<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>แม่ฟ้าหลวง &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 27 Apr 2026 05:42:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>แม่ฟ้าหลวง &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 04:39:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41375</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ &#8216;การพัฒนา&#8217; ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี &#8216;คน&#8216; เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เดินหน้าเต็มกำลัง หลังปรับโครงสร้างองค์กร มูลนิธิฯ ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม 2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน โดยสายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์ &#8216;ระบบคู่ขนาน&#8217; (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ <em><strong>&#8216;การพัฒนา&#8217; ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน</strong></em> ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี &#8216;<strong>คน</strong>&#8216; เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ</p>
<p><span id="more-41375"></span></p>
<p><strong>เดินหน้าเต็มกำลัง หลังปรับโครงสร้างองค์กร</strong></p>
<p>มูลนิธิฯ ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม<br />
2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>โดยสายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์<strong> &#8216;ระบบคู่ขนาน&#8217;</strong> (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41380 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL5.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร สร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคเอกชนและเยาวชนผ่านการให้คำปรึกษาและหลักสูตรต่างๆ</p>
<p><strong>สร้างโมเดลพัฒนาใหม่ เชื่อมเศรษฐกิจ–ชุมชน–สิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า การปรับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานแนวทางพัฒนาใหม่ที่ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ความท้าทายคือทำให้การพัฒนาไม่เป็นภาระงบประมาณ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่ภาคเอกชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปด้วยกัน โดยหัวใจยังเหมือนเดิม คือ ถ้าจะปลูกป่า ต้องปลูกคนก่อน แต่วันนี้เรากำลังขยายแนวคิดนี้สู่ระดับประเทศ และเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้จริง ซึ่งการปรับครั้งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะ <strong>&#8216;ตัวกลางเศรษฐกิจความยั่งยืน&#8217;</strong> ที่เชื่อมทรัพยากร ชุมชน และทุนเข้าด้วยกัน พร้อมก้าวสู่ต้นแบบการพัฒนายุคใหม่ของประเทศไทย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41377 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL1.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ขยาย</strong><strong>แบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม </strong><strong>&#8216;</strong><strong>ดอยตุง</strong><strong>&#8216; พัฒนาชุมชน </strong><strong>เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ </strong></p>
<p><strong><u>งานหัตถกรรม </u></strong>ขยายการส่งเสริมงานหัตถกรรมจากพื้นที่ดอยตุงสู่พื้นที่ขยายผล เพื่อสร้างรายได้ฐานรากและยกระดับทักษะชุมชน โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่การฝึกอบรม การผลิต ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถผลิตงานให้กับแบรนด์ DoiTung และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง ปัจจุบันในพื้นที่ปางมะหัน ปูนะ และบ้านห้วยส้าน สามารถสร้างรายได้รวมหลายล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ครัวเรือนมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่สามารถทำงานใกล้บ้าน และเตรียมขยายโมเดลสู่พื้นที่ป่าชุมชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอาชีพควบคู่การดูแลทรัพยากร และกระจายรายได้สู่ชุมชนในวงกว้าง</p>
<p>นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ประจำวัน พร้อมเชื่อมโยงแก่นแท้ของงานที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ดำเนินงานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันผ่านการออกแบบสินค้า จะออกวางจำหน่ายในร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ อย่างไม่เป็นทางการปลายไตรมาสที่ 2 นี้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41381 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL8.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong><u>งานกาแฟและแมคคาเดเมีย</u></strong> ยังคงเป็นสินค้าหลักที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยขยายการผลิตแบบ OEM ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การบินไทย ซึ่งปัจจุบันเสิร์ฟกาแฟดอยตุงในทุกเที่ยวบินทั่วโลก พร้อมไปกับการพัฒนาสายพันธุ์ และการปลูกที่ทนทานต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</p>
<p><strong><u>งานสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ </u></strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยใช้การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกสำคัญ ปัจจุบันมี 15 กลุ่ม สมาชิกกว่า 1,030 คน สร้างรายได้รวมกว่า 38.2 ล้านบาท ในปี 2568 ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร การแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนศักยภาพคือ<strong> &#8216;หมูดำดอยตุง&#8217;</strong> ซึ่งต่อยอดจากการจำหน่ายเนื้อสด สู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไส้กรอก แฟรงก์เฟิร์ตเตอร์ และดอยตุงแฮม ช่วยเพิ่มมูลค่าจากหลักร้อยสู่หลักพันบาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้และยกระดับชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41382 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL10.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong><u>งานท่องเที่ยว</u></strong> มุ่งเจาะกลุ่มสัมมนาและอบรม โดยบูรณาการกับสายงานความยั่งยืนและองค์ความรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเรียนรู้</p>
<p><strong>ดันคาร์บอนเครดิตไทยสู่ตลาดโลกด้วย</strong><strong> &#8216;</strong><strong>มิติทางสังคม</strong><strong>&#8216; </strong></p>
<p>อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการผลักดันคาร์บอนเครดิตสู่ตลาดโลก โดยใช้เครือข่ายป่าชุมชนกว่า 300 แห่งเป็นฐาน</p>
<p>จุดเด่นของแนวทางนี้คือการให้ความสำคัญกับ &#8216;มิติทางสังคมและชุมชน&#8217; ควบคู่กับการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งยังไม่ถูกใช้เป็นเกณฑ์หลักในตลาดส่วนใหญ่ โดยมูลนิธิ ได้ดำเนินการผ่านโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัด มีชุมชนเข้าร่วม 303 ชุมชน และมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 161,000 คน พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่เพิ่มอีก 100,000–150,000 ไร่ในปี 2569 สู่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ภายในปี 2572 โครงการครอบคลุมระบบนิเวศหลากหลาย เช่น ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนควบคู่การสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยปัจจุบันสามารถรับรองคาร์บอนเครดิตแล้วจาก 12 ป่าชุมชน พื้นที่รวม 12,840 ไร่ คิดเป็นปริมาณ 58,824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41378 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>มูลนิธิฯ ยังได้เริ่มขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อส่งเงินทุนลงสู่ชุมชนโดยตรง ลดการกระจุกตัวในโครงการขนาดใหญ่ หากสำเร็จ จะช่วยผลักดันคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ไทยสู่ตลาดโลก และเชื่อมทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับเศรษฐกิจสากลอย่างเป็นรูปธรรม แนวทางนี้สะท้อน <strong>&#8216;เศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่&#8217;</strong> ที่เชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอน และทำให้การอนุรักษ์ทรัพยากรเป็นแหล่งรายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41379 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL3.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 13:28:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung Coffee]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สายพันธุ์กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40181</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มทุกวัน กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ​จากผลกระทบของ​อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแปรปรวนของสภาพอากาศ กระทบต่อ &#8216;พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ&#8217; ให้มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตเมล็ดกาแฟ  ​ทำให้กาแฟทั้งแพงขึ้น และปลูกได้ยากมากขึ้น รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของผลผลิตที่ทำได้ยากมากขึ้นเช่นเดียวกัน  ข้อมู​ลสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิตกาแฟ​ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40%  ในปี 2024 จากแรงกดดันด้านผลผลิตและสภาพอากาศ ขณะที่ในปี 2025 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟราว 15,651 ตัน สวนทางกับความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงถึงกว่า 95,500 ตัน หรือสามารถผลิตไดัเพียง 25% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มทุกวัน กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ​จากผลกระทบของ​อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแปรปรวนของสภาพอากาศ กระทบต่อ <strong>&#8216;พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ&#8217;</strong> ให้มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-40181"></span></p>
<p><em><strong>การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตเมล็ดกาแฟ  ​ทำให้กาแฟทั้งแพงขึ้น และปลูกได้ยากมากขึ้น รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของผลผลิตที่ทำได้ยากมากขึ้นเช่นเดียวกัน </strong></em></p>
<p>ข้อมู​ลสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิตกาแฟ​ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40%  ในปี 2024 จากแรงกดดันด้านผลผลิตและสภาพอากาศ ขณะที่ในปี 2025 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง</p>
<p>ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟราว 15,651 ตัน สวนทางกับความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงถึงกว่า 95,500 ตัน หรือสามารถผลิตไดัเพียง 25% ของปริมาณความต้องการเท่านั้น ทำให้ต้องนำเข้ากาแฟในปริมาณมากกว่า 80,000 ตัน  ซึ่งมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 10% รวมไปถึงระดับราคานำเข้าที่ขยับขึ้นถึง 30% สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ ต้นทุนในธุรกิจกาแฟที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมองเห็น &#8216;ความเสี่ยง&#8217; ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนได้อีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40183 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/9-re.jpg" alt="" width="1200" height="795" /></p>
<p>นำมาสู่การปรับตัวของ<strong> &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217;</strong> โดย <strong>โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ</strong> ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนากาแฟมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ภายใต้ <strong>&#8216;โครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ&#8217;</strong> โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความได้เปรียบให้เกษตรกรในพื้นที่ และลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ เนื่องจากดอยตุงปลูกกาแฟในระดับความสูงประมาณ 700–1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งไม่สูงมากเมื่อเทียบกับแหล่งปลูกอื่น จึงจำเป็นต้องค้นหาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ดอยตุง และรับความเสี่ยงด้านการทดลองแทนเกษตรกร เนื่องจากการทำวิจัยเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง</p>
<p>เมื่อสภาพภูมิอากาศเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ (climate) ​กลายเป็นโจทย์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาในการวิจัย ทำให้การคัดเลือกสายพันธุ์ต้องเข้มข้นยิ่งขึ้น โดย สายพันธุ์ที่คัดเลือกมา ต้องปลูกได้ดีที่ดอยตุง ปรับตัวได้ดีที่ดอยตุง และปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้นด้วย เพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนที่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ของอุตสาหกรรมกาแฟโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40184 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/1-kmai.jpg" alt="" width="1200" height="753" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ดอยตุงมองเรื่องกาแฟที่ปลูกการวิจัย และการหาสายพันธุ์ในมุมของความยั่งยืนของเกษตรกรเป็นหลัก ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ศึกษาเรื่องการปลูกกาแฟมานานแล้ว โดยทดลองจากพื้นที่จริง ทดสอบในทุกระดับความสูง และทำงานร่วมกับหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ เพื่อดูว่าสายพันธุ์ใดเหมาะกับสภาพดิน อากาศ และบริบทของแต่ละหมู่บ้านจริง ๆ ไม่ใช่เพียงการทดลองในแปลงสาธิตเท่านั้น</p>
<p><em>“คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ได้เตรียมตัวว่า ถ้าวันหนึ่งโลกร้อนขึ้นกาแฟที่เรามีอยู่ในไทยอาจจะต้านทานสภาพอากาศไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ทีมพัฒนากาแฟภายใต้ส่วนงานโครงการพิเศษของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ศึกษาวิจัย เราเตรียมทดลองสายพันธุ์กาแฟในระดับความสูงที่แตกต่างกัน หากในวันหนึ่ง ผลผลิตของชาวบ้านไปต่อไม่ได้ ดอยตุงก็จะมีระบบสำรองเมล็ดพันธุ์ ที่จะสร้างความยั่งยืนให้พวกเขาต่อได้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ การพัฒนากาแฟรวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานก็เพื่อสร้างความยั่งยืนแท้จริงให้กับ คน ชุมชน และป่า”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40186 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2-1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ด้าน<strong> คุณสิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์</strong> ผู้จัดการส่วนโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผู้ดูแลโครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ กล่าวว่า การรับมือของดอยตุงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องทำให้ระบบปลูก &#8216;ทนขึ้น&#8217; และ &#8216;ยืดหยุ่นขึ้น&#8217; ตั้งแต่ดินจนถึงต้นกาแฟ โดยเดินหน้าเรื่องการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ผ่านทั้งวนเกษตรและเกษตรเชิงฟื้นฟู เพิ่มความหลากหลายของพืชในแปลง วางแผนจัดการพื้นที่ให้เหมาะกับสภาพอากาศที่ผันผวน ปรับปรุงดินและการจัดการน้ำให้แปลงสามารถกักเก็บความชื้นได้ดีขึ้น รวมถึงใช้จุลินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเสริมความแข็งแรงของระบบราก</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><em>&#8220;เมื่ออากาศแปรปรวนหนักขึ้น โรคและแมลงมากขึ้น ปริมาณน้ำขาดแคลน และปริมาณน้ำฝนไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น กาแฟจึงไม่ใช่พืชที่จะปลูกเหมือนเดิมได้อีกต่อไป รวมทั้ง​เรื่องของคุณภาพก็ไม่สามารถ​คุมได้ง่ายเหมือนเดิมเช่นกัน ​นำมาสู่การพัฒนา <strong>&#8216;สายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศ’</strong> ให้เร็วขึ้น เพื่อสร้างสายพันธุ์ที่แข็งแรงมากขึ้น ​เอาตัวรอดได้ดี และยังให้รสชาติที่ดี เพื่อรักษาความต้องการในตลาด โดยเฉพาะการ​รักษารสชาติแบบอาราบิก้า แต่แข็งแรงขึ้นแบบโรบัสต้า พร้อมใช้ระบบวนเกษตรปลูกไม้ร่มเงา เพื่อลดอุณหภูมิในทรงพุ่มกาแฟลงประมาณ 2–5 องศา เพื่อลดความเสี่ยงจากแดดเผาและความเครียดของต้นกาแฟ ​รวมไปถึงการ​การจัดการโรคและแมลงอย่างเป็นระบบ เพราะในโลกที่ร้อนขึ้น ศัตรูพืชไม่รอให้เราพร้อมอีกต่อไป&#8221; </em></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40187 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/12-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ท่ามกลางราคากาแฟโลกที่ผันผวน และอุปทานที่ตึงตัวจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ ความท้าทายของอุตสาหกรรมกาแฟไทยจึงเชื่อมโยงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งระบบ สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้ประกอบการต้นน้ำ หากกำลังส่งแรงสะเทือนมาถึงผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะในประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงอย่างไทย เมื่อผลผลิตโลกหดตัวจากวิกฤตภูมิอากาศ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมสะท้อนผ่านราคากาแฟที่ผู้บริโภคเข้าถึงทุกวัน และอาจกลายเป็นความเสี่ยงถาวรของตลาดในระยะยาว หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยกทีมเยือน​ COP30 บราซิล ชู Local Best Practice ​&#8217;ดอยตุงโมเดล&#8217; เชื่อมโยงคน​ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี ช่วยดูแลได้ทั้ง Climate และ Nature ​ต้นแบบขับเคลื่อนโลก​สู่ Net Zero อย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/mae-fah-luang-foundation-in-cop30/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Dec 2025 11:03:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Climate and Nature]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Collective Capitalism]]></category>
		<category><![CDATA[COP30]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[รัมภ์รดา นินนาท]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38344</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทีมผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) เวทีสำคัญของการกำหนดทิศทางโลกด้าน Climate และ Nature ระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ เมืองเบเล็ง รัฐปารา ประเทศบราซิล โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหลายเวทีของ UNFCCC และ Thailand Pavilion พร้อมยกบทเรียนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ป่าชุมชนของไทยขึ้นสู่การสนทนาเชิงนโยบายระดับสากล สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่เชื่อมโยงคน ชุมชน ธรรมชาติ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำบทบาทขององค์กรไทยที่นำประสบการณ์จากพื้นที่จริงไปเชื่อมโยงสู่การออกแบบแนวนโยบายระดับโลก และย้ำว่า การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ธรรมชาติจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อ เริ่มจากคนและชุมชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ คุ้มครองสิทธิในที่ดิน ใช้เทคโนโลยีและกลไกทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเสริมพลัง และเปิดพื้นที่ให้องค์ความรู้จากภาคสนามมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของโลกบนฐานความร่วมมือระหว่างประเทศที่ยั่งยืนและเท่าเทียม หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวในหลายเวทีสำคัญของการประชุม ทั้ง &#8216;Tokenization: [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/mae-fah-luang-foundation-in-cop30/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยกทีมเยือน​ COP30 บราซิล ชู Local Best Practice ​&#8217;ดอยตุงโมเดล&#8217; เชื่อมโยงคน​ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี ช่วยดูแลได้ทั้ง Climate และ Nature ​ต้นแบบขับเคลื่อนโลก​สู่ Net Zero อย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> โดย <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทีมผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) เวทีสำคัญของการกำหนดทิศทางโลกด้าน Climate และ Nature ระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ เมืองเบเล็ง รัฐปารา ประเทศบราซิล</p>
<p><span id="more-38344"></span></p>
<p><strong>โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหลายเวทีของ UNFCCC และ Thailand Pavilion พร้อมยกบทเรียนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ป่าชุมชนของไทยขึ้นสู่การสนทนาเชิงนโยบายระดับสากล สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่เชื่อมโยงคน ชุมชน ธรรมชาติ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38346 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/3-Re.jpg" alt="" width="1000" height="668" /></p>
<p>ตอกย้ำบทบาทขององค์กรไทยที่นำประสบการณ์จากพื้นที่จริงไปเชื่อมโยงสู่การออกแบบแนวนโยบายระดับโลก และย้ำว่า การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ธรรมชาติจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อ เริ่มจากคนและชุมชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ คุ้มครองสิทธิในที่ดิน ใช้เทคโนโลยีและกลไกทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเสริมพลัง และเปิดพื้นที่ให้องค์ความรู้จากภาคสนามมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของโลกบนฐานความร่วมมือระหว่างประเทศที่ยั่งยืนและเท่าเทียม</p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวในหลายเวทีสำคัญของการประชุม ทั้ง &#8216;<strong>Tokenization: Decentralizing Carbon Market&#8217; </strong> และ <strong>&#8216;Connecting the Dots from Ground Action to Global Commitments Through High Integrity Climate and Nature Implementation&#8217; </strong>ว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจคาร์บอนสูงไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อ <strong>&#8216;คนและชุมชน&#8217;</strong> เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นย้ำว่า <strong><em>หัวใจของ Climate และ Nature ไม่ใช่เทคโนโลยีหรือกลไกทางการเงิน แต่คือผู้คนแนวหน้าที่อยู่กับป่า ทำเกษตร และดูแลระบบนิเวศ  ส่วนเทคโนโลยีควรถูกใช้เพื่อให้โลกมองเห็นและเคารพในคุณค่าของพวกเขาอย่างเป็นธรรม</em></strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38347 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/4.jpg" alt="" width="1000" height="668" /></p>
<p><em>&#8220;ตลาดคาร์บอนในอนาคตควรเปิดกว้าง โปร่งใส และเข้าถึงได้ในระดับประชาชน โดยเทคโนโลยีอย่าง tokenization และ blockchain จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือ ทำให้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ และตรวจสอบได้ว่ามูลค่าที่เกิดขึ้นไหลกลับสู่ชุมชนผู้ดูแลป่าอย่างเป็นธรรม  เพราะสุดท้ายแล้วหากคาร์บอนเครดิตกลายเป็นเพียงสินทรัพย์ในตลาด โดยที่ชุมชนไม่ได้รับประโยชน์ โลกก็จะยังติดอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมเช่นเดิม”</em></p>
<p>​ขณะที่มุมในเชิงนโยบาย ได้เสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับบางส่วนของงบประมาณด้านพลังงานหรือการอุดหนุนอุตสาหกรรม ไปสนับสนุนการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่าแต่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้สูงกว่า พร้อมเน้นแนวคิด <strong>&#8216;Collective Capitalism&#8217;</strong> หรือทุนนิยมที่เห็นคุณค่าร่วมระหว่างคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม <strong>โดย​ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการใช้ทุนเพื่อผลกำไร มาเป็นการใช้ทุนเพื่อสร้างคุณค่าให้สังคมและธรรมชาติร่วมกัน</strong></p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา</strong> ยังกล่าวถึงบทบาทของเยาวชน โดยมองว่าเสียงของคนรุ่นใหม่กำลังมีอิทธิพลสูงขึ้น ทั้งในฐานะผู้บริโภคและผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ​ขณะที่เรากำลังตัดสินอนาคตของคนที่ยังไม่เกิด ดังนั้น งานด้านสิ่งแวดล้อมจึงต้องคิดข้ามรุ่น ต้องลงมือทำให้เร็ว และต้องเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38348 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/6.รัมภ์รดา-นินนาท-หัวหน้าสายงานความยั่งยืน-.jpg" alt="" width="1000" height="750" /></p>
<p>ด้าน <strong>คุณรัมภ์รดา นินนาท หัวหน้าสายงานความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> ร่วมแลกเปลี่ยนในเวที &#8216;Forests, Agriculture and the Green Economy of the Global South&#8217; เพื่อนำเสนอกรณีศึกษาจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ พื้นที่ชายแดนไทยกับเมียนมาที่เคยเผชิญความยากจนและการบุกรุกป่า แต่สามารถฟื้นฟูป่าและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้อย่างมั่นคง โดยกล่าวว่า <em>“ดอยตุงพิสูจน์แล้วว่าการฟื้นฟูป่าจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่มีทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าเดิม และองค์ความรู้จากพื้นที่จริงคือสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถแบ่งปันให้โลกได้  รวมทั้ง​ความร่วมมือของประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวจากฐานราก&#8221;​ </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38349 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/8.jpg" alt="" width="1000" height="750" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ หัวหน้าสายงาน </strong><strong>Nature based Solutions </strong><strong>และโครงการพิเศษมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> เปิดเผยผ่านเวที &#8216;Market Opportunities and Strategies&#8217; และ &#8216;Case Study of Tropical Forest Conservation&#8217; ว่า ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้เมื่อชุมชนมีอาชีพมั่นคง สินค้าเกษตรได้มาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีความร่วมมือระยะยาวกับภาคเอกชน โดยมองว่า หากต้องการ​​ให้ป่าอยู่ได้ยาวนาน ต้องทำให้คนที่อยู่กับป่ามองเห็นอนาคตของตัวเองได้ยาวไม่แพ้กัน พร้อมเสนอการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างความโปร่งใสในการจัดการไฟป่าและโครงการคาร์บอนเครดิตของชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38350 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/9.ดร.ธนพงศ์-ดวงมณี-กลาง.jpg" alt="" width="1000" height="668" /></p>
<p><strong>ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> ร่วมแลกเปลี่ยนในเวที &#8216;Carbon Accounting 2.0: Accelerating Transparency and Trust on the Road to Net Zero 2050&#8217; โดยชี้ให้เห็นว่า การทำ Carbon Accounting ที่เชื่อถือได้ต้องอาศัยข้อมูลจากพื้นที่จริงและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะหากระบบบัญชีคาร์บอนเริ่มต้นโดยไม่มีเสียงและข้อมูลจากพื้นที่จริง ต่อให้แบบจำลองซับซ้อนเพียงใดก็สร้างความเชื่อมั่นไม่ได้ พร้อมอธิบายว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระดับชุมชนเข้ากับมาตรฐานระดับประเทศจะช่วยยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกลไก Carbon Accounting ของไทยบนเส้นทาง Net Zero</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38351 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/11.ดร.สุภัชญา-เตชะชูเชิด-ซ้ายสุด.jpg" alt="" width="1000" height="667" /></p>
<p>ปิดท้ายด้วย <strong>ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> เข้าร่วมเวที &#8216;Local Experiences in Land Regularization for the Promotion of Sustainable Development&#8217; โดยย้ำว่าสิทธิในที่ดินคือ &#8216;กระดุมเม็ดแรก&#8217; ของการพัฒนา หากไม่จัดการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ชุมชนจะขาดความมั่นคงและไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้ ดังนั้น การคุยเรื่อง Climate และ Nature โดยไม่คุยเรื่องสิทธิในที่ดิน เท่ากับเรายังไม่ได้ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก​​ พร้อมยกตัวอย่างแนวทาง​โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่โมเดลความสำเร็จ เกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงร่วมกับชุมชนเพื่อแบ่งเขตป่าและพื้นที่ทำกิน ช่วยให้ชาวบ้านวางแผนปลูกพืชระยะยาวและใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38352 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/13-RE.jpg" alt="" width="750" height="1000" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/mae-fah-luang-foundation-in-cop30/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยกทีมเยือน​ COP30 บราซิล ชู Local Best Practice ​&#8217;ดอยตุงโมเดล&#8217; เชื่อมโยงคน​ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี ช่วยดูแลได้ทั้ง Climate และ Nature ​ต้นแบบขับเคลื่อนโลก​สู่ Net Zero อย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TCP Spirit เปิดห้องเรียนธรรมชาติ &#8216;อาสา อา Guard&#8217; พาเยาวชนเรียนรู้​ &#8216;คาร์บอนเครดิตในป่าชุมชน&#8217; กลไกช่วยดูดซับ​คาร์บอน พร้อมเติมความหลากหลายให้ธรรมชาติ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/tcp-spirit-arsar-ar-guard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Nov 2025 12:12:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Offset]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Fonudation]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[TCP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP Spirit]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[ค่ายอาสา]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เพชร มโนปวิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ทีซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมขน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[รอยเท้าคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[สุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องเรียนธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อาสา อา Guard]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38213</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิด &#8216;ห้องเรียนธรรมชาติ&#8217; ​อีกครั้ง สำหรับ  &#8216;TCP Spirit&#8217; โครงการอาสาภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP เพื่อร่วมปลุกพลังคนรุ่นใหม่ สร้างเครือข่ายร่วมดูแลอากาศและสิ่งแวดล้อม ​โดยปีนี้ได้จัดกิจกรรม &#8216;ค่ายอาสา TCP Spirit อาสา อา Guard&#8217; แคมป์ปิ้งฮิมดอยเชียงดาว เรียนเรื่องราวป่าชุมชน ณ ตำบลเมืองแหง อำเภอเมืองแหง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเข้าใจ​ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรียนรู้เรื่องการตรวจวัดคาร์บอนเครดิตจากป่าและการดูแลป่าของชุมชน เจาะลึกบริบทการทำการเกษตรของชุมชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการจัดการปัญหา ร่วมกันสร้าง Guard ในการปกป้องโลกใบนี้ไปด้วยกัน สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 5 ภารกิจ  ​เรียนรู้ การดูแลป่าชุมชน  กิจกรรมในปีนี้ ได้พาไปสำรวจ &#8216;ป่าชุมชน&#8217; 2 พื้นที่ ใน จ.เชียงใหม่ ได้แก่​ ป่าชุมชนบ้านป่าไผ่​  อ. เวียงแหง และ ชุมชนบ้านผาลาย​ อ. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/tcp-spirit-arsar-ar-guard/">TCP Spirit เปิดห้องเรียนธรรมชาติ &#8216;อาสา อา Guard&#8217; พาเยาวชนเรียนรู้​ &#8216;คาร์บอนเครดิตในป่าชุมชน&#8217; กลไกช่วยดูดซับ​คาร์บอน พร้อมเติมความหลากหลายให้ธรรมชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เปิด <strong>&#8216;ห้องเรียนธรรมชาติ&#8217;</strong> ​อีกครั้ง สำหรับ  <strong>&#8216;TCP Spirit&#8217;</strong> โครงการอาสาภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP เพื่อร่วมปลุกพลังคนรุ่นใหม่ สร้างเครือข่ายร่วมดูแลอากาศและสิ่งแวดล้อม ​โดยปีนี้ได้จัดกิจกรรม<strong> &#8216;ค่ายอาสา TCP Spirit อาสา อา Guard&#8217; แคมป์ปิ้งฮิมดอยเชียงดาว เรียนเรื่องราวป่าชุมชน </strong>ณ ตำบลเมืองแหง อำเภอเมืองแหง จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p><span id="more-38213"></span></p>
<p>เพื่อเข้าใจ​ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรียนรู้เรื่องการตรวจวัดคาร์บอนเครดิตจากป่าและการดูแลป่าของชุมชน เจาะลึกบริบทการทำการเกษตรของชุมชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการจัดการปัญหา ร่วมกันสร้าง Guard ในการปกป้องโลกใบนี้ไปด้วยกัน สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38216 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Ambience_005.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>5 ภารกิจ  ​เรียนรู้ การดูแลป่าชุมชน </strong></p>
<p>กิจกรรมในปีนี้ ได้พาไปสำรวจ &#8216;ป่าชุมชน&#8217; 2 พื้นที่ ใน จ.เชียงใหม่ ได้แก่​ <strong>ป่าชุมชนบ้านป่าไผ่​</strong>  อ. เวียงแหง และ <strong>ชุมชนบ้านผาลาย</strong>​ อ. เชียงดาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มธุรกิจ TCP เข้าไปดูแลร่วมกับ<strong> มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> องค์กรที่เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูป่าและชุมชน รวมถึงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่คน ชุมชน และธรรมชาติเติบโตไปด้วยกัน</p>
<p>พื้นที่เหล่านี้ กลุ่มเยาวชนอาสาทุกคนจะได้เข้าใจถึงปัญหาสภาพอากาศรอบตัว ทั้งฝุ่น PM2.5 ​ปัญหาน้ำท่วม–น้ำแล้งที่รุนแรงขึ้น และแนวทางการฟื้นฟูผ่านแนวคิด <strong>Nature-based Solutions</strong> ที่ใช้พลังของธรรมชาติมาช่วยเยียวยาโลก ตามแนวคิด &#8216;อาสา อา Guard&#8217; เพื่อแสดงถึงความร่วมมือของเหล่า &#8216;อาสา&#8217; เพื่อการดูแล​ &#8216;อากาศ&#8217; หรือการเป็น Guard​ ​ในฐานะผู้พิทักษ์อากาศ ที่พร้อมร่วมมือกันปกป้องโลกให้ปลอดภัยและยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38215 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Group-Shot_002.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เหล่าอาสาจะได้เรียนรู้เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและปราชญ์ชาวบ้าน อาทิ <strong>ดร. เพชร มโนปวิตร </strong>นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักอนุรักษ์แนวหน้าของประเทศไทย และ<strong> คุณสุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม</strong> ผู้อำนวยการฝ่าย Nature-based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ​​ผ่านห้องเรียนธรรมชาติและการลงปฏิบัติจริงในพื้นที่ ผ่าน 5 ภารกิจหลัก ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจวิกฤตโลกรวน </strong><strong>101</strong> เรียนรู้ปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ผลกระทบต่อชีวิตและโลก พร้อมหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์</p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจพลังธรรมชาติ</strong> การทำความเข้าใจถึงแนวทางแก้ปัญหาที่อิงธรรมชาติ เช่น การฟื้นฟูป่า การจัดการน้ำ และการใช้ระบบนิเวศลดภัยพิบัติ พร้อมสัมผัสพลังของธรรมชาติ</p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจ </strong><strong>Climate Triforces </strong>การเรียนรู้ 3 กลไกรับมือวิกฤตและลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การวางแปลงตัวอย่าง (Carbon Credit)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38224 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_016.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจอาสาป้องกันไฟ</strong> การลงพื้นที่ร่วมกับชุมชนเพื่อจัดการพื้นที่เสี่ยงไฟป่า ทั้งการกำจัดวัชพืช และการสร้างแนวกันไฟ</p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจนักสืบคาร์บอนในดิน</strong> การสำรวจผลกระทบทรัพยากรและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเกษตร ร่วมกับการแลกเปลี่ยนความรู้กับชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่อง &#8216;รอยเท้าคาร์บอน&#8217; (Carbon Footprint) และวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตโลกเดือด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38217 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_022.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>กลุ่มธุรกิจ TCP ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ ลดคาร์บอนด้วย Nature-based </strong></p>
<p><strong>คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า กิจกรรม TCP Spirit ‘อาสา อา Guard’ ครั้งนี้ ไม่ใช่​เพียงค่ายเรียนรู้ธรรมชาติ แต่เป็​นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจสิ่งแวดล้อม เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการลงมือคิด ลงมือทำจริง และส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมดูแลโลกไปด้วยกัน เพราะเชื่อว่า <strong>‘พลังของคนรุ่นใหม่’</strong> คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สังคมเติบโตอย่างสมดุล และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคนได้จริง สอดคล้องเป้าหมายของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2จถจ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38218 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/คุณสราวุฒิ-อยู่วิทยา_002.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;การบริหารจัดการป่าชุมชน ทำให้​ได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต เป็นหนึ่งในโซลูชั่นลดก๊าซเรือนกระจก​ของกลุ่ม TCP ในฟากของการชดเชย (Offset) ปริมาณคาร์บอน​​ ควบคู่ไปกับการลดปริมาณคาร์บอนจากการดำเนินธุรกิจ (Carbon Reduction) ซึ่ง TCP จะขับเคลื่อนทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี การยกระดับประสิทธิภาพในการผลิต การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมทั้งการขับเคลื่อนผ่าน Nature-based Solutions ด้วยการส่งเสริมการดูแลป่าชุมชนจำนวน 6,000 ไร่ ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายใต้งบประมาณเบื้องต้นในช่วง 3 ปีแรก จำนวน 17 ล้านบาท ​ซึ่งนอกจากจะได้รับคาร์บอนเครดิตจากโครงการแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกในการช่วยกระจายรายได้ให้แก่ชุมชน พร้อมทั้งการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ชุมชนในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38219 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_031.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>คุณสุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม</strong> ผู้อำนวยการฝ่าย Nature-based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ​โครงการป่าชุมชนของแม่ฟ้าหลวงฯ จะเปิดโอกาสให้ชุมชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลบริหารจัดการป่าชมุชน ผ่านการจัดต้ัง 2 กองทุนหลักในชุมชน ​ทั้งเพื่อการดูแลรักษาป่าชุนชน และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพของคนในชุมชน โดยจะพิจารณาจากแผนของทั้งสองกองทุนเพื่อพิจารณาอนุมัติงบให้ทางชุมชนนำไปบริหารจัดการ จึงทำให้ทิศทางในการขับเคลื่อนจะมีความสอดคล้องกับบริบทและความต้องการที่เกิดจากคนในชุมชนอย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38220 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/คุณสุดารัตน์-โรจน์พงศ์เกษม-_002.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;โครงการนี้จึงถือว่าเป็น Win Win WIn Solutions ทั้งภาคเอกชนที่ได้คาร์บอนเครดิตเพื่อนำไปชดเชยในธุรกิจ ภาคชุมชนที่ได้รับทุนในการสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่และความเป็นอยู่ รวมทั้งยังช่วยลดงบประมาณภาครัฐในการพัฒนาท้องถิ่น โดย​ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการเบื้องต้นได้กำหนดไว้อย่างน้อย 0.3 ตันต่อไร่ แต่หากสามารถบริหารจัดการป่าชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจสามารถส่งมอบให้ทางภาคเอกชนได้มากกว่าที่กำหนดไว้ ขณะที่การส่งเสริมอาชีพในชุมชน จะสอดคล้องไปกับทักษะ หรือทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ เพื่อสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดประโยขน์ได้สูงสุด&#8221;​</em></p>
<p>ทั้งนี้ <em><strong>กลุ่มธุรกิจ TCP ได้ขยับเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ​ได้เร็วขึ้น ภายในปี 2050​ จากเดิมตั้งเป้าหมายไว้ที่การเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) พร้อม​ตั้งเป้า​ลดก๊าซเรือนกระจกทั้ง 3 สโคป ให้ได้ 26% ภายในปี 2030</strong> </em>จากปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ในปีฐาน​ 2022 โดยการลดในสโคป 1 และ 2 ผ่านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทั้งการใช้รถขนส่ง HEV/EV 26% ,เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน (Renewable) 68%, เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน 30% พร้อมพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย โดย​จะทยอยเพิ่มสัดส่วนรถ EV และไฮโดรเจน รวมทั้งการใช้พลังงานหมุนเวียนในธุรกิจให้ได้ทั้ง 100% ภายในปี 2050</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38221 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_012.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ส่วนการลดในสโคป 3 ​จะเน้น​การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ทั้งการพัฒนาให้สามารถรีไซเคิลได้ทั้ง 100% การลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลาสติก PCR  รวมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของพันธมิตร โดยเฉพาะในพันธมิตรรายหลัก​ราว 50% ภายในปี 2033 และสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านได้ทั้งหมด เพื่อช่วยให้พันธมิตรบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือบรรลุ Net Zero ร่วมกันได้ภายในปี 2050</p>
<p><em>&#8220;<strong>คาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนจะเป็นหนึ่งกลไกในการช่วยชดเชยได้ราว 10%  ขณะที่ทางกลุ่ม TCP ยังมองหาการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องเพื่อสามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต รวมทั้งการส่งเสริมความยั่งยืนในมิติอื่นๆ เพิ่มเติม</strong> ทั้งการดูแลรักษาแหล่งน้ำ และการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาสภาพอากาศ และขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ รวมทั้งการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจเพื่อสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายเพื่อสานต่อ​แนวคิด <strong>&#8216;การเติบโตอย่างยั่งยืน&#8217; </strong>ผ่าน​พลังของคนรุ่นใหม่ จากการเรียนรู้และลงมือทำ เพื่อสร้างให้เกิดเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ​โดยมี<strong>พลังของอาสา ​TCP Spirit​ เป็นหนึ่งการตอกย้ำเป้าหมายของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการ &#8216;ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า&#8217; ให้เกิดขึ้นจริง ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม</strong>&#8220;</em> คุณสราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38222 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_001.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/tcp-spirit-arsar-ar-guard/">TCP Spirit เปิดห้องเรียนธรรมชาติ &#8216;อาสา อา Guard&#8217; พาเยาวชนเรียนรู้​ &#8216;คาร์บอนเครดิตในป่าชุมชน&#8217; กลไกช่วยดูดซับ​คาร์บอน พร้อมเติมความหลากหลายให้ธรรมชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Nature-based Solutions ดันแผนดูแลป่าชุมชน 1 ล้านไร่ พร้อมปรับโครงสร้าง เพิ่มโมเดล ดึง &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการมากขึ้น เพิ่มโอกาสภาคชุมชนได้ประโยชน์ Climate Finance ​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/mae-fah-luang-expands-naturebased-solutions-model/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 09 Nov 2025 11:54:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Green Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[T‑VER]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[คนกับป่า]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า ปลูกคน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตร์พระราชา]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37857</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากความสำเร็จในการขับเคลื่อนและพัฒนา &#8216;ดอยตุงโมเดล&#8217; ตามแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อดูแลได้ครบทุกติติทั้งป่าไม้ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา และเศรษฐกิจชุมชนของผู้คนและชุมชนในพื้นที่ ตามแนวทาง &#8216;ศาสตร์พระราชา&#8217; ​ ประกอบกับบริบทโลกปัจจุบันที่มีความตระหนักถึงปัญหาสภาพอากาศ (Climate Change) เพิ่มมากขึ้น ทำให้บทบาทของภาคป่าไม้เริ่มมีความสำคัญต่อ​การแผนการขับเคลื่อน Net Zero Pathway ทั้งในระดับประเทศ และภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีแผนในการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านกลไก &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; เพื่อช่วยดูดซับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่งผลให้  มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ​ซึ่งมีองค์ความรู้และเชี่ยวชาญการบริหารจัดการและพัฒนาป่าชุมชน โดยเฉพาะความสำเร็จจากดอยตุงโมเดลที่สามารถผลิตคาร์บอนเครดิตได้ถึงกว่าปีละ  4 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ( CO2e)  มีความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดความสำเร็จไปสู่พื้นที่ป่าชุมชนทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 7 ล้านไร่ทั่วประเทศ  และเป็นโอกาสในการดึงให้  &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการแห่งโอกาสนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของทรัพยากรตัวจริง เป็นผู้​ได้รับประโยชน์จากกลไก Climate Finance และเป็นการสร้างแนวร่วมในการดูแลพื้นที่ป่าทั่วประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ปรับโครงสร้างเพิ่มโอกาส Nature-based Solutions  คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ Head [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/mae-fah-luang-expands-naturebased-solutions-model/">แม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Nature-based Solutions ดันแผนดูแลป่าชุมชน 1 ล้านไร่ พร้อมปรับโครงสร้าง เพิ่มโมเดล ดึง &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการมากขึ้น เพิ่มโอกาสภาคชุมชนได้ประโยชน์ Climate Finance ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากความสำเร็จในการขับเคลื่อนและพัฒนา &#8216;<strong>ดอยตุงโมเดล&#8217;</strong> ตามแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อดูแลได้ครบทุกติติทั้งป่าไม้ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา และเศรษฐกิจชุมชนของผู้คนและชุมชนในพื้นที่ ตามแนวทาง <strong>&#8216;ศาสตร์พระราชา&#8217;</strong> ​</p>
<p><span id="more-37857"></span></p>
<p>ประกอบกับบริบทโลกปัจจุบันที่มีความตระหนักถึงปัญหาสภาพอากาศ (Climate Change) เพิ่มมากขึ้น ทำให้บทบาทของภาคป่าไม้เริ่มมีความสำคัญต่อ​การแผนการขับเคลื่อน Net Zero Pathway ทั้งในระดับประเทศ และภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีแผนในการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านกลไก &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; เพื่อช่วยดูดซับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้</p>
<p>ส่งผลให้  <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ </strong>​ซึ่งมีองค์ความรู้และเชี่ยวชาญการบริหารจัดการและพัฒนาป่าชุมชน โดยเฉพาะความสำเร็จจากดอยตุงโมเดลที่สามารถผลิตคาร์บอนเครดิตได้ถึงกว่าปีละ  4 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ( CO2e)  มีความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดความสำเร็จไปสู่พื้นที่ป่าชุมชนทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 7 ล้านไร่ทั่วประเทศ  และเป็นโอกาสในการดึงให้<strong>  &#8216;คนและป่า&#8217;</strong> เข้ามาอยู่ในสมการแห่งโอกาสนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของทรัพยากรตัวจริง เป็นผู้​ได้รับประโยชน์จากกลไก Climate Finance และเป็นการสร้างแนวร่วมในการดูแลพื้นที่ป่าทั่วประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37860 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ปรับโครงสร้างเพิ่มโอกาส Nature-based Solutions </strong></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> Head of Nature-based Solutions and Special Projects มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อสอดคล้องกับบริบทและความเชี่ยวชาญที่มี โดยจากนี้จะเพิ่มการขับเคลื่อนภารกิ​จที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความยั่งยืน​ ​และเชื่อมโยงกับการดูแลฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เพื่อให้ได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต รวมทั้ง​การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และอีกหนึ่งบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับภาคเอกชนหรือองค์กร (ESG Incubation Partners) ที่ต้องการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน เช่น การให้คำปรึกษาด้านการจัดการน้ำ การจัดการขยะ หรือการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย  Net zero เพื่อสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกไปสู่วงกว้างได้มากยิ่งขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้<strong> จากการปรับโครงสร้างดังกล่าว ​​ทำให้ปัจจุบันมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ​จะมีภารกิจสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนใน 4 มิติ ประกอบด้วย การพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจร (โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ) โครงการธุรกิจเพื่อสังคม (แบรนด์กาแฟดอยตุง) และอีก 2 ภารกิจใหม่คือ งานด้านการฟื้นฟูธรรมชาติ และการเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน</strong> โดยเฉพาะโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน​ ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจด้าน​ Nature-based Solutions ผ่านการทำงานร่วมกับพื้นที่ป่าชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาโมเดล<strong> &#8216;คาร์บอนเครดิตที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลาง</strong>&#8216; เพื่อตอบโจทย์การอนุรักษ์ป่าและดูแลความเป็นอยู่ของคนไปพร้อมกัน ​ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้มาตรฐาน T‑VER ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งปัจจุบันประสบความสำเร็จสามารถดึงภาคเอกชนมาร่วมโครงการ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณสะสมได้แล้วกว่า 500 ล้านบาท รวมทั้งสามารถส่งมอบคาร์บอนเครดิต​ให้แก่ภาคเอกชนในเฟสแรก​ได้แล้วกว่า 43,123 ตัน CO2e จากชุมชนที่เข้าร่วม 12 ชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37862 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ในอนาคตงานด้าน Nature-based Solutions และการเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งช่วยสร้างรายได้ให้มูลนิธิฯ ได้ใกล้เคียงกับโมเดลเดิมที่เคยขับเคลื่อนอยู่ จากปัจจุบันรายได้หลักมาจากแบรนด์กาแฟดอยตุงราว 50% โครงการพัฒนาพื้นที่ดอยตุง 25%  การสร้างคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน 20% และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน 5% ซึ่งในอนาคตรายได้ของทั้งธุรกิจกาแฟ การพัฒนาพื้นที่ดอยตุง และคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 30% และรายได้จากธุรกิจที่ปรึกษาที่ราว 10%&#8221;</em></p>
<p>สำหรับการขยายโมเดลการพัฒนาฯ มาจากการความต้องการต่อยอดความสำเร็จจาก​โครงการ  &#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217; ณ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาโลก นำมาสู่การขยายผลเพื่อดูแลพื้นที่ป่าชุมชนทั่วประเทศ  ​ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนแล้วกว่า 287,000 ไร่ ​จากการดูแลของชุมชน​กว่า 300 ชุมชน ใน 12 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ทั้ง​​ภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ ครอบคลุมประชาชนภายในพื้นที่รวมกว่า 150,000 คน​ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจมากกว่า 30 องค์กร ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้า​​​เพิ่มเติมพื้นที่ป่าชุมชนเข้าร่วมโครงการ 33,000 ไร่ และขยายเพิ่ม 150,000 ไร่  ในปี 2569 โดยตั้งเป้าขยายพื้นที่ให้ถึง  1 ล้านไร่ ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์จากป่าชุมชนได้กว่า 5-7 แสนคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37868 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_20.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งอีกหนึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จนอกจากจำนวนพื้นที่ป่าชุมชนที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ทั้งป่าบก และป่าชายเลน ยังมีตัวชี้วัดสำคัญอย่าง การลดลงของปริมาณพื้นที่​เสียหายจากไฟป่า โดยตัวเลขจากโครงการระยะที่ 1–2 ลดจากค่าเฉลี่ย 12% เหลือ 4% (พ.ศ. 2567) ส่วนระยะที่ 3 ลดจาก 8% เหลือ 3% สะท้อนประสิทธิภาพการดูแลป่าอย่างต่อเนื่องทั้งฤดูไฟและนอกฤดูไฟ</p>
<p><em>&#8220;การสร้างคาร์บอนเครดิตจากการพัฒนาป่าชุมชน จะช่วยเพิ่มแนวร่วมการดูแลและปกป้องป่าจากผู้คนในพื้นที่ ให้เห็นประโยชน์จากป่า และมีรายได้จากป่า เพื่อลดการสูญเสียพื้นที่ป่าในภาพรวม ​รวมทั้งเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอน (Carbon Sink) เพื่อบรรลุ Net Zero ได้ตามนโยบายประเทศ นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์นอกเหนือจากแค่การได้คาร์บอนเครดิต แต่ยังเป็นการรักษาแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร ให้ผู้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากป่า พร้อมทั้งช่วยสร้าง​ความหลากหลายทางธรรมชาติ (Biodiveesity) ซึ่งในอนาคต จะเป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดด้านความยั่งยืนที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และอาจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ เพิ่มเติม อาทิ Biodiversity Credit หรือ Nature Credit ​ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคชุมชนจากกลไกทางการเงินยั่งยืน หรือ Climate Finance ​ขณะเดียวกันยังช่วย​รักษาพื้นที่ป่าของประเทศ ไม้ให้ลดจำนวนลงจากการบุกรุกหรือถูกทำลายในอนาคต&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37869 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8216;บ้านหัวทุ่ง&#8217; โมเดลต้นแบบ &#8216;คาร์บอนเครดิตจากป่าสงวนชีวมณฑล&#8217;</strong></p>
<p>ความสำเร็จของโครงการ &#8216;<strong>คาร์บอนเครดิตป่าชุมชน&#8217;</strong>  มาจากความสามารถในการดึงชุมชนมาเข้าร่วมขับเคลื่อน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะชุมชนถือเป็นเ​จ้าของ​พื้นที่และอยู่ใกล้ชิดป่าที่สุด รวมทั้งการพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ป่าชุมชนเพื่อเข้าไปดูแลฟื้นฟู</p>
<p>โดยได้​สนับสนุนงบประมาณจากภาคีและผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อขับเคลื่อน​การดำเนินงานของแต่ละหมู่บ้าน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุน ตามวัตุประสงค์ในการนำเงินไปใช้ ได้แก่ <strong>1. กองทุนดูแลป่า</strong>เพื่อใช้ในกิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า และป้องกันและบรรเทาไฟป่าเช่น ทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน สร้างฝายชะลอน้ำ ปลูก‑ฟื้นฟูป่า  และ<strong> 2. กองทุนพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</strong> เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทั้งการพัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต หรือการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตภายในชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37861 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_9.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ซึ่ง​​มูลนิธิฯ ได้นำจ่าย​สำหรับ 2 กองทุนหมุนเวียนแล้วกว่า 157 ล้านบาท พร้อม​​ติดตามการดำเนินงานเพื่อความโปร่งใส  รวมทั้งมีการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยทาง​มูลนิธิฯ ทำหน้าที่พี่เลี้ยงด้านมาตรฐาน การติดตาม‑ตรวจวัด (Measurement, Reporting and Verification: MRV) และธรรมาภิบาล ทำให้การดูแลป่ากลายเป็นอาชีพสุจริตที่ยกคุณภาพชีวิตคนและต่ออายุป่า</p>
<p><strong>&#8216;ชุมชนบ้านหัวทุ่ง&#8217;</strong> อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่  เป็นหนึ่งพื้นที่ตัวอย่างสะท้อนความสำเร็จ​ของการ​พัฒนาการพัฒนาอย่างยั่งยืน ​ในฐานะชุมชนต้นแบบในพื้นที่สงวนชีวมณฑลดอยเชียงดาว และแหล่งกำเนิด <strong>&#8216;น้ำออกฮู&#8217;</strong> สายน้ำย่อยของแม่น้ำปิง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37870 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ชุมชนแห่งนี้เข้าร่วมโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตั้งแต่ปี 2565 โดยดูแลป่าชุมชน 883.93 ไร่ จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้การนำของ<strong> &#8216;แม่หลวงศิริวรรณ ศรีเงิน&#8217;</strong> ผู้นำชุมชนสตรีที่รวบรวมพลังคนทุกวัย สร้างโครงสร้างบทบาทและธรรมาภิบาลที่ชัดเจนในชุมชน ทั้งการตั้งกติกาการใช้ประโยชน์ป่า จัดเวรยามลาดตระเวน ทำแนวกันไฟ และเก็บข้อมูลแปลงตัวอย่างร่วมกับทีมเทคนิค ทำให้ป่าฟื้นตัวต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงไฟป่าอย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับความมั่นคงของระบบนิเวศต้นน้ำ ซึ่งคนทั้งลุ่มน้ำปิงได้รับประโยชน์ร่วมกัน</p>
<p>จุดเด่นของบ้านหัวทุ่งคือ รายได้ไม่ได้มาจากการบุกรุกป่า แต่มาจากการดูแลป่า และการต่อยอดภูมิปัญญา และนำเงินสนับสนุนจากกองทุนมาต่อยอดการจ้างงานดูแลป่า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรอย่างน่าทึ่ง อาทิ การนำเศษไม้ไผ่เหลือใช้จากงานจักสาน มาเผาเป็นถ่าน และพัฒนาต่อเป็นก้อนดับกลิ่น ที่ดันทรงรองเท้า สบู่ และยาสีฟัน สร้างรายได้เสริมแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสในชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37865 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_16.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลไปสู่หมู่บ้านข้างเคียงอีก 5 หมู่บ้าน โดยการถ่ายทอดทักษะอาชีพหลากหลาย ทั้งการเพาะเห็ด เลี้ยงผึ้ง อาหารพื้นถิ่น และงานจักสาน ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นเส้นทางอาชีพในบ้านเกิดโดยไม่ต้องเบียดเบียนป่า และเกิดความภาคภูมิใจร่วมกันในฐานะ <strong>&#8216;ผู้พิทักษ์ต้นน้ำ&#8217;  </strong></p>
<p><strong>ในมุมสิ่งแวดล้อม</strong> : ผลลัพธ์ของบ้านหัวทุ่งและเครือข่ายชี้ชัดว่าการป้องกันเชิงรุกทำให้ไฟป่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงลดความเสี่ยง PM2.5 จากไฟป่าและการสูญเสียคาร์บอนกักเก็บ ป่าที่ฟื้นตัวช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและบริการระบบนิเวศสำคัญ เช่น การซึมซับน้ำฝน การลดการพังทลายของดิน และการรักษาต้นทุนคุณภาพน้ำของประเทศ เมื่อป่าต้นน้ำแข็งแรง เศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่พึ่งพาน้ำก็มั่นคงขึ้น ทั้งต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และเมืองปลายน้ำที่ต้องการน้ำประปาคุณภาพ ซึ่งคือประโยชน์สาธารณะของคนทั้งประเทศไม่ใช่เฉพาะผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37867 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/C-Forest2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ในมุมเศรษฐกิจของชุมชน : </strong>คาร์บอนเครดิตเป็นแรงจูงใจที่ยุติธรรม  มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือชดเชยคาร์บอนของธุรกิจ เพราะหลังจาก​​ 3 ปีแรก ที่เข้าไปดูแลฟื้นฟูป่า จะสามารถ​ทำการตรวจวัด ประเมิน ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่สร้างได้ ภายใต้การประเมินและทวนสอบภายใต้มาตรฐาน T‑VER ซึ่งปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองจะคำนวณเป็นรายได้ของชุมชน ​ในอัตราตันละ 300 บาทต่อไร่  รวมทั้งในระหว่างการดูแลรักษาป่าช่วง 1-3 ปีแรกก็จะมีการจ่ายค่าดูแลรักษาป่าในอัตรา 300 บาทต่อปีต่อไร่ โดยสมทบเข้ากองทุนดูแลป่าของหมู่บ้าน</p>
<p>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนแสดงให้เห็นภาพใหญ่ที่สังคมไทยกำลังมองหารูปธรรมของคาร์บอนเครดิตที่ยึดโยงกับชีวิตคนในชุมชน ปกป้องต้นน้ำ สร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งมอบอากาศและน้ำที่ดีให้คนทั้งประเทศ &#8216;บ้านหัวทุ่ง&#8217; จึงมิใช่เพียงตัวอย่างความสำเร็จของป่าชุมชนเชียงดาว หากเป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อกติกาและแรงจูงใจถูกออกแบบให้เป็นธรรม คาร์บอนเครดิตก็จะกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างป่าที่สมบูรณ์ สังคมที่เท่าเทียม และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จนก่อให้เกิด Total Well-being ได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37866 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/C-Forest1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/mae-fah-luang-expands-naturebased-solutions-model/">แม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Nature-based Solutions ดันแผนดูแลป่าชุมชน 1 ล้านไร่ พร้อมปรับโครงสร้าง เพิ่มโมเดล ดึง &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการมากขึ้น เพิ่มโอกาสภาคชุมชนได้ประโยชน์ Climate Finance ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แม่ฟ้าหลวงฯ ปลื้มคาร์บอนเครดิต โครงการป่าชุมชนเฟสแรกทะลุเป้า 4 เท่า ได้รับรองแล้วกว่า 4.3 หมื่นตัน CO2e จาก 12 ชุมชน พร้อมส่งมอบภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/mflf-certify-carbon-credit-from-community-forests-project/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Sep 2025 10:53:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[biodiversity credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Fonudation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF Sustainability Forum]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF Sustainability Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[nature credit]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36656</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากริเริ่ม​ขับเคลื่อน &#8216;โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&#8216; หรือการสร้างคาร์บอนเครดิตจาก &#8216;ป่าชุมชน&#8216; มาตั้งแต่ ปี 2564  วันนี้ &#8216;มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมรราชูปถัมภ์&#8217; สามารถส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินงานในเฟสแรก ​​ให้ภาคีภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนได้เรียบร้อยแล้ว สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ป่าชุมชน ได้ต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์มาจากการทำงานในโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเฉพาะแนวคิดหลักของ​การพัฒนาตามตำราแม่ฟ้าหลวง คือ &#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217;  เพื่อ​สร้าง​ประโยชน์ต่อทุกฝ่ายทั้งการดูแลธรรมชาติ การส่งเสริมรายได้ให้คนในชุมชน รวมทั้งภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนโครงการ ซึ่งตลอดการขับเคลื่อนที่ผ่านมานี้ ​โครงการสามารถเข้าไปฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าชุมชนได้แล้วกว่า 2.5 แสนไร่ ​​​ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ  เปิดเผยในเวที MFLF Sustainability Forum 2025 โดยกล่าวว่า &#8216;โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217; ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตในเฟสแรกจาก 12 ชุมชน รวมทั้งสิ้น 43,123 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือเทียบได้กับจำนวนตึกสูง 11 ชั้น ที่ปลูกเต็มพื้นที่ของสวนเบญจกิตติ และมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ถึง 4 เท่า พร้อม​นำส่งมอบให้ภาคเอกชนที่สนับสนุนโครงการในเฟสแรกแล้ว ซึ่งถือเป็นการส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ที่มีจำนวนสูงสุดของประเทศ  สำหรับองค์กรที่ได้รับมอบคาร์บอนเครดิตในเฟสแรกนี้ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/mflf-certify-carbon-credit-from-community-forests-project/">แม่ฟ้าหลวงฯ ปลื้มคาร์บอนเครดิต โครงการป่าชุมชนเฟสแรกทะลุเป้า 4 เท่า ได้รับรองแล้วกว่า 4.3 หมื่นตัน CO2e จาก 12 ชุมชน พร้อมส่งมอบภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากริเริ่ม​ขับเคลื่อน <strong>&#8216;โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong>&#8216; หรือการสร้างคาร์บอนเครดิตจาก <strong>&#8216;ป่าชุมชน</strong>&#8216; มาตั้งแต่ ปี 2564  วันนี้<strong> &#8216;มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมรราชูปถัมภ์&#8217;</strong> สามารถส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินงานในเฟสแรก ​​ให้ภาคีภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนได้เรียบร้อยแล้ว</p>
<p><span id="more-36656"></span></p>
<p>สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ป่าชุมชน ได้ต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์มาจากการทำงานในโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเฉพาะแนวคิดหลักของ​การพัฒนาตามตำราแม่ฟ้าหลวง คือ <strong>&#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217; </strong> เพื่อ​สร้าง​ประโยชน์ต่อทุกฝ่ายทั้งการดูแลธรรมชาติ การส่งเสริมรายได้ให้คนในชุมชน รวมทั้งภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนโครงการ ซึ่งตลอดการขับเคลื่อนที่ผ่านมานี้ ​โครงการสามารถเข้าไปฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าชุมชนได้แล้วกว่า 2.5 แสนไร่ ​​​</p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา</strong><strong> </strong><strong>ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ  เปิดเผยในเวที <strong>MFLF Sustainability Forum 2025 </strong>โดยกล่าวว่า <strong>&#8216;โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217;</strong><strong> ไ</strong><strong>ด้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตในเฟสแรกจาก 12 ชุมชน รวมทั้งสิ้น 43,123 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือเทียบได้กับจำนวนตึกสูง 11 ชั้น ที่ปลูกเต็มพื้นที่ของสวนเบญจกิตติ และมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ถึง 4 เท่า พร้อม​นำส่งมอบให้ภาคเอกชนที่สนับสนุนโครงการในเฟสแรกแล้ว ซึ่งถือเป็นการส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ที่มีจำนวนสูงสุดของประเทศ </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36658 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Carbon-Credit-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับองค์กรที่ได้รับมอบคาร์บอนเครดิตในเฟสแรกนี้ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ประกอบด้วย ​ 1.บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) 2. สำ​นักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 3.  ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4.  บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) 6. บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และ  7. PwC ประเทศไทย</p>
<p>ความสำเร็จดังกล่าว มาจากการทำงานอย่างหนักและความร่วมมือของชุมชนในพื้นที่ เพื่อมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่า ​ทำให้สามารถดูแลป่าได้อย่างมีคุณภาพและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างคาร์บอนเครดิตได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการบริหารจัดการเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการสามารถสร้างประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้อย่างเท่าเทียมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน รวมทั้งการคัดเลือกชุมชนและพื้นที่ป่าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำงานร่วมกับชุมชนที่เข้มแข็งและมีศักยภาพ ผ่านการเลือกชุมชนที่มีความเสี่ยงต่ำ และพื้นที่ป่าที่มีศักยภาพในการเติบโตได้สูงที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36646 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/14.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับภาพรวมการดำเนินงานในปีนี้  มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ​ปิดโครงการด้วยพื้นที่ 33,000 ไร่ ​จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้หลายบริษัทลดปริมาณการสนับสนุนการดูแลพื้นที่ป่าลง แต่ในอนาคตคาดว่าจะมีความต้องการโครงการลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าปีหน้า​จะสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าผ่านโครงการได้ 120,000 ไร่ ขณะที่คาร์บอนเครดิตที่สร้างได้จะอยู่ที่ราว 0.5 ตัน CO2e ต่อไร่ ซึ่งได้การันตีขึ้นต่ำที่ 0.3 ตัน CO2e ต่อไร่ต่อปี แต่หากดูแลป่าได้ดีทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับได้ดีขึ้น ซึ่งปีที่ผ่านมา ตัวเลขจริงอยู่ที่ 1,8 ตัน CO2e ต่อไร่ต่อปี ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ไว้ถึง 4 เท่า ขณะที่การสนับสนุนของภาคเอกชน งบประมาณหลักราว 55% จะถูกส่งตรงไปให้กับชุมชน​ ส่วนที่เหลือจะ​เป็นงบประมาณสำหรับการขึ้นทะเบียนและบริหารจัดการ​</p>
<p><em>&#8220;แม้โครงการจะสามารถส่งมอบคาร์บอนเครดิตได้ตามเป้าหมาย แต่เพื่อให้โครงการสามารถสร้างการพัฒนา​ที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องมองการขับเคลื่อนที่มากกว่าแค่การสร้างคาร์บอนเครดิต แต่เป็นการฟื้นฟูธรรมชาติและดูแลความหลากลายทางชีวภาพได้แบบองค์รวม หรือมองข้ามจากแค่เรื่อง Carbon Credit ไปสู่ Biodiversity Credit หรือ Nature Credit ด้วย  เพราะเรื่องคาร์บอนเครดิต​เป็นหน่วยวัดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ธรรมชาติ หรือ Biodiversity ทั้งสัตว์ แมลง หรือพันธุ์พืชต่างๆ จะสามารถสร้างผลกระทบไปสู่อนาคตได้ด้วย&#8221;​</em></p>
<p>​ทั้งนี้ การพัฒนาโมเดลเพื่อความยั่งยืน ในโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติต่างๆ จำเป็นต้องมองให้กว้างและครอบคลุมโดยเฉพาะการคำนวณต้นทุนในการดำเนินการ ที่มีมากกว่าแค่ต้นทุนในการปลูกหรือดูแลป่า แต่ต้องมองรวมไปถึงต้นทุนที่จะทำให้คนที่อาศับอยู่ในพื้นที่ป่า สามารถอยู่รอดได้ด้วย ซึ่งพบว่า พื้นที่ป่าประเทศไทยในทุกๆ 1.5 ไร่ จะมี​ประชากร 1 คน ที่อาศัยอยู่ หรือใช้ชีวิตโดยพึ่งพาพื้นที่ป่า ดังนั้น การจะพัฒนาโมเดลในการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืน จำเป็นต้องคำนวณปัจจัยเหล่านี้ลงไปในสมการด้วย</p>
<p><strong>เสนอ 7 ทางออก ประเทศไทย</strong></p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา</strong> ยังได้สรุป 7 ประเด็น เพื่อการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับเป็นทางออกให้ประเทศไทย ประกอบด้วย</p>
<p>1.  วิธีคิดในการทำธุรกิจแบบเดิมๆ เหมือนที่ผ่านมา BAU (Business As Usual) ไม่เพียงพออีกต่อไป ​ต้องลงลึกในการทำงานที่มากกว่าเดิม และไม่มองเพียงแค่มิติของสิ่งแวดล้อม แต่ต้องมองให้ครอบคลุมถึงความผาสุกโดยรวม หรือ Total Well Being  ซึ่งรวมถึงธรรมชาติอยู่ในสมการนี้ด้วย</p>
<p>2. เตรียมความพร้อมสำหรับการคว้าโอกาสจากปัญหาและความท้าทายรอบด้านต่างๆ และลุกขึ้นมาลงทุนด้าน Nature Credit เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตได้มากขึ้น จากปัจจุบันที่ซัพพลาย หรือกลไกต่างๆ ยังไม่สามารถรองรับการเติบโตของดีมานด์ได้อย่างเพียงพอ</p>
<p>3. โฟกัสในผลลัพธ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เช่นเดียวกับโครงการป่าชุมชนที่ประสบความสำเร็จในเฟสแรกแล้ว ขณะที่เฟสต่อๆ ไป จะเริ่มจับต้องได้มากขึ้นในปีต่อไป และเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น</p>
<p>4. ปรับโฟกัสในการวางเป้าหมายระยะยาวใหม่ โดยต้องมองแบบข้ามรุ่น ข้ามเจนเนอเรชั่น มากกว่าแค่การวางแผนแบบ 10 -15 ปี แบบที่ผ่านมา เพราะปัญหาทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ผลกระทบไม่ได้เกิดในรุ่นเรา แต่เป็นรุ่นต่อจากเรา ในอีก 30-50 ปี จึงต้องมีแผนรองรับที่ครอบคลุม โดยเฉพาะการปรับสมดุล 3P ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันความเสี่ยงแบบ Slow on Set หรือผลกระทบที่ค่อยๆ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่น ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ อุณหภูมิที่สูงขึ้น และกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน หรือสุขภาพ เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36659 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>5. การกำหนดกฏเกณฑ์ กติกาใหม่ ที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม และพิจารณาถึงผลกระทบในการกำหนดใช้กฏเกณฑ์ต่างๆ อย่างรอบคอบ และถี่ถ้วน เช่น การไปกระทบต่อสิทธิ์ในพื้นที่ทำกินของประชาชน รวมทั้งป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจไปครอบงำการพัฒนาและผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นของชุมชน</p>
<p>6. การเพิ่มศักยภาพในภาคการเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตได้สูง และสามารถเข้าไปบริหารจัดการได้ตลอดทั้ง Supply Chain หากสามารถปลดล็อกเพื่อเพิ่มศักยภาพทั้งเรื่องต้นทุน การใช้ทรัพยากรดิน น้ำ และมีการวิจัยอย่างจริงจัง เพื่อผลิตและแปรรูปสินค้าให้ตรงกับความต้องการของโลก เชื่อว่าจะเป็นโอกาสเติบโตของประเทศ รวมทั้งสามารถกระจายรายได้ลงมาสู่ชุมชนที่เป็นต้นน้ำได้ด้วย</p>
<p>7. การทบทวนกฏเกณฑ์ บทบาท ความร่วมมือ และหาโมเดลและโซลูชั่นในการขับเคลื่อนใหม่ๆ เพราะไม่สามารถใช้วิธีเดิมๆ ในการแก้ปัญหาได้ โดยส่ิงที่ทุกคนต้องคำนึงถึงคือ Cost of Action และ Cost of Inaction หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อการเลือกที่จะทำ หรือเลือกที่จะไม่ทำสิ่งใดๆ ซึ่งต้องประเมินถึง​อิมแพ็คหรือผลกระทบที่จะตามมาอย่างรอบด้าน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/mflf-certify-carbon-credit-from-community-forests-project/">แม่ฟ้าหลวงฯ ปลื้มคาร์บอนเครดิต โครงการป่าชุมชนเฟสแรกทะลุเป้า 4 เท่า ได้รับรองแล้วกว่า 4.3 หมื่นตัน CO2e จาก 12 ชุมชน พร้อมส่งมอบภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยพาณิชย์รับคาร์บอนเครดิต 2,000 ตันคาร์บอนจากแม่ฟ้าหลวงฯ ชูแนวคิด อยู่ อย่าง ยั่งยืน หนุนชุมชนดูแลป่า ลดโลกร้อน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/scb-recieves-carbon-credit-from-mflf/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Sep 2025 04:21:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Fonudation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF Sustainability Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[SCB]]></category>
		<category><![CDATA[Siam Commercial Bank]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ยรรยง  ไทยเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36617</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคารไทยพาณิชย์ โดย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ Chief Economist and Sustainability Officer รับมอบใบรับรองคาร์บอนเครดิต จำนวน 2,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ จาก โครงการ “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ: การจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” กับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นโครงการที่ธนาคารได้เข้าร่วมตั้งแต่ปี 2563 เพื่อวางระบบการวัดประเมินและจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชน และสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนให้ชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน คาร์บอนเครดิตจำนวน 2,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นปริมาณที่คำนวณจากการสนับสนุนพื้นที่ป่าชุมชนเป้าหมาย ระหว่างปี 2563-2567 ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านป่าซางดอยแก้ว จ.เชียงราย และป่าชุมชนบ้านห้วยหมากเอียกเหนือ จ.เชียงราย รวมพื้นที่ป่าทั้งสิ้นกว่า 1,390 ไร่ ซึ่งธนาคารได้นำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับมาใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของธนาคาร ภายใต้แนวทาง กิจกรรมที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Event) ซึ่งมีส่วนช่วยในการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทั้งยังได้สร้างชุมชนเข็มแข็ง สร้างแหล่งสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ การได้รับใบรับรองคาร์บอนเครดิตจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ในครั้งนี้ ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารไทยพาณิชย์ที่จะเป็นผู้นำในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ภายใต้แนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/scb-recieves-carbon-credit-from-mflf/">ไทยพาณิชย์รับคาร์บอนเครดิต 2,000 ตันคาร์บอนจากแม่ฟ้าหลวงฯ ชูแนวคิด อยู่ อย่าง ยั่งยืน หนุนชุมชนดูแลป่า ลดโลกร้อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคารไทยพาณิชย์ โดย <strong>ดร.ยรรยง ไทยเจริญ </strong><strong>Chief Economist and Sustainability Officer</strong> รับมอบใบรับรองคาร์บอนเครดิต จำนวน 2,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ จาก<strong> โครงการ </strong><strong>“</strong><strong>คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ</strong><strong>:</strong><strong> การจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong><strong>”</strong> กับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์</p>
<p><span id="more-36617"></span></p>
<p>ซึ่งเป็นโครงการที่ธนาคารได้เข้าร่วมตั้งแต่ปี 2563 เพื่อวางระบบการวัดประเมินและจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชน และสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนให้ชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน คาร์บอนเครดิตจำนวน 2,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นปริมาณที่คำนวณจากการสนับสนุนพื้นที่ป่าชุมชนเป้าหมาย ระหว่างปี 2563-2567 ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านป่าซางดอยแก้ว จ.เชียงราย และป่าชุมชนบ้านห้วยหมากเอียกเหนือ จ.เชียงราย รวมพื้นที่ป่าทั้งสิ้นกว่า 1,390 ไร่ ซึ่งธนาคารได้นำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับมาใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของธนาคาร ภายใต้แนวทาง กิจกรรมที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Event) ซึ่งมีส่วนช่วยในการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทั้งยังได้สร้างชุมชนเข็มแข็ง สร้างแหล่งสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่</p>
<p>การได้รับใบรับรองคาร์บอนเครดิตจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ในครั้งนี้ ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารไทยพาณิชย์ที่จะเป็นผู้นำในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ภายใต้แนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” ซึ่งธนาคารเชื่อมั่นว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกคน ที่ต้องร่วมกันตั้งเป้าหมาย สร้างแรงกระเพื่อม ประสานความร่วมมือ เพื่อสร้างอนาคตให้เราทุกคนได้อยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36619 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCB-MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ คาร์บอนเครดิตจำนวน 2,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่ากับกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับที่สามารถประเมินได้ ดังนี้</p>
<ul>
<li>การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์โดยต้นไม้กว่า 210,500 ต้นต่อปี (คำนวณตามอัตราการเก็บกักคาร์บอน 9.5 กก./ต้น/ปี ตามมาตรฐาน T-VER ของ TGO)</li>
<li>การปล่อยคาร์บอนจากการจัดงานคอนเสิร์ตหรือเอ็กซิบิชันขนาดใหญ่ 2–3 งาน ที่มีผู้เข้าร่วมหลายหมื่นคนต่อครั้ง</li>
<li>การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลกว่า 400 คันตลอดหนึ่งปี (คำนวณจากการขับขี่เฉลี่ย 15,000 กิโลเมตร/คัน/ปี)</li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/scb-recieves-carbon-credit-from-mflf/">ไทยพาณิชย์รับคาร์บอนเครดิต 2,000 ตันคาร์บอนจากแม่ฟ้าหลวงฯ ชูแนวคิด อยู่ อย่าง ยั่งยืน หนุนชุมชนดูแลป่า ลดโลกร้อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TG เร่งแผน ESG เสิร์ฟ Carbon Neutral Coffee ผ่านร้าน PUFF &#038; PIE ตั้งเป้าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ขับเคลื่อนความยั่งยืนให้องค์กร</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/puff-amd-pie-carbon-neutral-coffee/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Sep 2025 12:07:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[Bakery]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral Coffee]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Local Sourcing]]></category>
		<category><![CDATA[PUFF & PIE]]></category>
		<category><![CDATA[SAF]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[TG]]></category>
		<category><![CDATA[THAI Catering]]></category>
		<category><![CDATA[การบินไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ชาย เอี่ยมศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[พัฟแอนด์พาย]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[วรางคณา ลือโรจน์วงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[เมล็ดกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36425</guid>

					<description><![CDATA[<p>การบินไทย โดยฝ่ายครัวการบิน ผนึกพันธมิตร โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดตัวกาแฟ &#8216;Carbon Neutral Coffee&#8217; สำหรับเสิร์ฟลูกค้าร้านพัฟแอนด์พาย (PUFF &#38; PIE) พร้อมเพิ่มการใช้วัตถุดิบกลุ่ม Local Sourcing เพิ่มเติมในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนให้ธุรกิจสามารถสร้าง Positive Impact ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม  และชุมชนเพิ่มมากขึ้น การขับเคลื่อนครั้งนี้ ช่วยตอกย้ำความมุ่งมั่นการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG ของการบินไทยให้เด่นชัดมากขึ้น ​เริ่มจากกลุ่มธุรกิจการบิน มาสู่หน่วยธุรกิจอื่นภายในองค์กรด้วย ​โดยเฉพาะร้านพัฟแอนด์พาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง Touchpoint ที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ไปสู่แบรนดิ้งของการบินไทยได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ การบินไทย และ​ดอยตุง ได้ร่วมมือกันมาก่อนหน้า ด้วยการเสิร์ฟเมล็ดกาแฟจากดอยตุงให้กับผู้โดยสารการบินไทยบนเครื่องกว่า 20 ล้านคน ทั้งในกลุ่มลูกค้าขั้นประหยัด รวมทั้งกลุ่มลูกค้าธุรกิจและเฟิร์สคลาสด้วย ก่อนจะขยายมายังร้านพัฟแอนด์พายในที่สุด ซึ่งการบินไทยถือเป็นผู้สั่งเมล็ดกาแฟรายหลักของดอยตุง ในปริมาณ 25% หรือราว 1 ใน 4  ของกำลังผลิตทั้งหมดที่ดอยตุงสามารถผลิตได้ในปัจจุบัน คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/puff-amd-pie-carbon-neutral-coffee/">TG เร่งแผน ESG เสิร์ฟ Carbon Neutral Coffee ผ่านร้าน PUFF &#038; PIE ตั้งเป้าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ขับเคลื่อนความยั่งยืนให้องค์กร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การบินไทย</strong> โดยฝ่ายครัวการบิน ผนึกพันธมิตร<strong> โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> เปิดตัวกาแฟ <strong>&#8216;Carbon Neutral Coffee&#8217;</strong> สำหรับเสิร์ฟลูกค้าร้านพัฟแอนด์พาย <strong>(PUFF &amp; PIE</strong>) พร้อมเพิ่มการใช้วัตถุดิบกลุ่ม Local Sourcing เพิ่มเติมในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนให้ธุรกิจสามารถสร้าง Positive Impact ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม  และชุมชนเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><span id="more-36425"></span></p>
<p>การขับเคลื่อนครั้งนี้ ช่วยตอกย้ำความมุ่งมั่นการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG ของการบินไทยให้เด่นชัดมากขึ้น ​เริ่มจากกลุ่มธุรกิจการบิน มาสู่หน่วยธุรกิจอื่นภายในองค์กรด้วย ​โดยเฉพาะร้านพัฟแอนด์พาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง Touchpoint ที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ไปสู่แบรนดิ้งของการบินไทยได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p>ทั้งนี้ การบินไทย และ​ดอยตุง ได้ร่วมมือกันมาก่อนหน้า ด้วยการเสิร์ฟเมล็ดกาแฟจากดอยตุงให้กับผู้โดยสารการบินไทยบนเครื่องกว่า 20 ล้านคน ทั้งในกลุ่มลูกค้าขั้นประหยัด รวมทั้งกลุ่มลูกค้าธุรกิจและเฟิร์สคลาสด้วย ก่อนจะขยายมายังร้านพัฟแอนด์พายในที่สุด ซึ่งการบินไทยถือเป็นผู้สั่งเมล็ดกาแฟรายหลักของดอยตุง ในปริมาณ 25% หรือราว 1 ใน 4  ของกำลังผลิตทั้งหมดที่ดอยตุงสามารถผลิตได้ในปัจจุบัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36457 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/K-Chai-TG.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณชาย เอี่ยมศิริ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย <strong>คุณวรางคณา ลือโรจน์วงศ์</strong> ประธานเจ้าหน้าที่หน่วยธุรกิจการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ <strong>คุณประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ</strong> ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ข้อมูลร่วมกันถึงความร่วมมือในครั้งนี้ ผ่านการแนะนำกาแฟทางเลือกใหม่ ภายใต้แนวคิด <strong>&#8216;From Farm to Cup – ดื่มด่ำกาแฟจากผืนป่าสู่มือคุณ&#8217; </strong>เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ชื่นชอบกาแฟคุณภาพสูง ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม</p>
<p>ท้ังนี้ <em><strong>ผลิตภัณฑ์เมล็ดกาแฟจากดอยตุงที่นำส่งให้ร้านพัฟแอนด์พาย ได้คัดเลือกเมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% จากดอยตุง ​ที่ผลิตในกระบวนการ​ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ​และได้รับรองมาตรฐาน​การปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ (CFP) ​​ทำให้สามารถตรวจวัดและชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างครบถ้วนตลอดห่วงโซ่การผลิต จึงได้รับการรับรองว่าเป็น  Carbon Neutral Coffee  </strong></em></p>
<p>นอกจากเมล็ดกาแฟแล้ว ร้านพัฟแอนด์พายและดอยตุงยังมีแผนขยายความร่วมมือผ่านการรับวัตถุดิบอื่นๆ เข้ามาผลิตสินค้าเบเกอรี่ของพัฟแอนด์พายเพิ่มเติม อาทิ น้ำผึ้ง และแมคคาเดเมีย เพื่อส่งเสริมการใช้ Local Sourcing  ที่ช่วยสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเกษตรกรไทย รวมทั้งส่งเสริม​แบรนด์ไทยให้สามารถเติบโตร่วมกันได้ในระดับสากล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36455 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/TG4.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em>&#8220;พัพฟ์แอนด์พาย ยังมุ่งส่งเสริมความยั่งยืนในมิติอื่นๆ เช่น การใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนกว่า 50% ของบรรจุภัณฑ์ในพัฟแอนด์พายเป็นบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกและสามารถนำไปรีไซเคิลได้ โดยพยายามจะลดการใช้ Single use Plastic ให้น้อยลง ​โดยตั้งเป้าภายในปลายปีหน้าจะใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกได้ทั้ง 100% ​ รวมทั้งการนำส่งน้ำมันพืชใช้แล้วภายในร้านให้กับทาง ปตท. และบางจาก เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF อีกด้วย&#8221;</em> คุณวรางคณา กล่าว</p>
<p>ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ พัฟแอนด์พาย และดอยตุง ได้ร่วมกันเปิดตัวกาแฟ Signature Menu 5 เมนูพิเศษ ที่ผสมผสานวัตถุดิบคุณภาพเข้ากับกาแฟอาราบิก้าอย่างลงตัว เริ่มด้วยเมนู <strong>Coco Coff on Cloud</strong> ซึ่งนำเอสเปรสโซเข้มข้นมาผสานกับความหอมนุ่มของครีมมะพร้าวและฟองนมอัญชันสีฟ้า เสิร์ฟตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป โดยจะมีเมนูใหม่ทยอยเปิดตัวจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36454 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/TG3.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>พร้อมทั้งการเปิดตัวเบเกอรี่คอลเลคชั่น <strong>Siam’s Treasures</strong>​ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากขนมไทยดั้งเดิมมาผสมผสานกับศาสตร์การทำขนมแบบตะวันตก อาทิ Siam Honey Crown ทาร์ตแมคคาเดเมียคาราเมลน้ำผึ้ง, Midnight Mocha Jewel เค้กมอคค่าเข้มข้นเคลือบดาร์กช็อกโกแลต และ Siam’s Molten Heart คุกกี้บราวนี่เนื้อหนึบไส้ช็อกโกแลตกรานาช</p>
<p>การขับเคลื่อนของพัฟแอนด์พายครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการสร้างความแข็งแรงด้านแบรนดิ้งให้พัฟแอนด์พายเป็นได้มากกว่าแค่ร้านเบอเกอรี่ แต่จะเป็นอีกหนึ่งหน่วยธุรกิจ ที่เข้ามามีส่วนในการช่วยขับเคลื่อนเรื่องของความยั่งยืนให้กับการบินไทย เพื่อบรรลุเป้าหมายด้าน ESG ได้อย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ผ่านทั้งจำนวนสาขาที่มีกว่า 40 แห่ง  กระจายอยู่ทั่วประเทศ และฐานลูกค้าสมาชิกที่มีกว่า 2 พันราย โดย​ตั้งเป้า​เติบโตอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นกว่าปีละ  1 พันราย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/puff-amd-pie-carbon-neutral-coffee/">TG เร่งแผน ESG เสิร์ฟ Carbon Neutral Coffee ผ่านร้าน PUFF &#038; PIE ตั้งเป้าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ขับเคลื่อนความยั่งยืนให้องค์กร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บางกอกเคเบิ้ล จับมือ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สนับสนุนการดูแลป้องกันพื้นที่ป่า 6,000 ไร่ เพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอน พร้อมตะลุยติดตั้งโซลาร์เซลล์-พัฒนาศูนย์การเรียนรู้</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/03/bangkok-cable-join-mae-fah-laung-foundation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Mar 2025 05:45:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Cable]]></category>
		<category><![CDATA[BCC]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Offset]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Fonudation]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Science Fair]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสายไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บางกอกเคเบิ้ล]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[พงศภัค นครศรี]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[สายเคเบิล]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32163</guid>

					<description><![CDATA[<p>“บางกอกเคเบิ้ล” จับมือ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง” เข้าร่วมโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สนับสนุนงบประมาณกว่า 17 ล้าน ดูแลพื้นที่ป่า 6,000 ไร่ ป้องกันป่าเสื่อมโทรม-เพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอน หวังลดคาร์บอนมากกว่า 5,400 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมมอบเงินพิเศษเพิ่มอีก 1 ล้าน ตะลุยอีก 4 โครงการย่อย ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงเรียน-จัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์-พัฒนาศูนย์เด็กใฝ่ดี-รับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน ตอกย้ำแนวคิดเซฟคน-เซฟเมือง-เซฟสิ่งแวดล้อม นายพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยร่วมสนับสนุนงบประมาณกว่า 17 ล้านบาท สำหรับการดูแลพื้นที่ป่ากว่า 6,000 ไร่ เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า ลดปัญหาการเกิดไฟป่า และเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas) บรรเทาปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม “เราเป็นองค์กรที่มีความมุ่งมั่นในการเซฟคน เซฟเมือง เซฟสิ่งแวดล้อม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/bangkok-cable-join-mae-fah-laung-foundation/">บางกอกเคเบิ้ล จับมือ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สนับสนุนการดูแลป้องกันพื้นที่ป่า 6,000 ไร่ เพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอน พร้อมตะลุยติดตั้งโซลาร์เซลล์-พัฒนาศูนย์การเรียนรู้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“บางกอกเคเบิ้ล”</strong> จับมือ<strong> “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง” เ</strong>ข้าร่วมโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สนับสนุนงบประมาณกว่า 17 ล้าน ดูแลพื้นที่ป่า 6,000 ไร่ ป้องกันป่าเสื่อมโทรม-เพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอน หวังลดคาร์บอนมากกว่า 5,400 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมมอบเงินพิเศษเพิ่มอีก 1 ล้าน ตะลุยอีก 4 โครงการย่อย ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงเรียน-จัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์-พัฒนาศูนย์เด็กใฝ่ดี-รับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน ตอกย้ำแนวคิดเซฟคน-เซฟเมือง-เซฟสิ่งแวดล้อม</p>
<p><span id="more-32163"></span></p>
<p><strong>นายพงศภัค นครศรี</strong> ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยร่วมสนับสนุนงบประมาณกว่า 17 ล้านบาท สำหรับการดูแลพื้นที่ป่ากว่า 6,000 ไร่ เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า ลดปัญหาการเกิดไฟป่า และเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas) บรรเทาปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32189 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/S__18940184.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“เราเป็นองค์กรที่มีความมุ่งมั่นในการเซฟคน เซฟเมือง เซฟสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ถือเป็นตัวกลางที่ช่วยเชื่อมเราให้เข้าถึงชุมชนที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่า เป็นผู้ดูแลป่า เชื่อมให้เราสามารถร่วมสนับสนุนบุคลากรที่มีส่วนสำคัญตั้งแต่รากฐานในการดูแล ป้องกัน และบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เรามุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้จะช่วยให้ประเทศไทยมีผืนป่าที่ได้รับการดูแลอย่างยั่งยืน มีส่วนร่วมในการบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนต่อไป” นายพงศภัค กล่าว</p>
<p>สำหรับโครงการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และภาคีภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรับมือกับภาวะโลกร้อนหรือโลกรวน รวมทั้งไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือฝุ่น PM 2.5 ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากการเผาไหม้เครื่องจักร โดยเฉพาะเครื่องยนต์ และฝุ่นควันจากไฟป่า ปัจจุบัน มีพื้นที่ป่าภายใต้ความดูแลของโครงการครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด รวม 147,037 ไร่ 120 ชุมชน โดย บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด ถือเป็นสมาชิกรายล่าสุดภายใต้ความร่วมมือนี้ และคาดว่าจะมีส่วนช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้อย 5,400 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในช่วง 3 ปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32188 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/S__18940177.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นายพงศภัค</strong> กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการสนับสนุนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯภายใต้โครงการดังกล่าวแล้ว บริษัทยังได้บริจาคเงินเพิ่มเติมอีก 1 ล้านบาทให้แก่มูลนิธิ เพื่อดำเนินงานในอีก 4 โครงการย่อย ได้แก่ 1.โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับโรงเรียนบ้านขาแหย่งพัฒนา จ.เชียงราย เพื่อช่วยส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานสะอาดในพื้นที่ชนบท 2.โครงการ Science Fair ให้เยาวชนดอยตุงได้เรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้และแรงบันดาลใจในการเติบโตสู่อนาคต 3.โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย สนับสนุน “ศูนย์เด็กใฝ่ดี” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กและเยาวชน และ 4.โครงการสนับสนุนการรับรองปริมาณ Carbon Credit จากป่าชุมชน เพื่อส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</p>
<p>“บางกอกเคเบิ้ล เป็นองค์กรของคนสายวิทย์ พนักงานจำนวนมากของเราเป็นวิศวกร เป็นนักเคมี เป็นช่าง และวันนี้เราไม่ได้ทำแค่สายไฟฟ้า แต่เราพยายามขับเคลื่อนทิศทางองค์กรไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ทั้งโซลาร์เซลล์ EV Charger เราจึงอยากเข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด การพัฒนาเด็กและเยาวชนด้านวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการดูแลสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน ผ่านการนำร่องสนับสนุนใน 4 โครงการนี้” นายพงศภัค กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ บริษัทจะยังคงมุ่งหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด เซฟคน เซฟเมือง เซฟสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่อง รวมถึงอาจพิจารณาสร้างความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯและองค์กรอื่นๆ ในโครงการที่มีส่วนสำคัญในการเซฟคน เซฟเมือง เซฟสิ่งแวดล้อม เพิ่มเติมในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32190 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/S__18940180-Re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>สำหรับ บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) เป็นผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย ก่อตั้งในปี พ.ศ.2507 ให้บริการครอบคลุม 7 กลุ่มการใช้งาน ได้แก่ 1.ระบบผลิตและส่งพลังงานไฟฟ้า (Transmission) 2.ระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า (Distribution) 3.ระบบไฟฟ้าภายในบ้านพักและอาคาร (Construction and Building) 4.ระบบขนส่งและคมนาคม (Transportation and Mobility) 5.ระบบไฟฟ้าในโรงงาน และภาคอุตสาหกรรม (Industrial) 6.พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และ 7.ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ (Automotive) เพื่อสร้างความปลอดภัยและขับเคลื่อนเมืองสู่อนาคต ปัจจุบัน มีลูกค้าโครงการขนาดใหญ่ของทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมากที่ใช้สายไฟฟ้าของบางกอกเคเบิ้ล อาทิ โครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าสายสีชมพู โครงการรถไฟทางคู่สายตะวันออก และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ นอกจากนี้ บริษัท มีส่วนสนับสนุนโครงการ ASEAN Power Grid โดยเฉพาะโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง (Luang Prabang Hydropower Project) ในประเทศลาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/bangkok-cable-join-mae-fah-laung-foundation/">บางกอกเคเบิ้ล จับมือ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สนับสนุนการดูแลป้องกันพื้นที่ป่า 6,000 ไร่ เพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอน พร้อมตะลุยติดตั้งโซลาร์เซลล์-พัฒนาศูนย์การเรียนรู้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดตำรา &#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217; ​​ทางออก​วิกฤตสภาพอากาศ พร้อมเติมความหลากหลายทางชีวภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/mae-fah-luang-sustainability-forum-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Sep 2024 13:50:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Best Practice]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Chnage]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Emission]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Kunming-Montréal Global Biodiversity Framework]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Sustainability Forum 2024]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solution]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Forum 2024]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[คุนหมิง-มอนทรีออล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ตำราแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า ปลูกคน]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า ปลูกคน: ทางเลือก ทางรอด]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี]]></category>
		<category><![CDATA[ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28936</guid>

					<description><![CDATA[<p>“การมีป่าเพียงอย่างเดียวกำลังจะไม่เพียงพอ เพราะโลกกำลังต้องการป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่ป่ากับความหลากหลายจะยั่งยืนได้ก็ต้องมีคนคอยดูแล ซึ่งก็คือชุมชน ดังนั้น ​การเดินไปสู่เป้าหมายของประเทศจะต้องมีทั้งสองปัจจัยนี้ และจะแยกจากกันไม่ได้”  คำกล่าวของ ​หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวในเวทีเสวนา​ Mae Fah Luang Sustainability Forum 2024 หัวข้อ &#8220;ปลูกป่า ปลูกคน: ทางเลือก ทางรอด&#8221; โดยมองว่า ความสำเร็จที่จะทำให้ประเทศไทย​บรรลุตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ​ทำให้ประเทศไทยต้องเพิ่มแหล่งกักเก็บและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 120 ล้านตันเทียบเท่า ภายในปี พ.ศ.2580 นอกจากนี้ ​ยังได้รับรองกรอบความร่วมมือคุนหมิง-มอนทรีออล ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montréal Global Biodiversity Framework) เพื่อที่จะหยุดยั้งการสูญเสียและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ทางบก ทางทะเล และน้ำจืดให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/mae-fah-luang-sustainability-forum-2024/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดตำรา &#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217; ​​ทางออก​วิกฤตสภาพอากาศ พร้อมเติมความหลากหลายทางชีวภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>“การมีป่าเพียงอย่างเดียวกำลังจะไม่เพียงพอ เพราะโลกกำลังต้องการป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่ป่ากับความหลากหลายจะยั่งยืนได้ก็ต้องมีคนคอยดูแล ซึ่งก็คือชุมชน ดังนั้น ​การเดินไปสู่เป้าหมายของประเทศจะต้องมีทั้งสองปัจจัยนี้ และจะแยกจากกันไม่ได้” </em></p>
<p><span id="more-28936"></span></p>
<p>คำกล่าวของ ​<strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล </strong>เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวในเวทีเสวนา​ <strong>Mae Fah Luang Sustainability Forum 2024</strong> หัวข้อ &#8220;<strong>ปลูกป่า ปลูกคน: ทางเลือก ทางรอด&#8221;</strong> โดยมองว่า ความสำเร็จที่จะทำให้ประเทศไทย​บรรลุตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ​ทำให้ประเทศไทยต้องเพิ่มแหล่งกักเก็บและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 120 ล้านตันเทียบเท่า ภายในปี พ.ศ.2580</p>
<p>นอกจากนี้ ​ยังได้รับรองกรอบความร่วมมือคุนหมิง-มอนทรีออล ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montréal Global Biodiversity Framework) เพื่อที่จะหยุดยั้งการสูญเสียและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ทางบก ทางทะเล และน้ำจืดให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573 – หรือเป้าหมาย 30&#215;30</p>
<p>ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นต้อง​ใช้กระบวนการทางธรรมชาติในการบำบัด (Nature-based Solution) และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อเป็นทางรอดจากหายนะจากวิกฤต Climate Change ซึ่งสามารถพิสูจน์ความสำเร็จได้จาก Best Practice การปลูกป่าบนดอยตุงของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  ที่ดำเนินมาครบ 36 ปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28942 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/SD4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยตลอดระยะเวลา 36 ปี ​​มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าบนดอยตุง สามารถฟื้นฟูป่าได้ราว 9 หมื่น​ไร่ สร้างอาชีพที่ดีแก่ประชาชนกว่าหนึ่งหมื่นคน และได้รับการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. ) กว่า 4.19 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Co2e)  รวมทั้ง​​ได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากกรมป่าไม้ และภาคีภาครัฐและเอกชน 25 องค์กร ที่ร่วมกับ 281 ชุมชน เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชนกว่า 258,186 ไร่ โดยตั้งเป้าขยายโครงการไปยังป่าชุมชน 1 ล้านไร่ ภายในปี 2570 จากพื้นที่ป่าชุมชนทั้งหมด 6.8 ล้านไร่ในปัจจุบัน</p>
<p><em>“การขับเคลื่อนโครงการป่าชุมชนช่วยลดปัญหาไฟป่าในพื้นที่ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ​จากเฉลี่ย 22% เหลือเพียง 0.86% จึงพิสูจน์แล้วว่า ชุมชนเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม เพราะ คน ธรรมชาติ และสภาพอากาศ มีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะ คน เป็นส่วนสำคัญที่สุดในการทำหน้าที่ดูแลรักษาธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูและคืนสภาพอากาศที่ดีให้โลก </em><em>สอดคล้องกับพระบรมราโชบาย <strong>“ปลูกป่า ปลูกคน”</strong> ​​สะท้อน​​​แนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งปัญหาหมอกควัน โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เป็นหนึ่งปัญหาสำคัญในปัจจุบัน  ช่วยเ​พิ่มพื้นที่ป่า พร้อมทั้งสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชน รวมทั้งการเพิ่มโอกาสจากกลไกคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง จากการ</em><em>​ยกระดับการรับรองคาร์บอนเครดิตที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามมาต​รฐานโลกและป้องกันปัญหาการฟอกเขียว​ &#8220;</em> หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28943 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/SD1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>การขับเคลื่อนผ่าน Policy Maker เพื่อรับมือวิกฤต</strong></p>
<p>ด้าน <strong>ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช</strong> อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ​หัวข้อ &#8220;<strong>นโยบายและแนวทางการรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ&#8221;</strong> โดยมองว่า ​ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญ​ปัญหา​​เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อาทิ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฤดูกาล การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ประเทศไทย ​​</p>
<p>ทั้งนี้ การขับเคลื่อนของประเทศไทยเพื่อรับมือวิกฤตสภาพอากาศ ​ในฐานะ​ภาคีสมาชิกกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ​​ได้ตั้งเป้าหมาย​เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG emission) ภายในปี ค.ศ. 2065 ​ โดยได้เพิ่มความสามารถของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction) ตามแผน NDC1 ที่ต้องเพิ่ม GHG Reduction ต่อปีจาก 20% มาเป็น 30-40% ภายในปี 2030 ​เพื่อยกระดับความสามารถให้เทียบเท่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ในการใช้ฐานการลดตามค่าที่เกิดขึ้นจริงในการ​ปล่อยก๊าซรือนกระจก (GHG Emission) แทนการคาดการณ์ ​ รวมทั้งให้ความสำคัญในการสร้างภู​มิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ​​  ซึ่งจะทำให้ประเทศสามารถยกระดับสู่เป้าหมาย NDC2 ในปี 2035 ที่สามารถเพิ่ม GHG Reduction ได้เป็น 60% เพื่อบรรลุ Carbon Neutrality ​ตามแผนในปี 2050 และอาจทำให้ประเทศสามารถขยับเป้าหมายในการเป็น Net Zero ได้เร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้ในปี 2065 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นเป้าหมายที่ช้าเกินไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28937 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/PathWay.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p>นอกจากนี้ ในมิติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ได้ร่วมวาง Global Biodiversity Framework ตามกรอบ​​​คุนหมิง-มอนทรีออล ที่ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: KM – GBF) เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ นำ​สามารถบรรลุพันธกิจปี ค.ศ. 2030 (2030 Mission ) และวิสัยทัศน์ ปี ค.ศ. 2050 ที่ต้องการให้ประชาคมโลกมีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่กับการมีธรรมชาติที่สมบูรณ์  ใน 4 มิติ คือ</p>
<p>1. เพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทุกระบบนิเวศ 2. ดำรงรักษาหรือเพิ่มพูนประโยชน์ที่ได้รับจากธรรมชาติ 3. แบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม และ  4. แก้ปัญหาช่องว่างทางการเงินและแนวทางดําเนินงานอื่นๆ เพื่อ​สนับสนุนการบรรลุวิสัยทัศน์ ปี ค.ศ. 2050</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนเพื่อบรรลุทั้ง Carbon Neutrality และ Net Zero ต้องขับเคลื่อนผ่าน 2 มิติ ทั้งการลดการปลดปล่อย GHG Reduction รวมทั้งการดูดซับ GHG Emission ภายใต้การพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บและดูดซับคาร์บอน เพื่อนำไปเก็บไว้ทั้งบนบกหรือใต้ทะเล รวมทั้งการใช้กลไก Nature-based ผ่านการปลูกป่าและใช้ประโยชน์จากที่ดิน ซึ่งประเทศไทยตั้งเป้าตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้​มีพื้นที่ป่า 55% หรือมากกว่า 323 ล้านไร่  ด้วยการเพิ่มพื้นที่ป่าทั้งจาก​ป่าธรรมชาติ ป่าเศรษฐกิจ รวมท้ังพื้นที่สีเขียวทั้งในเมืองและในชนบท  ซึ่งการขับเคลื่อนนโยบาย  <strong>&#8216;ป่าชุมชน&#8217;</strong> จะเข้ามาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เพื่อขับเคลื่อน​เป้าหมายด้าน​วิกฤตสภาพอากาศ พร้อมเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แต่ละชุมชนจากการใช้ประโยชน์ป่าชุมชนทั้ง​การท่องเที่ยว การเพิ่มทั้งรายได้และความมั่นคงทางอาหารจาก Biodiversity ภายในป่าชุมชน  การใช้สาธารณประโยชน์หรือจากระบบนิเวศ​จากป่าชุมชน เช่น การใช้ประโยชน์จากไม้  หรือแหล่งน้ำภายในป่า รวมทั้งการมีศูนย์เรียนรู้เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ และการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและธรรมชาติ เป็นต้น&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28938 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/SD5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>​ยังมีการขับเคลื่อนเชิงนโยบายผ่านการจัดทำร่าง​​ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นการวางกรอบกฎหมาย กลไก และเครื่องมือในภาคบังคับและส่งเสริมที่จำเป็นและเหมาะสมกับการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้บรรลุเป้าหมายการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืน ​รวมทั้งสร้างประโยชน์ให้ทุกภาคส่วนในการเปลี่ยนผ่าน ทั้งการสนับสนุนกลุ่มรายย่อยหรือ SME รวมทั้งกฏเกณฑ์เรื่องของการชดเชยคาร์บอน ซึ่งต้องมีการระบุสัดส่วนคาร์บอนเครดิตที่มาจากป่าชุมชน เพื่อสร้างประโยชน์ไปสู่ชมุชนได้อย่างแท้จริง โดยปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ. ได้จัดทำแล้วเสร็จในทุกมาตรา และอยู่ในกระบวนการเพื่อสอบทานก่อนผลักดันให้ทางรัฐบาลพิจารณาและเห็นชอบ​ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในปี 2026  ​</p>
<p>นอกจากนี้ จะเตรียมพร้อม​การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาฯ สมัยที่ 29 (COP 29) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 22 พฤศจิกายน 2567 ณ กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ต้องการผลักดันในการยกระดับการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการจัดทำเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) ซึ่งมีกำหนดจัดส่งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2025 ขณะที่ความน่าสนใจของ COP 29  จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยจะกำหนดเป้าหมายทางการเงินสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วในการร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านรวมกว่า 1.1 -1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อกระจายไปยังกว่า 140 ​ประเทศ ในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเพื่อเร่งขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมาย</p>
<p>&#8220;​<em>การขับเคลื่อนต่างๆ เพื่อตอกย้ำว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของโลกใบนี้ แต่เราเพียงเข้ามาใช้ประโยชน์ และมีหน้าที่​ช่วยกันดูแล เพื่อ​ส่งต่อโลกที่ดีและยั่งยืนให้คนรุ่นต่อไป เข้ามาทำหน้าที่ในการดูแลโลกต่อจากเรา&#8221;  ดร.พิรุณ กล่าวทิ้งท้าย </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28939 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/SD6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>มุมมอง​ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ : จากทางเลือกสู่ทางรอด</strong></p>
<p>เวทีเสวนา​ <strong>Mae Fah Luang Sustainability Forum 2024</strong> หัวข้อ &#8220;<strong>ปลูกป่า ปลูกคน: ทางเลือก ทางรอด&#8221;</strong> ยังพูดถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่กับการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งให้ผลพลอยได้เป็นคาร์บอนเครดิตที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ <strong>คุณรองเพชร บุญช่วยดี </strong>รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. <strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ </strong>ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการปฏิบัติงานพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และ <strong>คุณปราณี ราชคมน์ </strong>ประธานเครือข่ายป่าชุมชน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย</p>
<p>พร้อมด้วยเสวนาหัวข้อ <strong>“ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ: จากทางเลือกสู่ทางรอด”</strong> โดยตัวแทนภาคเอกชนมาแบ่งปันวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน กลยุทธที่ปฏิบัติได้จริง ได้แก่ <strong>คุณต้องใจ ธนะชานันท์ </strong>รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) <strong>คุณสุศมา ปิตากุลดิลก   </strong>ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) <strong>ดร.ยรรยง ไทยเจริญ</strong> รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ Wealth และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ <strong>คุณสุมลรัตน์ ทวีกิจ</strong><strong> </strong>ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนองค์กร บริษัท ยูนิชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28940 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/SD7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังพร้อมนำ <strong>&#8216;ตำราแม่ฟ้าหลวง&#8217;</strong> หรือองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนไปเสริมทัพกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรเอกชนเพื่อนำกลยุทธความยั่งยืนขององค์กรไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การพัฒนาชุมชน การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการระบบน้ำ การปลูกและฟื้นฟูป่า การจัดการของเสีย เป็นต้น และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ​​ยังมุ่งมั่นต่อยอดแนวคิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนควบคู่กับการฟื้นฟูและรักษาธรรมชาติ สอดคล้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based solution) และการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและประโยชน์จากระบบนิเวศเป็นแนวทางในการปรับตัว (Ecosystem-based adaptation) อีกด้วย ​</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/mae-fah-luang-sustainability-forum-2024/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดตำรา &#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217; ​​ทางออก​วิกฤตสภาพอากาศ พร้อมเติมความหลากหลายทางชีวภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
