<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Agri Waste &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/agri-waste/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Tue, 09 Dec 2025 12:31:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Agri Waste &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Dec 2025 12:31:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Agri Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Bio Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[circular]]></category>
		<category><![CDATA[Durian Peel]]></category>
		<category><![CDATA[From Waste to Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[MUW.OFFICIAL]]></category>
		<category><![CDATA[Soft Power]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Textile]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุษา ประชากุล]]></category>
		<category><![CDATA[ทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งทอหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลือกทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยจากพืชเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยเปลือกทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นและสิ่งทอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38573</guid>

					<description><![CDATA[<p>MUW.OFFICIAL โดยดุษฎีบัณฑิตจุฬาฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง คุณสมบัติระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหมล้วน และต้านเชื้อแบคทีเรียได้เกือบ 100 % หวังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุน Soft Power ไทยสู่เวทีโลกด้วยแบรนด์ MUW เสื้อผ้าแฟชั่นที่ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อสายมูอย่างลงตัว นวัตกรรมคว้ารางวัลดีเด่นจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567 ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต &#8216;ทุเรียน&#8217; อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488% ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง? ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ) หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ &#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221; (Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/">&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>MUW.OFFICIAL โดยดุษฎีบัณฑิตจุฬาฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง คุณสมบัติระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหมล้วน และต้านเชื้อแบคทีเรียได้เกือบ </em></strong><strong><em>100 </em></strong><strong><em>% หวังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุน </em></strong><strong><em>Soft Power </em></strong><strong><em>ไทยสู่เวทีโลกด้วยแบรนด์ </em></strong><strong>MUW </strong><strong><em>เสื้อผ้าแฟชั่นที่ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อสายมูอย่างลงตัว นวัตกรรมคว้ารางวัลดีเด่นจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567</em></strong></p>
<p><span id="more-38573"></span></p>
<p>ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต <strong>&#8216;ทุเรียน&#8217; </strong>อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488% ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย</p>
<p><strong>ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง</strong><strong>?</strong></p>
<p>ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม <strong>ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ)</strong> หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ <strong>&#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221; (</strong><strong>Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to Anti-bacterial Clothing)</strong> นับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการนำเปลือกทุเรียนมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสิ่งทอด้านเครื่องแต่งกาย</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38575 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ดร.อุษา-ประชากุล-ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์-จุฬาฯ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การวิจัยครั้งนี้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามและศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งตั้งแต่ช่วง ปีที่ 1 เทอม 2 ของการศึกษาระดับปริญญาเอก ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาและทดลองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ปี จนสำเร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นงานและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ภายใต้<strong>แบรนด์ </strong><strong>MUW.OFFICIAL</strong> ในปีสุดท้ายของหลักสูตร</p>
<p>นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจชุมชนและส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของไทยไปสู่เวทีโลกด้วย จนได้รับ<strong>รางวัลดีเด่นการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี </strong><strong>2567 </strong><strong>ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ </strong><strong>BCG Economy Model </strong><strong>ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ </strong><strong>2567  </strong><strong>และได้รับรางวัล </strong><strong>Excellence Award </strong><strong>ในงาน </strong><strong>The 24th International FABI Fashion Exhibition 2024</strong><strong> จาก </strong><strong>Korean Society of Fashion Business </strong><strong>ประเทศเกาหลีใต้ </strong>รวมถึงยังได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในการขยายฐานการผลิตเส้นใยและผืนผ้าทอฯ ในทุน Innovation to Business จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)</p>
<p><strong>การเดินทางของเส้นใย แรงบันดาลใจจากสับปะรดสู่เปลือกทุเรียน</strong></p>
<p>ก่อนจะมาถึงนวัตกรรม &#8216;<em><strong>สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน</strong></em>&#8216; ดร.อุษา มีประสบการณ์และความคุ้นเคยในการพัฒนาเส้นใยจากพืชเศรษฐกิจมาก่อน ในการศึกษาระดับปริญญาโท ดร.อุษา พัฒนาเส้นใยจากเปลือกสับปะรดที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตร แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นคอลเลกชันกระเป๋า</p>
<p>ต่อมา เมื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก ดร.อุษา จึงต่อยอดความสนใจของตัวเอง โดยสำรวจพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการนำมาทำเส้นใย แล้วก็ได้ข้อสรุปที่ &#8216;<strong>ทุเรียน&#8217; &#8211; พืชเศรษฐกิจที่มีเปลือกเหลือทิ้งเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำมาทำเป็นเส้นใยอีกด้วย</strong></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-38576 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Durain1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เปลือกทุเรียนมีเซลลูโลสธรรมชาติสูงถึง 30 % มีคุณสมบัติเชิงกลคล้ายคลึงกับเส้นใยฝ้ายและป่าน จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้&#8221;</em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การสกัดเปลือกทุเรียนให้เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากและท้าทาย ดร.อุษา เล่าว่า ช่วงแรกต้องนำ​เปลือกทุเรียนมาตากแห้ง แล้วนำมาต้มและอบจนได้เส้นใย แต่เส้นใยที่ได้กรอบและแข็งกระด้าง ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้​</p>
<p><strong>ความล้มเหลวคือจุดเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม</strong> พื้นที่วิจัยในจังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญและมีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนจำนวนมาก ที่นั่น ดร.อุษา ได้พบและได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์ในการสกัดเส้นใยจากเปลือกทุเรียนเพื่อทำกระดาษบรรจุภัณฑ์</p>
<p><em>&#8220;วิธีการที่ได้เรียนรู้และนำมาทดลองก็คือการแช่ดองเปลือกทุเรียนในน้ำเปล่า วิธีนี้จะไม่ทำให้เส้นใยทุเรียนเสียสภาพ จากนั้นก็นำมาแยกเส้นใยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้&#8221;</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-38577 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/2147237.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>สิ่งทอหมุนเวียน คุณภาพเหนือชั้น ระบายอากาศดี ต้านแบคทีเรียได้</strong></p>
<p>เมื่อได้แนวทางสกัดเปลือกทุเรียนเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการทดลองทอเส้นใยเป็นผืนผ้า ซึ่งในขั้นตอนนี้ ดร.อุษาได้ทำงานร่วมกับชุมชนโดยเน้นใช้ทักษะองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาในการปั่นเส้นด้ายด้วยมือ (หรือการเข็นเส้นด้าย) แบบชุมชน</p>
<p>&#8220;การทดลองทอผืนผ้าเริ่มจากต้นแบบเส้นด้ายเบอร์ NE12 ในอัตราส่วนไหม 80% ผสมใยทุเรียน 20% จากนั้นทดลองทอผืนผ้าในอัตราส่วนต่างๆ ตั้งแต่ 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 ของเส้นไหม ต่อเส้นไหมผสมใยทุเรียน โดยกำหนดให้เส้นด้ายไหมเป็นเส้นยืนและเส้นด้ายไหมผสมใยทุเรียนเป็นเส้นพุ่ง&#8221; ดร.อุษา อธิบายแนวทางการทดลอง</p>
<p>ผืนผ้าทุกอัตราส่วนจะได้รับการทดสอบประสิทธิภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอประเทศไทย ครอบคลุมทั้งด้านเคมีและกายภาพ รวมถึงการทดสอบกรด-เบส การซัก/ปั่น การส่องกล้องจุลทรรศน์ทั้งก่อนและหลังซัก การทดสอบความแข็งแรง (Tensile Strength) การระบายอากาศ (Air Permeability) และการต้านเชื้อแบคทีเรีย</p>
<p><em>&#8220;จากการทดสอบประสิทธิภาพทั้งทางด้านเคมีและทางกายภาพ พบว่าผ้าไหมผสมใยทุเรียนในอัตราส่วน 50:50 สามารถระบายอากาศได้ดีกว่าผืนผ้าไหม 100 % เกือบเท่าตัว เพราะผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนมีค่าการระบายอากาศสูงถึง 59.46 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที ในขณะที่ผ้าไหม 100 % มีค่าการระบายอากาศเพียง 39.68 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ผืนผ้าที่พัฒนาขึ้นนั้นยังมีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้สูงถึง 99.92% &#8220;</em></p>
<p>ด้วยคุณสมบัติการระบายอากาศและการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม ดร.อุษาเชื่อมั่นว่าผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนจะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยและความรู้สึกสบายในการสวมใส่เสื้อผ้า</p>
<p><strong>ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปขยายผลในเชิงพาณิชย์ต่อไป</strong></p>
<p><em><strong>&#8220;นวัตกรรมนี้สามารถพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้&#8221;</strong> </em>ดร.อุษา กล่าวและเสนอแนวทางการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ไว้ 2 แบบด้วยกัน โดยแนวทางแรกเป็นการร่วมมือกับชุมชน อาศัยองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือของคนชุมชนในการทอผืนผ้า (ปั่นด้ายด้วยมือหรือการเข็นเส้นด้าย) ส่วนอีกแนวทางเป็นการทำงานกับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งใช้วิธีการปั่นด้ายแบบวงแหวน (Ring Spinning) เพื่อผลิตเส้นด้ายในเชิงพาณิชย์</p>
<p>ซึ่งในช่วงเริ่มต้น กระบวนการผลิตผ้าจากเส้นใยทุเรียนจะใช้วิธีการแบบชุมชนทั้งหมด 100% ตั้งแต่การเข็นเส้นใย การย้อมสีเส้นใย ไปจนถึงการทอผืนผ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความต้องการของตลาดและระยะเวลาในการผลิต ดร.อุษาจึงได้ปรับกระบวนการโดยนำเส้นใยทุเรียนผสมกับไหมไปผลิตผ่านเครื่องจักรในโรงงาน ซึ่งช่วยให้กระบวนการเข็นเส้นใยเร็วขึ้นและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น ขณะที่กระบวนการย้อมสีเส้นใยและการทอผืนผ้ายังคงใช้ภูมิปัญญาของชุมชน 100% เหมือนเดิม เพื่อรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของงานฝีมือดั้งเดิมเอาไว้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38578 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/2147205.jpg" alt="" width="1200" height="913" /></p>
<p><strong>MUW </strong><strong>แบรนด์สิ่งทอเปลือกทุเรียน โดนใจ </strong><strong>Gen Y </strong><strong>สายมู</strong></p>
<p>งานวิจัยนวัตกรรม <strong>&#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221;</strong> ไม่ได้จบลงที่เส้นด้าย ด้วยคุณสมบัติเหนือชั้นของผืนผ้า ดร.อุษา ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ <strong>MUW.OFFICIAL</strong> (มูวว์ ออฟฟิเชียล) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจากงานวิจัยชุดนี้ ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย</p>
<p><strong>ดร.อุษา</strong> กล่าวว่าแบรนด์ดังกล่าวใช้แนวคิดสิ่งทอเคลื่อนไหว (Kinetic Textiles) และโครงสร้างเคลื่อนไหว (Kinetic Structures) ในลักษณะการเคลื่อนไหวของลายเส้นผ่านทัศนธาตุ สร้างให้เกิดมิติความลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงที่สอดรับกับสรีระของผู้หญิง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีของผู้ที่สวมใส่ โดยจุดเด่นที่โดดเด่นของแบรนด์คือการนำภูมิปัญญาการทอมือของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสร้างสรรค์ลวดลายสัตว์มงคล 9 ลวดลาย ได้แก่ <strong>กวาง (มั่งมีศรีสุข) เสือ (ผู้นำ) สิงโต (อำนาจ) มังกร (โชคลาภ) นกยูง (มงคล) หงส์ (เจริญรุ่งเรือง) กบสามขา (เพิ่มพูนเงินทอง) ม้า (พลังความสำเร็จ) และปลา (มั่งคั่งร่ำรวย)</strong></p>
<p>&#8220;ใยทุเรียนยังถือเป็นเส้นใยจากไม้มงคลประเภทหนึ่ง เมื่อนำมาทอผ่านลวดลายสัตว์มงคล ซึ่งเป็นการถอดสัญลักษณ์ตามทฤษฎีสัญวิทยา นี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้งาน แต่ยังเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจและส่งเสริมความเชื่อเรื่องสิริมงคล&#8221; ดร.อุษา กล่าวถึงจุดเด่นของแบรนด์</p>
<p><strong>MUW.OFFICIAL</strong> มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทและรูปแบบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน ทั้งหมดผลิตผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติและภูมิปัญญาการทอมือ</p>
<p>แบรนด์<strong> MUW.OFFICIAL</strong> เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว (2567) โดยใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารการตลาดและขายผลิตภัณฑ์ ดร.อุษา กล่าวว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์คือ Generation Y อายุ 27-42 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทั้งคนที่ทำงานประจำและต้องการประสบความสำเร็จ กับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่อยากจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจ</p>
<p>จากการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะพบว่า ทั้งสองกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตั้งแต่อายุยังน้อย และในขณะเดียวกัน ก็ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สนใจผลิตภัณฑ์ที่มาจากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน และที่ขาดไม่ได้คือคนกลุ่มนี้สนใจผลิตภัณฑ์เสริมสิริมงคล ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ หนุนนำไปสู่ความสำเร็จ&#8221; ดร.อุษา กล่าว</p>
<p>การผสานระหว่างความเชื่อเรื่องมงคลกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยทุเรียนตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Gen Y ได้อย่างลงตัว ซึ่งเมื่อนำผลิตภัณฑ์ลงสู่ตลาดจริงผ่านการทดสอบออกบูธ    ก็ได้ผลตอบรับที่เกินความคาดหมาย ผู้บริโภคให้ความสนใจและกระแสตอบรับเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มตลาดเป้าหมายที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นนั้นถูกต้องและตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38579 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Re1.jpg" alt="" width="400" height="600" /></p>
<p><strong>เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน</strong></p>
<p>ดร.อุษา กล่าวว่าการมีทางเลือกใหม่ในการจัดการเศษเหลือทิ้งไม่เพียงแต่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ</p>
<p>ชุมชนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่อื่น ๆ ที่มีเศษเหลือทิ้งจากทุเรียนสามารถสร้างรายได้เสริม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับทักษะของช่างทอผ้าในชุมชน สำหรับภาครัฐก็ได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ และภาคเอกชนได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติ นำไปสู่การปรับตัวลดต้นทุนการผลิตในอนาคต โดยเฉพาะการลดการนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศ</p>
<p>&#8220;การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของไทยเพราะเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปต่อการยอดพัฒนา โดยสามารถปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยที่มีเหลือทิ้งจากพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาปรับใช้กับวัสดุอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศษเหลือทิ้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้บริโภค&#8221; ดร.อุษา กล่าวปิดท้าย</p>
<p>นวัตกรรมเส้นใยจากเปลือกทุเรียนนับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากเศษเหลือทิ้งในภาคการเกษตร และยังเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเสริมสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy Model) อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเป็นเส้นทางสู่การสร้างมูลค่าจากสิ่งที่เคยถือว่าไร้ค่า จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า ด้วยความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่น สิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหาก็สามารถกลายเป็นโอกาสทองที่นำพาสังคมไปสู่อนาคตที่สดใสและยั่งยืนได้</p>
<p><strong>สำหรับผู้ที่สนใจแบรนด์ </strong><strong>MUW.OFFICIAL </strong><strong>สามารถติดต่อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ได้แก่ </strong><strong>Facebook, LINE OA, TikTok : muw.official </strong><strong>และ </strong><strong>Instagram : muw official_</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/">&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>KUBOTA x GREYHOUND ORIGINAL ครั้งแรกวงการแฟชั่นไทย ต่อยอดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จากเส้นใยฟางข้าว สู่สตรีทแฟชั่นรักษ์โลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/kubota-join-greyhound-turn-waste-to-ari-wear/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jun 2024 13:15:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Agri Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Agri Wear]]></category>
		<category><![CDATA[Agriculture]]></category>
		<category><![CDATA[GREYHOUND]]></category>
		<category><![CDATA[GREYHOUND ORIGINAL]]></category>
		<category><![CDATA[KUBOTA]]></category>
		<category><![CDATA[KUBOTA x GREYHOUND ORIGINAL]]></category>
		<category><![CDATA[Street Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Turn waste to Agri-Wear”]]></category>
		<category><![CDATA[waste]]></category>
		<category><![CDATA[คูโบต้า]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท มัด แอนด์ ฮาวด์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พิษณุ มิลินทานุช]]></category>
		<category><![CDATA[ฟางข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคิน เพ็ญภาคกุล]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[สตรีทแฟชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[สยามคูโบต้า]]></category>
		<category><![CDATA[อัพไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[เกรฮาวด์ ออริจินัล]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26844</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในฐานะประเทศเกษตรกรรม และพื้นที่การเกษตรกว่า 65 ล้านไร่ หรือราว 20% ของพื้นที่เพาะปลูกในไทย เป็นพื้นที่สำหรับใช้ปลูกข้าว ทำให้​มีปริมาณ​ &#8216;ฟางข้าว&#8217; เหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวในปริมาณค่อนข้างมาก โดยวิธีการกำจัดที่นิยมก่อนหน้าคือ การเผา ซึ่งนำมาทั้งมลภาวะทางอากาศ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และภาวะโลกร้อน ทำให้มีความพยายามในการนำฟางข้าวไปต่อยอดเพื่อใช้ประโยชน์ ตามแนวทาง Zero Waste ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักนำไปต่อยอดในฟากของการทำเกษตร หรือปศุสัตว์ เช่น นำไปทำปุ๋ยหมัก นำไปใช้เลี้ยงสัตว์ หรือนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงอุตสาหกรรมชีวมวล​ Biomass ต่างๆ ขณะที่ความร่วมมือครั้งล่าสุดระหว่างผู้นำจาก 2 อุตสาหกรรม อย่างสยามคูโบต้า ผู้นำในกลุ่มเทคโนโลยีด้านการเกษตร และเกรฮาวด์ ออริจินัล ผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นของไทย ในการต่อยอดงานวิจัย &#8216;นวัตกรรมเส้นใยฟางข้าวผสมเส้นใยจากรังไหม สู่การพัฒนาสิ่งทอเพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์​&#8217; โดยคณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและเลี้ยงไหม และกลุ่มสตรีทอผ้าฝ้าย จ.สุรินทร์ นับเป็นครั้งแรกของการ Collaboration ระหว่าง 2 กลุ่มดังกล่าว เพื่อต่อยอด​วัสดุเหลือทิ้งจากแปลงนาอย่างฟางข้าวให้กลายมาเป็นเสื้อผ้าสตรีทแฟชั่น ในคอลเลกชันพิเศษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/kubota-join-greyhound-turn-waste-to-ari-wear/">KUBOTA x GREYHOUND ORIGINAL ครั้งแรกวงการแฟชั่นไทย ต่อยอดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จากเส้นใยฟางข้าว สู่สตรีทแฟชั่นรักษ์โลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในฐานะประเทศเกษตรกรรม และพื้นที่การเกษตรกว่า 65 ล้านไร่ หรือราว 20% ของพื้นที่เพาะปลูกในไทย เป็นพื้นที่สำหรับใช้ปลูกข้าว ทำให้​มีปริมาณ​ &#8216;ฟางข้าว&#8217; เหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวในปริมาณค่อนข้างมาก</p>
<p><span id="more-26844"></span></p>
<p>โดยวิธีการกำจัดที่นิยมก่อนหน้าคือ การเผา ซึ่งนำมาทั้งมลภาวะทางอากาศ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และภาวะโลกร้อน ทำให้มีความพยายามในการนำฟางข้าวไปต่อยอดเพื่อใช้ประโยชน์ ตามแนวทาง Zero Waste ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักนำไปต่อยอดในฟากของการทำเกษตร หรือปศุสัตว์ เช่น นำไปทำปุ๋ยหมัก นำไปใช้เลี้ยงสัตว์ หรือนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงอุตสาหกรรมชีวมวล​ Biomass ต่างๆ</p>
<p>ขณะที่ความร่วมมือครั้งล่าสุดระหว่างผู้นำจาก 2 อุตสาหกรรม อย่างสยามคูโบต้า ผู้นำในกลุ่มเทคโนโลยีด้านการเกษตร และเกรฮาวด์ ออริจินัล ผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นของไทย ในการต่อยอดงานวิจัย &#8216;นวัตกรรมเส้นใยฟางข้าวผสมเส้นใยจากรังไหม สู่การพัฒนาสิ่งทอเพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์​&#8217; โดยคณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและเลี้ยงไหม และกลุ่มสตรีทอผ้าฝ้าย จ.สุรินทร์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26846 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/10.-ชุมชนทอผ้า.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>นับเป็นครั้งแรกของการ Collaboration ระหว่าง 2 กลุ่มดังกล่าว เพื่อต่อยอด​วัสดุเหลือทิ้งจากแปลงนาอย่างฟางข้าวให้กลายมาเป็นเสื้อผ้าสตรีทแฟชั่น ในคอลเลกชันพิเศษ &#8216;<strong>Turn waste to Agri-Wear</strong>&#8216; เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนให้แก่โลก จากที่ก่อนหน้าเรามักจะเห็นการขับเคลื่อนเสื้อผ้ารักษ์โลก ที่อัพไซเคิลมาจาก​เส้นใยพลาสติกเป็นส่วนใหญ่</p>
<p><strong>คุณพิษณุ มิลินทานุช</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และ <strong>คุณภาคิน เพ็ญภาคกุล</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มัด แอนด์ ฮาวด์ จำกัด (มหาชน)​ กล่าวถึงความร่วมมือ​โปรเจ็กต์ <strong>KUBOTA x GREYHOUND ORIGINAL PRESENT “Turn waste to Agri-Wear”  </strong>ช่วย​เพิ่มแนวทาง​ต่อยอดด้านความยั่งยืน​รูปแบบใหม่ เพราะถือเป็นครั้งแรกในวงการแฟชั่น ที่นำวัสดุเหลือใช้ทั้งฟางข้าวในสัดส่วน 20% และรังไหมเหลือใช้ 20% มาผสมกับผ้าฝ้ายในสัดส่วน 60% เพื่อทอเป็นผ้าสำหรับมาออกแบบในคอลเล็กชั่นใหม่นี้ ผ่านดีไซน์แบบสตรีทแฟชั่น ที่เป็น Unisex และ​เรียบง่ายที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26847 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/2-10.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ความร่วมมือดังกล่าวตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้งสองแบรนด์ในการขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน โดยเฉพาะความพยายามลดขยะจากการดำเนินงานให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้  ซึ่งไอเท็มในคอลเล็กชั่นนี้มีราว 20 SKU ทั้งในกลุ่มเสื้อยืด เสื้อเชิ้ตแขนสั้น แขนยาว กางเกงขาสั้น ​ขายาว หมวก กระเป๋า โดยจำหน่ายในราคาที่ไม่แตกต่างจากสินค้าในกลุ่ม GREYHOUND ORIGINAL ทั่วไป เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจับต้องได้ง่าย รวมทั้งเพิ่มการมีส่วนร่วมและเข้าถึงได้ง่าย ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายส่วนหนึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสนับสนุนสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อเปิดโอกาสให้​ลูกค้าทุกคนที่ซื้อสินค้าในคอลเลกชั่นนี้มีโอกาสช่วยฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ</p>
<p>สำหรับในอนาคตสยามคูโบต้าจะยังต่อยอดแนวคิดที่ให้ความสำคัญต่อความยั่งยืน และส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทั้งฟางข้าว หรือในกลุ่มพืชชนิดอื่นๆ มาสร้างไอเดียด้วยวิธี upcycling ให้เกิดมูลค่าเพิ่มในหลากหลายสินค้าเพื่อช่วยลดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมจากการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้วยวิธีการเผา ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy พร้อมมุ่งมั่นเป็นองค์กรที่ตอบแทนสังคมและสานต่อความยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26848 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/1-13.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ขณะที่เกรฮาวด์ก็มุ่งส่งเสริม Eco Fashion เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายในอุตสาหกรรมแฟชั่น​ในตลอดทั้งวงจรชีวิตของสินค้า ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ การผลิต การจำหน่าย การออกแบบเพื่อสวมใส่ได้บ่อยๆ ไปจนถึงการพยายามจำหน่ายสินค้าที่ผลิตออกมาให้หมด รวมทั้งการนำไปทำลาย เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนตามแนวทาง Sustainable Fashion ​ โดยเฉพาะการเพิ่มไลน์สินค้ากลุ่ม Green Label หรือป้ายแท็กเขียวที่เกืดจากกระบวนการรีไซเคิล เช่น ผ้าจากเส้นใยพลาสติก ผ้าคอตตอนออแกนิก หรือการนำผ้าในสต็อกมาใช้เพื่อลดการผลิตผ้าใหม่ เพื่อลดทั้งปริมาณขยะ ลดการใช้สารเคมี และเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปัจจุบันมีสินค้าในกลุ่ม Green Label ราว 20% ของสินค้าที่จำหน่ายภายในร้าน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26849 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/4-9.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>คอลเลกชัน <strong>KUBOTA x GREYHOUND ORIGINAL PRESENT &#8216;Turn waste to Agri-Wear&#8217; </strong>มีจำหน่ายแล้ว​ที่ GREYHOUND STORE สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว  และ EVERYTHINGHOUND STORE สาขาสยามพารากอน สาขาเมกาบางนา และเว็บไซต์ www.greyhound.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/kubota-join-greyhound-turn-waste-to-ari-wear/">KUBOTA x GREYHOUND ORIGINAL ครั้งแรกวงการแฟชั่นไทย ต่อยอดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จากเส้นใยฟางข้าว สู่สตรีทแฟชั่นรักษ์โลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
