<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เติบโตอย่างยั่งยืน &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Fri, 20 Feb 2026 01:20:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>เติบโตอย่างยั่งยืน &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เอสซีจี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs แนะ 5 กลยุทธ์ หวังพลิกโฉม SMEs เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจไทยโตได้ 4-5%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/reinvent-thailand-rejuvenate-smes/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jan 2026 11:31:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Green Infrastructure]]></category>
		<category><![CDATA[PPPP]]></category>
		<category><![CDATA[PPPP Model]]></category>
		<category><![CDATA[Reinvent Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Reinvent Thailand Rejuvenate SMEs]]></category>
		<category><![CDATA[Rejuvenate SMEs]]></category>
		<category><![CDATA[SMEs]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[ชนะ ภูมี]]></category>
		<category><![CDATA[สระบุรีแซนด์บ็อกซ์]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเอ็มอี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39372</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอสซีจีจัดงาน &#8216;Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน&#8217; ชูโมเดลความร่วมมือ Public Private People Partnerships (PPPP) ประสานภาครัฐ ผนึกภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาคประชาชน สร้างกระบวนการทำงานใหม่ ผลักดันการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและกำหนดนโยบาย มุ่งพลิกโฉม SMEs เปลี่ยนอุตสาหกรรมแบบก้าวกระโดด เป็น Smart Industry เพิ่ม Productivity 2 เท่า หวังเพิ่มสัดส่วน GDP ของ SMEs ให้มากกว่า 50% ส่งผลดัน GDP ไทยโต 4-5% คุณชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงาน &#8216;Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน&#8217; ซึ่งเอสซีจีและเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจจัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีความร่วมมือในการผลักดันแนวคิดและการดำเนินงาน &#8216;Reinvent Thailand&#8217; โดยมุ่งหวังที่จะร่วมกันสร้างอนาคตเศรษฐกิจไทยที่แข็งแรงและยั่งยืน “ประเทศไทยเผชิญภาวะวิกฤต [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/reinvent-thailand-rejuvenate-smes/">เอสซีจี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs แนะ 5 กลยุทธ์ หวังพลิกโฉม SMEs เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจไทยโตได้ 4-5%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เอสซีจีจัดงาน &#8216;</strong><strong>Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs </strong><strong>ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน&#8217; ชูโมเดลความร่วมมือ </strong><strong>Public Private People Partnerships (PPPP) </strong><strong>ประสานภาครัฐ ผนึกภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาคประชาชน สร้างกระบวนการทำงานใหม่ </strong></p>
<p><span id="more-39372"></span></p>
<p><strong>ผลักดันการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและกำหนดนโยบาย มุ่งพลิกโฉม </strong><strong>SMEs </strong><strong>เปลี่ยนอุตสาหกรรมแบบก้าวกระโดด เป็น </strong><strong>Smart Industry</strong> <strong>เพิ่ม </strong><strong>Productivity 2</strong> <strong>เท่า หวังเพิ่มสัดส่วน </strong><strong>GDP </strong><strong>ของ </strong><strong>SMEs </strong><strong>ให้มากกว่า </strong><strong>50% </strong><strong>ส่งผลดัน </strong><strong>GDP </strong><strong>ไทยโต </strong><strong>4-5% </strong></p>
<p><strong>คุณชนะ ภูมี </strong>ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงาน <strong>&#8216;Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน&#8217;</strong> ซึ่งเอสซีจีและเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจจัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีความร่วมมือในการผลักดันแนวคิดและการดำเนินงาน <strong>&#8216;Reinvent Thailand&#8217;</strong> โดยมุ่งหวังที่จะร่วมกันสร้างอนาคตเศรษฐกิจไทยที่แข็งแรงและยั่งยืน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39374 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/re-k-chana.jpg" alt="" width="1200" height="840" /></p>
<p><em>“ประเทศไทยเผชิญภาวะวิกฤต GDP โตต่ำสุดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสัดส่วน SMEs ในเศรษฐกิจไทยที่มีสัดส่วนต่ำมาก สะท้อนการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง ถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมไทยต้องก้าวกระโดด สู่  <strong>Smart Industry</strong> ต่อยอดศักยภาพปัจจุบันด้วยปัญญาประดิษฐ์  (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ พร้อมทั้งพัฒนา <strong>Green Infrastructure</strong> เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการเเข่งขันของ SMEs ไทย ให้สอดคล้องกับ Supply Chain โลกยุคใหม่ โดยมี <strong>ทุน </strong><strong>3 </strong><strong>ด้านเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ </strong>ได้แก่<strong> ทุนมนุษย์ (</strong><strong>Human Capital</strong><strong>) </strong>พัฒนาทักษะแบบใหม่สำหรับอุตสาหกรรมของอนาคต<strong> ทุนข้อมูล (</strong><strong>Information Capital</strong><strong>) </strong>ข้อมูลที่เข้าถึงแหล่งทุนและลูกค้า สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และ<strong>ทุนองค์กร (</strong><strong>Organization Capital</strong><strong>) </strong>ระบบมาตรฐานความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่ที่ทำให้ SMEs เข้า Global value chain ได้จริง&#8221;</em></p>
<p>หัวใจการพลิกโฉม SMEs เน้น 5 กลยุทธ์ คือ</p>
<p>1. <strong>ปกป้องตลาดในประเทศ</strong> :ใช้การจัดซื้อภาครัฐ ส่งเสริม Local Content และกำหนดมาตรฐาน มอก. เพื่อก่อให้เกิดการใช้ “สินค้าไทย” ที่มีมาตรฐาน และกีดกันสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ</p>
<p>2. <strong>ขยายการส่งออก</strong> : เร่งพลักดัน FTA และเครื่องมือช่วยเหลือด้านมาตรฐาน เพื่อการเข้าถึงคู่ค้า</p>
<p>3. <strong>ลดต้นทุนพลังงานและขนส่ง</strong> : ผลักดันการขยาย Direct Power Purchase Agreement (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง) &amp; Third Party Access (การขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้า) และ Smart Logistics เพื่อให้ &#8216;ต้นทุนแข่งขันได้&#8217;</p>
<p>4. <strong>ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น</strong> : ลดเวลาและค่าใช้จ่ายแฝง ให้ SMEs ทำธุรกิจได้เร็วและง่ายขึ้น</p>
<p>5. <strong>ความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ประชาชน</strong> (PPPP) : ทำงานเชิงพื้นที่และรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้เกิดพลังและขยายผลได้เร็ว โดยผลักดันการสนับสนุนของภาครัฐด้านการเงินและ R&amp;D เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจของ SMEs ให้เติบโตไปด้วยกัน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-39375 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/re-SCG1.jpg" alt="" width="1200" height="895" /></p>
<p>ทั้งนี้ พลังขับเคลื่อนจะเกิดขึ้นจริงได้ต้องผสานความร่วมมือทุกภาคส่วน ด้วย<strong>โมเดล </strong><strong>Public Private People</strong><strong> Partnership </strong>(PPPP Model) ดังผลสำเร็จของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ผสานความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน กว่า 50 องค์กร ที่เปลี่ยนการนำเข้าถ่านหินเป็นพลังงานสะอาดในประเทศ ใช้เทคโนโลยีส่งเสริมเกษตรแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการฟื้นฟูป่าชุมชน ช่วยสร้างเศรษฐกิจให้ SMEs ในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยสร้างรายได้กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี โมเดลนี้พร้อมสำหรับการขยายผลต่อไปในระดับประเทศ ซึ่งจะสามารถเพิ่ม GDP และสร้างรายได้มากกว่า 300,000 &#8211; 400,000 ล้านบาท</p>
<p><em>“หากเกิดความร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและร่วมใจกันพลิกโฉม SMEs ไทย เพื่อให้ SMEs ได้รับประโยชน์เติบโตจาก 35% เป็นมากกว่า 50% ของ GDP และ GDP ไทยจะโต 4-5% ได้จริง”</em> คุณชนะ กล่าวในตอนท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/reinvent-thailand-rejuvenate-smes/">เอสซีจี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs แนะ 5 กลยุทธ์ หวังพลิกโฉม SMEs เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจไทยโตได้ 4-5%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิด “3 Beyonds” กับ “6 ภารกิจ” จาก “จระเข้ คอร์ปอเรชั่น” ตอกย้ำต้นแบบองค์กรนวัตกรรมก่อสร้างที่ “คิดแล้วทำ” เพื่อวันพรุ่งนี้ เดินหน้าสร้างรากฐานสู่อนาคตที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Build Today, Beyond Tomorrow</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/jorakay-corporation-build-today-beyond-tomorrow/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Dec 2025 11:10:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Build Today Beyond Tomorrow]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Jorakay]]></category>
		<category><![CDATA[Jorakay Corporation]]></category>
		<category><![CDATA[Jorakay Green Earth]]></category>
		<category><![CDATA[Jorakay Green Pack]]></category>
		<category><![CDATA[Jorakay Upcycling]]></category>
		<category><![CDATA[Life Beyond]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Beyond]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จระเข้]]></category>
		<category><![CDATA[จระเข้ กรีนแพ็ก]]></category>
		<category><![CDATA[จระเข้ คอร์ปอเรชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[จระเข้คัดสรร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38724</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตลอดเวลากว่า 33 ปี บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำนวัตกรรมก่อสร้างครบวงจร ได้เดินหน้านำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ครอบคลุมงานก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่งเพื่อตอบโจทย์เทรนด์และความต้องการของอุตสาหกรรม พร้อมพัฒนา และนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาปรับใช้กับสินค้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างเมืองไทย ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิด “Build Today, Beyond Tomorrow สร้างวันนี้ เพื่อพรุ่งนี้ที่ยั่งยืนกว่า” เพราะจระเข้เชื่อว่า องค์กรที่ประสบความสำเร็จ คือองค์กรที่ร่วมวางรากฐานที่มั่นคงให้แก่สังคม จระเข้ จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมวัสดุก่อสร้างสีเขียว พร้อมกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คนและชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุล ด้วยเป้าหมายในการขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง เปิด “3 Beyonds” กับ “6 ภารกิจ” จากจระเข้ ที่วางรากฐานเพื่อคน สังคม และโลก สิ่งที่เติบโตอย่างมั่นคงควบคู่กับธุรกิจของจระเข้ คือการสร้าง &#8220;รากฐานของอนาคตที่ยั่งยืน&#8221; ให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทดำเนินงานด้านความยั่งยืนและกิจกรรมเพื่อสังคมที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การยกระดับชีวิตของผู้คน การสร้างโอกาสทางสังคม ไปจนถึงการดูแลปกป้องโลกเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลัง ผ่านการดำเนินงาน &#8220;3 Beyonds&#8221; หัวใจของการสร้างธุรกิจที่เติบโตเคียงข้างสังคมและพร้อมรองรับอนาคต อันประกอบด้วย 1. มุ่งสร้างรากฐานแห่งชีวิต [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/jorakay-corporation-build-today-beyond-tomorrow/">เปิด “3 Beyonds” กับ “6 ภารกิจ” จาก “จระเข้ คอร์ปอเรชั่น” ตอกย้ำต้นแบบองค์กรนวัตกรรมก่อสร้างที่ “คิดแล้วทำ” เพื่อวันพรุ่งนี้ เดินหน้าสร้างรากฐานสู่อนาคตที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Build Today, Beyond Tomorrow</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตลอดเวลากว่า 33 ปี <strong>บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด </strong>ผู้นำนวัตกรรมก่อสร้างครบวงจร ได้เดินหน้านำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ครอบคลุมงานก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่งเพื่อตอบโจทย์เทรนด์และความต้องการของอุตสาหกรรม</p>
<p><span id="more-38724"></span></p>
<p>พร้อมพัฒนา และนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาปรับใช้กับสินค้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างเมืองไทย ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิด <strong>“</strong><strong>Build Today, Beyond Tomorrow </strong><strong>สร้างวันนี้ เพื่อพรุ่งนี้ที่ยั่งยืนกว่า”</strong> เพราะจระเข้เชื่อว่า <strong>องค์กรที่ประสบความสำเร็จ คือองค์กรที่ร่วมวางรากฐานที่มั่นคงให้แก่สังคม</strong> จระเข้ จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมวัสดุก่อสร้างสีเขียว พร้อมกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คนและชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุล ด้วย<strong>เป้าหมายในการขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง</strong></p>
<p><strong>เปิด “</strong><strong>3 Beyonds</strong><strong>” กับ “</strong><strong>6 </strong><strong>ภารกิจ” จากจระเข้ ที่วางรากฐานเพื่อคน สังคม และโลก</strong></p>
<p>สิ่งที่เติบโตอย่างมั่นคงควบคู่กับธุรกิจของจระเข้ คือการสร้าง &#8220;รากฐานของอนาคตที่ยั่งยืน&#8221; ให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทดำเนินงานด้านความยั่งยืนและกิจกรรมเพื่อสังคมที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การยกระดับชีวิตของผู้คน การสร้างโอกาสทางสังคม ไปจนถึงการดูแลปกป้องโลกเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลัง ผ่านการดำเนินงาน <strong>&#8220;3 </strong><strong>Beyonds&#8221;</strong> หัวใจของการสร้างธุรกิจที่เติบโตเคียงข้างสังคมและพร้อมรองรับอนาคต อันประกอบด้วย 1. <strong>มุ่งสร้างรากฐานแห่งชีวิต (</strong><strong>Life Beyond)</strong> โดยยืนหยัดยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย 2. <strong>มุ่งสร้างรากฐานแห่งโอกาส (</strong><strong>Opportunity Beyond)</strong> โดยเสาะหาโอกาสในการเติบโตร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และ 3. <strong>มุ่งสร้างรากฐานแห่งความยั่งยืน (</strong><strong>Sustainability Beyond)</strong> โดยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติของการดำเนินงานเพื่อส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้แก่คนรุ่นต่อไป</p>
<p><strong>Life Beyond </strong><strong>รากฐานแห่ง “ชีวิต”</strong></p>
<p>จระเข้ ริเริ่มโครงการสำคัญที่ยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างมาตรฐานระดับโลกที่คำนึงถึงผู้ใช้งานจริงและผู้อยู่อาศัย โดยปฏิวัติวงการก่อสร้างด้วยสุดยอดนวัตกรรม <strong>&#8220;</strong><strong>Dustless Technology&#8221;</strong> <strong>รายเดียวในไทยที่ลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นถึง </strong><strong>80%</strong><strong> สร้างมาตรฐานใหม่ของ &#8220;กาวซีเมนต์ปลอดภัยและยั่งยืน&#8221;</strong> เพื่อเร่งแก้วิกฤตฝุ่นและลดผลกระทบต่อสุขภาพ นอกจากนี้ จระเข้ยังผ่าน<strong>การรับรองมาตรฐานแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม </strong><strong>ISO 26000:2010 (Guidance on Social Responsibility)</strong> ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านการดำเนินงานความรับผิดชอบต่อสังคมที่มุ่งส่งเสริมให้องค์กรดำเนินธุรกิจด้วยจริยธรรม ความโปร่งใส และความยั่งยืน โดยจระเข้ได้คะแนนผลประเมินสูงถึง 93.83% ซึ่งครอบคลุมการประเมินและความสำเร็จขององค์กรทั้ง 7 หลักการ ได้แก่ ธรรมาภิบาล สิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การดำเนินงานที่เป็นธรรม ประเด็นผู้บริโภค และการมีส่วนร่วมของชุมชน</p>
<p><strong>Opportunity Beyond </strong><strong>รากฐานแห่ง “โอกาส”</strong></p>
<p>ในมิติของการแบ่งปันโอกาสและส่งเสริมศักยภาพของคนในสังคม จระเข้ ได้ดำเนินโครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ<strong>โครงการ </strong><strong>Jorakay Upcycling (</strong><strong>จระเข้คัดสรร)</strong> ที่ได้รับการรับรองโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme &#8211; LESS) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ถึง 3 ปีซ้อน โดย <strong>จระเข้คัดสรร </strong>เป็นโครงการที่มุ่งจัดการขยะและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ลดปริมาณขยะที่ไม่จำเป็นตาม<strong>หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (</strong><strong>Circular Economy)</strong> ผ่านการจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะที่ถูกวิธีและส่งเสริมการสร้างมูลค่าใหม่จากของเหลือใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดแก่ชุมชน โรงเรียน และหน่วยงาน นอกจากนี้ จระเข้ยังให้ความสำคัญกับ<strong>โครงการสร้างบุคลากรคุณภาพ </strong>ผ่านการพัฒนาแรงงานฝีมือทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน WorldSkills บนเวทีนานาชาติ การสร้างบุคลากรคุณภาพผ่านศูนย์ฝึกอบรมจระเข้ อะคาเดมี่ (Jorakay Academy Training Center) และศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน จระเข้ อะคาเดมี่ (Jorakay Academy Skill Standard Testing Center) ซึ่งดำเนินงานร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อปั้นช่างรุ่นใหม่และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมขยายการพัฒนาแรงงานสู่ระดับภูมิภาคผ่านโครงการ &#8220;Crocodile Tiler X&#8221; เวทีการแข่งขันช่างปูกระเบื้องระดับอาเซียนครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนับเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของจระเข้ ที่เดินหน้าผลักดันการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>นอกจากการสร้างคนในวงการก่อสร้างแล้ว จระเข้ ยังตระหนักถึงการสร้างคนผ่าน “กีฬา&#8221; เพราะเชื่อมั่นว่ากีฬาคือหนึ่งในแนวทางการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและสังคม โดยจระเข้ สนับสนุนและดำเนินการจัดการแข่งขัน JORAKAY JUNIOR BADMINTON CHAMPIONSHIP ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 11 เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไทยฝึกฝนและพัฒนาทักษะทางกีฬา ภายใต้มาตรฐานการแข่งขันระดับสากล</p>
<p><strong>Sustainability Beyond </strong><strong>รากฐานแห่ง “ความยั่งยืน”</strong></p>
<p>ในด้านของการสร้างโลกที่ยั่งยืน จระเข้ ยึดมั่นในการเปลี่ยนนโยบายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ผ่านโครงการสำคัญอย่าง <strong>JORAKAY Green Earth </strong><strong>พาหัวใจสีเขียวไปร่วมปลูกป่า </strong>โครงการปลูกและดูแลป่าชายเลนที่ดำเนินงานร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เครือข่าย Thailand Mangrove Alliance และชุมชนในพื้นที่ เพื่อดำเนินการปลูกและดูแลป่าชายเลน 62.5 ไร่ ในพื้นที่ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี พร้อมการันตีความสำเร็จจากการคว้ารางวัล Asia Responsible Enterprise Awards ในสาขา Green Leadership สะท้อนภาพลักษณ์ขององค์กรที่ไม่เพียงแต่พูดถึงความยั่งยืน แต่ลงมือทำจริงเพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่สังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน ล่าสุดโครงการฯ ยังผ่านการรับรองและขึ้นทะเบียน T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยเรียบร้อย พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality โดยจระเข้ ยังมีแผนขยายพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่องในอนาคต</p>
<p>ขณะเดียวกัน จระเข้ยังคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงได้พัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์กาวซีเมนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม <strong>Jorakay Green Pack (</strong><strong>จระเข้ กรีนแพ็ก)</strong> ร่วมกับ SCGP ชูการใช้กระดาษคราฟท์สีน้ำตาลจากวัสดุรีไซเคิล (Recycled Extensible Kraft Paper) ใช้วัสดุรีไซเคิลมากถึง 70% และลดความหนาของชั้นพลาสติก PE ลงมากกว่า 60% พร้อมปรับรูปแบบการเจาะระบายอากาศเพื่อลดมลภาวะจากการฟุ้งกระจายของฝุ่น ผลลัพธ์ที่ได้คือ Jorakay Green Pack ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตลงถึง 49% โดยได้เริ่มใช้บรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่กับกาวซีเมนต์จระเข้เขียวขนาด 25 กิโลกรัม ซึ่งมียอดขายเฉลี่ยที่ 600,000 ถุงต่อปี เมื่อเปลี่ยนมาเป็น Jorakay Green Pack จะสามารถลดการปล่อย CO<sub>2</sub> ได้มากถึง 110 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ปี</p>
<p>นอกจากนี้ จระเข้ยังเดินหน้าโครงการเสริมอื่น ๆ เช่น การเลือกใช้พลังงานสีเขียว (Green Energy) จากการติดตั้ง Solar Rooftop ที่โรงงาน จ.สระบุรี และสำนักงานใหญ่บนถนนกรุงเทพกรีฑา แผงโซลาร์เซลล์ครอบคลุมพื้นที่ 6,000 ตร.ม. ขนาดติดตั้งรวม 1,065 kWp และประมาณการผลิตไฟฟ้าต่อปีทั้งหมด 1,100 MWh คิดเป็น 30% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในโรงงานและสำนักงาน ตลอดจนการใช้รถฟอร์กลิฟต์พลังงานไฟฟ้า, รถบรรทุก EV, ระบบ Recycle Water และแนวทางอีกมากมายที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ</p>
<p><strong>ดร.จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด</strong> กล่าวว่า &#8220;การดำเนินงานด้านความยั่งยืนของจระเข้ ไม่เคยเป็นเพียงแค่นโยบายบนหน้ากระดาษ เราลงมือทำจริงเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงในทุกมิติ ตั้งแต่การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนผ่านนวัตกรรมที่ปลอดภัยใส่ใจผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้งาน การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกันกับเรา ไปจนถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม จระเข้ เชื่อว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้เมื่อเติบโตเคียงข้างสังคมและดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วย<strong>การดำเนินงาน </strong><strong>3 Beyonds </strong><strong>ที่เราได้วางรากฐานไว้อย่างมั่นคงในวันนี้ จระเข้ ให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม ยกระดับวงการก่อสร้าง และดูแลผู้คน</strong><strong>&#8211;</strong><strong>สังคม-สิ่งแวดล้อม ภายใต้วิสัยทัศน์ </strong><strong>Build Today, Beyond Tomorrow</strong>&#8221;</p>
<p>จระเข้ คอร์ปอเรชั่น ยังคงยืนหยัดในฐานะองค์กรไทยที่ &#8220;<strong>คิดไกล ทำจริง สู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน</strong>&#8221; พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจด้วยหัวใจสีเขียว เดินหน้าสานต่อโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาว ต่อยอดนวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าและผลลัพธ์ที่ยั่งยืนให้ทุกภาคส่วน สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 5 ข้อ (5SDs) ได้แก่ การลดการปล่อย CO<sub>2</sub> เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศซึ่งบริษัทสามารถลดได้กว่า 18.7 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า, การลดปริมาณขยะและของเสียที่จัดการไปแล้วกว่า 169,000 กิโลกรัม การลดการใช้สารพิษโดยลดฝุ่นได้กว่า 3,900,000 กิโลกรัม การเพิ่มสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า 63% ของยอดขายทั้งหมด และการสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ได้พัฒนาทักษะคนไปแล้วมากกว่า 20,000 คน ด้วยเป้าหมายในการร่วมสร้างโลกที่น่าอยู่ที่ทุกฝ่ายเติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุล เพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/jorakay-corporation-build-today-beyond-tomorrow/">เปิด “3 Beyonds” กับ “6 ภารกิจ” จาก “จระเข้ คอร์ปอเรชั่น” ตอกย้ำต้นแบบองค์กรนวัตกรรมก่อสร้างที่ “คิดแล้วทำ” เพื่อวันพรุ่งนี้ เดินหน้าสร้างรากฐานสู่อนาคตที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Build Today, Beyond Tomorrow</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน &#8211; ยกระดับ SMEs &#8211; รับมือโลกรวน&#8217; ​3 โจทย์ &#8216;​ESG Symposium 2025&#8217; ​เร่งไทยบรรลุคาร์บอนต่ำ เน้น &#8216;แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย ขับเคลื่อนได้จริง&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/scg-esg-symposium-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 13:21:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Symposium]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Symposium 2025]]></category>
		<category><![CDATA[Financing]]></category>
		<category><![CDATA[GREEN BREAKTHROUGH AMID THE PERFECT STORM]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transition]]></category>
		<category><![CDATA[MSMEs]]></category>
		<category><![CDATA[Policy]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[TPA]]></category>
		<category><![CDATA[White Paper]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยเหลือผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ณพพงศ์ ธีระวร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<category><![CDATA[โลกรวน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36841</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรง ESG Symposium 2025 จัดขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อย่างเป็นรูปธรรมที่ต้อง &#8216;แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนได้จริง&#8217;  โดยเน้น 3 วาระสำคัญ ได้แก่ 1. การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) 2. การยกระดับ SMEs สู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำครบวงจรและเป็นธรรม (Just Transition for SMEs) และ 3. การเตรียมพร้อมรับมือโลกรวน (Climate Adaptation) เสริมขีดความสามารถแข่งขันระดับสากล รับมือความผันผวนทั้งโลกรวน และเศรษฐกิจโลกอย่างทันท่วงที คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ESG Symposium เป็นแพลตฟอร์ม ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘GREEN BREAKTHROUGH AMID THE PERFECT STORM – [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/scg-esg-symposium-2025/">&#8216;เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน &#8211; ยกระดับ SMEs &#8211; รับมือโลกรวน&#8217; ​3 โจทย์ &#8216;​ESG Symposium 2025&#8217; ​เร่งไทยบรรลุคาร์บอนต่ำ เน้น &#8216;แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย ขับเคลื่อนได้จริง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรง <strong>ESG Symposium 2025</strong> จัดขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อย่างเป็นรูปธรรมที่ต้อง <strong>&#8216;แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนได้จริง&#8217; </strong></p>
<p><span id="more-36841"></span></p>
<p>โดยเน้น 3 วาระสำคัญ ได้แก่ <strong>1. การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด</strong> (Energy Transition) <strong>2. การยกระดับ SMEs สู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำครบวงจรและเป็นธรรม</strong> (Just Transition for SMEs) และ <strong>3. การเตรียมพร้อมรับมือโลกรวน</strong> (Climate Adaptation) เสริมขีดความสามารถแข่งขันระดับสากล รับมือความผันผวนทั้งโลกรวน และเศรษฐกิจโลกอย่างทันท่วงที</p>
<p><strong>คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม</strong> กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ESG Symposium เป็นแพลตฟอร์ม ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘<strong>GREEN BREAKTHROUGH AMID THE PERFECT STORM – เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน’</strong> เพื่อร่วมออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายและโครงการที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้และยั่งยืน ผ่านการระดมความเห็น และการเสนอแนะจากผู้นำระดับ Top Leader มากกว่า  300 คน ทั้งจากภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน</p>
<p>โดยในปีนี้ ข้อเสนอจาก <strong>ESG Symposium 2025</strong>  เพื่อร่วม​ขับเคลื่อน​การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-36846 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/นายธรรมศักดิ์-เศรษฐอุดม-กรรมการผู้จัดการใหญ่-เอสซีจี.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>1. ปลดล็อก ปรับโครงสร้าง วางระบบพลังงานเสรีครบวงจร เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน</strong></p>
<p>เร่งวางระบบพลังงานเสรีอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าด้วยมาตรฐาน <strong>TPA Code (Third Party Access)</strong> และการส่งเสริมสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) พร้อมปรับโครงสร้างระบบพลังงานให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ในต้นทุนที่เหมาะสม เพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า สำหรับรับมือกับ ความผันผวนในระดับโลกอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>2. ยกระดับ SMEs สู่ความยั่งยืนและแข่งขันได้จริง </strong></p>
<p>จัดตั้ง One Stop Service เพื่อให้ SMEs เข้าถึงเงินทุน ความรู้ และเทคโนโลยีได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน และเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าสู่ตลาดแข่งขันได้จริง</p>
<p>ขณะเดียวกันเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีสีเขียวและดิจิทัล พัฒนาทักษะแรงงานผ่านการอบรมและ Skill Matching เตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงของตลาด พร้อมสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงแผนพัฒนาระดับชาติ และวาระลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ SMEs เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน</p>
<p><strong>3. เร่งเตรียมความพร้อมปรับตัวรับมือโลกรวน ด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือ</strong></p>
<p>ดำเนินการวางรากฐานการปรับตัว ต่อสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง ผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตร นำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ประโยชน์ พร้อมศึกษาและนำแนวทางนโยบายจากต่างประเทศ มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติโลกรวน</p>
<p><em>&#8220;ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤติสภาพภูมิอากาศ และภาวะเศรษฐกิจโลก จากสงครามการค้า จึงต้องเร่งวางกรอบกลยุทธ์ที่  &#8216;<strong>แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนได้จริง&#8217;</strong> เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก พร้อมสร้างรากฐานอย่างยั่งยืน โ<strong>ดยสิ่งที่ตกผลึกได้จาก ESG Symposium 2025 จะมีการสรุปเป็น White Paper เพื่อนำส่งและเสนอแนะเป็นแนวทางในการขับเคลื่อน และกรอบการทำงานร่วมกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน </strong>&#8221; ​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36843 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Green-.png" alt="" width="692" height="900" /></p>
<p><strong>TPA กระดุมเม็ดแรก ปลดล็อกพลังงานสะอาด</strong></p>
<p><strong>ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์</strong> นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ​ระบบพลังงานของไทยเผชิญแรงกดดันทั้งจากเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก NDC 3.0 การตอบรับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป และความจำเป็นในการยกระดับดัชนี Energy Transition Index เพื่อความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค การขับเคลื่อนเรื่องนี้ในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องเน้นทำผ่าน​กรอบ <strong> ‘ชัด คล่อง เป็นจริง’</strong> โดยมุ่งเน้นการเปิดตลาด Direct PPA ที่โปร่งใสเพื่อดึงดูดการลงทุนพลังงานหมุนเวียน การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน และไฮโดรเจน พร้อมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อวางรากฐาน Green Infrastructure ที่มั่นคงและยั่งยืน รวมทั้งพัฒนาแรงงานทักษะสีเขียว โดย TDRI พร้อมสนับสนุนงานวิจัยและนโยบาย ในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านนี้</p>
<p><em>&#8220;ประเทศไทยมีศักยภาพในการขับเคลื่อนเรื่องพลังงานสะอาด (Renewable) ทั้งพลังงานโซลาร์  ไบโอแมส  ไบโอแกส หรือพลังงานลม ซึ่งหากในอนาคตมีเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น จะยิ่งเพิ่ม​ศักยภาพในการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนพลังงานสะอาดราว 10-15% ซึ่งหากต้องการขับเคลื่อนเป้าหมายให้เป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2030 ต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดขึ้นมาเป็น 74% และหากต้องการผลักดันตามเป้าหมาย ภาครัฐจำเป็นต้องให้สิทธิในกา​รจัดส่งไฟฟ้าได้อย่างเสรีกับภาคเอกชน หรือ TPA ซึ่งถือเป็นกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญ เพราะตอนนี้ประเทศไทยมีความต้องการใช้ Renewable เยอะมาก ทั้งภาคอุตสาหกรรม หรือภาคส่งออก รวมทั้งมีผู้ผลิตที่มีศักยภาพ มีคุณภาพของพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ แต่ผู้ผลิตยังไม่มีความมั่นใจว่า หากผลิตมาแล้วจะสามารถจัดส่งอย่างเสรีได้หรือไม่ จึงต้องปลดล็อกด้วย TPA ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนได้อย่างมีอัตราเร่ง&#8221; ดร.อารีพร กล่าว</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36847 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ดร.อารีพร-อัศวินพงศ์พันธ์-นักวิจัยอาวุโส-สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย-TDRI-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ จำเป็นต้องส่งเสริมเทคโนโลนี SMR หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าทั้งในเรื่องของความสะอาด (Clean Energy) และความเสถียร (Energy Security) รวมทั้งยังมีต้นทุนที่ไม่แพง ขณะที่​การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ในหลายๆ ประเทศ​มีความปลอดภัยเป็นอย่างดี แต่ในส่วนของประเทศไทย จำเป็นต้องเร่งสร้างทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัย​ ​เพื่อสร้างการยอมรับจากประชาชน​ ซึ่งถือเป็นการบ้านสำคัญของภาครัฐในการ​​ขับเคลื่อนให้โครงการ SMR เกิดขึ้นได้จริง</p>
<p><strong>เร่งพัฒนาโซลูชันทางการเงิน ช่วยผู้ประกอบรายเล็ก​</strong></p>
<p>ด้าน <strong>ดร.ณพพงศ์ ธีระวร</strong> ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า MSMEs (Micro &amp; Small, Medium Enterprises) ซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทยกว่า 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ หรือมีรวมกันที่ราว 3.25 ล้านราย และมีการจ้างงานกว่า 13 ล้านคน และสร้างผลผลิตให้ประเทศกว่า 35% ของ GDP โดยในจำนวนนี้ แบ่งเป็น กลุ่มผู้ประกอบการในระดับไมโคร หรือกลุ่มวิสาหกิจรายย่อย​ 84.5% หรือ 2.75 ล้านราย, ระดับเล็ก หรือวิสาหกิจขนาดย่อม 13% หรือ 4.2 แสนราย, วิสาหกิจ​ขนาดกลาง 2% หรือ 6.5 หมื่นราย และวิสาหกิจขนาดใหญ่ 0.5% หรือ 1.5 หมื่นราย</p>
<p>โดยกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจทั้ง<strong> MSMEs เหล่านี้ยังคงเผชิญกับ 4 ความท้าทายหลัก ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งทุน โอกาสเชื่อมโยงตลาดใหม่ กฎระเบียบที่ยังซับซ้อน และขาดทักษะอนาคต ​จึงจำเป็นต้อง​กำหนดแนวทางเพื่อช่วยเหลือให้ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อเพิ่มความสามารถในการเติมทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการ</strong> โดยเฉพาะกลุ่ม Micro และ Small Entrepreneurs ที่เป็นกลุ่มขนาดใหญ่ด้วยสัดส่วนถึง 97.5% คิดเป็นจำนวนผู้ประกอบการที่อยู่ในส่วนนี้ถึงกว่า 3.17 ล้านราย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36848 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ดร.ณพพงศ์-ธีระวร-ประธานสมาพันธ์-SME-ไทย-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ภาครัฐจำเป็นต้องพัฒนากลไกเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในรายย่อยและรายเล็กกว่า 3.17 ล้านราย ที่มักมีข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบธนาคาร ​มากกว่าเรียกร้องให้ผู้ประกอบการปรับตัวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาโซลูชั่นหรือเครื่องมือเพื่อเพิ่มช่องทางใหม่ๆ ในการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีดอกเบี้ยต้ำและไม่ผูกติดอยู่กับระบบธนาคารที่มีความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ เพราะปัจจุบันรายย่อยและรายเล็กสามารถเข้าถึงได้เพียง Nano และ Pico Finance ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่ประมาณ 30% ต่อปี ขณะที่กลุ่มซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ 3-4% จะมีเพียงธุรกิจที่มีระบบบัญชี หรือข้อมูลทางการเงินตามเกณฑ์ที่สถาบันการเงินกำหนด ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการอยู่รอดของผู้ประกอบการ เพื่อไม่ให้ประเทศต้องติดหล่มทางเศรษฐกิจและไม่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ&#8221;</em> ​ดร.ณพพงศ์ กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ ควรมีแนวทางเพื่อช่วยเหลือด้านการเงินและต้นทุนต่ำ ที่สามารถให้ความช่วยเหลือส่งไปถึงกลุ่มผู้ประกอบรายย่อยซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญในเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแท้จริง อาทิ กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Micro &amp; Small Entrepreneurs) ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ 3-4% ต่อปี เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัว และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันต่อไป นอกเหนือจากนี้ การยกระดับทักษะและนวัตกรรมทาง Digital, AI and Green Transformation เพื่อให้เกิดความพร้อม ในการเชื่อมโยงตลาดใหม่ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงตลาด Online ตลอดจนการสร้าง One Stop Service และ Ecosystem ครบวงจร พร้อมผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบ ที่เอื้อกับผู้ประกอบการ MSME ให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข่งขัน ได้ในระยะยาว ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ</p>
<p><strong>​&#8217;เร่งปรับตัวรับมือวิกฤตโลกรวน&#8217; ​โจทย์ใหญ่ของประเทศ  </strong></p>
<p><strong>คุณธรรมศักดิ์</strong> กล่าเพิ่มเติมอีกว่า ​​หนึ่งในโจทย์เร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องรีบเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างจริงจังคือ  การเตรียมความพร้อม ในการรับมือวิกฤตโลกรวน (Climate Adaptation) เนื่องจาก​ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และความผันผวนของทรัพยากร กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประเทศ ดังนั้น การเร่งเตรียมพร้อมอย่างรอบด้าน จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็น โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้มาใช้ ยกระดับความสามารถในการปรับตัว ลดความเสี่ยง และสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36849 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Re-ESG-Symposium-2025.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เอสซีจีพร้อมเดินหน้าร่วมกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อผลักดันข้อเสนอจาก ESG Symposium 2025 ไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ และการลงทุนพัฒนาผ่านโครงการนำร่อง PPP สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และพร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลง ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต”</em> คุณธรรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/scg-esg-symposium-2025/">&#8216;เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน &#8211; ยกระดับ SMEs &#8211; รับมือโลกรวน&#8217; ​3 โจทย์ &#8216;​ESG Symposium 2025&#8217; ​เร่งไทยบรรลุคาร์บอนต่ำ เน้น &#8216;แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย ขับเคลื่อนได้จริง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่มธุรกิจ TCP ​แนะขับเคลื่อน &#8216;E+ESG&#8217; แม้วิกฤตรอบด้าน แต่ธุรกิจยังต้อง &#8216;ยั่งยืน&#8217; เพราะคือพื้นฐานของ​การเติบโต ในยุคที่ทุกคนต้อง​ปรับตัวเพื่อรอด</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/tcp-sustainable-growth-beyond-business-as-usual/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 Aug 2025 12:05:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[E+ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Future Ready]]></category>
		<category><![CDATA[Growth Diversification]]></category>
		<category><![CDATA[Re-balancing]]></category>
		<category><![CDATA[Re-Invention]]></category>
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth The Future of Growth]]></category>
		<category><![CDATA[TCP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP Sustainability Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ทีซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35749</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปีนี้ถือเป็นปีที่ธุรกิจต้องเผชิญ​หลากหลายความเสี่ยงที่หนักและมากกว่าที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของตลาดทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น​เงื่อนไขจากภาษีการค้าระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและระมัดระวังการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมทั้งปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ และการพัฒนาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่เข้ามาดิสรัปธุรกิจเพิ่มมากขึ้น กลุ่มธุรกิจ TCP ​ผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ที่แม้จะได้ชื่อว่าเป็นบริษัทใหญ่ระดับประเทศ และทำตลาดอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ก็ต้องมีการปรับตัว ทั้งการ Re-balancing และ Re-Invention เพื่อสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวบนเวที  ‘TCP Sustainability Forum 2025: Sustainable Growth The Future of Growth&#8217; ในหัวข้อ ‘การก้าวข้ามธุรกิจแบบเดิม : สู่กลยุทธ์ใหม่เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน’ ถึงการปรับตัวของ TCP ในยุคที่ไม่สามารถเติบโตแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป ​ผ่านการขับเคลื่อน 2 แนวทางหลัก คือ &#8211; Re-balancing : ผ่านการปรับสมดุลใหม่ในธุรกิจ เพราะบริบทที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ธุรกิจที่เคยวางแผนการขับเคลื่อนในระยะยาว ต้องกลับมาทบทวน​ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/tcp-sustainable-growth-beyond-business-as-usual/">กลุ่มธุรกิจ TCP ​แนะขับเคลื่อน &#8216;E+ESG&#8217; แม้วิกฤตรอบด้าน แต่ธุรกิจยังต้อง &#8216;ยั่งยืน&#8217; เพราะคือพื้นฐานของ​การเติบโต ในยุคที่ทุกคนต้อง​ปรับตัวเพื่อรอด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปีนี้ถือเป็นปีที่ธุรกิจต้องเผชิญ​หลากหลายความเสี่ยงที่หนักและมากกว่าที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของตลาดทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น​เงื่อนไขจากภาษีการค้าระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและระมัดระวังการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมทั้งปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ และการพัฒนาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่เข้ามาดิสรัปธุรกิจเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><span id="more-35749"></span></p>
<p>กลุ่มธุรกิจ TCP ​ผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ที่แม้จะได้ชื่อว่าเป็นบริษัทใหญ่ระดับประเทศ และทำตลาดอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ก็ต้องมีการปรับตัว ทั้งการ<strong> Re-balancing</strong> และ<strong> Re-Invention</strong> เพื่อสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35751 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Re-TCP-Sustainability-Forum-2025_002.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวบนเวที<strong>  ‘TCP Sustainability Forum 2025: Sustainable Growth The Future of Growth&#8217;</strong> ในหัวข้อ <strong>‘การก้าวข้ามธุรกิจแบบเดิม : สู่กลยุทธ์ใหม่เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน</strong>’ ถึงการปรับตัวของ TCP ในยุคที่ไม่สามารถเติบโตแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป ​ผ่านการขับเคลื่อน 2 แนวทางหลัก คือ</p>
<p><strong>&#8211; Re-balancing : </strong>ผ่านการปรับสมดุลใหม่ในธุรกิจ เพราะบริบทที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ธุรกิจที่เคยวางแผนการขับเคลื่อนในระยะยาว ต้องกลับมาทบทวน​ พร้อมทั้งการประเมินและจัดลำดับความสำคัญใหม่ แผนต่างๆ ที่เคยวางไว้อาจไม่ตอบโจทย์ หรือสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าต้องทำ อาจกลับกลายมาเป็นสิ่งจำเป็นและต้องเร่งทำโดยเร็ว เป็นต้น</p>
<p><strong>&#8211; Re -Invention :</strong> การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เช่น การปรับวิธีการทำงาน กระบวนการต่างๆ วิธีคิด วิธีการสื่อสาร หรือช่องทางในการสื่อสาร เพื่อให้ตอบโจทย์บริบท และพฤติกรรมของธุรกิจ และผู้บริโภคในปัจจุบันได้มากขึ้น</p>
<p>และแม้ธุรกิจจะต้องปรับตัวเพื่อรับมือต่อความผันผวน และท้าทายอย่างไร แต่การขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน ​โดยเฉพาะการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม (ESG) ยังถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทุกธุรกิจไม่ควรทิ้ง เพราะเรื่องของความยั่งยืนไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่ถือเป็นพื้นฐาน และกลไกสำคัญในการเติบโตของโลกธุรกิจยุคใหม่ แต่ต้องขับเคลื่อนตามแนวคิด <strong>E+ESG</strong>  ทำตามกำลังที่มี และต้องมองผลกระทบต่อธุรกิจด้วย รวมทั้งอิมแพ็คที่เกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนนั้นคืออะไร</p>
<p><em>&#8220;เรายังมองว่า ESG หรือเรื่องของความยั่งยืนยังคงเป็นสิ่งสำคัญ และไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเลือกว่าควรทำหรือไม่ควรทำ เพราะถ้าหากไม่ทำ โลกใบนี้ก็จะอยู่ไม่ได้ ดังน้ัน เรื่องนี้ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะต้องทำ แต่ต้องยึดหลัก E+ESG โดยต้องคำนึงถึง​ E ในมิติ Economic เข้ามาด้วย เพราะผลตอบแทนทางธุรกิจ ​การเติบโตขององค์กรและ​คนในองค์กร ยังถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเช่นกัน หากแลกทุกอย่างที่มีเพื่อการทำเรื่องของความยั่งยืน ก็ไม่สามารถเรียกว่าเป็นการเติบโตแบบยั่งยืนได้ จึงควรเลือกขับเคลื่อนรูปแบบที่ตอบโจทย์กับกำลังและทรัพยากรที่มี ทำแล้วไม่กระทบธุรกิจ รวมทั้งให้ความสำคัญต่อ Impact ที่จะเกิดขึ้นจากสิ่งที่ทำนั้น ทั้งในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายแล้วธุรกิจเองก็ต้องไปต่อได้ด้วยเช่นกัน จึงต้องเพิ่มมุมมองให้การขับเคลื่อนให้กว้างขึ้นตามแนวทาง E+ESG&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35752 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/E-ESG.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>วาง 3 กลยุทธ์ &#8216;เติบโตอย่างยั่งยืน&#8217;</strong></p>
<p>สำหรับกลุ่มธุรกิจ TCP  มีความเชื่อว่า <strong>​Sustainable Growth</strong>​  ไม่ใช่เพียงแค่กลยุทธ์ แต่​เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อเพิ่มความ​สามารถในการแข่งขันได้ดีขึ้น ปรับตัวได้ดีขึ้น ตอบสนองผู้บริโภคยุคใหม่ และขยายขอบเขตงานด้านความยั่งยืน ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งวาง 3 กลยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในปีนี้ ท่ามกลางความท้าทายและผันผวนรอบด้าน  พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์เชิงรุกของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตอย่างรวดเร็ว ​แต่เป็นการคิดใหม่​ เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งประกอบไปด้วย</p>
<p><strong>1. การขยายการเติบโตอย่างหลากหลาย (Growth Diversification) </strong>ผ่านการศึกษาและวิเคราะห์แนวโน้มการตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่ง​ขยายพอร์ตเครื่องดื่มให้มีความหลากหลาย ​เพื่อสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น จากปัจจุบันพอร์ตส่วนใหญ่ 80-85% เป็นกลุ่ม  Energy Drink ซึ่งยังคงให้ความสำคัญ เพราะยังเป็นตลาด Top3 ที่มีแนวโน้ม​​เติบโตได้ดีในตลาดโลก ควบคู่กับการขยายสู่เทรนด์ตลาดเครื่องดื่มใหม่ๆ ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ ​รวมทั้งการขยายไปสู่​ตลาดในหลากหลายประเทศมากขึ้น จากปัจจุบัน ฐานในประเทศไทยยังเป็นหลักที่ราว 70% ส่วนต่างประเทศ 30% ซึ่งในอีก 5 ปี คาดว่าจะเพิ่มตลาดในต่างประเทศให้ได้ 70% ภายใต้การลงทุนอย่างระมัดระวัง ​วิเคราะห์แต่ละตลาดอย่​างรอบด้าน เพื่อสร้างโอกาสในตลาดที่มีการเติบโตในระดับสูง</p>
<p><strong>2. การยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน (Operational Efficiency &amp; Competitive Excellence) </strong>ด้วยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาเสริมทั้งกระบวนการดำเนินธุรกิจและการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะการส่งเสริมการปรับใช้เทคโนโลยีภายในองค์กร เช่น AI ที่เข้ามามีบทบาทในธุรกิจมากขึ้น ทำให้จำบุคลากรจำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อนำมาช่วยในการทำงานให้เร็วและเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น เพราะแม้เทคโนโลยีจะสำคัญ แต่คนยังคงมีความจำเป็นในขั้นตอนสุดท้าย ขณะที่การเพิ่ม​ศักยภาพ​ด้านการผลิต เพื่อปรับสู่การเป็น Smart Manufacturing เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน และมีระบบการผลิตที่เพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น  ไปจนถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานสีเขียว ทั้งในการผลิตหรือในการขนส่ง ที่เริ่มใช้ EV ในรถขนาดเล็กแล้ว เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35753 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/TCP-Sustainability-Forum-2025_004.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>3. การสร้างรากฐานเพื่ออนาคต (Future-Ready Foundation) </strong>ด้วยการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและฝังแนวคิด ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) เพื่อทำให้ความยั่งยืนเป็นแนวคิดหลักในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และเป็นรากฐานของการเติบโตในระยะยาว โดย​ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้มุ่งขับเคลื่อนการบูรณาการแนวคิดความยั่งยืนเข้ากับทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการทรัพยากร และการมีส่วนร่วมกับชุมชน ในหลากหลายโครงกร และมีผลการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้  พร้อมทั้งมีเป้าหมาย​ยกระดับจากการพัฒนา มาเป็นการฟื้นฟู (Regenerative) ผ่าน 2 โครงการใหม่ เพื่อเป็นการพัฒนาในเชิงพื้นที่ เพื่อดูแลทั้งระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างความแข็งแกร่งในชุมชน รวมทั้งยังสามารถสร้างคาร์บอนเครดิต เพื่อนำมาใช้ในการชดเชยคาร์บอน สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050</p>
<p><em>&#8220;สำหรับการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของกลุ่ม TCP ถือว่ายังทำไปได้ตามแผน ทั้ง 4 มิติ ตามที่ประกาศไว้ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาผลิตภัณฑ์​หรือเพิ่มสูตรทางเลือกให้ตอบโจทย์เรื่องของสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การส่งเสริม Circular Economy ที่บรรจุภัณฑ์ทั้ง 100% มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถรีไซเคิลได้ ขณะที่การชดเชยน้ำ สามารถบรรลุเป้าหมายในการคืนน้ำสู่ธรรมชาติให้ได้มากกว่าปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตแล้ว ​ส่วนการมุ่งมั่นเพื่อลดคาร์บอนในธุรกิจ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และอาจยังคงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่บริษัทยังให้ความสำคัญในการเดินหน้าศึกษาและร่วมมือกันพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านให้ทั้งคู่ค้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถขับเคลื่อนไปได้พร้อมกัน ได้ทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ&#8221;</em>​ คุณสราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/tcp-sustainable-growth-beyond-business-as-usual/">กลุ่มธุรกิจ TCP ​แนะขับเคลื่อน &#8216;E+ESG&#8217; แม้วิกฤตรอบด้าน แต่ธุรกิจยังต้อง &#8216;ยั่งยืน&#8217; เพราะคือพื้นฐานของ​การเติบโต ในยุคที่ทุกคนต้อง​ปรับตัวเพื่อรอด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเวทีประชุมความยั่งยืน ชูแนวคิด &#8216;Sustainable Growth: The Future of Growth&#8217; ชี้การเติบโตที่ยั่งยืนคือทางรอดของธุรกิจในโลกยุคใหม่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/tcp-sustainability-forum-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 Aug 2025 05:43:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[TCP GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP Sustainability Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[The Future of Growth]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35736</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มธุรกิจ TCP จัดงาน &#8216;TCP Sustainability Forum 2025&#8242; ปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด &#8216;Sustainable Growth: The Future of Growth&#8217; (การเติบโตที่ยั่งยืน: สู่อนาคตใหม่ของการเติบโต) สะท้อนวิสัยทัศน์เชิงรุกของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตอย่างรวดเร็ว หากแต่เป็นการ คิดใหม่ เพื่อการเติบโตที่ ดีขึ้น และ ยั่งยืนจริง ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้นำทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและมุมมองเชิงลึกในแนวคิด “การเติบโตที่ยั่งยืน” (Sustainable Growth) ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เน้นสมดุลระหว่างผลประกอบการ ความมั่นคงของระบบนิเวศ และการสร้างความเสมอภาคทางสังคม ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตที่สร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับทั้งธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า “โลกในวันนี้กำลังบอกเราว่า การเติบโตแบบเดิมไม่ใช่คำตอบอีกต่อไปเพราะการเติบโตอย่างรวดเร็วทางตัวเลขที่ปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม อาจทิ้งภาระให้คนรุ่นต่อไปต้องแบกรับ ดังนั้นนี่คือ ช่วงเวลาแห่งการปรับสมดุลและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ กลุ่มธุรกิจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/tcp-sustainability-forum-2025/">กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเวทีประชุมความยั่งยืน ชูแนวคิด &#8216;Sustainable Growth: The Future of Growth&#8217; ชี้การเติบโตที่ยั่งยืนคือทางรอดของธุรกิจในโลกยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กลุ่มธุรกิจ TCP จัดงาน &#8216;<strong>TCP Sustainability Forum 2025&#8242; </strong>ปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด <strong>&#8216;Sustainable Growth: The Future of Growth&#8217;</strong> <strong>(การเติบโตที่ยั่งยืน: สู่อนาคตใหม่ของการเติบโต)</strong> สะท้อนวิสัยทัศน์เชิงรุกของกลุ่มธุรกิจ TCP</p>
<p><span id="more-35736"></span></p>
<p>ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตอย่างรวดเร็ว หากแต่เป็นการ <strong>คิดใหม่</strong> เพื่อการเติบโตที่ <strong>ดีขึ้น</strong> และ <strong>ยั่งยืนจริง</strong> ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้นำทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและมุมมองเชิงลึกในแนวคิด<strong> “การเติบโตที่ยั่งยืน” (Sustainable Growth)</strong> ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เน้นสมดุลระหว่างผลประกอบการ ความมั่นคงของระบบนิเวศ และการสร้างความเสมอภาคทางสังคม ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตที่สร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับทั้งธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง</p>
<p><strong>นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า</strong> “โลกในวันนี้กำลังบอกเราว่า การเติบโตแบบเดิมไม่ใช่คำตอบอีกต่อไปเพราะการเติบโตอย่างรวดเร็วทางตัวเลขที่ปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม อาจทิ้งภาระให้คนรุ่นต่อไปต้องแบกรับ ดังนั้นนี่คือ ช่วงเวลาแห่งการปรับสมดุลและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ กลุ่มธุรกิจ TCP จึงเชื่อว่า ‘Sustainable Growth’ (การเติบโตที่ยั่งยืน) ไม่ใช่เพียงเป้าหมาย แต่คือหนทางที่จะพาเราก้าวข้ามวิกฤต คือรากฐานของการเติบโตที่ยั่งยืนแท้จริง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราได้ลงมือทำจริงในการบูรณาการแนวคิดความยั่งยืนเข้ากับทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการทรัพยากร และการมีส่วนร่วมกับชุมชน เวที TCP Sustainability Forum เกิดขึ้นจากความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงไม่อาจทำได้เพียงลำพัง เราต้องรวมพลังของภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างแนวทางของการเติบโตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และสามารถส่งต่อโลกที่ดีกว่าให้คนรุ่นถัดไป”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35739 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/TCP-Sustainability-Forum-2025_024-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>โลกยุคใหม่ที่ไม่หยุดนิ่ง สัญญาณความท้าทายใหม่ของการเติบโต</strong></p>
<p>ปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตอย่างชะลอตัว โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าปีนี้จะขยายตัวอยู่ที่ 3% เพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ 2.8% และคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะขยายตัวที่ 2% ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวหลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ วิกฤตโลกร้อนที่ยังไร้ซึ่งทางออก ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ทวีความรุนแรง ไปจนถึงความกังวลของแรงงานทั่วโลกที่เสี่ยงถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ภาคธุรกิจทุกขนาด เริ่มหันมาตั้งคำถามว่า “เราจะก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้อย่างไร” นำไปสู่จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตรูปแบบเดิม ไปเป็นการเติบโตที่สร้างคุณค่าและความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35741 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Re-TCP-Sustainability-Forum-2025_007-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ฝ่ามรสุมความท้าทายโลกสู่ความหวังแห่งอนาคต ด้วยแนวคิดการเติบโตที่ยั่งยืนจากกลุ่มธุรกิจ TCP<br />
</strong>จากสถานการณ์ของประเทศไทยและทั่วโลกที่เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน กลุ่มธุรกิจ TCP จึงได้ทำการประเมินและทบทวน จัดลำดับความสำคัญของงานใหม่ และหาโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จนกำหนดแนวคิดหลักของเวทีในปีนี้ภายใต้หัวข้อ <strong>“Sustainable Growth: The Future of Growth”</strong> พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนตามแนวคิด <strong>“การเติบโตที่ยั่งยืน” (Sustainable Growth)</strong> ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่</p>
<p><strong>1. การขยายการเติบโตอย่างหลากหลาย (Growth Diversification) </strong>ผ่านการศึกษาและวิเคราะห์แนวโน้มการตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><strong>2. การยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน (Operational Efficiency &amp; Competitive Excellence) </strong>ด้วยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาเสริมทั้งกระบวนการดำเนินธุรกิจและการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน</p>
<p><strong>3. การสร้างรากฐานเพื่ออนาคต (Future-Ready Foundation) </strong>ด้วยการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและฝังแนวคิด ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) เพื่อทำให้ความยั่งยืนเป็นแนวคิดหลักในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และเป็นรากฐานของการเติบโตในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35742 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/TCP-Sustainability-Forum-2025_009-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>รวมพลังความคิดจากผู้นำหลากหลายธุรกิจ ร่วมขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืน<br />
</strong>เวทีประชุมด้านความยั่งยืน <strong>“TCP Sustainability Forum 2025” </strong>ภายใต้แนวคิด<strong> “Sustainable Growth: The Future of Growth” </strong>ที่ออกแบบให้สะท้อนมุมมองจากหลากหลายระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ องค์กร ไปจนถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ร่วมแสดงวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย กลยุทธ์องค์กร ตลอดจนแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจไทยให้เดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่งในอนาคต นำเสนอผ่าน 4 ช่วงสำคัญ ได้แก่</p>
<p>1. ปาฐกถาพิเศษและกล่าวเปิดในหัวข้อ<strong> &#8220;สู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน: ความร่วมมือจีน-ไทยในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน&#8221; </strong>โดย <strong>นายเจียง เหว่ย ท่านอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35744 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Re-TCP-Sustainability-Forum-2025_012.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>2. การเติบโตอย่างยั่งยืน: ประเทศไทย อนาคตของการเติบโต </strong>และ<strong> การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวในฐานะกลไกทางเศรษฐกิจ: โอกาสใหม่สำหรับการเติบโตทางธุรกิจ </strong>นำโดย <strong>นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร </strong>และ <strong>ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่และเลขานุการ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)</strong> เปิดเวทีด้วยวิสัยทัศน์ระดับประเทศและเศรษฐกิจโลก รวมถึงชี้แนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และบทบาทของ “การเติบโตที่ยั่งยืน” ในการขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจไทย</p>
<p><strong>3. การก้าวข้ามธุรกิจแบบเดิม: สู่กลยุทธ์ใหม่เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน</strong> นำโดย <strong>นายสราวุฒิ อยู่วิทยา<br />
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP</strong> และ <strong>นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด</strong> ผู้นำจากต่างอุตสาหกรรมร่วมถ่ายทอดมุมมองด้านความยั่งยืน พร้อมเจาะลึกกลยุทธ์ “<strong>การก้าวข้ามธุรกิจแบบเดิม</strong>” และแนวทางเสริมความยืดหยุ่นและศักยภาพการแข่งขันขององค์กรในยุคใหม่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35743 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/TCP-Sustainability-Forum-2025_015-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>4. การนำการเติบโตที่ยั่งยืนไปปฏิบัติจริง – การเปลี่ยนแปลงและการสร้างโอกาสสำหรับทุกภาคส่วน</strong> โดยเหล่าผู้ประกอบการจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ได้แก่ บริษัท เพนนิน เพนนี พาทิซเซอรี่ จำกัด, บริษัท ไทยนำโพลีแพค จำกัด, บริษัท คอมม่อน ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN) ร่วมถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสจากการปรับตัวสู่ธุรกิจยั่งยืน เพื่อนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมกรณีศึกษาที่แม้ไม่ใช่ธุรกิจขนาดใหญ่ แต่สามารถบูรณาการแนวคิดความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>&#8220;TCP Sustainability Forum&#8221; นับว่าเป็นเวทีความยั่งยืนที่นำแนวคิดสู่กลไกปฏิบัติจริงมาสู่ห่วงโซ่ธุรกิจ และส่งเสริมความร่วมมือของพันธมิตรในกลุ่มอุตสาหกรรมและเครื่องดื่ม เพื่อร่วมรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโลกรอบด้าน นอกจากนี้ ภายในงานยังเป็นปีแรกที่มอบรางวัล TCP Outstanding Sustainability Supplier Award จำนวน 6 รางวัล แก่คู่ค้าที่มีผลงานดีเด่น และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนอย่างโดดเด่น ตอกย้ำความมุ่งมั่นของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการขับเคลื่อนธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน ภายใต้เป้าหมาย &#8220;ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35738 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/TCP-Sustainability-Forum-2025_017-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/tcp-sustainability-forum-2025/">กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเวทีประชุมความยั่งยืน ชูแนวคิด &#8216;Sustainable Growth: The Future of Growth&#8217; ชี้การเติบโตที่ยั่งยืนคือทางรอดของธุรกิจในโลกยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แบรนดิ ฉายภาพ &#8216;Next Sustainable Growth&#8217; เมื่อ เศรษฐกิจ​ คน​ และ สิ่งแวดล้อม ต้องอยู่ในสมการเดียวกัน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/07/brandi-next-sustainable-growth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Jul 2025 10:42:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BRANDi]]></category>
		<category><![CDATA[BRANDi and Companies]]></category>
		<category><![CDATA[Economy]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESGNIVERSE 2025]]></category>
		<category><![CDATA[From Reports to REAL IMPACT]]></category>
		<category><![CDATA[Human Capital]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Capital]]></category>
		<category><![CDATA[Real – World of Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[SD Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Development]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainomy]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Waht's Next]]></category>
		<category><![CDATA[ปิยะชาติ อิศรภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนดิ]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34620</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเดิมเวทีงานสัมมนา ESGNIVERSE 2025: Real – World of Sustainability ภายใต้คอนเซปต์ &#8216;From Reports to REAL IMPACT&#8217; โดย Brand Buffet ร่วมกับ SD Thailand  ด้วยแนวคิดการขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจ จาก คุณอาร์ม &#8211;  ปิยะชาติ   อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด (BRANDi &#38; Companies)  โดยได้มาร่วมแชร์มุมมองผ่านหัวข้อ &#8216;What is Next for the Sustainable Growth&#8216;  เพื่อสะท้อนแนวคิด​การขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน​​ในระบบ​เศรษฐกิจ ที่ไม่เพียงสร้าง Profit แต่ต้องสามารถผนวก People และ Planet ให้สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ด้วย คุณอาร์ม มองปัญหาที่ผ่านมา เหมือนการตั้งสมการที่ผิด เพราะการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงปี 1800 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/brandi-next-sustainable-growth/">แบรนดิ ฉายภาพ &#8216;Next Sustainable Growth&#8217; เมื่อ เศรษฐกิจ​ คน​ และ สิ่งแวดล้อม ต้องอยู่ในสมการเดียวกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเดิมเวทีงานสัมมนา <b>ESGNIVERSE 2025: Real – World of Sustainability</b> ภายใต้คอนเซปต์ &#8216;<b>From Reports to REAL IMPACT&#8217;</b> โดย Brand Buffet ร่วมกับ SD Thailand  ด้วยแนวคิดการขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจ จาก <strong>คุณอาร์ม &#8211;  ปิยะชาติ </strong> <b> อิศรภักดี </b>ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด <strong>(BRANDi &amp; Companies) </strong></p>
<p><span id="more-34620"></span></p>
<p>โดยได้มาร่วมแชร์มุมมองผ่านหัวข้อ &#8216;<strong>What is Next for the Sustainable Growth</strong>&#8216;  เพื่อสะท้อนแนวคิด​การขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน​​ในระบบ​เศรษฐกิจ ที่ไม่เพียงสร้าง Profit แต่ต้องสามารถผนวก People และ Planet ให้สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ด้วย</p>
<p><strong>คุณอาร์ม</strong> มองปัญหาที่ผ่านมา เหมือนการตั้งสมการที่ผิด เพราะการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงปี 1800 -2000 เป็นต้นมา มุ่งโฟกัสเพียงการสร้าง<strong> กำไร</strong>  (Profit) ให้ได้มากที่สุด โดยไม่ได้คำนึงถึง <strong>คน</strong> (People) และ <strong>สิ่งแวดล้อม</strong> ( Planet)​ ไว้ในสมการเดียวกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34627 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/B_2784.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะที่ผลที่ตามมา และเห็นได้ชัดเจนหลังจากปี​ 2000  เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ที่สภาพเศรษฐกิจก็ไม่ได้เติบโตตามที่หวัง ​พร้อมทั้งยังสร้างผลกระทบทั้งต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นห่วงโซ่ตามมาอีกด้วย</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบที่ผ่านมา ไม่เพียงไม่ช่วย​​ให้ GDP หรือเศรษฐกิจเติบโต แถมยังทำให้ต้นทุนในการดำรงชีวิตสูงขึ้นกว่าเดิม ศักยภาพหรือ Productivity ของคนทำงานก็ลดลงด้วย โดยปัจจุบันพบว่า คนทำงาน 1 คน สร้างการเติบโตให้ GDP ในช่วง 10 ปีนี้ น้อยลงกว่าเดิม 1.5% ขณะที่รายได้หรือเงินเดือนต่อคนลดลง 0.8% ซึ่งส่วนต่าง 0.7% เป็นภาคเอกชนที่ต้องแบกรับไว้ เพราะไม่สามารถปรับลดค่าจ้างตาม Productivity ที่ลดลงได้ รวมทั้งค่าครองชีพ และเงินเฟ้อก็สูงขึ้น ส่งผลให้เงินในกระเป๋าทุกคนน้อยลง กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่หลายธุรกิจไม่สามารถอยู่รอดและไปต่อได้ จึง​อยู่ในสถานการณ์ ตายแล้ว ตายอยู่ ตายต่อ เนื่องจากไม่สามารถ​แบกรับสถานการณ์เช่นนี้ได้ไหว&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34623 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/B_2848.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>สร้างบาลานซ์ Economy + Sustainability </strong></p>
<p>อีกหนึ่งปัญหาสำคัญของการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแบบที่ผ่านมา คือ เกิดภาวะ &#8216;<strong>รวยกระจุก จนกระจาย&#8217;</strong> เพราะเมื่อสโคปภาพการเติบโตของ GDP ในช่วง 4-5 ปีย้อนหลัง จะเห็นว่า เศรษฐกิจที่เติบโตทุกวันนี้มาจากคนเพียง 25% จากเดิมที่มีบทบาทมากเกือบครึ่งที่ 45%</p>
<p>ขณะที่ตอนนี้การเติบโตส่วนใหญ่ถึงกว่า 40% มาจากกลุ่มเทคโนโลยีที่เรียกว่า <strong>Total Factor Productivity</strong> หรือ​เทคโนโลยีที่มีบทบาทในการช่วยผลักดันการเติบโต โดยเฉพาะ AI ที่สามารถสร้างให้ธุรกิจเกิดความแตกต่าง จึงช่วยเพิ่ม Productivity และแนวโน้มจะเกิดช่องว่างระหว่างคนและเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34625 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/B_2864.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong><em>เมื่อคนเริ่มมีบทบาทในห่วงโซ่ของการผลิตน้อยลง ก็จะเป็นเหตุผลให้เกิดการลดการจ้างแรงงานคน​ กระทบต่อ​รายได้ที่ลดลง แต่รายได้ส่วนใหญ่จะไปกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีแทน</em></strong></p>
<p>นอกจากมีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจ​น้อยลง ในทางกลับกัน ยังเกิดภาวะการบริโภคมากขึ้น หรือ Overconsumption โดยพบว่าการบริโภครวมของประชากรทั้งโลกกว่า 8 พันล้านคนในปัจจุบัน มีการใช้ทรัพยากรต่างๆ ไปมากกว่าที่มีอยู่ถึง 1.75 เท่า ทำให้โลกของคนในรุ่นถัดไปจะสั้นลง โดยคาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้โลกขาดแคลนน้ำสะอาดใช้ ภายในปี 2030 และกระทบต่อ​ระบบความมั่นคงทางอาหาร ในปี 2050 รวมทั้งสภาพอากาศที่จะแปรปรวนและรุนแรง จนกระทบต่อการใช้ชีวิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34626 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/B_0131.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;โลกล้มเหลวต่อความพยายามลดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ไปแล้ว จากนี้ทำได้ดีที่สุดคือ การรักษาระดับไว้ที่  Best Case ราว 1.8 องศาเซลเซียส และ Worst Case ต้องไม่เกิน  2.6 องศาเซลเซียส สะท้อนได้ว่า <strong>สิ่งที่โลกเดินมาตลอดนั้นไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง และขาดความสามารถในการพัฒนา New Growth หรือนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างการเติบโต โดยตลอดกว่า 2 ศตวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 1820 ถึงปัจจุบัน มูลค่าทางเศรษฐกิจเติบโตเป็นร้อยเท่าจาก 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (USD) เป็น 105 ล้านล้าน USD แต่โตมาจากเม็ดเงินลงทุนที่สูงถึง 307 ล้านล้าน USD เท่ากับว่า เราต้องใส่เงินถึง 3 บาท เพื่อให้มีรายได้ 1 บาท</strong> ส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้สินที่ทุกคนต้องแบกรับอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้&#8221; </em></p>
<p><strong>คุณอาร์ม</strong> ชี้ให้เห็นปัญหาเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่โลกไม่มีเงิน แต่เงินอยู่ที่ภาคเอกชน ขณะที่ภาครัฐหรือผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถหาวิธีนำเงินเหล่านี้ออกมาใช้ได้ โดยทุกประเทศทั่วโลก เงินของภาคเอกชน หรือ Private Wealth จะมีมูลค่ามากกว่างบประมาณจากภาครัฐหลายเท่าตัว แม้แต่ประเทศไทยเองที่มีสัดส่วนต่างกันเกือบ 4 เท่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34621 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/B_0163.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ดังนั้น วิธีแก้จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้คนที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะภาคเอกชน เข้ามาอยู่ในระบบ​ของการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และ​​ผนวกการขับเคลื่อน Economy ​​โดยภาคเอกชน ที่มุ่งเน้นสร้างเศรษฐกิจให้เติบโต เข้ากับเรื่องของ Sustainability ที่ขับเคลื่อนโดยภาครัฐ</p>
<p>เพื่อก้าวข้ามโมเดลการเติบโตเก่าๆ ที่เน้นแต่เศรษฐกิจเติบโต แต่คนและสิ่งแวดล้อมแย่ลง แม้ว่าอาจจะต้องทำให้ช้าลงบ้าง อ้อมไปบ้าง แต่จะเป็นการสร้างการเติบโตที่สามารถพาให้ทั้ง Human Capital และ Nature Capital เติบโตไปพร้อมกันด้วย</p>
<p>ทั้งนี้ โมเดลที่เชื่อว่าจะเป็นโซลูชัน ในการแก้ปัญหา คือ <strong>Sustainomy</strong> เพื่อเปลี่ยนโมเดลการเติบโตจาก Consume The Future มาเป็น Create The Future โดยเปลี่ยนวิธีคิดจาก Norm. เดิมๆ ที่สะท้อนถึงการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน เพราะหากปล่อยให้เอกชนต้องแบกรับต่อไป อาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแทนการเป็นโซลูชัน</p>
<p>จึงจำเป็นต้องหาโมเดลในการผนึกความร่วมมืออย่างถูกต้อง เพื่อให้ Risk ที่ภาคเอกชนจะต้องเข้าไปสนับสนุนประชาชน​ นอกเหนือจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ผลักดันบริษัทให้เติบโต หรือกลุ่มเปราะบางต่างๆ กลายเป็น Opportunity หรือโอกาส​ ​ขณะที่ภาครัฐก็จะมีศักยภาพในการดูแลประชาชน สังคม และสิ่งแวดล้อมได้ดีมากขึ้น ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34622 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/B_0184.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกการเปลี่ยนผ่าน จำเป็นต้องอาศัยทุน หรือ Capital โดยเฉพาะการ​​ช่วยให้ภาคเอกชนแข็งแรงมากขึ้น ผ่านการขับเคลื่อน 3 ระดับ ทั้ง  <strong>Macro</strong> ผ่านการปรับปรุงเงื่อนไข หรือกฏระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องการก้าวสู่ New Economy ​เพื่อนำเงินสำหรับการพัฒนามาใช้ให้เกิดการพัฒนาได้จริง, ระดับ <strong>Market</strong> ด้วยการหาตลาด หรือ Matching ​เพื่อช่วยให้ธุรกิจ​เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย และมีต้นทุนต่ำ พร้อมสร้างกำไรแบบพรีเมียม เพิ่ม​ความแข็งแรงในระบบนิเวศธุรกิจ ​รวมทั้งระดับ <strong>Micro </strong>ต้องมุ่งเพิ่มศักยภาพธุรกิจให้พร้อมรับต่อทุกความเสี่ยงในอนาคต โดยที่​ยังรักษาความสามารถในการส่งมอบสินค้าและบริการ หรือ Capacity Building โดยเฉพาะปัจจุบันทุกธุรกิจต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากและท้าทายอยู่ตลอดเวลา จึงต้องสามารถหาท่าใหม่ๆ มาใช้ในการทำธุรกิจเพื่อยังคงสามารถรอดและเติบโตต่อไปได้ ซึ่งการจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนที่แท้จริงนั้น ต้องสามารถช่วยแก้ปัญหาของวันนี้ได้ โดยไม่เพิ่มปัญหาให้วันพรุ่งนี้ และสร้างให้เกิดเป็นต้นทุนที่ดีสำหรับวันต่อไป&#8221;</em> คุณอาร์ม กล่าวสรุปส่งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34628 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/B_0211.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/brandi-next-sustainable-growth/">แบรนดิ ฉายภาพ &#8216;Next Sustainable Growth&#8217; เมื่อ เศรษฐกิจ​ คน​ และ สิ่งแวดล้อม ต้องอยู่ในสมการเดียวกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เนสท์เล่&#8217; ยืนยันเดินหน้าลงทุนผลิต &#8216;เนสกาแฟ&#8217; ในประเทศไทย ช่วยส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟเกือบ 3 พันราย ทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/04/nestle-released-statement-to-forward-nestcafe-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Apr 2025 07:15:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Case Study]]></category>
		<category><![CDATA[Coffee]]></category>
		<category><![CDATA[Nescafe]]></category>
		<category><![CDATA[Partnership]]></category>
		<category><![CDATA[QCP]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Agriculture]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[กรณีศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ซัพพลายเชน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[พันธมิตรธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[วัตถุดิบ]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกร]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายเกษตรกร]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เนสกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เนสท์เล่]]></category>
		<category><![CDATA[เนสท์เล่ ประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=33056</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังมีความชัดเจนต่อข้อพิพาทกับอดีตพันธมิตรอย่างฝั่งมหากิจศิริ ในฐานะหุ้นส่วนบริษัทร่วมทุนอย่าง QCP (บริษัทควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด) ​เพื่อผลิตเนสกาแฟ ในประเทศไทย วันนี้ทาง เนสท์เล่ ประเทศไทย ออกมายืนยันถึงการมีสิทธิ์​แต่เพียงผู้เดียว ใช้แบรนด์ &#8216;Nescafé&#8216; และ &#8216;เนสกาแฟ&#8217; ในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าเรียกความเชื่อมั่นทั้งต่อผู้ประกอบการธุรกิจ ผู้บริโภค และเกษตรกรที่​ทำงานด้วยว่า จะไม่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของผู้ถือหุ้นบริษัท QCP รวมทั้งประกาศ​จะลงทุนด้านการผลิตเนสกาแฟในประเทศไทยเพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในประเทศไทยต่อไป ทั้งนี้ เนสท์เล่ท์ ประเทศไทย ได้ออกประกาศลงวันที่ 16 เมษายน 2568 โดยมีเนื้อหา เนสท์เล่ ยืนยันลงทุนผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย เนสกาแฟ แบรนด์กาแฟจากเนสท์เล่ที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งจากผู้บริโภคชาวไทย ได้มุ่งมั่นสร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับซื้อเมล็ดกาแฟดิบจากเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟไทยมาเป็นเวลานานกว่า 40 ปี โดยล่าสุดเมื่อต้นปี พ.ศ. 2568 เนสท์เล่ ได้รับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าจากเกษตรกรไทยเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533-2567 เนสท์เล่ ได้มีสัญญากับบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์ จำกัด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/04/nestle-released-statement-to-forward-nestcafe-in-thailand/">&#8216;เนสท์เล่&#8217; ยืนยันเดินหน้าลงทุนผลิต &#8216;เนสกาแฟ&#8217; ในประเทศไทย ช่วยส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟเกือบ 3 พันราย ทั่วประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="xdj266r x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs x126k92a">
<div dir="auto">หลังมีความชัดเจนต่อข้อพิพาทกับอดีตพันธมิตรอย่างฝั่งมหากิจศิริ ในฐานะหุ้นส่วนบริษัทร่วมทุนอย่าง QCP (บริษัทควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด) ​เพื่อผลิต<span class="html-span xdj266r x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เนสกาแฟ</span> ในประเทศไทย</div>
</div>
<p><span id="more-33056"></span></p>
<p>วันนี้ทาง เนสท์เล่ ประเทศไทย ออกมายืนยันถึงการมีสิทธิ์​แต่เพียงผู้เดียว ใช้แบรนด์ &#8216;<strong>Nescafé</strong>&#8216; และ &#8216;<strong>เนสกาแฟ&#8217;</strong> ในประเทศไทย</p>
<p>พร้อมเดินหน้าเรียกความเชื่อมั่นทั้งต่อผู้ประกอบการธุรกิจ ผู้บริโภค และเกษตรกรที่​ทำงานด้วยว่า จะไม่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของผู้ถือหุ้นบริษัท QCP รวมทั้งประกาศ​จะลงทุนด้านการผลิตเนสกาแฟในประเทศไทยเพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในประเทศไทยต่อไป</p>
<p>ทั้งนี้ เนสท์เล่ท์ ประเทศไทย ได้ออกประกาศลงวันที่ 16 เมษายน 2568 โดยมีเนื้อหา</p>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>เนสท์เล่ ยืนยันลงทุนผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย</strong></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">เนสกาแฟ แบรนด์กาแฟจากเนสท์เล่ที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งจากผู้บริโภคชาวไทย ได้มุ่งมั่นสร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับซื้อเมล็ดกาแฟดิบจากเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟไทยมาเป็นเวลานานกว่า 40 ปี โดยล่าสุดเมื่อต้นปี พ.ศ. 2568 เนสท์เล่ ได้รับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าจากเกษตรกรไทยเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533-2567 เนสท์เล่ ได้มีสัญญากับบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์ จำกัด (QCP) ให้เป็นผู้ผลิตเนสกาแฟ ในประเทศไทย โดยสูตรกาแฟและเทคโนโลยีการผลิตเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของเนสท์เล่ และทีมงานในสายการผลิตและการบริหารงานทั้งหมดก็เป็นทีมงานของเนสท์เล่</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ภายหลังการสิ้นสุดสัญญาระหว่างเนสท์เล่ กับ QCP ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เนสท์เล่ได้ดำเนินการเพื่อจัดหาผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เพื่อให้ผู้บริโภคไทยยังคงสามารถดื่มด่ำกับผลิตภัณฑ์เนสกาแฟทุกประเภทได้อย่างเต็มที่ด้วยรสชาติและคุณภาพระดับสูงเช่นเดิม โดยเนสท์เล่ได้มีการว่าจ้างบริษัทในประเทศไทยให้ช่วยผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ พร้อมทั้งนำเข้าผลิตภัณฑ์บางส่วนจากประเทศในแถบอาเซียนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากกำลังผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ ทั้งนี้ เนสท์เล่ ยืนยันว่าจะลงทุนเพื่อผลิตเนสกาแฟในประเทศไทยต่อไป และในขณะนี้ เนสท์เล่กำลังเตรียมการเพื่อกลับมาดำเนินการผลิต เนสกาแฟในประเทศ หลังจากที่ได้รับคำสั่งจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยในระหว่างที่เรากำลังเตรียมการเพื่อผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย เราจะยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วยการรับซื้อวัตถุดิบในการผลิตจากเกษตรกรไทยให้มากที่สุด</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ก่อนหน้านี้ เนสท์เล่ได้รับคำตัดสินจากศาลอนุญาโตตุลาการสากลว่าเนสท์เล่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาการร่วมทุนอย่างครบถ้วน และการสิ้นสุดสัญญากับบริษัท QCP เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ถูกต้องและมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมาย แต่ผู้ถือหุ้นของบริษัท QCP คือ นายเฉลิมชัย มหากิจศิริและครอบครัว กลับยื่นขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาลแพ่งมีนบุรี และต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ ทป 58/2568 มีคำสั่งว่า บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้า “Nescafé” ในประเทศไทย ซึ่งมีผลให้เนสท์เล่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟในประเทศได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ทั้งนี้ เนสท์เล่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการรายย่อย คู่ค้าซัพพลายเออร์ ผู้บริโภค และเกษตรกรที่เราทำงานด้วยอย่างใกล้ชิด จะไม่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของผู้ถือหุ้นดังกล่าว</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">เนสท์เล่มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในระหว่างปี พ.ศ. 2561-2567 เนสท์เล่ได้ลงทุนกว่า 22,800 ล้านบาทในประเทศไทย และเนสท์เล่จะยังคงเดินหน้าลงทุนเพื่อสร้างประโยชน์แก่ลูกค้า ผู้บริโภค พนักงานของเรา เกษตรกรที่ทำงานร่วมกับเรา ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจของเราต่อไป</div>
</div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33057 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/Statement.jpg" alt="" width="719" height="900" /></div>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">นอกจากการออก <span class="html-span xdj266r x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">​Statement</span> เพื่อยืนยันการเดินหน้าธุรกิจในประเทศไทยแล้ว เนสท์เล่ ยังได้ ชี้แจง 7 ประเด็นที่ยังอาจเป็นข้อสงสัย​เกี่ยวกับปัญหา และทิศทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย <strong>โดยยืนยันว่ามีความมุ่งมั่นที่จะผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย</strong> แต่ยังไม่สามารถให้รายละเอียดที่ชัดเจนได้ในตอนนี้</div>
</div>
<div dir="auto"></div>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">และย้ำว่า กรณีของเนสท์เล่ และตระกูลมหากิจศิริ แตกต่างจากข้อพิพาทระหวว่างพันธมิตรทางธุรกิจ ที่เป็นกรณีศึกษาของตลาดประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจาก<em><strong> เนสท์เล่ เป็นเจ้าของแบรนด์เนสกาแฟแต่เพียงผู้เดียว ขณะที่ตระกูลมหากิจศิริถือหุ้นครึ่งหนึ่งในบริษัท QCP ที่ทำหน้าที่ผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย เนสท์เล่ก็ถือหุ้นอีกครึ่งหนึ่ง และเป็นคนบริหารจัดการเรื่องการผลิต การจัดจำหน่าย และทำการตลาดผลิตภัณฑ์เนสกาแฟเองในประเทศไทย สูตรกาแฟกับเทคโนโลยีการผลิตก็เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของเนสท์เล่ และทีมงานในสายการผลิตและการบริหารงานทั้งหมดก็เป็นทีมงานของเนสท์เล่</strong></em></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">พร้อมยืนยัน<strong> ปัญหาที่เกิดขึ้นจนมีประกาศหยุดส่งสินค้าชั่วคราวนั้นไม่ใช่ความตั้งใจในการสร้างกระแสและถือโอกาสปรับราคาสินค้า</strong> แต่เนื่องจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่งมีนบุรีเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เนสท์เล่ มีความห่วงใยผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกรไทย และคู่ค้าซัพพลายเออร์ตลอดห่วงโซ่คุณค่าที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งศาลคุ้มครองชั่วคราว จึงได้​ทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขสถานการณ์</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33061 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/Nescafe-Day4.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ซึ่งขณะนี้มีคำตัดสินล่าสุด ยืนยันแล้วว่า บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้า “Nescafé” ในประเทศไทย ทำให้เนสท์เล่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟในประเทศไทยได้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2568 เป็นต้นมา</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">​ขณะที่ทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจเนสกาแฟในประเทศไทยนั้น ทางบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เคยประกาศกลยุทธ์เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งแและยั่งยืนให้อุตสาหกรรมกาแฟของไทย เพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคคนไทย ผ่าน​การ​ผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีผลผลิตเมล็ดกาแฟในระยะยาวที่เพียงพอ เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภค เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ รวมถึงพันธมิตร คู่ค้า และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">โดยเฉพาะด้านต้นน้ำในการจัดหาวัตถุดิบ เน้นพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน ผ่านการเกษตรเชิงฟื้นฟู หรือ Regenerative Agriculture ภายใต้โครงการ “เนสกาแฟ แพลน 2030” ซึ่งเป็นโครงการด้านความยั่งยืนระดับโลกของเนสกาแฟ</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ซึ่งแนวทางการเกษตรเชิงฟื้นฟูจะช่วยเพิ่มความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพิ่มผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดกาแฟ รวมทั้งปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมเดินหน้าขยายพื้นที่การเพาะปลูกกาแฟสู่จังหวัดอื่นๆ เช่น จังหวัดตาก และจังหวัดเลย ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายผู้ปลูกกาแฟกว่า 2,900 รายทั่วประเทศ</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/04/nestle-released-statement-to-forward-nestcafe-in-thailand/">&#8216;เนสท์เล่&#8217; ยืนยันเดินหน้าลงทุนผลิต &#8216;เนสกาแฟ&#8217; ในประเทศไทย ช่วยส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟเกือบ 3 พันราย ทั่วประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217; ขยาย​โมเดล​ &#8216;เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง&#8217; ชู 4 จังหวัดต้นแบบ เร่งสร้างผลกระทบเชิงบวกทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/04/central-tham-empowering-communities-to-sustainability/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Apr 2025 09:57:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Best Practice]]></category>
		<category><![CDATA[central]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[Central Tham]]></category>
		<category><![CDATA[Centrality]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Creating Shared Values]]></category>
		<category><![CDATA[CSV]]></category>
		<category><![CDATA[Development]]></category>
		<category><![CDATA[Empowering]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[good goods]]></category>
		<category><![CDATA[Inclusion ​]]></category>
		<category><![CDATA[Social Enterprise]]></category>
		<category><![CDATA[Stakeholders]]></category>
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยภูมิ]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ]]></category>
		<category><![CDATA[น่าน]]></category>
		<category><![CDATA[พระนครศรีอยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัย จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล ทำ]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ทา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32974</guid>

					<description><![CDATA[<p>มุ่งมั่นสร้างคุณค่าร่วมเพื่อยกระดับการพัฒนาให้ทุกมิติสามารถเติบโตร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ &#8216;เซ็นทรัล ทำ – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ&#8217; ที่ขับเคลื่อนโดย กลุ่มเซ็นทรัล และสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจมามากกว่า 8 ปีแล้ว พร้อมความสำเร็จที่วัดในมิติเชิงคุณภาพแต่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขับเคลื่อนโครงการเซ็นทรัลทำ (CENTRAL THAM) ในปี 2567 ที่ผ่านมา สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนทั่วประเทศไทยได้กว่า 1,700 ล้านบาท ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย การสร้างงานและสนับสนุน​อาชีพให้คนพิการได้มากกว่า 1,100 คน รวมท้ังสนับสนุนและพัฒนาโรงเรียน 192 แห่ง รวมทั้งในมิติด้านสิ่งแวดล้อม​  เพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 19,385ไร่ ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารกว่า 19,254 ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 43,663 ตัน ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1,430 สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 215 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากถึง 207,176 เมกะวัตต์-ชั่วโมง  คุณพิชัย  จิราธิวัฒน์  กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า  ผลสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นพัฒนาการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/04/central-tham-empowering-communities-to-sustainability/">&#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217; ขยาย​โมเดล​ &#8216;เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง&#8217; ชู 4 จังหวัดต้นแบบ เร่งสร้างผลกระทบเชิงบวกทั่วประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มุ่งมั่นสร้างคุณค่าร่วมเพื่อยกระดับการพัฒนาให้ทุกมิติสามารถเติบโตร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ <strong>&#8216;เซ็นทรัล ทำ – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ&#8217;</strong> ที่ขับเคลื่อนโดย <strong>กลุ่มเซ็นทรัล </strong>และสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจมามากกว่า 8 ปีแล้ว</p>
<p><span id="more-32974"></span></p>
<p>พร้อมความสำเร็จที่วัดในมิติเชิงคุณภาพแต่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขับเคลื่อนโครงการเซ็นทรัลทำ (CENTRAL THAM) ในปี 2567 ที่ผ่านมา<strong> สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนทั่วประเทศไทยได้กว่า 1,700 ล้านบาท ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย การสร้างงานและสนับสนุน​อาชีพให้คนพิการได้มากกว่า 1,100 คน รวมท้ังสนับสนุนและพัฒนาโรงเรียน 192 แห่ง </strong></p>
<p>รวมทั้งในมิติด้านสิ่งแวดล้อม​  <strong>เพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า </strong><strong>19</strong><strong>,</strong><strong>385</strong><strong>ไร่ ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารกว่า 19</strong><strong>,</strong><strong>254 ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 43</strong><strong>,</strong><strong>663 ตัน ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1</strong><strong>,</strong><strong>430 สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 215 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากถึง 207</strong><strong>,</strong><strong>176 เมกะวัตต์-ชั่วโมง </strong></p>
<p><strong>คุณพิชัย  จิราธิวัฒน์  กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล</strong> กล่าวว่า  ผลสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นพัฒนาการ และการร่วมกัน &#8216;ทำ&#8217; ภายใต้ความเชื่อมั่นว่า <em><strong>การเติบโตของธุรกิจ ต้องเดินไปพร้อมกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล </strong></em>พร้อมมุ่งขยายผลกระทบเชิงบวกอย่างต่อเนื่องไปในอนาคตทุกๆ ปี โดยการชี้วัดความสำเร็จของโครงการไม่ได้มองจากแค่มิติเศรษฐกิจในเรื่องของยอดขายหรือรายได้ที่โครงการทำได้เท่านั้น แต่ยังมองไปในหลายมิติทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการที่แต่ละชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น การขยาย​เครือข่ายเกษตรกร  การเพิ่มจำนวนศูนย์เรียนรู้ให้กระจายไปในแต่ละพื้นที่ได้มากขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มจำนวนพื้นที่สีเขียวได้มากขึ้นในแต่ละปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32976 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/02.คุณพิชัย-จิราธิวัฒน์-กรรมการบริหาร-กลุ่มเซ็นทรัล-re.jpg" alt="" width="1200" height="802" /></p>
<p>ปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้ <strong><em>เ</em><em>ซ็นทรัล ทำ สามารถขยายแนวร่วมที่แข็งแรง และเพิ่ม Positive Impact ได้เพิ่มขึ้นทุกมิติในแต่ละปี มาจากการวางกลยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างโมเดล Social Enterprise ที่แข็งแรงและยั่งยืนผ่าน 6 แนวทาง</em></strong> คือ</p>
<p><strong>1. Community</strong> – พัฒนาศักยภาพและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน : ด้วยการพัฒนาความรู้และทักษะด้านอาชีพ โดยเฉพาะการส่งเสริมสินค้าที่มีอัตลักษณ์และเป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและหลีกเลี่ยงการแข่งขัน</p>
<p><strong>2. Inclusion</strong> – การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม : มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเท่าเทียม รวมทั้งมอบโอกาสด้านการศึกษาให้เยาวชน ผ่านการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ เพื่อต่อยอดสู่การสร้างอาชีพได้ในอนาคต</p>
<p><strong>3. Talent </strong>– พัฒนาศักยภาพที่เป็นเลิศของบุคลากร : มุ่งพัฒนาทักษะต่างๆ เพื่อพัฒนา​ศักยภาพของบุคลากร พร้อมส่งเสริมความหลากหลายในองค์กร ตามแนวทาง DEI (Diversity, Equity ,​ Inclusion)</p>
<p><strong>4. Circularity</strong> – ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน : สร้างการเติบโตให้ธุรกิจ​ควบคู่ไปกับการ​รับผิดชอบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>5. Climate</strong> – การฟื้นฟูสภาพอากาศ : ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด</p>
<p><strong>6. Nature</strong> – การอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ : ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ และต่อยอดมาสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรธรรมชาติที่มี เช่น การส่งเสริมเรื่องของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รวมทั้งยังมีส่วนช่วยลดผลกระทบจาก Climate Change ได้อีกทางหนึ่งด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32977 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/01.คุณพิชัย-จิราธิวัฒน์-และดร.ประสาร-ไตรรัตน์วรกุล-re.jpg" alt="" width="1200" height="802" /></p>
<p><strong>4  Best Practice :  &#8216;จังหวัดต้นแบบ&#8217; การพัฒนาที่ยั่งยืน</strong></p>
<p>ตลอดเวลากว่า 8 ปี  <strong>&#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217;</strong> ได้ร่วมมือกับชุมชนเพื่อพัฒนาและต่อยอดในบางพื้นที่สู่การเป็น <strong>ศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน​ </strong>และเติบโตอย่างแข็งแกร่ง​ ​ซึ่งทุกความสำเร็จคือ ความภาคภูมิใจในการลงมือทำ และการร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดี โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่แนวคิด &#8216;สร้างคุณค่าร่วม&#8217; (CSV)  เพื่อสร้างธุรกิจที่<strong>​เติบโตพร้อมการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล</strong> ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้ง ​​<strong>ชุมชน คู่ค้า ลูกค้า หรือพนักงาน</strong> โดยเฉพาะการมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากชุมชนที่แข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และมีความเชี่ยวชาญจนสามารถเป็นต้นแบบหรือศูนย์เรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดไปสู่ชุมชน หรือพื้นที่อื่นๆ ให้สามารถส่งต่อการพัฒนาหรือกระจายความเข้มแข็งไปได้ทั่วประเทศในที่สุด</p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันเราขยายการพัฒนาผ่านเครือข่าย <strong>Centrality</strong> โดยเริ่มขับเคลื่อนโครงการในจังหวัดที่ธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลดำเนินการอยู่ เพื่อสามารถมีผู้สนับสนุนทั้งการเข้าถึงชุมชน หรือการได้ข้อมูลสำคัญในแต่ละท้องถิ่นเพื่อนำมาต่อยอดผ่าน 6 กลยุทธ์ ที่วางไว้ โดย <strong>ปัจจุบันสามารถพัฒนาชุมชนที่แข็งแรงจนถึง​​ระดับที่สามารถเป็น &#8216;ศูนย์เรียนรู้&#8217; ได้แล้วจำนวน​ 13 ศูนย์เรียนรู้ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์และองค์ความรู้ที่หลากหลาย โดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 30 ศูนย์เรียนรู้ภายในสิ้นปีนี้</strong> <strong>รวมถึงการขยายผลศูนย์เรียนรู้จากชุมชน ไปสู่โรงเรียนต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน</strong> ในการขายแนวร่วม พร้อม​สร้าง Best Practice เพื่อเร่งสปีดการพัฒนาได้เร็วขึ้น รวมทั้งเพิ่มพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้นในอนาคต&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32979 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/CENTRALTHAM1.jpg" alt="" width="1200" height="600" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32978 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/CENTRALTHAM_2.jpg" alt="" width="1200" height="600" /></p>
<p>ทั้งนี้ มี 4 จังหวัดต้นแบบ ที่โครงการเซ็นทรัลทำ สามารถต่อจิ๊กซอว์ในการพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์ จนสร้างเศรษฐกิจภายในชุมชนที่แข็งแรง สร้างรายได้แต่ละปีแตะระดับหลักสิบล้านบาท​ พร้อมทั้งสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจต่อเนื่องเชื่อมโยงได้ภายในห่วงโซ่ กลายเป็นชุมชนต้นแบบที่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้สำเร็จ ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. จังหวัดน่าน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย </strong></p>
<p><strong>Action :</strong> ร่วมกับพันธมิตรทั้ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, สำนักงานพาณิชย์จังหวัด, มูลนิธิอุทกพัฒน์ และกรมพัฒนาชุมชน ด้วยการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ปลูกไม้ยืนต้น ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และพัฒนาผลผลิตเพื่อเตรียมเข้าสู่การจดทะเบียนเป็นสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เช่น ฟักทองพันธุ์ไข่เน่า โกโก้ มะม่วงหิมพานต์ พร้อมแปรรูปจำหน่ายผ่านใน​งาน &#8216;จริงใจ มาหา&#8230;นคร 2024&#8217; และ​ร้านค้าชุมชน รวมถึง​ธุรกิจใน​กลุ่มเซ็นทรัล เช่น ท็อปส์</p>
<p><strong>Impact :</strong> สร้างรายได้ให้ชุมชน 10 ล้านบาท เพิ่มคุณภาพชีวิตให้​สมาชิก​​​ 179 ครัวเรือน ​รวมถึงสามารถเป็นหนึ่งใน Destination ก​ารท่องเที่ยวด้าน Sustainable Tourism โครงการ &#8216;เสน่ห์น่านใต้&#8217;  ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)    พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ผู้เข้าอบรบดูงาน เยี่ยมชมชุมชน และนักท่องเที่ยวในปี 2567 ได้กว่า 7,000 คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32980 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/ฟักทองจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลบัวใหญ่-อ.นาน้อย.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>ด้านสิ่งแวดล้อม</strong> : ร่วมสร้างฝายแหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำ ช่วย 50 ครัวเรือน ทำเกษตรอินทรีย์ ลดภัยแล้ง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 2,800 ไร่</p>
<p><strong>ด้านการศึกษา :</strong> พัฒนาโรงเรียนชุมชนบ้านอ้อยครบวงจร สนับสนุนห้องเรียน ICAP ทักษะ EF, STEM, ห้องสมุด   จัดตั้งห้องทักษะอาชีพ สนับสนุนห้องกีฬาปันจักสีลัต และคอมพิวเตอร์ มีนักเรียน 586 คน ครู 60 คน พร้อมสนับสนุนอาชีพคนพิการ ขยายเครือข่ายรวม 50 คน พัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Good Goods และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้อาชีพระดับภูมิภาค</p>
<p><strong>2. จังหวัดอยุธยา</strong>  <strong>กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา ต.คู้สลอด อ.ลาดบัวหลวง </strong></p>
<p><strong>Action :</strong> สร้างแบรนด์ <strong>&#8216;Smile Melon&#8217;</strong>  โดยเซ็นทรัล ทำ เข้าไปสนับสนุนการผลิตเมล่อนคุณภาพ โดยจัดสรรงบประมาณสร้างโรงคัดบรรจุสินค้าตามมาตรฐาน GMP โดยสนับสนุนโรงเรือน จำนวน 7 โรงเรือน พร้อมออกแบบแพ็คเกจจิ้งและป้าย เพื่อจำหน่ายที่ท็อปส์ และเปิดฟาร์มเป็นสถานที่ศึกษาดูงานด้านการปลูกเมล่อน รวมทั้งมีแผนขยายเครือข่าย​ผู้ปลูกไปยังจังหวัดอื่นๆ เช่น ชัยนาท  รวมทั้งเพิ่มปริมาณผลผลิตเมล่อนเพื่อส่งออกได้มากขึ้น พร้อมพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้การผลิตเมล่อนมาตรฐานส่งออก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32981 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/ผลผลิตเมล่อน-จาก-วิสาหกิจชุมชนเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>Impact : </strong> สร้างช่องทางขายในตลาดสิงคโปร์ จำนวนกว่า 6.2 ตัน สร้างรายได้กว่า 530,400 บาท และยังคงมียอดการสั่งต่อเนื่องมาถึงปี 2568 รวมยอดที่ส่งออกไปสิงคโปร์ ทั้งสิ้น 25.2 ตัน รายได้รวม 2 ล้านบาท  รวมทั้งมีผู้เข้าอบรม/ดูงานกว่า 1,200 คน  ปัจจุบันฟาร์มเมล่อน ได้ยกระดับเป็นชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชน ​​​มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยปีละประมาณ 2,000 คน สร้างรายได้ให้ชุมชนไปแล้วถึง 17 ล้านบาท เป็นการเพิ่มรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งในปี 2568 มีเป้าหมายที่จะขยายเครือข่ายผู้ปลูกไปยังจังหวัดอื่นๆ เช่น ชัยนาท</p>
<p><strong>ด้านสิ่งแวดล้อม :</strong>  บริหารจัดการ Food Loss , Food Waste ผ่านการนำเมล่อนที่เน่าเสียไปเลี้ยงไก่​ และมีแผนขยายโครงการไปยังชุมชนเกษตรและโรงเรียน รวมถึงเพิ่มการใช้ประโยชน์จากของเสียทางการเกษตร เช่น ฟางข้าวและผักตบชวา ไปจนถึง​โครงการจัดการขยะในศูนย์การค้าเซ็นทรัล อยุธยา ที่คัดแยกและรีไซเคิลขยะ</p>
<p><strong>ด้านการศึกษา : </strong> พัฒนาโรงเรียนในท้องถิ่น และขยายเครือข่ายส่งเสริมอาชีพคนพิการ โดยได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนสินค้าแฮนด์เมดผู้ปกครองคนพิการสติปัญญาทำอาชีพผลิตสินค้าหัตถกรรม สำหรับ​แบรนด์ Good Goods พร้อม​สนับสนุนพื้นที่ขาย โดยสามารถสร้างรายได้ให้คนพิการได้ในปีที่ผ่านมา 2 ล้านบาท และมีแผนขยายเครือข่ายเพิ่มเติมในปีนี้</p>
<p><strong>3. จังหวัดเชียงใหม่ </strong><strong>ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน </strong></p>
<p><strong>Action : </strong>ร่วมกับมูลนิธิสายใยแผ่นดิน (Earth Net Foundation) พัฒนา &#8216;พื้นที่วิถียั่งยืนแม่ทา&#8217; ตั้งแต่ปี 2560 มุ่งสร้างเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ พร้อมผลักดันคนรุ่นใหม่สู่บทบาทเกษตรกรรุ่นใหม่ ได้มีการพัฒนาคุณภาพผลผลิต สนับสนุนการรับซื้อ สร้างแบรนด์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และขยายช่องทางจัดจำหน่าย เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อาคารอบรม ห้องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ อาคารคัดบรรจุผักมาตรฐาน อย. ตลอดจนรถขนส่งห้องเย็น ในปี 2567</p>
<p><strong>Impact : </strong> สร้างรายได้ให้ชุมชน 14 ล้านบาท สร้างคุณภาพชีวิตให้  130 ครัวเรือน พร้อมต่อยอด​พัฒนาโฮมสเตย์และศูนย์เรียนรู้ เตรียมความพร้อมในการก้าวไปสู่การท่องเที่ยวชุมชนเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) เพื่อเป็นพื้นที่สัมผัสประสบการณ์ในแบบแม่ทา เริ่มตั้งแต่ Gastronomic Delight การกินอาหารให้เป็นยา ดอกไม้กินได้ วัตถุดิบธาตุเจ้าเรือน Creative Agriculture การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ความมั่นคงทางอาหาร ห้องเรียนธรรมชาติ Folk Wisdom &amp; Healing การรักษาโรคด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น Art &amp; Heart ศิลปะบนผืนผ้า สปาบำบัด มีผู้เข้าอบรบและดูงานในชุมชนแม่ทากว่า 800 คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32982 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/โฮมสเตย์-ณ-วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา-อ.แม่ออน-จ.เชียงใหม่.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>ด้าน​​สิ่งแวดล้อม :</strong> จัดการขยะ ณ ตลาดจริงใจ แปรรูปขยะอินทรีย์ 7.52 ตัน เป็นปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ รีไซเคิลวัสดุ 8.74 ตัน ​เตรียมเปิด &#8216;ศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการขยะ&#8217; ปี 2568  พร้อมขยาย &#8216;กาแฟสร้างป่า&#8217; ที่แม่แจ่ม คลอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,570 ไร่  พร้อมขยายโครงการนำร่องป้องกันการ​เผา &#8216;Zero Burning Initiatives&#8217;  เพื่อเป็นกลยุทธ์ระยะยาวต่อสู้  PM2.5 ในพื้นที่ และลดการเผาทางการเกษตร ฟื้นฟูพื้นที่ ​​ 10,000 ไร่ สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน</p>
<p><strong>ด้านการศึกษา :</strong> พัฒนาโรงเรียนวัดดอนชัย ในพื้นที่  ​ปรับปรุงอาคาร ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ ​พร้อมเติมทักษะที่สอดคล้องกับชุมชนแม่ทา  เพื่อตั้งเป้าเป็นโรงเรียน​ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ในปี 2568 รวมทั้งส่งเสริมอาชีพคนพิการสำหรับโครงการต่างๆ ของกลุ่มชุมชนรวมทั้งเครือข่ายกลุ่มเซ็นทรัลรวม​กว่า 22 ราย</p>
<p><strong>4. จังหวัด </strong><strong>ชัยภูมิ </strong><strong>วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อ.เทพสถิต </strong></p>
<p><strong> Action : </strong>ต่อยอดความแข็งแกร่งของพื้นที่ ในฐานะ​ 1 ใน 7 ​ผู้ปลูกอะโวคาโด พันธุ์แฮสส์ในประเทศไทย ตามวิถี​เกษตรอัจฉริยะแบบยั่งยืน ด้วย​ระบบโซลาร์เซลล์ ธนาคารน้ำใต้ดิน ใช้ปุ๋ยหมักเติมอากาศ และเพาะเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี เพื่อแก้ปัญหาโรคพืชในการปลูกอะโวคาโด</p>
<p><strong>Impact :</strong> ​สร้าง​รายได้  40 ล้านบาท ในปี 2567 และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,000 ราย พร้อมต่อยอดท่องเที่ยวชุมชนเชิงเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดย การสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร สามารถรองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวรวมทั้งหมด 14,000 คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32983 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/ผลผลิตอโวคาโด-จากวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา-อ.เทพสถิต-จ-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ด้านสิ่งแวดล้อม :</strong> แผน​ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวและส่งเสริมนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน ครอบคลุม 5,000 ไร่ ​เพื่อ​แก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมและรายได้ไม่มั่นคง โดยส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น อะโวคาโด, แมคคาเดเมีย, ทุเรียน, และกาแฟโรบัสต้า พร้อมพัฒนาโรงผลิตถ่านไบโอชาร์และปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลด PM2.5 ถ่านไบโอชาร์ช่วยฟื้นฟูดิน ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย กักเก็บคาร์บอน และรักษาความชุ่มชื้น  รวมทังขยายผลเป็น &#8216;ศูนย์เรียนรู้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการเกษตร&#8217; บูรณาการโรงผลิตถ่านชีวภาพและปุ๋ยหมัก เพื่อฝึกอบรมและขยายการเกษตรยั่งยืนทั่วภูมิภาค ตั้งเป้าเป็นโมเดลต้นแบบ สร้างเครือข่ายเกษตรสีเขียว และความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาวให้เกษตรกรท้องถิ่น</p>
<p><strong>ด้านการศึกษา :</strong> พัฒนาโรงเรียนบ้านไร่พัฒนา เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น ร่วมกับวิสาหกิจ ส่งเสริมการปลูกอะโวคาโด พร้อมพัฒนาทักษะและจ้างงาน​คนพิการในสวน โดยตั้งเป้าขยายการจ้างงานต่อเนื่องในปีนี้  พร้อมยกระดับสู่​ต้นแบบด้านการศึกษาและการศึกษาดูงานในพื้นที่ ให้โรงเรียนในเครือข่าย 10 โรงเรียน โดยเน้นการพัฒนาครูในด้านภาษาอังกฤษ, STEM, และการสร้างนักเรียนที่มีคุณธรรม</p>
<p><em><strong>เซ็นทรัล ทำ เชื่อมั่นว่า การลงมือทำร่วมกันด้วยใจ คือรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ไม่เพียงแต่สร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ยังร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สนับสนุนการเกษตรยั่งยืน และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนได้พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว </strong></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/04/central-tham-empowering-communities-to-sustainability/">&#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217; ขยาย​โมเดล​ &#8216;เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง&#8217; ชู 4 จังหวัดต้นแบบ เร่งสร้างผลกระทบเชิงบวกทั่วประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>LEGO เปิดตัว &#8216;ยางรถยนต์รักษ์โลก&#8217;​ ใช้วัสดุรีไซเคิล 30% ผลิตจากขยะทะเล และน้ำมันเครื่องใช้แล้ว</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/02/lego-launched-recycled-tires-in-new-sets/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Feb 2025 11:57:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly]]></category>
		<category><![CDATA[Lego]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[Recycled Tires]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Material]]></category>
		<category><![CDATA[Toys]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ยางรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ยางรถยนต์รักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ยางรักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ยางรีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุรักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เลโก้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32103</guid>

					<description><![CDATA[<p>เลโก้ (LEGO) เปิดตัว &#8216;ยางรถยนต์รักษ์โลก&#8217; ในคอลเลคชันเซ็ตใหม่ ที่ทำมาจากวัสดุรีไซเคิล30% รวมทั้งขยะจากทะเล อย่างแห อวน หรือเชือกประมงสำหรับใช้จับปลา และน้ำมันเครื่องเก่า ตามนโยบายในการขับเคลื่อนความยั่งยืน ด้วยการหันมาใช้วัสดุหมุนเวียนและรีไซเคิลสำหรับการผลิตสินค้า ภายในปี 2032 โดยปัจจุบัน ​เริ่ม​นำยางรีไซเคิลรุ่นใหม่ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ​ไปใช้ในบางคอลเลคชันของ LEGO บางชุดแล้ว และจะเพิ่มเป็น 120 ชุด รวมทั้งคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนได้ครบทั้งหมดภายในสิ้นปี 2025 นี้ สำหรับการเปิดตัว &#8216;ยางรถยนต์รักษ์โลก&#8217; ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จของเลโก้ ในการพยายามสร้างความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้นภายในห่วงโซ่อุปทาน หลังจากช่วงกลางปีที่ผ่านมา ได้เพิ่มสัดส่วนการ​ใช้เรซินรีไซเคิลที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มเป็น 30% เพื่อนำมาผลิตตัวต่อ (Brick) ​รวมทั้งได้ทดสอบการใช้วัสดุยั่งยืนกว่า 600 ชนิด เพื่อนำมาผลิตเป็นตัวต่อ หรือองค์ประกอบอื่นๆ ของเลโก้​ ​เพื่อไปถึงเป้าหมายในการใช้วัสดุรีไซเคิลและหมุนเวียนได้ทั้งหมดภายในปี 2032 สำหรับนวัตกรรมยางรักษ์โลกรุ่นใหม่นี้ ผลิตขึ้นโดยใช้ rSEBS ซึ่งเป็นวัสดุ​หมุนเวียนจากขยะทางทะเลและประมง เช่น แห อวน เชือกสำหรับจับปลา รวมกับน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้ว โดยมีคุณสมบัติ มาตรฐานและความทนทาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/lego-launched-recycled-tires-in-new-sets/">LEGO เปิดตัว &#8216;ยางรถยนต์รักษ์โลก&#8217;​ ใช้วัสดุรีไซเคิล 30% ผลิตจากขยะทะเล และน้ำมันเครื่องใช้แล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เลโก้ (LEGO)</strong> เปิดตัว <strong>&#8216;ยางรถยนต์รักษ์โลก&#8217;</strong> ในคอลเลคชันเซ็ตใหม่ ที่ทำมาจากวัสดุรีไซเคิล30% รวมทั้งขยะจากทะเล อย่างแห อวน หรือเชือกประมงสำหรับใช้จับปลา และน้ำมันเครื่องเก่า ตามนโยบายในการขับเคลื่อนความยั่งยืน ด้วยการหันมาใช้วัสดุหมุนเวียนและรีไซเคิลสำหรับการผลิตสินค้า ภายในปี 2032</p>
<p><span id="more-32103"></span></p>
<p>โดยปัจจุบัน ​เริ่ม​นำยางรีไซเคิลรุ่นใหม่ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ​ไปใช้ในบางคอลเลคชันของ LEGO บางชุดแล้ว และจะเพิ่มเป็น 120 ชุด รวมทั้งคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนได้ครบทั้งหมดภายในสิ้นปี 2025 นี้</p>
<p>สำหรับการเปิดตัว &#8216;<strong>ยางรถยนต์รักษ์โลก&#8217;</strong> ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จของเลโก้ ในการพยายามสร้างความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้นภายในห่วงโซ่อุปทาน หลังจากช่วงกลางปีที่ผ่านมา ได้เพิ่มสัดส่วนการ​ใช้เรซินรีไซเคิลที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มเป็น 30% เพื่อนำมาผลิตตัวต่อ (Brick) ​รวมทั้งได้ทดสอบการใช้วัสดุยั่งยืนกว่า 600 ชนิด เพื่อนำมาผลิตเป็นตัวต่อ หรือองค์ประกอบอื่นๆ ของเลโก้​ ​เพื่อไปถึงเป้าหมายในการใช้วัสดุรีไซเคิลและหมุนเวียนได้ทั้งหมดภายในปี 2032</p>
<p>สำหรับนวัตกรรมยางรักษ์โลกรุ่นใหม่นี้ ผลิตขึ้นโดยใช้ rSEBS ซึ่งเป็นวัสดุ​หมุนเวียนจากขยะทางทะเลและประมง เช่น แห อวน เชือกสำหรับจับปลา รวมกับน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้ว โดยมีคุณสมบัติ มาตรฐานและความทนทาน เหมือนกับยาง LEGO ทั่วไปทุกประการ</p>
<figure id="attachment_32105" aria-describedby="caption-attachment-32105" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-32105 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Annette-Chief-Sustain-LEGO.png" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-32105" class="wp-caption-text">Credit: esgnews.com</figcaption></figure>
<p><strong>Annette Stube </strong>ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน LEGO กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวที่ทำให้ LEGO มีความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น และลดการพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งจะเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง  ขณะที่​การเพิ่มความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานของเลโก้ในปัจจุบัน อาทิ</p>
<p><strong>&#8211; ไบโอโพลีเอทิลีน (bio-PE) : </strong>ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา มีการใช้ PE จากอ้อยของบราซิลมาใช้ในชิ้นส่วน LEGO มากกว่า 200 ชิ้น รวมถึงอุปกรณ์เสริมสำหรับมินิฟิกเกอร์ด้วย</p>
<p><strong>&#8211; หินอ่อนเทียมรีไซเคิล (arMABS) :</strong> สำหรับชิ้นส่วนโปร่งใส เช่น กระบี่แสง ​หน้าต่าง ปัจจุบันใช้วัสดุรีไซเคิล 20% และมีเป้าหมายที่จะนำไปใช้ในชุด LEGO ให้ได้ 85%</p>
<p><strong>&#8211; e-Methanol และ ePOM : </strong>ความร่วมมือเพื่อพัฒนาวัสดุหรือพลาสติกชนิดพิเศษจาก CO2 ที่แยกได้จากเมทานอลสังเคราะห์ เพื่อ​ผลิตเพลาล้อและองค์ประกอบอื่นๆ</p>
<p><em>“นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในความทะเยอทะยานของเราที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ LEGO มีความยั่งยืนมากขึ้นและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลบริสุทธิ์ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เราได้ลงทุนเวลาอย่างมากในการพัฒนาและทดสอบวัสดุรีไซเคิลชนิดใหม่นี้เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัย และความทนทานระดับสูงของเรา”</em></p>
<p>ทั้งนี้ LEGO ตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2050 โดยมีแผนลดการปล่อยคาร์บอนลง 37% ภายในปี 2032 จากฐานในปี 2019 นอกจากนี้ ยังมีนโยบายในการกำหนดเป้าหมายเพื่อลดคาร์บอนฟุตพรินท์รายบุคคลสำหรับพนักงานทุกคนในแต่ละปีอีกด้วย โดยตามแผนจะเริ่มหลังจากปี 2024 ที่ผ่านมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="https://esgnews.com/lego-introduces-tires-made-with-30-recycled-materials/" target="_blank" rel="noopener">Source </a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/lego-launched-recycled-tires-in-new-sets/">LEGO เปิดตัว &#8216;ยางรถยนต์รักษ์โลก&#8217;​ ใช้วัสดุรีไซเคิล 30% ผลิตจากขยะทะเล และน้ำมันเครื่องใช้แล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ไลอ้อน ประเทศไทย&#8217; กางแผนลดคาร์บอน ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน ตั้ง​เป้าหมาย Net Zero ปี 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/02/lion-thailand-drive-decarbonization-plan-to-net-zero-2050/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Feb 2025 13:24:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[BCG]]></category>
		<category><![CDATA[Cascade Water Management]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Technology]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Production]]></category>
		<category><![CDATA[Lion]]></category>
		<category><![CDATA[Lion Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[PDP]]></category>
		<category><![CDATA[Power Development Plan]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[Technology For Health in All Policies]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Decarbonization Plan]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste to Landfill]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. กิตติวัตร โสมวดี]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[วัตถุดิบคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพในทุกมิติ]]></category>
		<category><![CDATA[ไลอ้อน ประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32001</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไลอ้อน (ประเทศไทย) เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทาง ESG สอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI มาผสานกับ Energy Technology เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงานผลิตสินค้า มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน พร้อมสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050    ดร.กิตติวัตร โสมวดี รองผู้จัดการบริหารการผลิต บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อคนไทย มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจพัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตลอดระยะเวลา 56 ปี กล่าวว่า ไลอ้อนเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environment, Social, Governance) และ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินกลยุทธ์การลดคาร์บอนแบบองค์รวม ครอบคลุมทุกกระบวนการผลิตและซัพพลายเชน จัดทำแผนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน ตามแผนงานระดับประเทศ ​Thailand Decarbonization Plan [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/lion-thailand-drive-decarbonization-plan-to-net-zero-2050/">&#8216;ไลอ้อน ประเทศไทย&#8217; กางแผนลดคาร์บอน ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน ตั้ง​เป้าหมาย Net Zero ปี 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ไลอ้อน (ประเทศไทย) เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทาง </strong><strong>ESG </strong><strong>สอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน </strong><strong>(SDGs) </strong><strong>พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัล และ </strong><strong>AI </strong><strong>มาผสานกับ </strong><strong>Energy Technology </strong><strong>เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงานผลิตสินค้า มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (</strong><strong>GHG) </strong><strong>ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน พร้อมสู่เป้าหมาย </strong><strong>Net Zero </strong><strong>ภายในปี 2050  </strong><strong> </strong><span id="more-32001"></span></p>
<p><strong>ดร.กิตติวัตร โสมวดี รองผู้จัดการบริหารการผลิต บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด</strong> ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อคนไทย มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจพัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตลอดระยะเวลา 56 ปี กล่าวว่า ไลอ้อนเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environment, Social, Governance) และ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินกลยุทธ์การลดคาร์บอนแบบองค์รวม ครอบคลุมทุกกระบวนการผลิตและซัพพลายเชน จัดทำแผนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน ตามแผนงานระดับประเทศ ​Thailand Decarbonization Plan และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) มาจัดทำเป็นแผนเส้นทางการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway Plan)</p>
<p><em>&#8220;ไลอ้อนวางกลยุทธ์สู่ Net Zero ​ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านการนำทรัพยากรและพลังงานกลับมาใช้ใหม่ การดำเนินการด้าน Zero Waste ลดของเสียฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ผ่านระบบ Cascade Water Management การพัฒนาน้ำเสียให้เป็นวัตถุดิบคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานสะอาด ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเชื่อมต่อระบบการผลิตทั้งหมด​ให้อยู่บน Digital Platform ​พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและ​​ AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรใน​การผลิตได้อย่าง​สูงสุด เพื่อให้ทุกผลิตภัณฑ์เป็นผลิตภัณฑ์​คาร์บอนต่ำ ส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรม Think Better Kaizen เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด ตามแนวทางการพัฒนาธุรกิจ <strong>&#8216;เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพในทุกมิติ :Technology For Health in All Policies&#8217;</strong> จุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีของพนักงาน ผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ บริษัทได้พัฒนาระบบ AI มาใช้ในคาดการณ์และประเมินผลด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตรูปแบบต่าง ๆ แบบ Real-time เพื่อให้การใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีการตรวจสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์พลังงาน (Energy Equipment) ตามหลักวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง <em><strong>รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้งาน เช่น Electrification และมีทีมงานศึกษาด้าน Climate Tech ที่จะเข้ามาในอนาคต </strong></em>เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างต่อเนื่อง​สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32004 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/02_ภาพประกอบข่าว_0.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ไลอ้อน ประเทศไทย ยังเป็นผู้ผลิตน้ำยาล้างจานรายแรกของไทยที่ได้รับการรับรอง <strong>ฉลากลดโลกร้อน</strong> (Carbon Footprint Reduction: CFR) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์ของไลอ้อนถูกพัฒนาตามแนวทางสู่<strong> &#8216;ผลิตภัณฑ์ลดโลกร้อน&#8217;</strong> ที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตจนถึงผู้บริโภค อาทิ ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ไลปอนเอฟ สูตรอนามัย, ไลปอนกลิ่นชามะนาว, ผลิตภัณฑ์ซักผ้าโปร เปาวินวอซ เปาซิลเวอร์นาโน เปาเอ็มวอซ ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ซอลส์ และโชกุบุสซึ</p>
<p><b>​</b>นอกจากนี้ <em><strong>ยังสามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นขององค์กร (CFO) ได้เฉลี่ย 66,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO<sub>2</sub>e) ต่อปี ตั้งแต่ปี 2022 &#8211; 2024 เทียบกับปีฐาน 2021 ​เท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 7 ล้านต้น และจากแผนงานการขับเคลื่อนธุรกิจที่ยั่งยืน ไลอ้อน ได้กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใน Scope 1 และ 2 ลดลง 55% ภายในปี 2030 และก้าวสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ส่วน Scope 3 ตั้งเป้าหมายลดลด 30 % ในปี 2030 และลดลง 50% ในปี 2050 ผ่านโครงการบริหารจัดการซัพพลายเชนที่ยั่งยืน</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32003 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/03_ภาพประกอบข่าว_0.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>นอกจากการพัฒนาด้านกระบวนการผลิตแล้ว บริษัทยัง​​ให้ความสำคัญต่อนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy Model) และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและวิสาหกิจชุมชน พัฒนาการใช้ วัตถุดิบประจำท้องถิ่นมาเพิ่มคุณค่า นำเอาสมุนไพรไทย ได้แก่ สมอพิเภก สมอไทย มะขามป้อม ผักโมโรเฮยะ มาใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เช่น ยาสีฟันซอลส์ ตรีผลา ซอล์ส คิงเฮิร์บ เจลอาบน้ำโชกุบุสซึ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับชุมชน ช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และประเมินเป็นคาร์บอนเครดิตมุ่งสู่อนาคตสีเขียว ทำให้ทุกการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของไลอ้อน คือการร่วมลดโลกร้อน ร่วมสร้างโลกที่ยั่งยืนไปด้วยกัน</p>
<p>ด้านการสร้างสุขภาวะที่ดีให้สังคม ได้ดำเนินโครงการต่างๆ ปันสุขสู่สังคม มาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและเสริมสร้างการมีสุขภาพที่ดี เพื่อให้เกิดความตระหนักด้านการดูแลสุภาพเชิงป้องกัน อาทิ โครงการส่งเสริมทันตกรรมป้องกัน โครงการ Happy Life &amp; Happy Home ส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีในชุมชน และยังดำเนินโครงการเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาที่ยั่งยืน ผ่านโครงการโครงการอาชีวะศึกษาระบบทวิภาคี มีการเรียนการสอนในโรงงานจากผู้มีประสบการณ์ทำงาน  มอบทุนการศึกษาหลักสูตรแมคคาทรอนิกส์ ให้โอกาสการศึกษาสายอาชีพ เพื่อเป็นคนดีและคนเก่ง เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/lion-thailand-drive-decarbonization-plan-to-net-zero-2050/">&#8216;ไลอ้อน ประเทศไทย&#8217; กางแผนลดคาร์บอน ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน ตั้ง​เป้าหมาย Net Zero ปี 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
