<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9F/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 23 Feb 2026 13:28:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.10</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 13:28:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung Coffee]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สายพันธุ์กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40181</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มทุกวัน กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ​จากผลกระทบของ​อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแปรปรวนของสภาพอากาศ กระทบต่อ &#8216;พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ&#8217; ให้มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตเมล็ดกาแฟ  ​ทำให้กาแฟทั้งแพงขึ้น และปลูกได้ยากมากขึ้น รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของผลผลิตที่ทำได้ยากมากขึ้นเช่นเดียวกัน  ข้อมู​ลสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิตกาแฟ​ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40%  ในปี 2024 จากแรงกดดันด้านผลผลิตและสภาพอากาศ ขณะที่ในปี 2025 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟราว 15,651 ตัน สวนทางกับความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงถึงกว่า 95,500 ตัน หรือสามารถผลิตไดัเพียง 25% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มทุกวัน กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ​จากผลกระทบของ​อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแปรปรวนของสภาพอากาศ กระทบต่อ <strong>&#8216;พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ&#8217;</strong> ให้มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-40181"></span></p>
<p><em><strong>การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตเมล็ดกาแฟ  ​ทำให้กาแฟทั้งแพงขึ้น และปลูกได้ยากมากขึ้น รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของผลผลิตที่ทำได้ยากมากขึ้นเช่นเดียวกัน </strong></em></p>
<p>ข้อมู​ลสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิตกาแฟ​ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40%  ในปี 2024 จากแรงกดดันด้านผลผลิตและสภาพอากาศ ขณะที่ในปี 2025 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง</p>
<p>ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟราว 15,651 ตัน สวนทางกับความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงถึงกว่า 95,500 ตัน หรือสามารถผลิตไดัเพียง 25% ของปริมาณความต้องการเท่านั้น ทำให้ต้องนำเข้ากาแฟในปริมาณมากกว่า 80,000 ตัน  ซึ่งมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 10% รวมไปถึงระดับราคานำเข้าที่ขยับขึ้นถึง 30% สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ ต้นทุนในธุรกิจกาแฟที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมองเห็น &#8216;ความเสี่ยง&#8217; ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนได้อีกด้วย</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40183 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/9-re.jpg" alt="" width="1200" height="795" /></p>
<p>นำมาสู่การปรับตัวของ<strong> &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217;</strong> โดย <strong>โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ</strong> ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนากาแฟมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ภายใต้ <strong>&#8216;โครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ&#8217;</strong> โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความได้เปรียบให้เกษตรกรในพื้นที่ และลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ เนื่องจากดอยตุงปลูกกาแฟในระดับความสูงประมาณ 700–1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งไม่สูงมากเมื่อเทียบกับแหล่งปลูกอื่น จึงจำเป็นต้องค้นหาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ดอยตุง และรับความเสี่ยงด้านการทดลองแทนเกษตรกร เนื่องจากการทำวิจัยเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง</p>
<p>เมื่อสภาพภูมิอากาศเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ (climate) ​กลายเป็นโจทย์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาในการวิจัย ทำให้การคัดเลือกสายพันธุ์ต้องเข้มข้นยิ่งขึ้น โดย สายพันธุ์ที่คัดเลือกมา ต้องปลูกได้ดีที่ดอยตุง ปรับตัวได้ดีที่ดอยตุง และปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้นด้วย เพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนที่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ของอุตสาหกรรมกาแฟโลก</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40184 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/1-kmai.jpg" alt="" width="1200" height="753" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ดอยตุงมองเรื่องกาแฟที่ปลูกการวิจัย และการหาสายพันธุ์ในมุมของความยั่งยืนของเกษตรกรเป็นหลัก ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ศึกษาเรื่องการปลูกกาแฟมานานแล้ว โดยทดลองจากพื้นที่จริง ทดสอบในทุกระดับความสูง และทำงานร่วมกับหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ เพื่อดูว่าสายพันธุ์ใดเหมาะกับสภาพดิน อากาศ และบริบทของแต่ละหมู่บ้านจริง ๆ ไม่ใช่เพียงการทดลองในแปลงสาธิตเท่านั้น</p>
<p><em>“คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ได้เตรียมตัวว่า ถ้าวันหนึ่งโลกร้อนขึ้นกาแฟที่เรามีอยู่ในไทยอาจจะต้านทานสภาพอากาศไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ทีมพัฒนากาแฟภายใต้ส่วนงานโครงการพิเศษของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ศึกษาวิจัย เราเตรียมทดลองสายพันธุ์กาแฟในระดับความสูงที่แตกต่างกัน หากในวันหนึ่ง ผลผลิตของชาวบ้านไปต่อไม่ได้ ดอยตุงก็จะมีระบบสำรองเมล็ดพันธุ์ ที่จะสร้างความยั่งยืนให้พวกเขาต่อได้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ การพัฒนากาแฟรวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานก็เพื่อสร้างความยั่งยืนแท้จริงให้กับ คน ชุมชน และป่า”</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40186 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2-1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ด้าน<strong> คุณสิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์</strong> ผู้จัดการส่วนโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผู้ดูแลโครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ กล่าวว่า การรับมือของดอยตุงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องทำให้ระบบปลูก &#8216;ทนขึ้น&#8217; และ &#8216;ยืดหยุ่นขึ้น&#8217; ตั้งแต่ดินจนถึงต้นกาแฟ โดยเดินหน้าเรื่องการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ผ่านทั้งวนเกษตรและเกษตรเชิงฟื้นฟู เพิ่มความหลากหลายของพืชในแปลง วางแผนจัดการพื้นที่ให้เหมาะกับสภาพอากาศที่ผันผวน ปรับปรุงดินและการจัดการน้ำให้แปลงสามารถกักเก็บความชื้นได้ดีขึ้น รวมถึงใช้จุลินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเสริมความแข็งแรงของระบบราก</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><em>&#8220;เมื่ออากาศแปรปรวนหนักขึ้น โรคและแมลงมากขึ้น ปริมาณน้ำขาดแคลน และปริมาณน้ำฝนไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น กาแฟจึงไม่ใช่พืชที่จะปลูกเหมือนเดิมได้อีกต่อไป รวมทั้ง​เรื่องของคุณภาพก็ไม่สามารถ​คุมได้ง่ายเหมือนเดิมเช่นกัน ​นำมาสู่การพัฒนา <strong>&#8216;สายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศ’</strong> ให้เร็วขึ้น เพื่อสร้างสายพันธุ์ที่แข็งแรงมากขึ้น ​เอาตัวรอดได้ดี และยังให้รสชาติที่ดี เพื่อรักษาความต้องการในตลาด โดยเฉพาะการ​รักษารสชาติแบบอาราบิก้า แต่แข็งแรงขึ้นแบบโรบัสต้า พร้อมใช้ระบบวนเกษตรปลูกไม้ร่มเงา เพื่อลดอุณหภูมิในทรงพุ่มกาแฟลงประมาณ 2–5 องศา เพื่อลดความเสี่ยงจากแดดเผาและความเครียดของต้นกาแฟ ​รวมไปถึงการ​การจัดการโรคและแมลงอย่างเป็นระบบ เพราะในโลกที่ร้อนขึ้น ศัตรูพืชไม่รอให้เราพร้อมอีกต่อไป&#8221; </em></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40187 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/12-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ท่ามกลางราคากาแฟโลกที่ผันผวน และอุปทานที่ตึงตัวจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ ความท้าทายของอุตสาหกรรมกาแฟไทยจึงเชื่อมโยงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งระบบ สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้ประกอบการต้นน้ำ หากกำลังส่งแรงสะเทือนมาถึงผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะในประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงอย่างไทย เมื่อผลผลิตโลกหดตัวจากวิกฤตภูมิอากาศ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมสะท้อนผ่านราคากาแฟที่ผู้บริโภคเข้าถึงทุกวัน และอาจกลายเป็นความเสี่ยงถาวรของตลาดในระยะยาว หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุณค่าที่มากกว่าเมล็ดกาแฟ : พัฒนาคน พัฒนาพื้นที่ ยกระดับห่วงโซ่กาแฟคุณภาพ สู่การอนุรักษ์ป่าลุ่มน้ำแม่กวงอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/specialty-coffee-supply-chain-value/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Oct 2025 09:21:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Learning and Innovation Platform]]></category>
		<category><![CDATA[LIP]]></category>
		<category><![CDATA[การอนุรักษ์ป่า]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟอราบิก้า]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกร]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิปัญญาท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ภูเมธ ภูมิธันเมธ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[สุริยนต์ สูงคำ]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37412</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลุ่มน้ำแม่กวง แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงผู้คนในพื้นที่มายาวนาน มีอาณาเขตครอบคลุมตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ตำบลเทพเสด็จ ตำบลป่าเมี่ยง ตำบลเชิงดอย ตำบลลวงเหนือ ตำบลสง่าบ้าน อำเภอดอยสะเก็ด และตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งยังเป็นแหล่งปลูกกาแฟอราบิก้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ในช่วงที่ผ่านมาพื้นที่แห่งนี้ต้องเผชิญปัญหาปริมาณและคุณภาพผลผลิตกาแฟที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างปรากฏการณ์เอนโซ่ (เอลนีโญและลานีญา) และข้อจำกัดด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีของเกษตรกรในการพัฒนากาแฟให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด คุณ​สุริยนต์ สูงคำ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และ​คณะวิจัยโครงการนวัตกรรมการพัฒนาและยกระดับมูลค่ากาแฟพืชเศรษฐกิจหลักของชุมชนเกษตรกรรมเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวง จังหวัดเชียงใหม่-เชียงราย โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จึงนำเทคโนโลยีพร้อมใช้และองค์ความรู้ที่เหมาะสม ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดให้กับคนในชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตกาแฟอย่างเป็นระบบ ยกระดับห่วงโซ่กาแฟคุณภาพ ไปพร้อมกับการอนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการ Learning and Innovation Platform (LIP) สร้างความตระหนักด้วยวิทยาศาสตร์อย่างง่าย บ้านห้วยน้ำกืน ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในพื้นที่ป่าต้นน้ำสำคัญของลุ่มน้ำแม่กวง มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นนานกว่า 45 ปี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทำให้วิธีการดั้งเดิมที่เคยใช้ได้ผลไม่เพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อีกต่อไป โดยเฉพาะการทำเกษตรที่พึ่งพาประสบการณ์และการลองผิดลองถูก (Trial &#38; Error) อาทิ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/specialty-coffee-supply-chain-value/">คุณค่าที่มากกว่าเมล็ดกาแฟ : พัฒนาคน พัฒนาพื้นที่ ยกระดับห่วงโซ่กาแฟคุณภาพ สู่การอนุรักษ์ป่าลุ่มน้ำแม่กวงอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลุ่มน้ำแม่กวง แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงผู้คนในพื้นที่มายาวนาน มีอาณาเขตครอบคลุมตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ตำบลเทพเสด็จ ตำบลป่าเมี่ยง ตำบลเชิงดอย ตำบลลวงเหนือ ตำบลสง่าบ้าน อำเภอดอยสะเก็ด และตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งยังเป็นแหล่งปลูกกาแฟอราบิก้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย</p>
<p><span id="more-37412"></span></p>
<p>แต่ในช่วงที่ผ่านมาพื้นที่แห่งนี้ต้องเผชิญปัญหาปริมาณและคุณภาพผลผลิตกาแฟที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างปรากฏการณ์เอนโซ่ (เอลนีโญและลานีญา) และข้อจำกัดด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีของเกษตรกรในการพัฒนากาแฟให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด</p>
<p><strong>คุณ​สุริยนต์ สูงคำ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา</strong><strong> และ​</strong><strong>คณะวิจัยโครงการ</strong><strong>นวัตกรรมการพัฒนาและยกระดับมูลค่ากาแฟพืชเศรษฐกิจหลักของชุมชนเกษตรกรรมเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวง จังหวัดเชียงใหม่-เชียงราย</strong> <strong>โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) </strong><strong>จึงนำเทคโนโลยีพร้อมใช้และองค์ความรู้ที่เหมาะสม ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดให้กับคนในชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตกาแฟอย่างเป็นระบบ ยกระดับห่วงโซ่กาแฟคุณภาพ ไปพร้อมกับการอนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืน ผ่าน</strong><strong>กระบวนการ </strong><strong>Learning and Innovation Platform (LIP)</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37414 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/LIP_Learning-Innovation-Process.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>สร้างความตระหนักด้วยวิทยาศาสตร์อย่างง่าย</strong></p>
<p>บ้านห้วยน้ำกืน ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในพื้นที่ป่าต้นน้ำสำคัญของลุ่มน้ำแม่กวง มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นนานกว่า 45 ปี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทำให้วิธีการดั้งเดิมที่เคยใช้ได้ผลไม่เพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อีกต่อไป</p>
<p>โดยเฉพาะการทำเกษตรที่พึ่งพาประสบการณ์และการลองผิดลองถูก (Trial &amp; Error) อาทิ การใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จ (15-15-15) ตามความเคยชิน หรือตามคำแนะนำของเพื่อนบ้าน โดยขาดความเข้าใจที่แท้จริงว่า ดินและพืชในแปลงของตนต้องการธาตุอาหารชนิดใดในปริมาณเท่าไหร่ ทำให้เกิดต้นทุนที่ไม่จำเป็นและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญในการรักษาและยกระดับคุณภาพผลผลิตกาแฟ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37416 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/การวิเคราะห์ดิน-หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการผลิตกาแฟคุณภาพ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การดำเนินงานในพื้นที่ของคณะวิจัยจึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนทางวิชาการ แต่เป็นการประสานความร่วมมือกับชุมชนในฐานะภาคีเครือข่าย โดยมุ่งเน้นการเสริมศักยภาพของเกษตรกรผ่านกระบวนการ <strong>​วิทยาศาสตร์อย่างง่าย </strong>และ <strong>เทคโนโลยีพร้อมใช้​</strong> แทนการนำเสนอเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและเข้าถึงยาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ซึ่งหลักการสำคัญของการทำงานร่วมกับชุมชน คือ <strong>การสร้างความเข้าใจผ่านกระบวนการเรียนรู้บนฐานชุดข้อมูล (</strong><strong>Data-Driven Learning)</strong> ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถทำความเข้าใจเหตุและผลการทำเกษตรอย่างมีหลักการ เพื่อให้สามารถปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีการต่างๆ คือ</p>
<p><strong>1. ใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือ</strong> วิเคราะห์รวบรวมข้อมูลและนำเสนอผลเป็นรายแปลง อาทิ การวิเคราะห์ค่าดินในรูปแบบชุดสีที่เข้าใจง่าย (สีแดง: ระดับอันตราย) เพื่อให้ชาวบ้านที่ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมได้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และเกิดความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีที่คณะวิจัยนำเข้าไป</p>
<p><strong>2. เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (</strong><strong>Learning By Doing)</strong> โดยให้เกษตรกรเรียนรู้และลงมือปฏิบัติพร้อมกับคณะวิจัยในแปลงทดลอง เป็นการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) เพื่อให้เกษตรกรสามารถวิเคราะห์ ติดตามผล ที่นำไปสู่การ <strong>&#8216;รับ-ปรับ-ใช้&#8217;</strong> องค์ความรู้ อีกทั้งยังทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของในกระบวนการเรียนรู้และภูมิใจในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน</p>
<p><strong>3. </strong><strong>ทบทวนและประเมินผลหลังปฏิบัติงาน (</strong><strong>After Action Review: AAR)</strong> ร่วมกับชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์การผลิตกาแฟในแปลงของตนเอง พร้อมปรับแนวทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงอย่างทันท่วงที</p>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตร์จารย์วิสูตร อาสนวิจิตร หัวหน้าโครงการย่อยที่ </strong><strong>1</strong> อธิบายเพิ่มเติมว่า ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ <strong>สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยยะสำคัญ</strong> ให้ชุมชนได้รับรู้ว่า การยึดมั่นในแนวทางปฏิบัติเดิมย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์เดิมหรือถดถอยลง แต่เป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่าการพัฒนาคุณภาพผลผลิตกาแฟ คือ <strong>การอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวง</strong> ที่เปรียบเสมือนบ้านของชาวบ้านและคณะวิจัยให้คงความอุดมสมบูรณ์ต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37424 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ผศ.วิสูตร-อาสนวิจิตร-แลกเปลี่ยนกับนวัตกรในโครงการ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong> </strong><strong>ปั้นคน ปั้นความรู้ สร้างนวัตกรชุมชน </strong></p>
<p>นอกจากการปรับทัศนคติของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟให้เห็นความสำคัญของการเรียนรู้บนฐานชุดข้อมูล (Data-Driven Learning) แล้ว หัวใจของความสำเร็จที่ยั่งยืนอีกอย่างหนึ่ง คือ การสร้าง &#8216;<strong>นวัตกรชุมชน&#8217; </strong>ให้เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดและขยายผลเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง ที่ไม่ได้มองเกษตรกรเป็นเพียงผู้รับการถ่ายทอด แต่มองเป็น &#8216;<strong>หุ้นส่วน&#8217; </strong><strong>​</strong>สำคัญในการสร้างนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้องค์ความรู้ฝังรากลึกในชุมชนแม้โครงการวิจัยจะสิ้นสุดลง</p>
<p>สำหรับกระบวนการคัดเลือกและพัฒนานวัตกร เริ่มต้นจากการลงพื้นที่เพื่อประเมินศักยภาพและความพร้อมของเกษตรกรแต่ละราย โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ อาทิ ประสบการณ์ในการทำกาแฟ ความสามารถในการชิมและประเมินรสชาติกาแฟของตนเอง และระดับความพร้อมในการรับ-ปรับ-ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้สามารถจำแนกเกษตรกรออกเป็นนวัตกรในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงระดับสูงได้</p>
<p><strong>คุณภูเมธ ภูมิธันเมธ คือ ตัวอย่างที่ชัดเจนของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านห้วยน้ำกืน ที่ยกระดับตนเองขึ้นเป็นนวัตกรระดับสี่ที่สามารถ &#8216;รับ</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ปรับ</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ใช้</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ขยายผล&#8217; องค์ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ</strong> <strong>อีกทั้งยังเป็น &#8216;นายสถานี&#8217; ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกาแฟให้กับเกษตรกรรายอื่นได้</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37415 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ภูเมธ-ภูมิธันเมธ-คนยืนซ้ายสุด-กับทีมนวัตกร-และ-ผศ.วิสูตร-คนยืนตรงกลาง.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>อาทิ การเลือกสายพันธุ์กาแฟที่ตลาดต้องการ การเตรียมแปลงปลูก ไปจนถึงการให้คำแนะนำเชิงลึกในการจัดการโรคและแมลง และด้วยทักษะการชิมและประเมินรสชาติกาแฟ (Cupping Test) ที่ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็น<strong>ผู้ชิมและประเมินคุณภาพกาแฟ (</strong><strong>Q-Grader)</strong> จึงสามารถให้ข้อเสนอแนะในเรื่องจุดเด่นและข้อบกพร่องของกาแฟที่ชิมได้อย่างแม่นยำ โดยสามารถวิเคราะห์ย้อนกลับไปได้ถึงกระบวนการดูแลแปลงและการแปรรูป แต่สำคัญที่สุด คือ พื้นที่ปลูกกาแฟของนายภูเมธได้กลายเป็น <strong>ศูนย์เรียนรู้ที่มีชีวิต</strong> หรือพื้นที่ต้นแบบที่มีการติดตั้งเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการผลิตกาแฟคุณภาพไว้อย่างครบวงจร เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานการผลิตกาแฟคุณภาพของพื้นที่ได้</p>
<p><em>“การเข้าร่วมโครงการได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ทั้งในมิติส่วนตัวและบทบาทต่อชุมชน การมีข้อมูล Big Data และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์จากโครงการวิจัยเข้ามาสนับสนุน ทำให้สามารถอธิบายเรื่องราวและกระบวนการผลิตกาแฟเชิงวิทยาศาสตร์ได้อย่างเป็นระบบและน่าเชื่อถือ นำไปสู่คุณภาพผลผลิตที่ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน โดย <strong>คุณค่าที่แท้จริง</strong> ที่ได้รับจากโครงการนี้ คือการได้เผยแพร่และส่งต่อความรู้ให้กับคนในชุมชนเพื่อให้เติบโตไปด้วยกัน ซึ่งถือเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ความสำเร็จในการสร้างนวัตกรชุมชนเช่นนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม  และที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศป่าต้นน้ำ”  </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37418 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Cupping-Coffee-การให้คะแนนกาแฟจากผู้เชี่ยวชาญ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ติดตั้ง</strong><strong>เทคโนโลยี พลิกคุณค่าเมล็ดกาแฟ สู่มูลค่าที่เพิ่มขึ้น</strong></p>
<p>คณะวิจัยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถกาแฟท้องถิ่นเพื่อทำตลาดในกลุ่มกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ด้วยการนำเทคโนโลยีที่เรียบง่ายเข้าไปหนุนเสริมฐานทุนความรู้เดิมของชุมชน ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต พร้อมทั้งแก้ไข Pain Point ได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที โดยอาศัยกระบวนการ Learning and Innovation Platform (LIP) ที่เน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกรผ่านการทำแปลงสาธิตและการติดตามผลทั้ง 8 ด้าน ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37423 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/สุริยงค์-สูงคำ-หัวหน้าโครงการวิจัย.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>1. กระบวนการจัดการดินและน้ำเฉพาะที่ (Specific Area) โดยการตรวจวิเคราะห์ดิน และจัดทำแปลงสาธิตปรับปรุงความเป็นกรดดิน ช่วยลดต้นทุนจากการใส่ปุ๋ยที่ไม่จำเป็น และทำให้ต้นกาแฟแข็งแรงทนทานต่อโรค ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น</p>
<p>2. การอนุรักษ์ดินและน้ำในแปลงกาแฟ</p>
<p>3. กระบวนการเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟผลสุกเต็มที่ จัดทำอุปกรณ์เทียบสีความสุกเมล็ดกาแฟให้กับเกษตรและแรงงานนอกพื้นที่ที่เข้ามารับจ้างเก็บผลผลิต</p>
<p>4. กระบวนการแปรรูปกาแฟพิเศษและการทดสอบรสชาติกาแฟ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37421 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ตำแหน่งเครื่องมือวัดติดตามสภาพอากาศในแปลงของเกษตกร-แสดงผ่านมือถือ.jpg" alt="" width="525" height="700" /></p>
<p>5. เทคโนโลยีการติดตามสภาพอากาศต่อการผลิตกาแฟ เพื่อแจ้งเตือนเกษตรกรในการเตรียมป้องกันการระบาดของโรคและแมลงสำคัญของกาแฟได้อย่างถูกต้องและทันต่อสถานการณ์</p>
<p>6. เทคโนโลยีการติดตามสภาพอากาศโรงตากกาแฟ ที่มีการตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นในพื้นที่ปลูกและโรงตากกาแฟ ซึ่งประกอบด้วย ระบบเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้น 4 จุด ระบบแจ้งเตือนด้วยเสียงและไฟเมื่อเกิดสภาวะไม่เหมาะสม เพื่อแก้ปัญหาเชื้อราที่เกิดจากการตากที่ไม่ได้มาตรฐาน ช่วยรักษาคุณภาพและสีสันของสารกาแฟ (Green Bean) ให้สวยงามสม่ำเสมอ</p>
<p>7. ระบบบัญชีอย่างง่าย ที่ทำให้เกษตรกรได้เห็นต้นทุนการผลิตที่แท้จริงของตนเอง เพื่อให้ตระหนักถึงต้นทุนและผลตอบแทนที่แท้จริง</p>
<p>8. กระบวนการนำเสนออัตลักษณ์กาแฟคุณภาพ โดยการพัฒนาแบรนด์และบรรจุภัณฑ์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37419 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ควบคุมความชื้นโรงตากกาแฟ-หนึ่งในขั้นตอนสำคัญ.jpg" alt="" width="525" height="700" /></p>
<p>การนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ ส่งผลให้เกิดมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของกาแฟตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตอย่างชัดเจน <strong>จากเดิมที่ขายเชอร์รี่กาแฟได้เพียง</strong><strong> 25 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อแปรรูปเป็นสารกาแฟ (Green Bean</strong><strong>s</strong><strong>) ที่มีคุณภาพจะสามารถขายได้ในราคา 500 บาทต่อกิโลกรัม และมูลค่าจะยิ่งทวีคูณขึ้นเมื่อนำไปทำกาแฟคั่วและสร้างแบรนด์ของตนเอง โดยสามารถทำราคาได้ถึง 2,000 บาทต่อกิโลกรัม </strong>นอกจากนี้ <strong>การสร้างกลไกเชื่อมโยงตลาด </strong><strong>Specialty Coffee </strong>ที่เกิดการ Matching กับกลุ่มสหายกาแฟซึ่งเป็นนักชิมและเจ้าของร้านกาแฟในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมการประเมินรสชาติ (Cupping Test) ทำให้ผู้ซื้อได้ชิมผลผลิตกาแฟจากพื้นที่วิจัยโดยตรง จากเดิมที่ขายได้เพียงหลักร้อยก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 10 เท่า</p>
<p>ยิ่งไปกว่านี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟพิเศษบ้านห้วยน้ำกืนยังได้สร้างกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่จูงใจให้เกษตรกรเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็น</p>
<p><strong>&#8211; </strong><strong>การกำหนดมาตรฐานคุณภาพเชอร์รี่กาแฟ </strong>สำหรับเกษตรกรบางรายที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่กระบวนการแปรรูป โดยมีการประเมินคุณภาพเชอร์รี่กาแฟระดับความสุก 100%  รับซื้อผลเชอร์รี่ที่ได้ตามมาตรฐานกลุ่มในราคาสูงกว่าตลาด จากเดิม 25 บาทต่อกิโลกรัม อาจเพิ่มเป็น 30 บาทต่อกิโลกรัม</p>
<p><strong>&#8211; การรับซื้อกาแฟกะลามาตรฐานที่ผ่านกระบวนการ </strong><strong>Natural Process </strong>ในราคาสูงถึง 300 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาตลาดทั่วไปอยู่ที่ 180 บาทต่อกิโลกรัม โดยการให้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาดนี้เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรรายอื่นหันมาใส่ใจคุณภาพ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ <strong>คุณภาพนำราคา </strong> เพื่อยกระดับมาตรฐานผลผลิตกาแฟในชุมชน</p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37420 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Re-การคัดเมล็ดกาแฟ-ข้อบกพร่อง-Defect-.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></strong></p>
<p><strong>คุณค่าที่มากกว่าเมล็ดกาแฟ </strong></p>
<p>มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์กาแฟ เป็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จากความร่วมมือของภาคีเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำแม่กวง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย ชุมชน เกษตรอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพระสงฆ์ เพราะ<strong>พื้นที่ปลูกกาแฟแห่งนี้คือ ป่าต้นน้ำที่สำคัญของชุมชน จึงเกิดเป็นแนวคิด &#8216;กาแฟรักษ์ป่า&#8217;</strong> โดยคุณภูเมธ อธิบายว่า แนวคิดนี้เกิดจากวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่พึ่งพาอาศัยทรัพยากรป่ามายาวนาน การปลูกกาแฟอราบิก้าใต้ร่มเงาไม้ใหญ่จึงเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรต้องอนุรักษ์ไม้ใหญ่และสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เพื่อดึงดูดสิ่งมีชีวิตต่างๆ เข้ามาอาศัย ขณะเดียวกันการดูแลไร่กาแฟและการทำฝายชะลอน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร ยังช่วยสร้างความชุ่มชื้นและป้องกันไฟป่า ซึ่งเป็นการปกป้องผืนป่าต้นน้ำโดยรอบอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับการให้ผลผลิตกาแฟที่มีคุณภาพ</p>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิสูตร</strong> กล่าวเสริมว่า การมีภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็งทำให้พื้นที่ปลูกกาแฟแห่งนี้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งนำไปสู่การขยายผล (Scale Up) ทั้งการสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชน ทั้งตัวนวัตกรและพื้นที่รับรู้ว่าการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพคือ กลไกที่สำคัญที่สุดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะเดียวกัน หลายหน่วยงานในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการก็ให้ความสนใจเข้ามาศึกษาเทคโนโลยีและกระบวนการทำงาน ร่วมมือกับยุวชนอาสาในการปลูกกาแฟขั้นบันได</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37428 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/นวัตกรสามารถถ่ายทอดความรู้การทำกาแฟคุณภาพได้.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายที่มีนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟอย่างชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และผลักดันให้ไร่กาแฟของคุณภูเมธเป็นแหล่งนำร่องด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อีกทั้งยังทำให้สหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนาจำกัด รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอื่น ๆ ที่รับผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่สามารถขยายการจำหน่ายต่อไปได้</p>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิสูตร</strong> เน้นย้ำว่า สิ่งที่ย้อนกลับมาสู่คณะวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา คือ การบรรลุพันธกิจของการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน ที่สามารถเชื่อมโยงชุมชนเข้าสู่ภาคการศึกษา ด้วยการลบภาพงานวิจัยที่ว่าเป็นเรื่องจับต้องไม่ได้ กลายเป็นงานวิจัยที่นำมาใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ได้จริง <em>ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่คุณภาพกาแฟ แต่เป็นคุณค่าของเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง นวัตกรรมเทคโนโลยีที่ใช้ไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตชุมชน แต่เป็นการเสริมและอุดรอยรั่ว และคงไว้ซึ่งเสน่ห์และความสวยงามของภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้กาแฟมีคุณค่ามากกว่าคุณภาพ จากเรื่องราวการอนุรักษ์ธรรมชาติและความสวยงามเชิงพื้นที่ที่ผู้บริโภคสามารถสืบหาต้นตอของแหล่งผลิตกาแฟได้</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37422 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์จากกาแฟใหม่ๆ.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><em>“ความผูกพันของภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำแม่กวงเป็นรากฐานสำคัญของการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ แม้ว่าโครงการวิจัยจะสิ้นสุดลง แต่การขับเคลื่อนในพื้นที่ยังคงมีอยู่ตลอดไป ผ่านสายสัมพันธ์ของผู้คนภายใต้เป้าหมายและองค์ความรู้ที่หยั่งรากลึกลงในชุมชน ซึ่งความท้าทายต่อไป คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถขยายองค์ความรู้และผลลัพธ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นนี้ไปสู่เกษตรกรในวงกว้างให้ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างผลกระทบในระดับที่ใหญ่กว่าเดิมให้กับอุตสาหกรรมกาแฟไทย”</em> นายสุริยนต์ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/specialty-coffee-supply-chain-value/">คุณค่าที่มากกว่าเมล็ดกาแฟ : พัฒนาคน พัฒนาพื้นที่ ยกระดับห่วงโซ่กาแฟคุณภาพ สู่การอนุรักษ์ป่าลุ่มน้ำแม่กวงอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดตัว &#8216;สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ วัน แบงค็อก&#8217; แฟลกชิพสโตร์ สาขา 4 และร้านกาแฟสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/starbucks-reserve-one-bkk-flagship-and-greener-store/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Oct 2024 13:22:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Coffee]]></category>
		<category><![CDATA[Community Store]]></category>
		<category><![CDATA[Condiment Bar]]></category>
		<category><![CDATA[For Here Cup]]></category>
		<category><![CDATA[Greener Store]]></category>
		<category><![CDATA[LITTLE CHOICES. BIG CHANGES.]]></category>
		<category><![CDATA[One Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[Personal Cup]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks Greener Store]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Third Place]]></category>
		<category><![CDATA[จุฑาทิพย์ เก่งมานะ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาศักดิ์ กุลรัตนรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านสตาร์บัคส์สีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรมกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์บั๊คส์]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์บัคส์ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ วัน แบงค็อก]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เนตรนภา ศรีสมัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29906</guid>

					<description><![CDATA[<p>สตาร์บัคส์ ประเทศไทย เปิดตัว &#8216;สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ วัน แบงค็อก&#8217; แฟลกชิพสโตร์แห่งที่ 4 ในประเทศไทย รวมทั้งยังเป็นร้านกาแฟสีเขียว หรือ  Greener Store ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ด้วยพื้นที่ 860 ตารางเมตร ออกแบบเป็น 2 ชั้น  230 ที่นั่ง พร้อม​​มอบประสบการณ์ที่แตกต่างผ่านวัฒนธรรมกาแฟจากภาคเหนือของไทยและศิลปะท้องถิ่น สะท้อนความเชื่อมโยงแก่นแท้ของกาแฟ และชุมชน รวมทั้งความยั่งยืนเข้าด้วยกัน โดยสาขานี้ได้​ออกแบบตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการออกแบบ Greener Store ของสตาร์บัคส์อย่างเคร่งครัด ท้ัง​การอนุรักษ์น้ำ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ​ การลดขยะ และการใช้วัสดุอย่างรับผิดชอบ รวมทั้งยังเป็นสาขาแรกที่มีการติดตั้ง Condiment Bar เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการแยกขยะของลูกค้า พร้อมติดตั้งจุดสำหรับทิ้งเครื่องดื่มที่เหลือ ทิ้งเศษขยะต่างๆ รวมทั้งมีจุดล้างแก้วก่อนทิ้ง เพื่อ​สามารถนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น คุณเนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2567 สตาร์บัคส์ ประเทศไทย สามารถสร้าง Milestone [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/starbucks-reserve-one-bkk-flagship-and-greener-store/">เปิดตัว &#8216;สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ วัน แบงค็อก&#8217; แฟลกชิพสโตร์ สาขา 4 และร้านกาแฟสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สตาร์บัคส์ ประเทศไทย เปิดตัว<strong> &#8216;สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ วัน แบงค็อก&#8217;</strong> แฟลกชิพสโตร์แห่งที่ 4 ในประเทศไทย รวมทั้งยังเป็นร้านกาแฟสีเขียว หรือ <strong> Greener Store</strong> ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ด้วยพื้นที่ 860 ตารางเมตร ออกแบบเป็น 2 ชั้น  230 ที่นั่ง พร้อม​​มอบประสบการณ์ที่แตกต่างผ่านวัฒนธรรมกาแฟจากภาคเหนือของไทยและศิลปะท้องถิ่น สะท้อนความเชื่อมโยงแก่นแท้ของกาแฟ และชุมชน รวมทั้งความยั่งยืนเข้าด้วยกัน</p>
<p><span id="more-29906"></span></p>
<p>โดยสาขานี้ได้​ออกแบบตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการออกแบบ<strong> Greener Store</strong> ของสตาร์บัคส์อย่างเคร่งครัด ท้ัง​การอนุรักษ์น้ำ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ​ การลดขยะ และการใช้วัสดุอย่างรับผิดชอบ รวมทั้งยังเป็นสาขาแรกที่มีการติดตั้ง Condiment Bar เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการแยกขยะของลูกค้า พร้อมติดตั้งจุดสำหรับทิ้งเครื่องดื่มที่เหลือ ทิ้งเศษขยะต่างๆ รวมทั้งมีจุดล้างแก้วก่อนทิ้ง เพื่อ​สามารถนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29915 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/StarbucksOneBangkok_1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณเนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย</strong> กล่าวว่า ปี 2567 สตาร์บัคส์ ประเทศไทย สามารถสร้าง Milestone สำคัญในธุรกิจได้หลายด้าน ทั้งการผลักดันสาขาในประเทศไทยได้ครบ 500 สาขา รวมท้ังการขยายสาขาร้านกาแฟเพื่อชุมชน หรือ &#8216;Community Store’ แห่งที่ 3 สาขาเดอะ กาดฝรั่ง แม่ริม จ.เชียงใหม่ รวมทั้งการเปิดสาขาล่าสุดอย่าง &#8216;<strong>สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ วัน แบงค็อก&#8217; </strong>ซึ่งถือเป็นสาขาที่ 517  และเป็นร้านแฟลกชิพแห่งที่ 4 ในประเทศไทย จากที่ก่อนหน้านี้มีแล้ว 3 แห่งvทั้งสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สยามสแควร์วัน และไอคอนสยาม</p>
<p>นอกจากนี้ยังเป็น Greener Store ที่ใหญ่ที่สุดในไทย​ จากปัจจุบันมีอยู่ 12 สาขา และตั้งเป้าขยายเพิ่มเติมอีก 8 แห่ง ให้ครบ 20 สาขาภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่เป้าหมายระดับโลกตั้งเป้ารับรอง Greener Stores 10,000 แห่งทั่วโลก ภายในปี 2025 เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้น้ำ และขยะฝังกลบลง 50% ภายในปี 2030</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29913 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/STBX-OneBKK-192.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ความโดดเด่นของสาขาล่าสุดอย่างสตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ วัน แบงค็อก ได้รับการออกแบบในคอนเซ็ปต์ Third Place หรือบ้านหลังที่สามที่ต้อนรับผู้คนหลากหลายให้สามารถมาแลกเปลี่ยนเรื่องราวและผ่อนคลาย พร้อมเพลิดเพลินกับประสบการณ์กาแฟอันน่าประทับใจ  ด้วยการผสมผสานองค์ประกอบทางวัฒนธรรมไทยเข้ากับการออกแบบที่แสดงถึงมรดกทางวัฒนธรรม ​ท่ามกลางฉากหลังที่มีชีวิตชีวาของกรุงเทพฯ รวมถึงเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างสตาร์บัคส์กับชุมชนท้องถิ่น และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสามารถตอบโจทย์ลูกค้าทั้งการมอบประสบการณ์ที่ดีและตอบโจทย์ความยั่งยืน ซึ่ง<strong>การขยายสาขา​แฟลกชิพในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงโอกาสที่ยังเปิดกว้างและเติบโตได้เพิ่มมากขึ้นในตลาดกาแฟของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</strong> ​​โดยจนถึงสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีจำนวนสาขาสตาร์บัคส์​เพิ่มเป็น 522 สาขา ทั่วประเทศ&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29912 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/StarbucksOneBangkok_10.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณธนาศักดิ์ กุลรัตนรักษ์</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวถึงเบื้องหลังการออกแบบสตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ วัน แบงค็อก ว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมกาแฟอันหลากหลายทางภาคเหนือของไทย และบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาของทำเลใจกลางเมือง รวมทั้งวิสัยทัศน์ของสตาร์บัคส์ในการเชื่อมต่อผู้คนผ่านกาแฟที่มีคุณภาพท่ามกลางพื้นที่ที่มีความสวยงาม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29918 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/StarbucksOneBangkok_15.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ วัน แบงค็อก ได้รับการออกแบบ​เพื่อสะท้อนถึงแก่นแท้ของกาแฟ ชุมชน และการเชื่อมต่อมอบประสบการณ์ Third Place ที่แท้จริง การออกแบบภายในร้านทั้งสองชั้นได้รับแรงบันดาลใจจากทิวเขาที่เป็นพื้นที่เพาะปลูกกาแฟในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นที่อยู่ของชุมชนชาวเขาที่มีชีวิตชีวา ตามแนวคิดเรือนยอดไม้ใหญ่ หรือ Tree Top Canopy สัญลักษณ์ของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ใช้ในการเพาะปลูกกาแฟ โดยชั้นแรกของร้านเป็นตัวแทนของต้นกาแฟ ซึ่งอุทิศให้กับการชงและเสิร์ฟกาแฟ ส่วนชั้นบนสะท้อนถึงเรือนยอดไม้ มีพื้นที่นั่งเล่นอันเงียบสงบสำหรับลูกค้า​ ​พร้อมทั้งการใช้เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่สุดพิเศษ Starbucks OVISO™ ที่ออกแบบให้ตัวเครื่องซ่อนอยู่ด้านล่าง ทำให้ลูกค้าและคอฟฟี่มาสเตอร์ได้มีปฏิสัมพันธ์กันได้สะดวกระหว่างชงกาแฟ ช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้าได้ดีขึ้น รวมทั้งการออกแบบโซนต่างๆ ทั้งบาร์เครื่องดื่มหลัก,​ บาร์สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ, บาร์ทีวาน่า, โซนขนมอบ, บาร์ Mixologist ที่นำเสนอนวัตกรรมและการผสมเครื่องดื่มไว้อย่างเต็มรูปแบบ, โซนห้องประชุม, โซนที่นั่งแบบสเตเดียม และบาร์คอนดิเมนต์ ​พื้นที่รีไซเคิลขยะครบวงจรภายในร้านซึ่งมีที่สาขานี้เป็นแห่งแรกอีกด้วย&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29909 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/StarbucksOneBangkok_5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29908 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Recycle-.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>คุณจุฑาทิพย์ เก่งมานะ </strong>ผู้จัดการด้านผลกระทบทางสังคมและความยั่งยืน สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ​สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ วัน แบงค็อก​ เป็นร้านที่พิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน เพราะเป็นสาขาแรกที่มี Condiment Bar ช่วย​ส่งเสริพฤติกรรมแยกขยะ​ให้ลูกค้า ทั้งจุดเทเครื่องดื่มที่เหลือทิ้ง จุดล้างแก้ว​ก่อนทิ้งขยะในที่ที่เหมาะสม พร้อมการออกแบบทุกองค์ประกอบตามมาตรฐาน Green Store ของสตาร์บัคส์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่การเลือกโลเกชั่นในการตั้งสาขาที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะโครงการวัน แบงค็อก ที่ให้ความสำคัญในการบริหารพื้นท่ีและสร้างชุมชนตามแนวทางของความยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29910 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/StarbucksOneBangkok_9.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีการออกแบบอุปกรณ์ภายในร้านเป็นพิเศษทำให้ช่วยประหยัดน้ำ​เพิ่มขึ้นราว 30%, ​การสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน, การจัดหาวัสดุที่ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมาใช้ภายในร้าน, การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ของลูกค้าและพาร์ทเนอร์ รวมทั้งใส่ใจชุมชนโดยรอบ และส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการขยะภายในร้าน ทั้งการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการบริหารจัดการอาหารที่เหลือจากการจำหน่ายเพื่อส่งต่อให้ชุมชนใกล้เคียง ซึ่งเชื่อว่าการออกแบบอย่างพิถีพิถันโดยคำนึงถึงความยั่งยืน สะท้อน​ความทุ่มเทของสตาร์บัคส์ต่อแนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อว่าร้านแห่งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตที่สำคัญของร้านสตาร์บัคส์ทั่วทั้งประเทศไทย​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29917 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Green-Kyteria.jpg" alt="" width="594" height="947" /></p>
<p><em>&#8220;เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ​​เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สตาร์บัคส์ได้เปิดตัว “<a href="https://www.youtube.com/watch?v=7uLnVgTE2Ak" target="_blank" rel="noopener">LITTLE CHOICES. BIG CHANGES.</a>” แคมเปญเพื่อความยั่งยืน เชิญชวนให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืน ด้วยการมอบส่วนลด 10 บาทสำหรับลูกค้าที่นำแก้วส่วนตัวมาใช้ที่ร้านสตาร์บัคส์ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยเป็นกิจกรรมที่สตาร์บัคส์ทำมาอย่างต่อเนื่องและจนถึงปัจจุบันมีลูกค้านำแก้วส่วนตัวมาใช้แล้วกว่า 1.6 ล้านแก้ว นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการใช้แก้ว For Here สำหรับรับประทานเครื่องดื่มภายในร้าน โดยปัจจุบันมีให้บริการครบทุกสาขาทั่วประเทศแล้ว ซึ่งการตอบรับของลูกค้าดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าใช้แก้ว For Here ที่ราว 20% ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในร้าน ขณะที่บางส่วนยังต้องการความสะดวกและสามารถถือแก้วออกไปดื่มนอกร้านได้หากยังรับประทานไม่หมด ซึ่งทางร้านจะพยายามส่งเสริมการรับรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีจำนวนการใช้แก้ว For Here เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยบาลานซ์ทั้งการมอบประสบการณ์ที่ดีในการให้บริการฐานะ Third Place และการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนในอนาคต​&#8221;​</em></p>
<p>สตาร์บัคส์ยังมีการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนในมิติอื่นๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ  โดย​มูลนิธิสตาร์บัคส์ (The Starbucks Foundation) ยังได้มอบทุนสนับสนุนโครงการ Global Community Impact Grant มูลค่า 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชนผู้ปลูกกาแฟในภาคเหนือของประเทศไทย โดยมูลนิธิฯ จะเป็นผู้นำในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านทักษะการดำรงชีวิต สนับสนุนโครงการริเริ่มเพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านน้ำ สุขาภิบาล และสุขอนามัย รวมถึงโภชนาการ และการจัดหาทรัพยากร เพื่อเชื่อมโยงสมาชิกชุมชนชาวเขากว่า 600 คน ให้ได้รับโอกาสดังกล่าว เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของสตาร์บัคส์ในการทำประโยชน์ให้กับชุมชนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่สตาร์บัคส์ดำเนินธุรกิจอยู่ ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29907 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/1-14.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/starbucks-reserve-one-bkk-flagship-and-greener-store/">เปิดตัว &#8216;สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ วัน แบงค็อก&#8217; แฟลกชิพสโตร์ สาขา 4 และร้านกาแฟสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถึงเวลาพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืนให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/11/indonesia-support-coffee-field-school-and-organic-farming/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Nov 2023 12:55:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Coffee Field School]]></category>
		<category><![CDATA[Kopi Rakyat]]></category>
		<category><![CDATA[Wahana Lingkungan Hidup Indonesia]]></category>
		<category><![CDATA[WALHI]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟประชาชน]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟออร์แกนิก]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของอินโดนีเซีย]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=22244</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ WALHI องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของอินโดนีเซีย เผยกรณีศึกษาโรงเรียนสอนปลูกกาแฟภาคสนาม (Coffee Field School) กับการทำเกษตรอินทรีย์ที่ช่วยพลิกฟื้นวิถีชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ อย่างยั่งยืนในการปรับปรุงคุณภาพดินและดูแลสิ่งแวดล้อม ช่วยลดรายจ่ายจากการงดใช้ปุ๋ยเคมี  เพิ่มรายได้จากการจำหน่ายกาแฟออร์แกนิคที่ผู้บริโภคถวิลหา ความดื่มด่ำในรสชาติของกาแฟในอาเซียนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดกาแฟพร้อมดื่มจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความหลงไหลในกาแฟสดก็ยังคงเป็นวัฒนธรรมที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งเช่นกันที่ผ่านมาตลาดกาแฟของไทยและในตลาดโลก ยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการเติบโตดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่า คุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจะดีขึ้น สำหรับภูมิภาคอาเซียนนั้น กาแฟเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่น ไม่ใช่แค่อาชีพ แต่เป็นวิถีชีวิตของเกษตรกร กลิ่นหอมของการคั่วเมล็ดกาแฟ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่อุดมสมบูรณ์ของเกษตรกร ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา กาแฟออร์แกนิค ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ เป็นหนึ่งในแนวทางยกระดับภาพลักษณ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในอาเซียน รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากกาแฟออร์แกนิค สามารถจำหน่ายในราคาที่สูงกว่ากาแฟทั่วไปหลายเท่าตัว ส่งผลให้กาแฟออร์แกนิคเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ของผู้ปลูกกาแฟในอินโดนีเซีย “คาซิโม” เป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจำนวนมากที่เมืองนากิริ ลูเบ็ก กาเดง (Nagari Lubuk Gadang) ในเกาะสุมาตราตะวันตก  ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกกาแฟโซลก (Solok) ที่ขึ้นชื่อของอินโดนีเซีย ที่ผ่านมาพวกเขาทำการเกษตรแบบพึ่งพาสารเคมีและยาฆ่าแมลง จึงมีภาระรายจ่ายและต้นทุนการเกษตรที่สูง ประกอบกับในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ราคาเมล็ดกาแฟตกต่ำเหลือเพียง 9.09 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรต้องประสบปัญหาค่าครองชีพอย่างรุนแรง คาซิโมและเกษตรกร 24 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/11/indonesia-support-coffee-field-school-and-organic-farming/">ถึงเวลาพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืนให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ WALHI องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของอินโดนีเซีย เผยกรณีศึกษาโรงเรียนสอนปลูกกาแฟภาคสนาม (Coffee Field School) กับการทำเกษตรอินทรีย์ที่ช่วยพลิกฟื้นวิถีชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ อย่างยั่งยืนในการปรับปรุงคุณภาพดินและดูแลสิ่งแวดล้อม ช่วยลดรายจ่ายจากการงดใช้ปุ๋ยเคมี  เพิ่มรายได้จากการจำหน่ายกาแฟออร์แกนิคที่ผู้บริโภคถวิลหา</p>
<p><span id="more-22244"></span></p>
<p>ความดื่มด่ำในรสชาติของกาแฟในอาเซียนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดกาแฟพร้อมดื่มจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความหลงไหลในกาแฟสดก็ยังคงเป็นวัฒนธรรมที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งเช่นกันที่ผ่านมาตลาดกาแฟของไทยและในตลาดโลก ยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการเติบโตดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่า คุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจะดีขึ้น</p>
<p>สำหรับภูมิภาคอาเซียนนั้น กาแฟเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่น ไม่ใช่แค่อาชีพ แต่เป็นวิถีชีวิตของเกษตรกร กลิ่นหอมของการคั่วเมล็ดกาแฟ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่อุดมสมบูรณ์ของเกษตรกร ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา กาแฟออร์แกนิค ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ เป็นหนึ่งในแนวทางยกระดับภาพลักษณ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในอาเซียน รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากกาแฟออร์แกนิค สามารถจำหน่ายในราคาที่สูงกว่ากาแฟทั่วไปหลายเท่าตัว ส่งผลให้กาแฟออร์แกนิคเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น</p>
<p><strong>การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ของผู้ปลูกกาแฟในอินโดนีเซีย</strong></p>
<p><strong>“คาซิโม”</strong> เป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจำนวนมากที่เมืองนากิริ ลูเบ็ก กาเดง (Nagari Lubuk Gadang) ในเกาะสุมาตราตะวันตก  ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกกาแฟโซลก (Solok) ที่ขึ้นชื่อของอินโดนีเซีย ที่ผ่านมาพวกเขาทำการเกษตรแบบพึ่งพาสารเคมีและยาฆ่าแมลง จึงมีภาระรายจ่ายและต้นทุนการเกษตรที่สูง ประกอบกับในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ราคาเมล็ดกาแฟตกต่ำเหลือเพียง 9.09 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรต้องประสบปัญหาค่าครองชีพอย่างรุนแรง</p>
<p>คาซิโมและเกษตรกร 24 คนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ “<strong>Kopi Rakyat”</strong> หรือกาแฟประชาชน โดยร่วมกับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของอินโดนีเซียที่ชื่อ <strong>WALHI</strong> (Wahana Lingkungan Hidup Indonesia) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟให้ดีขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22246 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/004.jpg" alt="" width="371" height="419" /></p>
<p><strong>WALHI พัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ผู้ปลูกกาแฟ</strong></p>
<p><strong>แวงกี เพอวันโต้ (</strong><strong>Wengki Purwanto) กรรมการบริหารของ WALHI สุมาตราตระวันตก </strong>กล่าวว่า WALHI ได้เปิดโรงเรียนสอนปลูกกาแฟภาคสนาม (Coffee Field School) ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านอาหารอย่างยั่งยืนในเมืองลูเบ็กกาเดงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับปรุงสภาพของดินและพื้นที่เพาะปลูก ผ่านการแก้ไขปัญหาด้วยนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ เช่น การเพาะเมล็ดพันธุ์กาแฟ การทำปุ๋ยอินทรีย์ การควบคุมแมลงศัตรูพืช และสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด โดยโรงเรียนสอนปลูกกาแฟนี้ได้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในเมืองโซลก และเพิ่มองค์ความรู้ในการปรับปรุงสภาพดินและพื้นที่เพาะปลูก ให้เกษตรกรตามแนวทางของเกษตรอินทรีย์</p>
<p>โครงการโรงเรียนสอนปลูกกาแฟของ WALHI ให้ความสำคัญกับการทำเกษตรอินทรีย์ มีการใช้ <em><strong>ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าปุ๋ยเคมี แต่ให้คุณค่าที่ดีกว่าใน 2 ประการ คือ ทำให้สุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดีขึ้น และช่วยต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพราะปุ๋ยอินทรีย์สามารถอุ้มน้ำได้ดีกว่าถึง 5 เท่า จึงช่วยฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูกที่แห้งแล้ง ปรับปรุงความสมบูรณ์ของดิน ช่วยการดูดซึมสารอาหาร เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และรับประกันความยั่งยืนทางการเกษตร  </strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22248 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/002.jpg" alt="" width="1200" height="539" /></p>
<p>คาซิโม กล่าวว่า การปลูกกาแฟแบบเกษตรอินทรีย์ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก <strong> การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ส่งผลให้คุณภาพกาแฟดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้น และยังช่วยในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</strong> แม้จะยังไม่ได้รับรางวัลระดับ prestigious label ใดๆ แต่ คาซิโม มั่นใจว่าทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพราะปัจจุบัน Kopi Rakyat ได้รับการประเมินคุณภาพในระดับ 80 คะแนน และได้รับการยกย่องให้เป็นกาแฟออร์แกนิคระดับพรีเมี่ยมของโซลกอย่างภาคภูมิใจ</p>
<p><em>“การทำเกษตรอินทรีย์ เพาะปลูกกาแฟแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่เพียงแต่ทำให้เรามีผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาผืนดิน รักษาสิ่งแวดล้อม และต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เรามุ่งมั่นที่จะรักษาการเติบโตและดึงดูดการเงินทุน ภายใต้แนวคิด จากฟาร์มสู่ตลาด  เรามุ่งมั่นแสวงหาการลงทุนในด้านอุปกรณ์ เพื่อยกระดับคุณภาพของกาแฟให้ดีขึ้น เพื่อให้กาแฟของเราได้รับการยอมรับ เป็นที่รู้จักทั้งในระดับประเทศและระดับโลก” </em>คาซิโม กล่าว</p>
<p>WALHI ไม่เพียงแต่ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการทำเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังให้ความรู้เกี่ยวกับความซับซ้อนของการเพาะปลูกและการแปรรูปกาแฟ ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ การตลาด การค้า และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟ ทำให้ เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22247 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/003.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>แวงกี เพอวันโต้ กล่าวว่า </strong>WALHI มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมกับผู้เพาะปลูก เพื่อให้แน่ใจว่ากาแฟทุกแก้วจะบอกเล่าเรื่องราว คุณค่า วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ความเสมอภาค แหล่งกำเนิด และสิ่งแวดล้อมได้อย่างครบถ้วน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/11/indonesia-support-coffee-field-school-and-organic-farming/">ถึงเวลาพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืนให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กระเป๋าแฮนด์เมด &#8216;Same Thang&#8217; อัพไซเคิลจากซองกาแฟ มากกว่าแค่ลดขยะ แต่ช่วยส่งต่อคุณค่าและสร้างตัวตนให้ผู้ปลูกกาแฟ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/05/same-thang-upcycling-handmade-bag-from-specialty-coffee-waste/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 May 2023 11:49:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Craft Bag]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly]]></category>
		<category><![CDATA[Multilayers]]></category>
		<category><![CDATA[Same Thang]]></category>
		<category><![CDATA[Specialty Coffee]]></category>
		<category><![CDATA[waste]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste]]></category>
		<category><![CDATA[กระจายรายได้]]></category>
		<category><![CDATA[กระจายรายได้ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[กระเป๋าแฮนด์เมด]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[กิตฐนพงษ์ โรจนบวร]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[อัพไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกร]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เซมแต้งก์]]></category>
		<category><![CDATA[ไร่กาแฟ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=18595</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีกหนึ่งไอเดียธุรกิจ Circular ที่น่าสนใจ จากแบรนด์ “Same Thang” (เซมแต้งก์) กระเป๋าอัพไซเคิล ​แฮนด์เมดจากซองเมล็ดกาแฟ ที่เพิ่งขับเคลื่อนแบรนด์มาได้เพียงปีกว่าๆ เท่านั้น ​แต่สามารถช่วยลดขยะจากซองกาแฟไปได้แล้วไม่ต่ำกว่าหมื่นซอง สำหรับซองกาแฟนั้น ในเชิงฟังก์ชันนัลถือว่าเป็นวัสดุที่มีความทนทาน และมีประโยชน์อย่างมาก ทำให้สามารถเก็บเมล็ดกาแฟให้มีคุณภาพทั้งการรักษารสชาติและกลิ่นเอาไว้ได้นานเป็นปีๆ เพราะเป็นซองแบบ Multilayers หรือผลิตด้วยวัสดุหลายชั้น ซึ่งชั้นนอกผลิตมาจากพลาสติก PP ขณะที่ด้านในจะผลิตจากอลูมิเนียมฟอยล์ ทำให้สามารถกันได้ทั้งน้ำและความชื้น เพื่อรักษาทั้งกลิ่น และรสชาติของกาแฟไว้ได้อย่างยาวนาน แต่อีกด้านหนึ่งหลังจากเปิดใช้แล้ว ซองบรรจุกาแฟเหล่านี้ ก็ไม่ได้ถูกนำไปใช้งานต่อ ทำให้ต้องทิ้งกลายเป็นขยะ และแน่นอนว่าด้วยความทนทานและแข็งแรงของวัสดุที่ใช้ในการผลิต ทำให้ซองกาแฟเหล่านี้ จึงไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรมชาติอย่างแน่นอน นำไปสู่การทำลายด้วยการเผา หรือการนำไปฝังกลบ ซึ่งต้องใช้เวลาในการกำจัดหลายร้อยปีเลยทีเดียว นำมาสู่จุดเริ่มต้นในการต่อยอดสร้างชีวิตที่สองให้กับซองกาแฟเหล่านี้ โดย คุณโป๊บ &#8211; กิตฐนพงษ์ โรจนบวร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “Same Thang” กระเป๋าอัพไซเคิล ​แฮนด์เมดจากซองกาแฟ ที่ได้ใจทั้งสาย Eco สาย Specialty Coffee รวมทั้งยังถูกใจผู้ชื่นชอบงานคราฟท์ จากศิลปะบนกระเป๋าแฮนด์เมดที่เรียกได้ว่ามีเพียงใบเดียวในโลกก็ว่าได้ เส้นทางของกระเป๋า​ Same [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/05/same-thang-upcycling-handmade-bag-from-specialty-coffee-waste/">กระเป๋าแฮนด์เมด &#8216;Same Thang&#8217; อัพไซเคิลจากซองกาแฟ มากกว่าแค่ลดขยะ แต่ช่วยส่งต่อคุณค่าและสร้างตัวตนให้ผู้ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อีกหนึ่งไอเดียธุรกิจ Circular ที่น่าสนใจ จากแบรนด์<strong> “Same Thang”</strong> (เซมแต้งก์) กระเป๋าอัพไซเคิล ​แฮนด์เมดจากซองเมล็ดกาแฟ ที่เพิ่งขับเคลื่อนแบรนด์มาได้เพียงปีกว่าๆ เท่านั้น ​แต่สามารถช่วยลดขยะจากซองกาแฟไปได้แล้วไม่ต่ำกว่าหมื่นซอง</p>
<p><span id="more-18595"></span></p>
<p>สำหรับซองกาแฟนั้น ในเชิงฟังก์ชันนัลถือว่าเป็นวัสดุที่มีความทนทาน และมีประโยชน์อย่างมาก ทำให้สามารถเก็บเมล็ดกาแฟให้มีคุณภาพทั้งการรักษารสชาติและกลิ่นเอาไว้ได้นานเป็นปีๆ เพราะเป็นซองแบบ Multilayers หรือผลิตด้วยวัสดุหลายชั้น ซึ่งชั้นนอกผลิตมาจากพลาสติก PP ขณะที่ด้านในจะผลิตจากอลูมิเนียมฟอยล์ ทำให้สามารถกันได้ทั้งน้ำและความชื้น เพื่อรักษาทั้งกลิ่น และรสชาติของกาแฟไว้ได้อย่างยาวนาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-18597 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/05/2-3.jpg" alt="" width="1200" height="774" /></p>
<p>แต่อีกด้านหนึ่งหลังจากเปิดใช้แล้ว ซองบรรจุกาแฟเหล่านี้ ก็ไม่ได้ถูกนำไปใช้งานต่อ ทำให้ต้องทิ้งกลายเป็นขยะ และแน่นอนว่าด้วยความทนทานและแข็งแรงของวัสดุที่ใช้ในการผลิต ทำให้ซองกาแฟเหล่านี้ จึงไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรมชาติอย่างแน่นอน นำไปสู่การทำลายด้วยการเผา หรือการนำไปฝังกลบ ซึ่งต้องใช้เวลาในการกำจัดหลายร้อยปีเลยทีเดียว</p>
<p>นำมาสู่จุดเริ่มต้นในการต่อยอดสร้างชีวิตที่สองให้กับซองกาแฟเหล่านี้ โดย <strong>คุณโป๊บ &#8211; กิตฐนพงษ์ โรจนบวร</strong> ผู้ก่อตั้งแบรนด์ <strong>“Same Thang”</strong> กระเป๋าอัพไซเคิล ​แฮนด์เมดจากซองกาแฟ ที่ได้ใจทั้งสาย Eco สาย Specialty Coffee รวมทั้งยังถูกใจผู้ชื่นชอบงานคราฟท์ จากศิลปะบนกระเป๋าแฮนด์เมดที่เรียกได้ว่ามีเพียงใบเดียวในโลกก็ว่าได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-18603 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/05/8-1.jpg" alt="" width="699" height="699" /></p>
<p>เส้นทางของกระเป๋า​ Same Thang ​​นอกจากสร้างคุณค่าในแง่ของการช่วยลดปริมาณขยะให้โลก ด้วยการเปลี่ยนจากขยะมาเป็นงานคราฟท์ในราคาที่ทุกคนสามารถเอื้อมถึงได้ในราคาเพียงหลักร้อย โดยเริ่มต้นที่ 120 -350 บาท พร้อมทั้งยังช่วยส่งต่อเรื่องราวของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ผ่านเรื่องราวที่อยู่บนบรรจุภัณฑ์แต่ละชิ้นซึ่งทางแบรนด์พยายามเก็บรายละเอียดและสตอรี่ของกาแฟแต่ละซองเอาไว้ให้ครบถ้วนได้มากที่สุดในการผลิตเป็นกระเป๋าในแต่ละใบ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์กาแฟ แหล่งที่ปลูก กลุ่มเกษตรกรต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก</p>
<p>รวมไปถึงการช่วยส่งเสริมและกระจายรายได้ให้กับช่างตัดเย็บงานแฮนด์เมด และกลุ่มชุมชนต่างๆ ​ ​ซึ่งจากจำนวนออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทางแบรนด์สามารถเพิ่มจำนวนชุมชนที่เข้ามาช่วยตัดเย็บกระเป๋าได้เพิ่มมากขึ้นได้ด้วยเช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-18596 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/05/MIXED.jpg" alt="" width="1200" height="637" /></p>
<p>จากเรื่องราวของผู้ที่ชื่นชอบดื่มกาแฟคนหนึ่ง เมื่อเข้าสู่ช่วงพลิกผันจากการสถานการณ์ล็อกดาวน์ ทำให้ต้องหันมาดื่มด่ำอรรถรสจาก Specialty Coffee ที่ชื่นชอบจากที่บ้านแทนร้านกาแฟ  และเมื่อสั่งเมล็ดกาแฟมามากๆ เห็นตัวตนและดีไซน์ที่สวยงามทำให้เลือกที่จะเก็บไว้แทนที่จะทิ้ง และพยายามหาวิธีต่อยอดคุณค่าใหม่ๆ ให้กับซองกาแฟขึ้นมาอีกครั้ง ​โดยในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีเศษๆ จากการกำเนิดขึ้นของกระเป๋าแฮนด์เมดดีไซน์เก๋ที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก ภายใต้แบรนด์ Same Thang ​ ซึ่งสามารถทำยอดขายได้แล้วไม่ต่ำกว่า 3,000 ใบ รวมทั้งยังช่วยลดจำนวนขยะจากซองกาแฟที่จะกลายเป็นขยะฝังกลบและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลงได้แล้วมากกว่า 1 หมื่นชิ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-18598 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/05/4-2.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ข้อมูล, ภาพ  :  Facebook: <a href="https://www.facebook.com/same.thang.bkk" target="_blank" rel="noopener">Same Thang</a> ,   <a href="https://www.facebook.com/Puankookit/videos/955522658803514" target="_blank" rel="noopener">รายการเพื่อนคู่คิด</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/05/same-thang-upcycling-handmade-bag-from-specialty-coffee-waste/">กระเป๋าแฮนด์เมด &#8216;Same Thang&#8217; อัพไซเคิลจากซองกาแฟ มากกว่าแค่ลดขยะ แต่ช่วยส่งต่อคุณค่าและสร้างตัวตนให้ผู้ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เนสกาแฟ ส่ง &#8216;ซิงเกิ้ล ออริจิ้น เชียงราย&#8217; เมล็ดพันธุ์แห่งการปลูกอย่างยั่งยืน ร่วมฉลองวันกาแฟสากล</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/09/nescafe-day-plan-for-grow-together/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Sep 2022 08:59:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Cafe Hopper]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Grow Together]]></category>
		<category><![CDATA[Nescafe]]></category>
		<category><![CDATA[Nestlé]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Specialty Coffee]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คาเฟ่ฮอปเปอร์]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทาธฤษ กุณาศล]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรมการดื่มกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[วันกาแฟสากล]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เครือวัลย์ วรุณไพจิตร]]></category>
		<category><![CDATA[เนสกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เนสกาแฟ ซิงเกิ้ล ออริจิ้น เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[เนสกาแฟ เดย์]]></category>
		<category><![CDATA[เนสกาแฟ แพลน]]></category>
		<category><![CDATA[เนสท์เล่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=14806</guid>

					<description><![CDATA[<p>กาแฟแก้วเล็ก ๆ มีพลังมากกว่าที่เราคิด และมีบทบาทสำคัญทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะว่า ‘กาแฟทุกเมล็ดสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้’ เบื้องหลังความสำเร็จของกาแฟคุณภาพจากเนสกาแฟ มาจากความทุ่มเทของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ จึงเป็นที่มาของการฉลองวันกาแฟสากลในวันที่ 1 ตุลาคมเป็นประจำทุกปี หรือที่เราเรียกว่า ‘เนสกาแฟ เดย์’  ซึ่งในปีนี้ เนสกาแฟ ได้นำเสนอสุดยอดกาแฟลิมิเต็ด เอดิชั่น อย่าง “เนสกาแฟ ซิงเกิ้ล ออริจิ้น เชียงราย ลิมิเต็ด เอดิชั่น” เมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% ชั้นดี สำหรับคอกาแฟและสายคาเฟ่ฮอปเปอร์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเกษตรกรไทย ภายใต้โครงการด้านความยั่งยืนระดับโลกอย่าง ‘เนสกาแฟ แพลน’ มาจำหน่ายทั้งในรูปแบบเมล็ดกาแฟ พร้อม 4 เมนูพิเศษ ​ที่เนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยมีจำกัดเพียงแค่ 5 หมื่นถ้วยเท่านั้น สำหรับ ‘เนสกาแฟ แพลน’ เป็นโครงการด้านความยั่งยืนระดับโลก​ที่ขับเคลื่อนมาตลอดหลายทศวรรษ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ และสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนให้กับวงการกาแฟไทย โดยใช้ความเชี่ยวชาญ ขนาดธุรกิจและการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างครอบคลุมของเนสกาแฟ มายกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/nescafe-day-plan-for-grow-together/">เนสกาแฟ ส่ง &#8216;ซิงเกิ้ล ออริจิ้น เชียงราย&#8217; เมล็ดพันธุ์แห่งการปลูกอย่างยั่งยืน ร่วมฉลองวันกาแฟสากล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กาแฟแก้วเล็ก ๆ มีพลังมากกว่าที่เราคิด และมีบทบาทสำคัญทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะว่า ‘<strong><em>กาแฟทุกเมล็ดสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้’</em></strong></p>
<p><span id="more-14806"></span></p>
<p>เบื้องหลังความสำเร็จของกาแฟคุณภาพจากเนสกาแฟ มาจากความทุ่มเทของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ จึงเป็นที่มาของการฉลองวันกาแฟสากลในวันที่ 1 ตุลาคมเป็นประจำทุกปี หรือที่เราเรียกว่า <strong>‘เนสกาแฟ เดย์’ </strong></p>
<p>ซึ่งในปีนี้ เนสกาแฟ ได้นำเสนอสุดยอดกาแฟลิมิเต็ด เอดิชั่น อย่าง <strong>“</strong><strong>เนสกาแฟ ซิงเกิ้ล ออริจิ้น เชียงราย ลิมิเต็ด เอดิชั่น</strong><strong>”</strong> เมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% ชั้นดี สำหรับคอกาแฟและสายคาเฟ่ฮอปเปอร์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเกษตรกรไทย ภายใต้โครงการด้านความยั่งยืนระดับโลกอย่าง<strong> ‘เนสกาแฟ แพลน’</strong> มาจำหน่ายทั้งในรูปแบบเมล็ดกาแฟ พร้อม 4 เมนูพิเศษ ​ที่เนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยมีจำกัดเพียงแค่ 5 หมื่นถ้วยเท่านั้น</p>
<p>สำหรับ ‘เนสกาแฟ แพลน’ เป็นโครงการด้านความยั่งยืนระดับโลก​ที่ขับเคลื่อนมาตลอดหลายทศวรรษ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ และสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนให้กับวงการกาแฟไทย โดยใช้ความเชี่ยวชาญ ขนาดธุรกิจและการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างครอบคลุมของเนสกาแฟ มายกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น ทั้งมุ่งส่งเสริม ทฤษฎีเกษตรฟื้นฟู ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเนสกาแฟ แพลน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกาแฟให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่การดูแลและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14808 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/Nescafe-Day9.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ขับเคลื่อนความยั่งยืนตามกรอบ </strong><strong>ESG </strong></p>
<p>สอดคล้องกับคำมั่นสัญญาของ <strong>‘</strong><strong>เนสท์เล่</strong><strong>’</strong> ที่ต้องการสร้างความยั่งยืนในการดูแลและฟื้นฟูระบบอาหารในวงกว้าง พร้อมวางเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 โดยแนวทางในการส่งเสริมทฤษฎีเกษตรฟื้นฟู เพื่อปกป้องและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกร และพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ชุมชน เป็นหนึ่งในแนวทางที่จะช่วยให้เนสท์เล่สามารถพิชิตเป้าหมายดังกล่าว</p>
<p><strong>คุณทาธฤษ กุณาศล</strong> ผู้จัดการฝ่ายบริการการเกษตร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการเนสกาแฟ แพลน ริเริ่มขึ้นโดยเนสท์เล่ได้สนองพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ด้วยการริเริ่มฟาร์มทดลองและสาธิตที่จังหวัดเชียงราย เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและชุมชนผู้ปลูกกาแฟในประเทศไทยให้ดีขึ้นต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ ​พร้อมพลิกฟื้นพื้นที่ปลูกฝิ่นเมื่อ 40 ปีก่อน ให้กลายเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟคุณภาพ ด้วยการคัดเลือก 2 สายพันธุ์ที่ดีที่สุดมาเพาะเป็นต้นกล้าคุณภาพแจกจ่ายให้กับชาวเขา จนเปลี่ยนจากการปลูกฝิ่นมาเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟได้สำเร็จ ช่วยสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรชาวเขา ทำให้ไม่ต้องทิ้งถิ่นฐาน เพราะสามารถมีอาชีพที่ดีในบ้านเกิด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14807 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/Nescafe-Day2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>นอกจากช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรชาวเขา ทำให้ไม่ต้องทิ้งถิ่นฐาน เพราะสามารถมีอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในบ้านเกิดแล้ว เนสกาแฟ แพลน ยังตอบโจทย์ครบทั้ง 3 เสาหลัก ทั้งเรื่องของธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะการส่งเสริมการปลูกกาแฟ โดยเฉพาะแนวทางในประเทศไทยที่เน้นรูปแบบการทำเกษตรเชิงฟื้นฟู ที่เป็นการปลูกกาแฟในพื้นที่ป่า ยังช่วยสร้างความผูกพันและสำนึกรักษ์ป่า ช่วยเพิ่มแนวร่วมในการดูแลรักษาป่าจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ รวมทั้งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูธาตุอาหารในดิน และช่วยปกป้องหน้าดิน ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งต้นไม้ใหญ่ในป่าและคุณภาพดินที่ดีจะช่วยเพิ่มการดูดซับคาร์บอนในชั้นบรรยากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><em>“เชียงรายเป็นตัวอย่างที่ดี ที่สามารถสะท้อนความสำเร็จในการขับเคลื่อนโครงการเนสกาแฟ แพลน ที่เนสกาแฟได้เข้าไปส่งเสริมการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนมาหลายทศวรรษ จนเป็นที่มาของการพัฒนา เนสกาแฟ ซิงเกิ้ล ออริจิ้น เชียงราย เพื่อนำมาเสิร์ฟผ่านร้านเนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เชียงรายเท่านั้น แต่ยังมีการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟทั่วประเทศ ทั้งโรบัสต้าและอาราบิก้า ซึ่งยังเป็นอีกหนึ่งการสร้างความมั่นคงให้กับวัตถุดิบสำหรับใช้ในธุรกิจของเนสกาแฟด้วย ซึ่งปัจจุบันเนสกาแฟรับซื้อกาแฟจากภายในประเทศ ในกลุ่มโรบัสต้ากว่า 70% ของปริมาณการผลิตทั่วประเทศ และเกือบ 10% ในกลุ่มอาราบิก้า ซึ่งในอนาคตจะเพิ่มสัดส่วนการใช้ผลผลิตในประเทศให้มากขึ้น หากมีปริมาณการผลิตที่เติบโตและเพียงพอต่อความต้องการ”​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14812 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/Nescafe-Day10.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เพิ่มโอกาสจากดีมานด์ </strong><strong>Specialty Coffee </strong></p>
<p>ด้าน <strong>คุณเครือวัลย์ วรุณไพจิตร</strong> ผู้อำนวยการบริหารหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารและเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล ประจำภูมิภาคอินโดไชน่า กล่าวเพิ่มเติมว่า​ เนสกาแฟ ซิงเกิ้ล ออริจิ้น เชียงราย มีความโดดเด่นทั้งรสชาติและสัมผัส ด้วยฟรุตตี้เทสต์โน้ตของเกรปฟรุต ซิตรัส และคาราเมล ที่ผ่านกระบวนการคั่วแบบอ่อนถึงกลาง ให้รสชาติที่บาลานซ์ ถือเป็นกาแฟในฝันสำหรับคอกาแฟที่กำลังมองหารสชาติที่ซับซ้อนและให้สัมผัสที่แปลกใหม่แต่รสชาติยังคงทานง่าย อร่อยกลมกล่อม โดยได้เลือก 4 เมนูพิเศษ ที่ได้ผ่านการรังสรรค์และเอาใส่ใจจากบาริสต้า เพื่อให้ยังคงรักษาคาแร็คเตอร์ รสชาติ และผิวสัมผัสที่ดีเยี่ยมของความลิมิเต็มไว้ได้อย่างครบถ้วน ได้แก่ <strong>Signature Hot Drip, Supreme Black, Mellow White </strong>และ<strong> Dirty</strong> ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายเนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ ทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ไปจนถึงสิ้นปีนี้ หรือจนกว่าสินค้าจะหมด เนื่องจากมีจำกัดเพียงแค่ 5 หมื่นถ้วยเท่านั้น</p>
<p><em>“เนสกาแฟ ซิงเกิ้ล ออริจิ้น เชียงราย มีจำหน่ายทั้งแบบเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้วในราคา 490 บาทต่อถุง และ 4 เมนูพิเศษ ที่ยังคงรักษาความพิเศษของเมล็ดกาแฟชั้นเยี่ยมไว้ได้อย่างครบถ้วน โดยคอกาแฟ และสายคาเฟ่ฮอปเปอร์ สามารถสัมผัสความพิเศษได้ที่ เนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ หรือสั่งซื้อเมล็ดกาแฟในช่องทางออนไลน์ได้ที่ แพนด้ามาร์ท ซึ่งในช่วงเปิดตัว ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ ซิงเกิ้ล ออริจิ้น เชียงราย จะได้รับของที่ระลึก “ถุงปุ๋ยกากกาแฟ” ฟรี  จากชาวสวนกาแฟในจังหวัดเชียงรายในจำนวนจำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป จนกว่าจะหมด”​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14810 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/Nescafe-Day6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมในการดื่มกาแฟที่เติบโตเป็นโอกาสที่จะส่งผ่านไปยังกลุ่มเกษตรกรไร่กาแฟได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยแนวโน้มการเติบโตยังถือว่ามีอีกค่อนข้างมาก จากปัจจุบันเนสกาแฟได้เสิร์ฟให้คนไทยจำนวนถึง 260 แก้วในทุกๆ วินาที ซึ่งแนวโน้มการเติบโตยังมีอยู่อีกมาก โดยเฉพาะหากเทียบกับหลายๆ ประเทศ ที่มีการบริโภคกาแฟ สูงกว่าไทยหลายเท่าตัว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/nescafe-day-plan-for-grow-together/">เนสกาแฟ ส่ง &#8216;ซิงเกิ้ล ออริจิ้น เชียงราย&#8217; เมล็ดพันธุ์แห่งการปลูกอย่างยั่งยืน ร่วมฉลองวันกาแฟสากล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
