<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ไมโครไบโอม &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 17 Jan 2024 17:02:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.10</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ไมโครไบโอม &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ความหวังใหม่ป้องกันโรค! “รพ. วิมุต” จับเทรนด์ “จุลชีพ” มาแรง ร่วมมือ “AMILI” สิงคโปร์ เดินหน้ายกระดับการรักษาแบบองค์รวม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/01/vimut-hospital-launch-gut-microbiome-test/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Jan 2024 17:02:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[AMILI]]></category>
		<category><![CDATA[Microbiome]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์กุลเทพ รัตนโกวิท]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์พิชิต กังวลกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์เจเรมี ลิมป์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท โรงพยาบาลวิมุต]]></category>
		<category><![CDATA[เฮลท์เทค]]></category>
		<category><![CDATA[แอมิลิ]]></category>
		<category><![CDATA[โพรไบโอติก]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลวิมุต]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครไบโอม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=23523</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความหวังใหม่ป้องกันโรค! “รพ. วิมุต” จับเทรนด์ “จุลชีพ” มาแรง ร่วมมือ “AMILI” สิงคโปร์  ส่งนวัตกรรมสร้างสมดุล “ไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหาร” เดินหน้ายกระดับการรักษาแบบองค์รวม ชี้คนไทย&#8211;ทั่วโลกตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน-เสาะหาแนวทางใหม่ป้องกันโรคร้าย โรงพยาบาลวิมุต โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำใจกลางกรุงเทพฯ เปิดศักราชใหม่ปี 2567 ประกาศเดินหน้ายกระดับการดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวมเพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ และครอบคลุม ภายใต้กลยุทธ์ “Outside In” มุ่งเน้นการขับเคลื่อนธุรกิจเฮลท์แคร์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้ใช้บริการยิ่งขึ้น ตลอดจนเทรนด์สุขภาพยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ “แอมิลิ (AMILI)” บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพด้านจุลชีพในลำไส้ จากความร่วมมือครั้งนี้ รพ.วิมุต พร้อมนำนวัตกรรมในการตรวจ “ไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหาร” มาใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีการดูแลเชิงป้องกันที่กำลังมาแรงและเป็นความหวังใหม่ในการป้องกันโรคร้ายในอนาคต นอกจากนี้ รพ. วิมุต ยังเผยตัวเลขการเติบโตของตลาดไมโครไบโอม มั่นใจนวัตกรรมใหม่ช่วยยกระดับบริการทางการแพทย์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมร่วมเป็นหนึ่งกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของไทย คาดรายได้ปี 2567 ของศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุตจะเติบโตกว่า 30% จากการเดินหน้าพัฒนาธุรกิจให้บริการสุขภาพแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งการป้องกัน รักษา และฟื้นฟู ไมโครไบโอม (Microbiome) คือชื่อเรียกระบบนิเวศของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นแหล่งรวมโพรไบโอติกทั้งตัวดีและไม่ดีที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย โดยหากไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหาร (Gut Microbiome) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/01/vimut-hospital-launch-gut-microbiome-test/">ความหวังใหม่ป้องกันโรค! “รพ. วิมุต” จับเทรนด์ “จุลชีพ” มาแรง ร่วมมือ “AMILI” สิงคโปร์ เดินหน้ายกระดับการรักษาแบบองค์รวม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ความหวังใหม่ป้องกันโรค</strong><strong>! </strong><strong>“รพ. วิมุต” จับเทรนด์ “จุลชีพ” มาแรง ร่วมมือ “</strong><strong>AMILI</strong><strong>”</strong><strong> สิงคโปร์  ส่งนวัตกรรมสร้างสมดุล “ไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหาร” เดินหน้ายกระดับการรักษาแบบองค์รวม </strong><em>ชี้คนไทย</em><em>&#8211;</em><em>ทั่วโลกตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน-เสาะหาแนวทางใหม่ป้องกันโรคร้าย</em></p>
<p><span id="more-23523"></span></p>
<p><strong>โรงพยาบาลวิมุต</strong> โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำใจกลางกรุงเทพฯ เปิดศักราชใหม่ปี 2567 ประกาศ<strong>เดินหน้ายกระดับการดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวม</strong>เพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ และครอบคลุม ภายใต้<strong>กลยุทธ์ </strong><strong>“Outside In”</strong> <strong>มุ่งเน้นการขับเคลื่อนธุรกิจเฮลท์แคร์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้ใช้บริการยิ่งขึ้น ตลอดจนเทรนด์สุขภาพยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง </strong>ล่าสุด<strong>ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ “แอมิลิ (</strong><strong>AMILI)</strong><strong>”</strong> <strong>บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพด้านจุลชีพในลำไส้</strong> จากความร่วมมือครั้งนี้ รพ.วิมุต พร้อม<strong>นำนวัตกรรมในการตรวจ “ไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหาร” มาใช้ในโรงพยาบาล</strong> ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง<strong>เทคโนโลยีการดูแลเชิงป้องกันที่กำลังมาแรงและเป็นความหวังใหม่ในการป้องกันโรคร้ายในอนาคต</strong> นอกจากนี้ รพ. วิมุต ยัง<strong>เผยตัวเลขการเติบโตของตลาดไมโครไบโอม</strong> มั่นใจนวัตกรรมใหม่ช่วยยกระดับบริการทางการแพทย์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมร่วมเป็นหนึ่งกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของไทย <strong>คาดรายได้ปี 2567 ของศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุตจะเติบโตกว่า </strong><strong>30%</strong> จากการเดินหน้าพัฒนาธุรกิจให้บริการสุขภาพแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งการป้องกัน รักษา และฟื้นฟู</p>
<p><strong>ไมโครไบโอม (</strong><strong>Microbiome) </strong><strong>คือชื่อเรียกระบบนิเวศของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหาร </strong>ซึ่งเป็นแหล่งรวมโพรไบโอติกทั้งตัวดีและไม่ดีที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย โดยหากไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหาร (Gut Microbiome) มีความสมดุล กล่าวคือ มีจุลินทรีย์ดีหลากหลายสายพันธุ์ในจำนวนมากพอ ก็จะช่วยทำหน้าที่ย่อยอาหาร เสริมการเผาผลาญ ดูแลระบบภูมิคุ้มกัน สังเคราะห์วิตามิน และช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย สมอง และอารมณ์ได้ โดยไมโครไบโอมได้รับการศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่องและพบว่า<strong>การรักษาสมดุลของไมโครไบโอมในลำไส้</strong> <strong>เป็นวิธีที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโดยรวมเพื่อป้องกันโรคร้ายและสร้างสุขภาพกายและใจที่ดีในระยะยาว</strong> ปัจจุบัน วงการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และความงามทั่วโลกให้ความสนใจการดูแลสุขภาพด้วยการปรับสมดุลจุลินทรีย์ให้ร่างกายทั้งภายในและภายนอก</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23527 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/4-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นายแพทย์พิชิต กังวลกิจ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต</strong> จำกัด<strong> กล่าวว่า </strong>“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รพ. วิมุต เล็งเห็นถึงการตื่นตัวของคนไทยและทั่วโลกในเรื่องการดูแลสุขภาพก่อนล้มป่วย ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์ไมโครไบโอมในลำไส้กำลังเป็นเทรนด์สุขภาพมาแรง โดย Research Reports World (RRW) เผยว่า <strong>ตลาดไมโครไบโอมทั่วโลกมีมูลค่าถึง 743.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 และจะแตะ </strong><strong>3,523.63 </strong><strong>ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี </strong><strong>2571</strong> ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตแบบทบต้น (CAGR) ที่ 29.61%</p>
<p>“รพ. วิมุต มุ่งเสาะหานวัตกรรมใหม่ ๆ มาเสริมทัพบริการด้านสุขภาพให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดภายใต้กลยุทธ์ <strong>Outside-In</strong> เดินหน้าพัฒนาธุรกิจจากมุมมองของผู้ใช้บริการ เราได้ลงนามร่วมทุนกับ<strong>แอมิลิ (</strong><strong>AMILI</strong><strong>)</strong><strong> บริษัทเฮลท์เทคชั้นนำจากสิงคโปร์ที่พัฒนาเทคโนโลยีด้านจุลชีพในลำไส้</strong> เพื่อเปิดตัว <strong>Gut Microbiome Test </strong><strong>โปรแกรมตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เฉพาะบุคคลที่โรงพยาบาล </strong>พร้อมมุ่งช่วยให้คนไทยเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและการรักษาอย่างตรงจุด ช่วยให้แพทย์สามารถแนะนำการปรับสมดุลจุลินทรีย์ให้เหมาะกับแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในอนาคต รพ. วิมุต มี<strong>แผนจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยด้านไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหารแห่งแรกในไทยร่วมกับ </strong><strong>AMILI</strong> ช่วยยกระดับการศึกษาไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหารจากกลุ่มตัวอย่างคนไทยเพื่อนำข้อมูลไปใช้พัฒนาการรักษาโรคและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนไทยโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนาอาหารเสริมโพรไบโอติกส์เพื่อเสริมการรักษาโรคทางเดินอาหาร ลำไส้แปรปรวน และโรคอ้วน” <strong>นายแพทย์พิชิต กังวลกิจ </strong>กล่าวเสริม</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-23526 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/3-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นายแพทย์เจเรมี ลิมป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง</strong><strong> AMILI </strong><strong>กล่าวว่า “</strong><strong>AMILI</strong><strong> มีฐานข้อมูลและตัวอย่างไมโครไบโอมจากคนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งยังเป็นธนาคารไมโครไบโอมแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</strong> เราได้พัฒนา <strong>&#8220;</strong><strong>AMILI PRIME&#8221;</strong> เครื่องมือวิเคราะห์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ที่ทำการทดสอบ วินิจฉัย ทำนายอัลกอริธึม และปรับเปลี่ยนไมโครไบโอมได้อย่างแม่นยำ ความร่วมมือครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของ รพ.วิมุตในการยกระดับบริการสุขภาพขึ้นไปอีกขั้นผ่านนวัตกรรมการตรวจไมโครไบโอม เราจะร่วมกันนำเสนอ<strong>การตรวจสอบสุขภาพลำไส้และการนำวิธีปลูกถ่ายเชื้อจุลินทรีย์ในอุจจาระ</strong><strong> </strong><strong>(Fecal Microbiota Transplantation: FMT)</strong><strong> เข้าสู่ตลาดประเทศไทย</strong> <strong>AMILI</strong> พร้อมทำงานร่วมกับโรงพยาบาลเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ตามความตั้งใจของ รพ. วิมุตในการดูแลให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน”</p>
<p><strong>นายแพทย์กุลเทพ รัตนโกวิท แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับระบบประสาทและการเคลื่อนไหวทางเดินอาหาร หัวหน้าศูนย์ทางเดินอาหารและตับ </strong>กล่าวว่า “หลายคนอาจไม่ทราบว่าการดูแลสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการทำงานที่เป็นปกติของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย <strong>หากจุลินทรีย์ในลำไส้เกิดภาวะไม่สมดุล เราอาจเผชิญกับอาการเจ็บป่วยต่างๆ อาทิ ลำไส้แปรปรวน ท้องผูก ท้องเสียเป็นประจำ ระบบการเผาผลาญไม่ดี อาจทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ง่าย ๆหรือมีปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันโดยไม่ทราบสาเหตุ</strong> Gut Microbiome Test ที่ รพ.วิมุต ช่วยตรวจจุลินทรีย์ในลำไส้ผ่านการตรวจอุจจาระ เพื่อให้<strong>แพทย์สามารถวิเคราะห์ความสมดุล (</strong><strong>Balance) </strong><strong>และความหลากหลาย (</strong><strong>Diversity) </strong><strong>ของจุลินทรีย์ในลำไส้</strong> และวางแผนการปรับสมดุลในลำไส้ ซึ่งรวมถึงการปรับการรับประทานอาหารและปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้คนไข้แต่ละคนได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ อาจแนะนำให้รับประทานโพรไบโอติกส์ที่มีสูตรและสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่เหมาะกับสุขภาพลำไส้ตามผลการตรวจจุลินทรีย์เฉพาะบุคคล เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากโพรไบโอติกส์”</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-23524 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/1-4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับผู้ที่สนใจโปรแกรม Gut Microbiome Test ตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ สามารถติดต่อศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต ถนนพหลโยธิน พร้อมพบกับโปรโมชันพิเศษช่วงเปิดตัวโปรแกรม ในราคาเริ่มต้น 18,000 บาท สามารถโทรนัดหมาย 02-079-0034 เวลา 07.00-17.00 น. หรือใช้บริการ Telemedicine ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ผ่าน ViMUT App คลิก <a href="https://bit.ly/372qexX" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/372qexX</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/01/vimut-hospital-launch-gut-microbiome-test/">ความหวังใหม่ป้องกันโรค! “รพ. วิมุต” จับเทรนด์ “จุลชีพ” มาแรง ร่วมมือ “AMILI” สิงคโปร์ เดินหน้ายกระดับการรักษาแบบองค์รวม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลอรีอัล เชิดชูสตรี 5 นักวิจัยได้ทุน ปี 2564 ผลงานสร้างประโยชน์ด้านแพทย์และสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2021/12/loreal-for-women-in-science/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Dec 2021 06:28:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CSR]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[For Women in Science2021]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ทุน “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์”]]></category>
		<category><![CDATA[นักวิจัยหญิงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษทางน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ยารักษาแผลเรื้อรัง]]></category>
		<category><![CDATA[ลอรีอัล ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ลอรีอัลมอบทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเมลิออยด์]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครไบโอม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=10483</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ว่าปีนี้จะอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด แต่ลอรีอัล ก็เดินหน้า ประกาศรายชื่อ 5 นักวิจัยสตรีผู้มีผลงานวิจัยที่โดดเด่นเป็นประโยชน์ในการพัฒนาชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติ ประจำปี 2564 เพื่อเชิดชูเกียรติเชิดชูเกียรติสตรีในสายงานวิทยาศาสตร์และสนับสนุนงานด้านการค้นคว้าและวิจัยเพื่อความยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 อินเนส คาลไดรา กรรมการผู้จัดการ ลอรีอัล ประเทศไทย กล่าวว่า “การค้นคว้าวิจัยเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นับเป็นหัวใจสำคัญของลอรีอัลในการดำเนินธุรกิจมากว่า 100 ปี เราเชื่อมั่นว่าโลกต้องการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต้องการสตรีเพื่อการพัฒนาและสร้างการเปลี่ยนแปลง ในช่วงที่ผ่านมา เราพบว่าสังคมได้ให้ความสำคัญและทำให้ประเด็นความเท่าเทียมทางเพศในหลาย ๆ วงการดีขึ้น แต่ในวงการวิทยาศาสตร์นั้นยังคงมีช่องว่างอยู่” ข้อมูลจากรายงานของยูเนสโกระบุว่า จำนวนนักวิจัยหญิงมีสัดส่วนกว่า 33% เท่านั้น แต่สำหรับประเทศไทยนับว่าประสบความสำเร็จในเรื่องการสร้างความเท่าเทียมทางเพศ โดยนักวิจัยในไทยจำนวน 49.7% เป็นผู้หญิง แต่ถึงกระนั้น ทุกส่วนก็คงต้องให้การสนับสนุนเรื่องความเท่าเทียมในวงการนี้ต่อไป เนื่องด้วยจำนวนผู้หญิงที่ก้าวขึ้นสู่ระดับนักวิชาการที่มีความอาวุโสมากขึ้น หรือได้รับการยอมรับนั้น ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำอยู่ โดยรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นที่มอบให้แก่ผู้หญิงมีสัดส่วนเพียง 14% นอกจากนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อนักวิจัยสตรีทั้งด้านความมั่นคงทางอาชีพ ไปจนถึงระยะเวลาในการทำงานวิจัยที่มีความท้าทายมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ ลอรีอัลจึงมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับนักวิจัยสตรีมากกว่าที่เคย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้นักวิจัยสตรีสามารถสร้างสรรค์ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติได้อย่างประสบความสำเร็จ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/12/loreal-for-women-in-science/">ลอรีอัล เชิดชูสตรี 5 นักวิจัยได้ทุน ปี 2564 ผลงานสร้างประโยชน์ด้านแพทย์และสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #993366;">แม้ว่าปีนี้จะอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด แต่ลอรีอัล ก็เดินหน้า ประกาศรายชื่อ 5 นักวิจัยสตรีผู้มีผลงานวิจัยที่โดดเด่นเป็นประโยชน์ในการพัฒนาชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติ ประจำปี 2564 เพื่อเชิดชูเกียรติเชิดชูเกียรติสตรีในสายงานวิทยาศาสตร์และสนับสนุนงานด้านการค้นคว้าและวิจัยเพื่อความยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 19</span></h4>
<p><span id="more-10483"></span></p>
<p>อินเนส คาลไดรา กรรมการผู้จัดการ ลอรีอัล ประเทศไทย กล่าวว่า “การค้นคว้าวิจัยเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นับเป็นหัวใจสำคัญของลอรีอัลในการดำเนินธุรกิจมากว่า 100 ปี เราเชื่อมั่นว่าโลกต้องการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต้องการสตรีเพื่อการพัฒนาและสร้างการเปลี่ยนแปลง ในช่วงที่ผ่านมา เราพบว่าสังคมได้ให้ความสำคัญและทำให้ประเด็นความเท่าเทียมทางเพศในหลาย ๆ วงการดีขึ้น แต่ในวงการวิทยาศาสตร์นั้นยังคงมีช่องว่างอยู่”</p>
<figure id="attachment_10484" aria-describedby="caption-attachment-10484" style="width: 594px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10484" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/LO-8.jpg" alt="" width="594" height="385" /><figcaption id="caption-attachment-10484" class="wp-caption-text">อินเนส คาลไดรา กรรมการผู้จัดการ ลอรีอัล ประเทศไทย</figcaption></figure>
<p>ข้อมูลจากรายงานของยูเนสโกระบุว่า จำนวนนักวิจัยหญิงมีสัดส่วนกว่า 33% เท่านั้น แต่สำหรับประเทศไทยนับว่าประสบความสำเร็จในเรื่องการสร้างความเท่าเทียมทางเพศ โดยนักวิจัยในไทยจำนวน 49.7% เป็นผู้หญิง แต่ถึงกระนั้น ทุกส่วนก็คงต้องให้การสนับสนุนเรื่องความเท่าเทียมในวงการนี้ต่อไป เนื่องด้วยจำนวนผู้หญิงที่ก้าวขึ้นสู่ระดับนักวิชาการที่มีความอาวุโสมากขึ้น หรือได้รับการยอมรับนั้น ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำอยู่ โดยรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นที่มอบให้แก่ผู้หญิงมีสัดส่วนเพียง 14% นอกจากนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อนักวิจัยสตรีทั้งด้านความมั่นคงทางอาชีพ ไปจนถึงระยะเวลาในการทำงานวิจัยที่มีความท้าทายมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ ลอรีอัลจึงมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับนักวิจัยสตรีมากกว่าที่เคย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้นักวิจัยสตรีสามารถสร้างสรรค์ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติได้อย่างประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ ลอรีอัล ประเทศไทยจะเดินหน้าผลักดันเหล่านักวิจัยสตรีไทย ให้สามารถก้าวเข้าสู่วงการวิทยาศาสตร์ในระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพิ่มศักยภาพด้านงานวิจัยให้กับประเทศชาติต่อไป”</p>
<figure id="attachment_10485" aria-describedby="caption-attachment-10485" style="width: 598px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10485" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/LO-9.jpg" alt="" width="598" height="388" /><figcaption id="caption-attachment-10485" class="wp-caption-text">ศ.ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ (ที่สามจากขวา) ประธานคณะกรรมการกิตติมศักดิ์โครงการ ทุนวิจัย ลอรีอัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์”</figcaption></figure>
<p style="text-align: center;"><strong>5 นักวิจัยสตรีผู้มีผลงานอันโดดเด่นที่ได้รับทุนโครงการฯ ประจำปี 2564 มีดังนี้</strong></p>
<p><strong>รศ.ดร. พันธนา ตอเงิน</strong> จากภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ได้รับทุนสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กับงานวิจัยหัวข้อ “การศึกษาผลกระทบของความแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อวัฏจักรน้ำในระบบนิเวศป่า” กล่าวว่า<br />
“ไม่นานมานี้ ป่าไม้ได้เกิดปรากฏการณ์ตายหมู่ขึ้นอันเนื่องมาจากสภาวะแล้งที่รุนแรง และมีหลักฐานแสดงปรากฏการณ์ดังกล่าวในป่าเกือบทั่วโลก แต่ยังขาดหลักฐานในป่าไม้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะไม่มีผลการศึกษามาก่อน ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงมุ่งประเมินและวิเคราะห์อัตราการใช้น้ำของป่าไม้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งป่าสมบูรณ์และป่ารุ่นสอง เพื่อศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และความสามารถในการทนแล้งของพันธุ์ไม้ในป่า”</p>
<figure id="attachment_10486" aria-describedby="caption-attachment-10486" style="width: 550px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10486" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/LO-2.jpg" alt="" width="550" height="357" /><figcaption id="caption-attachment-10486" class="wp-caption-text">รองศาสตราจารย์ ดร. พันธนา ตอเงิน</figcaption></figure>
<p>โดยงานวิจัยนี้นับเป็นงานวิจัยชิ้นแรกในประเทศไทย ที่มีการติดตั้งเสาและอุปกรณ์ตรวจวัดอย่างต่อเนื่องในป่าหลายขั้นการทดแทน โดยสามารถเก็บข้อมูลได้เป็นเวลานานเพื่อติดตามสถานะและการเปลี่ยนแปลงของอัตราการใช้น้ำของป่า ซึ่งหากเก็บข้อมูลเป็นระยะเวลานานกว่า 30 ปี ก็จะสามารถนําไปวิเคราะห์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้ นับเป็นข้อมูลสําคัญที่เกิดจากการตรวจวัดในพื้นที่จริงที่ยังไม่ปรากฏในป่าเขตร้อนที่มีหลายขั้นการทดแทนแห่งใดในโลก และยังเป็นประโยชน์เชิงนโยบาย ช่วยในการวางแผนและบริหารจัดการการใช้น้ำของชุมชนที่จะแม่นยํามากขึ้น นอกจากนี้การวิเคราะห์ความทนแล้งของชนิดพันธุ์ต้นไม้ในป่าเหล่านี้ ยังจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการคัดเลือกพันธุ์ต้นไม้ที่สามารถทนแล้งได้มาปลูกทดแทน นับเป็นฐานข้อมูลสําคัญสําหรับโครงการฟื้นฟูป่าในพื้นที่ใกล้เคียง นําไปสู่ผลประโยชน์ทั้งด้านวิชาการและการใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย เนื่องจากข้อมูลในป่าเขตร้อนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นปริศนาในการศึกษาด้านป่าไม้และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก”</p>
<figure id="attachment_10487" aria-describedby="caption-attachment-10487" style="width: 587px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10487" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/LO-3.jpg" alt="" width="587" height="381" /><figcaption id="caption-attachment-10487" class="wp-caption-text">ดร. กมลชนก ชีวะปรีชา</figcaption></figure>
<p><strong>ดร. กมลชนก ชีวะปรีชา</strong> จากหน่วยวิจัยโรคเขตร้อน มหิดล-อ๊อกฟอร์ด และ หลักสูตรชีวสารสนเทศและชีววิทยาระบบ คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผู้ได้รับทุนสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กับงานวิจัยหัวข้อ “การจัดทำแผนที่ทางพันธุกรรมเพื่อป้องกันโรคเมลิออยด์” กล่าวว่า<br />
โรคเมลิออยด์เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้มากในเขตร้อน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งพบได้ทั่วไปในดินและน้ำ พบได้มากในภาคอีสานของประเทศไทย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวนา อาการของโรคมีความหลากหลาย เช่น มีไข้ ติดเชื้อที่ปอด หรือติดเชื้อตามอวัยวะต่าง ๆ ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ลำบาก มีอัตราเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40 และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน อีกทั้งยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายและถูกละเลย<br />
ในฐานะนักวิจัย เล็งเห็นว่ามีเครื่องมือที่มีสามารถช่วยสร้างฐานข้อมูลฐานพันธุกรรมที่สามารถใช้จำแนกเชื้อที่ก่อให้เกิดอาการรุนแรง หรือกลุ่มคนไข้ที่ต้องเฝ้าระวัง เพื่อการการป้องกัน การตรวจ และการรักษาที่มีประสิทธิภาพในอนาคตได้ จึงได้รวบรวมฐานข้อมูล DNA และ RNA ของคนไข้ เชื้อที่ก่อโรคในคนไข้ และเชื้อที่พบในแหล่งน้ำ ไปวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาว่าพันธุกรรมของเชื้อและคนไข้รูปแบบใดที่ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตมากที่สุด รวมทั้งหาแหล่งที่มาของเชื้อที่คนไข้ได้รับ<br />
โดยงานวิจัยที่เสร็จสมบูรณ์คือแผนที่ทางพันธุกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงในการป้องกันโรค ทั้งระบุแหล่งการแพร่กระจายของเชื้อในแหล่งน้ำ รวมไปถึงการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันหรือ ลดความรุนแรงในการติดเชื้อ ลดจำนวนผู้ป่วย และเสียชีวิตจากโรคเมลิออยด์ ควบคู่ไปกับสร้างความเข้าใจให้กับคนในพื้นที่ผ่านการให้ความรู้ในการป้องกันตัวเอง เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการรับเชื้อ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างทีมวิจัยด้านโรคติดเชื้อที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับในระดับโลกต่อไป”</p>
<figure id="attachment_10488" aria-describedby="caption-attachment-10488" style="width: 577px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10488" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/LO-4.jpg" alt="" width="577" height="374" /><figcaption id="caption-attachment-10488" class="wp-caption-text">รองศาสตราจารย์ ดร. วรรณวิภา วงศ์แสงนาค</figcaption></figure>
<p><strong>รศ.ดร. วรรณวิภา วงศ์แสงนาค</strong> จากภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ได้รับทุนสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กับงานวิจัยหัวข้อ “การพัฒนาแพลทฟอร์มทางชีววิทยาระบบและไมโครไบโอมเพื่อการทำนายสุขภาพทางเดินอาหารของคนไทย” กล่าวว่า</p>
<p>“ร่างกายมนุษย์เปรียบเสมือนบ้านของจุลินทรีย์ ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับยีนของจุลินทรีย์ทั้งหมดในร่างกาย หรือที่เรียกว่า ไมโครไบโอม จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งหากทำการศึกษาไมโครไบโอม โดยศึกษาชนิด หน้าที่ กิจกรรมของยีน วิถีเมแทบอลิกของไมโครไบโอม ปฏิสัมพันธ์ของไมโครไบโอม ปฏิสัมพันธ์ของไมโครไบโอมกับอาหาร รวมไปถึงปฏิสัมพันธ์ของไมโครไบโอมร่วมกับจีโนมของมนุษย์ จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการทำนายโรค การดูแลรักษาสุขภาพ และการออกแบบอาหารเชิงหน้าที่ (Functional Foods) ”</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยจึงได้ให้ความสนใจในการพัฒนาแพลทฟอร์มทางชีววิทยาระบบและไมโครไบโอม ที่เรียกว่า ซีสไมโอม (SYSMIOME) ขึ้น โดยบูรณาการเครื่องมือและอัลกอริทึมที่ทันสมัย เพื่อจัดการกับข้อมูลไมโครไบโอมในทางเดินอาหารของคนไทยที่ได้จากเทคโนโลยีเมแทโอมิกส์ โดยคุณลักษณะที่โดดเด่นของแพลทฟอร์มนี้ คือสามารถแสดงสื่อประสานแบบกราฟิกกับผู้ใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร เพื่อการวิเคราะห์ทางชีววิถี และหน้าที่ของไมโครไบโอมเชิงชีวสถิติ เพื่อทำนายสุขภาพทางเดินอาหารของคนไทย โดยการสร้างและพัฒนาแพลทฟอร์ม SYSMIOME สามารถนำไปใช้เพื่อทํานายสุขภาพทางเดินอาหารของคนไทย และยังสามารถต่อยอดไปสู่นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทางเมแทโอมิกส์และไมโครไบโอมิกส์ในประเทศ</p>
<p>รวมถึงการนำแพลทฟอร์มดังกล่าวนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพสร้างความสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร อีกทั้งยังสามารถสร้างเครือข่ายร่วมกับนักวิชาการและหน่วยงานด้านต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชากรในประเทศไทย”</p>
<figure id="attachment_10489" aria-describedby="caption-attachment-10489" style="width: 603px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10489" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/LO-5.jpg" alt="" width="603" height="391" /><figcaption id="caption-attachment-10489" class="wp-caption-text">ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรวรรณ สุวรรณทอง</figcaption></figure>
<p><strong>ผศ.ดร. อรวรรณ สุวรรณทอง</strong> จากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผู้ได้รับทุนสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ กับงานวิจัยหัวข้อ “การพัฒนาวัสดุปิดแผลฟองน้ำเซลลูโลสที่มีสารประกอบเชิงซ้อนของเคอร์คิวมินและไคโตซานสําหรับรักษาบาดแผลเรื้อรัง” กล่าวว่า</p>
<p>“ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอัมพฤกษ์ และโรคอัมพาตเป็นจำนวนมาก โดยผู้ป่วยเหล่านี้มักพบบาดแผลเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายเองได้ โดยบาดแผลที่เท้าในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และบาดแผลกดทับถูกพบมากที่สุดในบรรดาบาดแผลเรื้อรังทั้งหมด ซึ่งสาเหตุหลักเกิดการจากติดเชื้อของแบคทีเรีย และมีปริมาณของเสียจากบาดแผลเป็นจำนวนมาก ทำให้การดูแลรักษาบาดแผลเหล่านี้ต้องใช้ระยะเวลานาน และต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง”</p>
<p>การใช้วัสดุปิดแผลจึงได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาผู้ป่วยดังกล่าว โดยวัสดุที่ใช้ต้องมีราคาถูก ไม่เป็นพิษ เข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อผิวหนัง ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ น้ำและออกซิเจนสามารถแพร่ผ่านได้เหมาะสม ป้องกันการสูญเสียน้ำจากร่างกายเพื่อช่วยรักษาสภาวะของแผลไม่ให้แห้ง และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ด้วยเหตุนี้ ทางคณะผู้วิจัยเล็งเห็นว่าการพัฒนาวัสดุปิดแผลสำหรับรักษาบาดแผลเรื้อรังมีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาบาดแผลอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้พัฒนาวัสดุฟองน้ำที่มีลักษณะเป็นรูพรุน ช่วยดูดซับของเหลวจากบาดแผลได้ดี และมีประสิทธิภาพในการกักเก็บของเหลวได้ โดยใช้พอลิเมอร์ที่ได้จากธรรมชาติและพบได้ในประเทศไทย คือ เซลลูโลสจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ใบสับปะรด และไคโตซานจากเปลือกกุ้ง กระดองปู เป็นต้น</p>
<p>อีกทั้งยังมีการใช้เคอร์คิวมิน สารสกัดจากขมิ้นชัน ซึ่งมีฤทธิ์ทางชีวภาพเหมาะสำหรับใช้ในการรักษาบาดแผล โดยผลงานวิจัยนี้สามารถนําไปต่อยอดเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพวัสดุปิดแผลที่ผิวหนังให้มากขึ้น ช่วยยกระดับงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนภายในประเทศ ให้มีศักยภาพในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ลดการนําเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศได้ในที่สุด”</p>
<figure id="attachment_10490" aria-describedby="caption-attachment-10490" style="width: 601px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10490" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/LO-6.jpg" alt="" width="601" height="390" /><figcaption id="caption-attachment-10490" class="wp-caption-text">รองศาสตราจารย์ ดร. นัดดา เวชชากุล</figcaption></figure>
<p><strong>รศ.ดร. นัดดา เวชชากุล</strong> จากภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ได้รับทุนวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ กับงานวิจัยหัวข้อ “การพัฒนาวัสดุนาโนโลหะออกไซด์ เพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยแสงสำหรับการย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ที่เป็นมลพิษทางน้ำ”กล่าวว่า</p>
<p>“อุตสาหกรรมฟอกย้อมเป็นอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดน้ำทิ้งจากสีย้อมในกระบวนการผลิตเป็นปริมาณมาก หากไม่มีระบบการบำบัดน้ำทิ้งที่ดีจะนำไปสู่การปนเปื้อนสีย้อมในน้ำทิ้ง เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียได้ โดยปกติแล้วอุตสาหกรรมฟอกย้อมจะมีการบำบัดน้ำทิ้งก่อนปล่อยออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ เพื่อเป็นการป้องกันการตกค้างของสีย้อมในน้ำทิ้ง ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับการบำบัดน้ำเสียจากการฟอกย้อม ได้แก่ การตกตะกอนด้วยสารเคมี กระบวนการบำบัดทางชีวภาพ การดูดซับด้วยถ่านกัมมันต์ การออกซิไดซ์ด้วยโอโซน เทคโนโลยีเยื่อแผ่น แต่กระบวนการเหล่านี้มีข้อจำกัด ทั้งในแง่ของระยะเวลา ต้นทุน ขั้นตอนการกำจัดผลิตภัณฑ์สุดท้ายจากการบำบัด ด้วยเหตุนี้ จึงสนใจศึกษากระบวนการเร่งปฏิกิริยาด้วยแสงแบบวิวิธพันธ์ ซึ่งเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายสีย้อมในอุตสาหกรรมฟอกย้อมโดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานที่สะอาดสำหรับการกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยา และยังเป็นวิธีการย่อยสลายสีย้อมที่สามารถนำตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยแสงกลับมาใช้ซ้ำได้ ตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยแสงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการย่อยสลายสีย้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ดังนั้นในงานวิจัยจึงมุ่งเน้นการออกแบบและพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยแสงนาโนโลหะออกไซด์ เพื่อเพิ่มอัตราการเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายสีย้อมในน้ำ ซึ่งงานวิจัยนี้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านวัสดุเร่งปฏิกิริยาด้วยแสงสำหรับลดมลพิษทางน้ำที่มาจากการปนเปื้อนของสีย้อมในน้ำ โดยผลงานที่เกิดขึ้นประกอบด้วยต้นแบบตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยแสงระดับห้องปฏิบัติการและบทความวิจัย สามารถนำไปต่อยอดเพื่อผลิตตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยแสงที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในการบำบัดน้ำเสีย โดยการลดสารสีย้อมตกค้างที่ถูกปล่อยในน้ำทิ้งและช่วยส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อมทางน้ำอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10491 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/LO-1.jpg" alt="" width="578" height="375" /></p>
<p>ทั้งนี้ โครงการทุนวิจัยลอรีอัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” หรือ For Women in Science ริเริ่มขึ้นในปี 2540 โดย มูลนิธิลอรีอัล ด้วยความร่วมมือจากยูเนสโก แต่ละปีได้สนับสนุนนักวิจัยสตรีรุ่นใหม่มากกว่า 250 ท่าน ในโครงการระดับประเทศและระดับภูมิภาคทั่วโลก และได้มอบทุนเกียรติยศนานาชาติแก่นักวิจัยสตรีระดับ Laureates ไปแล้วกว่า 100 ท่าน</p>
<p><strong> โดยในประเทศไทย โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” มอบทุนวิจัยทุนละ 250,000 บาท ให้กับนักวิจัยสตรีที่มีอายุระหว่าง 25 – 40 ปี ใน 2 สาขา ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ลอรีอัล ประเทศไทย ได้ดำเนินงานโครงการมาเป็นปีที่ 19 โดยมีนักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนี้รวมแล้วทั้งสิ้น 76 ท่าน จาก 20 สถาบัน</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/12/loreal-for-women-in-science/">ลอรีอัล เชิดชูสตรี 5 นักวิจัยได้ทุน ปี 2564 ผลงานสร้างประโยชน์ด้านแพทย์และสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
