<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โลกร้อน &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 22 Apr 2026 10:20:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>โลกร้อน &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;สภาพอากาศสุดขั้ว&#8217; ภัยคุกคามสำคัญ ที่ต้​องเร่ง​ &#8216;คุ้มครองโลก&#8217; เมื่อปี 2026 เริ่มเห็นภาพ Global Weirding ได้ชัดเจนมากขึ้น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/global-weirding-global-currency-riks/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 09:15:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[#ClimateChange]]></category>
		<category><![CDATA[22 เมษายน วันคุ้มครองโลก]]></category>
		<category><![CDATA[Earth Day]]></category>
		<category><![CDATA[earth day 2026]]></category>
		<category><![CDATA[กรมโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[วันคุ้มครองโลก]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศสุดขั้ว]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศสุดขั้ว]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41305</guid>

					<description><![CDATA[<p>22 เมษายนของทุกปี เป็น วันคุ้มครองโลก (Earth Day) เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1970 ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ผลักดันให้เกิดความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกฎหมาย มาตรการที่เกี่ยวข้อง และความจำเป็นในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม มีการจัดแคมเปญและกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้มากมายเพื่อปกป้องระบบนิเวศของโลก สำหรับ​ วันคุ้มครองโลกในปี 2569  ( ​Earth day 2026) มาพร้อมวาระสำคัญภายใต้ธีม &#8216;Our Power, Our Planet&#8217; ตอกย้ำความสำคัญในการสร้างความร่วมมือ เพื่อ​ผลักดัน​​สู่ เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนและการผลิตพลังงานสะอาดให้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายในปี 2030 พร้อมแนวทางการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม ตอก​ย้ำการแสดงความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชน องค์กร และรัฐบาล ในการเสริมสร้างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เร่ง​พัฒนาพลังงานสะอาด และขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน สะท้อนบทบาทของประชาชนและสังคมทั่วโลกในการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ สุขภาพ ระบบอาหาร พลังงาน ความเสี่ยงภัยพิบัติ เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงในระยะยาว จุดเริ่มต้น Earth Day มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย อธิบายว่า &#8216;วันคุ้มครองโลก&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/global-weirding-global-currency-riks/">&#8216;สภาพอากาศสุดขั้ว&#8217; ภัยคุกคามสำคัญ ที่ต้​องเร่ง​ &#8216;คุ้มครองโลก&#8217; เมื่อปี 2026 เริ่มเห็นภาพ Global Weirding ได้ชัดเจนมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>22 เมษายนของทุกปี เป็น <strong>วันคุ้มครองโลก (Earth Day)</strong> เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1970 ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ผลักดันให้เกิดความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกฎหมาย มาตรการที่เกี่ยวข้อง และความจำเป็นในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม มีการจัดแคมเปญและกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้มากมายเพื่อปกป้องระบบนิเวศของโลก</p>
<p><span id="more-41305"></span></p>
<p>สำหรับ​ <strong>วันคุ้มครองโลกในปี 2569  ( ​Earth day 2026)</strong> มาพร้อมวาระสำคัญภายใต้ธีม <strong>&#8216;Our Power, Our Planet&#8217; </strong>ตอกย้ำความสำคัญในการสร้างความร่วมมือ เพื่อ​ผลักดัน​​สู่ <strong>เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนและการผลิตพลังงานสะอาดให้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายในปี 2030</strong> พร้อมแนวทางการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม ตอก​ย้ำการแสดงความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชน องค์กร และรัฐบาล ในการเสริมสร้างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เร่ง​พัฒนาพลังงานสะอาด และขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน สะท้อนบทบาทของประชาชนและสังคมทั่วโลกในการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ สุขภาพ ระบบอาหาร พลังงาน ความเสี่ยงภัยพิบัติ เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงในระยะยาว</p>
<p><strong>จุดเริ่มต้น </strong><strong>Earth Day</strong></p>
<p><strong>มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> อธิบายว่า<strong> &#8216;วันคุ้มครองโลก&#8217; (</strong>Earth Day) มีจุดเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด โดย​ผลที่ตามมาจากการพัฒนากระบวนการผลิตของโรงงาน มีทั้ง​มลพิษทางอากาศ น้ำเสีย และของเสีย ทำให้สิ่งแวดล้อมเกิดความเสื่อมโทรมและเริ่มส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนและสัตว์</p>
<p>ในปี 1970 จึงได้มีการริเริ่มวันคุ้มครองโลก โดย <strong>เกย์ลอร์ด เนลสัน</strong> อดีตผู้ว่าการรัฐวิสคอนซิน เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้เกิดความตื่นตัวและตระหนักต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง <strong>เดนนิส เฮย์ส</strong> และทีมงานกว่า 85 คน ที่ช่วยในการขับเคลื่อนให้เกิดการรณรงค์และกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคน ได้ออกมาเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมร่วมกัน นับเป็นจุดเริ่มและเป็นแรงผลักดันให้หลายประเทศได้ออกมาขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมตามมา</p>
<figure id="attachment_41313" aria-describedby="caption-attachment-41313" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-41313 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Renew-WInd.jpg" alt="" width="1200" height="720" /><figcaption id="caption-attachment-41313" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>โลกตื่นตัว แต่วิกฤตกำลังคืบคลาน</strong></p>
<p>แม้จะผ่านมามากกว่า 5 ทศวรรษ ของการขับเคลื่อน <strong>&#8216;วันคุ้มครองโลก&#8217;</strong> พร้อมทั้งมีการหยิบยกปัญหาด้านวิกฤติสิ่งแวดล้อม​ขึ้นมาพูดในหลายเวทีเพื่อหาทางออกทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม แต่จากการสำรวจความเสี่ยงโลก (GRPS : Global Risks Perception Survey ) 2026 ของ World Economic Forum ก็ยังพบว่า<em><strong> ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญของโลกใบนี้  ตลอดช่วง​ระยะยาว 10 ปีข้างหน้านี้ (ภายในปี ค.ศ. 2036) ​</strong></em></p>
<p>โดยเฉพาะอันดับ 1 คือ &#8216;<strong>สภาพอากาศสุดขั้ว&#8217;</strong> ก่อให้เกิดสภาพอากาศที่รุนแรงผิดปกติ คลื่นความร้อนที่เพิ่มขึ้น ภัยแล้ง ฝนตกหนัก พายุ และแม้กระทั่ง อากาศหนาวจัด ถัดมา คือ &#8216;<strong>การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217;</strong> ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากน้ำมือมนุษย์ และ อันดับ 3 คือ <strong>&#8216;การเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบบโลก&#8217;</strong> นับเป็นความเสี่ยง 3 อันดับแรก ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า เราอาจต้องเผชิญกับวิกฤติที่หลีกเลี่ยงได้ยาก</p>
<p><strong>&#8216;อากาศสุดขั้ว&#8217; ไม่ต้องรอ </strong><strong>10 ปี </strong></p>
<p>แม้จะเป็นการส่งสัญญาณแจ้งเตือนให้​​เฝ้าระวังวิกฤตสิ่งแวดล้อมในระยะยาว แต่ที่ผ่านมา โลกก็ใช่ว่าไม่เคยเผชิญกับปรากฏการณ์ดังกล่าว เพราะในปี 2026 นี้ โลกก็ได้เผชิญหน้ากับวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว ที่มีทั้ง​ความหนาว ร้อน แล้ง และวิกฤตน้ำท่วมได้ย่างชัดเจนแล้ว</p>
<p>จากบทความ <strong>&#8216;ทำไมทั่วโลก หนาว ร้อน แล้ง ท่วมสุดขั้วพร้อมกันต้นปี 2026? </strong>&#8216;<strong> บทสรุประบบปรับอากาศของโลกพังแล้ว</strong>  โดย <strong>อลงกรณ์ พลบุตร</strong> ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท (Worldview Climate Foundation) ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII Thailand) ได้อธิบายถึง ปรากฏการณ์ยุโรปหนาวสุดขั้ว ออสเตรเลียร้อนสุดขีด อเมริกาใต้แล้งสุดทน แอฟริกาน้ำท่วมรุนแรงภายใต้ความโกลาหลของสภาพภูมิอากาศ (Climate Chaos)</p>
<p>ในขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญสภาพอากาศหนาวเยือกสุดขั้วที่เรียกว่าเป็นหนึ่งใน<strong> คลื่นความหนาวจัด (cold wave)</strong> ที่รุนแรงที่สุด แต่ในอีกซีกโลกกลับเผชิญร้อนสุดขั้ว แล้งสุดขีด และน้ำท่วมรุนแรง ปรากฏการณ์ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในต้นปี 2026 นี้ คือ ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า <em><strong>Global Weirding</strong></em> หรือ <em><strong>&#8216;ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลก&#8217;</strong></em></p>
<p><img decoding="async" class="wp-image-41306 size-large aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/S__11739150-1024x1024.webp" alt="" width="1024" height="1024" /></p>
<p><strong>ร้อน แล้ง ท่วมรุนแรง หลายพื้นที่</strong></p>
<p>จากข้อมูลเหตุการณ์สภาพอากาศโลกในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ยุโรปกำลังเผชิญพายุหิมะและความหนาวเย็นผิดปกติ (Cold Snap) พบการแบ่งขั้วของสภาพอากาศที่ชัดเจนในซีกโลกอื่นๆ ดังนี้</p>
<p><strong>1. ประเทศที่ &#8216;ร้อนสุดขั้ว&#8217; (Extreme Heat)</strong></p>
<p>ขณะที่ยุโรปหนาวสั่น ซีกโลกใต้ซึ่งเป็นฤดูร้อนกลับร้อนแรงผิดปกติ โดยเฉพาะ :</p>
<p>&#8211; ออสเตรเลีย (ตอนใต้): ช่วงเดือนมกราคม 2026 พื้นที่ทางตอนใต้ของออสเตรเลียเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรง (Heatwave) อุณหภูมิพุ่งสูงแตะระดับ 40-45°C ในหลายพื้นที่ ทางการต้องประกาศเตือนภัยระดับสูง ซึ่งตรงข้ามกับยุโรปอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>&#8211; อเมริกาใต้ (บางส่วน): ประเทศอาร์เจนตินาและชิลีเผชิญกับคลื่นความร้อนที่มาเร็วกว่าปกติและยาวนาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงต่อไฟป่า</p>
<p><strong>2. ประเทศที่ &#8216;แล้งสุดขั้ว&#8217; (Severe Drought)</strong></p>
<p>ความร้อนที่สะสมมานาน ประกอบกับปรากฏการณ์ La Niña อ่อนๆ ที่ยังหลงเหลือ หรือช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ :</p>
<p>&#8211; บราซิล (ตอนกลางและตะวันออก): เผชิญวิกฤตภัยแล้งต่อเนื่อง (Prolonged Drought) ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักลดต่ำลงอย่างน่าตกใจ กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและการส่งออกสินค้าเกษตร</p>
<p>&#8211; อาร์เจนตินา (ตอนกลาง) : พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองและข้าวโพดเจอกับสภาพอากาศที่แห้งและร้อนกว่าปกติ ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ</p>
<p><strong>3. ประเทศที่ &#8216;น้ำท่วมรุนแรง&#8217; (Severe Floods)</strong></p>
<p>ขณะที่บางพื้นที่แล้งจัด พลังงานความร้อนในมหาสมุทรกลับผลักดันให้พายุฝนรุนแรงขึ้นในอีกซีกโลก :</p>
<p>&#8211; ออสเตรเลีย (ตอนเหนือ – รัฐควีนส์แลนด์) นี่คือตัวอย่างของความสุดขั้วในประเทศเดียว ในขณะที่ทางใต้ร้อน ทางเหนือกลับเจอพายุไซโคลนและลมมรสุมที่หอบฝนมาถล่มจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ (Widespread Flooding) ปริมาณน้ำฝนสะสมสูงระดับทำลายสถิติ</p>
<p>&#8211; โมซัมบิก และ แอฟริกาตอนใต้: พื้นที่จังหวัด Zambézia และใกล้เคียง เจอกับพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงและน้ำท่วมฉับพลัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและต้องอพยพประชาชนจำนวนมาก บ้านเรือนถูกทำลายจากทั้งน้ำและลมพายุ</p>
<p><strong><em>ดังนั้น สถานการณ์ปี </em></strong><strong><em>2026 : การที่โลกหนาวจัดและร้อนจัดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คือ หลักฐานยืนยันว่า “ระบบปรับอากาศของโลกพังทลายลงแล้ว”จากการเปลี่ยนแปลงจากโลกร้อนสู่โลกเดือด</em></strong></p>
<figure id="attachment_41314" aria-describedby="caption-attachment-41314" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-41314 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Earth1-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-41314" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>ปี </strong><strong>2026 จุดเริ่มต้น สภาพอากาศสุดขั้วแบบใหม่ของประเทศไทย </strong></p>
<p>ภายในงานประชุม <strong>&#8216;ถอดบทเรียนการทดลองใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&#8217;</strong> เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา <strong>ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช</strong> อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เผยรายงาน <strong>Climate Risk Index (CRI) 2026 </strong>โดยองค์กร Germanwatch พบว่า <em><strong>ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยขยับจากอันดับที่ 72 ในปี 2022 มาอยู่อันดับที่ 17 ของโลกในปี 2024</strong></em></p>
<p>ขณะที่ข้อมูลจาก Met Office ระบุว่าปี 2026 นี้จะเป็น 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุดของประวัติศาสตร์โลก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.4 องศาเซลเซียส สอดคล้องกับ Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ที่ชี้ว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมคือภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41307 size-large aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/674181696_1426794569476961_8109047690908218096_n-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p>สอดคล้องกับความเห็นของ <strong>คุณธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ </strong><strong>Climate Connector และผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้</strong> ที่มองว่า ปี 2026 คือ จุดเริ่มต้น สภาพอากาศสุดขั้วแบบใหม่ของประเทศไทย  &#8216;ไม่ใช่แค่ &#8216;อากาศร้อนขึ้น&#8217; แต่คือการซ้อนทับของความเสี่ยงหลายชั้นในเวลาเดียวกัน ร้อน+ชื้น, ร้อน+ความต้องการไฟฟ้าพุ่ง, ร้อน+ภัยแล้ง, ร้อน+ฝนกระหน่ำ และ ร้อน+น้ำทะเลหนุน ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เส้นแนวโน้มสวยๆ แต่เป็น<strong> &#8216;ตัวขยาย&#8217;</strong> ที่ทำให้ความผันผวนตามฤดูกาลกลายเป็นเหตุการณ์สุดขั้วที่กระทบชีวิตและเศรษฐกิจ</p>
<p><strong>สถานการณ์ของไทยหลังปี 2026 :</strong> ทศวรรษที่ชี้ชะตาเส้นทางของไทย การพยากรณ์ของ Met Office สะท้อนว่าปี 2026 จะต่อเนื่องจากชุดปีที่ร้อนจัดมาก โดยชี้ความเป็นไปได้ที่จะกลับไปเฉียด/เกิน 1.5°C แบบชั่วคราวได้อีก ข้อความลึกกว่านั้นคือ “การเกินชั่วคราว” ไม่ใช่เหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดครั้งเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนที่อาจเกิดซ้ำๆ</p>
<p>ในขณะที่ Berkeley Earth อธิบายกรอบฉากทัศน์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใช้กันแพร่หลายในวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ ตั้งแต่เส้นทางปล่อยต่ำ (SSP1-2.6) เส้นทางระดับกลางที่มักสะท้อนพฤติกรรมโลกปัจจุบัน (SSP2-4.5) ไปจนถึงเส้นทางปล่อยสูง (SSP3-7.0) และยังชี้ว่า หากไม่ลดการปล่อยอย่างรวดเร็ว ค่าเฉลี่ยโลกในระยะยาวถูกคาดว่าจะข้ามเส้น 1.5°C ในช่วงคริสตทศวรรษ 2030 นั่นหมายความว่า รัฐบาลไทยชุดถัดไปที่เกิดขึ้นภายใต้เงาการเลือกตั้งต้นปี 2026 จะบริหารประเทศในช่วง &#8216;ปีชี้เป็นชี้ตาย&#8217; ซึ่งมีความท้าทายอย่างมากในการรับมือวิกฤตนี้ว่าจะเป็นแค่ความโหดร้ายที่รับมือได้ หรือจะเทไปสู่ระดับที่จัดการแทบไม่ไหว</p>
<p><strong>5 วิธีดูแลสิ่งแวดล้อมง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน </strong></p>
<p>แม้เรื่องของโลกร้อน วิกฤตสิ่งแวดล้อม จะดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับประชาชนอย่างเรา การเริ่มตระหนักและทำลงมือทำวันละเล็กวันละน้อย ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนการดูแลโลกในภาพใหญ่ได้ สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะ <strong> 5 วิธี คุ้มครองโลก </strong> เริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเราในชีวิตประจำวัน ดังนี้</p>
<p><strong>1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานไฟฟ้าในบ้าน :</strong> ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นและเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>2. ส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</strong> : ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและใช้ขนส่งสาธารณะที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>3. จัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ :</strong> คัดแยก และลดปริมาณขยะ โดยใช้หลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle)</p>
<p><strong>4. ประหยัดน้ำ</strong> : ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เช่น อาบน้ำจากฝักบัวแทนการใช้อ่างอาบน้ำ นำน้ำที่ใช้ล้างผักผลไม้ไปใช้รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น</p>
<p><strong>5. สนับสนุนผลิตภัณฑ์และธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม :</strong> เลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สินค้าที่มีลักษณ์ฉลากเขียว โรงแรมที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (GREEN Health Hotel) เป็นต้น</p>
<p>ที่มา : มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย , อบก. (TGO) , SDG Resource Centre , อปท.นิวส์ , taragraphies.org , กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม , สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/global-weirding-global-currency-riks/">&#8216;สภาพอากาศสุดขั้ว&#8217; ภัยคุกคามสำคัญ ที่ต้​องเร่ง​ &#8216;คุ้มครองโลก&#8217; เมื่อปี 2026 เริ่มเห็นภาพ Global Weirding ได้ชัดเจนมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ไทย &#8211; อาเซียน&#8217; จุดเปราะบาง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; วิกฤต &#8216;ร้อน-แล้ง&#8217; รุนแรง ลากยาวข้ามปี กระทบระบบผลิตอาหาร คลื่นความร้อน หมอกควันข้ามพรมแดน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/risk-from-super-el-nino/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Apr 2026 11:10:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Risk]]></category>
		<category><![CDATA[El Nino]]></category>
		<category><![CDATA[Food Security]]></category>
		<category><![CDATA[Food Shock]]></category>
		<category><![CDATA[GISTDA]]></category>
		<category><![CDATA[Godzilla El Niño​]]></category>
		<category><![CDATA[heat wave]]></category>
		<category><![CDATA[La Niña]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[กรมอุตุนิยมวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สนธิ คชวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติทางธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ลานีญ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติภัยแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41256</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่ทั่วโลกกังวลเรื่องวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลับพบว่าเรายังต้องเผชิญกับความเสี่ยง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño) ที่คืบคลานเข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ความร้อนที่สะสมอาจสร้างสถิติอุณหภูมิใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งรุนแรง ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และคลื่นความร้อน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุด จาก &#8216;เอลนีโญ&#8217; สู่ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายความหมายของ &#8216;เอลนีโญ&#8217; (El Niño) ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติทางสมุทรศาสตร์มีหลักฐานแสดงว่าเกิดขึ้นนานนับพันปี นับเป็นปรากฎการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศของโลกอย่างรุนแรง เช่น อเมริกาเหนือประสบกับสภาพอากาศที่ผิดปกติอย่างมากตลอดปี 2526 ออสเตรเลียประสบกับสภาวะความแห้งแล้งมากและเกิดไฟป่าเผาผลาญ ประเทศใกล้ๆ ทะเลทรายซาฮาราประสบกับความแห้งแล้งที่เลวร้ายมากที่สุดช่วงหนึ่ง และลมมรสุมในมหาสมุทรอินเดียอ่อนกำลังลงมากประมาณความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ระหว่าง 8-13 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสูญเสียชีวิตประมาณ 2,000 คน แม้ &#8216;เอลนีโญ&#8217; จะอยู่เบื้องหลังความแห้งแล้งและอากาศที่ร้อนจัด แต่ก็ยังมีปรากฎการณ์ขั้นกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกังวลในขณะนี้ อย่าง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA อธิบายว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/risk-from-super-el-nino/">&#8216;ไทย &#8211; อาเซียน&#8217; จุดเปราะบาง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; วิกฤต &#8216;ร้อน-แล้ง&#8217; รุนแรง ลากยาวข้ามปี กระทบระบบผลิตอาหาร คลื่นความร้อน หมอกควันข้ามพรมแดน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่ทั่วโลกกังวลเรื่องวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลับพบว่าเรายังต้องเผชิญกับความเสี่ยง <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> (Super El Niño) ที่คืบคลานเข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ความร้อนที่สะสมอาจสร้างสถิติอุณหภูมิใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งรุนแรง ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และคลื่นความร้อน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุด</p>
<p><span id="more-41256"></span></p>
<p><strong>จาก &#8216;เอลนีโญ&#8217; สู่ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong></p>
<p><strong>กรมอุตุนิยมวิทยา</strong> อธิบายความหมายของ <strong>&#8216;เอลนีโญ&#8217;</strong> (El Niño) ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติทางสมุทรศาสตร์มีหลักฐานแสดงว่าเกิดขึ้นนานนับพันปี นับเป็นปรากฎการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศของโลกอย่างรุนแรง เช่น อเมริกาเหนือประสบกับสภาพอากาศที่ผิดปกติอย่างมากตลอดปี 2526 ออสเตรเลียประสบกับสภาวะความแห้งแล้งมากและเกิดไฟป่าเผาผลาญ ประเทศใกล้ๆ ทะเลทรายซาฮาราประสบกับความแห้งแล้งที่เลวร้ายมากที่สุดช่วงหนึ่ง และลมมรสุมในมหาสมุทรอินเดียอ่อนกำลังลงมากประมาณความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ระหว่าง 8-13 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสูญเสียชีวิตประมาณ 2,000 คน</p>
<p>แม้ &#8216;<strong>เอลนีโญ&#8217;</strong> จะอยู่เบื้องหลังความแห้งแล้งและอากาศที่ร้อนจัด แต่ก็ยังมีปรากฎการณ์ขั้นกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกังวลในขณะนี้ อย่าง <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; </strong>(Super El Niño) <strong>สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA</strong> อธิบายว่า เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (เกิน 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส) เราจึงจะก้าวเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ซึ่งนำมาซึ่งความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ</p>
<p>สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วิกฤตนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต</p>
<figure id="attachment_41277" aria-describedby="caption-attachment-41277" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41277 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/El-ninon2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-41277" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>ผลกระทบ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ลากยาวถึงปีหน้า</strong></p>
<p><strong>ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย</strong>  อธิบายผ่านเฟซบุ๊ก <a href="https://www.facebook.com/sonthi.kotchawat/posts/pfbid0b4pPfzGwwWC5J8EQHB4yQ913iQXjE1utqQX1oHcXGCNRifkRevg8DDDDxPLkXsKHl" target="_blank" rel="noopener"><strong>Sonthi Kotchawat</strong></a> ถึงอิทธิพลของปรากฏการณ์ <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; </strong>ที่ส่งผลซ้ำเติมภาวะ​ร้อนและ​แล้งจัด รวมทั้งการเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้นในปี 2569  โดยระบุข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลก ที่คาดการณ์โอกาสสูงถึง 62% ที่จะเกิดเอลนีโญ​ช่วงเดือนมิถุนายน -สิงหาคม 2569​ และอาจทวีความรุนแรงเป็นระดับ <strong>ซูเปอร์เอลนีโญ</strong> หรือ <strong>Godzilla El Niño  </strong>จากการที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2.0 องศา</p>
<p>รวมทั้งยังคาดว่าในช่วงเวลาเดียวกันจะมีปรากฏการณ์ไดโพลในมหาสมุทรอินเดีย ระยะบวก (Positive IOD ,Indian Ocean Dipole) หรือภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลแต่ละฟากฝั่งมีความแตกต่างกันมาก และระดับอุณหภูมินั้นอุ่นหรือเย็นมากกว่าปกติ <em><strong>สภาพอากาศในปีนี้จึงอยู่ในภาวะ Double Whammy หรือการซ้ำเติม​ของภัยพิบัติ และผลกระทบของ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; จะขยายวงกว้างไปทั่วโลก รวมทั้ง​ผลกระทบสำคัญ​ต่อประเทศไทย รวมทั้งประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน </strong></em></p>
<p>โดยเฉพาะการเกิดภาวะภัยแล้งที่จะรุนแรงและยาวนานเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากปริมาณฝนที่จะลดลง​อย่างมีนัยสำคัญในทุกประเทศของอาเซียน โดยเฉพาะไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่จะเผชิญกับระดับน้ำในเขื่อนที่ลดลงขั้นวิกฤต ตามมาด้วยวิกฤตความร้อน​ (Heatwave) ที่​คาดว่าอุณหภูมิโลกจะพุ่งสูงทำลายสถิติ​ และผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤตซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้ จะส่งผลให้ในปี 2570  มีโอกาสกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ</p>
<p>นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร กระทบต่อผลผลิตหลักในภาคการเกษตร ทั้งข้าว น้ำตาล และน้ำมันปาล์ม ที่ปริมาณจะลดลงอย่างมาก​จากขาดแคลนน้ำ ​และอาจนำไปสู่ภาวะ <strong>&#8216;Food Shock&#8217;</strong> หรือราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น และภาวะ​เงินเฟ้อด้านอาหารในภูมิภาค นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อไฟป่า และซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงหมอกควันข้ามพรมแดน</p>
<figure id="attachment_41278" aria-describedby="caption-attachment-41278" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41278 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/El-nino3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-41278" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p>สอดคล้องกับข้อมูล  <strong>รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</strong> ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร อธิบายผ่านเฟซบุ๊ก <a href="https://www.facebook.com/witsanu.attavanich/posts/pfbid0ciAAJ9oJF69po6qGsN4hPMcAAtRQMijE2EsJuwMzy5hnJ9rgihugTDxGohJPWrFWl" target="_blank" rel="noopener">Witsanu Attavanich</a> ว่า &#8216;เอลนีโญ&#8217; เริ่ม มิ.ย.69 และจะลากยาวถึงต้นปีหน้า โดยจะทำจุดสูงสุดช่วง ธ.ค. 69 &#8211; ม.ค. 70 โดยโอกาสเกิดเอลนีโญ​กำลังระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากเพิ่มเป็น 51% และ 25% ตามลำดับ รวมทั้งมีโอกาส​ถึง 98.4% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2569 นี้ จะกลายเป็นปีที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ย​สูงติดอันดับที่ 1-5 ในรอบ 176 ปี</p>
<p>พร้อมการประเมินของ​<strong> Climate Prediction Center (NOAA</strong>) ที่รายงานว่าความน่าจะเป็นในการเกิดเอลนีโญ​เพิ่มขึ้นถึง 92-93% ช่วง ต.ค. 69 &#8211; ม.ค.70  และหากเกิดเอลนีโญในประเทศไทย จะส่งผลให้เกิดภาวะร้อนและแล้งกว่าปกติ โดยช่วงที่แล้งกว่าปกติจะอยู่ราวเดือน มี.ค.-ก.ค.  ส่วนช่วงที่ร้อนกว่าปกติจะเป็นช่วง ต.ค.-มิ.ย.</p>
<figure id="attachment_41257" aria-describedby="caption-attachment-41257" style="width: 1024px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41257 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/11-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /><figcaption id="caption-attachment-41257" class="wp-caption-text">Photo : Facebook Witsanu Attavanich</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_41258" aria-describedby="caption-attachment-41258" style="width: 1024px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41258 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/122-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /><figcaption id="caption-attachment-41258" class="wp-caption-text">Photo : Facebook Witsanu Attavanich</figcaption></figure>
<p><strong>ไทย &#8211; อาเซียน จุดเปราะบาง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)</strong> หรือ <strong>GISTDA</strong> มองว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดเมื่อเกิดซูเปอร์เอลนีโญ โดยมีผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน ดังนี้</p>
<p>&#8211; วิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ ปริมาณฝนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝนทิ้งช่วงยาวนาน แหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำกักเก็บลดลง กระทบโดยตรงต่อน้ำอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม</p>
<p>&#8211; ผลกระทบด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก จะเผชิญปัญหาผลผลิตตกต่ำ (เช่น ข้าว น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าเกษตรขาดตลาดและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก</p>
<p>&#8211; ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันข้ามพรมแดน (PM5) อากาศที่แห้งและร้อนจัดเป็นตัวเร่งให้เกิดไฟป่าได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าพรุของอินโดนีเซียและพื้นที่การเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนทวีความรุนแรง กระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งภูมิภาค</p>
<p>&#8211; คลื่นความร้อน (Heatwave) อุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้า (เพื่อทำความเย็น) พุ่งสูงจนอาจเกิดความไม่มั่นคงทางพลังงาน</p>
<p>ทั้งนี้ ทาง GISTDA  ได้พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ สำหรับ​ประยุกต์ใช้ในการติดตามสถานการณ์ เพื่อเป็นประโยชน์ในการประเมินผลกระทบหรือวางแผนรับมือ รวมทั้ง​สามารถช่วยลดความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อาทิ</p>
<p>&#8211; การติดตามสถานการณ์น้ำ (Water Monitoring) ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม (เช่น ดาวเทียม THEOS-2) เพื่อประเมินพื้นที่ผิวน้ำทั่วประเทศแบบ near real-time ทำให้รู้ว่าอ่างเก็บน้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติใดกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต เพื่อวางแผนระบายหรือจัดสรรน้ำได้อย่างแม่นยำ</p>
<p>&#8211; ประเมินความเสียหายและสุขภาพพืชพรรณ (Agricultural Assessment) ข้อมูลภูมิสารสนเทศสามารถวิเคราะห์ &#8216;ดัชนีความเขียวของพืช&#8217; หากพื้นที่ใดเริ่มมีสัญญาณความแห้งแล้ง สามารถส่งข้อมูลเตือนภัยให้หน่วยงานเกษตรเข้าไปช่วยเหลือ หรือแนะนำการปรับเปลี่ยนพืชล่วงหน้าก่อนที่ผลผลิตจะตายยืนต้น</p>
<p>&#8211; การตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot Detection) ดาวเทียมสามารถตรวจจับจุดความร้อนที่เกิดจากไฟป่าหรือการเผาทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ในไทยแต่คลุมทั้งอาเซียน ข้อมูลนี้ถูกนำไปใช้ในการสั่งการควบคุมและดับไฟป่า รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นควัน (สามารถติดตามข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันอย่าง &#8216;เช็คฝุ่น&#8217;)</p>
<p>&#8211; สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Data-Driven Policy) GISTDA ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหมด จัดทำเป็นแผนที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ ใช้ตัดสินใจประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยและอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือได้อย่างมีหลักฐานอ้างอิง</p>
<figure id="attachment_41276" aria-describedby="caption-attachment-41276" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41276 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/El-nino4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-41276" class="wp-caption-text">Photo: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>4 แผนรับมือเตรียมพร้อม ลดการสูญเสีย </strong></p>
<p>ซูเปอร์เอลนีโญ เป็นภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่สามารถลดทอนผลกระทบได้อย่างมหาศาลหากมีการเตรียมความพร้อมที่ดี การบูรณาการแผนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ประชาชน และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศอย่างที่เต็มที่ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยและอาเซียนผ่านพ้นวิกฤตสภาพอากาศนี้ไปได้ ดังนี้</p>
<p>1.การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนประหยัดน้ำ กักเก็บน้ำในช่วงที่มีฝนตกลงมาให้ได้มากที่สุด และจัดสรรน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการหาแหล่งน้ำสำรอง</p>
<p>2.การปรับตัวภาคการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชอายุสั้น เลื่อนเวลาการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับคาดการณ์ปริมาณฝน และการทำประกันภัยพืชผล</p>
<p>3.ความร่วมมือระดับภูมิภาค (ASEAN) บังคับใช้และยกระดับข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมการเผาในที่โล่งและไฟป่า</p>
<p>4.การเฝ้าระวังด้านสาธารณสุข เตรียมระบบสาธารณสุขให้พร้อมรับมือกับโรคที่มากับความร้อน (Heatstroke) และโรคระบบทางเดินหายใจจาก PM2.5</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : GISTDA , กรมอุตุนิยมวิทยา ,สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , NOAA</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/risk-from-super-el-nino/">&#8216;ไทย &#8211; อาเซียน&#8217; จุดเปราะบาง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; วิกฤต &#8216;ร้อน-แล้ง&#8217; รุนแรง ลากยาวข้ามปี กระทบระบบผลิตอาหาร คลื่นความร้อน หมอกควันข้ามพรมแดน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 13:28:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung Coffee]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สายพันธุ์กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40181</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มทุกวัน กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ​จากผลกระทบของ​อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแปรปรวนของสภาพอากาศ กระทบต่อ &#8216;พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ&#8217; ให้มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตเมล็ดกาแฟ  ​ทำให้กาแฟทั้งแพงขึ้น และปลูกได้ยากมากขึ้น รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของผลผลิตที่ทำได้ยากมากขึ้นเช่นเดียวกัน  ข้อมู​ลสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิตกาแฟ​ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40%  ในปี 2024 จากแรงกดดันด้านผลผลิตและสภาพอากาศ ขณะที่ในปี 2025 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟราว 15,651 ตัน สวนทางกับความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงถึงกว่า 95,500 ตัน หรือสามารถผลิตไดัเพียง 25% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มทุกวัน กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ​จากผลกระทบของ​อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแปรปรวนของสภาพอากาศ กระทบต่อ <strong>&#8216;พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ&#8217;</strong> ให้มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-40181"></span></p>
<p><em><strong>การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตเมล็ดกาแฟ  ​ทำให้กาแฟทั้งแพงขึ้น และปลูกได้ยากมากขึ้น รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของผลผลิตที่ทำได้ยากมากขึ้นเช่นเดียวกัน </strong></em></p>
<p>ข้อมู​ลสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิตกาแฟ​ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40%  ในปี 2024 จากแรงกดดันด้านผลผลิตและสภาพอากาศ ขณะที่ในปี 2025 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง</p>
<p>ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟราว 15,651 ตัน สวนทางกับความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงถึงกว่า 95,500 ตัน หรือสามารถผลิตไดัเพียง 25% ของปริมาณความต้องการเท่านั้น ทำให้ต้องนำเข้ากาแฟในปริมาณมากกว่า 80,000 ตัน  ซึ่งมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 10% รวมไปถึงระดับราคานำเข้าที่ขยับขึ้นถึง 30% สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ ต้นทุนในธุรกิจกาแฟที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมองเห็น &#8216;ความเสี่ยง&#8217; ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนได้อีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40183 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/9-re.jpg" alt="" width="1200" height="795" /></p>
<p>นำมาสู่การปรับตัวของ<strong> &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217;</strong> โดย <strong>โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ</strong> ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนากาแฟมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ภายใต้ <strong>&#8216;โครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ&#8217;</strong> โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความได้เปรียบให้เกษตรกรในพื้นที่ และลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ เนื่องจากดอยตุงปลูกกาแฟในระดับความสูงประมาณ 700–1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งไม่สูงมากเมื่อเทียบกับแหล่งปลูกอื่น จึงจำเป็นต้องค้นหาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ดอยตุง และรับความเสี่ยงด้านการทดลองแทนเกษตรกร เนื่องจากการทำวิจัยเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง</p>
<p>เมื่อสภาพภูมิอากาศเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ (climate) ​กลายเป็นโจทย์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาในการวิจัย ทำให้การคัดเลือกสายพันธุ์ต้องเข้มข้นยิ่งขึ้น โดย สายพันธุ์ที่คัดเลือกมา ต้องปลูกได้ดีที่ดอยตุง ปรับตัวได้ดีที่ดอยตุง และปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้นด้วย เพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนที่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ของอุตสาหกรรมกาแฟโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40184 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/1-kmai.jpg" alt="" width="1200" height="753" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ดอยตุงมองเรื่องกาแฟที่ปลูกการวิจัย และการหาสายพันธุ์ในมุมของความยั่งยืนของเกษตรกรเป็นหลัก ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ศึกษาเรื่องการปลูกกาแฟมานานแล้ว โดยทดลองจากพื้นที่จริง ทดสอบในทุกระดับความสูง และทำงานร่วมกับหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ เพื่อดูว่าสายพันธุ์ใดเหมาะกับสภาพดิน อากาศ และบริบทของแต่ละหมู่บ้านจริง ๆ ไม่ใช่เพียงการทดลองในแปลงสาธิตเท่านั้น</p>
<p><em>“คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ได้เตรียมตัวว่า ถ้าวันหนึ่งโลกร้อนขึ้นกาแฟที่เรามีอยู่ในไทยอาจจะต้านทานสภาพอากาศไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ทีมพัฒนากาแฟภายใต้ส่วนงานโครงการพิเศษของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ศึกษาวิจัย เราเตรียมทดลองสายพันธุ์กาแฟในระดับความสูงที่แตกต่างกัน หากในวันหนึ่ง ผลผลิตของชาวบ้านไปต่อไม่ได้ ดอยตุงก็จะมีระบบสำรองเมล็ดพันธุ์ ที่จะสร้างความยั่งยืนให้พวกเขาต่อได้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ การพัฒนากาแฟรวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานก็เพื่อสร้างความยั่งยืนแท้จริงให้กับ คน ชุมชน และป่า”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40186 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2-1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ด้าน<strong> คุณสิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์</strong> ผู้จัดการส่วนโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผู้ดูแลโครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ กล่าวว่า การรับมือของดอยตุงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องทำให้ระบบปลูก &#8216;ทนขึ้น&#8217; และ &#8216;ยืดหยุ่นขึ้น&#8217; ตั้งแต่ดินจนถึงต้นกาแฟ โดยเดินหน้าเรื่องการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ผ่านทั้งวนเกษตรและเกษตรเชิงฟื้นฟู เพิ่มความหลากหลายของพืชในแปลง วางแผนจัดการพื้นที่ให้เหมาะกับสภาพอากาศที่ผันผวน ปรับปรุงดินและการจัดการน้ำให้แปลงสามารถกักเก็บความชื้นได้ดีขึ้น รวมถึงใช้จุลินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเสริมความแข็งแรงของระบบราก</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><em>&#8220;เมื่ออากาศแปรปรวนหนักขึ้น โรคและแมลงมากขึ้น ปริมาณน้ำขาดแคลน และปริมาณน้ำฝนไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น กาแฟจึงไม่ใช่พืชที่จะปลูกเหมือนเดิมได้อีกต่อไป รวมทั้ง​เรื่องของคุณภาพก็ไม่สามารถ​คุมได้ง่ายเหมือนเดิมเช่นกัน ​นำมาสู่การพัฒนา <strong>&#8216;สายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศ’</strong> ให้เร็วขึ้น เพื่อสร้างสายพันธุ์ที่แข็งแรงมากขึ้น ​เอาตัวรอดได้ดี และยังให้รสชาติที่ดี เพื่อรักษาความต้องการในตลาด โดยเฉพาะการ​รักษารสชาติแบบอาราบิก้า แต่แข็งแรงขึ้นแบบโรบัสต้า พร้อมใช้ระบบวนเกษตรปลูกไม้ร่มเงา เพื่อลดอุณหภูมิในทรงพุ่มกาแฟลงประมาณ 2–5 องศา เพื่อลดความเสี่ยงจากแดดเผาและความเครียดของต้นกาแฟ ​รวมไปถึงการ​การจัดการโรคและแมลงอย่างเป็นระบบ เพราะในโลกที่ร้อนขึ้น ศัตรูพืชไม่รอให้เราพร้อมอีกต่อไป&#8221; </em></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40187 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/12-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ท่ามกลางราคากาแฟโลกที่ผันผวน และอุปทานที่ตึงตัวจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ ความท้าทายของอุตสาหกรรมกาแฟไทยจึงเชื่อมโยงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งระบบ สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้ประกอบการต้นน้ำ หากกำลังส่งแรงสะเทือนมาถึงผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะในประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงอย่างไทย เมื่อผลผลิตโลกหดตัวจากวิกฤตภูมิอากาศ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมสะท้อนผ่านราคากาแฟที่ผู้บริโภคเข้าถึงทุกวัน และอาจกลายเป็นความเสี่ยงถาวรของตลาดในระยะยาว หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พรุ่งนี้โลกจะร้อนกว่านรก อุณหภูมิ New High ใน 5 ปีข้างหน้า</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/new-high-global-warming/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 13:55:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SD-ers]]></category>
		<category><![CDATA[Bangchak]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Bleaching]]></category>
		<category><![CDATA[CarbonMarket]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[CMC]]></category>
		<category><![CDATA[coral]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[GlobalBoiling]]></category>
		<category><![CDATA[GlobalWarming]]></category>
		<category><![CDATA[LowCarbon]]></category>
		<category><![CDATA[Marine]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[NewHigh]]></category>
		<category><![CDATA[Quotes]]></category>
		<category><![CDATA[Science]]></category>
		<category><![CDATA[sustainable]]></category>
		<category><![CDATA[ThonThamrongnawasawat]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ธรณ์ธำรงนาวาสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปะการัง]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ฟอกขาว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อนธรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39501</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; “ผมทำงานด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลมาตลอดชีวิต ​ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะต้องมาเจอปะการัง 99% ฟอกขาวและกำลังจะตาย อุณหภูมิในทะเลที่สูงเกือบ​ 40 องศาฯ ไม่ต่างจากอยู่ในบ่อออนเซ็น ทำให้ปะการังทนไม่ไหวจนฟอกขาวและค่อยๆ ตายไปจนหมด และเร็วเกินกว่าที่คาดคิดไว้&#8221; คำกล่าวของ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์  นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ และอาจารย์ภาควิชา วิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรยายพิเศษหัวข้อ &#8216;Warmer Than in Hell พรุ่งนี้โลกจะร้อนยิ่งกว่านรก&#8217; ในงาน READY, SET, NET, ZERO with Carbon Markets Club ​อ.ธรณ์ มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ เลยจุดของการกลับไปแก้ไขแล้ว ​ทั้งอุณหภูมิโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์ จนเลยเส้นความกังวลของคนทั้งโลกมาแล้ว และคาดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้านี้จะเกิดอุณหภูมิ New High ได้อีกอย่างน้อย 1 ปีเป็นอย่างต่ำปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากมายด์เซ็ตรวมทั้งการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแบบผิดๆ รวมทั้​งการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุดในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น​การขับเคลื่อนกิจกรรม CSR ต่างๆ หรือความพยายามในการสร้างจิตสำนึก การรณรงค์ดูแลสิ่งแวดล้อมต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/new-high-global-warming/">พรุ่งนี้โลกจะร้อนกว่านรก อุณหภูมิ New High ใน 5 ปีข้างหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><em>“ผมทำงานด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลมาตลอดชีวิต ​ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะต้องมาเจอปะการัง 99% ฟอกขาวและกำลังจะตาย อุณหภูมิในทะเลที่สูงเกือบ​ 40 องศาฯ ไม่ต่างจากอยู่ในบ่อออนเซ็น ทำให้ปะการังทนไม่ไหวจนฟอกขาวและค่อยๆ ตายไปจนหมด และเร็วเกินกว่าที่คาดคิดไว้&#8221;</em></p>
<p><span id="more-39501"></span><br class="html-br" />คำกล่าวของ <strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์</strong>  นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ และอาจารย์ภาควิชา วิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรยายพิเศษหัวข้อ &#8216;Warmer Than in Hell พรุ่งนี้โลกจะร้อนยิ่งกว่านรก&#8217; ในงาน READY, SET, NET, ZERO with Carbon Markets Club ​<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>อ.ธรณ์</strong> มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ เลยจุดของการกลับไปแก้ไขแล้ว ​ทั้งอุณหภูมิโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์ จนเลยเส้นความกังวลของคนทั้งโลกมาแล้ว และคาดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้านี้จะเกิดอุณหภูมิ <strong>New High</strong> ได้อีกอย่างน้อย 1 ปีเป็นอย่างต่ำ<br class="html-br" /><br class="html-br" />ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากมายด์เซ็ตรวมทั้งการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแบบผิดๆ รวมทั้​งการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุดในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น​การขับเคลื่อนกิจกรรม CSR ต่างๆ หรือความพยายามในการสร้างจิตสำนึก การรณรงค์ดูแลสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นในวันนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่ความพยายามเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็น Low Carbon หากทำอย่างจริงจังก็อาจจะเริ่มส่งผลในอีก 30-40 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจจะช้าเกินไปแล้ว ​​<br class="html-br" /><br class="html-br" />ส่วนการขับเคลื่อนเพื่อ​แก้ปัญหาสภาพอากาศในปัจจุบันว่า ​​​ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี หรือการวางกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนต่างๆ ที่เชื่อว่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ ​ให้ความสำคัญกับการวางแผน​ วางนโนบายหรือ​กลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อน และ​สร้างตัวชี้วัด สร้าง KPI เพื่อเช็คว่าทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ โดยลืมคิดไปว่าการดูแลรักษาโลกไม่ใช่การทำขัอสอบให้ผ่าน ไม่เหมือนการเรียนในระบบที่เรียนไปแล้ว สอบผ่านจะได้เลื่อนชั้นจนจบและรับปริญญาตามสเตป แต่ปัญหามีความซับซ้อนและผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่ และต้องเข้าไป​ดูแลมากกว่าแค่เรื่องการลดคาร์บอน การลดก๊าซเรือนกระจก ​<br class="html-br" /><br class="html-br" />เพราะอากาศร้อน โลกที่ร้อนขึ้น​ ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้ง​ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งในแต่ละประเทศ หรือระหว่างประเทศ ความอดอยาก ทำให้เกิดการต่อสู้ดิ้นรนพยายามเอาชีวิตรอด ซึ่งคนอาจไม่ได้ตายจากการที่โลกร้อน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือสาเหตุสำคัญของความไม่ปกติที่จะเกิดขึ้นไปทั่วทั้งโลก​<br class="html-br" /><br class="html-br" /><em>&#8220;ตอนนี้เหมือนเราตกกระทะทองแดงแล้ว แต่อาจจะยังไม่มิดหัว และเลือกที่จะไม่มองปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่​หันไปมองสิ่งสวยงามอย่างกระต่ายในดวงจันทร์แทน เป็นเหมือนการปลอบใจตัวเอง ว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเราเดินตามแผน เดินตามไทม์ไลน์ ทำตามโพรเซสต่างๆ แล้ว จะช่วยให้โลกดีขึ้น ​แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ภาคธุรกิจทำ แม้จะ​เป็นสิ่งที่ดี ที่ควรทำ​​ แต่การทำช่วยแก้ปัญหาได้รอบด้านจริงหรือไม่ หรือทำแค่ต้องการเพียงรายงาน​ SD Report เท่านั้น เพราะแม้ว่าทุกบริษัทจะมีคะแนนความยั่งยืนในระดับสูง ได้เรตติ้งแบบ AAA แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมาการันตีว่าโลกจะดีขึ้น หรือชีวิตในอนาคตของลูกหลานจะดีขึ้นได้จริง&#8221;​</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/new-high-global-warming/">พรุ่งนี้โลกจะร้อนกว่านรก อุณหภูมิ New High ใน 5 ปีข้างหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Jan 2026 06:16:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[2026]]></category>
		<category><![CDATA[Checklist]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[From Report to Real Impact]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จุดเปลี่ยนประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปี2026]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อนาคตประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39555</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลกระทบถ้วนหน้าในทุกประเทศทั่วโลก ในปี 2026 ประเทศไทยมี พ.ร.บ.หลายฉบับที่ยังคงต้องเดินหน้าขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน รวมถึง กฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐบาลที่จะบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม หากย้อนไปดูคำมั่นสัญญาของไทยที่ได้ให้ไว้กับนานาประเทศ จากเดิมตั้งเป้าเดินหน้าสู่ Net Zero ในปี 2065 แต่ล่าสุด ได้มีการประกาศเปลี่ยนเป้าหมายให้เร็วขึ้นอีก 15 ปี หรือในปี 2050 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะไปถึงเป้าหมายได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายและโรดแมป สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็น จุดเปลี่ยนประเทศไทย ที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์สิ่งที่เราได้ให้คำมั่นสัญญากับนานาประเทศไว้ว่าจะไปให้ถึง Net Zero ในปี 2050 เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประเด็นสำคัญที่ต้องไปให้ถึง ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวในรายการเวทีความคิด FM96.5 ถึง​สถานการณ์สิ่งแวดล้อม จากปี 2025 สู่ปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/">&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลกระทบถ้วนหน้าในทุกประเทศทั่วโลก ในปี 2026 ประเทศไทยมี พ.ร.บ.หลายฉบับที่ยังคงต้องเดินหน้าขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน รวมถึง กฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐบาลที่จะบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม</p>
<p><span id="more-39555"></span></p>
<p>หากย้อนไปดูคำมั่นสัญญาของไทยที่ได้ให้ไว้กับนานาประเทศ จากเดิมตั้งเป้าเดินหน้าสู่ Net Zero ในปี 2065 แต่ล่าสุด ได้มีการประกาศเปลี่ยนเป้าหมายให้เร็วขึ้นอีก 15 ปี หรือในปี 2050 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะไปถึงเป้าหมายได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายและโรดแมป</p>
<p>สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็น <strong>จุดเปลี่ยนประเทศไทย </strong>ที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์สิ่งที่เราได้ให้คำมั่นสัญญากับนานาประเทศไว้ว่าจะไปให้ถึง Net Zero ในปี 2050</p>
<p><strong>เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประเด็นสำคัญที่ต้องไปให้ถึง</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวในรายการเวทีความคิด FM96.5 ถึง​สถานการณ์สิ่งแวดล้อม จากปี 2025 สู่ปี 2026 ว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพราะราว 70% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกมาจากการใช้พลังงาน ​หาก​ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดจะมีปัญหา รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการดึงก๊าซเรือนกระจกลงสู่ใต้ดิน แต่​โจทย์สำคัญกว่าเทคโนโลยีคือ เราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39591 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตร ในช่วงที่เปลี่ยนผ่าน เรามีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจำนวนมาก จะสนับสนุนอย่างไรก่อนที่จะก้าวไปสู่พลังงานสะอาด ต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีระบบควบคุมมลพิษ เช่น ประเทศญี่ปุ่น มีเตาเผาขยะในเมือง ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชน</p>
<p><em>“ประเทศไทย มีขยะที่เกิดขึ้นกว่า </em><em>27 ล้านตันต่อปี แต่กำจัดถูกวิธีไม่ถึง 50% เพราะการจัดการขยะเป็นเรื่องของท้องถิ่น ดังนั้น ส่วนกลางอาจจะต้องเข้าไปช่วย และออกกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยให้เอกชนเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและคำนึงถึงปริมาณขยะด้วย ซึ่งมีหลายแห่งที่ทำได้ แต่ทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนไปได้ทั้งประเทศ”  </em></p>
<p><strong>ปีใหม่ รัฐบาลใหม่ ต้องก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ</strong></p>
<p>ทั้งนี้ ปัญหาด้านขยะ และ PM2.5 ยังคงเป็นปัญหาเก่าที่​ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ <strong>ดร.วิจารย์</strong> มองว่า บางเรื่องรัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำเอง แต่เอื้อให้เอกชนลงไปทำ มีระบบกำกับดูแล ขณะเดียวกัน เรื่อง PM2.5 ต้องมีมาตรการที่เด็ดขาด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผา โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่ป่า เรื่องคนอยู่กับป่า การจัดการที่ดิน เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เพราะประชาชนบางส่วนอยู่มาก่อนที่จะประกาศพื้นที่ป่า แม้จะมีการจัดที่ดินให้กับชุมชนแต่ค่อนข้างช้า ความล่าช้าทำให้มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น ตรงนี้จะเร่งรัดอย่างไร การจัดพื้นที่ให้ประชาชนต้องมีเงื่อนไขห้ามเผา และส่งเสริมการเกษตรที่ไม่เผา นำการตลาดเข้ามาช่วย และต้องมองอย่างครบวงจร</p>
<p><em>“นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกส่วน คือ ภาคการดูดกลับ จากยุทธศาสตร์ชาติ </em><em>20 ปี ที่ตั้งเป้ามีพื้นที่สีเขียว 55% ของพื้นที่ประเทศ ตอนนี้มีราวๆ กว่า 30% และแต่ละปี​เพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% ดังนั้น เป็นเรื่องยากที่จะไปถึง 55% นับเป็นความท้าทายของไทยในการวางโรดแมป​​เพื่อ​ดูแลพื้นที่ป่าและพื้นที่ป่าในเมือง เพื่อบรรลุเป้าหมายได้อย่างที่วางไว้”   </em></p>
<p>นอกจาก ขยะและ PM2.5 แล้ว <strong>&#8216;ภัยพิบัติทางธรรมชาติ&#8217;</strong>  เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ จากเหตุน้ำท่วมเชียงราย เชียงใหม่ เมื่อต้นปี 2025 ​และหาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงปลายปี ดังนั้น ในปี 2026 ​​​ต้องเตรียมความพร้อม ทั้ง​ระบบการป้องกัน เตือนภัย การสื่อสารบนฐานข้อมูลจริง หากมีระบบเตือนภัย ระบบสื่อสารที่ดี จะลดการสูญเสียได้</p>
<p><em>“</em><em>3 เรื่องใหญ่ของโลก ที่เราจะประสบ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสามเรื่องเป็นสิ่งเชื่อมโยงกัน และต้องให้ความสำคัญ เพราะการที่มีประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ เรื่องของการเกษตรก็ได้รับการเกื้อหนุนจากความหลากหลายทางชีวิภาพที่เรามีอยู่ สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน หากไม่แก้ในวันนี้เราจะไม่มีโอกาสแก้ ปัญหาต่างๆ ถาโถมเข้ามาหนักหนาสาหัสทั้งช่วงนี้ และต่อๆ ไป”</em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-39559 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/flood.jpg" alt="" width="900" height="600" /></p>
<p style="text-align: center;">Cr.Freepik</p>
<p><strong>ยุคแห่ง &#8216;Adaptation&#8217; ไม่ปรับ ก็สู้ไม่ได้</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า ​การใช้พลังงานสะอาดยังช่วยเพิ่มโอกาสให้​ประเทศไทย โดยเฉพาะการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ เพราะสิ่งแรกที่นักลงทุน​มองหา​คือ การมีไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด​​​​จึง​ต้องมีการเตรียมพร้อม นโยบาย กฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงการเกษตรแนวใหม่ ทีใช้ทรัพยากรน้อยและให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ขายได้มูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย  จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการปรับตัวจึงจะสามารถรักษาความสามารถทางการแข่งขันไว้ได้</p>
<p>สอดคล้องกับข้อมูลจาก <strong>​&#8217;</strong><strong>Future Trends Ahead 2026&#8242; </strong>โดย <strong>Future Skill</strong>  มองภาพการเปลี่ยนแปลงในปี 2026 เป็นปีแห่งการปรับตัวและมองหาโอกาสใหม่​ โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2026 เหมือนการเดินทางครั้งใหญ่ที่ทุกคนต้องปรับตัวไปด้วยกัน ท่ามกลางสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างการค้าโลกที่กำลังปรับเปลี่ยน การตึงเครียดระหว่างประเทศที่ยังคงอยู่ และเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวกระโดด สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความท้าทายและโอกาส</p>
<p>รายงานยังระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานใหม่ กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมหลัก การลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์จีนหลายรายกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โอกาสยังครอบคลุมไปถึงการผลิตแบตเตอรี่ สถานีชาร์จไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะและการรีไซเคิลแบตเตอรี่ ส่วน อุตสาหกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตรที่ยังเป็นจุดแข็งและมีโอกาสยกระดับ ทั้งการเกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ อาหารจากพืชและโปรตีนทางเลือก และอาหารเสริมสุขภาพที่มีความต้องการสูง รวมถึงการส่งออกผลไม้เมืองร้อนโดยเฉพาะทุเรียนที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง ทั้งหมดนี้คือโอกาสที่เราต้องคว้าไว้</p>
<p><strong>ความท้าทายที่ต้องเตรียมรับมือ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น</strong> : ค่าจ้างแรงงานมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องจากตลาดแรงงานตึงตัว ขณะที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวนสูง การบริหารต้นทุนจึงยิ่งมีความสำคัญ</li>
<li><strong>การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น : </strong>สินค้าจากจีนราคาถูกทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นทั้งในตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียกำลังยกระดับความสามารถในการผลิตอย่างรวดเร็ว</li>
<li>ก<strong>ารเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ</strong> <strong>:</strong> กฎระเบียบต้าน E56 จะเข้มงวดขึ้น ภาษีคาร์บอนชายแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) จะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 ในขณะที่มาตรฐานด้านความปลอดภัยข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ก็มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น</li>
</ul>
<p><strong>4 กลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ด้านตลาดและการส่งออก :</strong> การกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรก ผู้ส่งออกที่พึ่งพิงสหรัฐฯ หรือจีนมากเกินไปควรหาตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซและการขายตรงถึงถึงผู้บริโภค</li>
<li><strong>ด้านการดำเนินงานและต้นทุน :</strong> ลงทุนในระบบอัตโนมัติและ AI เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้การผลิตแบบลืนและการปรับปรุบปรุงอย่างต่อเนื่องบริหารห่วงโซ่อุปทานโดยหาแหล่งผู้จัดหาที่หลากหลาย และพิจารณาใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น</li>
<li><strong>ด้านการเงิน :</strong> บริหารสภาพคล่องอย่างเข้มงวด ควบคุมเงินทุนหมุนเวียนให้เหมาะสม เร่งรัดเก็บเงินจากลูกหนี้ สร้างเงินสำรอง ทำการป้องกันความเสี่ยง ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและเข้าถึงแหล่งทุนใหม่ ๆ เช่น กองทุนส่วนบุคคล กองทุนร่วมลงทุน หรือโครงการสนับสนุนของภาครัฐ</li>
<li><strong>ด้านนวัตกรรมและการพัฒนา :</strong> ลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างต่อไอเดียใหม่ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตั้งแต่การทำให้เป็นดิจิทัลพื้นฐานไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิมของพนักงานอย่างต่อเนื่อง</li>
</ul>
<p><strong>ความคาดหวังต่อบทบาทภาครัฐ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ด้านการค้าระหว่างประเทศ : </strong> เร่งเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าสำคัญ ลดหรือยกเว้นภาษีในสินค้าบางประเภท และขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคใหม่</li>
<li><strong>ด้านการสนับสนุนการลงทุน :</strong> เร่งรัดให้โครงการที่อนุมัติเกิดขึ้นจริง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนเส้นทางการค้า ดึงดูดการลงทุนที่หลีกเลี่ยงภาษี</li>
<li><strong>ด้านโครงสร้างพื้นฐาน :</strong> พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ยกระดับท่าเรือและสนามบิน ขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลโดยเฉพาะเครือข่าย 5G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พัฒนาระบบพลังงานที่มั่นคง ราคาถูก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</li>
<li><strong>ด้านทรัพยากรมนุษย์ : </strong> ปฏิรูปการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิม อำนวยความสะดะดวกในการนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่มีทักษะ</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39558 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/shipping.jpg" alt="" width="900" height="491" /></p>
<p style="text-align: center;">Cr.Freepik</p>
<p><strong>7 จุดเปลี่ยน ปี 2026 สู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง</strong></p>
<p>ด้าน <strong>ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน</strong> กล่าวถึงเทรนด์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในปี 2026 โดยระบุว่า เทรนด์ที่จะเกิดขึ้น มี 7 ข้อที่น่าสนใจในปีนี้ คือ จุดเปลี่ยนจากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง หากสามารถพิสูจน์ได้จริงทางด้านความยั่งยืน จะเท่ากับความสามารถทางการแข่งขัน</p>
<p><em>“หากมองในอดีตความสามารถทางการแข่งขันจะมองว่าใครมีเทคโนโลยีมากกว่ากัน หรือ สามารถลดต้นทุนได้มากกว่า คนนั้นชนะ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ปี </em><em>2026 เป็นต้นไป ใครที่มีคำมั่นสัญญาและพิสูจน์ได้จริง จะไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพราะหากทำได้ 1. ต้นทุนทางการเงินจะถูกลง การกู้เงินจะต่ำลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ดอกเบี้ยถูกกว่า  2. โอกาสในเชิงการตลาดจะสูงขึ้น แม้ไม่ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังสามารถรักษาลูกค้ากลุ่มเดิม  และ 3. เรื่องของความยั่งยืนเป็นเรื่องของภูมิคุ้มกัน  ในยุคนี้ความยั่งยืน คือ การรักตัวเอง เพราะทำให้เรากำลังฉุกคิดว่า น้ำท่วมใหญ่ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เราเตรียมตัวเพื่อป้องกันธุรกิจของเราอย่างไร”  </em></p>
<p>สำหรับ 7 ข้อที่น่าสนใจในปี 2026 ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ได้แก่</p>
<p><strong>1. รายงานจะไม่ใช่แค่รายงาน</strong> แต่เป็นระบบตัดสินธุรกิจจริง อดีตการทำรายงานความยั่งยืน ESG ก็แค่รายงาน แต่หลังจากปี 2026 ระบบการเปิดเผยข้อมูลจะจริงจังมากขึ้น รายงานความยั่งยืนเป็นภาษากลางสื่อสารกันระหว่าง Financial Officer , investor และ Banking ทั้งสามฝ่ายจะนำรายงานเป็นตัวกลางในการพูดคุย</p>
<p><strong>2. Carbon pricing</strong> กลไกคาร์บอน เริ่มมีความสำคัญนับจากปีนี้เป็นต้นไป หลังจากมีการประชุม COP30 เป้าหมายท้าทายมากขึ้น Net Zero เร็วขึ้น UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) พยายามให้ทุกประเทศทำตารางคาร์บอน ทำกฎหมายคาร์บอนให้เป็นกฎหมายมากขึ้น แสดงว่ากลไกในเชิงราคาจะสะท้อนความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราน่าจะต้องเจอมากขึ้น คือ Carbon pricing   จะเป็นต้นทุนของธุรกิจโดยตรงมากขึ้น เช่น ธนาคารหลายแห่ง ขอความร่วมมือแกมบังคับในการ กำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) ถึงแม้ในประเทศจะยังไม่มี พ.ร.บ. โลกร้อน แต่ขอให้ลองคำนวณต้นทุน หากธุรกิจดำเนินตามปกติและลองเอาเรื่องคาร์บอนเข้าไป ต้นทุน กำไร จะเป็นเท่าไหร่ ดังนั้น จึงเป็นต้นทุนของบริษัทมากขึ้น ต้องเตรียมการ เพราะประเทศไทย พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน เกิดขึ้นแน่นอน จะส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น</p>
<p><strong>3. พลังงานสะอาด</strong> ปี 2026 พลังงานสะอาดจะโตเร็ว 2 เท่า ย้อนไปในช่วงประมาณ ปี 2024-2025 กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกือบ 600 กิกะวัตต์ คาดการณ์จนถึง ปี 2030 จะเพิ่มอีกกว่า 4,000 – 5,000 กิกะวัตต์ แต่คอขวดไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มพลังงานสะอาดอย่างเดียวแต่อยู่ที่ระบบไฟฟ้า เช่น สายส่ง ผลิตได้แต่ระบบส่ง Flexible พอหรือไม่ เพราะอาจเจอปัญหาไฟดับ , ระบบแบตเตอรี่ หรือแม้ทั่งระบบบริหารจัดการดีมานด์ ดังนั้น ระบบต้องมีความทันสมัยมากขึ้น ระบบพลังงานจึงเป็นอีกจุดที่น่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากในปีหน้า</p>
<p><strong>4. ซัพพลายเชนทั่วโลก</strong> กำลังถูกบังคับด้วยกฎหมาย เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ในปีนี้ เริ่มบังคับใช้ ถัดมา คือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ทั้งสองตัวนี้เป็นตัวบังคับซัพพลายเชน การส่งสินค้าไปที่สหภาพยุโรปต้องมีการรายงานข้อมูล หากทำเรื่องนี้ได้จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย จากเดิมที่เน้นผลิตเยอะแต่ปัจจุบันไม่ใช่ ทุกที่ต้องการสตอรี่ ต้องการความพรีเมียมซึ่งประเทศไทยมี</p>
<p><strong>5. ปีแห่งการให้ความสำคัญกับการตั้งรับ ปรับตัว</strong> มีการคาดการณ์ว่า ปริมาณความถี่ ความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่มีทางลดลง มีแต่จะรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่น่าคิดสำหรับภาคธุรกิจ คือ หากมองว่าจะแบ่งเงินลงทุนมาลงทุนในเรื่องเหล่านี้ เช่น หากเราเป็นโรงงานแล้วแบ่งเงิน 2% ไปลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม อาจจะลดความเสียหายได้โดยเฉลี่ยเกือบ 10% ก็เป็นได้</p>
<p><strong>6. การลงุทนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ</strong> ความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น การตั้งรับปรับตัวโดยใช้ธรรมชาติควบคู่ไป เพื่อป้องกัน ลดความเสี่ยง และอาจจะได้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือ ได้พื้นที่มาเป็น Carbon Sink และปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคตอันใกล้ การเดินหน้าทำสิ่งเหล่านี้อาจนำมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินได้</p>
<p><strong>7. การอัปสกีล รีสกีล</strong> ปี 2026 จะเป็นปีที่แทบจะทุกองค์กรต้องเริ่มและจริงจังกับเรื่องของการสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืน ดังนั้น การอัปสกีล รีสกีล จึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>
<p>สุดท้าย ความยั่งยืน จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปอย่างมั่นคง ท่ามกลางพายุการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การปรับตัว ยืดหยุ่น นวัตกรรม และความร่วมมือ จะเป็นประตูสู่การพิสูจน์ผลลัพธ์ของคำมั่นสัญญาที่ไทยได้ให้ไว้ในการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/">&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทสรุป COP30 เพิ่มแรงส่ง Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/cop30-reinforce-net-zero-2050/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 03 Jan 2026 08:31:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Belem 4X Pledge]]></category>
		<category><![CDATA[CarbonCredit]]></category>
		<category><![CDATA[COP]]></category>
		<category><![CDATA[COP30]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Emissions]]></category>
		<category><![CDATA[Green Finance]]></category>
		<category><![CDATA[LowCarbon]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Roadmap NDC]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ความร่วมมือ]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39197</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทสรุป COP30 เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล ที่จบลงไปแล้วนั้น มีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน Energy Transitions ​ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการเจรจา​เพื่อยุติการใช้ เชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างเป็นรูปธรรม แต่ประเทศ​​เจ้าภาพอย่างบราซิล สามารถจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านเพื่อรับมือสภาพอากาศ 2 ฉบับ ได้แก่ 1. แผนเศรษฐกิจปลอดฟอสซิลอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม (fossil-fuel transition roadmap) 2. แผนป่าไม้และสภาพภูมิอากาศ (forest-climate/deforestation roadmap) พร้อมทั้งความร่วมมมือ​ขับเคลื่อนระดับโลก ในมิติต่างๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ประกอบด้วย 1. ความร่วมมือจากทั่วโลก เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก &#8211; เร่งแผนเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Fossil Belem 4X Pledge เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงยั่งยืน 4 เท่า ภายในปี 2035 ทั้งไฮโดรเจน เชื้อเพลิงชีวภาพ และเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมผลักดัน ‘ปฏิญญาเบเล็งเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว’ แผนขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้าสีเขียวระดับโลก และในระดับภูมิภาค &#8211; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/cop30-reinforce-net-zero-2050/">บทสรุป COP30 เพิ่มแรงส่ง Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">บทสรุป <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs"><strong>COP30</strong></span> เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล ที่จบลงไปแล้วนั้น มีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Energy Transitions</span> ​ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการเจรจา​เพื่อยุติการใช้ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เชื้อเพลิงฟอสซิล</span> อย่างเป็นรูปธรรม แต่ประเทศ​​เจ้าภาพอย่างบราซิล สามารถจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านเพื่อรับมือสภาพอากาศ 2 ฉบับ ได้แก่</div>
</div>
<p><span id="more-39197"></span></p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>1. แผนเศรษฐกิจปลอดฟอสซิลอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม (fossil-fuel transition roadmap)</strong></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>2. แผนป่าไม้และสภาพภูมิอากาศ (forest-climate/deforestation roadmap)</strong></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">พร้อมทั้งความร่วมมมือ​ขับเคลื่อนระดับโลก ในมิติต่างๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Net Zero 2050</span></strong> ประกอบด้วย</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>1. ความร่วมมือจากทั่วโลก เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</strong></div>
<div dir="auto"><strong>&#8211; เร่งแผนเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Fossil</span></strong></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<ul>
<li>Belem 4X Pledge เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงยั่งยืน 4 เท่า ภายในปี 2035 ทั้งไฮโดรเจน เชื้อเพลิงชีวภาพ และเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์</li>
<li>ร่วมผลักดัน ‘ปฏิญญาเบเล็งเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว’</li>
<li>แผนขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้าสีเขียวระดับโลก และในระดับภูมิภาค</li>
</ul>
<div dir="auto"><strong>&#8211; ด้านธรรมชาติและอาหาร <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Naturebased</span> , <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Landuse</span></strong></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<ul>
<li dir="auto">ปกป้องป่าเขตร้อนผ่าน ‘กองทุนเพื่อป่าเขตร้อนตลอดกาล’ (TFFF : Tropical Forest Forever Facility)</li>
<li dir="auto">เปิดตัวข้อตกลงด้านการถือครองที่ดินระหว่างรัฐบาล (ILTC : Intergovernmental Land Tenure Commitment )</li>
<li dir="auto">ผลักดันการพัฒนาภูมิทัศน์แบบฟื้นฟู (Regenerative Landscapes) พื้นที่ 210 ล้านเฮกตาร์ 110 ประเทศ ภายในปี 2030</li>
<li dir="auto">ส่งเสริมการเกษตรยุคใหม่ สร้างกลไกเร่งลดก๊าซเรือนกระจก และมลพิษทางการเกษตรที่เป็นอันตราย</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">&#8211; <strong>กลไกคาร์บอนเครดิต (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Carbon credit) </span></strong></div>
<ul>
<li dir="auto">สร้างมาตรฐานร่วมกันในการเชื่อมโยงระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต</li>
<li dir="auto">เสนอราคาคาร์บอนเครดิตขั้นต่ำ (floor price) จากป่าไม้เขตร้อนผ่านโครงการ TFFF</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>2. การสนับสนุนทาง<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">การเงิน</span> เพื่อรับมือและปรับตัว  (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Green Finance)</span></strong></div>
<ul>
<li dir="auto">ลงทุน 1 ล้านล้าน USD ภายในปี 2030 เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงาน รองรับโครงข่ายไฟฟ้าสีเขียว</li>
<li dir="auto">ลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา 1.4 แสนล้าน USD โครงการอุตสาหกรรมสะอาด และ 1.5 แสนล้าน USD เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 3 เท่า ภายในปี 2030</li>
<li dir="auto">ช่วยเหลือทางการเงินปีละ 1.3 ล้านล้าน USD แก่ประเทศกำลังพัฒนา ช่วยเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว</li>
<li dir="auto">ตั้งกองทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (Adaptation Fund ) รวบรวมเงิน 1,500 ล้าน USD สนับสนุนการปรับตัวใน 108 ประเทศ เพื่อช่วยชีวิตผู้คน ดูแลธรรมชาติ และสร้างระบบป้องกันภัยพิบัติ</li>
<li dir="auto">ตั้งหน่วยงานกลางทั้งระดับประเทศและภูมิภาค เพื่อประสานงานให้ความช่วยเหลื่อ และดึงดูดการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>3. <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ประเทศไทย</span> ขยับเป้าหมาย ‘Net Zero 2050’  <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Thailand Roadmap</span> <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">NDC</span></strong></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<ul>
<li dir="auto">ประเทศไทยขยับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 เร็วขึ้น 15 ปี</li>
<li dir="auto">ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 152 ล้านตัน CO2e ภายในปี 2035 หรือลดลง 47% จากปี 2019</li>
<li dir="auto">คาดต้องใช้ Green Finance จากต่างประเทศกว่า 7,000 ล้าน USD หรือคิดเป็น 30% ของเม็ดเงินที่ต้องใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านทั้งหมด โดยเฉพาะการ​พัฒนา <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เทคโนโลยี</span> ที่ต้องใช้วิทยาการและการลงทุนสูง</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">โดยตัวอย่างโครงการสำหรับการลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่าน อาทิ ​ เทคโนโลยีไฮโดรเจนในภาคการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรม Battery Energy Storage System (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">BESS</span>) , เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">CCUS</span>),​ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SMR</span>), การผลิตปูนซีเมนต์แบบปล่อยคาร์บอนต่ำ, เทคโนโลยีการกำจัดของเสียและสารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง​การปลูกข้าวแบบปล่อยคาร์บอนต่ำ เป็นต้น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/cop30-reinforce-net-zero-2050/">บทสรุป COP30 เพิ่มแรงส่ง Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217; ชี้บทบาทพื้นที่ชุ่มน้ำรับมือวิกฤตโลก เร่งเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ นำร่อง เชียงราย สุราษฎร์ธานี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/wetland-and-urban-development/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Dec 2025 14:16:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Natural Infrastructure]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Triple Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Urban Resilience Building and Nature]]></category>
		<category><![CDATA[Wetland]]></category>
		<category><![CDATA[กรมทรัพยากรน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ธีระชุณ บุญสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ชุ่มน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39041</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับ กรมทรัพยากรน้ำ และองค์กรภาคี จัดงาน เวทีเสวนาวิชาการ &#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217; ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับปรับตัวต่อวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Urban Resilience Building and Nature : URBAN) โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมกว่า 250 คน เพื่อร่วมหารือการยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาเมืองและการรับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ สำหรับ​โครงการ URBAN ​ได้รับการสนับสนุนจาก International Climate Initiative (IKI) ของรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ​มุ่งเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของเมืองและภูมินิเวศโดยรอบ ผ่านการบูรณาการข้อมูลวิชาการ กระบวนการมีส่วนร่วม และเครื่องมือเชิงนโยบาย พร้อมทั้งประยุกต์ใช้แนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน Nature-based Solutions (NbS) ในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงรายและสุราษฎร์ธานี เพื่อพัฒนาต้นแบบการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำที่สามารถขยายผลในระดับประเทศ ทั้งนี้ พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) ไม่ได้หมายความเพียงแค่บึง หรือหนองน้ำ แต่ถือเป็น &#8216;โครงสร้างพื้นฐานตามธรรมชาติ&#8217; (Natural Infrastructure) ที่มีบทบาทสำคัญในการกักเก็บน้ำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/wetland-and-urban-development/">&#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217; ชี้บทบาทพื้นที่ชุ่มน้ำรับมือวิกฤตโลก เร่งเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ นำร่อง เชียงราย สุราษฎร์ธานี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)</strong> ร่วมกับ <strong>กรมทรัพยากรน้ำ</strong> และองค์กรภาคี จัดงาน เวทีเสวนาวิชาการ <strong>&#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217;</strong> ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับปรับตัวต่อวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (<strong>Urban Resilience Building and Nature : URBAN</strong>)</p>
<p><span id="more-39041"></span></p>
<p>โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมกว่า 250 คน เพื่อร่วมหารือการยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาเมืองและการรับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>สำหรับ​<strong><em>โครงการ </em></strong><strong><em>URBAN</em></strong> ​ได้รับการสนับสนุนจาก <em>International Climate Initiative (IKI)</em> ของรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ​มุ่งเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของเมืองและภูมินิเวศโดยรอบ ผ่านการบูรณาการข้อมูลวิชาการ กระบวนการมีส่วนร่วม และเครื่องมือเชิงนโยบาย พร้อมทั้งประยุกต์ใช้แนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน <em>Nature-based Solutions (NbS)</em> ในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงรายและสุราษฎร์ธานี เพื่อพัฒนาต้นแบบการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำที่สามารถขยายผลในระดับประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39042 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057030.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland)</strong> ไม่ได้หมายความเพียงแค่บึง หรือหนองน้ำ แต่ถือเป็น <strong>&#8216;โครงสร้างพื้นฐานตามธรรมชาติ&#8217;</strong> (Natural Infrastructure) ที่มีบทบาทสำคัญในการกักเก็บน้ำ ลดความรุนแรงของน้ำท่วม บรรเทาภัยแล้ง ปรับคุณภาพน้ำ และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า พื้นที่ชุ่มน้ำมีศักยภาพสูงในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ จากสภาพดินที่อิ่มน้ำ และการสะสมอินทรีย์วัตถุเป็นเวลานาน จึงช่วยชะลอการสลายตัวของคาร์บอน เปลี่ยนเป็นการกักเก็บระยะยาว จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน</p>
<p>ที่สำคัญ พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่อุปสรรคในการพัฒนา แต่คือทางออกของเมืองในยุคโลกร้อน หลายเมืองใหญ่พิสูจน์ได้ว่า การปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำช่วยลดน้ำท่วม ลดความรุนแรงของภัยแล้ง และ​ให้เมืองอยู่ร่วมกับธรรมชาติและน้ำได้อย่างยั่งยืน ​การปกป้อง ฟื้นฟู และบริหารจัดการอย่างชาญฉลาด ช่วยให้เมืองอยู่ร่วมกับน้ำได้ และเพิ่มความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ ด้วยกลไก นโยบาย และมาตรการที่เหมาะสม​ การพัฒนาโดยให้คุณค่าต่อธรรมชาติ และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเป็นทั้งการปกป้องเมือง ชีวิต และอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39044 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057025.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา </strong>ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ​กล่าวระหว่างเปิดการประชุม โดยมองความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำที่เชื่อมโยงกับ 3 วิกฤตสำคัญที่โลกกำลังเผชิญ หรือ <strong>Triple Crisis</strong> ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 สารพิษ รวมทั้งขยะ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ถือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากปัญหาวิกฤตสภาพอากาศเป็นลำดับต้นๆ ของโลก<strong><em><strong> การมีพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland)​​</strong> ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรองรับน้ำหลาก เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติ รวมทั้งช่วยดูดซับคาร์บอน และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากร จะเป็นหนึ่งแนวทางสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตด้วย​หลักการทางธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ​  </em></strong></p>
<p><em>&#8220;<strong>การบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ​ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่สำคัญทางธรรมชาติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวรับ 3 ความเสี่ยงสำคัญ แต่ต้องหาจุดสมดุลทั้งในเรื่องของการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมทั้งทิศทางของการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การขยายตัวในหลาย​เมืองและการก่อสร้างต่างๆ ​เกิดการบุกรุกพื้นที่ชุ่มน้ำ​ที่เคยเป็นพื้นที่รับน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง ​<strong>ทำให้ต้องเร่งศึกษาพร้อมวางกรอบการบริหารจัดการ ภ</strong></em><em><strong>ายใต้การทำงานร่วมกันทั้งจากหน่วยงานส่วนกลาง และในระดับท้องถิ่น เพื่อสามารถวางแผนให้ทั้งผังเมือง และผังน้ำ มีความสอดคล้องและเกิดการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองได้อย่างยั่งยืน </strong></em><em>&#8220;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39045 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057027.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณธีระชุณ บุญสิทธิ์ </strong>อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนาเมือง และการดูแลรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำในทุกระดับความสำคัญรวมกว่า 3 หมื่นแห่ง ทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ​ (แรมซาร์ไซส์) ระดับชาติ และมีสำคัญในระดับท้องถิ่น คิดเป็นพื้นที่ราว 22.88 ล้านไร่ หรือ 7.5% ขณะที่​​ภารกิจและแผนยุทธศาสตร์ของกรมทรัพยากรน้ำ ​มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำแบบบูรณาการ ที่เชื่อมโยงการวางผังเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ และการจัดการทรัพยากรน้ำเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ</p>
<p><em>&#8220;เป้าหมายสำคัญของโครงการคือ การต่อยอดแนวทาง​​การขับเคลื่อน กระบวนการ ​​และมาตรการในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ จากพื้นที่ต้นแบบทั้ง 2 แห่ง โดย <strong> จ.เชียงราย ​จะเป็นต้นแบบพื้นที่ในระบบนิเวศน้ำจืด และ จ.สุราษฎร์ธานี ​สำหรับระบบนิเวศน้ำกร่อย ​ พร้อมถอดบทเรียนไปปรับใช้ใน​พื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆ ทุกรูปแบบทั่วประเทศ</strong> ซึ่งมีทั้งองค์ความรู้และกรอบการขับเคลื่อนที่สามารถใช้ร่วมกันได้ และ​​แบบ​เฉพาะเจาะจงสำหรับในแต่ละพื้นที่เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสม เพื่อ​สร้างกรอบและกลไก​ในการพัฒนา สำหรับดูแล​และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำควบคู่ไปกับการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ได้อย่าง​ยั่งยืน และเป็นการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนข้อที่ 14 (SDG14) ในเรื่องการรักษาระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39046 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057031.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในช่วงปาฐกถาพิเศษ <strong><em>ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว</em></strong> <em>ที่ปรึกษาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</em>  ได้สะท้อนภาพรวมสถานการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันจากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำจำนวนมากเสื่อมโทรมลง พร้อมเสนอให้ยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติของเมือง</p>
<p>ตลอดการเสวนา ผู้เข้าร่วมได้ร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำจากพื้นที่จริง รวมถึงบทเรียนจากพื้นที่นำร่องและพื้นที่ชุ่มน้ำในเขตเมือง สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านการบูรณาการแผนงาน การประสานงานข้ามหน่วยงาน และช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติในระดับพื้นที่ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของเวที คือการแลกเปลี่ยน เครื่องมือทางนโยบายและกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง อนุรักษ์ และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยเฉพาะทิศทางของ ร่างพระราชบัญญัติพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจน ครอบคลุม และเอื้อต่อการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการพัฒนาแนวทางการพิจารณาอนุมัติโครงการ และแนวทางการออกแบบโครงการด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39048 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057034.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เวทีเสวนายังเน้นย้ำว่า การดูแลและฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มความสามารถของเมืองในการรับมือทั้งภัยแล้งและอุทกภัย ช่วยลดความเปราะบางของเมืองต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว <strong><em>จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้พื้นที่ชุ่มน้ำถูกยกระดับจาก &#8216;พื้นที่รองรับผลกระทบ&#8217; ไปสู่  &#8216;กลไกเชิงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง&#8217; ที่เชื่อมโยงการพัฒนาเมือง การจัดการทรัพยากรน้ำ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่ออนาคตของเมืองและพื้นที่ชุ่มน้ำที่ยั่งยืนร่วมกัน</em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/wetland-and-urban-development/">&#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217; ชี้บทบาทพื้นที่ชุ่มน้ำรับมือวิกฤตโลก เร่งเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ นำร่อง เชียงราย สุราษฎร์ธานี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้หรือไม่ แค่กิน ก็สร้าง &#8216;คาร์บอนฟุตพรินท์&#8217; ให้กับโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/carbonfootprint-from-food-system/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Dec 2025 06:47:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Agricultural]]></category>
		<category><![CDATA[carbon emissions]]></category>
		<category><![CDATA[Carbonfootprint]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Consumers]]></category>
		<category><![CDATA[emissions]]></category>
		<category><![CDATA[Food System]]></category>
		<category><![CDATA[FoodProduction]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Emissions]]></category>
		<category><![CDATA[Livestock]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Low Emissions]]></category>
		<category><![CDATA[Our World in Data]]></category>
		<category><![CDATA[Plant-based]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Eating]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การกิน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพรินท์ส่วนบุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38639</guid>

					<description><![CDATA[<p>รู้หรือไม่!!  แค่การกิน ก็ส่งผลต่อ สภาพอากาศ เพราะทุกคำจากอาหาร ที่เรากิน ล้วนมาพร้อม &#8216;คาร์บอนฟุตพรินท์&#8217; ให้โลก ‘การกิน’ กับ ‘โลกร้อน’ จึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน เนื่องจากในกระบวนการ &#8216;การผลิตอาหาร&#8217; ทั้ง การเกษตร และ ปศุสัตว์ จำเป็น​ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งการ​ใช้น้ำ และที่ดินเพื่อ เพาะปลูก หรือ เลี้ยงสัตว์ รวมทั้งยังสร้างก๊าซมีเทน และกระทบต่อพื้นที่ป่าให้มีจำนวนลดลง ​ ทั้งนี้ 1 ใน 4 ของ ก๊าซเรือนกระจก ทั่วโลกมาจากอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่การผลิต การทำฟาร์ม การแปรรูป และการขนส่ง ดังนั้น การกินในชีวิตประจำวันของ ผู้บริโภค จึงส่งผลต่อปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง Climate Change อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะใน​ทุกกระบวนการมีการปล่อยคาร์บอน Carbon Emissions อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเลือกชนิดของอาหารสำหรับ​การรับประทาน ก็​มีส่วน​​ช่วยลดผลกระทบได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจาก ปริมาณ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/carbonfootprint-from-food-system/">รู้หรือไม่ แค่กิน ก็สร้าง &#8216;คาร์บอนฟุตพรินท์&#8217; ให้กับโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div dir="auto"></div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">
<div dir="auto"><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">รู้หรือไม่!! </span> แค่<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">การกิน</span> ก็ส่งผลต่อ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สภาพอากาศ </span>เพราะทุกคำจาก<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">อาหาร</span> ที่เรากิน ล้วนมาพร้อม <strong>&#8216;คาร์บอนฟุตพรินท์&#8217;</strong> ให้โลก</div>
</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>‘การกิน</strong>’ กับ <strong>‘โลกร้อน</strong>’ จึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน เนื่องจากในกระบวนการ &#8216;การผลิตอาหาร&#8217; ทั้ง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">การเกษตร</span> และ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ปศุสัตว์</span> จำเป็น​ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งการ​ใช้น้ำ และที่ดินเพื่อ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เพาะปลูก</span> หรือ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เลี้ยงสัตว์</span> รวมทั้งยังสร้างก๊าซมีเทน และกระทบต่อพื้นที่ป่าให้มีจำนวนลดลง ​</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ทั้งนี้ 1 ใน 4 ของ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ก๊าซเรือนกระจก</span> ทั่วโลกมาจากอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่การผลิต การทำฟาร์ม การแปรรูป และการขนส่ง</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ดังนั้น การกินในชีวิตประจำวันของ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ผู้บริโภค</span> จึงส่งผลต่อปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Climate Change</span> อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะใน​ทุกกระบวนการมีการปล่อยคาร์บอน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Carbon Emissions</span> อย่างต่อเนื่อง</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ขณะเดียวกัน การเลือกชนิดของอาหารสำหรับ​การรับประทาน ก็​มีส่วน​​ช่วยลดผลกระทบได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจาก ปริมาณ Carbon Emissions ของอาหารแต่ละประเภทที่ปลดปล่อยออกมานั้นแตกต่างกัน</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Our World in Data</span> </strong>ได้มีการจัดอันดับกลุ่มอาหารที่มีคาร์บอนฟุตพรินท์ต่ำ และสูง ​สำหรับเปรียบเทียบ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Emissions</span> ที่เกิดจากการผลิตอาหารแต่ละประเภท โดยการคำนวณตามปริมาณการสร้างคาร์บอนฟุตพรินท์ที่เกิดขึ้นจากการผลิตวัตถุดิบอาหารแต่ละประเภทในปริมาณ 1 กิโลกรัม</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>10 กลุ่มอาหาร คาร์บอนฟุตพรินท์สูง (High-Emission Foods)</strong> ประกอบด้วย</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">1. เนื้อวัว (จากฟาร์มโคเนื้อ) ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 99.48 กก.</div>
<div dir="auto">2. ดาร์กช็อกโกแลต ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 46.65 กก.</div>
<div dir="auto">3. เนื้อแกะ ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 39.72 กก.</div>
<div dir="auto">4. เนื้อวัว (จากฟาร์มโคนม) ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 33.3 กก.</div>
<div dir="auto">5. กาแฟ ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 28.53 กก.</div>
<div dir="auto">6. กุ้ง (จากฟาร์ม) ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 26.87 กก.</div>
<div dir="auto">7. ชีส ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 23.88 กก.</div>
<div dir="auto">8. ปลา (จากฟาร์ม) ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 13.63 กก.</div>
<div dir="auto">9. เนื้อหมู ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 12.31 กก.</div>
<div dir="auto">10. เนื้อไก่ (กลุ่มสัตว์ปีก) ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 9.87 กก.</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>5 กลุ่มอาหาร คาร์บอนฟุตพรินท์ต่ำ</strong> (Low-Emission Foods) ประกอบด้วย</div>
<div dir="auto">1. ผลไม้ตระกูลส้ม ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 0.39 กก.</div>
<div dir="auto">2. แอปเปิ้ล / พืชหัวใต้ดิน / ถั่วเปลือกแข็ง ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 0.43 กก.</div>
<div dir="auto">3. มันฝรั่ง ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 0.46 กก.</div>
<div dir="auto">4. หัวหอมและต้นหอม ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 0.5 กก.</div>
<div dir="auto">5. ผักตระกูลกะหล่ำ ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ 0.51 กก.</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/carbonfootprint-from-food-system/">รู้หรือไม่ แค่กิน ก็สร้าง &#8216;คาร์บอนฟุตพรินท์&#8217; ให้กับโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Checklist กิจกรรมทำโลกร้อน ใน 1 วัน แต่ละคนสร้าง &#8216;Carbon Footprint&#8217; มากแค่ไหน ?</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/individual-carbon-footprint-measurement/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Sep 2025 15:53:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[#ClimateChange]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Carbonfootprint]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[FoodProduction]]></category>
		<category><![CDATA[Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Individual]]></category>
		<category><![CDATA[Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Measurement]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Transportation]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[กิจกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36326</guid>

					<description><![CDATA[<p>คาร์บอนฟุตพริ้นท์ &#8216;Carbon Footprint&#8217; ไม่ได้เกิดจากการปลดปล่อย Carbon Emission ที่มาจากแค่ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ หรือเกษตร เท่านั้น แต่ ไลฟ์สไตล์ ในชีวิตประจำวันของเราก็สร้าง ‘คาร์บอนฟุตพริ้นท์รายบุคคล’ ได้ด้วยเช่นกัน โดยพบค่าเฉลี่ยการสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์รายบุคคลทั่วโลก ในปี 2019 อยู่ที่ 6.9 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (TCO2e ) ต่อคนต่อปีส่วน​ในประเทศไทย ยังมีการปลดปล่อยที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยมีค่าเฉลี่ย Emission รายบุคคลอยู่ที่ 4.2 TCO2e หรือมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยรวมกว่า 273 ล้าน TCO2e จากจำนวนคนไทยราว 65 ล้านคนแล้ว รู้หรือไม่ แต่ละกิจกรรมที่เราทำในแต่ละวันนั้น จะสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้มากแค่ไหน ไปลอง Checklist กันดูอาบน้ำ &#8211; แปรงฟัน &#8211; ถ้าอาบน้ำด้วยฝักบัว จะใช้น้ำเฉลี่ยไม่เกิน 20 ลิตรต่อครั้ง&#8211; หากล้างหน้าแบบเปิดน้ำทิ้งไปด้วย จะใช้น้ำถึง 18 ลิตรต่อครั้ง และหากทำต่อเนื่อง 1 ปี จะสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ถึง 5.2 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/individual-carbon-footprint-measurement/">Checklist กิจกรรมทำโลกร้อน ใน 1 วัน แต่ละคนสร้าง &#8216;Carbon Footprint&#8217; มากแค่ไหน ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คาร์บอนฟุตพริ้นท์ <strong>&#8216;Carbon Footprint&#8217;</strong> ไม่ได้เกิดจากการปลดปล่อย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Carbon Emission</span> ที่มาจากแค่ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ หรือเกษตร เท่านั้น แต่ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ไลฟ์สไตล์</span> ในชีวิตประจำวันของเราก็สร้าง ‘คาร์บอนฟุตพริ้นท์รายบุคคล’ ได้ด้วยเช่นกัน</p>
<p><span id="more-36326"></span><br class="html-br" />โดยพบค่าเฉลี่ยการสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์รายบุคคลทั่วโลก ในปี 2019 อยู่ที่ 6.9 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (TCO2e ) ต่อคนต่อปี<br class="html-br" /><br class="html-br" />ส่วน​ในประเทศไทย ยังมีการปลดปล่อยที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยมีค่าเฉลี่ย Emission รายบุคคลอยู่ที่ 4.2 TCO2e หรือมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยรวมกว่า 273 ล้าน TCO2e จากจำนวนคนไทยราว 65 ล้านคน<br class="html-br" /><br class="html-br" />แล้ว <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">รู้หรือไม่</span> แต่ละกิจกรรมที่เราทำในแต่ละวันนั้น จะสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้มากแค่ไหน ไปลอง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Checklist</span> กันดู<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>อาบน้ำ &#8211; แปรงฟัน</strong></p>
<p>&#8211; ถ้าอาบน้ำด้วยฝักบัว จะใช้น้ำเฉลี่ยไม่เกิน 20 ลิตรต่อครั้ง<br class="html-br" />&#8211; หากล้างหน้าแบบเปิดน้ำทิ้งไปด้วย จะใช้น้ำถึง 18 ลิตรต่อครั้ง และหากทำต่อเนื่อง 1 ปี จะสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ถึง 5.2 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (KgCO2e)<br class="html-br" />&#8211; การแปรงฟันแบบมีแก้วใส่น้ำ ใช้น้ำ 0.51 ลิตรต่อครั้ง แต่หากเปิดน้ำไหลทิ้ง จะสิ้นเปลืองน้ำถึง 9 ลิตรต่อนาที<br class="html-br" />&#8211; หากมีการปล่อยน้ำทิ้งตอนแปรงฟัน วันละ 4 นาที นาน 1 ปี จะสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 10.4 KgCO2e<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>การผลิตอาหาร ในปริมาณ 1 กิโลกรัม</strong></p>
<p>&#8211; เนื้อวัว 1 กิโลกรัม สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 60 KgCO2e<br class="html-br" />&#8211; เนื้อหมู 1 กิโลกรัม สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 7 KgCO2e<br class="html-br" />&#8211; เนื้อไก่ 1 กิโลกรัม สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 6 KgCO2e<br class="html-br" />&#8211; ข้าว 1 กิโลกรัม สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 2.7 KgCO2e<br class="html-br" />&#8211; ถั่ว 1 กิโลกรัม สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 1 KgCO2e<br class="html-br" />&#8211; ชีสเบอร์เกอร์เนื้อ 1 ชิ้น มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 3.20 KgCO2e ส่วนซีซาร์สลัด มีเพียง 0.43 kgCO2e<br class="html-br" />&#8211; หากมีการสร้างขยะเศษอาหาร <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Foodwaste</span> 10 กิโลกรัม จะสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ถึง 25.3 KgCO2e<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>การเดินทาง</strong></p>
<p>การเดินทางโดยเครื่องบิน<br class="html-br" />&#8211; เที่ยวบินภายในประเทศ ไป-กลับ 1,000 กิโลเมตร จำนวน 6 ครั้งต่อปี สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 1.0398 TCO2e<br class="html-br" />&#8211; เดินทางในทวีปเอเชีย ไป-กลับ ไม่เกิน 10,000 กิโลเมตร จำนวน 2 ครั้งต่อปี สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 1.8046 TCO2e<br class="html-br" />&#8211; เดินทางไปยุโรป ไป-กลับ ไม่เกิน 18,000 กิโลเมตร 1 ครั้งต่อปี สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 2.0053 TCO2e<br class="html-br" />&#8211; การขับ​รถยนต์ส่วนตัว วันละ 50 กิโลเมตร สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 1.2256 TCO2e<br class="html-br" />&#8211; ขี่รถมอเตอร์ไซค์ วันละ 50 กิโลเมตร สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 0.4755 TCO2e<br class="html-br" />&#8211; ใช้รถโดยสารประจำทาง วันละ 50 กิโลเมตร สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 0.2568 TCO2e<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>เครื่องใช้ไฟฟ้า</strong></p>
<p>&#8211; การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า 1,000 kWh สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 499.9 KgCO2e<br class="html-br" />&#8211; พัดลมตั้งพื้น กำลังไฟ 45-75 วัตต์ หากเปิดวันละ 8 ชั่วโมง สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 0.18-0.30 KgCO2e<br class="html-br" />&#8211; แอร์ ใช้กำลังไฟ 680-3,300 วัตต์ สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 2.72-13.20 KgCO2e และหากเปิดแอร์ทุกวัน ภายใน 1 ปี จะสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 4.818 TCO2e</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/individual-carbon-footprint-measurement/">Checklist กิจกรรมทำโลกร้อน ใน 1 วัน แต่ละคนสร้าง &#8216;Carbon Footprint&#8217; มากแค่ไหน ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>10 &#8216;Climate Risk&#8217; ปี 2025 หายนะที่มาพร้อมโลกเดือด</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/10-climate-risk-in-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Sep 2025 15:52:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[BiodiversityLoss]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Risk Preparedness]]></category>
		<category><![CDATA[ClimateRisk]]></category>
		<category><![CDATA[Disaster]]></category>
		<category><![CDATA[DisasterPreparedness]]></category>
		<category><![CDATA[ExtremeWeather]]></category>
		<category><![CDATA[FoodSecurity]]></category>
		<category><![CDATA[Global Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Nature]]></category>
		<category><![CDATA[PlasticPollution]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[water]]></category>
		<category><![CDATA[กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รับมือ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36314</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2025 เป็นปีที่ถูกคาดการณ์ว่า โลกยังคงต้องเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมต่อเนื่อง จากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ที่จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นผลกระทบจากภาวะโลกเดือด ที่สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ทำให้​การรักษาสมดุลธรรมชาติ และลดผลกระทบด้านสภาพอากาศจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ​กลายเป็นอีกหนึ่งความพยายามระดับโลก เพื่อสามารถรับมือ ควบคุม แก้ไข หรือช่วยป้องกัน ไม่ให้โลกต้องเผชิญหน้ากับ ‘หายนะ’ ไปมากกว่านี้ขณะที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มองว่า ​การขับเคลื่อนประเทศให้​เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่ไปกับการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดพร้อมสรุป 10 ผลกระทบ จากปัญหาโลกเดือด ที่ไม่ควรมองข้าม ในปี 2025 ประกอบไปด้วย1. รักษาอุณหภูมิโลก ไม่ให้เกิน 1.5°C เป้าหมาย &#8216;Keep 1.5 Alive&#8217; ยังคงสำคัญ โดย COP30 ที่เมืองเบเล็ม ประเทศบราซิล ที่จะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ จะเน้นการบรรเทาผลกระทบ และความทะเยอทะยานในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันความเสี่ยงโดยเฉพาะในประเทศที่เป็นเกาะ2. การลดมลพิษจากพลาสติก การเจรจาสำคัญที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา ได้มุ่งเน้นข้อตกลงลดการใช้พลาสติก​โดยครอบคลุมวงจรชีวิตของพลาสติกทั้งหมด พร้อมปรับปรุงระบบรีไซเคิลและส่งเสริมวัสดุที่ย่อยสลายได้ รวมทั้งการจัดหาเงินทุน​เพื่อส่งเสริมทางเลือกที่ยั่งยืน3. การจัดหาเงินทุน เศรษฐกิจสะอาด เป้าหมายการเงินใหม่ที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/10-climate-risk-in-2025/">10 &#8216;Climate Risk&#8217; ปี 2025 หายนะที่มาพร้อมโลกเดือด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 2025 เป็นปีที่ถูกคาดการณ์ว่า โลกยังคงต้องเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมต่อเนื่อง จากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ที่จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><span id="more-36314"></span></p>
<p>สะท้อนให้เห็นผลกระทบจากภาวะ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">โลกเดือด</span> ที่สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ทำให้​การรักษาสมดุลธรรมชาติ และลดผลกระทบด้านสภาพอากาศจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ​กลายเป็นอีกหนึ่งความพยายามระดับโลก เพื่อสามารถรับมือ ควบคุม แก้ไข หรือช่วยป้องกัน ไม่ให้โลกต้องเผชิญหน้ากับ ‘หายนะ’ ไปมากกว่านี้<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม</span> มองว่า ​การขับเคลื่อนประเทศให้​เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่ไปกับการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด<br class="html-br" /><br class="html-br" />พร้อมสรุป 10 ผลกระทบ จากปัญหาโลกเดือด ที่ไม่ควรมองข้าม ในปี 2025 ประกอบไปด้วย<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>1. รักษา<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">อุณหภูมิโลก</span> ไม่ให้เกิน 1.5°C</strong></p>
<p>เป้าหมาย &#8216;Keep 1.5 Alive&#8217; ยังคงสำคัญ โดย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">COP30</span> ที่เมืองเบเล็ม ประเทศบราซิล ที่จะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ จะเน้นการบรรเทาผลกระทบ และความทะเยอทะยานในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันความเสี่ยงโดยเฉพาะในประเทศที่เป็นเกาะ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>2. การลด<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">มลพิษจากพลาสติก</span></strong></p>
<p>การเจรจาสำคัญที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา ได้มุ่งเน้นข้อตกลงลดการใช้พลาสติก​โดยครอบคลุมวงจรชีวิตของพลาสติกทั้งหมด พร้อมปรับปรุงระบบรีไซเคิลและส่งเสริมวัสดุที่ย่อยสลายได้ รวมทั้งการจัดหาเงินทุน​เพื่อส่งเสริมทางเลือกที่ยั่งยืน<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>3. การจัดหา<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เงินทุน</span> เศรษฐกิจสะอาด</strong></p>
<p>เป้าหมายการเงินใหม่ที่ COP29 เรียกร้องระดมทุน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2035 เพื่อสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และมาตรการการปรับตัวต่อสภาพอากาศ รวมทั้งการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการจัดการเพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>4. ปกป้อง<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ธรรมชาติ</span></strong></p>
<p>การจัดประชุม COP30 ที่เลือกในป่าอเมซอน เพื่อย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ระบบนิเวศและแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดผลกระทบจาก Climate Change ซึ่งการเจรจาที่กรุงโรมในเดือน ก.พ. ​2025 ​ได้เน้นแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ลดผลกระทบจากกิจกรรมมนุษย์ รวมทั้งปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและฟื้นฟูป่า<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>5. เหตุการณ์<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สภาพอากาศสุดขั้ว</span></strong></p>
<p>คาดว่าในปีนี้ โลกต้องเผชิญความถี่และความรุนแรงจากเหตุการสภาพอากาศสุดขั้วเพิ่มขึ้น เช่น คลื่นความร้อนและพายุ จึงควรเสริมระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ เพื่อ​เป็นสิ่งสำคัญในการลดผลกระทบ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>6. การ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ขาดแคลนน้ำ</span></strong></p>
<p>ในปีนี้พื้นที่แห้งแล้งหลายแห่งทั่วโลกจะเผชิญกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำอย่างน้ำรุนแรง ดังนั้น การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและการอนุรักษ์เป็นสิ่งจำเป็น รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดน้ำ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>7. ความมั่นคงทาง<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">อาหาร</span></strong></p>
<p>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อการเกษตรและการผลิตอาหาร ซึ่งปีนี้​อาจเผชิญ​ความท้าทายเพิ่มขึ้น จากสภาพอากาศสุดขั้ว ดังนั้น การเกษตรยั่งยืน เทคโนโลยีการเกษตรสร้างสรรค์ และความร่วมมือระหว่างประเทศ จะเป็นแนวทางขับเคลื่อนสำคัญเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความมั่นคงทางอาหารได้<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>8. <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">มหาสมุทร</span>เป็นกรด</strong></p>
<p>CO2 ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเป็นกรดในมหาสมุทรสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทางทะเล เช่น ปะการัง และสัตว์ทะเลต่างๆ การแก้ไขปัญหานี้มีความสำคัญในการ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">อนุรักษ์</span> ความหลากหลายทางทะเล และสนับสนุนชุมชนที่พึ่งพาทะเล<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>9. การสูญเสีย<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความหลากหลายทางชีวภาพ</span></strong></p>
<p>แนวทางการอนุรักษ์ในปี 2025 นี้ จะต้องมุ่งเน้นไปที่การปกป้องชนิดพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ การฟื้นฟูที่อยู่อาศัย และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>10. การ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ย้ายถิ่นฐาน</span> จากสภาพภูมิอากาศ</strong></p>
<p>ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ เช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การขาดแคลนทรัพยากร ทำให้ผู้คนจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน ดังนั้น การสนับสนุนชุมชนที่ถูกย้ายและการจัดการย้ายถิ่นฐานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญเพื่อความมั่นคงโลก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/10-climate-risk-in-2025/">10 &#8216;Climate Risk&#8217; ปี 2025 หายนะที่มาพร้อมโลกเดือด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
