<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โจ ไบเด่น &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b9%82%e0%b8%88-%e0%b9%84%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 01 Aug 2022 11:30:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>โจ ไบเด่น &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ไบเดน ลดกำแพงช่วยกลุ่มเปราะบางมะกัน 4.5 ล้านครัวรือน เข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน ประหยัดค่าไฟได้ปีละ 10%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/08/biden-plan-solar-power-for-every-one/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Aug 2022 11:30:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[community solar]]></category>
		<category><![CDATA[Joe Biden]]></category>
		<category><![CDATA[LIHEAP]]></category>
		<category><![CDATA[Pew Research Center]]></category>
		<category><![CDATA[solar power]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[โจ ไบเด่น]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์ฟาร์ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=13182</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังงานหมุนเวียนมีบทบาทที่สำคัญในการแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานในอนาคต และการเข้ามาแทนที่พลังงานจากถ่านหิน อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของปัญหาโลกร้อน แต่การเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนเหล่านั้น มักแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงที่คนรายได้น้อยซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ไม่สามารถเอื้อมถึงได้ ฝ่ายบริหารของรัฐบาลโจ ไบเดน จึงได้เปิดตัวแผนนโยบายใหม่เพื่อให้ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยเข้าถึงพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น โดยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวได้ประกาศ 2 โครงการใหม่ ที่มีเป้าหมายขยายการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ 1. โครงการ “พลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน” และ 2. โครงการรางวัล Sunny สำหรับชุมชนพลังงานแสงอาทิตย์ที่เท่าเทียมกัน สำหรับโครงการ “พลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน”  มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดค่าไฟให้กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในชุมชน ขณะเดียวกันยังช่วยรณรงค์ให้มีการใช้พลังงานสะอาดในวงกว้าง โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทุกครัวเรือนที่ลงทะเบียนใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้รับประโยชน์ร่วมกัน จากแผงโซลาร์ในฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้ง โดยบริษัทด้านพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร โดยครัวเรือนที่ได้ลงทะเบียนไว้ผ่านโครงการจะได้รับเครดิตในบิลค่าไฟสำหรับการใช้พลังงานที่ผลิตมาจากโซลาร์ฟาร์มดังกล่าว ทั้งนี้ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชนของประธานาธิบดีไบเดน จะช่วยช่วยลดกำแพงและเพิ่มการเข้าถึงผู้คนในวงกว้างได้มากกว่า โดยเฉพาะผู้เช่าอาศัยและผู้ที่ไม่สามารถจ่ายค่าติดตั้งแผงโซลาร์ได้ ซึ่งมีราคาสูงถึง 25,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามข้อมูลจากรายงาน Pew Research Center  เผยข้อมูลการสำรวจในปี 2019 พบว่า มีครัวเรือนเพียง 6% ที่ได้ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ และ 46% บอกว่า พวกเขาอยากติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้านเช่นกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/08/biden-plan-solar-power-for-every-one/">ไบเดน ลดกำแพงช่วยกลุ่มเปราะบางมะกัน 4.5 ล้านครัวรือน เข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน ประหยัดค่าไฟได้ปีละ 10%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="ns4p8fja j83agx80 cbu4d94t a6sixzi8 bkfpd7mw d2edcug0 kb5gq1qc nred35xi" role="none">
<div class="r9r71o1u m9osqain fsrhnwul pg2h7yj2 r8blr3vg qjjbsfad" data-testid="mw_message_sender_name">
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังงานหมุนเวียนมีบทบาทที่สำคัญในการแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานในอนาคต และการเข้ามาแทนที่พลังงานจากถ่านหิน อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของปัญหาโลกร้อน แต่การเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนเหล่านั้น มักแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงที่คนรายได้น้อยซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ไม่สามารถเอื้อมถึงได้</span></p>
</div>
</div>
<p><span id="more-13182"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝ่ายบริหารของรัฐบาลโจ ไบเดน จึงได้เปิดตัวแผนนโยบายใหม่เพื่อให้ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยเข้าถึงพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น โดยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวได้ประกาศ 2 โครงการใหม่ ที่มีเป้าหมายขยายการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ 1. โครงการ “พลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน” และ 2. โครงการรางวัล Sunny สำหรับชุมชนพลังงานแสงอาทิตย์ที่เท่าเทียมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับโครงการ <strong>“พลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน” </strong> มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดค่าไฟให้กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในชุมชน ขณะเดียวกันยังช่วยรณรงค์ให้มีการใช้พลังงานสะอาดในวงกว้าง โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทุกครัวเรือนที่ลงทะเบียนใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้รับประโยชน์ร่วมกัน จากแผงโซลาร์ในฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้ง โดยบริษัทด้านพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร โดยครัวเรือนที่ได้ลงทะเบียนไว้ผ่านโครงการจะได้รับเครดิตในบิลค่าไฟสำหรับการใช้พลังงานที่ผลิตมาจากโซลาร์ฟาร์มดังกล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชนของประธานาธิบดีไบเดน จะช่วยช่วยลดกำแพงและเพิ่มการเข้าถึงผู้คนในวงกว้างได้มากกว่า โดยเฉพาะผู้เช่าอาศัยและผู้ที่ไม่สามารถจ่ายค่าติดตั้งแผงโซลาร์ได้ ซึ่งมีราคาสูงถึง 25,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามข้อมูลจาก</span><span style="font-weight: 400;">รายงาน<strong> Pew Research Center</strong>  เผยข้อมูลการสำรวจในปี 2019 พบว่า มีครัวเรือนเพียง 6% ที่ได้ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ และ 46% บอกว่า พวกเขาอยากติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้านเช่นกัน แต่ราคากลับเป็นอุปสรรคใหญ่ ที่ทำให้ผู้คนไม่อาจเอื้อมถึง นอกจากนี้ จากการสำรวจล่าสุดของกรมพลังงานและ <strong>Lawrence Berkeley National Laboratory</strong> พบว่า มีครัวเรือนในสหรัฐฯ เพียง 14% ที่ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ มีรายได้น้อยกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ กรมการเคหะและการพัฒนาเมือง จึงได้ประกาศแนวทางใหม่ที่ให้ผู้พักอาศัยในที่พักของการเคหะ สามารถลงทะเบียนใช้พลังงานแสงอาทิตย์ชุมชนได้ โดยเครดิตที่พวกเขาได้รับจากการลงทะเบียนจะไม่นำไปคิดเป็นรายได้ครัวเรือน ซึ่งอาจจะกระทบสิทธิ์การได้รับความช่วยเหลือด้านค่าเช่า ขณะเดียวกัน ทำเนียบขาวก็คิดว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สามารถช่วยผู้คนกว่า 4.5 ล้านครัวเรือน ให้สามารถเข้าถึงโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชนได้ และยังช่วยครัวเรือนเหล่านั้นประหยัดค่าไฟได้ถึง 10% ต่อปี </span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13188 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/08/BIDEN2.jpg" alt="" width="1200" height="672" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากนี้ ทางทำเนียบขาวยังได้ประกาศโครงการนำร่องใหม่ เพื่อนำพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชนมาสู่ครัวเรือนที่ลงทะเบียนในโครงการความช่วยเหลือด้านพลังงานภายในบ้านที่มีรายได้ต่ำของรัฐบาลกลาง (LIHEAP) ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยจ่ายค่าไฟ และยังจัดหาเงินทุน เพื่อสนับสนุนการป้องกันอาคารบ้านเรือนจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นเพื่อให้เป็นบ้านที่สามารถประหยัดพลังงานมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยทางกรมพลังงานได้จับมือกับกรมการสุขภาพและการบริการมนุษย์ วางแผนพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับบริหารจัดการผู้ที่ลงทะเบียนโครงการดังกล่าวด้วย ซึ่งจะเริ่มนำร่องในโคโลราโด อิลินอยส์ นิวเจอร์ซี นิวเม็กซิโก นิวยอร์ก และ วอชิงตัน​ ดีซี โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถช่วยผู้ลงทะเบียนประหยัดค่าไฟได้ถึง 20% และภายในปี 2025 คาดว่า จะมีเม็ดเงินจากการประหยัดไฟรวมกัน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่การมอบรางวัลในโครงการ <strong>“รางวัล Sunny สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชนที่เท่าเทียมกัน”</strong> เพื่อเพิ่มพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนให้มากขึ้น โดยจะรวบรวมเงินสะสมจำนวน 1 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อมอบรางวัลตั้งแต่ 1,000 &#8211; 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชนที่เข้าถึงครัวเรือนรายได้น้อยถึงปานกลางได้เป็นอย่างดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายพลังงานของประธานาธิบดีไบเดน เพื่อขับเคลื่อนวาระด้านพลังงานสะอาดต่อไป โดยเครดิตภาษีจำนวน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับพลังงานสะอาดซึ่งนับเป็นแผนด้านภูมิอากาศที่สำคัญของพรรคเดโมเครตไปไม่รอดหลังจากที่วุฒิสมาชิกของรัฐเวสต์เวอร์จิเนียร์อย่าง Joe Manchin ระงับการลงคะแนนเสียง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการออกกฎหมายด้านภูมิอากาศที่ครอบคลุม ฝ่ายบริหารของไบเดนก็คงหันไปใช้กลยุทธ์ทีละส่วนเพื่อกระตุ้นพลังงานสะอาด แต่ในวันนี้ ผู้ให้การสนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศและสมาชิกสภานิติบัญญัติในสภาคองเกรสต่างเรียกร้องให้ไบเดนประกาศภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ ซึ่งช่วยปลดล็อกอำนาจบริหารของเขาให้มากขึ้นในการจำกัดการขุดเจาะและการลงทุนด้านเชื้อเพลิงฟอสซิล</span></p>
<p><a href="https://www.theverge.com/2022/7/27/23280446/community-solar-power-biden-energy-bills-clean-electricity" target="_blank" rel="noopener noreferrer">source</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/08/biden-plan-solar-power-for-every-one/">ไบเดน ลดกำแพงช่วยกลุ่มเปราะบางมะกัน 4.5 ล้านครัวรือน เข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน ประหยัดค่าไฟได้ปีละ 10%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีทีเอส เยือนทำเนียบขาว ร่วมยุติปัญหาอาชญากรรมและความเกลียดชังที่มีต่อชาวเอเชีย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/06/bts-at-white-house-stop-asian-hate/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Jun 2022 02:13:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BTS]]></category>
		<category><![CDATA[BTS at White House]]></category>
		<category><![CDATA[J-Hope]]></category>
		<category><![CDATA[Jimin]]></category>
		<category><![CDATA[Jin]]></category>
		<category><![CDATA[JK]]></category>
		<category><![CDATA[Racism]]></category>
		<category><![CDATA[RM]]></category>
		<category><![CDATA[Stop Asian Hate]]></category>
		<category><![CDATA[Stop Asian Hate Crimes]]></category>
		<category><![CDATA[Sugar]]></category>
		<category><![CDATA[V]]></category>
		<category><![CDATA[คิม ซอกจิน]]></category>
		<category><![CDATA[คิม นัมจุน]]></category>
		<category><![CDATA[คิม แทฮยอง]]></category>
		<category><![CDATA[จอง โฮซอก]]></category>
		<category><![CDATA[จอน จองกุก]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเนียบขาว]]></category>
		<category><![CDATA[บีทีเอส]]></category>
		<category><![CDATA[บีทีเอสเยือนทำเนียบขาว]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาความเกลียดชังชาวเอเชีย]]></category>
		<category><![CDATA[พัค จิมิน]]></category>
		<category><![CDATA[มิน ยุนกิ]]></category>
		<category><![CDATA[เหยียดเชื้อชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[โจ ไบเด่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=11865</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มศิลปินบีทีเอส​​ ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสื่อมวลชนที่ทำเนียบขาว หลังได้รับคำเชิญจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อร่วมหารือปัญหาและยุติความเกลียดชังที่มีต่อชาวเอเชีย ใน​วันสุดท้ายของเทศกาล Asian Pacific American Heritage Month ซึ่งตรงกับเดือนพฤษภาคม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำคัญของคนเชื้อสายเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิก ที่มีต่อประวัติศาสตร์อเมริกา สมาชิกบีทีเอสทั้ง 7 คน ประกอบด้วย  คิม นัมจุน (RM)  คิม ซอกจิน (Jin)  มิน ยุนกิ (Sugar) จอง โฮซอก (J-Hope) พัค จิมิน (Jimin) คิม แทฮยอง (V) และจอน จองกุก (JK)  ในฐานะตัวแทนของคนเอเชียได้กล่าวความรู้สึกในการมาเยือนทำเนียบขาวครั้งนี้เป็นรายบุคคล เร่ิมจากคิม นันจุน หรือ RM หัวหน้าวง ได้กล่าวความรู้สึกเป็นภาษาอังกฤษ  ส่วนทั้ง 6 คน กล่าวเป็นภาษาเกาหลี​ เพื่อร่วมสื่อสารถึงคนทั่วโลกต่อความพยายามในการยุติปัญหาอาชญากรรมและการเหยียดเชื้อชาติที่คนเอเชียได้รับ สำหรับใจความโดยรวมที่ทั้ง 7 คนได้กล่าว สรุปได้ว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/bts-at-white-house-stop-asian-hate/">บีทีเอส เยือนทำเนียบขาว ร่วมยุติปัญหาอาชญากรรมและความเกลียดชังที่มีต่อชาวเอเชีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กลุ่มศิลปินบีทีเอส​​ ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสื่อมวลชนที่ทำเนียบขาว หลังได้รับคำเชิญจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อร่วมหารือปัญหาและยุติความเกลียดชังที่มีต่อชาวเอเชีย ใน​วันสุดท้ายของเทศกาล Asian Pacific American Heritage Month ซึ่งตรงกับเดือนพฤษภาคม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำคัญของคนเชื้อสายเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิก ที่มีต่อประวัติศาสตร์อเมริกา</p>
<p><span id="more-11865"></span></p>
<p>สมาชิกบีทีเอสทั้ง 7 คน ประกอบด้วย  คิม นัมจุน (RM)  คิม ซอกจิน (Jin)  มิน ยุนกิ (Sugar) จอง โฮซอก (J-Hope) พัค จิมิน (Jimin) คิม แทฮยอง (V) และจอน จองกุก (JK)  ในฐานะตัวแทนของคนเอเชียได้กล่าวความรู้สึกในการมาเยือนทำเนียบขาวครั้งนี้เป็นรายบุคคล เร่ิมจากคิม นันจุน หรือ RM หัวหน้าวง ได้กล่าวความรู้สึกเป็นภาษาอังกฤษ  ส่วนทั้ง 6 คน กล่าวเป็นภาษาเกาหลี​ เพื่อร่วมสื่อสารถึงคนทั่วโลกต่อความพยายามในการยุติปัญหาอาชญากรรมและการเหยียดเชื้อชาติที่คนเอเชียได้รับ</p>
<p>สำหรับใจความโดยรวมที่ทั้ง 7 คนได้กล่าว สรุปได้ว่า <em><strong>​การมาทำเนียบขาวในครั้งนี้ เพื่อเป็นตัวแทนในการร่วมหารือประเด็นสำคัญ และร่วมต่อต้านอาชญากรรมซึ่งมีสาเหตุมาจากความเกลียดชังต่อชาวเอเชีย พร้อมร่วมสนับสนุนให้เกิดการยอมรับในความแตกต่างและหลากหลาย ซึ่งการเติบโตของบีทีเอสก็มาจากการสนับสนุนของแฟนคลับที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ดังนั้น บีทีเอสจะเป็นตัวแทนหนึ่งที่มีส่วนช่วยยุติปัญหาเหล่านี้ ผ่านเสียงดนตรี ที่สามารถทำลายกำแพงและอุปสรรคของความแตกต่างทั้งหลายพร้อมย้ำว่า ความแตกต่างของแต่ละคนไม่ใช่เรื่องผิด ทุกคนมีความเท่าเทียมกันและควรเคารพซึ่งกันและกันในฐานะมนุษย์ที่ล้วนแต่มีค่าในตัวเองทุกคน</strong></em></p>
<p>ทั้งนี้  บีทีเอสเป็นหนึ่งในศิลปินที่ออกมาขับเคลื่อนการยุติความเกลียดชังที่มีต่อชาวเอเชีย ซึ่งเป็นหนึ่งในประสบการณ์ตรงที่พวกเขาในฐานะศิลปินชาวเอเชีย เคยมีประสบการณ์ที่ต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้มาด้วยตัวเอง ในฐานะศิลปินที่ต้องมีการเดินทางไปหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก ​</p>
<p>ก่อนหน้านี้ คิมนัมจุน เคยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในการเปิดแถลงข่าว BTS Permission to Dance on Stage ที่จัดแสดงใน LA สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่มีกระแสการต่อต้านและเกิดความเกลียดชังชาวเอเชีย  ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19  โดยมีใจความว่า</p>
<p><strong><em>“ในฐานะชาวเอเชียคนหนึ่ง แม้จะไม่ได้เกิดและเติบโตในต่างประเทศ แต่ก็พบเจออุปสรรคมากมายในการทำงานที่บางครั้งไม่สามารถอธิบายได้ และขอเป็นกำลังใจให้ชาวเอเชียทุกคน โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ โดยหวังว่าเรื่องราวเส้นทางของเรา รางวัลต่างๆ รวมทั้งบทเพลงของเรา จะสามารถช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้กับชาวเอเชียทุกคนบนโลก และเราจะพยายามทำทุกวิถีทางที่ทำได้เพื่อพยายามหยุดอาชญากรรมหรือความเกลียดชังที่มีต่อชาวเอเชียให้หมดไปได้”​ ​​</em></strong></p>
<p>สำหรับบีทีเอส ถือเป็นกลุ่มศิลปินที่ขับเคลื่อนวาระต่างๆ ในฐานะพลังของคนรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง และยังถือเป็นศิลปินบอยแบนด์วงแรกที่ได้มีโอกาสขึ้นกล่าวสุนทรพจน์​ในการประชุมสมัชชาใหญ่ ของสหประชาชาติ เพื่อส่งสารถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้รักตัวเอง และกล้าที่จะเดินตามความฝันของตัวเอง ​</p>
<p>ส่วนการไปเยือนทำเนียบขาวของ BTS ในครั้งนี้ เป็นไปตามคำเชิญของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากเอกสารประกาศอย่างเป็นทางการของทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2565. ที่ผ่านมา ใน​โอกาสเดือน Asian Pacific American Heritage Month ซึ่งตรงกับเดือนพฤษภาคม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำคัญของคนเชื้อสายเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิก ที่มีต่อประวัติศาสตร์อเมริกา หลังจากก่อนหน้าประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพิ่งไปเยือนประเทศเกาหลีใต้มาเช่นเดียวกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/bts-at-white-house-stop-asian-hate/">บีทีเอส เยือนทำเนียบขาว ร่วมยุติปัญหาอาชญากรรมและความเกลียดชังที่มีต่อชาวเอเชีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>7 เรื่องด่วนที่ &#8220;โจ ไบเดน&#8221; ในฐานะปธน.คนใหม่ต้องรีบทำเพื่อจัดการกับปัญหาClimate Change</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2021/01/7-things-joe-biden-should-do/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 Jan 2021 07:07:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[Joe Biden]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมสหรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายเร่่งด่วนของโจ ไบเดน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โจ ไบเด่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=8728</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประกาศชัยชนะของโจ ไบเดน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2020 นับเป็นการสร้างความหวังของอเมริกันชนหลากหลายกลุ่มที่จะเห็นสหรัฐฯเดินหน้าไปในทางที่ดีขึ้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ให้ความสำคัญและเป็นนโยบายที่โดนใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักษ์โลกและมองว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนั้นจึงมีผี่ยวชาญออกมาให้คำแนะนำด้านสิ่งแวดล้อม 7 ข้อ เพื่อฝากเป็นการบ้านให้ โจ ไบเดน ต้องเริ่มดำเนินการทันทีที่ก้าวสู่ตำแหน่ง 1. กลับมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงปารีส (The Paris Agreement) เมื่อไม่นานมานี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอนสหรัฐอเมริกาออกจากความตกลงปารีส (The Paris Agreement) ได้สำเร็จเพราะเขาไม่ค่อยให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่าใดนัก แต่หลังจากที่ไบเดนได้ส่งหนังสือไปยังองค์การสหประชาชาติว่าเขาอยากกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงปารีสและสหรัฐฯสามารถกลับมาได้ภายใน 30 วัน ด้าน Rachel Cleetus ผู้อำนวยการด้านนโยบายด้านอุณหภูมิและพลังงาน แห่ง the nonprofit Union of Concerned Scientists กล่าวว่า ฝ่ายบริหารใหม่ (ไบเดน) จำเป็นต้อง “เสนอสิ่งที่ดูมุ่งมั่นและน่าเชื่อถือเพื่อให้สหรัฐฯมีบทบาทในเวทีระดับนานาชาติ” 2. .ให้คำมั่นที่จะลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 ไบเดนเคยกล่าวในช่วงหาเสียงว่าเขาอยากให้พลังงานไฟฟ้าปลอดคาร์บอนภายในปี 2035 และทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของสหรัฐฯเป็นศูนย์ทางคาร์บอน นั่นหมายความว่าการปล่อยคาร์บอนจะสมดุลผ่านตัวดักจับคาร์บอน เช่น ต้นไม้ และอื่นๆ ภายในปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/01/7-things-joe-biden-should-do/">7 เรื่องด่วนที่ &#8220;โจ ไบเดน&#8221; ในฐานะปธน.คนใหม่ต้องรีบทำเพื่อจัดการกับปัญหาClimate Change</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #993366;">การประกาศชัยชนะของโจ ไบเดน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2020 นับเป็นการสร้างความหวังของอเมริกันชนหลากหลายกลุ่มที่จะเห็นสหรัฐฯเดินหน้าไปในทางที่ดีขึ้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ให้ความสำคัญและเป็นนโยบายที่โดนใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักษ์โลกและมองว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน </span></h4>
<p><span id="more-8728"></span><br />
ดังนั้นจึงมีผี่ยวชาญออกมาให้คำแนะนำด้านสิ่งแวดล้อม 7 ข้อ เพื่อฝากเป็นการบ้านให้ โจ ไบเดน ต้องเริ่มดำเนินการทันทีที่ก้าวสู่ตำแหน่ง</p>
<p><img decoding="async" class=" wp-image-8729 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/01/BD-4.jpg" alt="" width="540" height="304" /></p>
<p><strong>1. กลับมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงปารีส (The Paris Agreement)</strong><br />
เมื่อไม่นานมานี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอนสหรัฐอเมริกาออกจากความตกลงปารีส (The Paris Agreement) ได้สำเร็จเพราะเขาไม่ค่อยให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่าใดนัก แต่หลังจากที่ไบเดนได้ส่งหนังสือไปยังองค์การสหประชาชาติว่าเขาอยากกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงปารีสและสหรัฐฯสามารถกลับมาได้ภายใน 30 วัน ด้าน Rachel Cleetus ผู้อำนวยการด้านนโยบายด้านอุณหภูมิและพลังงาน แห่ง the nonprofit Union of Concerned Scientists กล่าวว่า ฝ่ายบริหารใหม่ (ไบเดน) จำเป็นต้อง “เสนอสิ่งที่ดูมุ่งมั่นและน่าเชื่อถือเพื่อให้สหรัฐฯมีบทบาทในเวทีระดับนานาชาติ”</p>
<p><strong>2. .ให้คำมั่นที่จะลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2030</strong><br />
ไบเดนเคยกล่าวในช่วงหาเสียงว่าเขาอยากให้พลังงานไฟฟ้าปลอดคาร์บอนภายในปี 2035 และทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของสหรัฐฯเป็นศูนย์ทางคาร์บอน นั่นหมายความว่าการปล่อยคาร์บอนจะสมดุลผ่านตัวดักจับคาร์บอน เช่น ต้นไม้ และอื่นๆ ภายในปี 2050 แต่การที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นได้จะต้องตั้งเป้าหมายชั่วคราวไว้ด้วยเพื่อให้การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามแผน ด้าน Cleetus กล่าวว่า ตามคำแนะนำของวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ การปล่อยคาร์บอนต้องลดลงราว 45% ภายในปี 2030 เทียบกับระดับการปล่อยคาร์บอนในปี 2005 เพื่อให้เป็นไปตามแผนของความตกลงปารีส ทั้งนี้ สหรัฐฯจะต้องเดินหน้าให้เร็วขึ้นเพราะว่าสหรัฐฯมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการปล่อยคาร์บอนเยอะที่สุดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และควรลดให้ได้อย่างน้อย 50%</p>
<p><img decoding="async" class=" wp-image-8732 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/01/DB-5.jpg" alt="" width="521" height="303" /></p>
<p><strong>3. ถอนคำยกเลิกของทรัมป์</strong><br />
ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามที่จะทำให้ข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 100 ฉบับ ถูกลดทอลง ซึ่งรวมถึงกฎระเบียบที่สำคัญในการจำกัดมลพิษจากรถยนต์และโรงไฟฟ้า ทั้งนี้ ไบเดนสามารถใช้คำสั่งพิเศษประธานาธิบดี (Executive orders) เพื่อนำข้อบังคับมาใช้และทำให้เกิดความแข็งแกร่งมากขึ้น โดย Sara Baldwin ผู้อำนวยการนโยบายด้านการพัฒนาไฟฟ้า กล่าวว่า “มีเรื่องใหญ่ที่จะต้องสะสาง กฎระเบียบและข้อบังคับมากมายที่ถูกยกเลิก กีดกัน หรือลดทอนลง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการคืนสถานะและเสริมสร้างความเข้มแข็ง”</p>
<p><strong>4. ฟื้นฟูสู่การเป็นเป็นเศรษฐกิจสีเขียว</strong><br />
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ครอบคลุมสามารถสร้างงานและสร้างเศรษฐกิจใหม่ ขณะเดียวกัน การจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการลงทุนด้านต่างๆ ก็ควรดำเนินควบคู่กันไป เช่น การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยและทำให้อาคารมีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน โดย Cleetus กล่าวว่า “สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำคือการสร้างความมั่นใจว่าเราเชื่อมต่อความจำเป็นระยะสั้นกับความจำเป็นระยะยาวเพื่อสร้างเศรษฐกิจปลอดคาร์บอน และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสะอาดที่ให้เราได้ทำตามแผนแทนที่จะไปลงทุนเพิ่มด้านเชื้อเพลิงฟอสซิล” ทั้งนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ควรจะเน้นไปยังชุมชนที่มีรายได้ต่ำที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษอย่างหนักในอดีตซึ่งจะช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพในทันที</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-8731 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/01/BD-3.jpg" alt="" width="594" height="316" /></p>
<p><strong>5. สร้างมาตรฐานไฟฟ้าสะอาด</strong><br />
หลายรัฐได้กำหนดมาตรฐานไฟฟ้าหมุนเวียนด้วยการจัดหาแหล่งพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น ในแคลิฟอร์เนียกำหนดมาตรฐานเริ่มต้นที่อัตรา 20% ในปี 2017 และเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆโดยกำหนดว่าจะมีไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนใช้ 100% ในปี 2045 ด้านผู้เชี่ยวชาญมองว่ารัฐบาลกลางควรกำหนดมาตรฐานในลักษณะเดียวกันเพื่อช่วยให้การดำเนินการเกิดเร็วขึ้น ในส่วนของราคาเทคโนโลยีพลังงานทดแทนก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าสหรัฐฯจะสามารถใช้ไฟฟ้าทดแทนได้ในอัตรา 90% ได้ภายใน 15 ปี ทั้งนี้ นโยบายที่เน้นด้านพลังงานทดแทนจะช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดเร็วขึ้นผ่านการออกพระราชบัญญัติ แต่หากสภาคองเกรสไม่ดำเนินการ ทางฝ่ายบริหารเองก็ต้องออกข้อบังคับภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยอากาศสะอาด (the Clean Air Act)</p>
<p><strong>6. ผลิตรถยนต์ใหม่ที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2035</strong><br />
เมื่อเร็วๆนี้ แคลิฟอร์เนียได้ตัดสินใจแบนการขายรถยนต์ออกใหม่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานฟอสซิลภายในปี 2035 และรัฐบาลกลางเองก็ควรดำเนินการในลักษณะเดียวกัน เพราะภายใน 2-3 ปี ข้างหน้านี้ราคารถยนต์ไฟฟ้าจะจับต้องได้เหมือนๆกับรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิง ทั้งนี้ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) ได้กำหนดมาตรฐานการปล่อยคาร์บอนสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไว้แล้ว ซึ่งไบเดนสามารถสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดเพื่อให้รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์เท่านั้นที่จะวิ่งได้ สำหรับมาตรฐานของรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่จะสามารถบรรลุเป้าได้ภายในปี 2045</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-8730 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/01/BD-2.jpg" alt="" width="570" height="320" /></p>
<p><strong>7. วางมาตรฐานสำหรับอาคารและอุตสาหกรรม</strong><br />
แม้ว่ากฎระเบียบด้านอาคารมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงเพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอน มาตรฐานประสิทธิภาพของเครื่องใช้ต่างๆก็ควรได้รับการอัพเกรดด้วยการกำหนดแผนการเพื่อหยุดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอาคารสำนักงานของรัฐฯ และเพิ่มแผนงานที่จะช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอน นอกจากนี้ ทางรัฐบาลยังสามารถกำหนดมาตรฐานที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และ พลาสติก เพื่อจำกัด การปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p>อย่างไรก็ดี ทางผู้เชียวชาญมองว่ายังคงมีอีกหลายขั้นตอนที่ฝ่ายบริหารใหม่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนไม่ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากสภาคองเกรสหรือไม่ และเชื่อว่าการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีโอกาสเป็นไปได้หลังจากที่ได้เห็นผลลัพท์ที่ได้จากแบบจำลองและการวิเคราะห์ แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็คือ “ความมุ่งมั่นทางการเมือง” ที่ไม่รู้ว่าจะมีมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง</p>
<p><strong>Credit : www.fastcompany.com/90584774/the-7-things-biden-should-do-first-to-tackle-climate-change</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/01/7-things-joe-biden-should-do/">7 เรื่องด่วนที่ &#8220;โจ ไบเดน&#8221; ในฐานะปธน.คนใหม่ต้องรีบทำเพื่อจัดการกับปัญหาClimate Change</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โค้งสุดท้ายการหาเสียง&#8217;ไบเดน&#8217;ปล่อยหมัดเด็ดชูนโยบายแก้ปัญหาโลกร้อนเอาใจคนรุ่นใหม่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2020/11/biden-plan-for-climate-change/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Nov 2020 13:56:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[CSR]]></category>
		<category><![CDATA[Joe Biden]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายหาเสียงประธานาธิบดีสหรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[โจ ไบเด่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=8390</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน นี้ (ตรงกับวันที่ 4 พฤศจิกายน ในประเทศไทย) กำลังถูกจับตามองจากคนทั่วโลกอย่างใกล้ชิด และการนำเสนอนโยบายในช่วงโค้งสุดท้ายของผู้สมัครเลือกตั้งทั้งสองคน ได้แก่ ประธานาธิบดีทรัมป์ (พรรครีพับลิกัน) และโจ ไบเดน (พรรคเดโมแครต) ก็เข้มข้นและดุเดือดตลอดระยะเวลาของการหาเสียงที่ผ่านมา ซึ่งนโยบายต่างๆนั้นจะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะก้าวมาเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป โดยวันนี้ SD Thailand ขอยกประเด็นของ โจ ไบเดน ที่ชูนโยบายการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนซึ่งน่าจะถูกใจคนรุ่นใหม่และหลายคนที่สนใจประเด็นสิ่งแวดล้อม ดังนี้ 1. เชื่อมั่นว่าสหรัฐฯจะบรรลุความสำเร็จด้านเศรษฐกิจพลังงานสะอาด 100% และปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยโจ ไบเดน กล่าวว่า เขาจะลงนามในชุดคำสั่ง Executive orders (คำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี) ที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจพลังงานสะอาดและการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ พร้อมกันนี้ จะขอให้สภาคองเกรสกำหนดกลไกการบังคับใช้ ลงทุนในพลังงานและวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ และนวัตกรรม พร้อมทั้ง กระตุ้นให้เกิดการใช้นวัตกรรมพลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว 2. เสริมสร้างการสร้างชาติที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้น เขากล่าวว่า “การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ชาญฉลาดก็เพื่อให้เกิดการสร้างชาติใหม่อีกครั้ง และเพื่อให้เชื่อมั่นว่าตึกรามบ้านช่อง สภาพน้ำ การคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจะสามารถต้านทานภาวะเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้” 3. ร่วมสนับสนุนให้ทั่วโลกรับมือกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2020/11/biden-plan-for-climate-change/">โค้งสุดท้ายการหาเสียง&#8217;ไบเดน&#8217;ปล่อยหมัดเด็ดชูนโยบายแก้ปัญหาโลกร้อนเอาใจคนรุ่นใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #993366;">การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน นี้ (ตรงกับวันที่ 4 พฤศจิกายน ในประเทศไทย) กำลังถูกจับตามองจากคนทั่วโลกอย่างใกล้ชิด และการนำเสนอนโยบายในช่วงโค้งสุดท้ายของผู้สมัครเลือกตั้งทั้งสองคน ได้แก่ ประธานาธิบดีทรัมป์ (พรรครีพับลิกัน) และโจ ไบเดน (พรรคเดโมแครต) ก็เข้มข้นและดุเดือดตลอดระยะเวลาของการหาเสียงที่ผ่านมา ซึ่งนโยบายต่างๆนั้นจะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะก้าวมาเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป</span></h4>
<p><span id="more-8390"></span></p>
<p>โดยวันนี้ <strong>SD Thailand</strong> ขอยกประเด็นของ<strong> โจ ไบเดน</strong> ที่ชูนโยบายการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนซึ่งน่าจะถูกใจคนรุ่นใหม่และหลายคนที่สนใจประเด็นสิ่งแวดล้อม ดังนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-8391 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2020/11/BUDEN-1.jpg" alt="" width="557" height="371" /></p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>1. เชื่อมั่นว่าสหรัฐฯจะบรรลุความสำเร็จด้านเศรษฐกิจพลังงานสะอาด 100% และปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050</strong></span><br />
โดยโจ ไบเดน กล่าวว่า เขาจะลงนามในชุดคำสั่ง Executive orders (คำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี) ที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจพลังงานสะอาดและการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ พร้อมกันนี้ จะขอให้สภาคองเกรสกำหนดกลไกการบังคับใช้ ลงทุนในพลังงานและวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ และนวัตกรรม พร้อมทั้ง กระตุ้นให้เกิดการใช้นวัตกรรมพลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว</p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>2. เสริมสร้างการสร้างชาติที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้น</strong></span><br />
เขากล่าวว่า “การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ชาญฉลาดก็เพื่อให้เกิดการสร้างชาติใหม่อีกครั้ง และเพื่อให้เชื่อมั่นว่าตึกรามบ้านช่อง สภาพน้ำ การคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจะสามารถต้านทานภาวะเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้”</p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>3. ร่วมสนับสนุนให้ทั่วโลกรับมือกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</strong></span><br />
หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาประกาศว่าสหรัฐฯจะถอนตัวออกจากข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศแห่งปารีส (The Paris Agreement) ไบเดนก็ได้ออกมาแสดงความตั้งใจในทางตรงกันข้ามว่าจะนำสหรัฐฯกลับเข้ามาสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว และจะเป็นผู้นำในการกระตุ้นให้ประเทศยักษ์ใหญ่บรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายในประเทศ เขากล่าวว่า เขาจะผนวกโครงการริเริ่มด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯเข้ากับนโยบายต่างประเทศ กลยุทธ์ความมั่นคงแห่งชาติ และข้อตกลงทางการค้า ของสหรัฐฯ อีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-8392 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2020/11/BIDEN-2.jpg" alt="" width="563" height="375" /></p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>4. ต่อต้านการใช้อำนาจโดยมิชอบของกลุ่มผู้ก่อมลพิษที่สร้างความเสียหายอย่างไม่เป็นธรรมให้กับชุมชนคนผิวสีและชุมชนของผู้มีรายได้น้อย</strong></span><br />
เขามีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อปกป้องชุมชนที่มีความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัทที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และผู้ก่อมลพิษรายอื่นๆ</p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>5. บรรลุข้อตกลงให้กับแรงงานและชุมชนที่ขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจในศตวรรษต่อๆมา</strong></span><br />
ไบเดน กล่าวว่า นโยบายของเขาจะปกป้องแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนมาใช้แหล่งพลังงานสะอาดแทนแหล่งพลังงานเดิม (พลังงานถ่านหิน) พร้อมกับลงทุนในชุมชนของพวกเขาด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่านโยบายด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็นับได้ว่าเป็นนโยบายที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน และนโยบายเหล่านี้จะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็อาจจะต้องมารอลุ้นผลกันหลังเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้</p>
<p><strong>credit : www.investopedia.com/biden-s-plan-for-climate-change-5083643</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2020/11/biden-plan-for-climate-change/">โค้งสุดท้ายการหาเสียง&#8217;ไบเดน&#8217;ปล่อยหมัดเด็ดชูนโยบายแก้ปัญหาโลกร้อนเอาใจคนรุ่นใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
