<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เอสซีจี &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Tue, 02 Dec 2025 09:34:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>เอสซีจี &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เอสซีจีและมูลนิธิเอสซีจี จับมือเครือข่ายพันธมิตร เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการ สนับสนุนอุปกรณ์ยังชีพ วัสดุก่อสร้าง ระดมทีมจิตอาสาฟื้นฟูหลังน้ำลด </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/scg-and-scg-foundation-flood-relief/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Dec 2025 09:34:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยเหลือน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วมภาคใต้]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟู]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเอสซีจี]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38378</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอสซีจีและมูลนิธิเอสซีจี ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และจิตอาสา เดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยบรรเทาภาระภาครัฐ” ณ โรงปูนเอสซีจี ทุ่งสง สนับสนุนอุปกรณ์ยังชีพ สิ่งของจำเป็น วัสดุก่อสร้าง พร้อมระดมพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่ ฟื้นฟูโรงพยาบาล สถานศึกษา อาคารสาธารณะ รวมถึงศูนย์อพยพ ในหลายจังหวัดภาคใต้ อาทิ สงขลา พัทลุง ตรัง และยะลา วิกฤติอุทกภัยในภาคใต้ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนได้เข้าไปช่วยเหลือ  เอสซีจีและมูลนิธิเอสซีจี ผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตร ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรสาธารณกุศล สื่อมวลชน  จิตอาสา และพนักงาน ช่วยเหลือ ฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าว ด้านการช่วยเหลือเร่งด่วน เอสซีจีร่วมกับสำนักงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยบรรเทาภาระภาครัฐ” ณ สำนักงานเอสซีจี ภาคใต้ (หาดใหญ่) พร้อมเปิดสายด่วน โทร. 092-932-0070 ประสานความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ มูลนิธิเอสซีจี ได้สนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นให้แก่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน อาทิ ถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภค [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/scg-and-scg-foundation-flood-relief/">เอสซีจีและมูลนิธิเอสซีจี จับมือเครือข่ายพันธมิตร เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการ สนับสนุนอุปกรณ์ยังชีพ วัสดุก่อสร้าง ระดมทีมจิตอาสาฟื้นฟูหลังน้ำลด </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เอสซีจีและมูลนิธิเอสซีจี ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และจิตอาสา เดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยบรรเทาภาระภาครัฐ” ณ โรงปูนเอสซีจี ทุ่งสง สนับสนุนอุปกรณ์ยังชีพ สิ่งของจำเป็น วัสดุก่อสร้าง พร้อมระดมพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่ ฟื้นฟูโรงพยาบาล สถานศึกษา อาคารสาธารณะ รวมถึงศูนย์อพยพ ในหลายจังหวัดภาคใต้ อาทิ สงขลา พัทลุง ตรัง และยะลา</strong></p>
<p><span id="more-38378"></span></p>
<p>วิกฤติอุทกภัยในภาคใต้ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนได้เข้าไปช่วยเหลือ  เอสซีจีและมูลนิธิเอสซีจี ผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตร ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรสาธารณกุศล สื่อมวลชน  จิตอาสา และพนักงาน ช่วยเหลือ ฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าว ด้านการช่วยเหลือเร่งด่วน เอสซีจีร่วมกับสำนักงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้ง <strong>“</strong><strong>ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยบรรเทาภาระภาครัฐ”</strong> ณ สำนักงานเอสซีจี ภาคใต้ (หาดใหญ่) พร้อมเปิดสายด่วน โทร. 092-932-0070 ประสานความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ผู้ประกอบการ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38380 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/02-ฟื้นฟูรถดับเพลิงเทศบาล.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>นอกจากนี้ มูลนิธิเอสซีจี ได้สนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นให้แก่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน อาทิ ถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภค ผ่าน SCGJWD เตียงสนามกระดาษ สุขากระดาษ จาก SCGP ผ้าห่ม ชุดเครื่องนอนชั่วคราวแก่ศูนย์อพยพ พร้อมตั้งโรงครัว 5 จุด และมอบเงินช่วยเหลือนักเรียนทุนมูลนิธิเอสซีจี ขณะเดียวกัน SCGC ยังได้สนับสนุน “ทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูง” ให้กับกองทัพเรือ เพื่อใช้เป็น “แพกู้ภัย” ในภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้</p>
<p><strong>ด้านการฟื้นฟู</strong> เอสซีจีร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง และ  “คิวช่าง”<strong>  </strong>เข้าสำรวจสถานศึกษา อาคารสาธารณะ พื้นที่ส่วนรวม เพื่อให้จิตอาสาร่วมทำความสะอาด อาทิ โรงพยาบาลหาดใหญ่  สถานีรถดับเพลิงของเทศบาล   ขณะเดียวกันยังจัดส่งอุปกรณ์ทำความสะอาดให้บ้านเรือนประชาชนด้วย  ส่วนแผนการกำจัดขยะหลังน้ำลด จะทำงานร่วมกับภาครัฐ บริหารจัดการขยะตกค้างอย่างเร่งด่วน มอบถุง Big Bag เพื่อใช้จัดการขยะบนถนนสาธารณะ รวมทั้งนำขยะไปแปรรูปเป็นพลังงานเชื้อเพลิง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-38381 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/04-มอบถุง-Big-Bag-ขนขยะ.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ด้านการซ่อมแซม</strong> ได้สนับสนุน Fix It Center จำนวน 46 จุด ร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ เพื่อซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่จำเป็นของประชาชน (วันที่ 29 พฤศจิกายน – 6 ธันวาคม 2568)<strong>  </strong>พร้อมทั้งสนับสนุนหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด สีทาบ้าน ประตู อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้โรงพยาบาลและโรงเรียน  ส่วน “คิวช่าง”  จะสำรวจบ้านฟรีภายในวันที่ 10 ธันวาคม 2568  นอกจากนั้นยังจัดทำคู่มือดูแลบ้าน “หลังน้ำลด” เพื่อให้ประชาชนสามารถซ่อมแซมบ้านได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยดาวน์โหลดได้ที่ <a href="https://shorturl.at/koILu" target="_blank" rel="noopener">https://shorturl.at/koILu</a></p>
<p><strong>เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน </strong><strong>เอสซีจีขอมอบส่วนลดพิเศษสูงสุด</strong><strong> 80% (</strong><strong>จำนวนจำกัด) ในกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้างกว่า</strong><strong> 20–50 </strong><strong>รายการ  ณ  </strong><strong>SCG Home </strong><strong>และร้านค้าผู้แทนจำหน่าย</strong> (วันที่ 1–30 ธันวาคม 2568)  รวมทั้งจัดส่วนลดท้ายบิลพิเศษผ่าน SCG Family เริ่มวันที่ 4 ธันวาคม 2568</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-38382 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/06-ร่วมกับจิตอาสาทำความสะอาดสถานที่สาธารณะ.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>เอสซีจีและมูลนิธิเอสซีจี ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด  โดยร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ทั้งหน่วยงานท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เข้าช่วยเหลือ ฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบภัยให้คลี่คลายโดยให้เร็วที่สุด  เพื่อให้ชุมชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/scg-and-scg-foundation-flood-relief/">เอสซีจีและมูลนิธิเอสซีจี จับมือเครือข่ายพันธมิตร เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการ สนับสนุนอุปกรณ์ยังชีพ วัสดุก่อสร้าง ระดมทีมจิตอาสาฟื้นฟูหลังน้ำลด </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน &#8211; ยกระดับ SMEs &#8211; รับมือโลกรวน&#8217; ​3 โจทย์ &#8216;​ESG Symposium 2025&#8217; ​เร่งไทยบรรลุคาร์บอนต่ำ เน้น &#8216;แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย ขับเคลื่อนได้จริง&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/scg-esg-symposium-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 13:21:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Symposium]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Symposium 2025]]></category>
		<category><![CDATA[Financing]]></category>
		<category><![CDATA[GREEN BREAKTHROUGH AMID THE PERFECT STORM]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transition]]></category>
		<category><![CDATA[MSMEs]]></category>
		<category><![CDATA[Policy]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[TPA]]></category>
		<category><![CDATA[White Paper]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยเหลือผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ณพพงศ์ ธีระวร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<category><![CDATA[โลกรวน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36841</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรง ESG Symposium 2025 จัดขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อย่างเป็นรูปธรรมที่ต้อง &#8216;แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนได้จริง&#8217;  โดยเน้น 3 วาระสำคัญ ได้แก่ 1. การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) 2. การยกระดับ SMEs สู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำครบวงจรและเป็นธรรม (Just Transition for SMEs) และ 3. การเตรียมพร้อมรับมือโลกรวน (Climate Adaptation) เสริมขีดความสามารถแข่งขันระดับสากล รับมือความผันผวนทั้งโลกรวน และเศรษฐกิจโลกอย่างทันท่วงที คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ESG Symposium เป็นแพลตฟอร์ม ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘GREEN BREAKTHROUGH AMID THE PERFECT STORM – [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/scg-esg-symposium-2025/">&#8216;เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน &#8211; ยกระดับ SMEs &#8211; รับมือโลกรวน&#8217; ​3 โจทย์ &#8216;​ESG Symposium 2025&#8217; ​เร่งไทยบรรลุคาร์บอนต่ำ เน้น &#8216;แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย ขับเคลื่อนได้จริง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรง <strong>ESG Symposium 2025</strong> จัดขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อย่างเป็นรูปธรรมที่ต้อง <strong>&#8216;แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนได้จริง&#8217; </strong></p>
<p><span id="more-36841"></span></p>
<p>โดยเน้น 3 วาระสำคัญ ได้แก่ <strong>1. การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด</strong> (Energy Transition) <strong>2. การยกระดับ SMEs สู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำครบวงจรและเป็นธรรม</strong> (Just Transition for SMEs) และ <strong>3. การเตรียมพร้อมรับมือโลกรวน</strong> (Climate Adaptation) เสริมขีดความสามารถแข่งขันระดับสากล รับมือความผันผวนทั้งโลกรวน และเศรษฐกิจโลกอย่างทันท่วงที</p>
<p><strong>คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม</strong> กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ESG Symposium เป็นแพลตฟอร์ม ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘<strong>GREEN BREAKTHROUGH AMID THE PERFECT STORM – เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน’</strong> เพื่อร่วมออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายและโครงการที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้และยั่งยืน ผ่านการระดมความเห็น และการเสนอแนะจากผู้นำระดับ Top Leader มากกว่า  300 คน ทั้งจากภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน</p>
<p>โดยในปีนี้ ข้อเสนอจาก <strong>ESG Symposium 2025</strong>  เพื่อร่วม​ขับเคลื่อน​การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36846 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/นายธรรมศักดิ์-เศรษฐอุดม-กรรมการผู้จัดการใหญ่-เอสซีจี.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>1. ปลดล็อก ปรับโครงสร้าง วางระบบพลังงานเสรีครบวงจร เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน</strong></p>
<p>เร่งวางระบบพลังงานเสรีอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าด้วยมาตรฐาน <strong>TPA Code (Third Party Access)</strong> และการส่งเสริมสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) พร้อมปรับโครงสร้างระบบพลังงานให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ในต้นทุนที่เหมาะสม เพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า สำหรับรับมือกับ ความผันผวนในระดับโลกอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>2. ยกระดับ SMEs สู่ความยั่งยืนและแข่งขันได้จริง </strong></p>
<p>จัดตั้ง One Stop Service เพื่อให้ SMEs เข้าถึงเงินทุน ความรู้ และเทคโนโลยีได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน และเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าสู่ตลาดแข่งขันได้จริง</p>
<p>ขณะเดียวกันเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีสีเขียวและดิจิทัล พัฒนาทักษะแรงงานผ่านการอบรมและ Skill Matching เตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงของตลาด พร้อมสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงแผนพัฒนาระดับชาติ และวาระลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ SMEs เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน</p>
<p><strong>3. เร่งเตรียมความพร้อมปรับตัวรับมือโลกรวน ด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือ</strong></p>
<p>ดำเนินการวางรากฐานการปรับตัว ต่อสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง ผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตร นำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ประโยชน์ พร้อมศึกษาและนำแนวทางนโยบายจากต่างประเทศ มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติโลกรวน</p>
<p><em>&#8220;ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤติสภาพภูมิอากาศ และภาวะเศรษฐกิจโลก จากสงครามการค้า จึงต้องเร่งวางกรอบกลยุทธ์ที่  &#8216;<strong>แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนได้จริง&#8217;</strong> เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก พร้อมสร้างรากฐานอย่างยั่งยืน โ<strong>ดยสิ่งที่ตกผลึกได้จาก ESG Symposium 2025 จะมีการสรุปเป็น White Paper เพื่อนำส่งและเสนอแนะเป็นแนวทางในการขับเคลื่อน และกรอบการทำงานร่วมกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน </strong>&#8221; ​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36843 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Green-.png" alt="" width="692" height="900" /></p>
<p><strong>TPA กระดุมเม็ดแรก ปลดล็อกพลังงานสะอาด</strong></p>
<p><strong>ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์</strong> นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ​ระบบพลังงานของไทยเผชิญแรงกดดันทั้งจากเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก NDC 3.0 การตอบรับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป และความจำเป็นในการยกระดับดัชนี Energy Transition Index เพื่อความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค การขับเคลื่อนเรื่องนี้ในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องเน้นทำผ่าน​กรอบ <strong> ‘ชัด คล่อง เป็นจริง’</strong> โดยมุ่งเน้นการเปิดตลาด Direct PPA ที่โปร่งใสเพื่อดึงดูดการลงทุนพลังงานหมุนเวียน การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน และไฮโดรเจน พร้อมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อวางรากฐาน Green Infrastructure ที่มั่นคงและยั่งยืน รวมทั้งพัฒนาแรงงานทักษะสีเขียว โดย TDRI พร้อมสนับสนุนงานวิจัยและนโยบาย ในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านนี้</p>
<p><em>&#8220;ประเทศไทยมีศักยภาพในการขับเคลื่อนเรื่องพลังงานสะอาด (Renewable) ทั้งพลังงานโซลาร์  ไบโอแมส  ไบโอแกส หรือพลังงานลม ซึ่งหากในอนาคตมีเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น จะยิ่งเพิ่ม​ศักยภาพในการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนพลังงานสะอาดราว 10-15% ซึ่งหากต้องการขับเคลื่อนเป้าหมายให้เป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2030 ต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดขึ้นมาเป็น 74% และหากต้องการผลักดันตามเป้าหมาย ภาครัฐจำเป็นต้องให้สิทธิในกา​รจัดส่งไฟฟ้าได้อย่างเสรีกับภาคเอกชน หรือ TPA ซึ่งถือเป็นกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญ เพราะตอนนี้ประเทศไทยมีความต้องการใช้ Renewable เยอะมาก ทั้งภาคอุตสาหกรรม หรือภาคส่งออก รวมทั้งมีผู้ผลิตที่มีศักยภาพ มีคุณภาพของพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ แต่ผู้ผลิตยังไม่มีความมั่นใจว่า หากผลิตมาแล้วจะสามารถจัดส่งอย่างเสรีได้หรือไม่ จึงต้องปลดล็อกด้วย TPA ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนได้อย่างมีอัตราเร่ง&#8221; ดร.อารีพร กล่าว</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36847 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ดร.อารีพร-อัศวินพงศ์พันธ์-นักวิจัยอาวุโส-สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย-TDRI-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ จำเป็นต้องส่งเสริมเทคโนโลนี SMR หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าทั้งในเรื่องของความสะอาด (Clean Energy) และความเสถียร (Energy Security) รวมทั้งยังมีต้นทุนที่ไม่แพง ขณะที่​การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ในหลายๆ ประเทศ​มีความปลอดภัยเป็นอย่างดี แต่ในส่วนของประเทศไทย จำเป็นต้องเร่งสร้างทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัย​ ​เพื่อสร้างการยอมรับจากประชาชน​ ซึ่งถือเป็นการบ้านสำคัญของภาครัฐในการ​​ขับเคลื่อนให้โครงการ SMR เกิดขึ้นได้จริง</p>
<p><strong>เร่งพัฒนาโซลูชันทางการเงิน ช่วยผู้ประกอบรายเล็ก​</strong></p>
<p>ด้าน <strong>ดร.ณพพงศ์ ธีระวร</strong> ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า MSMEs (Micro &amp; Small, Medium Enterprises) ซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทยกว่า 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ หรือมีรวมกันที่ราว 3.25 ล้านราย และมีการจ้างงานกว่า 13 ล้านคน และสร้างผลผลิตให้ประเทศกว่า 35% ของ GDP โดยในจำนวนนี้ แบ่งเป็น กลุ่มผู้ประกอบการในระดับไมโคร หรือกลุ่มวิสาหกิจรายย่อย​ 84.5% หรือ 2.75 ล้านราย, ระดับเล็ก หรือวิสาหกิจขนาดย่อม 13% หรือ 4.2 แสนราย, วิสาหกิจ​ขนาดกลาง 2% หรือ 6.5 หมื่นราย และวิสาหกิจขนาดใหญ่ 0.5% หรือ 1.5 หมื่นราย</p>
<p>โดยกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจทั้ง<strong> MSMEs เหล่านี้ยังคงเผชิญกับ 4 ความท้าทายหลัก ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งทุน โอกาสเชื่อมโยงตลาดใหม่ กฎระเบียบที่ยังซับซ้อน และขาดทักษะอนาคต ​จึงจำเป็นต้อง​กำหนดแนวทางเพื่อช่วยเหลือให้ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อเพิ่มความสามารถในการเติมทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการ</strong> โดยเฉพาะกลุ่ม Micro และ Small Entrepreneurs ที่เป็นกลุ่มขนาดใหญ่ด้วยสัดส่วนถึง 97.5% คิดเป็นจำนวนผู้ประกอบการที่อยู่ในส่วนนี้ถึงกว่า 3.17 ล้านราย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36848 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ดร.ณพพงศ์-ธีระวร-ประธานสมาพันธ์-SME-ไทย-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ภาครัฐจำเป็นต้องพัฒนากลไกเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในรายย่อยและรายเล็กกว่า 3.17 ล้านราย ที่มักมีข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบธนาคาร ​มากกว่าเรียกร้องให้ผู้ประกอบการปรับตัวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาโซลูชั่นหรือเครื่องมือเพื่อเพิ่มช่องทางใหม่ๆ ในการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีดอกเบี้ยต้ำและไม่ผูกติดอยู่กับระบบธนาคารที่มีความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ เพราะปัจจุบันรายย่อยและรายเล็กสามารถเข้าถึงได้เพียง Nano และ Pico Finance ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่ประมาณ 30% ต่อปี ขณะที่กลุ่มซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ 3-4% จะมีเพียงธุรกิจที่มีระบบบัญชี หรือข้อมูลทางการเงินตามเกณฑ์ที่สถาบันการเงินกำหนด ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการอยู่รอดของผู้ประกอบการ เพื่อไม่ให้ประเทศต้องติดหล่มทางเศรษฐกิจและไม่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ&#8221;</em> ​ดร.ณพพงศ์ กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ ควรมีแนวทางเพื่อช่วยเหลือด้านการเงินและต้นทุนต่ำ ที่สามารถให้ความช่วยเหลือส่งไปถึงกลุ่มผู้ประกอบรายย่อยซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญในเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแท้จริง อาทิ กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Micro &amp; Small Entrepreneurs) ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ 3-4% ต่อปี เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัว และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันต่อไป นอกเหนือจากนี้ การยกระดับทักษะและนวัตกรรมทาง Digital, AI and Green Transformation เพื่อให้เกิดความพร้อม ในการเชื่อมโยงตลาดใหม่ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงตลาด Online ตลอดจนการสร้าง One Stop Service และ Ecosystem ครบวงจร พร้อมผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบ ที่เอื้อกับผู้ประกอบการ MSME ให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข่งขัน ได้ในระยะยาว ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ</p>
<p><strong>​&#8217;เร่งปรับตัวรับมือวิกฤตโลกรวน&#8217; ​โจทย์ใหญ่ของประเทศ  </strong></p>
<p><strong>คุณธรรมศักดิ์</strong> กล่าเพิ่มเติมอีกว่า ​​หนึ่งในโจทย์เร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องรีบเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างจริงจังคือ  การเตรียมความพร้อม ในการรับมือวิกฤตโลกรวน (Climate Adaptation) เนื่องจาก​ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และความผันผวนของทรัพยากร กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประเทศ ดังนั้น การเร่งเตรียมพร้อมอย่างรอบด้าน จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็น โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้มาใช้ ยกระดับความสามารถในการปรับตัว ลดความเสี่ยง และสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36849 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Re-ESG-Symposium-2025.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เอสซีจีพร้อมเดินหน้าร่วมกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อผลักดันข้อเสนอจาก ESG Symposium 2025 ไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ และการลงทุนพัฒนาผ่านโครงการนำร่อง PPP สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และพร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลง ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต”</em> คุณธรรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/scg-esg-symposium-2025/">&#8216;เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน &#8211; ยกระดับ SMEs &#8211; รับมือโลกรวน&#8217; ​3 โจทย์ &#8216;​ESG Symposium 2025&#8217; ​เร่งไทยบรรลุคาร์บอนต่ำ เน้น &#8216;แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย ขับเคลื่อนได้จริง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SCG เดินหน้าซีซัน 2 โครงการ NZAP 2026 และ​ Go Together เร่งช่วย SMEs เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ​พร้อมแข่งในตลาดศักยภาพสูง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/nzap-2026-and-go-together-ep2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 16 Aug 2025 08:56:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Go together]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Inclusive Green Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero Accelerator Program]]></category>
		<category><![CDATA[NZAP]]></category>
		<category><![CDATA[NZAP 2026]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ชนะ ภูมี]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเอ็มอี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35537</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอสซีจี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายพันธมิตร ขยายผล​ 2 โครงการสำคัญ ในซีซซัน 2 ได้แก่ หลักสูตร Net Zero Accelerator Program 2026 (NZAP 2026) และ​​ Go Together ซีซัน 2 มุ่ง​สนับสนุน​ SMEs ​ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่ธุรกิจโดยในเฉพาะ​ในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน พร้อมปรับตัวต่อ​​ความท้าทาย และการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง Inclusive Green Growth ทั้งนี้ การขยายผลครั้งนี้มาจากความสำเร็จของทั้ง 2 โครงการ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมโครงการรวมกันกว่า 1,400 คน  ทั้งจากหลักสูตร NZAP 2025 (Net Zero Accelerator Program) ที่รวบรวมทุกภาคส่วนสำคัญในอีโคซิสเต็มเพื่อช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำของ SMEs ทั้งภาครัฐ เอกชน หรือภาคประชาสังคมที่มีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนผ่าน โดยมีผู้เข้าร่วมหลักสูตรกว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/nzap-2026-and-go-together-ep2/">SCG เดินหน้าซีซัน 2 โครงการ NZAP 2026 และ​ Go Together เร่งช่วย SMEs เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ​พร้อมแข่งในตลาดศักยภาพสูง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เอสซีจี ร่วมกั</strong><strong>บหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายพันธมิตร ขยายผล​ </strong><strong>2 </strong><strong>โครงการสำคัญ ในซีซซัน 2 ได้แก่ หลักสูตร </strong><strong>Net Zero Accelerator Program 2026 (NZAP 2026)</strong> <strong>และ</strong><strong>​​ </strong><strong>Go Together </strong><strong>ซีซัน </strong><strong>2 </strong><strong>มุ่ง​</strong><strong>สนับสนุน​ SMEs ​ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่ธุรกิจโดยในเฉพาะ​ในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ เพื่อ</strong><strong>เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน พร้อมปรับตัวต่อ​​ความท้าทาย และการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิ</strong><strong>จคาร์บอนต่ำ</strong><strong>อย่างเป็นรูปธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง Inclusive Green Growth</strong></p>
<p><span id="more-35537"></span></p>
<p>ทั้งนี้ การขยายผลครั้งนี้มาจากความสำเร็จของทั้ง 2 โครงการ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมโครงการรวมกันกว่า 1,400 คน  ทั้งจากหลักสูตร <strong>NZAP 2025</strong> (Net Zero Accelerator Program) ที่รวบรวมทุกภาคส่วนสำคัญในอีโคซิสเต็มเพื่อช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำของ SMEs ทั้งภาครัฐ เอกชน หรือภาคประชาสังคมที่มีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนผ่าน โดยมีผู้เข้าร่วมหลักสูตรกว่า 100 คน ผ่านการอบรมในหัวข้อสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านรวม 8 สัปดาห์ (8 Module)</p>
<p>รวมทั้งโครงการ​ <strong>​ </strong><strong>Go Together</strong> ซีซัน 1 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภายใน Supply Chain สามารถเข้ามาศึกษาดูงาน จากต้นแบบหรือกระบวนการในการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อหันมาใช้พลังทดแทนในกระบวนการผลิตรูปแบบต่างๆ ทั้งพลังงานโซลาร์  ความร้อน หรือไบโอแมส จากกลุ่มเอสซีจี ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งสระบุรี ราชบุรี ขอนแก่น ลำปาง และทุ่งสง เพื่อนำไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตในธุรกิจตัวเอง โดยมีผู้สนใจร่วมชมกว่า 1,300 ราย และมีกลุ่มผู้ประกอบการราว 10% ที่เริ่มนำร่องปรับตัวเพื่อการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งถือว่าประสบความเร็จที่ดี และเชื่อว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้ผู้ประกอบการส่วนที่เหลือเริ่มขยับตัวตามในเฟสต่อๆ ไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35539 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/re-ลงนามความร่วมมือโครงการ-Go-Together-ซีซัน-2-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ชนะ ภูมี</strong> ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ – การบริหารความยั่งยืน เอสซีจี กล่าวว่า  SMEs เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเป็นรากฐานสำคัญของธุรกิจไทยด้วยจำนวนกว่า 90% ของธุรกิจทั้งประเทศ พร้อมสร้างให้เกิดการจ้างงานกว่า 70% และสร้างรายได้​มากว่า 35% ของ GDP ทั้งประเทศ แต่ปัจจุบัน SMEs ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนที่สูง การแข่งขันที่รุนแรง เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว และแรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลก ทำให้การปรับตัวสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมประสิทธภาพในการดำเนินงาน เพื่อ​สามารถแข่งขันได้ในตลาดคุณภาพของโลก จึงเป็นมากกว่าทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของธุรกิจในปัจจุบัน</p>
<p>ขณะที่ความสำเร็จของหลักสูตร NZAP 2025 และ โครงการ Go Together ซีซันแรก ทั้งจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า  1,400 ราย รวมทั้งยังทำให้ผู้ประกอบการราว 10% เริ่มมีการปรับตัวแล้ว นำมาสู่การขยายผลต่อเนื่องในปีนี้ เพื่อกระตุ้น SMEs ให้เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง และนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกในทางปฏิบัติได้จริง สอดคล้องกับแผนและเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC)</p>
<p><em>&#8220;สำหรับการขับเคลื่อนต่อเนื่องในปีที่สองของทั้ง 2 โครงการ จะขยายความเข้มข้นของกิจกรรม และเน้นการสร้างใหเกิด​ผลผลัพธ์ในเชิงรูปธรรมได้มากขึ้น โดยมีผู้ที่เคยร่วมโครงการในปีที่ผ่านมา มาเข้าร่วมในการให้คำแนะนำ หรือการเป็นต้นแบบที่เริ่ม​ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านแล้ว พร้อมทั้งเนื้อหาในหลักสูตร NZAP 2026 ที่จะเพิ่มจาก 8 สัปดาห์ เป็น 12 สัปดาห์ เพื่อเข้าใจความสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน พร้อมแนวทาง วิธีการในการเปลี่ยนผ่านได้ลึกซึ้งมากขึ้น พร้อมองค์ความรู้จากทั้งภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ ภาคธุรกิจจากหลากหลายอุตสาหกรรม และผู้เกี่ยวข้องจากภาคสังคม เพื่อเป็นไปตามแนวทางความร่วมมือแบบ 3P โดยตั้งเป้าภาคการเข้ามาร่วมหลักสูตรไว้ภาคส่วนละ 30%  ส่วนโครงการ Go Together ซีซัน 2 จะมุ่งเสริมศักยภาพ SMEs ผ่านการศึกษาดูงานจริง พร้อมรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และเปิดโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุน โดยมีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมเป็นพันธมิตรรายใหม่&#8221;</em></p>
<p><strong>คุณชนะ</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อน 2 โคงการข้างต้น เป็นบทบาทสำคัญในการส่งเสริม SMEs ให้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่าน  โดยเน้น 3 แนวทางสำคัญ คือ</p>
<p><strong>1</strong>. <strong>การเสริมศักยภาพด้วยเทคโนโลยี </strong>เช่น การประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับทักษะแรงงานให้สามารถรับมือกับงานที่ซับซ้อนและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต</p>
<p><strong>2.</strong> <strong>การผลักดันการใช้พลังงานทางเลือกในภาคธุรกิจ</strong> ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานควบคู่กับการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><strong>3.</strong> <strong>การสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน</strong> ซึ่งเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ ผ่านโครงการต้นแบบ อาทิ โครงการสระบุรีแซนด์บอกซ์ โมเดลความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม สร้างพื้นที่ในการทดลองใช้พลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ พร้อมขยายผลสู่ระดับประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;ทั้ง 2 โครงการที่จัดขึ้นจะช่วยลดข้อจำกัดของ SMEs ในการเปลี่ยนผ่าน จากการมีเครือข่ายที่แข็งแรงที่พร้อมสนับสนุน เพื่อให้สามารถเข้าถึงทั้งองค์ความรู้  การสนับสนุนทุนในการเปลี่ยนผ่านให้ธุรกิจมีศักยภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสามารถเข้าไปสู่ตลาดที่มีศักยภาพสูง และมักให้ความสำคัญต่อธุรกิจคาร์บอนต่ำ เช่น ตลาดยุโรป รวมทั้งความร่วมมือกันในเครือข่ายที่เปลี่ยนแนวทางจาก Function Base สู่ Issue Base เพื่อสามารถเข้าใจปัญหา ข้อจำกัดของกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างแท้จริง และมุ่งให้เกิดการแก้ไขและเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35540 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Re-ลงนามความร่วมมือเสริมศักยภาพ-SMEs-ผ่านหลักสูตร-NZAP-2026-และโครงการ-Go-Together-ซีซั่น-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ด้าน<strong> คุณณัฏฐิญา เนตยสุภา </strong>อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) หนึ่งในหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยดูแลและส่งเสริม SMEs ในการขับเคลื่อนสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ  กล่าวว่า ​ได้มุ่งเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย <strong>&#8216;ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้&#8217;</strong> ด้วยแนวทาง<strong> &#8216;4ให้ 1 ปฏิรูป&#8217;</strong>  เพื่อส่งเสริมการสร้างธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน ผ่านการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำแนวคิด BCG มาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางอุตสาหกรรมสีเขียวให้กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ (Industry 5.0) สอดรับกับนโยบาย &#8216;ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ทันสมัย สะอาด สะดวก โปร่งใส&#8217;</p>
<p>ทั้งนี้ ทาง SCG จะเริ่มเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมหลักสูตร <strong>NZAP 2026</strong>  ในช่วงปลายปีนี้ และจะเริ่มต้นอบรมจริง​ในช่วงต้นปีหน้า  พร้อมทั้งการพาไปศึกษาดูงานในโครงการ <strong>Go Together</strong> อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้ สามารถสะท้อนความจริงจังในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ภายใต้ความ​ร่วมมือ​กันอย่างจริงจังของทุกภาคส่วนในระบบนิเวศอย่างมีบูรณาการ เพื่อนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง และสร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริง ​</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/nzap-2026-and-go-together-ep2/">SCG เดินหน้าซีซัน 2 โครงการ NZAP 2026 และ​ Go Together เร่งช่วย SMEs เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ​พร้อมแข่งในตลาดศักยภาพสูง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอสซีจี มองครึ่งปีหลังยังผันผวนหนัก เชื่อยังแข่งขันได้ เร่งขยายตลาด Non-USA พร้อมรุก​ Smart Value &#8211; HVA &#8211; Green รับความเสี่ยง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/scg-release-h1-2025-performance/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Aug 2025 14:16:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Business Performance]]></category>
		<category><![CDATA[Inclusive Green Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35123</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ประเมินสถานการณ์​​ธุรกิจช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ว่า ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องภาษีสหรัฐ ที่แม้ได้ข้อสรุปแล้ว ก็ยังคง​ต้องจับตาต่อเนื่องในช่วงหลายปีจากนี้ รวมทั้งจำเป็นต้องมีการวางแผนเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจต่อได้ในระยะยาว โดยเฉพาะการขยายตลาดกลุ่ม Non-USA เช่น การเปิดพื้นที่เสรีการค้าใหม่ๆ  แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือการเตรียมความพร้อม และการรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ เพราะหากขยายตลาดออกไปโดยที่ไม่พร้อม และแข่งขันไม่ได้  ก็ไม่ได้สร้างให้เกิดประโยชน์อะไรต่อธุรกิจเช่นกัน &#8220;สถานการณ์เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง ท้าทายมากกว่าครึ่งปีแรก จากอัตราภาษีใหม่ที่สูงขึ้น แต่เชื่อว่าเอสซีจีจะยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ จากการเตรียมพร้อม และวางกลยุทธ์ที่สอดคล้องโดยเฉพาะจุดแข็งจากการมีฐานการผลิตที่หลากหลายภายในภูมิภาค ​และการขยายตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องทั้งยุโรป โอเชียเนีย และแอฟริกา รวมทั้งการยกระดับทั้งเทคโนโลยี และพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิต ทำให้มีลดต้นทุนที่ลดต่ำลง รวมไปถึงการขยายการลงทุนในกลุ่มผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีโอกาสเติบโตสูงในตลาดอย่างกลุ่ม  Smart Value &#8211; HVA &#8211; Green เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจยังสามารถขับเคลื่อนและเติบโตได้ต่อไป&#8221; ขณะที่ประเด็นความอ่อนไหวในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ปัจจุบัน ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเอสซีจี และไม่ส่งผลกระทบต่อพนักงานของทั้ง 2 ประเทศ เพราะไม่ว่า​อย่างไรทั้งหมดถือว่าเป็น พนักงานเอสซีจีทั้งหมด และ​บริษัทยืนยันที่จะดูแลและให้ความช่วยเหลือพนักงานทุกคนอย่างเต็มที่ สำหรับผลประกอบการของเอสซีจี ในช่วงครึ่งปีแรกนั้น ยังคงมีกระแสเงินสด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/scg-release-h1-2025-performance/">เอสซีจี มองครึ่งปีหลังยังผันผวนหนัก เชื่อยังแข่งขันได้ เร่งขยายตลาด Non-USA พร้อมรุก​ Smart Value &#8211; HVA &#8211; Green รับความเสี่ยง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม </strong>กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ประเมินสถานการณ์​​ธุรกิจช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ว่า ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องภาษีสหรัฐ ที่แม้ได้ข้อสรุปแล้ว ก็ยังคง​ต้องจับตาต่อเนื่องในช่วงหลายปีจากนี้ รวมทั้งจำเป็นต้องมีการวางแผนเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจต่อได้ในระยะยาว</p>
<p><span id="more-35123"></span></p>
<p>โดยเฉพาะการขยายตลาดกลุ่ม Non-USA เช่น การเปิดพื้นที่เสรีการค้าใหม่ๆ  แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือการเตรียมความพร้อม และการรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ เพราะหากขยายตลาดออกไปโดยที่ไม่พร้อม และแข่งขันไม่ได้  ก็ไม่ได้สร้างให้เกิดประโยชน์อะไรต่อธุรกิจเช่นกัน</p>
<p><em>&#8220;สถานการณ์เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง ท้าทายมากกว่าครึ่งปีแรก จากอัตราภาษีใหม่ที่สูงขึ้น แต่เชื่อว่าเอสซีจีจะยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ จากการเตรียมพร้อม และวางกลยุทธ์ที่สอดคล้องโดยเฉพาะจุดแข็งจากการมีฐานการผลิตที่หลากหลายภายในภูมิภาค ​และการขยายตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องทั้งยุโรป โอเชียเนีย และแอฟริกา รวมทั้งการยกระดับทั้งเทคโนโลยี และพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิต ทำให้มีลดต้นทุนที่ลดต่ำลง รวมไปถึงการขยายการลงทุนในกลุ่มผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีโอกาสเติบโตสูงในตลาดอย่างกลุ่ม  Smart Value &#8211; HVA &#8211; Green เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจยังสามารถขับเคลื่อนและเติบโตได้ต่อไป&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35125 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/1_2_ธรรมศักดิ์-เศรษฐอุดม-กรรมการผู้จัดการใหญ่-เอสซีจี.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะที่ประเด็นความอ่อนไหวในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ปัจจุบัน ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเอสซีจี และไม่ส่งผลกระทบต่อพนักงานของทั้ง 2 ประเทศ เพราะไม่ว่า​อย่างไรทั้งหมดถือว่าเป็น พนักงานเอสซีจีทั้งหมด และ​บริษัทยืนยันที่จะดูแลและให้ความช่วยเหลือพนักงานทุกคนอย่างเต็มที่</p>
<p>สำหรับผลประกอบการของเอสซีจี ในช่วงครึ่งปีแรกนั้น ยังคงมีกระแสเงินสด (EBIDA) ที่แข็งแกร่งด้วย โดยปรับตัวดีกว่าครึงหลังของปีที่ผ่านมา 21% หรืออยู่ที่ 30,320 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินสุทธิลดลงเกือบหมื่นล้านบาท จากการปรับพอร์ตลงทุน การหยุดธุรกิจไม่ทำกำไร และการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของทุกธุรกิจ พร้อมทั้งเคาะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้ผู้ถือหุ้น 2.50 บาทต่อหุ้น</p>
<p><em>&#8220;ครึ่งปีแรกของปีนี้ เอสซีจีมีรายได้ 249,077 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 18,436 ล้านบาท ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ จะมีกำไรอยู่ที่ 3,266 ล้านบาท โดยทุกธุรกิจยังคงขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น <strong>ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง</strong> ที่บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ​​​<strong>ธุรกิจแพคเกจจิ้ง</strong> <strong>(</strong><strong>เอสซีจีพี</strong><strong>)</strong> ปรับแผนผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ บริหารต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล ร่วมกับใช้เทคโนโลยีและ AI เพิ่มประสิทธิภาพจัดการต้นทุนได้ดี และ <strong>ธุรกิจเคมิคอลส์</strong> <strong>(</strong><strong>เอสซีจีซี</strong><strong>)</strong> ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ (Gap) เริ่มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากต้นทุนราคาน้ำมันดิบที่ลดลง นอกจากนี้ เอสซีจี ยังมีรายได้เงินปันผลรับต่อเนื่อง&#8221;</em></p>
<p><strong>วาง 3 กลยุทธ์​  ​เพิ่มศักยภาพรับมือความเสี่ยง</strong></p>
<p>เอสซีจี วาง 3 กลุยทธ์ เพื่อเติบโตต่อเนื่องและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันช่วงครึ่งปีหลัง ที่ยังท้าทายอย่างมาก ทั้ง​จากเศรษฐกิจไทย อาเซียน และโลก ที่เชื่อว่าจะชะลอตัวจาก​​ผลกระทบ​ภาษี​สหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และราคาพลังงานผันผวน โดยมุ่งใช้จุดแข็งจากการมีฐานผลิตที่หลากหลาย การลดต้นทุน และขยาพอร์ตสินค้าศักยภาพสูง ต่อไปนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35126 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/2-1_โรงงานลองเซิน-ปิโตรเคมิคอลส์-เวียดนาม-LSP-เตรียมกลับมาดำเนินการเชิงพาณิชย์.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p><strong>1</strong><strong>.​ </strong><strong>ชูฐานผลิตหลากหลายใน &#8216;อาเซียน&#8217; </strong><strong>(Regional Optimization)</strong>  เพื่อบริหารจัดการ​ต้นทุนให้แข่งขันได้ ประกอบกับเป็นฐานการบริโภคที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น <strong>เอสซีจีซี</strong> เตรียมเปิดโรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ เวียดนาม (LSP) ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 และเพิ่มศักยภาพแข่งขันด้วยวัตถุดิบก๊าซอีเทนของ LSP เ<strong>อสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์</strong> ขยายฐานผลิตปูนคาร์บอนต่ำในเวียดนามใต้​  เพื่อเจาะตลาดเวียดนาม และส่งออกไปสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย ทวีปโอเชียเนีย <strong>เอสซีจี เดคคอร์ </strong>เพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซ พอร์ซเลนที่เวียดนาม  <strong>เอสซีจีพี </strong>เดินหน้าเสริมแกร่งของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในเวียดนาม ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์กระดาษ บรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์ จนถึงบรรจุภัณฑ์อาหาร</p>
<p>รวมทั้งเพิ่ม<strong>ตลา​ดใหม่</strong> เช่น <strong>ทวีปแอฟริกา </strong>ขยายตลาด <strong>ปูนเม็ด</strong> (Cement Clinker) ของเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล <strong>ทวีปเอเชีย</strong> ขยายตลาด<strong> 3D Printing Solution</strong>​  ไปญี่ปุ่น ซาอุดิอาระเบีย มาเลเซีย <strong>ทวีปโอเชียเนีย </strong>มีการขยายตลาด <strong>หลังคาและฝาฝ้า</strong>​ ไป​​ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ของเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และการขยายตลาด <strong>ปูนเอสซีจี คาร์บอนต่ำ Gen 1 และ 2</strong>​​ ไปออสเตรเลีย รวมทั้งเตรียมออก <strong>ปูนเอสซีจี คาร์บอนต่ำ Gen 3</strong>​ สู่ตลาดเป็นรายแรก โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างทำ Pilot Project กับกว่า 15 โครงการ ของเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ ตลอดจน<strong>ทวีปยุโรป </strong>ที่มีการขยายตลาด “กระเบื้องเกรซ พอร์ซเลน” ไปสาธารณรัฐเช็ก ของเอสซีจี เดคคอร์ และการปรับกระบวนการผลิต “บรรจุภัณฑ์อาหาร” เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ของเอสซีจีพี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35129 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/2-5_ผนังสมาร์ทบอร์ด-เอสซีจี-ซูเปอร์.png" alt="" width="1200" height="441" /></p>
<p><strong>2.​ </strong><strong>ลดต้นทุน</strong><strong> </strong><strong>แข่งขันกับผู้ผลิตระดับโลก  ผ่านการพัฒนาการใช้หุ่นยนต์และ AI </strong>สำหรับกระบวนการ Operation ในแต่ละธุรกิจ รวมทั้งการรวมศูนย์การผลิตของโรงงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน และช่วยลดต้นทุนจากการบริหารจัดการให้ลดลง</p>
<p><strong>3</strong><strong>. ดัน</strong><strong>สินค้า &#8216;</strong><strong>Smart Value &#8211; HVA &#8211; Green&#8217; </strong><strong>รุกตลาดเติบโตสูง </strong></p>
<p><u>สินค้าราคาคุ้มค่า </u><u>(Smart Value Products &#8211; SVP)</u>  เช่น ปูน ADAMAX ในเวียดนาม , ปูน 5 Star ในกัมพูชา, ปูน Bezt ในอินโดนีเซีย โดย <strong>เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์</strong><strong>­  </strong>หลังคาเซรามิก เอสซีจี รุ่น Celica Curve  โดย <strong>เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง </strong>และกระเบื้อง และสุขภัณฑ์ SOSUCO  โดย <strong>เอสซีจี เดคคอร์</strong></p>
<p><u>สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง </u><u>(High Value Added Products &#8211; HVA) </u><u>และโซลูชัน</u> เช่น CHILLOX โซลูชันประหยัดพลังงานสำหรับคลังสินค้าห้องเย็นที่ช่วยรักษาอุณหภูมิให้คงที่ ลดการใช้ไฟฟ้า และกักเก็บความเย็นได้นาน ซึ่งเป็นการนำผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตของโรงงานพอลิโอเลฟินส์มาต่อยอดสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดย <strong>เอสซีจีซี</strong>  ฝาปิดท่อคอนกรีตกำลังอัดสูงสำหรับท่อร้อยสายไฟใต้ดิน  และ ปูนจับเซี้ยมสำเร็จรูป รายแรกในไทย โดย <strong>เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์  </strong>ONNEX ArcBox  นวัตกรรมป้องกันไฟไหม้ลุกลามแผงโซลาร์ที่ใช้เทคโนโลยีจากอังกฤษ และ  ผนังสมาร์ทบอร์ด เอสซีจี ซูเปอร์  ที่พัฒนาให้แข็งแกร่งขึ้นและยืดหยุ่น โดย <strong>เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง  </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35127 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/2-4_CHILLOX-ของเอสซีจีซี.jpg" alt="" width="1200" height="847" /></p>
<p><u>สินค้ากรีน </u><u>(Green Products)</u> เช่น ประตูหน้าต่างไวนิลคาร์บอนต่ำ WINDSOR รายแรกในไทย โดย <strong>เอสซีจีซี </strong>และ กระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น DECAAR by SCG รุ่นคอมฟอร์ท ที่มีเทคโนโลยี HeatSync ช่วยสะท้อนความร้อนได้ดีและคายความร้อนได้เร็ว โดย <strong>เอสซีจี </strong><strong>สมาร์ทลีฟวิง </strong></p>
<p><em>&#8220;เอสซีจี ยังได้​ร่วมกับพันธมิตร​ภาคส่วนต่างๆ ภายในระบบนิเวศ ​​​จัดโครงการ ‘NZAP: Net Zero Accelerator Program’ และ ‘Go Together’ ต่อเนื่อง รวมทั้งจัด Leadership Forum ในงาน ‘ESG Symposium’ ช่วงสิงหาคม &#8211; ตุลาคม 2568 ด้วยความเชื่อว่า​การร่วมมือกับ​ทั้งระบบนิเวศ ​เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยได้​เชิญองค์กรชั้นนำระดับโลก เช่น สำนักงานประสานงานการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (DCO) สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) รวมทั้งองค์กรชั้นนำระดับประเทศ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย มาร่วมหาแนวทางเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ธุรกิจ ตลอดจนผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Green Transition) และพร้อมแข่งขันระดับโลกท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ ได้ &#8220;</em></p>
<p><strong>ชูไฮไลท์ โดดเด่น ครึ่งปีแรก  </strong></p>
<p>การดำเนินงานที่สำคัญช่วงครึ่งปีแรกนี้ แต่ละธุรกิจสามารถลดต้นทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ที่ไม่ใช่เพียงการแข่งแค่ในประเทศหรือภูมิภาค แต่ต้องแข่งได้ในเวทีโลก รวมทั้งการปรับโครงสร้างธุรกิจ หยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร พร้อมขยายตลาดในสินค้าที่มีศักภาพ และเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุม</p>
<p><strong>&#8211; ลดต้นทุน แข่งขันกับผู้ผลิตระดับโลก</strong></p>
<p><strong>เอสซีจีซี </strong>บริหารต้นทุนวัตถุดิบและเพิ่มมูลค่าจากผลพลอยได้ในสายผลิตภัณฑ์  ทำให้ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าได้ 912 ล้านบาท ปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงาน ลดต้นทุนได้ 616 ล้านบาท และลดเงินทุนหมุนเวียน​ 6,989 ล้านบาท ​, <strong>เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์</strong> ใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกในกระบวนการผลิต ลดต้นทุนได้ 1,100 ล้านบาท,  <strong>เอสซีจี เดคคอร์</strong> เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด เจรจาลดต้นทุนวัตถุดิบ บริหารจัดการสินค้าคงคลัง ลดต้นทุนได้ 146 ล้านบาทต่อปี,   <strong>เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง</strong> ใช้หุ่นยนต์และพลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต ลดต้นทุนได้ 105 ล้านบาท</p>
<p><strong>&#8211; ปรับโครงสร้างการดำเนินงานและธุรกิจ </strong>เช่น PT Chandra Asri Pacific Tbk. (CAP) ในอินโดนีเซีย และบางธุรกิจในทวีปยุโรป ของ<strong>เอสซีจีซี </strong>รวมทั้งบางธุรกิจในอินโดนีเซีย ของ<strong>เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง</strong> ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายต่อปีได้ประมาณ 1,200 ล้านบาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35128 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/2-7_ประตูหน้าต่างไวนิลคาร์บอนต่ำ-WINDSOR.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; ขยายพอร์ตสินค้าให้รองรับความต้องการตลาดทุกระดับ </strong>เช่น <strong>เอสซีจีซี </strong>พัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products &#8211; HVA) ที่ตอบโจทย์กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน บรรจุภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ยานยนต์ การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงโซลูชันด้านพลังงาน และ <strong>เอสซีจี เดคคอร์</strong> ขยายพอร์ตสินค้าจากธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ ไปยังการนำเข้าสินค้าในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง อาทิ ปูนกาวและยาแนว ประตูและหน้าต่าง ท็อปเคาน์เตอร์ครัว และเจาะตลาดมูลค่าเพิ่มสูงด้วยสินค้า HVA เช่น กระเบื้องเกรซ พอร์ซเลน และสุขภัณฑ์สมาร์ท</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/scg-release-h1-2025-performance/">เอสซีจี มองครึ่งปีหลังยังผันผวนหนัก เชื่อยังแข่งขันได้ เร่งขยายตลาด Non-USA พร้อมรุก​ Smart Value &#8211; HVA &#8211; Green รับความเสี่ยง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอสซีจี ไตรมาสแรก​ กำไรทุกธุรกิจ​ พร้อมเดินต่อ 4 กลยุทธ์ สู้สงครามการค้าโลก ทั้งลดต้นทุน ขยายพอร์ตสินค้า ​บุกตลาดใหม่ และสร้างความได้เปรียบจากการมีหลายฐานผลิตในอาเซียน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/05/scg-first-quarter-2025-and-move-forward-strategy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 May 2025 08:54:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Green Products]]></category>
		<category><![CDATA[High-Value Added Products]]></category>
		<category><![CDATA[HVA Products]]></category>
		<category><![CDATA[Inclusive Green Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[NZAP]]></category>
		<category><![CDATA[QAP]]></category>
		<category><![CDATA[Quality Affordable Products]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[SCGC]]></category>
		<category><![CDATA[SCGP]]></category>
		<category><![CDATA[Strategic move]]></category>
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[กำแพงภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามการค้าโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=33212</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอสซีจี เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568 ดีขึ้นกว่าไตรมาส 4 ปี 2567 กระแสเงินสด (EBITDA) แข็งแกร่งต่อเนื่อง 12,889 ล้านบาท กำไร 1,099 ล้านบาท จากการเร่งปรับตัวสู้ความท้าทายในทุกธุรกิจ และมาตรการเสริมความเข้มแข็งการเงินต่อเนื่อง พร้อมยกระดับ ​4 กลยุทธ์  ทั้งลดต้นทุน  ขยายพอร์ตสินค้า ​บุกตลาดใหม่ และสร้างความได้เปรียบจากฐานการผลิตที่หลากหลายในภูมิภาคอาเซียน สู้ศึกสงครามการค้าโลก  คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ไตรมาส 1 ปี 2568 เอสซีจี มีกำไรสำหรับงวด 1,099 ล้านบาท เนื่องจากทุกธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ตามมาตรการเสริมความเข้มแข็งทางการเงินที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน ด้วยการลดต้นทุนการผลิตและการบริหารจัดการ รวมทั้งการขยายตลาดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้างมีความต้องการเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลก่อสร้างและงบประมาณภาครัฐที่เบิกจ่ายต่อเนื่อง ขณะที่เอสซีจี เคมิคอลส์ (เอสซีจีซี) ปรับตัวดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนและปรับพอร์ตสินค้า รวมถึงเอสซีจีพี ที่ยังคงแข็งแกร่งจากการมุ่งเน้นการเติบโตเพื่อรองรับอุปสงค์ของผู้บริโภคภายในประเทศของกลุ่มอาเซียน เสริมพอร์ตสินค้าสำหรับผู้บริโภค (Consumer Packaging) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/scg-first-quarter-2025-and-move-forward-strategy/">เอสซีจี ไตรมาสแรก​ กำไรทุกธุรกิจ​ พร้อมเดินต่อ 4 กลยุทธ์ สู้สงครามการค้าโลก ทั้งลดต้นทุน ขยายพอร์ตสินค้า ​บุกตลาดใหม่ และสร้างความได้เปรียบจากการมีหลายฐานผลิตในอาเซียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เอสซีจี เผยผลประกอบการไตรมาส </strong><strong>1 </strong><strong>ปี </strong><strong>2568 </strong><strong>ดีขึ้นกว่าไตรมาส </strong><strong>4 </strong><strong>ปี </strong><strong>2567 </strong><strong>กระแสเงินสด </strong><strong>(EBITDA)</strong><strong> แข็งแกร่งต่อเนื่อง</strong><strong> 12,889 </strong><strong>ล้านบาท กำไร </strong><strong>1,099 </strong><strong>ล้านบาท จากการเร่งปรับตัวสู้ความท้าทายในทุกธุรกิจ และมาตรการเสริมความเข้มแข็งการเงินต่อเนื่อง</strong></p>
<p><span id="more-33212"></span></p>
<p><strong> พร้อมยกระดับ </strong><strong>​4 </strong><strong>กลยุทธ์  ทั้ง</strong><strong>ลดต้นทุน  </strong><strong>ขยายพอร์ตสินค้า </strong><strong>​บุกตลาดใหม่ และ</strong><strong>สร้างความได้เปรียบจากฐานการผลิตที่หลากหลายในภูมิภาคอาเซียน</strong><strong> สู้ศึกสงครามการค้าโลก </strong></p>
<p><strong>คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี</strong> กล่าวว่า <strong>ไตรมาส </strong><strong>1 </strong><strong>ปี </strong><strong>2568 </strong><strong>เอสซีจี </strong><strong>มีกำไรสำหรับงวด </strong><strong>1,099 </strong><strong>ล้านบาท</strong> เนื่องจากทุกธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ตามมาตรการเสริมความเข้มแข็งทางการเงินที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน ด้วยการลดต้นทุนการผลิตและการบริหารจัดการ รวมทั้งการขยายตลาดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ประกอบกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้างมีความต้องการเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลก่อสร้างและงบประมาณภาครัฐที่เบิกจ่ายต่อเนื่อง ขณะที่เอสซีจี เคมิคอลส์ (เอสซีจีซี) ปรับตัวดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนและปรับพอร์ตสินค้า รวมถึงเอสซีจีพี ที่ยังคงแข็งแกร่งจากการมุ่งเน้นการเติบโตเพื่อรองรับอุปสงค์ของผู้บริโภคภายในประเทศของกลุ่มอาเซียน เสริมพอร์ตสินค้าสำหรับผู้บริโภค (Consumer Packaging) ควบคู่กับการบริหารต้นทุน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33214 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/2_Re-ธรรมศักดิ์-เศรษฐอุดม-กรรมการผู้จัดการใหญ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;แม้สถานการณ์ในไตรมาส 1 ยอดขายจะลดลง แต่ยังสามารถรักษากำไรไว้ได้ในทุกธุรกิจ รวมทั้งการรักษากระแสเงินสด <strong> (</strong><strong>EBITDA)  </strong>ที่เป็นส่วนสำคัญในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและผันผวนเช่นนี้ ก็ยังสามารถเพิ่มขึ้นมาได้ถึง 22% โดยมีกระแสเงินสดหมุนเวียน​ <strong>12,889 </strong><strong>ล้านบาท</strong> สะท้อนความแข็งแรงในการดำเนินงานให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ทั้งการบริหารจัดการกระแสเงินสด ​​และเงินทุนหมุนเวียนอย่างระมัดระวัง  รวมทั้ง​​การลดต้นทุนในแต่ละธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทำให้เอสซีจีมีความเข้มแข็งมากขึ้น ​จากการปรับตัวฉับไวของธุรกิจเพื่อคงศักยภาพการแข่งขันท่ามกลางความท้าทาย&#8221;</em></p>
<p><strong>ประเมินผลกระทบสงครามการค้าโลก </strong></p>
<p>สำหรับ <strong>สถานการณ์สงครามการค้าโลกจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ</strong> ที่รุนแรง ล่าสุด “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจโลกปีนี้เหลือเพียง 2.8% ปัจจัยสำคัญมาจากการลดประมาณการ GDP ลงเกือบทุกประเทศ สำหรับ GDP ประเทศไทย ปรับลดลงเหลือ 1.8%</p>
<p><strong>ทั้งนี้ เอสซีจี ได้ประเมินสถานการณ์และผลกระทบจากสงครามการค้าโลก</strong> พบว่า</p>
<p><strong>1.) </strong><strong>ผลกระทบทางตรง</strong>  ต่อเอสซีจี มีเล็กน้อย เนื่องจากในปี 2567 มีการส่งออกไปสหรัฐฯ เพียง 1% จากยอดขายรวมของเอสซีจี</p>
<p><strong>2.) </strong><strong>ผลกระทบทางอ้อม</strong> หากพ้นระยะที่สหรัฐฯ ประกาศชะลอการจัดเก็บภาษีนำเข้า 90 วัน กลุ่มประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อาจถูกเก็บอัตราภาษีที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่อาจถูกเก็บอัตราภาษีนำเข้าสูงถึง 36% ตามที่สหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 2 เมษายน 2568 จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและโลกจะชะลอตัวรุนแรง การส่งออกระหว่างประเทศ รวมถึงการทะลักของสินค้าจากประเทศอื่นเข้ามาในประเทศไทย จะส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้น”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33218 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/6_Re-Infographic_ผลประกอบการ-SCG-ไตรมาส-1-ปี-68-กำไรดีขึ้น.jpg" alt="" width="800" height="1000" /></p>
<p><em>“สงครามการค้าได้สร้างแรงกดดันทั่วโลก แต่ยังมีโอกาสที่ซ่อนอยู่ เช่น แนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ลดลง ผู้ผลิตปิโตรเคมีในจีนประสบปัญหาการจัดหาวัตถุดิบจากสหรัฐฯ ตลอดจนบางตลาดยังมีกำลังซื้อสูงสำหรับสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High-Value Added Products &#8211; HVA Products) สินค้ากรีน (Green Products) และสินค้าคุณภาพ ราคาจับต้องได้ (Quality Affordable Products) <strong>เอสซีจี จึงยกระดับการปรับตัวให้เข้มข้นรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ด้วย </strong><strong>4 </strong><strong>กลยุทธ์</strong><strong>สำคัญ ได้แก่ </strong><strong>1.) </strong><strong>ลดต้นทุน</strong> <strong>แข่งขันกับผู้ผลิตระดับโลก </strong><strong>2.</strong><strong>) </strong><strong>ขยายพอร์ตสินค้าให้รองรับความต้องการตลาดทุกระดับ </strong><strong>ทั้ง </strong><strong>“</strong><strong>สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง สินค้ากรีน </strong><strong>และ</strong><strong>สินค้าคุณภาพ </strong><strong>ราคาจับต้องได้​ </strong><strong>3.</strong><strong>) </strong><strong>บุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง และ</strong><strong> 4.</strong><strong>) </strong><strong>สร้างความได้เปรียบโดยส่งออกจากฐานการผลิตที่หลากหลายในภูมิภาคอาเซียน </strong><strong>ประกอบกับ</strong><strong>มาตรการเสริมความเข้มแข็งทางการเงิน</strong><strong>ที่ทำต่อเนื่องอย่างได้ผล</strong> ทำให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจจะสามารถฝ่าความท้าทายจากสงครามการค้าโลกได้อย่างทันท่วงที” คุณธรรมศักดิ์ กล่าว </em></p>
<p><strong>วาง 4 </strong><strong>กลยุทธ์ </strong><strong>รับมือสงครามการค้าโลก </strong></p>
<p>ผลกระทบจากการปะทุของสงครามการค้า ที่ทำให้เศรษกิจหดตัว กำลังผลิตลดลง และมีสินค้าทะลักเข้ามาในตลาดมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันในวิกฤตที่เกิดขึ้น ยังมองเห็น​โอกาส ทั้งจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง  ทำให้ส่วนต่าง​ราคาในกลุ่มเคมิคัลขยับตัวดีขึ้น เช่นเดียวกัน ในสถานการณ์นี้ จะสร้างโอกาสให้สินค้าที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ เป็นโอกาสของสินค้าที่เป็น Specialty มีความต่าง มีคุณภาพ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องสามารถจับต้องได้ง่ายขึ้น เป็นโอกาสในการขยายเซ็กเม้นต์ใหม่ในตลาดที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งคุณภาพ และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ขณะที่สินค้าในกลุ่ม Mass หรือ  Commodity ที่สามารถถูกทดแทนได้ อาจต้องมีการปรับตัวเพื่อสร้างความแตกต่างได้มากขึ้น</p>
<p><strong>สำหรับการปรับตัวของทุกกลุ่มธุรกิจในเอสซีจี เพื่อรับมือภาวะส​งครามการค้า ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบได้ชัดเจนมากขึ้น ในช่วงไตรมาส 3 หรือ ไตรมาส 4  มีการยกระดับกลยุทธ์ที่ได้ขับเคลื่อนมาก่อนหน้าทั้งการลดต้นทุน การขยายพอร์ตสินค้า การหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงเพิ่มเติม รวมทั้งการสร้างโอกาสจากความหลากหลายของฐานผลิตทที่กระจายอยู่ทั่วอาเซียน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากกำแพงภาษี โดยมีรายละเอียดในแต่ละกลยุทธ์ ดังต่อไปนี้  </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33216 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/9_Robotic-กลับโครงสร้างเพื่อติดตั้งฝ้า-พื้น.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>1. </strong><strong>ลดต้นทุน แข่งขันกับผู้ผลิตระดับโลก</strong> เพื่อรับมือสินค้าราคาถูกจากประเทศอื่นที่อาจเข้ามาแข่งขัน โดยเฉพาะในจีน ทำให้เราต้องสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก โดยเฉพาะการนำหุ่นยนต์มาช่วยและขยายสเกลเพื่อให้สามารถต้านทานการค้าโลกได้​ คนที่สามารถควบคุมต้นทุนได้ จึงจะสามารถแข่งขันได้ โดยเอสซีจีมีการปรับตัวด้วยวิธีการ ดังนี้</p>
<p><strong>&#8211; ลดต้นทุนการผลิต </strong><strong>(Operation Cost) </strong><strong>โดยควบรวมไลน์การผลิต ปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดขั้นตอน โดย</strong><strong>เพิ่มการ</strong><strong>ใช้ </strong><strong>Robotic </strong><strong>Automation</strong> เช่น <strong>เอสซีจี ไฮม์</strong> <strong>ใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะ</strong>ประกอบบ้านโมดูลาร์ทนแผ่นดินไหวอย่างแม่นยำ และ <strong>เอสซีจี เดคคอร์</strong> ผลิตสุขภัณฑ์ COTTO <strong>ใช้เครื่องหล่อแรงดันสูงและระบบพ่นสีเคลือบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์</strong> <strong>ให้ขึ้นรูปสุขภัณฑ์ได้รวดเร็ว </strong>สีเรียบเนียนสม่ำเสมอ<strong> และใช้เทคโนโลยีการประมวลภาพ</strong><strong>(</strong><strong>Image Processing</strong><strong>)</strong> ช่วยตรวจวิเคราะห์คุณภาพสินค้าอย่างแม่นยำ เพื่อความมั่นใจในมาตรฐานก่อนส่งถึงมือลูกค้า</p>
<p><strong>&#8211; ลดต้นทุนการบริหารจัดการ (</strong><strong>Admin Cost) โดยเพิ่มการใช้ </strong><strong>AI</strong> <strong>ปรับปรุงประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร</strong> เช่น ใช้ AI ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการคาดการณ์ความผิดปกติของเครื่องจักรก่อนเกิดความเสียหาย (Predictive Maintenance)</p>
<p><strong>&#8211; ปรับลดเงินทุนหมุนเวียน </strong><strong>(Working Capital) </strong><strong>ตลอดห่วงโซ่อุปทาน</strong> ส่งผลให้สามารถลดหนี้สินสุทธิลงเหลือ 290,504 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2568 และเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ</p>
<p><strong>&#8211; เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด </strong>โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานชีวมวล (Biomass) และพลังงานทางเลือก (Alternative Fuel) <strong>ในกระบวนการผลิต เพื่อเสริมประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความได้เปรียบด้านการแข่งขัน และรักษ์โลก โดย</strong>ในไตรมาส 1 ปี 2568 <strong>เอสซีจี ใช้</strong>พลังงานทางเลือก<strong>ในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น </strong><strong>44%</strong> ของเชื้อเพลิงทั้งหมด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33217 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/10_SCG-Solar-Roof-Solutions.jpg" alt="" width="1200" height="899" /></p>
<p><strong>2. </strong><strong>ขยายพอร์ตสินค้าให้รองรับความต้องการตลาดทุกระดับ </strong></p>
<p>&#8211; พัฒนา <strong>“</strong><strong>สินค้ามูลค่าเพิ่มสูงและสินค้ากรีน</strong><strong>” (HVA Products &amp; Green Products)</strong> ให้ตอบโจทย์ตลาด เช่น <strong>กระเบื้องเกรซพอร์ซเลนขนาดใหญ่</strong><strong>,</strong> <strong>ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ</strong> ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาเป็น Gen 3 ที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนฯ ได้ประมาณ 40% ตั้งเป้าจำหน่ายในกลุ่มสินค้าปูนตกแต่งในไตรมาสที่ 4 ปี 2568, <strong>กลุ่มสินค้าหลังคา ผนังและพื้นตกแต่ง </strong>ที่ใช้เทคโนโลยี Digital Printing พร้อม UV Coating เคลือบผิวทนทาน กันเชื้อรา และ<strong>หลอดฉีดยาและเข็มฉีดยา</strong> ที่เอสซีจีพี ผสานความร่วมมือกับ Once Medical Company Limited</p>
<p>&#8211; เพิ่ม <strong>“</strong><strong>สินค้า</strong><strong>คุณภาพ ราคาจับต้องได้</strong><strong>” (Quality Affordable Products)</strong> ที่มีความต้องการสูง ทำกำไรทันที เช่น <strong>เอสซีจี โซลาร์รูฟ</strong> ที่ผลิตไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพ และมีหลายแพ็กเกจราคาให้เลือก, <strong>หลังคาเซรามิก เอสซีจี รุ่น </strong><strong>Celica Curve</strong> ที่คุ้มค่า ทนทาน สีสวยติดทนกว่าด้วยเนื้อเซรามิก, <strong>กระเบื้องคอนกรีตปูพื้นทางเดิน เอสซีจี</strong> ที่มีดีไซน์และลายยอดนิยม แข็งแรงทนทาน ใช้ในงานออกแบบได้หลากหลาย และ <strong>ท่อ</strong><strong> PVC </strong><strong>เกษตร </strong>ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับความต้องการของเกษตรกร</p>
<p><strong>3. </strong><strong>บุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง </strong>โดยขยายการส่งออกสินค้า เช่น ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ กระเบื้องคอนกรีตสมาร์ทบอร์ด กระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์อาหาร ไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและความต้องการ เช่นประเทศที่ปรับตัวและได้ประโยชน์จากสงครามการค้า โดยใช้เครือข่ายของธุรกิจต่าง ๆ ของเอสซีจีที่มีอยู่ทั่วโลก</p>
<p><strong>4. </strong><strong>สร้างความได้เปรียบโดยส่งออกจากฐานการผลิตที่หลากหลายในภูมิภาคอาเซียน </strong>โดยสลับฐานการผลิตและส่งออกจากประเทศที่มีอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่ำกว่า ฐานการผลิตที่หลากหลายซึ่งเป็นจุดแข็งของเอสซีจีจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันท่วงที <strong>เช่น </strong><strong>บรรจุภัณฑ์ของเอสซีจีพี ที่มีฐาน</strong><strong>การผลิตและส่งออกได้จากทั้งไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วน</strong><strong>ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ และ</strong><strong>กระเบื้อง</strong><strong>เกรซพอร์ซเลน </strong><strong>สามารถผลิตและส่งออกได้จากทั้งไทย และเวียดนาม</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33219 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/7_Re-Infographic_4-กลยุทธ์-SCG-สู้ศึกสงครามการค้า.jpg" alt="" width="960" height="1200" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้สงครามการค้ายังมีความไม่แน่นอน และอุปสงค์เคมีภัณฑ์ชะลอตัว แต่ <strong>เอสซีจีซี</strong> คาดว่าจะได้รับอานิสงส์บวกจากราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเคมีภัณฑ์ลดลง เอสซีจีซี จึงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการเชิงรุก ได้แก่ 1.) ลดต้นทุนบริหารอย่างต่อเนื่อง 2.) เพิ่มความยืดหยุ่นของซัพพลายเชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งเตรียมความพร้อมของโครงการลองเซินปิโตรเคมิคอลส์ ที่ประเทศเวียดนาม (LSP) ให้กลับมาเดินเครื่องได้เมื่อสถานการณ์เหมาะสม และ 3.) เร่งพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง พร้อมขยายธุรกิจสินค้ากรีน และดิจิทัล โซลูชัน เช่น DRS by Repco NEX</p>
<p><strong><em>คุณธรรมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า </em></strong>“เอสซีจีเล็งเห็นถึงความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก และได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์สงครามการค้าโลก จึงพร้อมเปิดบ้านสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ถ่ายทอดความรู้ เสริมศักยภาพ และช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ ผ่านโครงการ ‘<strong>Go Together’</strong> ที่เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และจะครบเป้าหมายเฟสแรก 1,200 คนในเดือนพฤษภาคมนี้ รวมถึงโครงการ ‘NZAP’ ที่มีผู้เข้าร่วมแล้ว 106 ราย ด้วยความร่วมมือและการสนับสนุนซึ่งกันและกันนี้ เราจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน”</p>
<div class="" data-block="true" data-editor="53nt1" data-offset-key="6vqg7-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="6vqg7-0-0"><span data-offset-key="6vqg7-0-0">อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการขับเคลื่อนธุรกิจผ่านแนวคิด <strong>Inclusive Green Growth</strong> ของเอสซีจี จะไม่เป็นอุปสรรคในการเติบโต รวมทั้งเป้าหมายในการบรรลุ Net Zero ​ที่ได้วางไว้ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนแบบ Practical เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพได้จริง และยิ่งเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจของเอสซีจี​เพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก เป็นการทำให้ธุรกิจมีความแตกต่าง ขณะที่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ หรือสินค้ารีไซเคิล เป็นที่ต้องการในหลายประเทศ และเป็นตลาดที่เอสซีจี​​เข้มแข็ง </span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="53nt1" data-offset-key="3a0qu-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="3a0qu-0-0"><span data-offset-key="3a0qu-0-0"> </span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="53nt1" data-offset-key="606i9-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="606i9-0-0"><span data-offset-key="606i9-0-0">&#8220;การที่เรามุ่งขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนเป็นสิ่งที่เราต้องทำ และเราทำด้วยเหตุผล ทำด้วยสติ เพราะเป็นจุดที่ทำให้เรามีความแตกต่าง ซึ่งเราจะยังมุ่งมั่นทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพื่อถ้วยรางวัล แต่เป็นการทำเพื่อความยั่งยืน&#8221; คุณธรรมศักดิ์ ​กล่าวทิ้งท้าย </span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="53nt1" data-offset-key="91l7u-0-0"></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/scg-first-quarter-2025-and-move-forward-strategy/">เอสซีจี ไตรมาสแรก​ กำไรทุกธุรกิจ​ พร้อมเดินต่อ 4 กลยุทธ์ สู้สงครามการค้าโลก ทั้งลดต้นทุน ขยายพอร์ตสินค้า ​บุกตลาดใหม่ และสร้างความได้เปรียบจากการมีหลายฐานผลิตในอาเซียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากวรรณคดีไทยสู่นวัตกรรมชิ้นงานประติมากรรมเพื่อช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลไทย “หนุมานนิมิตกาย” บ้านปะการังใต้สมุทร ด้วยเทคโนโลยีจาก SCG 3D Printing</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/03/scg-3d-printing-to-magical-save-underwater-world/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Mar 2025 13:19:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[3D Printing]]></category>
		<category><![CDATA[Phuket]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[SCG 3D Printing]]></category>
		<category><![CDATA[The Magical of Save Underwater World]]></category>
		<category><![CDATA[กัลยา วรุณโณ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจซีเมนต์และกรีนโซลูชันส์]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปะการัง]]></category>
		<category><![CDATA[ประติมากรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ภูเก็ต]]></category>
		<category><![CDATA[มหัศจรรย์ประติมากรรมใต้ท้องทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[รักษ์ทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[​รามเกียรติ์]]></category>
		<category><![CDATA[หนุมาน]]></category>
		<category><![CDATA[หนุมานนิมิตกาย]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<category><![CDATA[แลนด์มาร์ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32587</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอสซีจี พร้อมพันธมิตรสโมสรโรตารีเหมืองแร่ภูเก็ต, สโมสรโรตารีสากลภาค 3330 ประเทศไทย, สโมสรโรตารีสากลภาค 3600 ประเทศเกาหลีใต้, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และจังหวัดภูเก็ต ร่วมกันสร้างนวัตกรรมในการช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล ภายใต้โครงการ “มหัศจรรย์ประติมากรรมใต้ท้องทะเล” (The Magical of Save Underwater World) ครั้งแรกของการถ่ายทอดแนวคิดจากวรรณคดีไทยสู่ชิ้นงานประติมากรรมชิ้นเอก “หนุมานนิมิตกาย” เป็นเหมือนบ้านปะการัง ขนาดกว้าง 19.5 เมตร ยาว 20.5 เมตร สูง 6.4 เมตร พาวิลเลียนใต้ท้องสมุทร ขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยี SCG 3D Printing เพื่อเป็นวัสดุฐานลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง โดยผลงานชิ้นนี้ จัดแสดงที่ สี่แยกธนาคารชาร์เตอร์ด จ.ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม – 5 เมษายน 2568 เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความงดงาม สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนนำลงติดตั้งที่อ่าวสยาม เกาะราชา แหล่งเพาะพันธุ์ปะการังและสัตว์น้ำ อีกทั้งยังกลายเป็นแลนด์มาร์กใต้ทะเลแห่งใหม่ ให้นักดำน้ำและผู้หลงใหลในธรรมชาติได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของศิลปะที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/scg-3d-printing-to-magical-save-underwater-world/">จากวรรณคดีไทยสู่นวัตกรรมชิ้นงานประติมากรรมเพื่อช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลไทย “หนุมานนิมิตกาย” บ้านปะการังใต้สมุทร ด้วยเทคโนโลยีจาก SCG 3D Printing</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เอสซีจี พร้อมพันธมิตร</strong><strong>สโมสรโรตารีเหมืองแร่ภูเก็ต</strong><strong>, </strong><strong>สโมสรโรตารีสากลภาค </strong><strong>3330 </strong><strong>ประเทศไทย, สโมสรโรตารีสากลภาค </strong><strong>3600 </strong><strong>ประเทศเกาหลีใต้, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และจังหวัดภูเก็ต ร่วมกันสร้างนวัตกรรมในการช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล ภายใต้โครงการ “<em>มหัศจรรย์ประติมากรรมใต้ท้องทะเล” </em>(</strong><strong>The Magical of Save Underwater World) </strong></p>
<p><span id="more-32587"></span></p>
<p>ครั้งแรกของการถ่ายทอดแนวคิดจากวรรณคดีไทยสู่ชิ้นงานประติมากรรมชิ้นเอก <strong>“หนุมานนิมิตกาย”</strong> เป็นเหมือน<strong>บ้านปะการัง ขนาดกว้าง </strong><strong>19.5</strong><strong> เมตร ยาว </strong><strong>20.5 </strong><strong>เมตร สูง </strong><strong>6.4 </strong><strong>เมตร </strong><strong>พาวิลเลียนใต้ท้องสมุทร</strong> <strong>ขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยี</strong><strong> SCG 3D Printing </strong><strong>เพื่อเป็นวัสดุฐานลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง</strong> โดยผลงานชิ้นนี้ จัดแสดงที่ <u>สี่แยกธนาคารชาร์เตอร์ด จ.ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ </u><u>12 </u><u>มีนาคม </u><u>– 5 </u><u>เมษายน </u><u>2568</u> เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความงดงาม สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนนำลงติดตั้งที่<u>อ่าวสยาม เกาะราชา</u> แหล่งเพาะพันธุ์ปะการังและสัตว์น้ำ อีกทั้งยังกลายเป็นแลนด์มาร์กใต้ทะเลแห่งใหม่ ให้นักดำน้ำและผู้หลงใหลในธรรมชาติได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของศิลปะที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32590 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/SCG3D3.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>นางสาวกัลยา วรุณโณ </strong><strong>New Business Development &amp; Growth Director </strong><strong>ธุรกิจ</strong><strong>ซีเมนต์และกรีนโซลูชันส์</strong> <strong>ในเอสซีจี </strong>เผยว่า<strong> “</strong>ที่ผ่านมา เอสซีจี เรามีความมุ่งมั่นฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “รักษ์ทะเล” ซึ่งครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เอสซีจี ได้รับโจทย์ให้ถ่ายทอดแนวคิดวรรณคดีไทยสู่ประติมากรรมชิ้นเอก <strong>“หนุมานนิมิตกาย”</strong> ตัวละครในวรรณคดีอันทรงคุณค่าซึ่งเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลก โดยเริ่มต้นออกแบบด้วยเทคโนโลยี SCG 3D Printing และพิมพ์ขึ้นรูปด้วยปูนมอร์ตาร์ สูตร Low Carbon <strong>ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (</strong><strong>CO<sub>2</sub></strong><strong>) ได้ถึง </strong><strong>1,040</strong><strong> กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ </strong><strong>เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</strong> ทั้งนี้ เอสซีจี ได้มีการศึกษาร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และสถาบันการศึกษาทางวิชาการ มีผลการศึกษาเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์ได้ว่าเทคโนโลยี <strong>3D Printing</strong> จาก <strong>เอสซีจี</strong> เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล และช่วยเอื้อต่อการลงเกาะของตัวอ่อนปะการังได้จริง”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32589 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/SCG3D2.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>จุดเด่นของเทคโนโลยี </strong><strong>SCG 3D Printing </strong>ที่นอกจากจะเป็นนวัตกรรมก่อสร้างที่สามารถออกแบบทุกชิ้นงานที่มีความยากและซับซ้อน ผ่านรูปทรงและเส้นสายความโค้งได้อย่างอิสระแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการช่วยฟื้นฟูทะเลไทย ผ่านการออกแบบที่เกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนาการขึ้นรูปชิ้นงาน 3 มิติ โดยสามารถปรับแต่งแสงและเงาให้เข้ากับพื้นที่ รองรับการเติบโตของปะการังแต่ละสายพันธุ์ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงพัฒนาคุณสมบัติโดยเฉพาะหินปูนในเนื้อปูนซีเมนต์ให้มีค่าความเป็นกรดด่างใกล้เคียงกับค่าของน้ำทะเล ซึ่งมีความแข็งแรง ทนทาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการลงเกาะและการเติบโตของตัวอ่อนปะการัง เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32591" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/SCG3D4.jpg" alt="" width="700" height="700" /></p>
<p>จึงเป็นที่มาของการต่อยอดนวัตกรรม ที่ผนึกความร่วมมือ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นำโดย <strong>สมาคมศิลป์ภูเก็จ, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง</strong><strong>, </strong><strong>องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต </strong>และ<strong>สโมสรโรตารีเหมืองแร่ภูเก็ต </strong>ในการขยายต่อโครงการฟื้นฟูปะการัง ผ่านเรื่องราว จากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ภายใต้ชื่อ <strong>“รายา”</strong> เพื่อบูรณาการศิลปะให้เข้ากับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน โดยมอบหมายให้ <strong>เอสซีจี </strong>เป็นผู้ผลิตชิ้นงาน <strong>“ทศกัณฑ์” </strong>ต่อจาก <strong>“หนุมานนิมิตกาย”</strong> ที่นับเป็นประตูเปิดทางในการขับเคลื่อนเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ภูเก็ต โดยคาดว่าจะเสร็จภายในปี 2025 นี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32592 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/SCG3D5.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>สอบถามรายละเอียดเทคโนโลยี </strong><strong>SCG 3D Printing </strong><strong>เพิ่มเติมได้ที่ คุณณัชชา สุวรรณคำ </strong><strong>081-750-6853</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/scg-3d-printing-to-magical-save-underwater-world/">จากวรรณคดีไทยสู่นวัตกรรมชิ้นงานประติมากรรมเพื่อช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลไทย “หนุมานนิมิตกาย” บ้านปะการังใต้สมุทร ด้วยเทคโนโลยีจาก SCG 3D Printing</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“น่าอยู่” ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มอสังหาฯ ครบวงจร ปิดระดมทุนพรี ซีรีส์ A เตรียมขยายทั่วไทย พร้อมปักธงบุกตลาดต่างประเทศ ในปี 2572  </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/03/nayoo-marketplace-by-nvest-venture-x-allkons-one/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Mar 2025 15:44:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Allkons One]]></category>
		<category><![CDATA[NVEST Venture]]></category>
		<category><![CDATA[Property]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[start-up]]></category>
		<category><![CDATA[www.NaYoo.co]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.จาชชัว แพส]]></category>
		<category><![CDATA[น่าอยู่]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท น่าอยู่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ออลคอนวัน จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ภัคณัฎฐ์ บุญเชิดชัยยันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ศรัณย์ สุตันติวรคุณ]]></category>
		<category><![CDATA[อสังหาริมทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[เดชบดินทร์  เหรียญทรัพย์ดี]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32430</guid>

					<description><![CDATA[<p>“น่าอยู่” สตาร์ทอัพแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์สัญชาติไทย (www.NaYoo.co) ผู้ให้บริการซื้อ-ขาย, เช่า, แบบบ้าน&#8211;รับสร้างบ้าน ครบจบในที่เดียว ประกาศความสำเร็จระดมทุนรอบพรี ซีรีส์ A มูลค่ามากกว่า 40 ล้านบาท ผ่านความร่วมมือกับสองพันธมิตรยักษ์ใหญ่ NVEST Venture กองทุนภายใต้ธนาคารออมสินและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัท ออลคอนวัน จำกัด (Allkons One) แพลตฟอร์มซื้อ&#8211;ขายวัสดุก่อสร้าง และบริหารจัดการออนไลน์ครบวงจร เร่งเสริมแกร่งธุรกิจสู่การให้บริการโซลูชันแบบครบวงจร มุ่งพัฒนาวงการอสังหาฯ และก่อสร้างไทย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าตลาดออนไลน์โตต่อเนื่อง ตั้งเป้าปี 2570 ให้บริการทั่วไทย พร้อมปักธงปี 2572 ลุยตลาดต่างประเทศ    นายภัคณัฎฐ์ บุญเชิดชัยยันต์ Co-Founder และ CEO บริษัท น่าอยู่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “น่าอยู่ มุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ ซื้อ-ขาย, เช่า แบบบ้าน-รับสร้างบ้าน แบบครบวงจรที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ซื้อหรือผู้เช่าและผู้ประกอบการ ด้วยจุดแข็งของโมเดลธุรกิจที่เป็นทั้งแหล่งรวบรวม ข้อมูลอัพเดต ครบถ้วน แม่นยำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/nayoo-marketplace-by-nvest-venture-x-allkons-one/">“น่าอยู่” ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มอสังหาฯ ครบวงจร ปิดระดมทุนพรี ซีรีส์ A เตรียมขยายทั่วไทย พร้อมปักธงบุกตลาดต่างประเทศ ในปี 2572  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“</strong><strong>น่าอยู่</strong><strong>” </strong><strong>สตาร์ทอัพแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์สัญชาติไทย </strong><strong>(</strong><a href="http://www.NaYoo.co" target="_blank" rel="noopener"><strong>www.NaYoo.co</strong></a><strong>) </strong><strong>ผู้ให้บริการซื้อ-ขาย</strong><strong>, </strong><strong>เช่า</strong><strong>, </strong><strong>แบบบ้าน</strong><strong>&#8211;</strong><strong>รับสร้างบ้าน ครบจบในที่เดียว ประกาศความสำเร็จระดมทุนรอบพรี ซีรีส์ </strong><strong>A</strong><strong> มูลค่ามากกว่า </strong><strong>40 </strong><strong>ล้านบาท</strong></p>
<p><span id="more-32430"></span></p>
<p><strong> ผ่านความร่วมมือกับสองพันธมิตรยักษ์ใหญ่ </strong><strong>NVEST Venture </strong><strong>กองทุนภายใต้ธนาคารออมสินและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัท ออลคอนวัน จำกัด </strong><strong>(</strong><strong>Allkons One) </strong><strong>แพลตฟอร์มซื้อ</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ขายวัสดุก่อสร้าง และบริหารจัดการออนไลน์ครบวงจร เร่งเสริมแกร่งธุรกิจสู่การให้บริการโซลูชันแบบครบวงจร มุ่ง</strong><strong>พัฒนาวงการอสังหาฯ และก่อสร้างไทย </strong><strong>ตอบโจทย์</strong><strong>ไลฟ์สไตล์ลูกค้า</strong><strong>ตลาด</strong><strong>ออนไลน์โต</strong><strong>ต่อเนื่อง </strong><strong>ตั้งเป้าปี </strong><strong>2570 </strong><strong>ให้บริการทั่วไทย พร้อมปักธงปี</strong><strong> 2572 </strong><strong>ลุยตลาดต่างประเทศ  </strong><strong> </strong></p>
<p><strong>นายภัคณัฎฐ์ บุญเชิดชัยยันต์ </strong><strong>Co-Founder </strong><strong>และ </strong><strong>CEO </strong><strong>บริษัท น่าอยู่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด</strong><strong> กล่าวว่า </strong><strong>“</strong>น่าอยู่ มุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ ซื้อ-ขาย, เช่า แบบบ้าน-รับสร้างบ้าน แบบครบวงจรที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ซื้อหรือผู้เช่าและผู้ประกอบการ ด้วยจุดแข็งของโมเดลธุรกิจที่เป็นทั้งแหล่งรวบรวม <strong>ข้อมูลอัพเดต ครบถ้วน แม่นยำ </strong>พร้อม <strong>ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำด้วยข้อเสนอที่ดีที่สุด</strong> และยังมีพาร์ทเนอร์แข็งแกร่งโดยมี <strong>ทีมงานในพื้นที่ เข้าใจ</strong><strong>&#8211;</strong><strong>รู้ลึก</strong><strong>&#8211;</strong><strong>รู้จริง </strong>ภายใต้แบรนด์ น่าอยู่ อาทิ อุบลน่าอยู่ และขอนแก่นน่าอยู่ ที่นอกจากจะช่วยลดเวลาค้นหาข้อมูล และช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้นให้กับผู้หาที่อยู่อาศัยแล้ว ยังมีการ <strong>ให้ความรู้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก</strong>ที่ช่วยวิเคราะห์ตลาดและพฤติกรรมผู้ที่ต้องการหาบ้านในแต่ละจังหวัดเพื่อต่อยอดทำธุรกิจอสังหาฯ</p>
<p>จากการจัดงาน <em>“</em><em>น่าอยู่สัญจร สัมมนาคนสร้างบ้าน</em><em>”</em> ตลอด 3 ปี มีผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจฯ เข้าร่วมฟังกว่า 1,200 ราย อีกทั้งการรุกทำ <strong>แคมเปญการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ </strong>ที่ผ่านมา ทำให้มียอดจองแล้วกว่า 1,800 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ากว่า 4 พันล้านบาท ปัจจุบันมี<strong>จำนวนผู้ใช้บริการในแพลตฟอร์มแล้วกว่า </strong><strong>8 </strong><strong>ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ </strong><strong>10 </strong><strong>จังหวัด</strong>หัวเมืองของไทย ได้แก่ ขอนแก่น อุบลราชธานี อุดรธานี ระยอง ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุรินทร์ บุรีรัมย์ พิษณุโลก และเชียงราย<strong>  </strong></p>
<p>ความสำเร็จในการระดมทุนครั้งนี้ จะช่วยให้เราสามารถพุ่งเป้าไปที่การพัฒนา และต่อยอดการให้บริการที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น อาทิ กลุ่มนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเชื่อมโยงทุก Ecosystem ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเข้มแข็งครอบคลุมครบจบในที่เดียว พร้อมตั้งเป้าภายในปี 2570 จะขยายพื้นที่บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และในปี 2572 บุกตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก IMF World Economic Outlook ที่ระบุว่า อาเซียนจะเติบโตเฉลี่ย 4.7% ต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า ส่งผลให้เป็นหนึ่งในภูมิภาคเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก<strong>  </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32432 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/Nayoo2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ด้าน <strong>นายศรัณย์ สุตันติวรคุณ </strong><strong>Partner – NVEST </strong><strong>Venture </strong><strong>กล่าวว่า </strong> “NVEST Venture เล็งเห็นศักยภาพของรูปแบบธุรกิจผ่านโมเดลแฟรนไชส์ที่สามารถเติบโตได้จริงในธุรกิจกลุ่มตลาดที่อยู่อาศัยด้วยทีมงานที่แข็งแกร่ง เปี่ยมด้วยแพชชั่น และได้รับการสนับสนุนจากเอสซีจี  NVEST Venture จึงพร้อมติดอาวุธให้ “น่าอยู่” ด้วยการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการเงิน และโครงสร้างการดำเนินงาน เข้ามาเสริมศักยภาพให้แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์นี้ได้ส่งมอบโซลูชันให้ลูกค้าออนไลน์ได้สะดวก โดนใจมากยิ่งขึ้น  สามารถขยายธุรกิจไปทั่วประเทศและพร้อมบุกตลาดต่างประเทศ ในฐานะสตาร์ทอัพสัญชาติไทย อย่างไรก็ตาม ยังมองหาโอกาสในการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่มีศักยภาพ อาทิ ธนาคารและสถาบันการเงิน<br />
เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในท้ายที่สุด”</p>
<p><strong>นายเดชบดินทร์  เหรียญทรัพย์ดี </strong><strong>Chief Financial Officer </strong><strong>บริษัท ออลคอนส์ วัน จำกัด </strong>กล่าวว่า “น่าอยู่ มีความโดดเด่นมากเรื่อง Business Model และ Service ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการขยายการให้บริการแบบมีโฟกัสทีละจังหวัด โดยมีทีมงานที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและเข้าใจในพื้นที่เป็นอย่างดี และเป็นฐานสำคัญของการขยายตัวเข้าในแต่ละจังหวัดได้ในเชิงลึกเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มที่คล้ายกัน อีกทั้ง Allkons อยู่ในธุรกิจก่อสร้างจึงเห็นโอกาสในการต่อยอด และส่งเสริมให้เกิด Synergy กับทั้งสองบริษัท เช่น การเพิ่มสินค้าและช่องทางการขายไปยังกลุ่มตัวแทน เจ้าของบ้าน หรือ กลุ่มคนที่ต้องการหาที่อยู่อาศัย รวมถึงกลุ่มผู้รับเหมา และเจ้าของโครงการอีกด้วย”</p>
<p><strong>ด้าน ดร.จาชชัว แพส – </strong><strong>Chief Operating Officer </strong><strong>เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล </strong>เปิดเผยว่า “เอสซีจีได้จัดโครงการ ZERO TO ONE  by SCG สนับสนุนให้พนักงานที่มีความมุ่งมั่น มีแพชชั่น และมีไอเดีย พัฒนาเป็นสตาร์ทอัพ สร้างธุรกิจตามความต้องการของตลาด และ “น่าอยู่” เป็นหนึ่งในทีมงานเอสซีจีที่มีคุณภาพและมีศักยภาพจนสามารถสร้างโมเดลธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และได้รับเงินลงทุน Seed Round จากเอสซีจี เมื่อปี 2554</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32433" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/Nayoo3.jpg" alt="" width="534" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ เอสซีจี ให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การเข้าถึงเครือข่ายในแต่ละพื้นที่ ที่มีครอบคลุมทั้งประเทศเพื่อขยายธุรกิจ  พื้นที่การให้บริการของน่าอยู่  การร่วมมือผ่านเครือข่ายธุรกิจต่าง ๆ ของเอสซีจี เช่น เครือข่ายร้านค้าปลีกสินค้าเกี่ยวกับบ้าน และวัสดุก่อสร้าง เครือข่ายผู้รับเหมา รวมถึงแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และยังพร้อมประสานงานกับผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างของเอสซีจีรวมถึงกิจการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำเสนอและส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพให้แก่ลูกค้าปลายทางในท้ายที่สุด”</p>
<p>“น่าอยู่” เป็นแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ให้บริการครบทุกความต้องการ ที่อยู่อาศัย ช่วยให้ผู้หาที่อยู่อาศัยไม่ต้องค้นหาจากหลายแพลตฟอร์มอีกต่อไป ช่วยลดระยะเวลาการค้นหาและตัดสินใจ โดยเจ้าของทรัพย์สามารถลงข้อมูลได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ โดดเด่นด้วย 4 หมวดบริการ ได้แก่</p>
<ul>
<li><strong>หาซื้อโครงการใหม่ :</strong> โครงการบ้านใหม่ ทาวน์โฮม  คอนโดมิเนียม ทั้งโครงการเหลือขาย รวมถึงโครงการที่ยังไม่เปิดขายซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกในแต่ละจังหวัด</li>
<li><strong>หาซื้ออสังหาริมทรัพย์มือสอง </strong>: บ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม  ทาวน์โฮม  อาคารพาณิชย์  สำนักงาน  หอพัก อพาร์ทเม้นท์ และอื่น ๆ โดยมาจาก 3 แหล่งข้อมูล ได้แก่ เจ้าของทรัพย์ลงขายเอง  ธนาคาร (NPA ทรัพย์สินรอการขาย) และนายหน้า</li>
<li><strong>หาเช่าอสังหาริมทรัพย์ หอพัก </strong>: อสังหาริมทรัพย์ และหอพักรวมถึงอพาร์ตเมนต์</li>
<li><strong>หาแบบบ้านและบริษัทรับสร้างบ้าน </strong>: แบบบ้านสำเร็จและบริการออกแบบ รวมถึงบริษัทรับสร้างบ้าน</li>
</ul>
<p><strong>         สำหรับผู้ที่ต้องการหาบ้าน เจ้าของโครงการ เอเจ้นท์ เจ้าของหอพัก รวมถึงดีเวลอปเปอร์ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าใช้แพลตฟอร์ม “น่าอยู่” และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Website : www.NaYoo.co ใช้งานได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/nayoo-marketplace-by-nvest-venture-x-allkons-one/">“น่าอยู่” ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มอสังหาฯ ครบวงจร ปิดระดมทุนพรี ซีรีส์ A เตรียมขยายทั่วไทย พร้อมปักธงบุกตลาดต่างประเทศ ในปี 2572  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอสซีจี เผยปี 67 กำไร 6.3 พันล้านบาท กระแสเงินสดฯ 5.4 หมื่นล้านบาท ระดับเดียวกับปี 2566 เคาะปันผล 5 บาท/หุ้น เกือบ 100% ของกำไร ย้ำดูแลผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/03/scg-announced-performance-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Mar 2025 02:53:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ปันผล]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ถือหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32181</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอสซีจี เผยปี 2567 กำไร 6,342 ล้านบาท กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (EBITDA) 53,946 ล้านบาท ระดับเดียวกับปี 2566 หนี้ลดลงจากไตรมาสก่อน ผลจากการเร่งปรับตัว เคาะปันผล 5.00 บาท/หุ้น รวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 95% ของกำไร ย้ำมุ่งดูแลผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง เอสซีจีแจ้งผลประกอบการ ปี 2567 คงความสามารถในการบริหารกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หรือ EBITDA ได้ดี อยู่ที่ 53,946 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับปี 2566 ผลจากการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ บริหารต้นทุนต่อเนื่อง เร่งส่งมอบนวัตกรรมมูลค่าเพิ่มสูง ตลอดจนได้รับเงินปันผลในปี 2567 รวม 14,063 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนในธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรและธุรกิจยานยนต์ เอสซีจีเผยถึงความคืบหน้ามาตรการปรับตัวรับมือเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งได้แถลงไปเมื่อสิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 1.) บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียน ลดลงประมาณ 6,200 ล้านบาทจากปีก่อน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/scg-announced-performance-2024/">เอสซีจี เผยปี 67 กำไร 6.3 พันล้านบาท กระแสเงินสดฯ 5.4 หมื่นล้านบาท ระดับเดียวกับปี 2566 เคาะปันผล 5 บาท/หุ้น เกือบ 100% ของกำไร ย้ำดูแลผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>เอสซีจี เผยปี 2567 กำไร 6,342 ล้านบาท กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (EBITDA)</b> <b>53,946 ล้านบาท ระดับเดียวกับปี 2566 หนี้ลดลงจากไตรมาสก่อน ผลจากการเร่งปรับตัว เคาะปันผล 5.00 บาท/หุ้น รวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 95% ของกำไร ย้ำมุ่งดูแลผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง</b></p>
<p><span id="more-32181"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอสซีจีแจ้งผลประกอบการ ปี 2567 คงความสามารถในการบริหารกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หรือ EBITDA ได้ดี อยู่ที่ 53,946 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับปี 2566 ผลจากการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ บริหารต้นทุนต่อเนื่อง เร่งส่งมอบนวัตกรรมมูลค่าเพิ่มสูง ตลอดจนได้รับเงินปันผลในปี 2567 รวม 14,063 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนในธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรและธุรกิจยานยนต์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอสซีจีเผยถึงความคืบหน้ามาตรการปรับตัวรับมือเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งได้แถลงไปเมื่อสิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 1.) บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียน ลดลงประมาณ 6,200 ล้านบาทจากปีก่อน 2.) ปรับโครงสร้างการดำเนินงานและธุรกิจ และหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไรในปี 2567 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 3.) ควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) เน้นเฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนสูงและเร็ว ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลง 16,777 ล้านบาท จากไตรมาสก่อน อัตราหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 0.7 เท่า สถานะทางการเงินยังมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นปี 53,331 ล้านบาท</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32183 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/SCG-เผยปี-67-กำไร-6.3-พันล้านบาท-กระแสเงินสดฯ-5.4-หมื่นล้านบาท.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพิจารณาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (EBITDA) ที่ยังคงตัวอยู่ในระดับเดียวกับปี 2566 คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 5.00 บาท รวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 95% ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม ซึ่งคณะกรรมการมีความเห็นว่าเป็นอัตราเงินปันผลที่เหมาะสมและอยู่ในกรอบนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท ที่กำหนดในช่วงอัตรา 40-50% ของกำไรสุทธิของงบการเงินรวม แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุการณ์ไม่ปกติ บริษัทอาจนำมาประกอบการพิจารณาเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินปันผลในช่วงนั้น ๆ ตามความเหมาะสมได้ ปีนี้คณะกรรมการบริษัทจึงเห็นสมควรเสนอการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2567 ตามข้างต้น เพื่อมุ่งดูแลผู้ถือหุ้นให้ได้รับผลตอบแทนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับครึ่งปีแรกในอัตราหุ้นละ 2.50 บาท เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2567 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 2.50 บาท กำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัทตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 3 เมษายน 2568 (จะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 2 เมษายน 2568) โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 เมษายน 2568 และให้รับเงินปันผลภายใน 10 ปี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32184 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/เอสซีจี-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 2567 สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีความท้าทาย และเป็นช่วงที่วัฏจักรปิโตรเคมีโลกชะลอตัวต่ำสุดในรอบ 20 ปี ส่งผลให้เอสซีจีมีรายได้จากการขาย ปี 2567 511,172 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของเอสซีจี เคมิคอลส์ และเอสซีจีพี กำไรสำหรับปี 6,342 ล้านบาท ลดลง 76% จากปีก่อน จากผลประกอบการของโรงงานปิโตรเคมี LSP และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษจากขาดทุนการด้อยค่าสินทรัพย์ของโรงงานซีเมนต์ในภูมิภาค ในปี 2566 กำไรสำหรับปี ลดลง 52% จากปีก่อน สำหรับไตรมาส 4 ปี 2567 รายได้จากการขาย 130,512 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นของเอสซีจี เคมิคอลส์ ขาดทุนสำหรับงวด 512 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกำไร 721 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน จากผลประกอบการและการรับรู้ค่าเสื่อมราคาทั้งหมดของ LSP ขณะที่ไตรมาสก่อน มีรายการเงินสดที่ได้จากสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย หรือ Interest Rate Swap (IRS) มูลค่า 2,183 ล้านบาท จากเอสซีจี เคมิคอลส์</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/scg-announced-performance-2024/">เอสซีจี เผยปี 67 กำไร 6.3 พันล้านบาท กระแสเงินสดฯ 5.4 หมื่นล้านบาท ระดับเดียวกับปี 2566 เคาะปันผล 5 บาท/หุ้น เกือบ 100% ของกำไร ย้ำดูแลผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำความเข้าใจ &#8216;Carbon Ecosystem&#8217; เร่งวางโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Low-carbon Economy ก่อนตลาดขยับสู่ภาคบังคับ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/02/set-carbon-ecosystem-to-low-carbon-economy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Feb 2025 09:20:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[ASEAN CARBON COMMON FRAMEWORK]]></category>
		<category><![CDATA[Best Practice]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Capture]]></category>
		<category><![CDATA[carbon Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Ecosystem : โครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Low-carbon Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Data Platfom​]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[SET]]></category>
		<category><![CDATA[SET ESG Academy]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บวร วรรณศรี]]></category>
		<category><![CDATA[ลำปาง]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[อโณทัย สังข์ทอง]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี ลำปาง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงปูน ลำปาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31955</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ Carbon Ecosystem เป็นหนึ่ง​ปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเรียนรู้ พร้อมเร่งปรับตัวเพื่อรับมือต่อกฏเกณฑ์ใหม่ของโลกธุรกิจ และนโยบายในการ​ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Economy) ภายใต้เป้าหมายในการลลดการปลดปล่อยคาร์บอนพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และ Net Zero ภายในปี 2065 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นหนึ่งในองค์กรที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนและเติมเต็มโครงสร้าง Carbon Ecosystem ของประเทศมาอย่างต่อเนื่องและทุกมิติ เพื่อมีส่วนช่วยดูแลบริษัทจดทะเบียนและภาคธุรกิจของประเทศไทย ให้สามารถปรับตั​วและขับเคลื่อนสู่ Low-carbon Economy​ ทั้งการส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ​คาร์บอนและตลาดคาร์บอน การพัฒนาเครื่องมือช่วย​วัดการปลดปล่อยคาร์บอนซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญขอ​งกลยุทธ์ Decarbonization ​การเพิ่มโอกาสผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อช่วยสนับสนุน​ภาคธุรกิจ ในการเปลี่ยนผ่านเพื่อรักษาความสามารถแข่งขัน ช่วงรอยต่อ​สู่ภาคบังคับที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้​างหน้า​ ร่วมวางโครงสร้าง Carbon Ecosystem  ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) ​และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด  (SCG ลำปาง) ​ร่วมฉายภาพการพัฒนา Carbon [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/set-carbon-ecosystem-to-low-carbon-economy/">ทำความเข้าใจ &#8216;Carbon Ecosystem&#8217; เร่งวางโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Low-carbon Economy ก่อนตลาดขยับสู่ภาคบังคับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div>เมื่อความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ<strong> Carbon Ecosystem</strong> เป็นหนึ่ง​ปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเรียนรู้ พร้อมเร่งปรับตัวเพื่อรับมือต่อกฏเกณฑ์ใหม่ของโลกธุรกิจ และนโยบายในการ​ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Economy) ภายใต้เป้าหมายในการลลดการปลดปล่อยคาร์บอนพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และ Net Zero ภายในปี 2065</div>
<p><span id="more-31955"></span></p>
<p><strong>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)</strong> เป็นหนึ่งในองค์กรที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนและเติมเต็มโครงสร้าง Carbon Ecosystem ของประเทศมาอย่างต่อเนื่องและทุกมิติ เพื่อมีส่วนช่วยดูแลบริษัทจดทะเบียนและภาคธุรกิจของประเทศไทย ให้สามารถปรับตั​วและขับเคลื่อนสู่ Low-carbon Economy​ ทั้งการส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ​คาร์บอนและตลาดคาร์บอน การพัฒนาเครื่องมือช่วย​วัดการปลดปล่อยคาร์บอนซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญขอ​งกลยุทธ์ Decarbonization ​การเพิ่มโอกาสผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อช่วยสนับสนุน​ภาคธุรกิจ ในการเปลี่ยนผ่านเพื่อรักษาความสามารถแข่งขัน ช่วงรอยต่อ​สู่ภาคบังคับที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้​างหน้า​</p>
<p><strong>ร่วมวางโครงสร้าง Carbon Ecosystem </strong></p>
<p>ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ <strong>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO)</strong> ​และ <strong>บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด  (SCG ลำปาง) ​</strong>ร่วมฉายภาพการพัฒนา Carbon Ecosystem​ พร้อมแชร์  Best Practice ความสำเร็จของการขับเคลื่อนโครงการคาร์บอนเครดิตในรูปแบบการปลูกป่า​ ที่​การได้คาร์บอนเครดิตเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่ผลลผัพธ์สำคัญคือการมีเครื่องมือในการดูดซับคาร์บอนออกจากอากาศได้โดยตรง รวมทั้งช่วยเพิ่มความหลากหลายทางธรรมชาติ (Biodiversity) ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น เชื่อมโยงมา​ถึงการเพิ่มแหล่งอาหารทางธรรมชาติ และยกระดับ​คุณภาพชีวิตให้ชุมชนในพื้นที่ได้ด้วย</p>
<p><strong>ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร </strong>รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมด้วย <strong>คุณอโณทัย สังข์ทอง </strong>ผู้อำนวยการ สำนักสื่อสารและทะเบียนคาร์บอนเครดิต องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และ <strong>คุณบวร วรรณศรี  </strong>ผู้จัดการชุมชนสัมพันธ์และอนุรักษ์ธรรมชาติ  บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ให้ข้อมูลร่วมกันผ่านฟอรั่ม <em><strong>&#8216;Carbon Ecosystem: โครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Low-carbon Economy&#8217;  </strong></em></p>
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31958 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/SET-CAERBON-STAT.jpg" alt="" width="1200" height="683" /></div>
<div>ทั้งนี้ ​<strong>ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร ​</strong>ได้เปิดเผยข้อมูลพัฒนาการของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทจดทะเบียน (บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีสัดส่วนราว 50% หรือ 445 แห่ง จากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดกว่า 880 แห่ง สามารถจัดทำรายงานด้านความยั่งยืน และการจัดทำการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร (Carbon Footprint) ได้แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 30% รวมทั้งจำนวนบริษัทที่จัดทำรายงาน พร้อม​การทวนสอบความถูกต้องของข้อมูลแล้วในสัดส่วน 30% หรือ 267 แห่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าในช่วงนำร่องโครงการถึง 47%  จากการพัฒนาแพลตฟอร์ม ESG Data Platform ที่มีเครื่องมือช่วยคำนวณการปลดปล่อนคาร์บอน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการจัดทำรายงานด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจ</div>
<div>
<div><em>&#8220;ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุน บจ. ในการปรับตัวและเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักรู้ เพื่อเร่งให้เกิดการปรับตัว ​รวมทั้งการแชร์องค์ความรู้ หรือ Best Practice ผ่าน <strong>SET ESG Academy</strong> การพัฒนาระบบฐานข้อมูล และเครื่องมือในการจัดทำรายงานและคำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์องค์กร ​ การเชื่อมโยงข้อมูลจาก <strong>ESG Data Platfom​</strong> ไปยังสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ​ไปจนถึงการเชื่อมโยง​สู่การยกระดับและพัฒนาตลาดคาร์บอนของประเทศไทย ทั้งการให้ข้อมูลทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายคาร์บอนเครดิต ไปจนถึงการศึกษาแพลตฟอร์ม​ในหลากหลายรูปแบบทั้งภาคสมัครใจและภาคบังคับ และข้อมูลโครงการคาร์บอนเครดิตต่างๆ เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น&#8221;</em></div>
<div></div>
</div>
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31960 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Seminar4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<div></div>
<div>ด้าน  <strong>คุณอโณทัย สังข์ทอง </strong>กล่าวถึงภาพรวมระบบนิเวศคาร์บอนในประเทศไทย ปัจจุบันยังเป็นการดำเนินการในรูปแบบของภาคสมัครใจ และกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาคบังคับ ทำให้ในอนาคตผู้ประกอบธุรกิจต้องสามารถรายงานการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับเรื่องของภาษีคาร์บอนที่ต้องทำความเข้าใจ และกลไกในการขับเคลื่อนเพื่อลดคาร์บอนฟุตพรินท์ในการดำเนินธุรกิจ หากมีการประกาศใช้ ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอนาคต ซึ่งขณะนี้​ได้นำส่งร่างกฏหมายให้สำนักนายกพิจารณาแล้ว เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนต่างๆ ​คาดว่าจะสามารถประกาศบังคับใช้ได้ราวอีก 2-3 ปีข้างหน้า</div>
<div></div>
<div><em>&#8220;ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Net Zero ในปี 2065 ขณะที่ตามโรดแม็พ​​​จะเพิ่มความสามารถในการลดคาร์บอนให้ได้ 30-40% ภายในปี 2030 การมีเพียงนโยบายในภาคสมัครใจ อาจทำให้ไม่สามารถไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีหลากหลายกลไกมาใช้เพิ่มเติม โดยเฉพาะในส่วนของภาคบังคับ ประกอบกับเงื่อนไขจากต่างประเทศ เช่น มาตรการ CBAM ของทางสหภาพยุโรป ทำให้ธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัว​เพื่อจำกัดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ให้ได้ตามกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่าปรับและส่งผลให้มีต้นทุนที่เพิ่มสูงมากขึ้น โดยไม่สามารถใช้คาร์บอนเครดิตมาชดเชยได้ ​ มีเพียงภาษีคาร์บอน และสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้จัดสรรจากภาครัฐ  (Allowances) ซึ่งเป็นกลไกที่จะอยู่ในมาตรการภาคบังคับ &#8220;​</em></div>
<div></div>
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31968 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TGO-Carbon-Credit.jpg" alt="" width="1200" height="636" /></div>
<div></div>
<div><strong>โครงการ &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ที่ช่วยพัฒนาผู้คนและชุมชน </strong></div>
<div><strong>คุณบวร วรรณศรี  </strong>ผู้จัดการชุมชนสัมพันธ์และอนุรักษ์ธรรมชาติ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด กับการแชร์ Best Practice ในโครงการลดคาร์บอนฟุตพรินท์ภายในธุรกิจ <strong>&#8216;โรงปูน ลำปาง&#8217;</strong> ผ่านแนวทาง NCF (Natural Clilmlate Solutions) หรือการกำจัดคาร์บอนตามแนวทางธรรมชาติ ​ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่ SCG ใช้เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจ ทั้งการใช้พลังงาน​ความร้อน การใช้ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ​การลดการใช้วัตถุดิบ เนื่องจาก กระบวนการผลตซิเมนต์จะมีการปล่อยคาร์บอนตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Carbon Capture มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ Reduction เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050</div>
<div>ทั้งนี้ โรงปูน ลำปาง ได้รับสัมปทานพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นป่าเสื่อมโทรม และสามารถฟื้นฟูจนกลายเป็นป่าที่กลับมาอุดมสมบูรณ์ ด้วยการมุ่งพัฒนาพื้นที่โดยรอบ ทั้งการปลูกป่า ฟื้นฟูป่า สร้างฝายชะลอน้ำ รวมทั้งสร้างแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟป่า โดยให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกับภาคชุมชน และสร้างเครือข่ายจากคนในพื้นที่ เพื่อสร้างการมีส่วนพัฒนาร่วมกัน โดยเฉพาะการมีส่วนเฝ้าระวังไฟป่า​</div>
<div><em>&#8220;คาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการถือว่าเป็นผลพลอยได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ การฟื้นคืนธรรมชาติ ฟื้นฟูพื้นที่ป่า ที่ทำให้ได้ทั้งความหลากหลายทางธรรมชาติกลับคืนมา รวมทั้งเพิ่มแหล่งอาหารให้คนในชุมชน รวมทั้งยังเป็นแหล่งรายได้ ขณะที่การทำคาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้ ยังเป็นรูปแบบเดียวที่เป็นเครื่องมือในการดูดซับคาร์บอนออกจากอากาศได้โดยตรง และถือเป็นหนึ่งโอกาสของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่สามารถปลูกต้นไม้ได้ง่าย จึงควรส่งเสริมโครงการในรูปแบบนี้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับคาร์บอนเครดิตจากโครงการยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสให้ชุมชนนำไปขายหรือใช้เพื่อชดเชยเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่งด้วย&#8221;</em></div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31966 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/SCG-LUMPANG.jpg" alt="" width="1200" height="679" /></p>
<p>เห็นได้ว่า การพัฒนา Carbon Ecosystem ไม่ใช่แค่การสร้างตลาดเพื่อรองรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเท่านั้น แต่หากสามารถต่อยอดในการนำไปพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ จะทำให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาคน การดูแลคนในพื้นที่รอบโครงการไปพร้อมกันได้ด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจาในระดับภูมิภาค เพื่อพัฒนา ASEAN CARBON COMMON FRAMEWORK  หรือกรอบดำเนินงานตลาดคาร์บอนร่วมของอาเซียน เพื่อสร้างมาตรฐานและพัฒนา​คาร์บอนเครดิตภายในภูมิภาคอาเซียนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และโปร่งใสในระยะยาวในฐานะ​ภูมิภาคผู้นำด้านสภาพอาดาศ  รวมทั้งสร้างอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจระดับโลกได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/set-carbon-ecosystem-to-low-carbon-economy/">ทำความเข้าใจ &#8216;Carbon Ecosystem&#8217; เร่งวางโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Low-carbon Economy ก่อนตลาดขยับสู่ภาคบังคับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;คิด-จาก-ถุง&#8217;  จากถุงปูนรอการทำลาย สู่ Lifestyle Items และเป้าหมายสู่การสร้าง Social Enterprise ในอนาคต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/scg-circular-way-upcycled-bag-aim-to-social-enterprise/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Oct 2024 05:22:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[circular]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Inclusive Green Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Industry Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Lifestyle Item]]></category>
		<category><![CDATA[Lifestyle Items]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[Social Enterprise]]></category>
		<category><![CDATA[Upcycle]]></category>
		<category><![CDATA[Upcycled Bag]]></category>
		<category><![CDATA[waste]]></category>
		<category><![CDATA[Waste-to-Wealth]]></category>
		<category><![CDATA[กระเป๋าจากถุงปูน]]></category>
		<category><![CDATA[กระเป๋าถุงปูน]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คิด-จาก-ถุง]]></category>
		<category><![CDATA[ต่อยอด]]></category>
		<category><![CDATA[ถุงปูน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29846</guid>

					<description><![CDATA[<p>กว่า 5 ปีแล้ว ที่แบรนด์ “คิด-จาก-ถุง” แบรนด์ในกลุ่ม Lifestyle Items ของเอสซีจี (SCG) ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการ​มาตั้งแต่ปี 2019 ​​ จนเติบโต และสร้างการรับรู้ได้เป็นวงกว้าง​มาถึงปัจจุบัน รวมท้ังยังเป็นหนึ่งในไอเท็มที่สามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของแบรนด์ SCG ในมิติที่มีความใกล้ชิดผู้บริโภคได้มากขึ้น ทั้ง​นี้ SCG มีแนวปฏิบัติ &#8216;SCG Circular Way&#8217; ในการรักษาคุณค่าของทรัพยากร โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลด​การใช้ทรัพยากรใหม่น้อยที่สุด ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy คือ การผลิต (Make) การใช้ (Use) และการหมุนเวียนเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Return) นำมาสู่การ​ใช้ประโยชน์จากถุงปูนซีเมนต์ที่รอการทำลาย เพื่อลด​ Waste ​ที่เกิดจากกระบวนการผลิต มาออกแบบ สร้างสรรค์ต่อยอด เพื่อเพิ่มมูลค่า จนกลายเป็นหนึ่งในไอเท็มที่มีความแข็งแรงทั้งการสะท้อนตัวตนที่จับต้องได้ของ SCG รวมทั้งการดึงดูดกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ มาสู่แบรนด์ได้มากยิ่งขึ้น สำหรับเป้าหมายหลักของ &#8216;คิด-จาก-ถุง&#8217; คือ การไม่มีถุงปูนซีเมนต์รอการทำลายตกค้างอยู่ในกระบวนการผลิต ​จึงพยายามนำนวัตกรรมจากผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ Waste [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/scg-circular-way-upcycled-bag-aim-to-social-enterprise/">&#8216;คิด-จาก-ถุง&#8217;  จากถุงปูนรอการทำลาย สู่ Lifestyle Items และเป้าหมายสู่การสร้าง Social Enterprise ในอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กว่า 5 ปีแล้ว ที่แบรนด์ <strong>“คิด-จาก-ถุง”</strong> แบรนด์ในกลุ่ม Lifestyle Items ของเอสซีจี (SCG) ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการ​มาตั้งแต่ปี 2019 ​​ จนเติบโต และสร้างการรับรู้ได้เป็นวงกว้าง​มาถึงปัจจุบัน รวมท้ังยังเป็นหนึ่งในไอเท็มที่สามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของแบรนด์ SCG ในมิติที่มีความใกล้ชิดผู้บริโภคได้มากขึ้น</p>
<p><span id="more-29846"></span></p>
<p>ทั้ง​นี้ SCG มีแนวปฏิบัติ<strong> &#8216;SCG Circular Way&#8217;</strong> ในการรักษาคุณค่าของทรัพยากร โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลด​การใช้ทรัพยากรใหม่น้อยที่สุด ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy คือ การผลิต (Make) การใช้ (Use) และการหมุนเวียนเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Return) นำมาสู่การ​ใช้ประโยชน์จากถุงปูนซีเมนต์ที่รอการทำลาย เพื่อลด​ Waste ​ที่เกิดจากกระบวนการผลิต มาออกแบบ สร้างสรรค์ต่อยอด เพื่อเพิ่มมูลค่า จนกลายเป็นหนึ่งในไอเท็มที่มีความแข็งแรงทั้งการสะท้อนตัวตนที่จับต้องได้ของ SCG รวมทั้งการดึงดูดกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ มาสู่แบรนด์ได้มากยิ่งขึ้น</p>
<p>สำหรับเป้าหมายหลักของ <strong>&#8216;คิด-จาก-ถุง&#8217;</strong> คือ การไม่มีถุงปูนซีเมนต์รอการทำลายตกค้างอยู่ในกระบวนการผลิต ​จึงพยายามนำนวัตกรรมจากผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ Waste ​​เพื่อหากระบวนการ นำ Waste ที่เกิดขึ้น​ในกระบวนการผลิตวนกลับมาใช้ใหม่​ ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุน เพิ่มมูลค่า และลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบาย​<strong> </strong><strong>Inclusive Green Growth </strong><strong>​</strong>รวมทั้งเป้าหมายในการมุ่ง​สู่สังคมคาร์บอนต่ำ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ​ไปพร้อมกันด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29850 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/RE10.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>แต่เนื่องจากเอสซีจีจะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจแฟชั่น หรือการค้าปลีกมาก่อน การขับเคลื่อนโครงการในช่วงแรกจึงถือเป็นความท้าทายใหม่ และต้องมีการปรับตัวค่อนข้างมาก แต่จากการมีแผนในการดำเนินงานและ <strong>การพัฒนาสินค้าด้วยตัวเอง </strong>อย่างจริงจัง ประกอบกับได้รับความร่วมมือที่แข็งแกร่งจาก <strong>การหาพันธมิตร </strong>หลากหลายด้านมาร่วมกันขับเคลื่อน​ ทำให้เกิดเป็นความ​ร่วมมือและต่อยอดไปสู่กลุ่มคนในหลากหลายวงการ เช่น การทำ <strong>Project Collaboration</strong> กับดีไซเนอร์ พาร์ทเนอร์ หน่วยงาน องค์กร รวมถึงคนรุ่นใหม่ ที่มีไฟและมีใจรักษ์โลก นับเป็น key success สำคัญ ที่ส่งเสริมให้สินค้ามีความหลากหลาย และสามารถขยายช่องทางการจัดจำหน่ายต่างๆ ไปได้กว้างขวางทั้งในช่องทางรีเทลอย่าง SCG Boutique, Central World, Central ป่าตอง, Central Floresta จ.ภูเก็ต รวมท้ังช่องทางออนไลน์ผ่าน Official Store ในแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น  www.lazada.co.th/shop/tiger-cement-shop  หรือ shopee.co.th/tigerbrand_shop</p>
<p><strong>ลดขยะจากถุงปูนรอการทำลายได้กว่า 150,000 ใบ</strong></p>
<p>ด้วยความ​มุ่งมั่นในการเป็นองค์กรแห่งโอกาส ทำให้ <strong>&#8216;คิด-จาก-ถุง&#8217; </strong> จึงไม่ใช่เพียงแค่โครงการที่ขับเคลื่อน​​เพื่อ​สะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์เอสซีจี​ผ่านมุมมองทางธุรกิจเท่านั้น ​แต่ยังยกระดับแบรนด์ในมิติใหม่ ที่สามารถ Upcycle Waste จากถุงปูนซีเมนต์รอการทำลายกว่า 150,000 ใบ มาต่อยอดสร้างรายได้ให้กับชุมชน ผ่านการพัฒนาสินค้าในกลุ่ม Lifestyle Items ในโครงการความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน อาทิ มูลนิธิรามาธิบดี ศิริราชมูลนิธิ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมราชทัณฑ์ และประชารัฐรักษ์สามัคคี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29849 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/RE7.jpg" alt="" width="459" height="689" /></p>
<p>รวมทั้งโครงการ Brand Commerce ผ่านความร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ กับผู้ประกอบการ ดีไซเนอร์ ที่ยกระดับการ Upcycle เพิ่มมูลค่าผ่าน Brand Fan และเล่าเรื่องจากวัสดุรอการทำลายเหล่านี้ให้มีมูลค่าได้ เช่น การร่วมงานกับ Issue, Kloset &amp; Etcetera, Urface, Mahanakhon และ Renim Project ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้เปิดตัวที่งาน LA Fashion Week ปี 2019 ที่ผ่านมา</p>
<p>โดยโครงการล่าสุดของปี ​2024 นี้ &#8216;คิด-จาก-ถุง&#8217; ได้จัดแสดงโชว์สินค้าในต่างประเทศ ทั้งที่ งาน Milan Design Week 2024, โครงการ Megatrend Setter Project – The Treasure by DITP and Future Treasure New York และล่าสุดที่งาน Maison &amp; Objet 2024 ที่ปารีส</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29848 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/RE3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ตั้งเป้าเติบโตสู่  Social Enterprise </strong></p>
<p>เอสซีจี มีเป้าหมายใน​​การพัฒนาสินค้ากลุ่ม Lifestyle Items ที่ผลิตขึ้นให้​เป็นสินค้าที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ รวมทั้ง​​จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ยังทำให้เอสซีจีมีแนวทางในการพัฒนาโครงการที่ช่วยต่อยอด​ Waste ในกลุ่มอื่นๆ ของ SCG ในอนาคต ทั้งเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจาก SCGC และ Waste จากอุตสาหกรรมของ SCGP เป็นต้น โดยมี​แผนขยายไลน์​สินค้าเพิ่มเติม ทั้งกลุ่ม Lifestyle Items และกลุ่มสินค้าอื่นๆ รวมทั้งขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วถึงมากขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจ และความร่วมมือกับดีไซเนอร์ ไปจนถึงแบรนด์ที่ไอเดียและมีหัวใจรักษ์โลกเหมือนกัน เพื่อผนึกความร่วมมือ​​ก้าวเข้าสู่การเป็น <strong>Social Enterprise</strong> ในการสร้างโอกาสชุมชนฝึกอาชีพ สร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
<p>ขณะที่ความท้าทายในการขับเคลื่อนโครงการ คือ การต่อยอดสินค้าใหม่ๆ หาวัสดุใหม่ๆ ไปจนถึง​หาความร่วมมือและพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อให้คิด-จาก-ถุง เป็นโครงการต้นแบบและเป็น Social Enterprise ของเอสซีจี ที่สามารถช่วยเหลือและให้โอกาสในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนรอบโรงปูนและสังคมได้อย่างยั่งยืน ตอบโจทย์การ​เป็น &#8216;องค์กรแห่งโอกาส&#8217; ได้ตามที่ต้ังใจไว้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29847 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/RE-info.jpg" alt="" width="686" height="852" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/scg-circular-way-upcycled-bag-aim-to-social-enterprise/">&#8216;คิด-จาก-ถุง&#8217;  จากถุงปูนรอการทำลาย สู่ Lifestyle Items และเป้าหมายสู่การสร้าง Social Enterprise ในอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
