจิทัล การเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างงานทักษะสูง และการแข่งขันในเวทีโลก</strong> ซึ่งการที่ประเทศไทยสามารถก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลก และอันดับ 1 ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ (MedTech) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อันดับ 8 ของโลก) รวมถึงการที่กรุงเทพมหานครครองอันดับ 1 ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ในภูมิภาค ถือเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ผู้ประกอบการ และเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติมากขึ้น”</em></p>
<p>ปัจจุบันกระทรวง อว. และ NIA อยู่ระหว่างเร่งผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศผ่านโครงการสำคัญทั้งการส่งเสริม <strong>Area – based Innovation Ecosystem, Matching Fund &amp; University Holding Company, Makerspace ชุมชน, การขยายผล Startup Thailand League</strong> รวมถึงการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนา <strong>DeepTech Startup</strong> และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในสาขายุทธศาสตร์สำคัญ เช่น <strong>MedTech, AI, Robotics, Climate Tech และ FoodTech</strong> ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง การวิจัยและพัฒนาเชิงพาณิชย์ และการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคการลงทุน เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น <strong>&#8216;ชาตินวัตกรรม หรือ Innovation Nation&#8217;</strong> อย่างเต็มรูปแบบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41958 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PIC5-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ศ.ดร.ยศชนัน</strong> กล่าวต่อว่า จุดที่น่าสนใจจากการจัดอันดับคือการที่ไทยขยับสู่การเป็นผู้นำสตาร์ทอัพในด้าน MedTech สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพความพร้อมที่จะพัฒนาเพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Economy) ที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศมีความพร้อมในด้านองค์ความรู้ และความสามารถด้านนวัตกรรมที่จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะตอบโจทย์ความต้องการด้านการแพทย์ และสุขภาพในตลาดได้ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายปัจจัย เช่น เงินทุนสนับสนุน การเข้าถึงโอกาสทดสอบนวัตกรรมก่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงยังขาดการเชื่อมโยงเครือข่ายสนับสนุนการเติบโต รัฐบาลจึงพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักลงทุน เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสตามเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงด้วยวิจัยและนวัตกรรม</p>
<p>ด้าน <strong>ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวว่า ผลการจัดอันดับในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยในหลายมิติ โดย<strong>ประเทศไทยไม่เพียงก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี แต่ยังมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับ 4 ในกลุ่ม 50 อันดับแรกของโลกที่ 62.6%</strong> (อันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) สะท้อนถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย การขยายตัวของการลงทุนด้านเทคโนโลยี และความแข็งแกร่งของเครือข่ายสตาร์ทอัพในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ</p>
<p>รวมถึงการที่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับด้าน <strong>Startup Community Activity</strong> เป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตของกิจกรรมด้านนวัตกรรมและชุมชนผู้ประกอบการที่มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเริ่มเห็นการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจนทั้งด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานสนับสนุน ตลอดจนการขยายตัวของกิจกรรมด้านนวัตกรรมสู่ภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับสูงขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41960 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PIC4-er.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“กรุงเทพมหานคร ถือเป็นเมืองศูนย์กลางด้านสตาร์ทอัพของประเทศที่สามารถขยับขึ้น 5 อันดับสู่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมขึ้นเป็นเมืองอันดับ 1 ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ของภูมิภาค และอันดับ 17 ของโลก ขณะที่เมืองรองอย่างภูเก็ต และเชียงใหม่ก็มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของระบบนิเวศนวัตกรรมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเมืองรองในการดึงดูดผู้ประกอบการ นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลกเข้ามาสร้างธุรกิจและนวัตกรรมในประเทศไทยมากขึ้น&#8221;</em></p>
<p>สำหรับปัจจัยหลักที่ StartupBlink ใช้ในการประเมินจัดอันดับ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่</p>
<p><strong>1.  Quantity Score</strong> หรือปริมาณกิจกรรมของระบบนิเวศ เช่น จำนวนสตาร์ทอัพ นักลงทุน Accelerator Co-working Space และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศ</p>
<p><strong>2. Quality Score</strong> หรือคุณภาพและผลกระทบของระบบนิเวศ เช่น การเติบโตของสตาร์ทอัพระดับ Unicorn การลงทุน ความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยี และอิทธิพลของระบบนิเวศในระดับโลก</p>
<p><strong>3. Startup Business Environment Score</strong> ซึ่งประเมินความพร้อมของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ คุณภาพอินเทอร์เน็ต สภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ ความพร้อมด้านบุคลากร และบริการสนับสนุนอื่นๆ</p>
<p><em>“ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลก ที่เข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และสร้างธุรกิจ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งมีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพชีวิต และชุมชนผู้ประกอบการสร้างสรรค์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง NIA จะปั้น &#8216;<strong>ย่านนวัตกรรมอารีย์&#8217;</strong> ให้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางคอมมูนิตี้สตาร์ทอัพของไทยเพื่อเสริมความเข้มแข็งของระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยสู่สากล  สิ่งเหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ เงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติ  สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในอนาคต&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41964 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PIC1-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การเติบโตของประเทศไทยในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอันดับ แต่เป็นสัญญาณสำคัญว่าระบบนิเวศนวัตกรรมไทยกำลังก้าวสู่การเติบโตในระดับสากลเป็น<strong> Global Startup Hub</strong> อย่างชัดเจน โดย NIA จะยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย เชื่อมโยงประเทศสู่เครือข่ายนวัตกรรมโลก และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Startup Nation อย่างยั่งยืนต่อไป</p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/thailand-top-50-global-startup-ecosystem/">ไทยติด Top 50 &#8216;เมืองระบบนิเวศสตาร์ทอัพดีที่สุดในโลก&#8217; พร้อมขึ้น​ผู้นำ MedTech อาเซียน เพิ่ม​โอกาสใหม่ด้าน Wellness Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อว. ย้ำ​ Upskill AI คือ &#8216;วาระแห่งชาติ&#8217; หลังพบไทยขาดบุคลากร AI กว่า 80,000 คน True x Google เปิดตัว &#8216;AI for All Thais&#8217; เร่งอัพสกิลคนไทยเป็นเลิศด้าน AI  ตั้งเป้าเข้าถึง​​ 12 ล้านคน ในปี 2573</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/true-google-drive-ai-for-all-thais/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 May 2026 03:25:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[AI Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[AI First Citizen]]></category>
		<category><![CDATA[AI for All]]></category>
		<category><![CDATA[AI for All Thais]]></category>
		<category><![CDATA[AI for Future Workforce]]></category>
		<category><![CDATA[CP Center of Excellence]]></category>
		<category><![CDATA[CP-CoE]]></category>
		<category><![CDATA[Gemini Academy]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[TRUE]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ซิกเว่ เบรกเก้]]></category>
		<category><![CDATA[ทรู]]></category>
		<category><![CDATA[ทรู คอร์ปอเรชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ AI]]></category>
		<category><![CDATA[ศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเจริญโภคภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41600</guid>

					<description><![CDATA[<p>บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ Google ประกาศเปิดตัวโครงการ &#8216;AI for All Thais&#8217; ครั้งแรกในไทย ความร่วมมือระดับประเทศที่มุ่งยกระดับการเข้าถึงการเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างเท่าเทียม และเร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยสู่ความเป็นเลิศด้าน AI ให้พร้อมสู่อนาคตดิจิทัล มุ่งบูรณาการการเรียนรู้ AI มาตรฐานสากล เข้าสู่ระบบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทั้ง AI First Citizen การเรียนพื้นฐาน AI ภายใต้ Gemini Academy แบบออฟไลน์และออนไลน์ที่ทรู  พร้อมมอบดาต้าฟรี 10GB สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ใช้ทรู-ดีแทค รวมทั้งหลักสูตรพิเศษ AI for Future Workforce ระยะเวลา 45 ชั่วโมง ที่สามารถนับหน่วยกิตได้จริง ตลอดจนจัดการแข่งขันด้าน AI ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประเทศ โดยผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนโดยทรู ที่มุ่งเชื่อมเทคโนโลยี AI ด้วยหัวใจ ร่วมกับ Google ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/true-google-drive-ai-for-all-thais/">อว. ย้ำ​ Upskill AI คือ &#8216;วาระแห่งชาติ&#8217; หลังพบไทยขาดบุคลากร AI กว่า 80,000 คน True x Google เปิดตัว &#8216;AI for All Thais&#8217; เร่งอัพสกิลคนไทยเป็นเลิศด้าน AI  ตั้งเป้าเข้าถึง​​ 12 ล้านคน ในปี 2573</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ </strong><strong>Google </strong><strong>ประกาศเปิดตัวโครงการ &#8216;</strong><strong>AI for All Thais&#8217; </strong><strong>ครั้งแรกในไทย ความร่วมมือระดับประเทศที่มุ่งยกระดับการเข้าถึงการเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างเท่าเทียม และเร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยสู่ความเป็นเลิศด้าน</strong><strong> AI </strong><strong>ให้พร้อมสู่อนาคตดิจิทัล </strong></p>
<p><span id="more-41600"></span></p>
<p><strong>มุ่งบูรณาการการเรียนรู้ </strong><strong>AI </strong><strong>มาตรฐานสากล เข้าสู่ระบบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทั้ง</strong><strong> AI First Citizen </strong><strong>การเรียนพื้นฐาน</strong><strong> AI </strong><strong>ภายใต้ </strong><strong>Gemini Academy </strong><strong>แบบออฟไลน์และออนไลน์ที่ทรู  </strong><strong>พร้อมมอบดาต้าฟรี </strong><strong>10GB</strong><strong> สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ใช้ทรู-ดีแทค รวมทั้งหลักสูตรพิเศษ</strong><strong> AI for Future Workforce </strong><strong>ระยะเวลา </strong><strong>45 </strong><strong>ชั่วโมง ที่สามารถนับหน่วยกิตได้จริง</strong></p>
<p><strong>ตลอดจนจัดการแข่งขันด้าน </strong><strong>AI </strong><strong>ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประเทศ โดยผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนโดยทรู ที่มุ่งเชื่อมเทคโนโลยี</strong><strong> AI</strong><strong> ด้วยหัวใจ ร่วมกับ</strong><strong> Google</strong><strong> ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมถึงสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศด้าน </strong><strong>AI </strong><strong>ที่แข็งแกร่ง และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41602 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/104-10.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ยกระดับการศึกษาไทย สู่การเรียน </strong><strong>AI </strong><strong>ที่นับหน่วยกิตได้จริง</strong></p>
<p><strong>หัวใจสำคัญของโครงการ คือการเปิดตัวหลักสูตร AI for Future Workforce ที่สามารถนับหน่วยกิตได้จริง</strong> ซึ่งจะถูกบูรณาการเข้าในหลักสูตรการเรียนของมหาวิทยาลัย ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการเรียน AI จากการสร้างการรับรู้ สู่การลงมือปฏิบัติจริงในระบบการศึกษา</p>
<p>โครงการนี้จะดำเนินการร่วมกับ มหาวิทยาลัยชั้นนำ นำร่องกว่า 20 แห่งและขยายสู่ทั่วประเทศต่อไป เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะ AI ในเชิงปฏิบัติ ควบคู่กับการเรียนในหลักสูตร พร้อมทั้งสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยสามารถนำเนื้อหาการเรียนรู้ด้าน AI ที่ได้มาตรฐานสากลไปบูรณาการในหลักสูตรได้อย่างเป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง อว.</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41605 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/104-4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) </strong>กล่าวว่า​ ยุคที่เทคโนโลยีพลิกโฉมโลกอย่างฉับพลัน <strong>การพัฒนากำลังคนด้าน AI ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือ &#8216;วาระแห่งชาติ&#8217;</strong> ที่ต้องเร่งขับเคลื่อน ท่ามกลางความท้าทายที่ประเทศไทยยังคงขาดแคลนบุคลากรด้านนี้สูงถึง 80,000 คน และการประยุกต์ใช้ในองค์กรที่ยังอยู่ในวงจำกัด</p>
<p>กระทรวง อว. ​จึงมุ่งมั่น​เป็นฟันเฟืองหลักเพื่อพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส พร้อม​สนับสนุนและผลักดันโครงการนี้อย่างเต็มกำลัง เพื่อติดอาวุธทางทักษะดิจิทัลแห่งอนาคต ยกระดับระบบการเรียนรู้ และเตรียมความพร้อมให้คนไทยสามารถยืนหยัดแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่งและสง่างาม​</p>
<p><em>“ความร่วมมือระดับประเทศที่เกิดขึ้นวันนี้ คือบทพิสูจน์​พลังของการ Synergistic ระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม โดยกระทรวง อว. มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการนำ AI เข้าไปบูรณาการในหลักสูตรการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเส้นทางเรียนรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่การปูพื้นฐาน ไปจนถึงการเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูง เพื่อสร้างสรรค์บุคลากรที่มีศักยภาพและพร้อมปฏิบัติงานจริง การผนึกกำลังครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่มั่นคง เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวทะยานสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม AI อย่างยั่งยืนในระยะยาว”</em> <strong>ศ.ดร.ยศชนัน</strong> กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41604 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/104-5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น</strong> กล่าวว่า องค์กรจากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกต่างเห็นตรงกันว่า <strong>อุปสรรคสำคัญที่สุดของการนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือทักษะของผู้คน</strong> ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศักยภาพของ AI ยังไม่ถูกปลดล็อกได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ทรู คอร์ปอเรชั่น กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กร <strong>AI-First</strong> จึงตั้งใจขับเคลื่อน<strong> ‘AI for All’</strong> เพื่ออัปสกิลคนไทยด้วยทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต เตรียมกำลังคนให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานยุคใหม่ ทำให้ AI เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในหลักการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ <strong>โดยตั้งเป้าเสริมศักยภาพให้คนไทย 12 ล้านคนภายในปี 2573</strong></p>
<p><em>&#8220;โครงการจะ​เริ่มนำร่องจากพนักงานทรู โดย​ปีนี้เตรียมปูพื้นฐานให้พนักงานทุกคนมีความเข้าใจด้าน AI พร้อม​ต่อยอดขีดความสามารถพนักงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในงาน ไปจนถึงการพัฒนาโซลูชันและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหลักการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบเป็นหัวใจสำคัญในทุกๆ ระดับการเรียนรู้ ยิ่งไปกว่านั้น ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Google ทำให้เราขยายผลพัฒนาทักษะด้าน AI ให้ก้าวไกลกว่าคนในองค์กร เสริมศักยภาพคนไทยให้พร้อมก้าวเป็นกำลังคนแห่งอนาคต ในภูมิทัศน์ใหม่ที่กำลังถูกเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยี AI”</em></p>
<p>โครงการ <strong>&#8216;AI for All Thais&#8217;</strong> ของทรู ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนระบบนิเวศด้าน AI ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้ <strong>CP Center of Excellence (CP-CoE)</strong> ณ True Digital Park ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้าน Digital &amp; AI และ Data Infrastructure เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และกำลังคนด้าน AI อย่างครบวงจร โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และการศึกษา เพื่อร่วมกันเร่งสร้างขีดความสามารถด้าน AI ให้กับประเทศไทยในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41607 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/104-11.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ผสานพลังทุกภาคส่วน สร้างระบบนิเวศ </strong><strong>AI </strong><strong>ระดับประเทศ</strong></p>
<p>โครงการนี้สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้าน AI ในระดับประเทศ โดยทรู นำศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบนิเวศขององค์กร มาสนับสนุนการเรียนรู้ในวงกว้าง เชื่อมโยงนักศึกษา สถาบันการศึกษา และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าด้วยกัน</p>
<p>ขณะที่ Google สนับสนุนองค์ความรู้และหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักศึกษาใช้งาน Generative AI ได้อย่างปลอดภัย พร้อมยกระดับความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย Gemini และกระทรวง อว. ทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย พร้อมสนับสนุนการบูรณาการ AI เข้าสู่ระบบอุดมศึกษา ขณะที่มหาวิทยาลัยเป็นกำลังสำคัญในการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน และส่งเสริมนวัตกรรมจากการลงมือปฏิบัติจริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41603 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/104-7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ </strong><strong>Google </strong><strong>กล่าวว่า </strong>ในปี 2561 Google ได้ประกาศความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ภายใต้พันธกิจ ‘<strong>Leave No Thai Behind’</strong> และยึดเป็นแนวทางหลักในการดำเนินโครงการต่างๆ มาโดยตลอด เพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยทุกคนได้รับโอกาสในการเติบโตและก้าวหน้าในยุคดิจิทัล</p>
<p><em>&#8220;วันนี้พันธกิจที่สำคัญของเราได้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นผ่านความร่วมมือกับทรู การนำความเชี่ยวชาญด้าน AI ระดับโลกของ Google มาเสริมความรู้และทักษะให้กับนักศึกษาไทยจะช่วยลดช่องว่างด้านทักษะดิจิทัล พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมให้พวกเขาสามารถเติบโตในยุคของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI เรามุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้งาน Generative AI ได้อย่างปลอดภัย ควบคู่ไปกับการยกระดับความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Gemini Academy for Students และหลักสูตร AI Literacy &amp; Safety Modules”</em><strong> </strong></p>
<p><strong>ยกระดับการเรียนรู้ </strong><strong>AI </strong><strong>สู่การลงมือปฏิบัติจริงในระดับประเทศ</strong></p>
<p>ภายใต้โครงการ<strong> &#8216;AI for All Thais&#8217; </strong> ทรูและพันธมิตรได้ร่วมกันออกแบบการเรียนรู้ด้าน AI แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้จริงในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะ AI อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41606 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/104-6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>สำหรับการดำเนินโครงการ </strong><strong>AI for All Thais </strong><strong>แบ่งออกเป็น </strong><strong>2</strong><strong> ระยะสำคัญ ได้แก่</strong></p>
<p><strong>ระยะที่ </strong><strong>1</strong><strong>: </strong><strong>AI First Citizen </strong></p>
<p>มุ่งเน้นการสร้างพื้นฐานความรู้และการเข้าถึง AI ภายใต้ Gemini Academy ที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้ AI Safety &amp; Digital Literacy รวมถึงพื้นฐานการเขียนคำสั่ง Prompt Engineering ผ่านการเรียนรู้ทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมรับดาต้าฟรี 10GB เรียนออนไลน์สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ใช้งานทรูดีแทค เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Challenge จัดการแข่งขัน ประยุกต์ใช้ AI ในหัวข้อ “AI for Daily Life” และ “AI for Society” ให้นิสิตนักศึกษาได้ใช้งานจริง โดยผู้ชนะ 5 ท่านจะได้เปิดประสบการณ์ระดับสากลเข้าร่วมศึกษาดูงาน ณ Google ประเทศสิงคโปร์</p>
<p><strong>ระยะที่ </strong><strong>2</strong><strong>: หลักสูตรพิเศษ </strong><strong>AI for Future Workforce</strong></p>
<p>หลักสูตร AI ระยะเวลา 45 ชั่วโมงที่ทรู และ Google ร่วมกันออกแบบโดยเฉพาะ เพื่อความรอบรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับการทำงานในอนาคต โดยจะเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย และสามารถนับหน่วยกิตได้จริง อีกทั้งมีโครงการ Train-the-Trainer อาจารย์ ตลอดจนจัดการแข่งขันด้าน AI ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประเทศ โดยผู้ชนะ 4 ทีม รวม 16 ท่านจะได้รับโอกาสเข้าร่วมศึกษาดูงาน ณ Google ประเทศสิงคโปร์ เช่นเดียวกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41601 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Thailand-AI-future.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/true-google-drive-ai-for-all-thais/">อว. ย้ำ​ Upskill AI คือ &#8216;วาระแห่งชาติ&#8217; หลังพบไทยขาดบุคลากร AI กว่า 80,000 คน True x Google เปิดตัว &#8216;AI for All Thais&#8217; เร่งอัพสกิลคนไทยเป็นเลิศด้าน AI  ตั้งเป้าเข้าถึง​​ 12 ล้านคน ในปี 2573</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แค่  ‘Digital Literacy&#8217; ไม่พอ AIS ผนึก อว. และจุฬาฯ เติม &#8216;AI Literacy&#8217; เสริมองค์ความรู้ปัญญาประดิษฐ์ สร้างภูมิคุ้มกัน​คนไทย ทั้งรู้จัก ใช้เป็น และต่อยอดสร้างประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/aunjai-cyber-ai-literacy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 11:03:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[AI Literacy]]></category>
		<category><![CDATA[AIS]]></category>
		<category><![CDATA[AIS AI Universe]]></category>
		<category><![CDATA[Aunjai Cyber]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<category><![CDATA[สายชล ทรัพย์มากอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[อุ่นใจไซเบอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41282</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันทักษะความรู้เรื่อง &#8216;ปัญญาประดิษฐ์&#8217; หรือ AI ไม่ใช่ทักษะในอนาคต แต่ถือเป็นหนึ่งทักษะจำเป็นและพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี ประกอบกับความสามารถในการเข้าถึงที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งฟีเจอร์และความสามารถในการนำไปต่อยอดที่หลากหลาย ทำให้นอกจากจะเป็นประโยชน์อย่างมากแล้ว อีกด้านหนึ่ง AI จึงมาพร้อมความเสี่ยงด้วยเช่นกัน เป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง AIS ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนา​คอร์สเรียน &#8216;อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy&#8217; แพลตฟอร์มการเรียนรู้​รูปแบบดิจิทัล​เพื่อยกระดับความรู้และทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของคนไทย พัฒนาโดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากหลากหลายสาขา ครอบคลุมตั้งแต่ความหมายของ AI การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการใช้งานอย่างปลอดภัย สร้างสรรค์ และมีจริยธรรม โดย อว. รับรองมาตรฐานเนื้อหา รวมทั้งเตรียมต่อยอดหลักสูตรให้นิสิตนักศึกษาสามารถสะสมชั่วโมงการเรียนรู้จากคอร์สดังกล่าว เพื่อนำไปเทียบเป็นหน่วยกิตได้ในอนาคต ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ทำให้องค์ความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ใช่แค่ควรเรียนรู้ แต่ &#8216;ต้องรู้&#8217; ทั้งการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วม ทำงานร่วม และใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/aunjai-cyber-ai-literacy/">แค่  ‘Digital Literacy&#8217; ไม่พอ AIS ผนึก อว. และจุฬาฯ เติม &#8216;AI Literacy&#8217; เสริมองค์ความรู้ปัญญาประดิษฐ์ สร้างภูมิคุ้มกัน​คนไทย ทั้งรู้จัก ใช้เป็น และต่อยอดสร้างประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันทักษะความรู้เรื่อง <strong>&#8216;ปัญญาประดิษฐ์&#8217; </strong>หรือ <strong>AI</strong> ไม่ใช่ทักษะในอนาคต แต่ถือเป็นหนึ่งทักษะจำเป็นและพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี ประกอบกับความสามารถในการเข้าถึงที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งฟีเจอร์และความสามารถในการนำไปต่อยอดที่หลากหลาย ทำให้นอกจากจะเป็นประโยชน์อย่างมากแล้ว อีกด้านหนึ่ง AI จึงมาพร้อมความเสี่ยงด้วยเช่นกัน</p>
<p><span id="more-41282"></span></p>
<p>เป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง <strong>AIS</strong> ร่วมกับ <strong>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)</strong> และ<strong>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> พัฒนา​คอร์สเรียน<strong> &#8216;อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy&#8217;</strong> แพลตฟอร์มการเรียนรู้​รูปแบบดิจิทัล​เพื่อยกระดับความรู้และทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของคนไทย</p>
<p>พัฒนาโดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากหลากหลายสาขา ครอบคลุมตั้งแต่ความหมายของ AI การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการใช้งานอย่างปลอดภัย สร้างสรรค์ และมีจริยธรรม โดย อว. รับรองมาตรฐานเนื้อหา รวมทั้งเตรียมต่อยอดหลักสูตรให้นิสิตนักศึกษาสามารถสะสมชั่วโมงการเรียนรู้จากคอร์สดังกล่าว เพื่อนำไปเทียบเป็นหน่วยกิตได้ในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41289 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/S__44745167.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร </strong>อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ทำให้องค์ความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ใช่แค่ควรเรียนรู้ แต่ &#8216;ต้องรู้&#8217; ทั้งการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วม ทำงานร่วม และใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ รวมทั้งการนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างรู้เท่าทัน รวมทั้งมีความอุ่นใจในการใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้</p>
<p>ขณะที่บทบาทของสถาบันการศึกษาในปัจจุบัน ต้องให้ความสำคัญในการ ‘<strong>สร้างคน’</strong> ที่พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่อย่างมีคุณภาพ จุฬาฯ มุ่งพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ภายใต้แนวทาง ‘<strong>Responsible AI</strong>’ เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของนิสิต ผลิตบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และสามารถประยุกต์ใช้ AI ได้จริงในอนาคต</p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบัน AI กลายเป็นความรู้พื้นฐาน และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งช่วยพัฒนาศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประเทศ จึงจำเป็นที่ต้องมีการส่งเสริม พร้อมทั้งพัฒนาให้คนไทยมีองค์ความรู้ ​ความ​สามารถ และมีความพร้อมทางปัญญา​ในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างสร้างสรรค์ และปลอดภัย ซึ่งทางจุฬาฯ มีความเข้มแข็งด้านวิชาการ  และ​ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากหลากหลายศาสตร์มาร่วมสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อ​พัฒนาหลักสูตร การออกแบบเนื้อหา ​พร้อม​ถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้การเรียนรู้มีความรอบด้าน ​ตอบโจทย์การนำไปใช้งาน รวมทั้งสามารถเข้าถึงได้อย่างเปิดกว้าง เพื่อสามารถนำเอไอไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41285 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/S__44745161.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี</strong> รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ​กระทรวง อว. มุ่งพัฒนากำลังคนของประเทศผ่านระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับ<strong> AI Literacy</strong> ควบคู่กับทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (<strong>Critical Thinking)</strong> และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างพลเมืองดิจิทัล​ ที่มีคุณภาพ ผ่านความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตร <strong>&#8216;อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy&#8217;</strong> ระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเป็นการขยายโอกาสการเรียนรู้ไปยังนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนกว่า 1.8 ล้านคน ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต</p>
<p><em>&#8220;ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนเป้าหมายของ อว. ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยั่งยืน รวมทั้งสอดคล้องนโยบาย AI For All​ เพื่อส่งเสริมการนำองค์ความรู้ AI หรือพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ มากกว่าแค่การเรียนการสอน แต่สามารถนำมาต่อยอดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรมต่างๆ เพื่อนำมาช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศได้เพิ่มมากขึ้น เช่น การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมทั้งการเพิ่มความตระหนักรู้การ​นำเอไอไปใช้ ​ จนถึงข้อควรระวังต่างๆ เพื่อสามามารถใช้เอไอในชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41290 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/S__44745165.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสายชล ทรัพย์มากอุดม </strong>หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า ​AIS ในฐานะผู้นำด้านโครงข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ ไม่เพียงมุ่งยกระดับเครือข่ายสู่ Autonomous Network และการนำ AI มาเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเดินหน้าขับเคลื่อนระบบของปัญญาประดิษฐ์  (AIS AI Universe) อย่างรอบด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมบริการที่ตอบโจทย์การใช้งาน AI ของลูกค้า อาทิ AISpace ศูนย์รวมบริการ AI, การส่งเสริมการสร้างทักษะดิจิทัลให้คนไทยทุกกลุ่มผ่านแพลตฟอร์ม LearnDi for Thais ตลอดจนการเสริมศักยภาพบุคลากรภายในองค์กรผ่านหลักสูตรด้าน AI โดยมี AIS Academy เป็นแหล่งความรู้</p>
<p><em>&#8220;กว่า 8 ปี ที่ AIS ให้ความสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาและใช้งานทักษะทางดิจิทัลอย่างปลอดภัย ผ่านการพัฒนาหลักสูตรอุ้นใจไซเบอร์ และสามารถเข้าถึงคนไทยได้กว่า 1 ล้านคน ขณะที่ความรวดเร็วของการพัฒนา​​เทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยเฉพาะการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ <strong>ส่งผลให้มีการ​ยกระดับจาก Digital Literacy สู่ AI Literacy เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ และยกระดับความรู้ด้าน AI ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น</strong>  พร้อมทั้งหลักสูตร ‘<strong>อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy : My AI Buddy’</strong>  โดยมุ่งหวังว่าหลักสูตรนี้จะช่วยให้คนไทยใช้งาน AI ได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ สนุกกับการใช้ AI ในฐานะ ‘บัดดี้’ หรือเพื่อนคู่คิด สามารถอยู่ร่วมกับ AI ได้อย่างมั่นใจ มีความรับผิดชอบ และก้าวสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41286 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/S__44745159.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>​หลักสูตร ‘<strong>อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy</strong>’ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน AI และพลเมืองดิจิทัลในรูปแบบที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงได้สะดวก เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงความรู้ทาง AI ได้ฟรีและเปิดกว้าง โดยเบื้องต้นได้พัฒนาคอร์สเรียนรวม 10 หลักสูตร ครอบคลุมทั้งความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ AI ความเข้าใจพื้นฐาน ความเข้าใจในเครื่องมือ สถานการณ์ รวมทั้งบริบทในการนำ AI ไปใช้ พร้อมทั้งความสามารถในการเข้าถึงเครื่องมือ เพื่อให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่มีประสิทธิภาพ ไปจนถึงเรื่องกรอบจริยธรรมในการใช้งาน ทั้งสำหรับการใช้งานในระดับบุคคล ไปจนถึงการนำไปใช้งานภายในองค์กร</p>
<p>โดยวัตถุประสงค์สำคัญ ทั้งการมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ AI ​และ​สามารถนำไปเป็นผู้ช่วยการใช้งานจริงได้​ ตามแต่ละบริบทที่ต้องการ​อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อสามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรขึ้นมา ​ทั้งการสร้างความรู้ความเข้าใจ ใช้งานได้จริง รวมไปถึงการ​ต่อยอด​​สร้างประโยชน์ เพื่อให้เกิดคุณค่า​ทั้งต่อตัวเอง และประเทศชาติได้ต่อไป​​<b></b></p>
<p>ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้หลักสูตร <strong>&#8216;อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy&#8217;</strong> ได้ฟรี ทุกที่ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์ม Thai MOOC <a href="https://thaimooc.ac.th/instructor/ais/" target="_blank" rel="noopener">https://thaimooc.ac.th/instructor/ais/</a>, LearnDi for Thais บนเว็บไซต์ <a href="https://aunjaicyber.ais.th/pathway/162" target="_blank" rel="noopener">https://aunjaicyber.ais.th/pathway/162</a> และแอปพลิเคชัน อุ่นใจ CYBER ทั้งนี้ หลักสูตร<strong> &#8216;อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy&#8217;</strong> ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการเรียนรู้ในสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง เพื่อร่วมยกระดับทักษะด้าน AI และภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่เยาวชนไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41287 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/S__44745158.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/aunjai-cyber-ai-literacy/">แค่  ‘Digital Literacy&#8217; ไม่พอ AIS ผนึก อว. และจุฬาฯ เติม &#8216;AI Literacy&#8217; เสริมองค์ความรู้ปัญญาประดิษฐ์ สร้างภูมิคุ้มกัน​คนไทย ทั้งรู้จัก ใช้เป็น และต่อยอดสร้างประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GC จับมือ​ อว. ต่อยอด &#8216;จากครัว&#8230;สู่เครื่อง&#8217; เพิ่มจุดรับ UCO ในมหาวิทยาลัย เสริมแกร่งระบบนิเวศ SAF หนุนไทยสู่ &#8216;ฮับการบินคาร์บอนต่ำ&#8217; ของอาเซียน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/gc-expand-uco-drop-points-in-university/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Nov 2025 12:07:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ASEAN Low-Carbon Aviation Hub]]></category>
		<category><![CDATA[Biochemicals]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastics]]></category>
		<category><![CDATA[Biorefinery]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[GC]]></category>
		<category><![CDATA[GC Chemistry for Better Living]]></category>
		<category><![CDATA[GC StandOut]]></category>
		<category><![CDATA[High Value & Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[PTTGC]]></category>
		<category><![CDATA[SAF]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Aviation Fuel]]></category>
		<category><![CDATA[UCO]]></category>
		<category><![CDATA[Used Cooking Oil]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[จากครัวสู่เครื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจมูลค่าสูง - คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันอากาศยานยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติกชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[เคมีภัณฑ์ชีวภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38130</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในฐานะผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล และยังเป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เชิงพาณิชย์รายแรกของไทย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จึงถือเป็นหนึ่งห่วงโซ่​สำคัญภายใน​​ SAF Supply Chian ที่​มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน​​ระบบนิเวศการบินคาร์บอนต่ำ​​ เพื่อสร้างความพร้อมและยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน​ได้พร้อมกันในทุกภาคส่วน และร่วม​สนับสนุน​​ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ‘ศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของอาเซียน’ (ASEAN Low-Carbon Aviation Hub) โดยเฉพาะกระบวนการ​การผลิต SAF ที่ขับเคลื่อนตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของ GC ด้วยการเปลี่ยนขยะเหลือใช้ในครัวเรือนอย่าง ‘น้ำมันพืชใช้แล้ว’ (Used Cooking Oil: UCO) ให้กลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับผลิต SAF ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง​ สำหรับรองรับความต้องการใช้งานของสายการบินต่างๆ ​ที่ไม่เพียงช่วยเติมเต็ม​การสร้างระบบนิเวศการบินคาร์บอนต่ำภายในประเทศเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันยังช่วยกระจายรายได้เพิ่มไปสู่ภาคชุมชนได้อีกทางหนึ่ง พร้อมทั้งได้นำร่องพัฒนา​​โมเดลความสำเร็จนี้แล้ว​​ใน จ.ระยอง ​​ช่วงเดือนสิงหาคม &#8211; ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา จากความร่วมมือของ GC [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/gc-expand-uco-drop-points-in-university/">GC จับมือ​ อว. ต่อยอด &#8216;จากครัว&#8230;สู่เครื่อง&#8217; เพิ่มจุดรับ UCO ในมหาวิทยาลัย เสริมแกร่งระบบนิเวศ SAF หนุนไทยสู่ &#8216;ฮับการบินคาร์บอนต่ำ&#8217; ของอาเซียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในฐานะผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล และยังเป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เชิงพาณิชย์รายแรกของไทย <strong>บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ <strong>GC</strong> จึงถือเป็นหนึ่งห่วงโซ่​สำคัญภายใน​​ <strong>SAF Supply Chian</strong> ที่​มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน​​ระบบนิเวศการบินคาร์บอนต่ำ​​ เพื่อสร้างความพร้อมและยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน​ได้พร้อมกันในทุกภาคส่วน และร่วม​สนับสนุน​​ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น <strong>‘</strong><strong>ศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของอาเซียน</strong><strong>’ </strong>(ASEAN Low-Carbon Aviation Hub)</p>
<p><span id="more-38130"></span></p>
<p>โดยเฉพาะกระบวนการ​การผลิต SAF ที่ขับเคลื่อนตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของ GC ด้วยการเปลี่ยนขยะเหลือใช้ในครัวเรือนอย่าง <strong>‘น้ำมันพืชใช้แล้ว</strong><strong>’ </strong>(Used Cooking Oil: UCO) ให้กลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับผลิต SAF ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง​ สำหรับรองรับความต้องการใช้งานของสายการบินต่างๆ ​ที่ไม่เพียงช่วยเติมเต็ม​การสร้างระบบนิเวศการบินคาร์บอนต่ำภายในประเทศเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันยังช่วยกระจายรายได้เพิ่มไปสู่ภาคชุมชนได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p>พร้อมทั้งได้นำร่องพัฒนา​​โมเดลความสำเร็จนี้แล้ว​​ใน จ.ระยอง ​​ช่วงเดือนสิงหาคม &#8211; ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา จากความร่วมมือของ GC และภาคี​เครือข่ายศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล​ รวมทั้งพันธมิตรกว่า 22 แห่ง ของระยองและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งสามารถรวบรวม UCO ได้ 7.09 ตัน เพื่อนำไปผลิต​น้ำมัน SAF ปริมาณ​ 1.75 ตัน และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนกว่า 215,000 บาท รวมทั้ง​ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 5,654.98 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38134 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Photo-จากครัวสู่เครื่อง-14-Nov-25_05.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8216;จากครัว&#8230;สู่เครื่อง&#8217; ​ต่อยอดเครือข่ายคาร์บอนต่ำคนรุ่นใหม่</strong></p>
<p>ล่าสุด GC เดินหน้าขยายแนวร่วมการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในเครือข่ายกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผ่านโครงการ <strong>‘</strong><strong>จากครัว&#8230;สู่เครื่อง</strong><strong>’</strong> โดยป​ระกาศความร่วมมือกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อขยายจุดรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO) ภายในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มจำนวน​จุดรับคืน UCO ให้ครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น จากปัจจุบันมีจุดรับคืนรวม 56 แห่งทั่วประเทศ โดยเบื้องต้นได้นำร่องร่วมกับ 20 มหาวิทยาลัย พร้อมตั้งเป้าขยายเครือข่ายครอบคลุมมหาวิทยาลัยได้ทั่วทั้งประเทศ</p>
<p>ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ​GC และ กระทรวง อว. จะร่วมกันส่งเสริมการจัดตั้งจุดรวบรวม UCO ภายในมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวิธีจัดการน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อขยายพลังแห่งความยั่งยืนจากภาคอุตสาหกรรมสู่สถาบันการศึกษา และสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่​ Net Zero 2050 พร้อมทั้งการเป็นศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของอาเซียนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้</p>
<figure id="attachment_38135" aria-describedby="caption-attachment-38135" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-38135 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Photo-จากครัวสู่เครื่อง-14-Nov-25_04.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-38135" class="wp-caption-text">ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)</figcaption></figure>
<p><strong>ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล </strong>ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า กระทรวงมีนโยบายขับเคลื่อน <strong>‘</strong><strong>มหาวิทยาลัยสีเขียว</strong><strong>’</strong> (Green University) เพื่อให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งทั่วประเทศมีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันประเทศไทยบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ขณะที่ความร่วมมือกับ​ GC ครั้งนี้ เป็นหนึ่งในการสร้างต้นแบบด้านการจัดการของเสีย (Waste Management) ภายในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อร่วมสร้างความตระหนักรู้เรื่องความยั่งยืน ​พร้อมทั้งช่วยขยายผลการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำไปสู่สังคมวงกว้าง ซึ่งในอนาคตมีแผนจะ​ขยายเครือข่าย​จำนวนมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมเพื่อ​เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมต่อไป​</p>
<p><strong>คุณณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC เปิดเผยว่า GC เชื่อมั่นในพลังของคนรุ่นใหม่และสถาบันการศึกษา โดยเชื่อว่าการผนึกกำลังผ่านโครงการครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำมาซึ่งการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) ระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม ​ซึ่งไม่ใช่เพียงการ​สร้างให้เกิดความตระหนักรู้เรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งความยั่งยืน​ในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ซึ่งจะเติบโตกลายเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป​</p>
<figure id="attachment_38136" aria-describedby="caption-attachment-38136" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-38136 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Photo-จากครัวสู่เครื่อง-14-Nov-25_03.jpg" alt="" width="1200" height="801" /><figcaption id="caption-attachment-38136" class="wp-caption-text">คุณณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)</figcaption></figure>
<p><strong>ตอกย้ำกลยุทธ์ High Value &amp; Low Carbon</strong></p>
<p>​​ความร่วมมือในโครงการ <strong>&#8216;จากครัว&#8230;สู่เครื่อง&#8217;</strong> ของ GC ครั้งนี้ ยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อมุ่งสู่การเป็น<strong> ธุรกิจมูลค่าสูง &#8211; คาร์บอนต่ำ (High Value &amp; Low Carbon Business) </strong>เนื่องจาก UCO ที่สามารถรวบรวมได้จากโครงการจะถูกส่งมอบเพื่อนำไปผลิต SAF ที่ <strong>โรงกลั่นชีวภาพ Biorefinery​</strong> ​ซึ่งถือเป็นโรงงานแห่งแรกของไทย ที่สามารถผลิต SAF เชิงพาณิชย์ได้ จากการใช้โรงงานแห่งเดิมที่มีอยู่ ภายใต้การพัฒนาองค์ความรู้และ​เทคโนโลยีที่แตกต่างของ GC</p>
<p>​ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งการช่วยสร้างความมั่นใจภายใน Ecosystem ตั้งแต่ต้นทางในการเตรียมความพร้อมของวัตถุดิบอย่าง UCO ไปจนถึงปลายทางอย่างสายการบินต่างๆ ในการนำ SAF ที่ผลิตได้ไปใช้ และได้รับการยอมรับ​ตามมาตรฐานการบินในระดับสากล</p>
<p>โรงกลั่นชีวภาพ Biorefinery​ แห่งนี้ ยังเป็นโรงงานเพียงแห่งเดียวที่สามารถรองรับการผลิตได้ทั้งพลังงานสะอาดอย่าง SAF และภายในโรงงานเดียวกันรวมทั้งจากกระบวนการผลิตเดียวกันนี้ ยังรองรับการผลิต <strong>เคมีภัณฑ์ชีวภาพ (Biochemicals)</strong> และ <strong>พลาสติกชีวภาพ (</strong><strong>Bioplastics)</strong> ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ​จึงช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ในการขยายตลาดใหม่ไปสู่กลุ่มวัสดุแห่งอนาคตที่มีโอกาสเติบโตสูง ภายใต้ต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ และยังสอดคล้องกับทิศทางความยั่งยืนของตลาดโลกที่มองหาวัสดุคุณภาพสูงที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38137 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Photo-จากครัวสู่เครื่อง-14-Nov-25_06.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>จะเห็นได้ว่า ทุกการขับเคลื่อนและการผสานความร่วมมือของ GC และพันธมิตรต่างๆ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการสร้างความแตกต่างอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะความร่วมมือกับภาคการศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งองค์ความรู้สำคัญ ทำให้เพิ่มโอกาสในการ​ต่อยอดความร่วมมือในมิติอื่นๆ เพิ่มเติมได้มากขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น การศึกษาวิจัยด้านกระบวนการผลิตต่างๆ ​ร่วมกัน ไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ปลายทางให้มีศักยภาพและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันได้มากขึ้น ​ทั้งใน​อุตสาหกรรมการบินยั่งยืน ​รวมทั้งวัสดุชีวภาพแห่งอนาคตซึ่งล้วนแต่เป็นการสร้างโอกาสและการขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยในอนาคตได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/gc-expand-uco-drop-points-in-university/">GC จับมือ​ อว. ต่อยอด &#8216;จากครัว&#8230;สู่เครื่อง&#8217; เพิ่มจุดรับ UCO ในมหาวิทยาลัย เสริมแกร่งระบบนิเวศ SAF หนุนไทยสู่ &#8216;ฮับการบินคาร์บอนต่ำ&#8217; ของอาเซียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อว.สั่ง บพท. สานพลังบรรเทาภัยสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาและน้ำท่วม ระดมชุดความรู้ตั้งศูนย์พักพิง-ครัวกลางบรรเทาทุกข์ชาวบ้านเร่งด่วน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/07/mhesi-alleviate-suffering-border/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 27 Jul 2025 05:49:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ชายแดนไทย-กัมพูชา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34998</guid>

					<description><![CDATA[<p>รมว.กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กำชับ บพท.หลอมรวมพลังเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ ในสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)โดยเร่งด่วน ระดมธารน้ำใจทั้งในรูปเงินบริจาค สิ่งของจำเป็น และอาหารปรุงสำเร็จ ช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และผู้ประสบภัยจากอุทกภัย จังหวัดน่าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ได้นำเอาข้อสั่งการของ คุณสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.อว.ในการขับเคลื่อนกลไก อว.ส่วนหน้าเพื่อประชาชน ไปดำเนินให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเท่าทันสถานการณ์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่กำลังประสบภัยจากการสู้รบ และภัยจากอุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความรวดเร็วโดยระดมการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งทำโครงการวิจัยร่วมกับ บพท.เพื่อรวบรวมส่งมอบไปบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ประสบภัยทั้งภัยจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และภัยจากอุทกภัยที่จังหวัดน่าน &#8220;การระดมความสนับสนุนจะดำเนินการทั้งในรูปเงินบริจาคเข้าบัญชีมหาวิทยาลัย หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องในพื้นที่โดยตรง หรือในรูปสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และใช้ชุดความรู้จากงานวิจัยซึ่งเป็นองค์ความรู้จากงานวิจัยในการบริหารจัดการภัยพิบัติ อย่างเป็นระบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ประสบภัย&#8221; ผู้อำนวยการ บพท.กล่าวด้วยว่าชุดความรู้จากงานวิจัย บ่งชี้ว่าการบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ประสบภัย นอกเหนือจากการจัดหาสิ่งของจำเป็นต่อการยังชีพแก่ผู้ประสบภัยแล้ว ยังควรต้องมีการตั้งครัวกลาง ในศูนย์พักพิงชั่วคราว บริเวณมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อ จัดทำอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทานให้แก่ประชาชน ตลอดอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะนำพาความช่วยเหลือไปส่งมอบแก่ประชาชนผู้ประสบภัย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/mhesi-alleviate-suffering-border/">อว.สั่ง บพท. สานพลังบรรเทาภัยสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาและน้ำท่วม ระดมชุดความรู้ตั้งศูนย์พักพิง-ครัวกลางบรรเทาทุกข์ชาวบ้านเร่งด่วน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รมว.กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กำชับ บพท.หลอมรวมพลังเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ ในสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)โดยเร่งด่วน ระดมธารน้ำใจทั้งในรูปเงินบริจาค สิ่งของจำเป็น และอาหารปรุงสำเร็จ ช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และผู้ประสบภัยจากอุทกภัย จังหวัดน่าน</p>
<p><span id="more-34998"></span><br />
<strong>ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา</strong> ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ได้นำเอาข้อสั่งการของ <strong>คุณสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล</strong> รมว.อว.ในการขับเคลื่อนกลไก อว.ส่วนหน้าเพื่อประชาชน ไปดำเนินให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเท่าทันสถานการณ์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่กำลังประสบภัยจากการสู้รบ และภัยจากอุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความรวดเร็วโดยระดมการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งทำโครงการวิจัยร่วมกับ บพท.เพื่อรวบรวมส่งมอบไปบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ประสบภัยทั้งภัยจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และภัยจากอุทกภัยที่จังหวัดน่าน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34999 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/อว-2.jpg" alt="" width="1200" height="720" /></p>
<p><em>&#8220;การระดมความสนับสนุนจะดำเนินการทั้งในรูปเงินบริจาคเข้าบัญชีมหาวิทยาลัย หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องในพื้นที่โดยตรง หรือในรูปสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และใช้ชุดความรู้จากงานวิจัยซึ่งเป็นองค์ความรู้จากงานวิจัยในการบริหารจัดการภัยพิบัติ อย่างเป็นระบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ประสบภัย&#8221;</em></p>
<p>ผู้อำนวยการ บพท.กล่าวด้วยว่าชุดความรู้จากงานวิจัย บ่งชี้ว่าการบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ประสบภัย นอกเหนือจากการจัดหาสิ่งของจำเป็นต่อการยังชีพแก่ผู้ประสบภัยแล้ว ยังควรต้องมีการตั้งครัวกลาง ในศูนย์พักพิงชั่วคราว บริเวณมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อ จัดทำอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทานให้แก่ประชาชน ตลอดอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะนำพาความช่วยเหลือไปส่งมอบแก่ประชาชนผู้ประสบภัย โดยครัวกลางดังกล่าวจะอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหารวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาน่าน</p>
<p><em>&#8220;การดำเนินการดังกล่าวได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก รมว. อว.ตลอดจนผู้บริหาร อว. อีกทั้ง รมว.อว. มีการติดตามผลการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ชาวบ้านอย่างใกล้ชิด&#8221;</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/mhesi-alleviate-suffering-border/">อว.สั่ง บพท. สานพลังบรรเทาภัยสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาและน้ำท่วม ระดมชุดความรู้ตั้งศูนย์พักพิง-ครัวกลางบรรเทาทุกข์ชาวบ้านเร่งด่วน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กระทรวง อว. โดย บพท. กอดคอ 7 หน่วยงาน เปิดมิติใหม่สลายความรุนแรงชายแดนใต้ด้วยพลังความรู้สร้างอาชีพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/07/mou-solve-unrest-problems-in-southern/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jul 2024 07:05:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[MOU]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[นันทพงศ์ สุวรรณรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาภาคใต้]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.อัตชัย  เอื้ออนันตสันต์]]></category>
		<category><![CDATA[พาตีเมาะ สะดีมายู]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคใต้]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภมาส อิศรภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งเสริมอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างงาน สร้างอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27257</guid>

					<description><![CDATA[<p>“กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยการมอบหมายนโยบายจาก น.ส. ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีกระทรวง อว. ให้ หน่วย บพท. ร่วมกับ 7 หน่วยงาน คือ ศอ.บต. จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ประสานพลังความรู้ พลังภาคี แก้ปัญหาความยากจน เปิดมิติใหม่ ใช้ความรู้ สร้างงาน สร้างอาชีพ สู้เอาชนะความรุนแรง จังหวัดชายแดนใต้ ตามแนวทางสันติวิธี” นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นางพาตีเมาะ สะดีมายู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ผศ.ดร.อัตชัย  เอื้ออนันตสันต์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผศ.ดร.ศิริชัย  นามบุรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ผศ.ดร.ปรีชา สะแลแม อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดยะลา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/mou-solve-unrest-problems-in-southern/">กระทรวง อว. โดย บพท. กอดคอ 7 หน่วยงาน เปิดมิติใหม่สลายความรุนแรงชายแดนใต้ด้วยพลังความรู้สร้างอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยการมอบหมายนโยบายจาก น.ส. ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีกระทรวง อว. ให้ หน่วย บพท. ร่วมกับ 7 หน่วยงาน คือ ศอ.บต. จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (</strong><strong>MOU) </strong><strong>ประสานพลังความรู้ พลังภาคี แก้ปัญหาความยากจน เปิดมิติใหม่ ใช้ความรู้ สร้างงาน สร้างอาชีพ สู้เอาชนะความรุนแรง จังหวัดชายแดนใต้ ตามแนวทางสันติวิธี”</strong></p>
<p><span id="more-27257"></span></p>
<p><strong>นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์</strong> รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) <strong>นางพาตีเมาะ สะดีมายู</strong> ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี <strong>ผศ.ดร.อัตชัย  เอื้ออนันตสันต์</strong> รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี <strong>ผศ.ดร.ศิริชัย  นามบุรี</strong> อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา<strong> ผศ.ดร.ปรีชา สะแลแม</strong> อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และ ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้ประกอบพิธีลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “การขับเคลื่อนข้อมูลเพื่อการตัดสินใจพัฒนาพื้นที่วิจัยเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขจัดความยากจน และยกระดับฐานะทางสังคมในจังหวัดชายแดนใต้” ณ โรงแรมซีเอสปัตตานี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567 โดยมีแพทย์หญิงเพชรดาว  โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงาน สกสว. สอวช. ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนาม</p>
<p>สาระสำคัญในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ซึ่งมีการลงนามกันดังกล่าว มีเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ 4 ประการ ดังนี้</p>
<ul>
<li>เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาระบบและโครงสร้างการแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และนำมาพัฒนาเป็นระบบสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ</li>
<li>เพื่อขับเคลื่อนข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่เบ็ดเสร็จ แม่นยำในการพัฒนาพื้นที่วิจัยเชิงยุทธศาสตร์ และขจัดความยากจน และยกระดับฐานะทางสังคม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้</li>
<li>เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการวิจัยและนวัตกรรมขจัดความยากจน และยกระดับฐานะทางสังคมในพื้นที่วิจัยเชิงยุทธศาสตร์</li>
<li>เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ สถาบันวิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคนจนเป้าหมาย ให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และหาแนวทางในการปรับปรุงเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการดำรงชีพให้เอื้อต่อการสร้างหรือเพิ่มรายได้ เพื่อให้คนจนเป้าหมายสามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27261 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/004.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โอกาสนี้ ผศ.ดร.อรุณีวรรณ  บัวเนี่ยว รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เปิดเผยว่า นอกเหนือจากการลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การขับเคลื่อนข้อมูลเพื่อการตัดสินใจพัฒนาพื้นที่วิจัยเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขจัดความยากจน และยกระดับฐานะทางสังคมในจังหวัดชายแดนใต้ ของ 8 หน่วยงานแล้ว ยังมีการสัมมนาพหุภาคีในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อระดมความคิดเห็น และแสวงหาแนวทางในการเสริมพลังการแก้ปัญหาความยากจน ด้วยงานวิจัย นวัตกรรม ตลอดจนเทคโนโลยีพร้อมใช้</p>
<p>“ในงานนี้มีการนำโมเดลแก้จน และนวัตกรรม รวมทั้งเทคโนโลยีพร้อมใช้ ที่ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมาแล้ว รวม 8 ด้าน จากคณะนักวิจัย 6 มหาวิทยาลัยคือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยฟาฏอนี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มาจัดแสดง ประกอบด้วย     1).โมเดลแก้จนด้านสังคมและคุณภาพชีวิต  2).นวัตกรรมพลังงานและเทคโนโลยีชีวมวล 3).เทคโนโลยี การเกษตรและการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรประเภทผัก ผลไม้  4).นวัตกรรมการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ  5).เทคโนโลยีปศุสัตว์และอาหารสัตว์ 6).เทคโนโลยีดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ 7).เทคโนโลยีอาหาร สมุนไพร และการแปรรูป และ 8).เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารทะเล”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27258 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/003.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.กิตติ</strong> ผู้อำนวยการหน่วย บพท.กล่าวว่า “กิจกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้รับการความสนใจและตอบรับจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ กลุ่มธุรกิจชุมชน และกลุ่มครัวเรือนยากจนกว่า 500 คน เข้าร่วมงาน ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ของการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ที่เรื้อรังยาวนานมากว่า 20 ปี ด้วยแนวทางสันติวิธี จากการสร้างรายได้-เสริมความมั่นคงด้านอาชีพ ด้วย 104 นวัตกรรมและเทคโนโลยีพร้อมใช้บนฐานงานวิจัย เพื่อยกระดับศักยภาพและขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยการสนับสนุนจากระบบกองทุน อววน. ภายใต้ความร่วมมือกันของภาคีทุกภาคส่วนในพื้นที่”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/mou-solve-unrest-problems-in-southern/">กระทรวง อว. โดย บพท. กอดคอ 7 หน่วยงาน เปิดมิติใหม่สลายความรุนแรงชายแดนใต้ด้วยพลังความรู้สร้างอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วช. เตรียมจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567” ยิ่งใหญ่! รวมพลังวิจัย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/07/thailand-research-expo-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Jul 2024 02:34:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Research Expo 2024]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุมสัมมนา]]></category>
		<category><![CDATA[มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566]]></category>
		<category><![CDATA[วช.]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27167</guid>

					<description><![CDATA[<p>วช. เตรียมจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567” ยิ่งใหญ่! รวมพลังวิจัย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน เชิญชวนนิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และผู้สนใจ ชมความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมงานวิจัย  ลงทะเบียนจองที่นั่งล่วงหน้าได้แล้ว! สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ เตรียมจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567” (Thailand Research Expo 2024) ระหว่างวันที่ 26-30 สิงหาคม 2567 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “สานพลังวิจัย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน” ปีนี้ วช. มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย การปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม” โดย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังมีการประชุมสัมมนากว่า 150 หัวข้อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/thailand-research-expo-2024/">วช. เตรียมจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567” ยิ่งใหญ่! รวมพลังวิจัย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วช. เตรียมจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567” ยิ่งใหญ่! </strong><strong>รวมพลังวิจัย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน </strong><strong>เชิญชวนนิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และผู้สนใจ ชมความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมงานวิจัย  </strong><strong>ลงทะเบียนจองที่นั่งล่วงหน้าได้แล้ว!</strong></p>
<p><span id="more-27167"></span></p>
<p><strong>สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม</strong> ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ เตรียมจัดงาน <strong>“มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567” (</strong><strong>Thailand Research Expo </strong><strong>2024) ระหว่างวันที่ 26-30 สิงหาคม 2567 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “สานพลังวิจัย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน” </strong></p>
<p>ปีนี้ วช. มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย การปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ <strong>“ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม” โดย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม </strong>นอกจากนี้ ยังมีการประชุมสัมมนากว่า 150 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญหลากหลาย อาทิ Soft Power : พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ , CEO Forum : Act Now Towards a Sustainable Future , ภูมิใจคนไทยถวายงานในหลวง , Future Talent Empowerment : สร้างคนให้ตรงใจ ตอบโจทย์วิจัยของประเทศ , เปิดตัวนักวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2567 , Haze Free ยกระดับเกษตรไร้ควัน , การยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทยด้วยงานวิจัย , การสร้างธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชันแบบไทยในบริบทสากล: ทำไมเราล้าหลัง และประชาชนจะช่วยอะไรได้? , ถอดบทเรียนหลักสูตรและกิจกรรมบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย : 14 ปี ในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กปฐมวัยและประถมศึกษาอย่างไรให้ก้าวสู่นักวิจัยตัวน้อยแบบพลเมืองโลก , ยกระดับงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน , นวัตกรรมเพื่อการป้องกันอาชญากรรม (Innovation for Crime Prevention) , การสร้างเครือข่ายและกลไกการยกระดับการส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุในสังคมไทย , การพัฒนาศักยภาพการสื่อสาร การตลาดออนไลน์ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม จังหวัดสุรินทร์ ฯลฯ รวมถึงการนำเสนอบทความผลงานวิจัย และการประชุมให้ความรู้ในช่วง Twilight Program</p>
<p>ส่วนภาคนิทรรศการ ประกอบด้วย นิทรรศการการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี รวมถึงนิทรรศการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และการนำเสนอนิทรรศการผลงานวิจัยจากหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัย ซึ่งมีการนำเสนอนิทรรศการผลงาน วิจัย และนวัตกรรม ทั้งในมิติเชิงนโยบาย สังคม-ชุมชน และพาณิชย์ &#8211; อุตสาหกรรม กว่า 1,000 ผลงาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27169 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/ZZ2.jpg" alt="" width="1000" height="667" /></p>
<p>สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน <strong>“มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567”</strong> (Thailand Research Expo 2024) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 สิงหาคม 2567 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ สามารถลงทะเบียนได้ที่ <a href="https://researchexporegistration.com" target="_blank" rel="noopener">https://researchexporegistration.com</a></p>
<p>ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2567 ดูรายละเอียดได้ที่ <a href="https://researchexpo.nrct.go.th/" target="_blank" rel="noopener">https://researchexpo.nrct.go.th/</a> หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ถนนพหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0-2579-1370-9 ต่อ 515, 517, 518 ทั้งนี้ การเข้าร่วมกิจกรรมการสัมมนาในหัวข้อต่าง ๆ ทางผู้จัดขอสงวนสิทธิ์สำหรับผู้ลงทะเบียนผ่านระบบล่วงหน้าเท่านั้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/thailand-research-expo-2024/">วช. เตรียมจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567” ยิ่งใหญ่! รวมพลังวิจัย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
