<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โครงสร้างพื้นฐาน &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 23 Sep 2026 11:07:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.9</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>โครงสร้างพื้นฐาน &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 10:10:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Autonomous Systems]]></category>
		<category><![CDATA[Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Data Integration]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Twin]]></category>
		<category><![CDATA[Digitalization]]></category>
		<category><![CDATA[Efficiency]]></category>
		<category><![CDATA[Electrification]]></category>
		<category><![CDATA[F&B]]></category>
		<category><![CDATA[Food & Beverage]]></category>
		<category><![CDATA[Food Production]]></category>
		<category><![CDATA[ITM]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens Infrastructure Transition Monitor]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Factory]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิต]]></category>
		<category><![CDATA[ซีเมนส์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารและเครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44460</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food &#38; Beverage หรือ F&#38;B) ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันความต้องการอาหารให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิมและทรัพยากรที่มีอยู่ นอกจากนี้ ระบบอาหารทั่วโลกยังมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากขึ้น รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน ในฉบับเจาะลึกอุตสาหกรรม F&#38;B สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&#38;B กว่า 53% มองว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่มีเพียง 43% เท่านั้นที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ F&#38;B จึงอยู่ที่ว่า จะสร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร 3 แนวทางยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต สู่อนาคตที่ยั่งยืนของ F&#38;B 1.  เร่งนำระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้ จากผลสำรวจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/">ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food &amp; Beverage หรือ F&amp;B) ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันความต้องการอาหารให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิมและทรัพยากรที่มีอยู่</p>
<p><span id="more-44460"></span></p>
<p>นอกจากนี้ ระบบอาหารทั่วโลกยังมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากขึ้น</p>
<p>รายงาน <a href="https://www.siemens.com/en-us/company/sustainability/infrastructure-transition-monitor-report/" target="_blank" rel="noopener"><strong>Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025</strong></a> ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน ในฉบับเจาะลึกอุตสาหกรรม F&amp;B สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&amp;B กว่า 53% มองว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่มีเพียง 43% เท่านั้นที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p>คำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ F&amp;B จึงอยู่ที่ว่า จะ<strong>สร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</strong> ท่ามกลางการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร</p>
<p><strong> <img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44466 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-pic-2-rs.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></strong></p>
<p><strong>3 </strong><strong>แนวทางยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต สู่อนาคตที่ยั่งยืนของ </strong><strong>F&amp;B</strong></p>
<p><strong>1.  เร่งนำระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้</strong></p>
<p>จากผลสำรวจ 61% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า <strong>Electrification</strong> หรือการเปลี่ยนจากระบบที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการต่าง ๆ เช่น การทำความร้อน การทำความเย็น และการขนส่ง มาเป็นระบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นหนึ่งในกลไกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนระบบพลังงานไปสู่เป้าหมาย Net Zero</p>
<p>โดยเฉพาะเมื่อไฟฟ้านั้นมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลสำรวจยังชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตกำลังเดินหน้าในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยองค์กรที่มีความพร้อมในระดับแถวหน้า (Mature/Advanced) ด้านการผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เองในพื้นที่ (On-site Renewable Energy Production) เพิ่มขึ้นจาก 27% ในปี 2023 เป็น 42% ในปี 2025 ขณะที่การปรับเปลี่ยนระบบทำความร้อนและความเย็นมาใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification of Heating and Cooling) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 41%</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44461 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-3.jpg" alt="" width="1200" height="529" /></p>
<p>ตัวอย่างเช่น <strong>Marble Distilling Co.</strong> โรงกลั่นวอดก้าระดับพรีเมียมในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเทคโนโลยี Smart Valves, Actuators และ Intuitive Controls มาใช้ ส่งผลให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 3 เท่าโดยไม่ต้องเพิ่มพนักงาน ลดต้นทุนค่าพลังงานได้ราว 20% ต่อปี และประหยัดน้ำได้มากกว่า 4 ล้านแกลลอนต่อปี</p>
<figure id="attachment_44463" aria-describedby="caption-attachment-44463" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-44463 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-1.png" alt="" width="1200" height="418" /><figcaption id="caption-attachment-44463" class="wp-caption-text">ผลสำรวจชี้ผู้บริหาร F&amp;B ส่วนใหญ่ (61%) เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการใช้พลังงานมาเป็นพลังงานไฟฟ้าและการนำดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้คือกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืน</figcaption></figure>
<p><strong>2. ปลดล็อกศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืนด้วย </strong><strong>Digitalization </strong><strong>และ </strong><strong>Data Integration</strong></p>
<p>การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมกำลังผลักดันให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรักษามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ <strong>การผสานโซลูชันด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับ </strong><strong>Digitalization </strong><strong>และ </strong><strong>Automation</strong> จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยช่วยให้ผู้ผลิตสามารถติดตาม ตรวจวัด และพัฒนาประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>หนึ่งในความท้าทายของหลายองค์กรคือ <strong>มีเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่ยังขาดเครื่องมือในการวัดผล</strong> โดยผลสำรวจพบว่าเกินครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า Digitalization เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลถูกมองว่ามีศักยภาพสูงต่อการเพิ่มผลิตภาพถึง 83% และการอนุรักษ์ทรัพยากร 55%</p>
<p>ขณะเดียวกัน <strong>การบูรณาการข้อมูล (</strong><strong>Data Integration)</strong> กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญ โดยมีเพียง 40% ที่มองว่าองค์กรของตนมีความก้าวหน้าในด้านนี้ในระดับสูง ขณะที่ 54% เห็นว่าจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังแยกส่วนกัน และ 48% มีแผนเพิ่มการลงทุนในด้านนี้</p>
<figure id="attachment_44462" aria-describedby="caption-attachment-44462" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-44462 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-2.png" alt="" width="1200" height="520" /><figcaption id="caption-attachment-44462" class="wp-caption-text">กว่า 54% ของผู้บริหารเห็นพ้องว่า Digitalization มีศักยภาพสูงในการยกระดับสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน สะท้อนให้เห็นว่าประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านประสิทธิภาพการผลิตและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น</figcaption></figure>
<p><strong>3. ยุคของโรงงานอัจฉริยะและการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย </strong><strong>AI </strong><strong>มาถึงแล้ว</strong></p>
<p>ในช่วงสามปีข้างหน้า ผู้ตอบแบบสำรวจจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มคาดว่าจะให้ความสำคัญกับการขยายการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น <strong>AI </strong><strong>และ </strong><strong>Digital Twin</strong> การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ และการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เชื่อว่า AI จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการดำเนินงาน</p>
<ul>
<li><strong>49%</strong> ระบุว่าได้นำ AI มาใช้เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานแล้ว</li>
<li><strong>51%</strong> ระบุว่า AI มีส่วนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานแล้ว</li>
<li><strong>47%</strong> มีแผนเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีอาคาร โดยมีแผนลงทุนในระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้ด้วยตนเองสำหรับอาคาร (Autonomous Systems for Buildings)</li>
</ul>
<p>ผู้ตอบแบบสำรวจยังคาดหวังว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และยกระดับการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน</p>
<figure id="attachment_44464" aria-describedby="caption-attachment-44464" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-44464 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-5.jpg" alt="" width="1200" height="450" /><figcaption id="caption-attachment-44464" class="wp-caption-text">57% ของผู้บริหาร F&amp;B พร้อมนำระบบ Autonomous Systems มาใช้ในอาคารและโรงงาน</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เปลี่ยนความท้าทายด้านต้นทุน สู่โอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>แม้ทิศทางการเดินหน้าสู่ความยั่งยืนจะชัดเจนขึ้น แต่ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกยังต้องเผชิญ โดยผู้ผลิตเกือบครึ่งหนึ่ง (48%) มองว่าการลดคาร์บอนในปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงเกินไป ขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ (57%) และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Infrastructure) (57%) ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรชะลอการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44465 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-4.jpg" alt="" width="1200" height="636" /><br />
แม้สัดส่วนองค์กรที่มีแผนลดคาร์บอนอย่างชัดเจนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น <strong>60% </strong><strong>ในปี </strong><strong>2025</strong> แต่ผู้บริหารกว่า <strong>43%</strong> ยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านต้นทุนและรายได้เป็นอันดับแรกในการตัดสินใจลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ <strong>ความสามารถในการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับการผลิตพลังงานและความต้องการใช้พลังงานในแต่ละช่วงเวลา</strong><strong> (</strong><strong>Demand-side Flexibility)</strong> ควบคู่กับการยกระดับ <strong>ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (</strong><strong>Energy Efficiency)</strong> จึงเป็นแนวทางที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในโรงงาน และช่วยสร้างผลลัพธ์ทั้งในด้านต้นทุนและการลดคาร์บอนได้ในระยะสั้น</p>
<p>ตัวอย่างหนึ่งคือ <a href="https://www.siemens.com/en-us/content/ferring/" target="_blank" rel="noopener"><strong>Ferring GmbH</strong></a> บริษัทด้านเวชภัณฑ์และนวัตกรรมทางชีวภาพในเยอรมนี ซึ่งนำระบบบริหารจัดการพลังงานดิจิทัลแบบบูรณาการมาใช้ร่วมกับระบบควบคุมขั้นสูง ส่งผลให้บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการปฏิบัติงานได้ประมาณ <strong>925,000 </strong><strong>ยูโรต่อปี</strong> และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ถึง <strong>2,400 </strong><strong>ตันต่อปี</strong> กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด แต่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องจักรเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้</p>
<p><strong>เชื่อมโลกจริงและโลกดิจิทัล สู่อนาคตของ </strong><strong>F&amp;B </strong><strong>ไทย</strong></p>
<p><strong>ความท้าทายในวันนี้ไม่ใช่เรื่องความพร้อมของเทคโนโลยี เพราะหลายเทคโนโลยีได้พิสูจน์ศักยภาพและผลลัพธ์แล้ว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความเร็วในการนำมาปรับใช้ และการมองภาพรวมอย่างเป็นระบบ</strong></p>
<p>สำหรับอุตสาหกรรม F&amp;B ไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกระดับโลก นี่คือโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การเชื่อมโยงโลกการทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร สายการผลิต และระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในโรงงาน เข้ากับโลกดิจิทัล ทั้งข้อมูล AI และระบบอัตโนมัติ จะไม่เพียงช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/">ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“BCC” ตอกย้ำผู้นำสายไฟฟ้าใต้ดิน ลุยโปรเจกต์แนวรถไฟฟ้า-หัวเมืองใหญ่ คว้างานสะสมหลากเส้นทางทะลุ 720 กม. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน รองรับ Smart City</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/bcc-underground-cable-leadership/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Aug 2026 07:14:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Cable]]></category>
		<category><![CDATA[BCC]]></category>
		<category><![CDATA[Smart City]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บางกอกเคเบิ้ล]]></category>
		<category><![CDATA[พงศภัค นครศรี]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบสายไฟฟ้าและสายเคเบิลใต้ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[สายไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองอัจฉริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43821</guid>

					<description><![CDATA[<p>“บางกอกเคเบิ้ล” หรือ BCC ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดสายไฟฟ้าใต้ดินของไทย คว้างานเมกะโปรเจกต์ MEA และ PEA ลุยติดตั้ง “ระบบสายไฟฟ้าและสายเคเบิลใต้ดิน” ตามแนวรถไฟฟ้าและหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาค ความยาวสายไฟสะสม 720 กม. ชูความพร้อมด้านเทคโนโลยีการผลิตสายไฟฟ้าคุณภาพสูง การันตีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และสถาบันทดสอบทางไฟฟ้าระดับโลก มุ่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของไทยให้มีเสถียรภาพ รองรับการขยายตัวของ Smart City และเทคโนโลยีอัจฉริยะ พลิกโฉมทัศนียภาพเมือง ยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของคนไทย นายพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้มีบทบาทในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ด้วยการขยายระบบสายไฟฟ้าลงใต้ดินเพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและสร้างทัศนียภาพที่ดีให้กับเมือง โดยล่าสุด BCC ได้รับงานโครงการติดตั้งระบบสายไฟฟ้าและสายเคเบิลใต้ดิน (Underground Cable) ภายใต้โครงการของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ทั้งตามแนวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สายต่างๆ ทั้งสายสีม่วง สายสีส้ม สายสีเขียว สายสีเหลือง สายสีชมพู และถนนสายสำคัญในหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาค [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/bcc-underground-cable-leadership/">“BCC” ตอกย้ำผู้นำสายไฟฟ้าใต้ดิน ลุยโปรเจกต์แนวรถไฟฟ้า-หัวเมืองใหญ่ คว้างานสะสมหลากเส้นทางทะลุ 720 กม. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน รองรับ Smart City</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“บางกอกเคเบิ้ล” หรือ </strong><strong>BCC </strong><strong>ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดสายไฟฟ้าใต้ดินของไทย</strong> <strong>คว้างานเมกะโปรเจกต์ </strong><strong>MEA </strong><strong>และ </strong><strong>PEA </strong><strong>ลุยติดตั้ง “ระบบสายไฟฟ้าและสายเคเบิลใต้ดิน” ตามแนวรถไฟฟ้าและหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาค ความยาวสายไฟสะสม </strong><strong>720 </strong><strong>กม. ชูความพร้อมด้านเทคโนโลยีการผลิตสายไฟฟ้าคุณภาพสูง การันตีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล </strong><strong>และสถาบันทดสอบทางไฟฟ้าระดับโลก </strong><strong>มุ่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของไทยให้มีเสถียรภาพ รองรับการขยายตัวของ </strong><strong>Smart City </strong><strong>และเทคโนโลยีอัจฉริยะ </strong><strong>พลิกโฉมทัศนียภาพเมือง</strong><strong> ยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของคนไทย</strong><span id="more-43821"></span></p>
<p><strong>นายพงศภัค นครศรี </strong><strong>ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด</strong><strong> บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด</strong> หรือ <strong>Bangkok Cable (BCC)</strong> ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้มีบทบาทในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ด้วยการขยายระบบสายไฟฟ้าลงใต้ดินเพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและสร้างทัศนียภาพที่ดีให้กับเมือง โดยล่าสุด BCC ได้รับงานโครงการติดตั้งระบบสายไฟฟ้าและสายเคเบิลใต้ดิน (Underground Cable) ภายใต้โครงการของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ทั้งตามแนวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สายต่างๆ ทั้งสายสีม่วง สายสีส้ม สายสีเขียว สายสีเหลือง สายสีชมพู และถนนสายสำคัญในหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาค อย่างจังหวัดเชียงราย สุรินทร์ ภูเก็ต และตรัง ซึ่งทยอยส่งมอบเพิ่มในปีนี้ 150 กิโลเมตร <strong>รวมเป็นความยาวสายไฟฟ้าสะสม (</strong><strong>2023-2026</strong><strong>) แล้วกว่า </strong><strong>720 </strong><strong>กิโลเมตร</strong> ตอกย้ำศักยภาพของ BCC ในฐานะผู้นำตลาดสายเคเบิลและสายไฟฟ้าใต้ดินของประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43823 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/002.-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“ด้วยความเชี่ยวชาญในการผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิลยาวนานกว่า 60 ปี และ<strong>ประสบการณ์ในการบริหารจัดการเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานมาแล้วกว่า </strong><strong>33 </strong><strong>โครงการ </strong>ทำให้ BCC ได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง เรามีเทคโนโลยีการผลิตที่ตอบโจทย์ ทั้งด้านความปลอดภัย ความทนทาน และประสิทธิภาพสูงสุด โดยออกแบบและผลิตสายไฟฟ้าแบบ Customized ให้ตรงตามความต้องการเฉพาะของแต่ละโครงการ ภายใต้กระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง และผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการส่งมอบงานตรงเวลา และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ” นายพงศภัค กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ BCC ได้ดำเนินการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน ครอบคลุมตั้งแต่สายไฟฟ้าแรงดันต่ำ (Low Voltage Cable) สายไฟฟ้าแรงดันปานกลาง (Medium Voltage Cable) ไปจนถึงสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ (Extra High Voltage Cable) 230 กิโลโวลต์ (kV) ซึ่งผลิตจากทองแดงบริสุทธิ์สูง ที่นำไฟฟ้าได้ดีและมีประสิทธิภาพ พร้อมใช้วัสดุคอมปาวด์ (Compound) คุณภาพสูงในการผลิตฉนวนและเปลือกสายไฟ เช่น ครอสลิงค์โพลิเอทิลีน (XLPE) โดยเฉพาะสายไฟฟ้าแรงดันสูง 115 kV และสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ 230 kV ที่ผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานจาก KEMA Labs ซึ่งเป็นสถาบันทดสอบทางไฟฟ้าระดับโลก พร้อมการันตีคุณภาพสายไฟฟ้าและสายเคเบิลตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และสัญลักษณ์ Made in Thailand (MiT) จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43825 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/003.Underground-Cable-Installation-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ BCC ยังตอกย้ำคุณภาพด้วยห้องปฏิบัติการทดสอบทางไฟฟ้าของบริษัท (Extra High Voltage Testing Center) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการทดสอบทางไฟฟ้าขนาดใหญ่ของประเทศไทย รองรับการทดสอบสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ โดยดำเนินงานสอดคล้องตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สอดคล้องกับมาตรฐาน TIS และ IEC เพื่อคุณภาพและความปลอดภัยขั้นสูงสุด</p>
<p><strong>นายพงศภัค</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนผ่านระบบสายไฟฟ้าอากาศสู่ระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) อย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะช่วยจัดระเบียบภูมิทัศน์ของเมืองให้สวยงามน่าอยู่แล้ว ยังเป็นการยกระดับความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ พายุฝน หรือปัจจัยภายนอกที่อาจก่อให้เกิดไฟฟ้าขัดข้อง ซึ่งจะช่วยให้ระบบจ่ายไฟมีความเสถียร และเป็นการวางรากฐานโครงข่ายพลังงานให้พร้อมรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีอัจฉริยะ การขยายระบบขนส่งมวลชน การดำเนินธุรกิจที่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไปพร้อมกัน</p>
<p>“เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ผู้ผลิตสายไฟฟ้าเท่านั้น แต่เรามุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรผู้ร่วมสร้างและผลักดันโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุดให้กับประเทศ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของ Smart City และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว เราพร้อมที่จะพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสายไฟฟ้าและสายเคเบิลไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล และขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตแบบยั่งยืน” นายพงศภัค กล่าว</p>
<p>ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปิดประมูลเส้นทางการพัฒนาสายไฟฟ้าใต้ดินในเขตเมืองเกาะแนวรถไฟฟ้าสายต่างๆ อย่างต่อเนื่องแล้วหลายสาย โดยยังคงมีแผนขยายไปยังเส้นทางใหม่ๆ อาทิ พื้นที่ฝั่งธนบุรี พื้นที่เกาะแนวรถไฟฟ้าสายสีส้ม บริษัทยังคงมองโอกาสในการพัฒนาโปรดักท์สายไฟฟ้าใต้ดินของบริษัท พร้อมเข้าร่วมประมูลงานใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตทางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43822 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/001.Underground-Cable-Installation-re.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด</strong> หรือ <strong>Bangkok Cable (BCC)</strong> เป็นผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย ก่อตั้งในปี พ.ศ.2507 ให้บริการครอบคลุม 7 กลุ่มการใช้งาน ได้แก่ 1.ระบบผลิตและส่งพลังงานไฟฟ้า (Transmission) 2.ระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า (Distribution) 3.ระบบไฟฟ้าภายในบ้านพักและอาคาร (Construction and Building) 4.ระบบขนส่งและคมนาคม (Transportation and Mobility) 5.ระบบไฟฟ้าในโรงงาน และภาคอุตสาหกรรม (Industrial) 6.พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และ 7.ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ (Automotive) เพื่อสร้างความปลอดภัยและขับเคลื่อนเมืองสู่อนาคต ปัจจุบัน มีลูกค้าโครงการขนาดใหญ่ของทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมากที่ใช้สายไฟฟ้าของบางกอกเคเบิ้ล อาทิ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าสายสีชมพู โครงการรถไฟทางคู่สายตะวันออก และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ นอกจากนี้ บริษัท มีส่วนสนับสนุนโครงการ ASEAN Power Grid โดยเฉพาะโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง (Luang Prabang Hydropower Project) ในประเทศลาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/bcc-underground-cable-leadership/">“BCC” ตอกย้ำผู้นำสายไฟฟ้าใต้ดิน ลุยโปรเจกต์แนวรถไฟฟ้า-หัวเมืองใหญ่ คว้างานสะสมหลากเส้นทางทะลุ 720 กม. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน รองรับ Smart City</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ้านปู ปักหมุดพื้นที่ยุทธศาสตร์ ขยาย BESS เพิ่มเสถียรภาพระบบ​พลังงาน​ รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์  AI เติบโตทั่วโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/banpu-update-bess-projects-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 09:09:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[banpu]]></category>
		<category><![CDATA[Battery Energy Storage System]]></category>
		<category><![CDATA[Battery Farm]]></category>
		<category><![CDATA[BESS]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Storage]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Symphonics]]></category>
		<category><![CDATA[Power]]></category>
		<category><![CDATA[Remewable]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[ดาต้าเซ็นเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[สินนท์ ว่องกุศลกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่ฟาร์ม]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40712</guid>

					<description><![CDATA[<p>การมีระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI และดาต้าเซ็นเตอร์เติบโต ส่งผลให้แนวโน้มการใช้พลังงานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ไม่เพียงมองเห็นการเติบโตของดีมานด์ในการใช้พลังงานที่จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังเห็นถึงความจำเป็นในการมีระบบกักเก็บพลังงานที่มีเสถียรภาพสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษา​ความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้สามารถมีพลังงานไฟฟ้าใช้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งต้องสามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อตอบโจทย์อีกหนึ่งวาระสำคัญทั้งของโลกและขององค์กรในการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ได้ตามเป้าหมาย BESS ฐานกำลังสำคัญ​ สร้างเสถียรภาพระบบพลังงาน นำมาสู่การลงทุนใน &#8216;ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่&#8217; (BESS : Battery Energy Storage System) โดยการใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในการเก็บพลังงานที่มาจากแหล่งพลังงานที่หลากหลายโดยเฉพาะจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนต่างๆ (Renewable) เพื่อสะสมพลังงานในช่วงที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณมาก และสำรองไว้สำหรับจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้งานสูง​ โดยอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจ Power+ หรือกลุ่มธุรกิจ​ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ของบ้านปู ซึ่งได้เริ่มนำร่องโครงการแรกมาตั้งแต่ปี 2564 ในประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะทยอยเพิ่มการลงทุนในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องทั้งในจีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ​ หากมองโอกาสของตลาด BESS ​นับเป็นอีกหนึ่ง​​ตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตในระดับสูง โดย​มูลค่าตลาดทั่วโลกในปี 2567 ​มีมูลค่าสูงถึง 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง​​ 36% สะท้อนบทบาทสำคัญของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/banpu-update-bess-projects-2026/">บ้านปู ปักหมุดพื้นที่ยุทธศาสตร์ ขยาย BESS เพิ่มเสถียรภาพระบบ​พลังงาน​ รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์  AI เติบโตทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การมีระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI และดาต้าเซ็นเตอร์เติบโต ส่งผลให้แนวโน้มการใช้พลังงานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน</p>
<p><span id="more-40712"></span></p>
<p><strong>บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) </strong>ไม่เพียงมองเห็นการเติบโตของดีมานด์ในการใช้พลังงานที่จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังเห็นถึงความจำเป็นในการมีระบบกักเก็บพลังงานที่มีเสถียรภาพสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษา​ความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้สามารถมีพลังงานไฟฟ้าใช้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งต้องสามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อตอบโจทย์อีกหนึ่งวาระสำคัญทั้งของโลกและขององค์กรในการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ได้ตามเป้าหมาย</p>
<p><strong>BESS ฐานกำลังสำคัญ​ สร้างเสถียรภาพระบบพลังงาน</strong></p>
<p>นำมาสู่การลงทุนใน <strong>&#8216;ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่&#8217;</strong> <strong>(BESS : Battery Energy Storage System)</strong> โดยการใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในการเก็บพลังงานที่มาจากแหล่งพลังงานที่หลากหลายโดยเฉพาะจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนต่างๆ (Renewable) เพื่อสะสมพลังงานในช่วงที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณมาก และสำรองไว้สำหรับจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้งานสูง​ โดยอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจ <strong>Power+ </strong>หรือกลุ่มธุรกิจ​ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ของบ้านปู ซึ่งได้เริ่มนำร่องโครงการแรกมาตั้งแต่ปี 2564 ในประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะทยอยเพิ่มการลงทุนในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องทั้งในจีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ​</p>
<p>หากมองโอกาสของตลาด BESS ​นับเป็นอีกหนึ่ง​​ตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตในระดับสูง โดย​มูลค่าตลาดทั่วโลกในปี 2567 ​มีมูลค่าสูงถึง 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง​​ 36% สะท้อนบทบาทสำคัญของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการ​เสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านมาสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนรวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น​ต่อเนื่อง ให้ยังสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ เพื่อรักษาศักยภาพของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต</p>
<p>ปัจจุบันบ้านปู ขยายการลงทุน BESS ​จนถึงปัจจุบัน​รวมทั้งสิ้นจำนวน 8 โครงการ ครอบคลุมทั้งที่เปิดดำเนินการแล้ว และอยู่ระหว่างพัฒนา กระจายใน 4 ประเทศหลัก รวมกำลังการผลิตมากกว่า 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง และมีทิศทางขยายการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนระบบพลังงานสะอาดที่พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวและตอบโจทย์เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p>การขยายการลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ <strong>Energy Symphonics</strong> ภายใต้กลุ่มธุรกิจ<strong> Power+</strong> ซึ่งมุ่งดำเนินธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ในลักษณะแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ครอบคลุมห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าครบวงจร ผสานการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน และพลังงานหมุนเวียน เข้ากับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของลูกค้ากลุ่มธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) และธุรกิจกับภาครัฐ (B2G) และดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40732 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Wooreen-BESS-re.jpg" alt="" width="700" height="700" /></p>
<p><strong>ขยายพอร์ตโฟลิโอ ปักหมุด 4 พื้นที่ยุทธศาสตร์ </strong></p>
<p>บ้านปูมุ่งขยายธุรกิจ BESS ในตลาดที่เอื้ออำนวย ทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ตลาดไฟฟ้าที่เปิดเสรี และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ และในทุกตลาดถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งเตรียมเปิดทยอยเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย</p>
<p><strong>จีน</strong> : ผ่านการลงทุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ <strong>Jinhu Qianfeng</strong> ที่ติดตั้ง BESS เพื่อบริหารการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีความผันผวนตามช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่มีการผลิตไฟฟ้าสูงในเวลากลางวัน BESS จึงเข้ามาช่วยปรับสมดุลระหว่างปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้กับความต้องการใช้ไฟฟ้า คาดว่าโครงการ Jinhu Qianfeng จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569</p>
<p><strong>ออสเตรเลีย</strong> : โครงการ <strong>Wooreen</strong> และ โครงการ <strong>Kerang</strong> อยู่ระหว่างพัฒนา คาดว่าจะเปิดดำเนินการครึ่งหลังของปี 2570</p>
<p><strong>ญี่ปุ่น</strong> : บ้านปูได้ก้าว​​สู่การเป็นผู้เล่นรายหลักระดับสาธารณูปโภค (Utility-Scale) ด้วยโครงการ<strong> Iwate Tono</strong> ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว และโครงการ <strong>Aizu</strong> โครงการ <strong>Tsuno</strong> รวมถึง โครงการ<strong> Kamigumi-Tokyo</strong> ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2571 โดยโครงการ Kamigumi-Tokyo ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกรุงโตเกียว (Tokyo Metropolitan Government) โครงการทั้งหมดดำเนินงานในรูปแบบตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market) และสร้างรายได้จากการซื้อขายพลังงาน (Energy Arbitrage) การให้บริการในตลาดสมดุลพลังงาน (Balancing Market) และตลาดกำลังการผลิต (Capacity Market) พร้อมใช้ระบบบริหารจัดการพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน</p>
<p><strong>สหรัฐอเมริกา</strong> : หมุดหมายล่าสุด และเป็น BESS แห่งแรกของบ้านปูในสหรัฐอเมริกา ผ่าน <strong>โครงการ Megamouth ในเมืองฮิวสตัน </strong>ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีความต้องการพลังงานในระดับสูง และมีมาร์เก็ตไซส์ของ BESS ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศรวมทั้งมีการ​เติบโตอย่างรวดเร็ว</p>
<p>สำหรับโครงการ Megamouth มีขนาดกำลังผลิต 100 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของ CenterPoint Energy และดำเนินงานในตลาดไฟฟ้าเสรี ERCOT โดยการลงทุนครั้งนี้ช่วยเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าของบ้านปูในสหรัฐฯ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการซื้อขายไฟฟ้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40731 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ตารางรายละเอียดแต่ละประเทศ-TH-BESS.jpg" alt="" width="1200" height="441" /></p>
<p><strong>คุณสินนท์ ว่องกุศลกิจ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเดินหน้าขยายการลงทุน BESS ของบ้านปูอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งการสร้างการเติบโตผ่านรายได้​จากการบริหารจัดการราคาพลังงานในแต่ละช่วงเวลา เช่น การซื้อไฟฟ้าในช่วงราคาต่ำและจำหน่ายในช่วงราคาสูง (Energy Arbitrage) และการให้บริการเสริมเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า (Ancillary Services) รวมทั้งยังมีข้อได้เปรียบจากความสามารถในการผสานพลังร่วมกับสินทรัพย์อื่น ๆ ในห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานของบ้านปู เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) และธุรกิจซื้อขายพลังงาน เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินงานของแต่ละสินทรัพย์ เช่น การบริหารต้นทุนและสร้างรายได้ หรือการควบคุมความเสถียรของระบบไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการพลังงาน และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์และภาคธุรกิจ</p>
<p><em> “การขยายการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ของบ้านปูในประเทศยุทธศาสตร์ต่างๆ คือก้าวสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตโฟลิโอพลังงานของบ้านปู​ให้สอดรับกับเทรนด์พลังงานอนาคต เราเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี AI มาเสริมศักยภาพด้านการบริหารจัดการพลังงานแบบเรียลไทม์ อีกทั้งการผสานพลังร่วมกับสินทรัพย์ที่มีอยู่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและขยายโอกาสในการสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน บ้านปูจึงมั่นใจว่าการลงทุนใน BESS ไม่เพียงตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ยังเป็นฐานสำคัญในการสร้างมูลค่าและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนในระยะยาว”  </em>คุณสินนท์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/banpu-update-bess-projects-2026/">บ้านปู ปักหมุดพื้นที่ยุทธศาสตร์ ขยาย BESS เพิ่มเสถียรภาพระบบ​พลังงาน​ รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์  AI เติบโตทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘อมตะ’ ลงทุนหมื่นล้าน เร่งแผนทราสฟอร์มสู่ &#8216;Smart Industrial City&#8217; สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจ ครบทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/amata-business-direction-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 13 Mar 2026 10:20:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[AMATA]]></category>
		<category><![CDATA[Industrial City]]></category>
		<category><![CDATA[Smart City]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[นิคมอุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกรม กรมดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[อมตะ]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองอุตสาหกรรมครบวงจร]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40445</guid>

					<description><![CDATA[<p>อมตะ ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ดึงผู้บริหารมืออาชีพเสริมทัพ  พร้อมลงทุน 1 หมื่นล้าน รองรับดีมานด์ในอนาคต ทั้งในไทย–เวียดนาม–ลาว พร้อมเร่ง​ผลักดันโมเดล Smart Industrial City  เมืองอุตสาหกรรมครบวงจร  สร้างระบบนิเวศ​เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้ กลุ่มอมตะจะเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี เพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้สอดรับกับการขยายธุรกิจในภูมิภาค โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหารเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐานสากล โดย​มุ่งเน้น 3 แกนหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการบริหารองค์กร เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค ได้แก่ &#8211; Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ &#8211; Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน &#8211; Scale Up รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจ็กต์ ทั้งนี้  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/amata-business-direction-2026/">‘อมตะ’ ลงทุนหมื่นล้าน เร่งแผนทราสฟอร์มสู่ &#8216;Smart Industrial City&#8217; สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจ ครบทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อมตะ ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ดึงผู้บริหารมืออาชีพเสริมทัพ  พร้อมลงทุน 1 หมื่นล้าน รองรับดีมานด์ในอนาคต ทั้งในไทย–เวียดนาม–ลาว พร้อมเร่ง​ผลักดันโมเดล Smart Industrial City  เมืองอุตสาหกรรมครบวงจร  สร้างระบบนิเวศ​เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม</p>
<p><span id="more-40445"></span></p>
<p><strong>คุณวิกรม กรมดิษฐ์</strong> ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้ กลุ่มอมตะจะเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี เพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้สอดรับกับการขยายธุรกิจในภูมิภาค โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหารเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐานสากล โดย​มุ่งเน้น 3 แกนหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการบริหารองค์กร เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Agility </strong>เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ</p>
<p><strong>&#8211; Governance</strong> เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน</p>
<p>&#8211;<strong> Scale Up</strong> รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจ็กต์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40450 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/DSC_7317-opq4426651412.jpg" alt="" width="1200" height="802" /></p>
<p>ทั้งนี้  บริษัทวางแผนลงทุนในปี 2569 ผ่านงบ 10,000  ล้านบาท โดยเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่กว่า 7,000 ล้านบาท จะอยู่ในประเทศไทย และ 2,000 -3,000 ล้านบาท สำหรับลงทุนในเวียดนาม ซึ่งเพิ่มจากปีก่อนหน้าที่ใช้งบราว 7,000 &#8211; 8,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้า​ซื้อที่ดินเพิ่มเติม รวมทั้งการลงทุนเพื่อขยายสาธารณูปโภคเพื่อรองรับดีมานด์การลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งการเพิ่มความสามารถในการให้บริการและดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนที่ใช้ชีวิตภายในนิคม ซึ่งคาดการณ์จะเติบโตเพิ่มมากขึ้นตามการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม ​</p>
<p>โดยปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวม 14,524 ล้านบาท ลดลง 3% จากปีก่อนหน้า ขณะที่สามารถรักษาการเติบโตของกำไรไว้ได้อย่างดี ทำให้สามารถเติบโตจนสร้างนิวไฮได้ที่ 28%  จากการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตของกำไรในปีนี้ไว้ได้เช่นกัน พร้อม​ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย</p>
<p>1.ไทย 1,650 ไร่ โดยเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)</p>
<p>2.เวียดนาม 550 ไร่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล</p>
<p>3.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40452 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/f4ff9456ffa2470dcba447675dec7b92YI1zO0xXJF3cJozK-8.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>&#8220;​สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก จากปัจจัย สงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง เป็นความท้าทายสำคัญที่ธุรกิจต้องติดตามและประเมินผลกระทบที่จะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ทั้งด้านระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบดังกล่าว&#8221;</em></p>
<p>​ขณะเดียวกัน  อีกด้านหนึ่งยังมีโอกาสจากการมองหาฐานการผลิตใหม่ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพเพื่อรองรับการเติบโตได้ในระยะยาว ซึ่งภูมิภาคอาเซียน <em><strong>โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และลาว มีศักยภาพในการเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้น และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโล</strong></em>ก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรวมถึงระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการรองรับด้านการลงทุน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40446 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Industrial-View-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>&#8220;เศรษฐกิจของเวียดนามยังเติบโตได้ในระดับสูง ปีที่ผ่านมาเติบโตได้กว่า 8% และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มมากขึ้นในปีนี้  ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งจากการมีทำเลที่ดี และเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค แต่ภาครัฐจำเป็นต้องมีนโยบายในการสนับสนุนการลงทุน​ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น ในส่วนการขับเคลื่อนของอมตะให้ความสำคัญในการกระจายความเสี่ยงอย่างรอบด้าน โดย <strong>ไม่วางไข่ไว้ในตระกร้าเดียว</strong> ทำให้มีการกระจายการลงทุนทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศมาโดยตลอด และครอบคลุมเส้นทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค </em><em>รวมทั้งการ​ปรับตัวให้ตอบโจทย์บริบทธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสเติบโต​จากการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมมาสู่  <strong>Smart Industrial City</strong> หรือการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมครบวงจรเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของผู้คนภายในนิคมอุตสาหกรรมควบคู่ไปด้วย&#8221;</em> ​</p>
<p>นอกจากนี้  การปรับบทบาทของกลุ่มอมตะจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนา <strong>Smart Industrial City </strong>ยังสอดคล้องกับกรอบเพื่อดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อผสานการพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา  <strong>All Win </strong> เพื่อ​สร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ทำให้อมตะ​ไม่ได้มองเพียงการขายที่ดินหรือให้เช่าพื้นที่โรงงานเท่านั้น แต่กำลังสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครบวงจร ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า การศึกษา เทคโนโลยี พลังงานสะอาด ตลอดจนที่อยู่อาศัย โรงแรม และศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร เนื่องจาก​ปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมของอมตะในประเทศไทยรวม 5 โครงการ พื้นที่รวมกว่า 75 ตารางกิโลเมตร เป็นที่ตั้งของจำนวนโรงงานและธุรกิจต่างๆ กว่า 1,400 แห่ง จำนวนประชากรภายใน​นิคม​กว่า 2 แสนคน ​และหากรวมทั้งภูมิภาคใน 3 ประเทศ จะมีพื้นที่รวม 150 ตารางกิโลเมตร หรือราว 93,000 ไร่ ​จำนวนโรงงานมากกว่า 1,600 แห่ง และประชากรแรงงานรวมถึงกว่า 3.5 แสนคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40451 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/f4ff9456ffa2470dcba447675dec7b92YI1zO0xXJF3cJozK-3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>&#8220;อมตะ ยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยตั้งเป้าเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2583 และบรรลุ Net Zero ในปี 2593 รวมทั้งลดความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลง 30%  ซึ่งการขับเคลื่อนสู่ <strong>Smart Industrial City </strong>มีส่วนช่วยให้สามารถตอบโจทย์เป้าหมายที่วางไว้นี้  ด้วยการ​พัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม พร้อม​การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการนำนวัตกรรมพลังงานสะอาด (Renewable) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อรองรับแผนลดคาร์บอนและการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ของภาคธุรกิจต่างๆ และการเติบโตของ Green Economyโดยตั้งเป้าผลิต Renewable ในเฟสแรกไว้ที่ 100 เมกะวัตต์ ผ่านการดำเนินงานทั้งภายใน จากการติดต้ังโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ภายในนิคม รวมทั้งการลงทุนร่วมกับพันธมิตรเพื่อสนับสนุนการนำ Renewable มาใช้เพิ่มเติมมากขึ้นในอนาตคอีกด้วย&#8221;​ </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/amata-business-direction-2026/">‘อมตะ’ ลงทุนหมื่นล้าน เร่งแผนทราสฟอร์มสู่ &#8216;Smart Industrial City&#8217; สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจ ครบทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>WHA คาดรายได้จากฝั่ง Green Business ขยับแตะ 1,500 ล้านบาท ในสิ้นปี 2025 นี้</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/wha-green-business/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 14:09:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SD-ers]]></category>
		<category><![CDATA[Circularity]]></category>
		<category><![CDATA[Commitment]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Green Construction]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Green กินได้]]></category>
		<category><![CDATA[Mobilix]]></category>
		<category><![CDATA[Nature]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable energy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[SustainableGrowth]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Reduction 3R]]></category>
		<category><![CDATA[Water Conservation Program]]></category>
		<category><![CDATA[WHA]]></category>
		<category><![CDATA[WHA Group]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จรีพร จารุกรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ดับบลิวเอชเอ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39311</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; เพราะเชื่อว่าการขับเคลื่อนเรื่องของ ความยั่งยืน ไม่ใช่การเพิ่ม ต้นทุน แต่ถือเป็นการลงทุนของธุรกิจ ซึ่งธรรมชาติของการลงทุน จะต้องให้ ผลตอบแทน กลับมา ในระยะยาว โดยผลตอบแทนอาจจะอยู่ในรูปของต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลงในภาพรวม หรือโอกาสในการสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น จากการมีโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นภายใน Operation เพราะสุดท้ายแล้ว การทำธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีความสามารถในการสร้าง กำไร ให้ได้มุมมองของ คุณจูน -จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)​ WHA Groupพร้อมฉายภาพให้เห็น &#8216;ผลตอบแทน&#8217;​ จากกความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนของ​ WHA Group ในรูปแบบของการ​สร้างรายได้ให้ธุรกิจที่แตะหลักพันล้านบาทได้แล้ว จากผลกำไรทั้งกรุ๊ปรวมกว่า 4,500 ล้านบาท นอกเหนือจากประสิทธิภาพในการลดต้นทุน และการขับเคลื่อนสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ที่สามารถบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน CarbonNeutrality ได้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2021พร้อมทั้งโอกาสเติบโตที่ยังอยู่ในระดับสูงทั้งจากดีมานด์ และศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และโซลูชั่นที่รองรับการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน และเป้าหมายสู่ Net Zero ของภาคธุรกิจ ทำให้เชื่อว่ารายได้ที่มาจากกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในฟาก Green จะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านบาท​ ภายในสิ้นปี 2025 นี้โดยหลังจาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/wha-green-business/">WHA คาดรายได้จากฝั่ง Green Business ขยับแตะ 1,500 ล้านบาท ในสิ้นปี 2025 นี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>เพราะเชื่อว่าการขับเคลื่อนเรื่องของ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> ไม่ใช่การเพิ่ม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ต้นทุน</span> แต่ถือเป็นการลงทุนของธุรกิจ ซึ่งธรรมชาติของการลงทุน จะต้องให้ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ผลตอบแทน</span> กลับมา ในระยะยาว โดยผลตอบแทนอาจจะอยู่ในรูปของต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลงในภาพรวม หรือโอกาสในการสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น จากการมีโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นภายใน Operation</p>
<p><span id="more-39311"></span></p>
<p>เพราะสุดท้ายแล้ว การทำธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีความสามารถในการสร้าง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">กำไร</span> ให้ได้<br class="html-br" /><br class="html-br" />มุมมองของ <strong>คุณจูน -จรีพร จารุกรสกุล</strong> ประธานคณะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)​ <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">WHA Group</span></strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />พร้อมฉายภาพให้เห็น <em>&#8216;ผลตอบแทน&#8217;</em>​ จากกความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนของ​ WHA Group ในรูปแบบของการ​สร้างรายได้ให้ธุรกิจที่แตะหลักพันล้านบาทได้แล้ว จากผลกำไรทั้งกรุ๊ปรวมกว่า 4,500 ล้านบาท นอกเหนือจากประสิทธิภาพในการลดต้นทุน และการขับเคลื่อนสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ที่สามารถบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">CarbonNeutrality</span> ได้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2021<br class="html-br" /><br class="html-br" />พร้อมทั้งโอกาสเติบโตที่ยังอยู่ในระดับสูงทั้งจากดีมานด์ และศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และโซลูชั่นที่รองรับการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน และเป้าหมายสู่ Net Zero ของภาคธุรกิจ ทำให้เชื่อว่ารายได้ที่มาจากกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในฟาก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Green</span> จะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านบาท​ ภายในสิ้นปี 2025 นี้<br class="html-br" /><br class="html-br" />โดยหลังจาก <strong>WHA Group</strong> ประกาศ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Mission</span> เพื่อบรรลุเป้าหมาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Net zero</span> ในปี 2050 พร้อมวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการทำ Digital Transformation เพื่อเพิ่มศักยภาพและความพร้อมให้องค์กร พร้อมประกาศ Commitment องค์กร เพื่อเติบโตควบคู่ไปกับการสร้าง Positive Impact และวางเป้าหมายไว้ทั้งระยะสั้นในปี 2030 ที่ต้องการลด Emission 42% จากปีฐาน 2021 , ส่งเสริม Green Procurement 50% รวมทั้งการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่​ให้ได้ 70%<br class="html-br" /><br class="html-br" />รวมทั้งเป้าหมายระยะยาวในปี 2050 ทั้งการบรรลุ Net zero ทั้ง 3 สโคป การสร้าง Circularity Ecosystem ภายในธุรกิจ รวมทั้งการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ พร้อมทั้งลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำ​ธรรมชาติให้ได้ทั้ง 100%<br class="html-br" /><br class="html-br" />หลังวางเป้าหมาย​ชัดเจน ก็นำมาสู่การจัดกระบวนทัพและวางกลยุทธ์ให้สามารถบรรลุเป้าหมาย ผ่านการขับเคลื่อน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ทั้งกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ กลุ่มนิคมอุตสากรรม กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค รวมทั้งธุรกิจใหม่อย่าง Mobilix เพื่อรองรับ Green Logistics รวมทั้งกลุ่มพัมนาดิจิทัลโซลูชั่นส์ ​ซึ่งปัจจุบันกลุ่มธุรกิจใหม่เพื่อรองรับการเติบโตที่​ยั่งยืน มีการเติบโตที่แข็งแรงและสามารถสร้างรายได้ ควบคู่ไปกับการลด Carbon Emission จากการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ<br class="html-br" /><br class="html-br" />ไม่ว่าจะเป็น <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Mobilix</span></strong> ที่ปี 2024 ที่ผ่านมา มีจำนวนรถ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">EV</span> ให้บริการในแพลตฟอร์มแล้ว 330 คัน สร้างรายได้แล้ว 132 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มรถเป็นกว่า 2 หมื่นคันในปี 2029 ซึ่งคาดว่าจะสามารถลด Emisison ลงได้ถึง 2,800 ตันคาร์บอนเทียบเท่า<br class="html-br" /><br class="html-br" />ส่วนกลุ่ม <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Renewable Energy</span></strong> สามารถผลิตไฟฟ้าได้แล้ว 437 เมกะวัตต์​ สร้างรายได้ 493 ล้านบาท และคาดจะเพิ่มเป็น 1,200 เมกะวัตต์ ซึ่งช่วยลด Emission ได้มากกว่า 6.1 หมื่นตันคาร์บอน ขณะที่สามารถบำบัดและบริหารจัดการน้ำในปีที่ผ่านมาได้กว่า 7.64 ล้านลูกบาศก์เมตร สร้างรายได้ 303 ล้านบาท และคาดว่าจะทำได้เพิ่มเป็น 24.25 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเทียบเป็นปริมาณที่ให้คนนำไปใช้ได้มากกว่า 2.15 แสนคน<br class="html-br" /><br class="html-br" />นอกจากนี้ ยังมีโอกาสใหม่ๆ ที่อยู่ระหว่างศึกษา หรือรอโอกาสเติบโตและเป็น New Engine ใหม่ให้องค์กรได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากคาร์บอนเครดิต การต่อยอดจากการบริหารจัดการแบตเตอรี่เก่า จากฟลีทรถขนส่ง EV รวมทั้งพลังงานสะอาดที่จะเดินหน้าต่อเนื่อง พร้อมทั้งศึกษาเรื่องของพลังงานิวเคลียร์ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SMR</span> และการจัดเก็บคาร์บอน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">CCUS</span> ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับพันธมิตร หรือรอให้ต้นทุนทางเทคโนโลยีปรับตัวลดลงเพื่อเข้าไปลงทุน เพิ่ม​โอกาสเติบโตได้มากขึ้นในอนาคต<br class="html-br" /><br class="html-br" />สำหรับ​แนวทางที่ <strong>WHA</strong> จะใช้ในการขับเคลื่อนเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแห่งความยั่งยืน จะโฟกัสผ่าน 5 ด้าน คือ Green Mobility, Water Conservation Program , Waste Reduction By 3R , Green Construction และ Decarbonization เพื่อสามารถต่อยอดและสร้างรากฐานทีแข็งแกร่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/wha-green-business/">WHA คาดรายได้จากฝั่ง Green Business ขยับแตะ 1,500 ล้านบาท ในสิ้นปี 2025 นี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TEI มอง &#8216;โลกร้อนซ้ำเติมคนจนเมือง&#8217; ถึงเวลาทบทวนนโยบาย​ ​แนะ 5 แนวทางช่วยลดผลกระทบ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/07/climate-change-affect-to-urban-poor/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Jul 2025 03:54:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Urban Poor]]></category>
		<category><![CDATA[Urbanization]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[คนจนในเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เบญจมาส โชติทอง]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ประชากร]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อนคนรวน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34787</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวถึงผลกระทบของปัญหาสภาพภูมิอากาศ ต่อ &#8216;คนจนเมือง&#8216; ​ ในวงเสวนา &#8216;โลกร้อนคนรวน&#8217; โดยทีมนักข่าวพลเมือง Thai PBS และ HomeNet Thailand &#8211; มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อเมืองอย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบ ​&#8217;การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป&#8216; (slow onset events) เช่น อุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และความแห้งแล้งยาวนาน และ &#8216;เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว&#8217; (extreme events) เช่น พายุฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน หรือคลื่นความร้อน อย่างกรณีที่กรุงเทพฯ เคยเผชิญกับอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสติดต่อกันหลายวัน เมืองซึ่งเต็มไปด้วยคอนกรีต ตึกสูง และขาดพื้นที่สีเขียว ได้กลายเป็นจุดสะสมความร้อนและเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพของเมืองได้เร่งให้เกิดวิกฤตภูมิอากาศกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนในเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่หนาแน่นในเมืองใหญ่ ซึ่งมีคนจนเมืองเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในวิกฤตนี้ พวกเขามักอาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น ชุมชนแออัดที่ไม่มีร่มเงา ไม่มีการระบายน้ำที่ดี และใกล้แหล่งมลพิษ ทั้งยังขาดการเข้าถึงบริการพื้นฐาน เช่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/climate-change-affect-to-urban-poor/">TEI มอง &#8216;โลกร้อนซ้ำเติมคนจนเมือง&#8217; ถึงเวลาทบทวนนโยบาย​ ​แนะ 5 แนวทางช่วยลดผลกระทบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ดร.เบญจมาส โชติทอง</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวถึงผลกระทบของปัญหาสภาพภูมิอากาศ ต่อ &#8216;<strong>คนจนเมือง</strong>&#8216; ​ ในวงเสวนา &#8216;<strong>โลกร้อนคนรวน&#8217;</strong> โดยทีมนักข่าวพลเมือง Thai PBS และ HomeNet Thailand &#8211; มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ</p>
<p><span id="more-34787"></span></p>
<p>ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อเมืองอย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบ ​&#8217;<strong>การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป</strong>&#8216; (slow onset events) เช่น อุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และความแห้งแล้งยาวนาน และ <strong>&#8216;เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว&#8217;</strong> (extreme events) เช่น พายุฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน หรือคลื่นความร้อน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34788 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/ดร.เบญจมาศ.jpg" alt="" width="533" height="800" /></p>
<p>อย่างกรณีที่กรุงเทพฯ เคยเผชิญกับอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสติดต่อกันหลายวัน เมืองซึ่งเต็มไปด้วยคอนกรีต ตึกสูง และขาดพื้นที่สีเขียว ได้กลายเป็นจุดสะสมความร้อนและเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<p>อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพของเมืองได้เร่งให้เกิดวิกฤตภูมิอากาศกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนในเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่หนาแน่นในเมืองใหญ่ ซึ่งมีคนจนเมืองเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในวิกฤตนี้ พวกเขามักอาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น ชุมชนแออัดที่ไม่มีร่มเงา ไม่มีการระบายน้ำที่ดี และใกล้แหล่งมลพิษ</p>
<p>ทั้งยังขาดการเข้าถึงบริการพื้นฐาน เช่น เครื่องปรับอากาศ น้ำสะอาด และสาธารณสุขที่เพียงพอ ปัญหาหลักไม่ได้อยู่แค่ที่สภาพความเป็นอยู่ แต่คือการไม่ถูกรวมอยู่ในกระบวนการนโยบายที่เน้นเชิงโครงสร้าง ขณะที่ละเลยมิติความเปราะบางรายกลุ่มและรายพื้นที่</p>
<p>นโยบายหลายฉบับที่มุ่งหวังจะรับมือโลกร้อน กลับกลายเป็นการ &#8216;ปรับตัวที่ผิดพลาด&#8217; (maladaptation) เช่น การสร้างพนังกั้นน้ำปกป้องเขตเศรษฐกิจ กลับทำให้น้ำไหลท่วมชุมชนริมคลอง เช่นเดียวกับการเพิ่มพื้นคอนกรีตจนลดพื้นที่ซับน้ำ ยกถนนแต่ไม่ปรับปรุงระบบระบายน้ำ ซึ่งส่งผลให้น้ำท่วมขัง หรือการสร้างตึกสูงที่ขวางทางลม ทำให้อากาศร้อนและหมุนเวียนไม่ได้ การส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานหรือฉนวนกันร้อน โดยไม่มีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำและซ้ำเติมความเปราะบางของกลุ่มเป้าหมายเดิม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34790 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/TEI-Urban-Poor2.jpg" alt="" width="1200" height="686" /></p>
<p><strong>นโยบายด้านภูมิอากาศเพื่อความเป็นธรรมสำหรับเมือง</strong></p>
<p>บางเมืองเริ่มใช้ &#8216;ข้อมูลความเสี่ยงภัย&#8217; และ &#8216;นโยบายสาธารณะ&#8217; เป็นเครื่องมือ ในการออกแบบเมืองอย่างยืดหยุ่น ให้ความสำคัญกับคนจนเมือง บูรณาการด้านสังคมกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถเป็นแนวทางให้กับหลายเมืองได้ลงมือทบทวนนโยบายด้านภูมิอากาศ ในการดูแลคนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม โดยมีรูปแบบดำเนินงาน อาทิ</p>
<p><strong> 1. รักษาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ซับน้ำ </strong>ปกป้องพื้นที่สีเขียวและต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่ พร้อมทั้งฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและระบบซับน้ำ เช่น คลอง แก้มลิง หรือสวนซับน้ำ ออกมาตรการกำหนดสัดส่วนพื้นที่น้ำซึมผ่านสำหรับสิ่งปลูกสร้าง เพื่อบรรเทาน้ำท่วมขังในฤดูฝนและเก็บกักน้ำในฤดูแล้ง เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในเมือง โดยเฉพาะชุมชนแออัด ซึ่งมักขาดพื้นที่เปิดโล่งและได้รับผลกระทบจากความร้อน และลดความเสี่ยงภัยน้ำท่วม</p>
<p><strong>2. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการเดิน </strong>ควรออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยสำหรับการเดินเท้า เช่น ทางเท้าที่มีร่มเงา จุดพักรอที่หลบแดด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่แรงงานนอกระบบหรือผู้สูงอายุต้องเดินทางด้วยตนเองในสภาพอากาศร้อนจัด การส่งเสริมการเดินแทนการใช้รถยนต์ในการสัญจรระยะทางสั้น ยังช่วยลดมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM5 ซึ่งกระทบต่อสุขภาพของคนจนเมืองอย่างมาก</p>
<p><strong>3. เพิ่มการเข้าถึงอุปกรณ์และแบบบ้านราคาต่ำสู้ภัยโลกร้อน </strong>ควรสนับสนุนการเข้าถึงวัสดุและอุปกรณ์ที่ช่วยปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้รองรับกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ฉนวนกันความร้อน หลังคาสะท้อนแสง ช่องลมระบายอากาศ หรือการยกพื้นบ้านเพื่อช่วยระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม นอกจากนี้ควรพัฒนา “แบบบ้านราคาต่ำ สู้ภัยโลกร้อน” เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตได้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34789 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/TEI-Urban-Poor4.jpg" alt="" width="1200" height="686" /></p>
<p><strong>4. คุ้มครองผู้ประกอบการและแรงงานกลางแจ้ง </strong>เช่น พ่อค้าแม่ค้า คนเก็บของเก่า คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง และคนงานก่อสร้าง ล้วนเผชิญความเสี่ยงโดยตรงจากคลื่นความร้อนในเมือง ควรมีมาตรการป้องกันเฉพาะ เช่น การจัดพื้นที่พักที่มีร่มเงา จุดแจกน้ำดื่มในที่สาธารณะ การปรับเวลาและระยะเวลาการทำงานในช่วงที่อุณหภูมิสูง การเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างรวดเร็ว และประกันภัยคลื่นความร้อน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันและลดโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน เช่น โรคลมแดด ความดันสูง และภาวะขาดน้ำ</p>
<p><strong>5. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการออกแบบเมือง </strong>ต้องเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและออกแบบนโยบายต่าง ๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การวางผังเมือง และการรับมือภัยพิบัติ การฟังเสียงจากผู้มีประสบการณ์ตรงจะช่วยให้โครงการต่าง ๆ มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทจริง และลดความเสี่ยงจากการปรับตัวที่ผิดพลาดในระยะยาว</p>
<p>การรับมือกับภาวะโลกร้อนไม่ใช่เพียงการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานหรือมาตรการเชิงเทคนิคเท่านั้น หากแต่ต้องเริ่มจากการเห็นและเข้าใจ &#8216;ความเปราะบาง&#8217; ของคนในเมือง โดยเฉพาะกลุ่มที่มักถูกมองข้ามในนโยบายหลัก<strong><em> </em></strong><strong><em>การออกแบบเมืองที่เป็นธรรมจึงต้องสร้างบนฐานของความร่วมมือ การมีส่วนร่วม และความเกื้อกูล ไม่ใช่แค่เพื่อคนจนเมือง แต่เพื่อความอยู่รอดของทุกคนในสังคมเมืองที่ต้องเผชิญกับวิกฤตโลกร้อนร่วมกัน</em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/climate-change-affect-to-urban-poor/">TEI มอง &#8216;โลกร้อนซ้ำเติมคนจนเมือง&#8217; ถึงเวลาทบทวนนโยบาย​ ​แนะ 5 แนวทางช่วยลดผลกระทบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“GULF” ส่งมอบพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ บ้านสะเนพ่อง จ.กาญจนบุรี ช่วยผู้คนให้เข้าถึงแหล่งน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมต่อยอดการเรียนรู้เด็กไทยเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/04/gulf-green-energy-green-network-for-thais/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 27 Apr 2025 09:26:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Green Energy Green Network for THAIs]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[กัลฟ์]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชาญชัย สังขธิติ]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาแหล่งน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณูปโภค]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=33185</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF บริษัทชั้นนำด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล และการลงทุน ที่มุ่งมั่นสร้างรากฐานที่มั่นคง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ส่งมอบพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ที่  &#8220;ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี” ในโครงการ “Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย” เพื่อให้ครูและนักเรียน ตลอดจนชุมชนโดยรอบเข้าถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมต่อยอดโอกาสทางการศึกษา เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน นายชาญชัย สังขธิติ ครูศูนย์การเรียนรู้ชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ฯ ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก เปิดทำการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 มาตั้งแต่ปี 2557 เพื่อให้เด็กในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล ครอบครัวพ่อแม่มีฐานะยากจน ไม่สามารถส่งลูกหลานไปเรียนในตัวเมืองได้มีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษาตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง โดยเฉพาะการดูแลธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า รวมถึงศิลปวัฒนธรรม ประเพณี การอ่านและพูดภาษากะเหรี่ยง ปัจจุบันมีนักเรียน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/04/gulf-green-energy-green-network-for-thais/">“GULF” ส่งมอบพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ บ้านสะเนพ่อง จ.กาญจนบุรี ช่วยผู้คนให้เข้าถึงแหล่งน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมต่อยอดการเรียนรู้เด็กไทยเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>GULF</strong><strong> บริษัทชั้นนำด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล และการลงทุน ที่มุ่งมั่นสร้างรากฐานที่มั่นคง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ส่งมอบพลังงาน</strong><strong>สะอาดจากแสงอาทิตย์ที่  &#8220;ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี” ในโครงการ “</strong><strong>Green Energy Green Network for THAIs </strong><strong>พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย”</strong></p>
<p><span id="more-33185"></span></p>
<p><strong> เพื่อให้ครูและนักเรียน ตลอดจนชุมชนโดยรอบเข้าถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมต่อยอดโอกาสทางการศึกษา เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33191 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/S__213762080.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><strong>นายชาญชัย สังขธิติ </strong>ครูศูนย์การเรียนรู้ชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ฯ ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก เปิดทำการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 มาตั้งแต่ปี 2557 เพื่อให้เด็กในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล ครอบครัวพ่อแม่มีฐานะยากจน ไม่สามารถส่งลูกหลานไปเรียนในตัวเมืองได้มีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษาตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง โดยเฉพาะการดูแลธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า รวมถึงศิลปวัฒนธรรม ประเพณี การอ่านและพูดภาษากะเหรี่ยง ปัจจุบันมีนักเรียน 22 คน ในภาคการเรียนปกติ และมีนักเรียนที่เรียนตามบริบทตนเอง หรือการศึกษาตามอัธยาศัย โดยจะมีครูเข้าไปสอน และประเมินผลการเรียนอีก 30 คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33189 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/S__213762076.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“ที่ผ่านมานอกจากจะประสบปัญหาไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่มีอยู่เดิม ซึ่งใช้สำหรับการเรียนรู้ การใช้งานของนักเรียน และครูไม่เพียงพอแล้ว ยังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากศูนย์แห่งนี้ตั้งอยู่ปลายสายของประปาหมู่บ้าน ซึ่งเป็นประปาภูเขา ทำให้แรงดันน้ำมีน้อย น้ำจึงไม่เพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภค บางครั้งไม่มีน้ำใช้เป็นเดือน ครูและนักเรียนต้องยืมรถชาวบ้านไปตักน้ำมาไว้ใช้ ขณะเดียวกันมีเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่บ้านอยู่ไกล เดินทางยากลำบาก จำเป็นต้องมาพักอาศัยกินนอนที่ศูนย์การเรียนฯ ทำให้ต้องใช้น้ำมากขึ้น เมื่อน้ำไม่เพียงพอจึงเป็นความยากลำบาก ส่งผลต่อการเรียนรู้ การใช้ชีวิตของครูและนักเรียนเป็นอย่างมาก”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33192 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/S__213762079.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p>“หลังจากที่ GULF เข้ามาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้า นอกจากจะทำให้ศูนย์การเรียนรู้ฯ สามารถสูบน้ำจากแหล่งน้ำมาเก็บไว้เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งการดื่มกิน และใช้ประกอบอาหารให้กับครูและนักเรียนแล้ว ยังสามารถใช้ในการปลูกผัก เพาะเห็ด และเลี้ยงปลา เพื่อนำมาเป็นอาหารช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ ไม่เพียงเท่านั้นไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ทำให้ครูและนักเรียนสามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกด้วยคอมพิวเตอร์ และทบทวนบทเรียนในเวลากลางคืนได้อีกด้วย”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33190 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/S__213762082.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ด้าน<strong> “น.ส.หทัยทิพย์ ชัยภิรมย์กุล”</strong> นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หนึ่งในนักเรียนที่พักอาศัยในศูนย์การเรียนรู้ฯ กล่าวเสริมว่า ตอนที่ไม่มีน้ำใช้ ลำบากมาก บางวันต้องไปช่วยกันตักน้ำในลำห้วยมาใช้ แต่เมื่อมีไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์สามารถสูบน้ำมาไว้ใช้ ไว้กรองดื่มได้ พอเรามีน้ำสะอาดก็ลดความกังวลว่าจะไม่มีน้ำใช้ ทำให้การเรียนของเราโฟกัสขึ้น มีเวลาทบทวนบทเรียนมากขึ้น</p>
<p>ขณะที่<strong> “นายสุ โพสี”</strong> นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หนึ่งในนักเรียนที่พักอาศัยในศูนย์การเรียนรู้ฯ กล่าวว่า การขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งถือเป็นปัญหาสำคัญต่อการใช้ชีวิต และการเรียนรู้เป็นอย่างมาก บางครั้งผมและเพื่อน ๆ รวมถึงครูต้องช่วยกันไปตักน้ำจากลำห้วย หรือแหล่งน้ำมาใช้ไว้ และเมื่อมีไฟฟ้า นอกจากจะสามารถสูบน้ำมาไว้กิน ไว้ใช้ได้แล้ว ยังใช้ในการปลูกผัก เลี้ยงปลา เพื่อนำไปประกอบอาหารได้อีกด้วย ที่สำคัญยังช่วยให้ชั่วโมงของการเรียนรู้มีมากขึ้น โดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่ทำให้เราสามารถทบทวนบทเรียน ทำการบ้าน อ่านหนังสือได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33193 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/S__213762081.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถึงตรงนี้ <strong>นายชาญชัย</strong> กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในฐานะตัวแทนของศูนย์การเรียนรู้ฯ ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีอย่าง GULF ที่เข้ามาติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งไม่ใช่แค่ทำให้เรามีน้ำไว้กินไว้ใช้ สามารถปลูก เลี้ยงปลาได้เท่านั้น แต่ไฟฟ้ายังทำให้เด็ก ๆ ได้เข้าถึงความรู้ เติมเต็มความฝันของตัวเอง ทั้งยังสามารถต่อยอดเส้นทางชีวิตไปสู่การเรียนระดับอุดมศึกษา ซึ่งจะทําให้เขามีชีวิตในอนาคตที่มั่นคงและดีขึ้น สุดท้ายแล้วสามารถกลับมาพัฒนาชุมชนในพื้นที่ของตัวเองได้อีกด้วย”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33188 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/S__213762075.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong><em>GULF </em></strong><strong><em>มุ่งขยายผลเพื่อส่งมอบพลังงานสะอาดให้กับชุมชนพื้นที่ห่างไกล ที่ขาดแคลนสาธารณูปโภคด้านพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ตอกย้ำการเป็นบริษัทชั้นนำด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล และการลงทุน มุ่งมั่นสร้างรากฐานที่มั่นคง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน</em></strong><strong> </strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/04/gulf-green-energy-green-network-for-thais/">“GULF” ส่งมอบพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ บ้านสะเนพ่อง จ.กาญจนบุรี ช่วยผู้คนให้เข้าถึงแหล่งน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมต่อยอดการเรียนรู้เด็กไทยเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;กัลฟ์&#8217; เดินหน้าสานต่อภารกิจ &#8216;Powering the Future, Empowering the People&#8217; ชู 4 กลยุทธ์ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/03/gulf-powering-the-future-empowering-the-people/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Mar 2025 02:57:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Empowering the People]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[green energy]]></category>
		<category><![CDATA[Green Energy Green Network for THAIs]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission by Chula x GULF]]></category>
		<category><![CDATA[Green Network]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[GULF Sparks Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Powering the Future]]></category>
		<category><![CDATA[กัลฟ์]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ธนญ ตันติสุนทร]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[แปลงนาสาธิตหนองแซง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32239</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “GULF” เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน ตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ไม่น้อยกว่า 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2578 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมสานต่อภารกิจ “Powering the Future, Empowering the People” ที่ครอบคลุม 4 กลยุทธ์สำคัญ เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำการเป็นองค์กรชั้นนำด้านพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืนในระดับภูมิภาค นายธนญ ตันติสุนทร  Executive Officer บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปี ในการดำเนินธุรกิจ GULF ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และถือเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กรให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/gulf-powering-the-future-empowering-the-people/">&#8216;กัลฟ์&#8217; เดินหน้าสานต่อภารกิจ &#8216;Powering the Future, Empowering the People&#8217; ชู 4 กลยุทธ์ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “</strong><strong>GULF</strong><strong>” เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน ตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (</strong><strong>Net Zero) </strong><strong>ภายในปี </strong><strong>2593 </strong></p>
<p><span id="more-32239"></span></p>
<p><strong>และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ไม่น้อยกว่า </strong><strong>40</strong><strong>% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี </strong><strong>2578 </strong><strong>เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมสานต่อภารกิจ “</strong><strong>Powering the Future, Empowering the People” </strong><strong>ที่ครอบคลุม </strong><strong>4 </strong><strong>กลยุทธ์สำคัญ เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำการเป็นองค์กรชั้นนำด้านพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืนในระดับภูมิภาค</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32240" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/S__210493468.jpg" alt="" width="567" height="787" /></p>
<p><strong>นายธนญ ตันติสุนทร  </strong><strong>Executive Officer </strong><strong>บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปี ในการดำเนินธุรกิจ GULF ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และถือเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กรให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Sustainable Development Goals – SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ เป้าหมายที่ 7 การสร้างหลักประกันว่าทุกคนเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ เชื่อถือได้ และยั่งยืน, เป้าหมายที่ 13 ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น, เป้าหมายที่ 8 การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่และ มีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน, เป้าหมายที่ 3 การสร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัย และเป้าหมายที่ 6 การสร้างหลักประกันเรื่องน้ำและการสุขาภิบาล ให้มีการจัดการอย่างยั่งยืนและมีสภาพพร้อมใช้ สำหรับทุกคน</p>
<p>รวมถึงการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG ที่ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตลอดจนการประเมินประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Materiality Topics) โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ลงทุนเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ไม่น้อยกว่า 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2578 พร้อมกับบูรณาการประเด็นด้าน ESG ตลอดห่วงโซ่คุณค่าร่วมกับคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32242 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/S__210493471.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกันยังมุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ตั้งแต่พนักงาน ผู้ถือหุ้น ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะเชื่อว่าความสำเร็จทางธุรกิจต้องเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม และการมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม GULF จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนและสังคมที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด <strong>“</strong><strong>Powering the future, Empowering the people</strong>” ซึ่งครอบคลุม 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่</p>
<p><strong>1) </strong><strong>การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคสำหรับชุมชนท้องถิ่น</strong> โดยดำเนินการผ่านโครงการ <strong>“</strong><strong>GULF Sparks, Life Starts </strong><strong>เติมพลังไฟให้ชีวิต”</strong> เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ทุรกันดาร จุดประกายทุกชีวิตให้สว่างไสว ด้วยไฟฟ้าสะอาด โดยดำเนินการไปแล้ว 4 พื้นที่ ได้แก่ 1) โรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซ (สาขาร่องกล้าวิทยา) อ.นครไทย จ.พิษณุโลก 2) เกาะทุ่งนางดำ อ.คุระบุรี จ.พังงา 3) บ้านคลองทราย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และ 4) โรงเรียนมอเคลอะคี อ.ท่าสองยาง จ.ตาก</p>
<p>ตลอดจนโครงการ <strong>“</strong><strong>Green Energy Green Network for THAIs </strong><strong>พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย”</strong> ที่ร่วมกับ AIS เพื่อมอบโอกาสในการเข้าถึงพลังงาน และเทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา เพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข ตลอดจนการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยในพื้นที่ห่างไกล ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ให้แสงสว่างแก่ชุมชน พร้อมติดตั้งระบบสื่อสารจากสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่ชุมชนห่างไกล โดยดำเนินการไปแล้วใน 6 พื้นที่ ได้แก่ 1) บ้านดอกไม้สด อ.ท่าสองยาง จ.ตาก 2) บ้านมอโกโพคี อ.ท่าสองยาง จ.ตาก 3) บ้านแม่ตอละ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน 4) บ้านผีปานเหนือ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ 5) บ้านแม่โมงเย้า อ.แม่สรวย จ.เชียงราย และ 6) บ้านขุนก๋อง อ.แม่ทา จ.ลำพูน สามารถผลิตไฟฟ้าได้กว่า 22 กิโลวัตต์ มีประชาชนที่ได้รับประโยชน์กว่า 4,000 คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32245 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/S__210493473.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>2) </strong><strong>การสนับสนุนการศึกษา สำหรับทุกเพศทุกวัย ทุกระดับชั้นในทุกพื้นที่</strong> ดำเนินการผ่านโครงการ “<strong>หนึ่งทุน หนึ่งฝัน ปั้นอนาคต”</strong> ที่จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อมอบทุนการศึกษาให้กับผู้ป่วยในความดูแลของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้า และกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สร้างโอกาสทำตามความฝันให้กับผู้ป่วยของศูนย์ฯ ที่ทางครอบครัวมีรายได้น้อย ให้ได้เข้ารับการศึกษาในระดับสูงสุดตามความมุ่งหวังของครอบครัวและตามศักยภาพทางสติปัญญาและร่างกายของผู้ป่วย</p>
<p>ขณะเดียวกันยังร่วมกับ <strong>“มูลนิธิออทิสติกไทย”</strong> จัดกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการ และพัฒนาทักษะด้านศิลปะให้กับเยาวชนจากมูลนิธิฯ ตลอดจนการส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาสำหรับเด็กพิเศษ โดยร่วมกับ <strong>“ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสระบุรี หน่วยบริการแก่งคอย” </strong>ในการปรับปรุงห้องเรียน และอาคารสถานที่ให้มีความพร้อม มีความปลอดภัย สะดวกสบาย และเอื้ออำนวยต่อการดูแลเด็กกลุ่มนี้ ตลอดจนการสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน เครื่องเล่นต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการในด้านต่าง ๆ</p>
<p>ที่สำคัญยังดำเนินโครงการ <strong>“</strong><strong>GULF Sparks Energy </strong><strong>ชวนน้องท่องโลกพลังงาน”</strong> ให้กับเด็ก ๆ นักเรียน โดยนำร่องในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงานประเภทต่าง ๆ และรู้จักแหล่งที่มาของพลังงานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงหลักการทำงาน และกระบวนการผลิต ผ่านฐานกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกสนาน แฝงไปด้วยสาระและความรู้ พร้อมทั้งปลูกฝังแนวคิดการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย<strong> </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32246 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/S__210493474.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>3) </strong><strong>การส่งเสริมสุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดี ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสาธารณสุข</strong> ดำเนินการผ่านโครงการออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ <strong>“</strong><strong>GULF Sparks Smiles </strong><strong>มอบรอยยิ้มสดใสให้ชุมชน” </strong>ที่ร่วมกับ <strong>“</strong><strong>คณะทันตแพทยศาสตร์</strong><strong> จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”</strong> เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 มาจนถึงปัจจุบัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนในสังคมให้ได้รับการรักษาจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพ พร้อมกันนี้ยังได้ต่อยอดโครงการด้วยการสนับสนุนการปรับปรุงอาคารโครงการทันตกรรมปากเกร็ด จ.นนทบุรี สำหรับเด็กที่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ในพื้นที่บ้านปากเกร็ด</p>
<p>นอกจากนี้ ยังสนับสนุนกล้องผ่าตัดกระดูกไขสันหลังชนิดแผลเล็ก (Endoscopic Spine Surgery) แก่ศูนย์ผ่าตัดผ่านกระดูกสันหลังและระบบประสาท โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโรงพยาบาลในการผ่าตัดกระดูกสันหลังชนิดแผลเล็ก ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ลดเวลาการพักฟื้นที่โรงพยาบาล และลดโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียง ตลอดจนการสนับสนุนการสร้างศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงนวัตกรรมการฟอกไตประสิทธิภาพสูง เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32244 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/S__210493476.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>และ <strong>4) </strong><strong>การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม </strong>ดำเนินการผ่านโครงการ <strong>“</strong><strong>Green Mission by Chula x GULF </strong><strong>ภารกิจรักษ์ยั่งยืน” </strong>โดยร่วมกับ <strong>“คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”</strong> และ <strong>“สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”</strong> เพื่อปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนไทย โดยเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืน</p>
<p>ไม่เพียงเท่านี้ GULF ยังได้ดำเนินโครงการ <strong>“ศูนย์การเรียนรู้และแปลงนาสาธิตหนองแซง”</strong> ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่โรงไฟฟ้าหนองแซง จ.สระบุรี โดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 เพื่อสนับสนุนการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และเศรษฐกิจหมุนเวียน ทำให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าสามารถอยู่คู่กับชุมชนได้โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งมีฐานการเรียนรู้ด้านการเกษตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าวอินทรีย์ การปลูกผักผลไม้ การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ และการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ตลอดจนมีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อแบ่งปันความรู้ให้แก่เกษตรกร ผู้ที่สนใจได้มาศึกษาดูงาน รวมถึงเป็นพื้นที่สันทนาการในท้องถิ่น ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32243 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/S__210493477.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>“ปัจจุบัน </strong><strong>GULF </strong><strong>ได้ดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนและสังคมที่ยั่งยืน ครอบคลุม </strong><strong>4</strong><strong> กลยุทธ์หลักไปแล้วกว่า</strong><strong> 60 </strong><strong>โครงการ ครอบคลุม</strong><strong> 3,500 </strong><strong>ชุมชน ใน </strong><strong>40 </strong><strong>จังหวัดของประเทศไทย มีประชาชนจำนวนว่า </strong><strong>20,000 </strong><strong>คน ที่ได้รับประโยชน์จากการดำเนินโครงการ สามารถสร้างรายได้กว่า </strong><strong>200,000 </strong><strong>บาทต่อปี และจากความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อความยั่งยืน ทั้งในมิติการดำเนินธุรกิจ ควบคู่ไปกับการยกระดับชีวิตของผู้คน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกัน ทำให้ </strong><strong>GULF </strong><strong>ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก </strong><strong>S&amp;P Global Sustainability Yearbook </strong><strong>ในกลุ่มอุตสาหกรรมสาธารณูปโภคไฟฟ้า (</strong><strong>Electric Utilities</strong><strong>)</strong> <strong>และยังได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนชั้นนำระดับโลก “</strong><strong>FTSE</strong><strong>4</strong><strong>Good Index</strong><strong>” ตลอดจนได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ “หุ้นยั่งยืน</strong><strong> SET ESG Ratings</strong><strong>” กลุ่มทรัพยากร จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ </strong><strong>6 </strong><strong>และในปี </strong><strong>2567 </strong><strong>ที่ผ่านมายังได้รับการประเมินในระดับสูงสุด </strong><strong>AAA</strong><strong> อีกด้วย”</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><em>“</em><em>GULF </em><em>จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน และพร้อมสานต่อภารกิจ </em><em>Powering the Future, Empowering the People </em><em>ตอกย้ำการเป็นองค์กรชั้นนำด้านพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืนระดับภูมิภาค ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนต่อไป”</em><strong> “นายธนญ” </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/gulf-powering-the-future-empowering-the-people/">&#8216;กัลฟ์&#8217; เดินหน้าสานต่อภารกิจ &#8216;Powering the Future, Empowering the People&#8217; ชู 4 กลยุทธ์ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>AIS ปูพรมโครงข่ายครอบคลุม ลึก สูง กว้าง ไกล ที่ 1 ตัวจริงภาคเหนือ ทลายทุกข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ และพลังงาน เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจ รับเทศกาลท่องเที่ยวหน้าหนาว</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/12/ais-leader-of-communication-network-in-northern-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Dec 2024 03:39:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[5G]]></category>
		<category><![CDATA[AIS]]></category>
		<category><![CDATA[Digital]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Nomad]]></category>
		<category><![CDATA[Green Energy Green Network for THAIs]]></category>
		<category><![CDATA[Infrastructure]]></category>
		<category><![CDATA[กิตติ งามเจตนรมย์]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[วสิษฐ์ วัฒนศัพท์]]></category>
		<category><![CDATA[อาทยา หยู่เย็น]]></category>
		<category><![CDATA[อินเทอร์เน็ต]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายสัญญาณ]]></category>
		<category><![CDATA[เอไอเอส]]></category>
		<category><![CDATA[โครงข่ายสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[โครงข่ายอัจฉริยะ 5G]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=30762</guid>

					<description><![CDATA[<p>AIS โชว์ศักยภาพการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ ย้ำเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารที่มีความครอบคลุมมากสุดในพื้นที่ภาคเหนือทั้ง 5G และ 4G สะท้อนความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานที่ท้าทายของทีมวิศวกรในด้านภูมิศาสตร์ ข้อจำกัดด้านพลังงาน และภัยธรรมชาติ โดยใช้นวัตกรรมโครงข่ายและความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมโครงข่ายมาตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคในพื้นที่ภาคเหนือทุกกลุ่ม ทั้งผู้บริโภคทั่วไป คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการเดินทางพร้อมทำงานได้ทุกที่ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม หรือ Digital Nomad กลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง แรงงานต่างชาติ และภาคธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหารในพื้นที่สูงหรือพื้นที่ห่างไกล ร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ เดินหน้าผสานพลังร่วมกับทุกภาคส่วนนำศักยภาพด้านโครงข่ายอัจฉริยะปูพรมทุกพื้นที่ยืนยันความพร้อมต้อนรับช่วงพีคการท่องเที่ยวของภาคเหนือในช่วงฤดูหนาว นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS กล่าวว่า “แม้ว่าในวันนี้ AIS จะมีโครงข่ายสัญญาณทั้ง 5G และ 4G ครอบคลุมแล้วกว่า 95% ของพื้นที่ประชากร แต่เรายังคงเดินหน้ายกระดับความแข็งแกร่งของโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิสัยทัศน์ที่เป็นตัวนำนวัตกรรมและโซลูชัน InnoVis Network มาพัฒนาคุณภาพการให้บริการและขยายเน็ตเวิร์คอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งยังนำ AI และ Autonomous Network เข้าเสริมศักยภาพของโครงข่ายสื่อสารเพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรโทรคมนาคมเทคโนโลยีอัจฉริยะหรือ Cognitive Tech-Co โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีความท้าทายอย่างมาก ทั้งในด้านทางภูมิศาสตร์ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูง มีทิวเขา เทือกเขา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/ais-leader-of-communication-network-in-northern-thailand/">AIS ปูพรมโครงข่ายครอบคลุม ลึก สูง กว้าง ไกล ที่ 1 ตัวจริงภาคเหนือ ทลายทุกข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ และพลังงาน เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจ รับเทศกาลท่องเที่ยวหน้าหนาว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>AIS โชว์ศักยภาพการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ ย้ำเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารที่มีความครอบคลุมมากสุดในพื้นที่ภาคเหนือทั้ง 5G และ 4G สะท้อนความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานที่ท้าทายของทีมวิศวกรในด้านภูมิศาสตร์ ข้อจำกัดด้านพลังงาน และภัยธรรมชาติ โดยใช้นวัตกรรมโครงข่ายและความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมโครงข่ายมาตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคในพื้นที่ภาคเหนือทุกกลุ่ม</p>
<p><span id="more-30762"></span></p>
<p>ทั้งผู้บริโภคทั่วไป คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการเดินทางพร้อมทำงานได้ทุกที่ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม หรือ Digital Nomad กลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง แรงงานต่างชาติ และภาคธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหารในพื้นที่สูงหรือพื้นที่ห่างไกล ร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ เดินหน้าผสานพลังร่วมกับทุกภาคส่วนนำศักยภาพด้านโครงข่ายอัจฉริยะปูพรมทุกพื้นที่ยืนยันความพร้อมต้อนรับช่วงพีคการท่องเที่ยวของภาคเหนือในช่วงฤดูหนาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30763 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/AIS.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี </strong><strong>AIS </strong>กล่าวว่า “แม้ว่าในวันนี้ AIS จะมีโครงข่ายสัญญาณทั้ง 5G และ 4G ครอบคลุมแล้วกว่า 95% ของพื้นที่ประชากร แต่เรายังคงเดินหน้ายกระดับความแข็งแกร่งของโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิสัยทัศน์ที่เป็นตัวนำนวัตกรรมและโซลูชัน InnoVis Network มาพัฒนาคุณภาพการให้บริการและขยายเน็ตเวิร์คอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งยังนำ AI และ Autonomous Network เข้าเสริมศักยภาพของโครงข่ายสื่อสารเพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรโทรคมนาคมเทคโนโลยีอัจฉริยะหรือ Cognitive Tech-Co โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีความท้าทายอย่างมาก ทั้งในด้านทางภูมิศาสตร์ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูง มีทิวเขา เทือกเขา ภูเขา รวมถึงยังมีข้อจำกัดด้านแหล่งพลังงาน และปัญหาภัยทางธรรมชาติ แต่ AIS ก็ยังคงเป็นผู้นำที่สามารถส่งมอบประสบการณ์การดิจิทัลที่ตอบโจทย์ทั้ง ลึก สูง กว้าง ไกล ที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือ”</p>
<p><strong>นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ </strong><strong>AIS</strong> กล่าวเสริมว่า “สำหรับพื้นที่ภาคเหนือค่อนข้างมีความท้าทายอย่างมากในการวางแผนและออกแบบโครงข่ายให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้า ด้วยพื้นที่สูง ทิวเขา หรือดอยต่างๆ ที่มีความสลับซับซ้อน ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ และแหล่งพลังงาน ทำให้ทีมวิศวกรต้องใช้ความมุ่งมั่นอย่างมากในการทำงาน ประกอบการใช้พลังงานธรรมชาติอย่างโซลาร์เซล กังหันลม และไฮโดรเจน และผสมผสานระบบการกระจายสัญญาณและไมโครเวฟ ด้วย <strong>Super Cell LINK</strong> ที่จะเป็นการขยายระยะการส่งสัญญาณเพื่อเชื่อมโยงจากจุดต่อจุด ทั้งจากพื้นที่ราบและพื้นที่หลังทิวเขามาสู่พื้นที่ร่องเขาด้านล่าง เพื่อยกระดับ Digital Inclusion ในพื้นที่ห่างไกลหรือในมุมอับสัญญาณที่อาจจะถูกบดบังจากภูเขาและพื้นที่สูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30768 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/AIS5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ดังนั้นการบริหารจัดการคุณภาพโครงข่ายสัญญาณของภาคเหนือจึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ AIS ที่พวกเราทุ่มเทสรรพกำลัง เพื่อให้คนไทยในพื้นที่ภาคเหนือทุกกลุ่มสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่มีความแข็งแรง อันจะนำไปสู่การสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคเหนือได้ในทุกมิติ”</p>
<p><strong>นายอาทยา หยู่เย็น หัวหน้างานปฏิบัติการภูมิภาค-ภาคเหนือ </strong><strong>AIS </strong>กล่าวต่อไปอีกว่า “วันนี้ความพร้อมโครงข่ายสื่อสารของ AIS ภาคเหนือมีความพร้อมมากกว่าการเป็นระบบสื่อสาร ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่ม ผู้บริโภคทั่วไป กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการเดินทางและทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม หรือ Digital Nomad กลุ่มชาติพันธ์ ชนเผ่าพื้นเมือง แรงงานต่างชาติ และภาคธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหารในพื้นที่สูงหรือพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีความครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ อาทิ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา, อุทยานแห่งชาติแม่ปิง, ห้วยกุ๊บกั๊บ, ทุ่งเกี๊ยะ, บ้านป่าข้าวหลาม, และดอยม่อนล้าน เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวให้มีความสะดวกสบาย พร้อมส่งต่อคอนเทนต์ผ่านโลกออนไลน์ได้แบบไร้ขีดจำกัด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30767 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/AIS4.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>นอกจากนี้เรายังมุ่งสร้างการเข้าถึงดิจิทัลให้คนไทย ด้วยการเดินหน้าขยายโครงข่ายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้กับผู้คน และสนับสนุนการทำงานของทุกภาคส่วน อาทิ การขยายเครือข่ายสัญญาณและอินเทอร์เน็ตโรงเรียน ตชด. ในพื้นที่ห่างไกล, การนำ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการเครือข่ายในช่วงวิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเครือข่ายสื่อสารจะสามารถใช้งานได้ และส่งต่อความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที, สนับสนุนโครงข่ายดิจิทัลเพื่อระบบโทรมาตรอัตโนมัติ, การทำงานร่วมกับ GULF และ สวพส. ในโครงการ Green Energy Green Network For Thais พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโครงข่ายดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกล</p>
<p>AIS เชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง เป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาสังคมไทยในทุกมิติ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าศักยภาพของโครงข่ายอัจฉริยะ 5G ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งลึกสุด สูงสุด กว้างสุด และไกลที่สุดในไทยและที่ 1 ตัวจริงในภาคเหนือ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว นำไปสู่การสร้างรายได้ สร้างเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวหน้าหนาวได้อย่างแน่นอน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30765 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/AIS2.gif" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/ais-leader-of-communication-network-in-northern-thailand/">AIS ปูพรมโครงข่ายครอบคลุม ลึก สูง กว้าง ไกล ที่ 1 ตัวจริงภาคเหนือ ทลายทุกข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ และพลังงาน เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจ รับเทศกาลท่องเที่ยวหน้าหนาว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บางกอกเคเบิ้ล จับมือ Hatari-SHARGE-ION Energy รวมตัวท็อปด้านพลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ เปิดตัวแคมเปญ “เชื่อมต่อพลังใจ สู้ภัยน้ำท่วม” กางแผน 4 เฟส ช่วยเหลือระหว่าง-หลังภัยพิบัติ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/bangkok-cable-hatari-sharge-ion-energy-relief-flooding/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 13 Oct 2024 02:40:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Cable]]></category>
		<category><![CDATA[BCC]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[EV Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Hatari]]></category>
		<category><![CDATA[ION Energy]]></category>
		<category><![CDATA[RÊVERSHARGER]]></category>
		<category><![CDATA[SHARGE]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บางกอกเคเบิ้ล]]></category>
		<category><![CDATA[พงศภัค นครศรี]]></category>
		<category><![CDATA[พีรกานต์ มานะกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[พีระภัทร ศิริจันทโรภาส]]></category>
		<category><![CDATA[วรันธร วนวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เซฟคน เซฟเมือง เซฟสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29414</guid>

					<description><![CDATA[<p>“บางกอกเคเบิ้ล” ต่อยอดแนวคิดเซฟคน&#8211;เซฟเมือง&#8211;เซฟสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลัง 3 พันธมิตรพลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ Hatari-SHARGE-ION Energy เปิดตัวแคมเปญ “เชื่อมต่อพลังใจ สู้ภัยน้ำท่วม” รวมพลังความเชี่ยวชาญ จุดประกายไฟฟ้าแห่งความหวัง ช่วยเหลือสังคม ฟื้นฟูจากทุกสถานการณ์ภัยพิบัติ วางแผนดูแลทั้งระหว่างและหลังสถานการณ์น้ำท่วม ผ่านการช่วยเหลือ 4 เฟส ทั้งการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ-มอบสายไฟซ่อมบำรุงสถานที่ส่วนกลาง&#8211;ตรวจสอบความปลอดภัยไฟฟ้าในชุมชน&#8211;ติดตั้ง Solar ช่วยให้มีไฟฟ้าใช้แม้ไฟดับ นำร่องลงพื้นที่ประสบอุทกภัยเชียงใหม่&#8211;เชียงราย มอบถุงยังชีพให้แก่ 6 ตำบล 44 ชุมชน เตรียมมอบสายไฟ ฟื้นฟูชุมชน อาทิ วัด&#8211;โรงเรียน หลังน้ำลด นายพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้สร้างความร่วมมือกับ 3 พันธมิตรบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ ได้แก่ บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด (Hatari) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของไทย บริษัท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/bangkok-cable-hatari-sharge-ion-energy-relief-flooding/">บางกอกเคเบิ้ล จับมือ Hatari-SHARGE-ION Energy รวมตัวท็อปด้านพลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ เปิดตัวแคมเปญ “เชื่อมต่อพลังใจ สู้ภัยน้ำท่วม” กางแผน 4 เฟส ช่วยเหลือระหว่าง-หลังภัยพิบัติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“บางกอกเคเบิ้ล” ต่อยอดแนวคิดเซฟคน</strong><strong>&#8211;</strong><strong>เซฟเมือง</strong><strong>&#8211;</strong><strong>เซฟสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลัง </strong><strong>3 </strong><strong>พันธมิตรพลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ </strong><strong>Hatari-SHARGE-ION Energy</strong><strong> เปิดตัวแคมเปญ “เชื่อมต่อพลังใจ สู้ภัยน้ำท่วม” </strong></p>
<p><span id="more-29414"></span></p>
<p><strong>รวมพลังความเชี่ยวชาญ จุดประกายไฟฟ้าแห่งความหวัง ช่วยเหลือสังคม ฟื้นฟูจากทุกสถานการณ์ภัยพิบัติ วางแผนดูแลทั้งระหว่างและหลังสถานการณ์น้ำท่วม ผ่านการช่วยเหลือ </strong><strong>4 </strong><strong>เฟส ทั้งการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ-มอบสายไฟซ่อมบำรุงสถานที่ส่วนกลาง</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ตรวจสอบความปลอดภัยไฟฟ้าในชุมชน</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ติดตั้ง</strong><strong> Solar</strong><strong> ช่วยให้มีไฟฟ้าใช้แม้ไฟดับ นำร่องลงพื้นที่ประสบอุทกภัยเชียงใหม่</strong><strong>&#8211;</strong><strong>เชียงราย มอบถุงยังชีพให้แก่ </strong><strong>6 </strong><strong>ตำบล </strong><strong>44 </strong><strong>ชุมชน เตรียมมอบสายไฟ ฟื้นฟูชุมชน อาทิ วัด</strong><strong>&#8211;</strong><strong>โรงเรียน หลังน้ำลด</strong></p>
<p><strong>นายพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด</strong> หรือ <strong>Bangkok Cable (BCC)</strong> ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้สร้างความร่วมมือกับ 3 พันธมิตรบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ ได้แก่ <strong>บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด (</strong><strong>Hatari</strong><strong>)</strong> ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของไทย <strong>บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด (</strong><strong>SHARGE</strong><strong>)</strong> ผู้ให้บริการสถานีชาร์จภายใต้แบรนด์ “RÊVERSHARGER<strong>”</strong> และผู้นำ EV Ecosystem Operator ครบวงจร และ<strong>บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด</strong><strong> (</strong><strong>ION Energy</strong><strong>)</strong> ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานโซลาร์ครบวงจร เปิดตัวแคมเปญ “เชื่อมต่อพลังใจ สู้ภัยน้ำท่วม” รวมพลังความเชี่ยวชาญของบริษัทระดับท็อปที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไฟฟ้า เพื่อช่วยเหลือสังคม ฟื้นฟูสังคม ชุมชน จากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และอาจเกิดขึ้นในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29650 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/002.Bangkok-Cable-และพันธมิตร-เดินหน้าเฟสแรก-มอบถุงยังชีพเชียงใหม่และเชียงราย.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นครั้งหนึ่ง ความเสียหายหนึ่งที่มักซ่อนตัวอยู่เสมอ คือความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงระดับครัวเรือน ความเสียหายเหล่านี้ สร้างผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยต่อชีวิตของผู้คน ซ้ำเติมสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในระดับที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ เราในฐานะบริษัทชั้นนำด้านสายไฟฟ้าของไทย ที่มุ่งมั่นเซฟคน เซฟเมือง เซฟสิ่งแวดล้อม จึงได้รวบรวมพันธมิตรชั้นนำทั้งในวงการเครื่องใช้ไฟฟ้า EV Charger และพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ มาร่วมกันจุดประกายไฟฟ้าแห่งความหวัง ผ่านความเชี่ยวชาญของแต่ละองค์กร เพื่อช่วยให้สังคมก้าวผ่านภัยพิบัติต่างๆ อย่างปลอดภัย” นายพงศภัค กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ การส่งต่อความช่วยเหลือที่ดี จำเป็นต้องดูแลทั้งระหว่างเหตุการณ์ และหลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ แคมเปญ เชื่อมต่อพลังใจ สู้ภัยน้ำท่วม จึงมุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือในภัยพิบัติต่างๆ เป็น 4 เฟส ได้แก่ <strong>เฟสที่ </strong><strong>1 </strong><strong>การให้ความช่วยเหลือระหว่างเหตุการณ์</strong> สนับสนุนข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว <strong>เฟสที่</strong><strong> 2 </strong><strong>การฟื้นฟูสถานที่ส่วนกลางของชุมชน</strong> มอบสายไฟฟ้าของบางกอกเคเบิ้ล ซึ่งเป็นสายไฟฟ้าที่ได้คุณภาพและปลอดภัย ให้แก่สถานที่ส่วนกลางในแต่ละชุมชน อาทิ วัด โรงเรียน เพื่อเร่งฟื้นฟู ช่วยให้สถานที่เหล่านั้นกลับมาอำนวยความสะดวกผู้คนในชุมชนได้ตามปกติ <strong>เฟสที่ </strong><strong>3 </strong><strong>การจัดทีมตรวจสอบความปลอดภัยของสายไฟฟ้าในพื้นที่</strong> ส่งทีมงานลงพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในสถานที่สำคัญในชุมชน และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติโดยตรง รวมทั้งให้ความรู้เพิ่มเติมแก่คนในพื้นที่ ให้สามารถตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์ไฟฟ้าเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ และ<strong>เฟสที่ </strong><strong>4 </strong><strong>การติดตั้งแผงโซลาร์แบบออฟกริด (</strong><strong>Off-grid</strong><strong>)</strong> พิจารณาร่วมกับพันธมิตรต่างๆ เพื่อคัดเลือกชุมชนที่มีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ภัยพิบัติ เช่น อุทกภัย เป็นประจำ และดำเนินการเข้าไปติดตั้งแผงโซลาร์แบบออฟกริด พร้อมทั้งติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System) เพื่อให้ชุมชนนั้นยังมีไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ แม้เกิดสถานการณ์ที่ใช้ไฟฟ้าแบบปกติไม่ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29653 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/005.Bangkok-Cable-และพันธมิตร-เดินหน้าเฟสแรก-มอบถุงยังชีพเชียงใหม่และเชียงราย.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เบื้องต้น ทั้ง 4 บริษัท ได้ร่วมกันเดินหน้าแคมเปญนี้ครั้งแรกที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง โดยได้มอบถุงยังชีพ ให้แก่ 6 ตำบล 44 ชุมชน และอยู่ระหว่างการเตรียมมอบสายไฟที่จำเป็นต่อการใช้ซ่อมบำรุงวัด โรงเรียนในพื้นที่ และเมื่อสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย จะส่งทีมงานลงพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป</p>
<p>ด้าน <strong>นางสาววรันธร วนวิทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ</strong><strong> บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด (</strong><strong>Hatari</strong><strong>)</strong> กล่าวว่า บริษัทฮาตาริ ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคและสังคมมาโดยตลอด และได้ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องผ่านการบริจาคทั้งในนามองค์กรและในนามส่วนตัวของคณะผู้บริหารบริษัท การสร้างความร่วมมือกับบางกอกเคเบิ้ลในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ทางฮาตาริ สามารถดูแลช่วยเหลือชุมชนและผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติได้อย่างครบวงจร ทั้งระหว่างภัยพิบัติ และการฟื้นฟูหลังจากภัยพิบัติ ในครั้งนี้นอกจากการบริจาคแล้ว ทางฮาตาริได้นำความรู้และความเชี่ยวชาญขององค์กรในการตรวจเช็คเครื่องใช้ไฟฟ้ามาถ่ายทอดเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานทุกคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29652 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/004.Bangkok-Cable-และพันธมิตร-เดินหน้าเฟสแรก-มอบถุงยังชีพเชียงใหม่และเชียงราย.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นายพีระภัทร ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด</strong> กล่าวว่า ในฐานะผู้ให้บริการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) และผู้ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) บริษัทตระหนักดีว่า ไฟฟ้า คือพลังงานสำคัญที่มีบทบาทขับเคลื่อนวิถีชีวิตของผู้คนตั้งแต่อดีต และจะยิ่งมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในอนาคตจากการเปลี่ยนผ่านมาสู่การใช้พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น ความร่วมมือกับบางกอกเคเบิ้ลในครั้งนี้ ถือเป็นการเข้าไปร่วมดูแลสังคมตั้งแต่รากฐาน ให้สังคมและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ กลับมาใช้ไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัย และช่วยให้ไฟฟ้ายังคงสามารถขับเคลื่อนวิถีชีวิตของผู้คนต่อไปได้อย่างราบรื่น</p>
<p><strong>นายพีรกานต์ มานะกิจ ประธานอำนวยการ บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ จำกัด </strong>กล่าวว่า พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานหมุนเวียนที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน สามารถช่วยลดการก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ พร้อมทั้งยังสามารถช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับผู้บริโภค จึงนับเป็นพลังงานสีเขียวในการขับเคลื่อนสู่อนาคตอย่างยั่งยืน บริษัทไอออน ในฐานะผู้ให้บริการติดตั้งพลังงานโซลาร์อันดับหนึ่ง สำหรับบ้านที่อยู่อาศัยแบบครบวงจร ที่รับความไว้วางใจจากผู้พัฒนาอสังหาชั้นนำในประเทศไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในความร่วมมือครั้งนี้กับทางบางกอกเคเบิ้ล บริษัทมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ให้สามารถกลับมาใช้ไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน เพื่อเน้นย้ำถึงเจตนาที่จะส่งเสริมให้พลังงานสะอาดเป็นแหล่งพลังงานที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ (We make renewable energy possible for all) เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งในทุกการดำเนินงาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29651 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/003.Bangkok-Cable-และพันธมิตร-เดินหน้าเฟสแรก-มอบถุงยังชีพเชียงใหม่และเชียงราย.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับ <strong>บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด</strong> หรือ <strong>Bangkok Cable (BCC)</strong> เป็นผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย ก่อตั้งในปี พ.ศ.2507 ให้บริการครอบคลุม 7 กลุ่มการใช้งาน ได้แก่ 1.ระบบผลิตและส่งพลังงานไฟฟ้า (Transmission) 2.ระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า (Distribution) 3.ระบบไฟฟ้าภายในบ้านพักและอาคาร (Construction and Building) 4.ระบบขนส่งและคมนาคม (Transportation and Mobility) 5.ระบบไฟฟ้าในโรงงาน และภาคอุตสาหกรรม (Industrial) 6.พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และ 7.ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ (Automotive) เพื่อสร้างความปลอดภัยและขับเคลื่อนเมืองสู่อนาคต ปัจจุบัน มีลูกค้าโครงการขนาดใหญ่ของทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมากที่ใช้สายไฟฟ้าของบางกอกเคเบิ้ล อาทิ โครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าสายสีชมพู โครงการรถไฟทางคู่สายตะวันออก และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/bangkok-cable-hatari-sharge-ion-energy-relief-flooding/">บางกอกเคเบิ้ล จับมือ Hatari-SHARGE-ION Energy รวมตัวท็อปด้านพลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ เปิดตัวแคมเปญ “เชื่อมต่อพลังใจ สู้ภัยน้ำท่วม” กางแผน 4 เฟส ช่วยเหลือระหว่าง-หลังภัยพิบัติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
