<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Bioplastics &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/bioplastics/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 25 May 2026 12:59:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.6</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Bioplastics &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>5 นวัตกรรม Bio-based Packaging ​เปลี่ยนพืช สู่ &#8216;วัสดุทดแทนพลาสติก&#8217; ​​ฝีมือคนไทย​ เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจชีวภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/5-innovation-thai-biobased-material/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 May 2026 12:59:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Bio-based Plastic]]></category>
		<category><![CDATA[Biodegradable plastic]]></category>
		<category><![CDATA[Bioeconomy]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastic]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastics]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly Product]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Material]]></category>
		<category><![CDATA[sustainable products]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ของเหลือทางการเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลผลิตทางการเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติกชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ย่อยสลายได้]]></category>
		<category><![CDATA[ย่อยสลายได้100%]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุจากธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุทดแทนพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโอพลาส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41893</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;พลาสติก&#8217; นับเป็นความท้าทายในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั่วโลกมีการผลิตพลาสติกมากกว่า 400 ล้านตันต่อปี พลาสติกที่ผลิตขึ้นเกือบ 50% เป็นพลาสติกใช้แล้วทิ้ง (Single-use Plastic) โดยแต่ละปี มีพลาสติกประมาณ 8-11 ล้านตัน ไหลลงสู่มหาสมุทร ขณะที่ราว 80% ของมลพิษในมหาสมุทรมีแหล่ง​กำเนิดมาจากบนบก และทั่วโลกมีขยะพลาสติกราว 9% เท่านั้นที่ถูกนำเข้าระบบ​รีไซเคิลอย่างถูกต้อง เมื่อทั่วโลก​เริ่มตระหนักถึงปัญหา Single-use Plastic  มากขึ้น นำมาสู่​การพัฒนา พลาสติกชีวภาพ (bioplastic) หรือ พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ (Biodegradable plastic)  ขึ้นมาทดแทน ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากพืช เช่น เซลลูโลส (cellulose) เคซีน (casein) หรือโปรตีนจากนม แป้ง (starch) น้ำตาลและโปรตีนจากถั่ว (soy protein) โดยแป้งและน้ำตาลเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่นิยมนำมาผลิตพลาสติกชีวภาพมากที่สุด เพราะหาได้ง่ายจากพืชหลายชนิด เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อย มันฝรั่ง มันเทศ และมันสำปะหลัง ทั้งยังมีปริมาณมากและราคาถูก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/5-innovation-thai-biobased-material/">5 นวัตกรรม Bio-based Packaging ​เปลี่ยนพืช สู่ &#8216;วัสดุทดแทนพลาสติก&#8217; ​​ฝีมือคนไทย​ เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจชีวภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8216;พลาสติก&#8217;</strong> นับเป็นความท้าทายในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั่วโลกมีการผลิตพลาสติกมากกว่า 400 ล้านตันต่อปี พลาสติกที่ผลิตขึ้นเกือบ 50% เป็นพลาสติกใช้แล้วทิ้ง (Single-use Plastic)</p>
<p><span id="more-41893"></span></p>
<p>โดยแต่ละปี มีพลาสติกประมาณ 8-11 ล้านตัน ไหลลงสู่มหาสมุทร ขณะที่ราว 80% ของมลพิษในมหาสมุทรมีแหล่ง​กำเนิดมาจากบนบก และทั่วโลกมีขยะพลาสติกราว 9% เท่านั้นที่ถูกนำเข้าระบบ​รีไซเคิลอย่างถูกต้อง</p>
<p>เมื่อทั่วโลก​เริ่มตระหนักถึงปัญหา Single-use Plastic  มากขึ้น นำมาสู่​การพัฒนา <strong>พลาสติกชีวภาพ (bioplastic)</strong> หรือ <strong>พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ (Biodegradable plastic) </strong> ขึ้นมาทดแทน ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากพืช เช่น เซลลูโลส (cellulose) เคซีน (casein) หรือโปรตีนจากนม แป้ง (starch) น้ำตาลและโปรตีนจากถั่ว (soy protein) โดยแป้งและน้ำตาลเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่นิยมนำมาผลิตพลาสติกชีวภาพมากที่สุด เพราะหาได้ง่ายจากพืชหลายชนิด เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อย มันฝรั่ง มันเทศ และมันสำปะหลัง ทั้งยังมีปริมาณมากและราคาถูก</p>
<p><strong>5 นวัตกรรมจากธรรมชาติ เปลี่ยนพืช สู่ &#8216;วัสดุทดแทนพลาสติก&#8217;</strong></p>
<ul>
<li><strong>หลอดข้าว </strong><strong>Chaona</strong> <strong>กินได้ ไม่เปื่อยยุ่ย ธรรมชาติ </strong><strong>100%</strong></li>
</ul>
<p>ประเทศไทยจุดแข็งคือเป็นเมืองเกษตร เรามีผลิตผลทางการเกษตรที่สามารถนำมาเป็นวัสดุทดแทนพลาสติกได้ในยุคที่น้ำมันแพงและเม็ดพลาสติกเริ่มหายาก เป็นจังหวะที่ไทยจะต้องนำทรัพยากรเหล่านี้มาต่อยอด จากการพัฒนางานวิจัยสู่สินค้าทดแทนการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้ง โดยเฉพาะ <strong>หลอดพลาสติก</strong> ที่ก่อขยะเป็นจำนวนมากในแต่ละปี</p>
<p>การสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมข้าว จึงถือเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร รวมถึงการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน แนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ Natural-Based Product อย่าง &#8216;<strong>หลอดดูดน้ำรักษ์โลกที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ </strong><strong>100%&#8217;</strong> คือ แป้งข้าวเจ้าและแป้งมันสำปะหลัง</p>
<p>สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติภายในระยะเวลา 90 วัน ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญสามารถกินได้ (Edible) แข็งแรงทนทานในเครื่องดื่มเย็นและอุ่นได้ดี ไม่เปื่อยยุ่ยง่ายจนทำให้รสชาติเครื่องดื่มเปลี่ยน ไร้รส ไร้กลิ่น สามารถแช่น้ำเย็นได้นานประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Zero Waste ที่ช่วยลดขยะพลาสติก</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone wp-image-41894 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/chaona-1.jpg" alt="" width="800" height="1067" /></p>
<ul>
<li><strong>INBEING จากใบไม้ร่วง สู่ภาชนะส่งออก</strong></li>
</ul>
<p>จากความเชื่อมั่นว่าการเติบโตทางธุรกิจที่แท้จริง ต้องก้าวไปพร้อมกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน เป็นที่มาของการก่อตั้ง <strong>บริษัท อินบีอิ้ง อีโค จำกัด</strong> ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาชนะบรรจุอาหารจากใบไม้ธรรมชาติ ที่ผ่านมาตรฐานสากลและส่งออกได้ ในปี พ.ศ. 2565 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน</p>
<p>ขณะเดียวกัน การเผาขยะ เผาเศษซากจากการทำการเกษตร เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 จึงมีความพยายามในการลดเชื้อไฟ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของไฟป่าและฝุ่นละออง PM 2.5 โดยมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินงานที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในทุกขั้นตอน</p>
<p>ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กรอบมาตรฐานความยั่งยืน ESG (Environmental, Social, and Governance) และสอดรับกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) ถึง 7 เป้าหมายหลัก ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาระบบนิเวศการสร้างงานที่เป็นธรรม ไปจนถึงการส่งเสริมความเท่าเทียมและพลังแห่งความร่วมมือ เพื่อส่งมอบโลกที่น่าอยู่กว่าเดิมให้กับคนรุ่นต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-41896 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/INBEING.jpg" alt="" width="790" height="663" /></p>
<p>ผลิตภัณฑ์ <strong>INBEING </strong>ครอบคลุมตั้งแต่ <strong>กล่องอาหารกาบหมาก </strong>กล่องบรรจุภัณฑ์อาหาร พร้อมฝาปิด มีหลายขนาด เหมาะสำหรับ delivery และ catering &#8216;<strong>จาน ถ้วย กาบหมาก&#8217;</strong> และ &#8216;<strong>จาน ถ้วย ใบตองตึง&#8217;</strong> เหมาะกับงานเลี้ยง โรงแรม และร้านอาหาร บรรจุภัณฑ์ทำมาจากธรรมชาติ 100% ไร้สารเคมี และสามารถรีไซเคิลได้</p>
<p><strong>&#8216;</strong><strong>RA-POE NATURE STRAWS&#8217;</strong> หลอดดูดน้ำธรรมชาติจากต้นราโพ วัชพืชน้ำจำพวกหญ้า ลำต้นแข็งแรง กลวงตามธรรมชาติ ย่อยสลายได้เองตามธรรชาติ หลังใช้งานภายในเวลา 120 วัน ทำให้ไม่ทิ้งสารตกค้างและช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกลงได้ และ <strong>กระถางจากเศษวัสดุธรรมชาติ</strong> ทำจากเศษพืชเหลือใช้ ย่อยสลายได้ ปลูกแล้วลงดินพร้อมต้นได้เลย</p>
<p>อีกทั้ง ยังคงคุณภาพด้วย มาตรฐานการฆ่าเชื้อระดับส่งออก โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนอย่างเข้มงวด ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ (Sterilization) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นไปตามมาตรฐานสากลในระดับที่สามารถส่งออกได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-41895 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/INBEING3.jpg" alt="" width="800" height="671" /></p>
<ul>
<li><strong>TAPIOPLAST</strong><strong> พลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้</strong></li>
</ul>
<p><strong>บริษัท สยามมอดิฟายด์ สตาร์ช จำกัด</strong> ในฐานะผู้ผลิตและส่งออกแป้งมันสำปะหลังดัดแปรชั้นนำ ที่ส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่กว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นผู้ริเริ่มนำแป้งมันสำปะหลังซึ่งเป็นสินค้าสำคัญทางการเกษตรมาดัดแปร โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอันทันสมัยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่มันสำปะหลัง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อาหาร ยา กระดาษ สิ่งทอ กาว อาคารและสิ่งก่อสร้าง รวมถึงพลาสติกชีวภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังถือเป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากแป้งมันสําปะหลังดัดแปรรายแรกของประเทศไทย</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41897 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/20210513121304.jpg" alt="" width="800" height="511" /></p>
<p>สำหรับ <strong>ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ</strong> ภายใต้แบรนด์ <strong>TAPIOPLAST</strong> สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (Biodegradable Plastic) มีการผลิตที่เป็นนวัตกรรม Thermo Plastic Starch พัฒนาร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการนำแป้งมันสำปะหลัง มาทำเป็นถุงพลาสติกได้สำเร็จเป็นรายแรก นับเป็นนวัตกรรมการผลิตถุงพลาสติกแนวใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนในกระบวนการผลิต และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นนวัตกรรมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการยกระดับความเป็นอยู่ของชาวไร่ผู้ผลิตมันสำปะหลัง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41898 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/blown-film-1.jpg" alt="" width="800" height="511" /></p>
<ul>
<li><strong>Fang Thai เปลี่ยนฟางข้าว สู่บรรจุภัณฑ์ธรรมชาติ 100%</strong></li>
</ul>
<p>จากการเล็งเห็นว่าฟางข้าวที่เหลือทิ้งทางการเกษตรในชุมชนหลังจากเก็บเกี่ยวจำนวนมากถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา เป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับโลก ดังนั้น การที่จะช่วยลดมลภาวะและนำของเหลือจากการเกษตรใช้ประโยชน์ คือ การนำมาแปรรูปและสร้างมูลค่า พร้อมกับการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร</p>
<p>เป็นที่มาให้<strong> หจก. ฟางไทย แฟคทอรี่</strong> ในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ทำมาจากฟางข้าว 100% เริ่มต้นค้นคว้าหาความรู้ งานวิจัยต่างๆ ประยุกต์อุปกรณ์ใกล้ตัวทดลองทำเยื่อกระดาษจากเศษฟางข้าว  อีกทั้งยังได้เข้าร่วม โครงการกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการพัฒนากระบวนการผลิต และส่งประกวดผลงานในโครงการของ GEF UNIDO (องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ) จนสามารถชนะรางวัลจากประเทศสหรัฐอเมริกามาได้ เกิดเป็นแบรนด์ Fang Thai ในที่สุด</p>
<p>Fang Thai ได้นำฟางข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ลดสารเคมีในการะบวนการผลิตเยื่อ ทำให้เยื่อฟางข้าวปลอดภัย ไม่เป็นพิษต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายตามธรรมชาติได้ ทั้งนี้ การที่นำฟางข้าวมาหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะช่วยลดการเผาฟาง ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน ผลกระทบเชิงบวกต่อสภาพภูมิอากาศ โดยทุกๆ 100 ตันของเยื่อฟางข้าว ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 197 ตัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41899 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/fang-thai.jpg" alt="" width="800" height="477" /></p>
<ul>
<li><strong>DD Paper Cup บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</strong></li>
</ul>
<p><strong>บริษัท ดี.ดี.เพเพอร์คัพ จำกัด (</strong>DD Paper Cup Co. , Ltd.) ก่อตั้งในไทยปี 2008 ในฐานะผู้ผลิตและผู้จำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ขึ้นรูปจากกระดาษและพลาสติก มุ่งเน้นการสร้างสรรค์งานบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐานโรงงาน GMP (Good Manufacturing Practice) หรือ หลักเกณฑ์ในการผลิตสิ่งเกี่ยวข้องกับอาหาร (food grade)</p>
<p><strong>DD Paper Cup</strong> ได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม โดยเลือกใช้วัตถุดิบในการผลิตที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ สามารถย่อยสลายได้ อย่าง Bio PBS จาก อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง มาเป็นส่วนประกอบสำคัญ พร้อมการันตีคุณภาพด้วยรางวัล Asia star 2020 “ประเภท Eco Packaging” และรางวัล Thaistar Packaging Awards 2020 “บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Eco Package” พร้อมกับผนวกเอานวัตกรรมอย่าง Renewable Source และ Waste Reduction มาสร้างจุดต่างในการทำธุรกิจ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41900 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/DD.jpg" alt="" width="800" height="630" /></p>
<p><strong><em>นวัตกรรมทั้งหมดนี้ ถือเป็นความตั้งใจของผู้ประกอบการไทย ที่มุ่งเน้นในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้ง ซึ่งไม่เพียงแค่การตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนของไทย ที่จะก้าวไปสู่ Net Zero ในปี 2050 แต่ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของทั่วโลก รวมถึง สร้างโอกาสในการส่งออกไปยังต่างประเทศ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย และสร้างมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรของไทย ให้ใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากที่สุด</em></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา  : TCDC , Chaona , INBEING, SMS Group, Fang Thai , SME ONE , cupdd.com , กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพานิชย์ (สัมมนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการไทย “บรรจุภัณฑ์สินค้าส่งออก เพื่อตอบโจทย์ตลาดยุโรป ตามกฎหมาย PPWR” ครั้งที่ 2)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/5-innovation-thai-biobased-material/">5 นวัตกรรม Bio-based Packaging ​เปลี่ยนพืช สู่ &#8216;วัสดุทดแทนพลาสติก&#8217; ​​ฝีมือคนไทย​ เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจชีวภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิกฤตฮอร์มุซ สะเทือน Supply Shock สู่โอกาสตลาด Non-fossil พร้อมเปิดประตู &#8216;ประเทศไทย&#8217; สร้างฐานเศรษฐกิจชีวภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/hormuz-crisis-to-thailand-bioeconomy-opportunity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 13:24:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Bio-based Plastics]]></category>
		<category><![CDATA[Bioeconomy]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastics]]></category>
		<category><![CDATA[Global Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Hormuz]]></category>
		<category><![CDATA[Non-fossil]]></category>
		<category><![CDATA[plastic waste]]></category>
		<category><![CDATA[r-HDPE]]></category>
		<category><![CDATA[r-PET]]></category>
		<category><![CDATA[Recycled Plastics]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Shock]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานฟอสซิล]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติกรีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่ธุรกิจโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาสประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโอพลาสติก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41418</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง จากการโจมตีอิหร่าน นำมาสู่การปิด &#8216;ช่องแคบฮอร์มุซ&#8217; (Hormuz) สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก เนื่องจาก บริเวณดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการเป็นแหล่ง​ผลิตพลังงานฟอสซิล ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญใน​ปัจจุบัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงสงครามภายในพื้นที่ หรือเป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างคู่กรณีเท่านั้น แต่ยังกระทบ Global Supply Chain หรือ ห่วงโซ่ธุรกิจโลก เนื่องจากปริมาณซัพพลายน้ำมันฟอสซิลกว่า 20-25% ได้รับ​ผลกระทบ​จากความขัดแย้งนี้ และ​หายออกไปจากระบบ จึงกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบที่ต้องนำไปใช้ในกระบวนการผลิต​ผลิตภัณฑ์หลากหลายกลุ่มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงเห็นหลายธุรกิจออกมาประเมินผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นจากวิกฤตน้ำมันฟอสซิล ทั้ง​จากราคาที่​ปรับ​สูงขึ้น รวมถึงอุปสรรคในการนำเข้าวัตถุดิบ และยังสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่​​สู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งภาคขนส่ง ภาคพลังงาน ภาค​การเกษตรซึ่งเป็นต้นทางของธุรกิจอาหาร​ รวมไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างบรรจุภัณฑ์​ ที่ผู้ผลิตบางรายต้องใช้ แนฟทา (Naptha) เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของการผลิตเม็ดพลาสติก และ​​เป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายในห่วงโซ่ของน้ำมันฟอสซิลด้วยเช่นกัน โอกาสของตลาด Non-Fossil แม้โลกจะยังอยู่ท่ามกลางวิกฤต  และเต็มไปด้วยความกังวลต่อ Hormuz Effect ที่ยังต้องเฝ้าระวังและประเมินฉากทัศน์เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ว่าจะขยายวงกว้างและลากยาวไปถึงเมื่อไหร่ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สร้างความตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงสำคัญของโลกในการพึ่งพา​พลังงานฟอสซิล (Fossil-based) เพียงอย่างเดียว จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการส่งเสริมวัตถุดิบ​ทางเลือกอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันฟอสซิลได้ โดยเฉพาะใน &#8216;อุตสาหกรรมพลาสติก&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/hormuz-crisis-to-thailand-bioeconomy-opportunity/">วิกฤตฮอร์มุซ สะเทือน Supply Shock สู่โอกาสตลาด Non-fossil พร้อมเปิดประตู &#8216;ประเทศไทย&#8217; สร้างฐานเศรษฐกิจชีวภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง จากการโจมตีอิหร่าน นำมาสู่การปิด &#8216;<strong>ช่องแคบฮอร์มุซ&#8217; (Hormuz)</strong> สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก เนื่องจาก บริเวณดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก</p>
<p><span id="more-41418"></span></p>
<p>โดยเฉพาะการเป็นแหล่ง​ผลิตพลังงานฟอสซิล ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญใน​ปัจจุบัน</p>
<p>ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงสงครามภายในพื้นที่ หรือเป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างคู่กรณีเท่านั้น แต่ยังกระทบ <strong>Global Supply Chain</strong> หรือ <strong>ห่วงโซ่ธุรกิจโลก</strong> เนื่องจากปริมาณซัพพลายน้ำมันฟอสซิลกว่า 20-25% ได้รับ​ผลกระทบ​จากความขัดแย้งนี้ และ​หายออกไปจากระบบ จึงกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบที่ต้องนำไปใช้ในกระบวนการผลิต​ผลิตภัณฑ์หลากหลายกลุ่มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>เราจึงเห็นหลายธุรกิจออกมาประเมินผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นจากวิกฤตน้ำมันฟอสซิล ทั้ง​จากราคาที่​ปรับ​สูงขึ้น รวมถึงอุปสรรคในการนำเข้าวัตถุดิบ และยังสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่​​สู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งภาคขนส่ง ภาคพลังงาน ภาค​การเกษตรซึ่งเป็นต้นทางของธุรกิจอาหาร​ รวมไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างบรรจุภัณฑ์​ ที่ผู้ผลิตบางรายต้องใช้ <strong>แนฟทา (Naptha)</strong> เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของการผลิตเม็ดพลาสติก และ​​เป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายในห่วงโซ่ของน้ำมันฟอสซิลด้วยเช่นกัน</p>
<figure id="attachment_41419" aria-describedby="caption-attachment-41419" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41419 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-41419" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>โอกาสของตลาด </strong><strong>Non-Fossil </strong></p>
<p>แม้โลกจะยังอยู่ท่ามกลางวิกฤต  และเต็มไปด้วยความกังวลต่อ<strong> Hormuz Effect</strong> ที่ยังต้องเฝ้าระวังและประเมินฉากทัศน์เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ว่าจะขยายวงกว้างและลากยาวไปถึงเมื่อไหร่ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สร้างความตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงสำคัญของโลกในการพึ่งพา​พลังงานฟอสซิล (Fossil-based) เพียงอย่างเดียว จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการส่งเสริมวัตถุดิบ​ทางเลือกอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันฟอสซิลได้</p>
<p>โดยเฉพาะใน<strong> &#8216;อุตสาหกรรมพลาสติก&#8217;</strong> ที่​ปริมาณความต้องการใช้ทั่วโลกอยู่ในระดับสูง และถือเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญที่เข้าไปมีบทบาทในหลายอุตสาหกรรมสำคัญไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ เสื้อผ้าและเส้นใย รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ จึงจำเป็นต้องให้​ความสำคัญในการ​บริหารความเสี่ยง เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นภายในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในปัจจุบันรวมทั้งในอนาคตข้างหน้า</p>
<p>วิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นหนึ่งภาพสะท้อนและตัวเร่งให้เห็นความจำเป็นในการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกทางเลือกอย่าง <strong>&#8216;ไบโอพลาสติก&#8217;</strong> <strong>(Bio-based Plastics)</strong> ​รวมท้ัง <strong>&#8216;พลาสติกรีไซเคิล&#8217; (Recycled Plastics) </strong>เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน​มีความพร้อมทั้ง​ด้านเทคโนโลยี รวมทั้งปริมาณซัพพลายของวัตถุดิบที่สามารถผลิตได้จากกลุ่มพืชพลังงาน ไปจนถึงการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้แล้ว โดยลดการพึ่งพากลุ่มพลังงานฟอสซิล​ และยังสอดคล้องกับเมกะเทรนด์สำคัญของโลกเรื่อง <strong>Sustainability</strong> ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการมุ่งสู่เป้าหมาย<strong> Net Zero</strong> ภายในปี 2050 อีกด้วย</p>
<p><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41479 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/PLA-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></strong></p>
<p><strong>ความพร้อม &#8216;ประเทศไทย&#8217; สู่ศูนย์กลางผลิต &#8216;พลาสติกทางเลือก&#8217;</strong></p>
<p>การขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมทั้งการผลิตและการใช้งานพลาสติกทางเลือกอย่าง ไบโอพลาสติก​ และพลาสติกรีไซเคิล นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางจัดการเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโลกในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวน และความท้าทายรอบด้าน</p>
<p><em><strong>ที่สำคัญยังเป็นการสร้างโอกาสสำคัญให้ประเทศไทย ในฐานะ &#8216;ศูนย์กลางการผลิต&#8217; ทั้งไบโอพลาสติก​ และพลาสติกรีไซเคิล</strong></em> เนื่องจากความพร้อมทั้งการมีซัพพลายวัตถุดิบอย่างเพียงพอสำหรับการผลิต<strong> ไบโอพลาสติก​ (Bio-based Plastics)</strong> จากผลผลิตทางการเกษตร ในกลุ่มพืชพลังงาน โดยเฉพาะ <strong>&#8216;อ้อย&#8217; </strong> ​ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกหลักๆ ของโลก จึงมีปริมาณเพียงพอสำหรับการป้อนสู่กระบวนการผลิตไบโอพลาสติก</p>
<p>ทั้งนี้ ภาคเอกชนของไทยถือว่ามีความพร้อมในการพัฒนาไบโอพลาสติก​อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ รองรับการ​แปรรูปเป็นวัสดุไบโอพลาสติก​ที่สามารถใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41432 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Sugarcrane.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้การผลิตไบโอพลาสติกจากอ้อยไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว และสามารถตอบโจทย์การใช้งานในหลากหลายรูปแบบ ทั้งบรรจุภัณฑ์ เส้นใยสิ่งทอ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค</p>
<p>ที่สำคัญ การพัฒนาในลักษณะนี้ยังช่วยต่อยอดมูลค่าให้กับภาคเกษตรของไทย เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ และสร้างระบบการผลิตที่ลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากฟอสซิล พร้อมรองรับความต้องการวัสดุคาร์บอนต่ำที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก</p>
<p>สำหรับ <strong>กลุ่มพลาสติกรีไซเคิล (Recycled Plastics)</strong> เป็นการสร้างโอกาสตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อ​บริหารจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลังการบริโภค (PCR Plastic) ให้สามารถนำกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้อีกครั้ง (Waste to Value) ​และเริ่มเห็นทั้ง​การตื่นตัวและความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ และเอกชน ในการณรงค์การแยกขยะ รวมทั้งการนำผลิตภัณฑ์พลาสติก PCR กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ทั้งกลุ่ม r-PET รวมทั้ง r-HDPE เพื่อผลิตเป็นพลาสติกรีไซเคิลได้ใหม่อีกครั้ง</p>
<figure id="attachment_41421" aria-describedby="caption-attachment-41421" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41421 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/R-plastic.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-41421" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p>โดยเฉพาะในกลุ่ม <strong>r-PET</strong> ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทย ได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยจาก อย. ทำให้มาตรฐาน r-PET ที่ผลิตได้เทียบเท่าเม็ดพลาสติกใหม่ และมีความปลอดภัยในระดับ Food Grade ทำให้สามารถขับเคลื่อนการรีไซเคิลในระบบปิด (Closed Loop)  เพื่อรีไซเคิลแบบ​ <strong>Bottle  to Bottle </strong>ได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรต้นทางอย่างฟอสซิลเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดีย</p>
<p>ขณะที่กลุ่ม <strong> r-HDPE</strong> ก็สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์สินค้าต่างๆ วัสดุอุปกรณ์ใช้งานในครัวเรือน หรือในระดับอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น</p>
<p>เห็นได้ว่า แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤต แต่ประเทศไทย ยังมีพื้นที่สำหรับการสร้างโอกาสใหม่ได้เสมอ และหากอยากจะขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนา​อย่างรวดเร็วและจับต้องได้ ทั้งการมีมาตรการและส่งเสริมจากภาครัฐ ​เพื่อให้เกิดการต่อยอดจากจุดแข็งและแต้มต่อของประเทศในฐานะครัวของโลก รวมทั้งยัง​มีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชพลังงานต่างๆ เพื่อสนับสนุนและช่วยขับเคลื่อนความพร้อมให้ภาคเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยี หรือการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น</p>
<figure id="attachment_41422" aria-describedby="caption-attachment-41422" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41422 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-thai-Bio.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-41422" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p>รวมทั้งภาคประชาชน ที่สามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนผ่านพฤติกรรมในชีวิตประจำนวัน ไม่ว่าจะเป็นการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อมีส่วนช่วยเพิ่มปริมาณวัตถุดิบต้นทางไปต่อยอดสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ หรือสนับสนุนแบรนด์ที่ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและรีไซเคิล ซึ่งไม่ใช่เพียงการตอบโจทย์ในมิติสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดความเสี่ยงในห่วงโซ่การผลิต สร้างความมีเอกภาพและความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนภายในประเทศ ซึ่งเริ่มต้นได้ง่ายๆ และทุกคนในประเทศสามารถเข้ามาขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/hormuz-crisis-to-thailand-bioeconomy-opportunity/">วิกฤตฮอร์มุซ สะเทือน Supply Shock สู่โอกาสตลาด Non-fossil พร้อมเปิดประตู &#8216;ประเทศไทย&#8217; สร้างฐานเศรษฐกิจชีวภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘From Kitchen to Creation’ น้ำมันพืชใช้แล้ว ไม่ใช่ ‘ผู้ร้าย’ GC x HMC Polymers เปลี่ยน Waste สู่ Value จุดประกาย ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ ประเทศไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/gc-standout-from-kitchen-to-creation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 25 Jan 2026 22:52:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bio-Chemicals]]></category>
		<category><![CDATA[Bio-Circular PP]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastics]]></category>
		<category><![CDATA[Chemical]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[From Kitchen to Creation]]></category>
		<category><![CDATA[GC]]></category>
		<category><![CDATA[GC StandOut]]></category>
		<category><![CDATA[GC x HMC Polymers]]></category>
		<category><![CDATA[High Value]]></category>
		<category><![CDATA[HMC Polymers]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[SAF]]></category>
		<category><![CDATA[Spark Exhibition]]></category>
		<category><![CDATA[Spark Market]]></category>
		<category><![CDATA[Spark Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Sparking the Future]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Spark by PTT Group 2026]]></category>
		<category><![CDATA[The Biorefinery]]></category>
		<category><![CDATA[The Biorefinery Journey of Tomorrow]]></category>
		<category><![CDATA[UCO]]></category>
		<category><![CDATA[Used Cooking Oil]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Waste to Value]]></category>
		<category><![CDATA[คอร์โซ อูซีลลี่]]></category>
		<category><![CDATA[จากครัว สู่เครื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันพืชใช้แล้ว]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคพงษ์ วังรัตนโสภณ]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติกชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เคมีภัณฑ์ชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[แตกต่างอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงกลั่นชีวภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39600</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงาน ‘Sustainability Spark by PTT Group 2026 : Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต’ เวทีความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศ โดย กลุ่ม ปตท. เพื่อร่วมจุดประกายการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจุดประกายพลังความร่วมมือเพื่อขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ เพราะ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายในงานครั้งนี้ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้ร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งการนำเสนอองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ตลอดจนการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและเศรษฐกิจหมุนเวียน สะท้อนบทบาทของ GC ในฐานะบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับสากล ที่มุ่งสร้างความแตกต่าง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อมและสังคม ทั้งการร่วมนิทรรศการ Spark Exhibition ภายใต้แนวคิด GC StandOut #แตกต่างอย่างยั่งยืน นำเสนอนวัตกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต่อยอดสู่ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างลงตัว ทั้งผลิตภัณฑ์พลาสติกซึ่งออกแบบให้ง่ายต่อการรีไซเคิล หรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/gc-standout-from-kitchen-to-creation/">‘From Kitchen to Creation’ น้ำมันพืชใช้แล้ว ไม่ใช่ ‘ผู้ร้าย’ GC x HMC Polymers เปลี่ยน Waste สู่ Value จุดประกาย ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ ประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงาน <strong>‘Sustainability Spark by PTT Group 2026 : Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต’</strong> เวทีความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศ โดย กลุ่ม ปตท. เพื่อร่วมจุดประกายการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><span id="more-39600"></span></p>
<p>พร้อมจุดประกายพลังความร่วมมือเพื่อขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ เพราะ<strong> ‘ความยั่งยืน’</strong> ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>
<p>ภายในงานครั้งนี้<strong> บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ<strong> GC</strong> ได้ร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งการนำเสนอองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ตลอดจนการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและเศรษฐกิจหมุนเวียน สะท้อนบทบาทของ GC ในฐานะบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับสากล ที่มุ่งสร้างความแตกต่าง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อมและสังคม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39602 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Spark2.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p>ทั้งการร่วมนิทรรศการ <strong>Spark Exhibition</strong> ภายใต้แนวคิด <strong>GC StandOut #แตกต่างอย่างยั่งยืน</strong> นำเสนอนวัตกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต่อยอดสู่ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างลงตัว ทั้งผลิตภัณฑ์พลาสติกซึ่งออกแบบให้ง่ายต่อการรีไซเคิล หรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพต่างๆ รวมทั้งนวัตกรรมการผลิตคุณภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>นอกจากนี้ ยังเพิ่มการมีส่วนร่วมให้ภาคชุมชนในโซน <strong>Spark Market</strong> จากร้านค้ารักษ์โลกอย่าง<strong> UPTOYOU ร้านรักระยอง </strong>และ<strong> ร้านวิสาหกิจชุมชนสวนผึ้งปลวกแดง</strong> และกิจกรรมในโซน <strong>Spark Activities</strong> สร้างการมีส่วนร่วมและความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมกับกิจกรรม <strong>Plastic Funtastic by GC</strong> สร้างสรรค์ <strong>พวงกุญแจ DIY จากพลาสติกใช้แล้ว</strong> ภายใต้แนวคิด <strong>GC StandOut </strong>ร่วมสื่อสารการคัดแยก การรีไซเคิล และการให้คุณค่าใหม่กับพลาสติกแบบเข้าใจง่าย จับต้องได้ รวมทั้งยังติดตั้งจุดรับคืนพลาสติกใช้แล้วภายในงานทั้งพลาสติกใส (PET) และพลาสติกขุ่น (HDPE) โดย GC YOUเทิร์น เพื่อนำไปบริหารจัดการตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39601 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Spark1.jpg" alt="" width="1200" height="636" /></p>
<p><strong>From Kitchen to Creation ลบภาพ ‘ผู้ร้าย’ น้ำมันใช้แล้ว</strong></p>
<p>GC ได้ร่วมปลดล็อกศักยภาพประเทศไทยสู่เป้าหมาย <strong>Net Zero 2050</strong> บนเวที <strong>Spark Talk</strong> ผ่านเสวนาพิเศษ หัวข้อ<strong> ‘From Kitchen to Creation : The Biorefinery Journey of Tomorrow’</strong> สะท้อนความร่วมมือของ <strong>GC</strong> และพันธมิตรในธุรกิจพลาสติกชีวภาพอย่าง <strong>HMC Polymers</strong> ต่อยอดเทคโนโลยีโรงกลั่นชีวภาพ หรือ <strong>Biorefinery</strong> เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้ของเสียจากครัวเรือนอย่างน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO : Used Cooking Oil) กลายเป็นพลังงานสะอาด เคมีภัณฑ์ชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ ผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตมูลค่าสูง ที่สามารถต่อยอดสู่นวัตกรรมใกล้ตัวอีกมากมาย</p>
<p><strong>คุณพรรคพงษ์ วังรัตนโสภณ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีขั้นต้นและขั้นกลาง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคิล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวว่า หลายคนอาจมองว่า <strong>‘น้ำมันพืชใช้แล้วเป็นผู้ร้าย’ </strong>เพราะเป็นสาเหตุของปัญหาทั้งต่อสุขภาพ หากผู้ประกอบการนำน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO) ไปใช้ทอดซ้ำ รวมทั้งยังสร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม จากการที่มีคราบไขมันจาก UCO ที่ถูกปล่อยทิ้งจากบ้านเรือน ร้านอาหาร หรือสถานประกอบการต่างๆ เข้าไปอุดตันตามท่อระบายน้ำจากการทิ้งอย่างไม่ถูกต้อง แต่ในทางกลับกันด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี Co-processing ในโรงกลั่นชีวภาพแบบครบวงจรของ GC ทำให้สามารถนำ UCO กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ในห่วงโซ่ได้อีกครั้ง ทั้งในมิติด้านสิ่งแวดล้อมและมิติทางเศรษฐกิจ ผ่านการขับเคลื่อนร่วมกับพันธมิตรในทุกภาคส่วน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39603 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/GC-at-Sustainability-Spark_Talk_03.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ด้วยความมุ่งมั่นในการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ ทำให้ GC สามารถเข้าไปช่วยแก้ไขผลกระทบเชิงลบที่เกิดจาก UCO ได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยการยกระดับความสามารถในการผลิตจากโรงกลั่นเดิมของบริษัทที่มีอยู่แล้ว มาสู่การนำ UCO ไปเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) หรือน้ำมันเครื่องบิน ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตเชิงพาณิชย์รายแรกในประเทศไทย และใช้งบประมาณเพียง 1.5% เมื่อเทียบกับการต้องสร้างโรงงานแห่งใหม่ รวมทั้งยังช่วยแก้ปัญหาในการเปลี่ยนของเสีย (Waste) ที่ไม่มีมูลค่าให้กลายเป็นของที่มีมูลค่าได้ใหม่อีกครั้ง ประกอบกับการใช้ระยะเวลาในการดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่เดือน ทำให้ทาง GC ร่วมกับพันธมิตรในกลุ่ม ปตท. อย่าง OR สามารถนำร่องทำตลาดให้บริการ SAF เชิงพาณิชย์ให้กับสายการบินต่างๆ ได้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ในปีที่ผ่านมา”</em></p>
<p>สำหรับ SAF ที่ผลิตจากโรงกลั่นชีวภาพครบวงจรของ GC นอกจากช่วยลดผลกระทบจากการทิ้งหรือการใช้น้ำมันเก่าอย่างไม่ถูกต้อง และสามารถผลิตได้ตามมาตรฐาน ISCC CORSIA ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมการบิน ด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนแล้ว น้ำมัน SAF ที่ผลิตขึ้นยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 85% เมื่อเทียบกับน้ำมันอากาศยานทั่วไป ทำให้ธุรกิจการบินซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง มีส่วนช่วยลดผลกระทบด้านสภาพอากาศตามแนวทางการบินยั่งยืนได้ด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39604 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/GC-6-Refinery_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>GC x HMC Polymers ต่อยอด Bio-Circular PP</strong></p>
<p>ขณะเดียวกัน โรงกลั่นชีวภาพแบบครบวงจรของ GC ยังถือเป็นโรงกลั่นเพียงแห่งเดียว ที่สามารถต่อยอดสู่การผลิตได้ทั้ง SAF เคมีภัณฑ์ชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ โดยทุกผลิตภัณฑ์ที่โรงกลั่นแห่งนี้ผลิตได้นั้น จัดเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและยั่งยืน ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) ภายใต้ความร่วมมือของ <strong>GC</strong> และ<strong> HMC Polymers</strong> เพื่อต่อยอดการพัฒนา <strong>ผลิตภัณฑ์พลาสติกโพลีโพรพิลีนชีวภาพ</strong> หรือ <strong>Bio-Circular PP</strong> ร่วมกัน</p>
<p><strong>คุณคอร์โซ อูซีลลี่</strong> ประธาน บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด หรือ<strong> HMC Polymers</strong> ผู้นำด้านการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน หรือ PP ระดับภูมิภาค กล่าวว่า กลุ่มพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ประจำวันของเราทุกคน <strong>(Bioplastics that Touch Everyday Life)</strong> ในฐานะวัตถุดิบต้นทางของหลากหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งบรรจุภัณฑ์ต่างๆ อุปกรณ์รถยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก หรือแม้แต่หน้ากากอนามัยที่เราใช้เพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 อีกหนึ่งปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพของใครหลายคนในปัจจุบัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39605 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/GC-at-Sustainability-Spark_Talk_05.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ความร่วมมือสำคัญของ GC และ HMC Polymers มุ่งส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก Bio-Circular PP จาก UCO เพื่อส่งต่อแนวคิดคาร์บอนต่ำให้เชื่อมโยงมาสู่การใช้งานจริง และต่อยอดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตั้งแต่การใช้วัตถุดิบชีวภาพเพื่อลดการใช้ฟอสซิล การผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ ไปจนถึงการออกแบบให้สามารถนำวัสดุหลังการใช้งานแล้วกลับไปรีไซเคิลได้ใหม่ (<strong>Designed for Circularity</strong>) สะท้อนให้เห็นการเชื่อมโยงและสามารถหมุนเวียน ได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยทาง GC จะส่งมอบวัตถุดิบชีวภาพจากเทคโนโลยี Co-processing เพื่อต่อยอดเป็น Bio-Circular PP ภายใต้การผลิตของ HMC Polymers ตามมาตรฐาน ISCC ที่ได้รับรองการผลิตที่ยั่งยืนภายในห่วงโซ่อุปทานเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดไม่สามารถเกิดได้จากการขับเคลื่อนเพียงคนเดียว แต่มาจากความร่วมมือกันของพันธมิตรภายในห่วงโซ่ และเกิดจากจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงจากเรื่องเล็กๆ ที่สามารถสร้างผลกระทบและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญตามมาได้”</em></p>
<p><strong>คุณพรรคพงษ์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ ไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้เพียงคนเดียว แต่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่านี้ร่วมกัน เพื่อเปลี่ยน UCO จากที่เคยเป็น Waste และสร้างผลกระทบทั้งปัญหาสุขภาพและปัญหาสิ่งแวดล้อม สามารถนำมาผลิต SAF และ Bio-Circular PP รวมทั้งกลุ่มเคมีภัณฑ์และวัสดุชีวภาพมูลค่าสูงอื่นๆ ได้อีกกว่า 10 ชนิด ด้วยนวัตกรรมจาก GC ผ่านโครงการ<strong> ‘จากครัว&#8230;สู่เครื่อง’</strong> ที่ GC ได้ร่วมกับพันธมิตรหลายภาคส่วนเพื่อเปลี่ยน Waste เป็น Value สร้างคุณค่าร่วมในทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน อุตสาหกรรม การศึกษา และชุมชน ขยายจุดรับ UCO ที่ปัจจุบันมีรวมกันกว่า 40 จุดทั่วประเทศ ในการนำไปบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ นอกจากช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยังสร้างรายได้ให้ชุมชน สร้างผลกระทบเชิงบวกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมช่วยขับเคลื่นประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-39606 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/GC-at-Sustainability-Spark_15.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความสำเร็จในการพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพแบบครบวงจรพร้อมทั้งการขับเคลื่อนเพื่อเติมเต็มระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างครบวงจร สะท้อนบทบาทสำคัญของ GC ในฐานะบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับสากล ที่ไม่ได้มองเพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขั้นปลายน้ำ หรือต้นน้ำเท่านั้น แต่มุ่งออกแบบให้เชื่อมโยงกันได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ รวมทั้งสามารถต่อยอดไปสู่การนำกลับมารีไซเคิล หรือต่อยอดจาก Waste ที่มีอยู่เพื่อนำกลับมาสร้างให้เกิดคุณค่าได้ใหม่อีกครั้ง ตอกย้ำความเป็นผู้นำของ GC ที่มองเห็นโอกาสเติบโตจากการสร้างนวัตกรรมที่แตกต่าง พร้อมสร้างสรรค์โลกอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืนสำหรับทุกคนได้อย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/gc-standout-from-kitchen-to-creation/">‘From Kitchen to Creation’ น้ำมันพืชใช้แล้ว ไม่ใช่ ‘ผู้ร้าย’ GC x HMC Polymers เปลี่ยน Waste สู่ Value จุดประกาย ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ ประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สถาบันนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม ​แนะธุรกิจปรับตัวผ่าน 4GO พร้อมเปลี่ยนข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาสสร้าง New S-Curve</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/inno-fti-point-sustainability-achieve-esg/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Dec 2025 12:08:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[4GO]]></category>
		<category><![CDATA[BCG]]></category>
		<category><![CDATA[Bio-Pharma]]></category>
		<category><![CDATA[Biochemical]]></category>
		<category><![CDATA[Biocosmetics]]></category>
		<category><![CDATA[Bioeconomy]]></category>
		<category><![CDATA[Biofabrics]]></category>
		<category><![CDATA[Biofertilizer]]></category>
		<category><![CDATA[Biofuel]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastics]]></category>
		<category><![CDATA[FTI Inno]]></category>
		<category><![CDATA[Functional Food]]></category>
		<category><![CDATA[Go Digital]]></category>
		<category><![CDATA[Go for New S-Curve]]></category>
		<category><![CDATA[Go Global]]></category>
		<category><![CDATA[GO GREEN]]></category>
		<category><![CDATA[Novel Food]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Achieve ESG]]></category>
		<category><![CDATA[วิวรรธน์ เหมมณฑารพ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38471</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณวิวรรธน์ เหมมณฑารพ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ประธานสถาบันนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม บรรยายพิเศษหัวข้อ &#8216;ทิศทางอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน&#8217; ในงาน &#8216;TBCSD Sustainable Business Forum 2025&#8242; โดยองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development: TBCSD) คุณวิวรรธน์ ให้ข้อมูลว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับคลื่นความท้าทายครั้งใหญ่ที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (AI และ Industry 4.0), ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และที่สำคัญที่สุด คือ แรง กดดันด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำมาสู่มาตรการทางการค้าใหม่ ๆ ทั่วโลก  ปัจจัยเหล่านี้ได้บีบให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับ โครงสร้างเพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก &#8220;ยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยคือการนำ โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็น โอกาสทางธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ภายใต้แนวคิด &#8216;Sustainability Achieve ESG&#8217; พร้อมด้วยกลยุทธ์การปรับตัวที่สำคัญคือ ​4GO  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/inno-fti-point-sustainability-achieve-esg/">สถาบันนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม ​แนะธุรกิจปรับตัวผ่าน 4GO พร้อมเปลี่ยนข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาสสร้าง New S-Curve</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คุณวิวรรธน์ เหมมณฑารพ</strong> รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ประธานสถาบันนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม บรรยายพิเศษหัวข้อ &#8216;ทิศทางอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน&#8217; ในงาน &#8216;<strong>TBCSD Sustainable Business Forum 2025&#8242; </strong>โดยองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development: TBCSD)</p>
<p><span id="more-38471"></span></p>
<p><strong>คุณวิวรรธน์ </strong>ให้ข้อมูลว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับคลื่นความท้าทายครั้งใหญ่ที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (AI และ Industry 4.0), ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และที่สำคัญที่สุด คือ แรง กดดันด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำมาสู่มาตรการทางการค้าใหม่ ๆ ทั่วโลก  ปัจจัยเหล่านี้ได้บีบให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับ โครงสร้างเพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก</p>
<p><em>&#8220;ยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยคือการนำ โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็น โอกาสทางธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ภายใต้แนวคิด &#8216;Sustainability Achieve ESG&#8217; พร้อมด้วยกลยุทธ์การปรับตัวที่สำคัญคือ ​4GO  ซึ่งประกอบด้วย Go Green, Go Global, Go Digital, และ Go for New S-Curve เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล โดยแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาด และ Climate Tech, การเพิ่มผลิตภาพด้วย Industry 4.0 และ AI, และการบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ มีการใช้ นวัตกรรมขั้นสูง อาทิ CCUS และ Green Steel เป็นเครื่องมือ สำคัญในการนำอุตสาหกรรมไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน”</em></p>
<p>นอกจากนี้ ยังได้ชี้ให้เห็นโอกาสธุรกิจจาก <strong>Bioeconomy</strong> เพื่อสร้างความแตกต่างและจุดแข็งในการแข่งขัน เพิ่ม​โอกาสในการสร้าง New S-Curve ผ่านการต่อยอดด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ใน 8 กลุ่มสินค้าเป้าหมาย ประกอบด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38472 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Inno-FTI-logo.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>1. Bioplastics</strong> (พลาสติกชีวภาพ) : บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ แคปซูลกาแฟ</div>
<div dir="auto"><strong>2. Biofuel</strong> (เชื้อเพลิงชีวภาพ) : น้ำมันปาล์ม ก๊าซชีวภาพ น้ำมันอากาศยานยั่งยืน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs"><a class="x1i10hfl xjbqb8w x1ejq31n x18oe1m7 x1sy0etr xstzfhl x972fbf x10w94by x1qhh985 x14e42zd x9f619 x1ypdohk xt0psk2 x3ct3a4 xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x16tdsg8 x1hl2dhg xggy1nq x1a2a7pz xkrqix3 x1sur9pj x1fey0fg x1s688f" tabindex="0" role="link" href="https://www.facebook.com/hashtag/saf?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZWj-SKQ9DtgypCT5Q7FbMqhDy4tw4lSg2VWNKBpIGJMUqPYf2yRljIAkX1CqDYBt6vxyRkMwLmRYI-p5PHX9E6rTyrzsWG53Wko1x3B-B6Mb0EWENN4ntv9D4wzoFWCYX2NhBY2Oi6kto1NYCLFpLNfbzJ03tpWMAh2d870nPwBzul1HF6U90-OEqxwlhRHapc&amp;__tn__=*NK-R" target="_blank" rel="noopener">#SAF</a></span></div>
<div dir="auto"><strong>3. Biochemical</strong> (เคมีชีวภาพ) : กลูต้าไธโอน สารทดแทนความหวาน สีผสมอาหาร</div>
<div dir="auto"><strong>4. Bio-Pharma</strong> (ชีวเภสัชกรรม) : ยา ฮอร์โมน อินซูลิน วัคซีน</div>
<div dir="auto"><strong>5. Functional Food</strong> (อาหารฟังก์ชั่น) , <strong>Novel Food</strong> (อาหารใหม่) : กลุ่มอาหาร <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs"><a class="x1i10hfl xjbqb8w x1ejq31n x18oe1m7 x1sy0etr xstzfhl x972fbf x10w94by x1qhh985 x14e42zd x9f619 x1ypdohk xt0psk2 x3ct3a4 xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x16tdsg8 x1hl2dhg xggy1nq x1a2a7pz xkrqix3 x1sur9pj x1fey0fg x1s688f" tabindex="0" role="link" href="https://www.facebook.com/hashtag/plantbased?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZWj-SKQ9DtgypCT5Q7FbMqhDy4tw4lSg2VWNKBpIGJMUqPYf2yRljIAkX1CqDYBt6vxyRkMwLmRYI-p5PHX9E6rTyrzsWG53Wko1x3B-B6Mb0EWENN4ntv9D4wzoFWCYX2NhBY2Oi6kto1NYCLFpLNfbzJ03tpWMAh2d870nPwBzul1HF6U90-OEqxwlhRHapc&amp;__tn__=*NK-R" target="_blank" rel="noopener">#Plantbased</a></span> นมอัดเม็ดเสริมโปรตีน โยเกิร์ตผสมแลคโตบาซิลัส ซีเรียลบาร์</div>
<div dir="auto"><strong>6. Biofabrics</strong> (เส้นใยชีวภาพ) : เส้นใยกัญชง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย รองเท้า</div>
<div dir="auto"><strong>7. Biocosmetics</strong> (เครื่องสำอาง) : ผลิตภัณฑ์จาก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs"><a class="x1i10hfl xjbqb8w x1ejq31n x18oe1m7 x1sy0etr xstzfhl x972fbf x10w94by x1qhh985 x14e42zd x9f619 x1ypdohk xt0psk2 x3ct3a4 xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x16tdsg8 x1hl2dhg xggy1nq x1a2a7pz xkrqix3 x1sur9pj x1fey0fg x1s688f" tabindex="0" role="link" href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZWj-SKQ9DtgypCT5Q7FbMqhDy4tw4lSg2VWNKBpIGJMUqPYf2yRljIAkX1CqDYBt6vxyRkMwLmRYI-p5PHX9E6rTyrzsWG53Wko1x3B-B6Mb0EWENN4ntv9D4wzoFWCYX2NhBY2Oi6kto1NYCLFpLNfbzJ03tpWMAh2d870nPwBzul1HF6U90-OEqxwlhRHapc&amp;__tn__=*NK-R" target="_blank" rel="noopener">#สมุนไพรไทย</a></span> สบู่ สกินแคร์ เครื่องสำอาง</div>
<div dir="auto"><strong>8. Biofertilizer</strong> (ปุ๋ยชีวภาพ) : การเพิ่มปริมาณการใช้ปุ๋ยชีวภาพ และสอดคล้องกับการส่งเสริม Samrt Farming</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/inno-fti-point-sustainability-achieve-esg/">สถาบันนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม ​แนะธุรกิจปรับตัวผ่าน 4GO พร้อมเปลี่ยนข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาสสร้าง New S-Curve</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GC จับมือ​ อว. ต่อยอด &#8216;จากครัว&#8230;สู่เครื่อง&#8217; เพิ่มจุดรับ UCO ในมหาวิทยาลัย เสริมแกร่งระบบนิเวศ SAF หนุนไทยสู่ &#8216;ฮับการบินคาร์บอนต่ำ&#8217; ของอาเซียน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/gc-expand-uco-drop-points-in-university/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Nov 2025 12:07:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ASEAN Low-Carbon Aviation Hub]]></category>
		<category><![CDATA[Biochemicals]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastics]]></category>
		<category><![CDATA[Biorefinery]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[GC]]></category>
		<category><![CDATA[GC Chemistry for Better Living]]></category>
		<category><![CDATA[GC StandOut]]></category>
		<category><![CDATA[High Value & Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[PTTGC]]></category>
		<category><![CDATA[SAF]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Aviation Fuel]]></category>
		<category><![CDATA[UCO]]></category>
		<category><![CDATA[Used Cooking Oil]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[จากครัวสู่เครื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจมูลค่าสูง - คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันอากาศยานยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติกชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[เคมีภัณฑ์ชีวภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38130</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในฐานะผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล และยังเป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เชิงพาณิชย์รายแรกของไทย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จึงถือเป็นหนึ่งห่วงโซ่​สำคัญภายใน​​ SAF Supply Chian ที่​มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน​​ระบบนิเวศการบินคาร์บอนต่ำ​​ เพื่อสร้างความพร้อมและยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน​ได้พร้อมกันในทุกภาคส่วน และร่วม​สนับสนุน​​ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ‘ศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของอาเซียน’ (ASEAN Low-Carbon Aviation Hub) โดยเฉพาะกระบวนการ​การผลิต SAF ที่ขับเคลื่อนตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของ GC ด้วยการเปลี่ยนขยะเหลือใช้ในครัวเรือนอย่าง ‘น้ำมันพืชใช้แล้ว’ (Used Cooking Oil: UCO) ให้กลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับผลิต SAF ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง​ สำหรับรองรับความต้องการใช้งานของสายการบินต่างๆ ​ที่ไม่เพียงช่วยเติมเต็ม​การสร้างระบบนิเวศการบินคาร์บอนต่ำภายในประเทศเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันยังช่วยกระจายรายได้เพิ่มไปสู่ภาคชุมชนได้อีกทางหนึ่ง พร้อมทั้งได้นำร่องพัฒนา​​โมเดลความสำเร็จนี้แล้ว​​ใน จ.ระยอง ​​ช่วงเดือนสิงหาคม &#8211; ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา จากความร่วมมือของ GC [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/gc-expand-uco-drop-points-in-university/">GC จับมือ​ อว. ต่อยอด &#8216;จากครัว&#8230;สู่เครื่อง&#8217; เพิ่มจุดรับ UCO ในมหาวิทยาลัย เสริมแกร่งระบบนิเวศ SAF หนุนไทยสู่ &#8216;ฮับการบินคาร์บอนต่ำ&#8217; ของอาเซียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในฐานะผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล และยังเป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เชิงพาณิชย์รายแรกของไทย <strong>บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ <strong>GC</strong> จึงถือเป็นหนึ่งห่วงโซ่​สำคัญภายใน​​ <strong>SAF Supply Chian</strong> ที่​มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน​​ระบบนิเวศการบินคาร์บอนต่ำ​​ เพื่อสร้างความพร้อมและยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน​ได้พร้อมกันในทุกภาคส่วน และร่วม​สนับสนุน​​ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น <strong>‘</strong><strong>ศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของอาเซียน</strong><strong>’ </strong>(ASEAN Low-Carbon Aviation Hub)</p>
<p><span id="more-38130"></span></p>
<p>โดยเฉพาะกระบวนการ​การผลิต SAF ที่ขับเคลื่อนตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของ GC ด้วยการเปลี่ยนขยะเหลือใช้ในครัวเรือนอย่าง <strong>‘น้ำมันพืชใช้แล้ว</strong><strong>’ </strong>(Used Cooking Oil: UCO) ให้กลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับผลิต SAF ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง​ สำหรับรองรับความต้องการใช้งานของสายการบินต่างๆ ​ที่ไม่เพียงช่วยเติมเต็ม​การสร้างระบบนิเวศการบินคาร์บอนต่ำภายในประเทศเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันยังช่วยกระจายรายได้เพิ่มไปสู่ภาคชุมชนได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p>พร้อมทั้งได้นำร่องพัฒนา​​โมเดลความสำเร็จนี้แล้ว​​ใน จ.ระยอง ​​ช่วงเดือนสิงหาคม &#8211; ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา จากความร่วมมือของ GC และภาคี​เครือข่ายศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล​ รวมทั้งพันธมิตรกว่า 22 แห่ง ของระยองและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งสามารถรวบรวม UCO ได้ 7.09 ตัน เพื่อนำไปผลิต​น้ำมัน SAF ปริมาณ​ 1.75 ตัน และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนกว่า 215,000 บาท รวมทั้ง​ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 5,654.98 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38134 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Photo-จากครัวสู่เครื่อง-14-Nov-25_05.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8216;จากครัว&#8230;สู่เครื่อง&#8217; ​ต่อยอดเครือข่ายคาร์บอนต่ำคนรุ่นใหม่</strong></p>
<p>ล่าสุด GC เดินหน้าขยายแนวร่วมการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในเครือข่ายกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผ่านโครงการ <strong>‘</strong><strong>จากครัว&#8230;สู่เครื่อง</strong><strong>’</strong> โดยป​ระกาศความร่วมมือกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อขยายจุดรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO) ภายในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มจำนวน​จุดรับคืน UCO ให้ครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น จากปัจจุบันมีจุดรับคืนรวม 56 แห่งทั่วประเทศ โดยเบื้องต้นได้นำร่องร่วมกับ 20 มหาวิทยาลัย พร้อมตั้งเป้าขยายเครือข่ายครอบคลุมมหาวิทยาลัยได้ทั่วทั้งประเทศ</p>
<p>ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ​GC และ กระทรวง อว. จะร่วมกันส่งเสริมการจัดตั้งจุดรวบรวม UCO ภายในมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวิธีจัดการน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อขยายพลังแห่งความยั่งยืนจากภาคอุตสาหกรรมสู่สถาบันการศึกษา และสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่​ Net Zero 2050 พร้อมทั้งการเป็นศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของอาเซียนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้</p>
<figure id="attachment_38135" aria-describedby="caption-attachment-38135" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-38135 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Photo-จากครัวสู่เครื่อง-14-Nov-25_04.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-38135" class="wp-caption-text">ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)</figcaption></figure>
<p><strong>ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล </strong>ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า กระทรวงมีนโยบายขับเคลื่อน <strong>‘</strong><strong>มหาวิทยาลัยสีเขียว</strong><strong>’</strong> (Green University) เพื่อให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งทั่วประเทศมีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันประเทศไทยบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ขณะที่ความร่วมมือกับ​ GC ครั้งนี้ เป็นหนึ่งในการสร้างต้นแบบด้านการจัดการของเสีย (Waste Management) ภายในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อร่วมสร้างความตระหนักรู้เรื่องความยั่งยืน ​พร้อมทั้งช่วยขยายผลการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำไปสู่สังคมวงกว้าง ซึ่งในอนาคตมีแผนจะ​ขยายเครือข่าย​จำนวนมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมเพื่อ​เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมต่อไป​</p>
<p><strong>คุณณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC เปิดเผยว่า GC เชื่อมั่นในพลังของคนรุ่นใหม่และสถาบันการศึกษา โดยเชื่อว่าการผนึกกำลังผ่านโครงการครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำมาซึ่งการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) ระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม ​ซึ่งไม่ใช่เพียงการ​สร้างให้เกิดความตระหนักรู้เรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งความยั่งยืน​ในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ซึ่งจะเติบโตกลายเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป​</p>
<figure id="attachment_38136" aria-describedby="caption-attachment-38136" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-38136 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Photo-จากครัวสู่เครื่อง-14-Nov-25_03.jpg" alt="" width="1200" height="801" /><figcaption id="caption-attachment-38136" class="wp-caption-text">คุณณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)</figcaption></figure>
<p><strong>ตอกย้ำกลยุทธ์ High Value &amp; Low Carbon</strong></p>
<p>​​ความร่วมมือในโครงการ <strong>&#8216;จากครัว&#8230;สู่เครื่อง&#8217;</strong> ของ GC ครั้งนี้ ยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อมุ่งสู่การเป็น<strong> ธุรกิจมูลค่าสูง &#8211; คาร์บอนต่ำ (High Value &amp; Low Carbon Business) </strong>เนื่องจาก UCO ที่สามารถรวบรวมได้จากโครงการจะถูกส่งมอบเพื่อนำไปผลิต SAF ที่ <strong>โรงกลั่นชีวภาพ Biorefinery​</strong> ​ซึ่งถือเป็นโรงงานแห่งแรกของไทย ที่สามารถผลิต SAF เชิงพาณิชย์ได้ จากการใช้โรงงานแห่งเดิมที่มีอยู่ ภายใต้การพัฒนาองค์ความรู้และ​เทคโนโลยีที่แตกต่างของ GC</p>
<p>​ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งการช่วยสร้างความมั่นใจภายใน Ecosystem ตั้งแต่ต้นทางในการเตรียมความพร้อมของวัตถุดิบอย่าง UCO ไปจนถึงปลายทางอย่างสายการบินต่างๆ ในการนำ SAF ที่ผลิตได้ไปใช้ และได้รับการยอมรับ​ตามมาตรฐานการบินในระดับสากล</p>
<p>โรงกลั่นชีวภาพ Biorefinery​ แห่งนี้ ยังเป็นโรงงานเพียงแห่งเดียวที่สามารถรองรับการผลิตได้ทั้งพลังงานสะอาดอย่าง SAF และภายในโรงงานเดียวกันรวมทั้งจากกระบวนการผลิตเดียวกันนี้ ยังรองรับการผลิต <strong>เคมีภัณฑ์ชีวภาพ (Biochemicals)</strong> และ <strong>พลาสติกชีวภาพ (</strong><strong>Bioplastics)</strong> ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ​จึงช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ในการขยายตลาดใหม่ไปสู่กลุ่มวัสดุแห่งอนาคตที่มีโอกาสเติบโตสูง ภายใต้ต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ และยังสอดคล้องกับทิศทางความยั่งยืนของตลาดโลกที่มองหาวัสดุคุณภาพสูงที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38137 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Photo-จากครัวสู่เครื่อง-14-Nov-25_06.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>จะเห็นได้ว่า ทุกการขับเคลื่อนและการผสานความร่วมมือของ GC และพันธมิตรต่างๆ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการสร้างความแตกต่างอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะความร่วมมือกับภาคการศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งองค์ความรู้สำคัญ ทำให้เพิ่มโอกาสในการ​ต่อยอดความร่วมมือในมิติอื่นๆ เพิ่มเติมได้มากขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น การศึกษาวิจัยด้านกระบวนการผลิตต่างๆ ​ร่วมกัน ไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ปลายทางให้มีศักยภาพและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันได้มากขึ้น ​ทั้งใน​อุตสาหกรรมการบินยั่งยืน ​รวมทั้งวัสดุชีวภาพแห่งอนาคตซึ่งล้วนแต่เป็นการสร้างโอกาสและการขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยในอนาคตได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/gc-expand-uco-drop-points-in-university/">GC จับมือ​ อว. ต่อยอด &#8216;จากครัว&#8230;สู่เครื่อง&#8217; เพิ่มจุดรับ UCO ในมหาวิทยาลัย เสริมแกร่งระบบนิเวศ SAF หนุนไทยสู่ &#8216;ฮับการบินคาร์บอนต่ำ&#8217; ของอาเซียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไอ ดันไทยขึ้นแท่นฮับ “ไบโอพลาสติก” ของโลก แจงตัวเลข 5 ปี ส่งเสริมลงทุนไปแล้วกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/08/boi-aim-thailand-hub-bioplastic-of-the-world/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Aug 2023 05:39:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[BCG]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastics]]></category>
		<category><![CDATA[BOI]]></category>
		<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติกชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=20601</guid>

					<description><![CDATA[<p>บีโอไอ เผยความสำเร็จอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทย เติบโตอย่างก้าวกระโดด ระบุในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ให้การส่งเสริมไปแล้วกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากวัตถุดิบทางการเกษตร ขึ้นแท่นฐานผลิตพลาสติกชีวภาพของโลก ล่าสุด Braskem ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพชั้นนำ ร่วมลงทุนเอสซีจี เคมิคอลส์ ตั้งโรงงานไบโอ-เอทิลีนในไทย คุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของบีโอไอ ภายใต้แนวคิด BCG ที่จะผลักดันให้เกิดการลงทุนโดยดึงศักยภาพของไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งวัตถุดิบหลัก ที่มีคุณภาพ และมีปริมาณเพียงพอที่สามารถป้อนให้อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพได้ โดยเฉพาะอ้อยและ มันสำปะหลัง ประกอบกับความพร้อมด้านบุคลากรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ได้ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพอันดับ 2 ของโลก โดยในปัจจุบันพลาสติกชีวภาพสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นที่ต้องการในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรมการแพทย์ และยานยนต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของไทย อีกทั้งยังสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนด้วย ปัจจุบัน บีโอไอได้ให้การส่งเสริมการลงทุนผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพรายใหญ่ระดับโลกหลายรายแล้ว อาทิ บริษัท เนเชอร์เวิร์คส์ เอเชียแปซิฟิก จำกัด และบริษัท โททาล คอร์เบียน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/08/boi-aim-thailand-hub-bioplastic-of-the-world/">บีโอไอ ดันไทยขึ้นแท่นฮับ “ไบโอพลาสติก” ของโลก แจงตัวเลข 5 ปี ส่งเสริมลงทุนไปแล้วกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บีโอไอ เผยความสำเร็จอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทย เติบโตอย่างก้าวกระโดด ระบุในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ให้การส่งเสริมไปแล้วกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากวัตถุดิบทางการเกษตร ขึ้นแท่นฐานผลิตพลาสติกชีวภาพของโลก ล่าสุด Braskem ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพชั้นนำ ร่วมลงทุนเอสซีจี เคมิคอลส์ ตั้งโรงงานไบโอ-เอทิลีนในไทย</strong></p>
<p><span id="more-20601"></span></p>
<p><strong>คุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์</strong> เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของบีโอไอ ภายใต้แนวคิด BCG ที่จะผลักดันให้เกิดการลงทุนโดยดึงศักยภาพของไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งวัตถุดิบหลัก ที่มีคุณภาพ และมีปริมาณเพียงพอที่สามารถป้อนให้อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพได้</p>
<p>โดยเฉพาะอ้อยและ มันสำปะหลัง ประกอบกับความพร้อมด้านบุคลากรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ได้ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพอันดับ 2 ของโลก โดยในปัจจุบันพลาสติกชีวภาพสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นที่ต้องการในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรมการแพทย์ และยานยนต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของไทย อีกทั้งยังสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนด้วย</p>
<p>ปัจจุบัน บีโอไอได้ให้การส่งเสริมการลงทุนผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพรายใหญ่ระดับโลกหลายรายแล้ว อาทิ บริษัท เนเชอร์เวิร์คส์ เอเชียแปซิฟิก จำกัด และบริษัท โททาล คอร์เบียน พีแอลเอ จำกัด ผู้ผลิตพอลิเมอร์ ชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ ชนิดโพลีแลคติด แอซิค (Polylactic Acid: PLA) บริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม จำกัด ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพชนิด PBS (Polybutylene Succinate) บริษัท ดูปองท์ นิวทริชั่น จำกัด ผู้ผลิตไมโครคริสตัลไลน์เซลลูโลสสำหรับผลิตฟิล์มเคลือบอาหารที่สามารถย่อยสลายได้ และบริษัท เอ็นวิคโค จำกัด ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลชนิด rPET (Food Grade) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และบริษัท Alpla ประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกรายใหญ่ของยุโรป และล่าสุด บริษัท ไทยโพลิเอทิลีน จำกัด บริษัทย่อยของบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ร่วมทุนกับ Braskem ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพรายใหญ่ของโลก จัดตั้งโรงงานผลิตไบโอ-เอทิลีน สำหรับผลิตเม็ดพลาสติกไบโอ-พอลิเอทิลีน (Green-Polyethylene) ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง</p>
<p><em>“ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2561 จนถึงเดือนมิถุนายน 2566 บีโอไอให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตพลาสติกชีวภาพ จำนวน 24 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 37,000 ล้านบาท และจากนี้ไป บีโอไอจะเน้นการสร้างความเข้มแข็งด้านซัพพลายเชนของพลาสติกชีวภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมทั้งเชื่อมต่อกับสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัย เพื่อสร้างมูลค่าต่อยอดวัตถุดิบทางการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงจะเดินหน้าเชิญชวนบริษัทรายใหญ่ระดับโลกให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพมากขึ้น โดยจะใช้จุดแข็งที่ไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีแหล่งวัตถุดิบและบุคลากรที่มีความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม รวมทั้งมีสิทธิประโยชน์และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งจะช่วยผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศ และตอบโจทย์ทิศทางเมกะเทรนด์ของโลกด้วย”</em> นายนฤตม์ กล่าว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/08/boi-aim-thailand-hub-bioplastic-of-the-world/">บีโอไอ ดันไทยขึ้นแท่นฮับ “ไบโอพลาสติก” ของโลก แจงตัวเลข 5 ปี ส่งเสริมลงทุนไปแล้วกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
