<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Chula &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/chula/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 09 May 2026 10:26:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Chula &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;น้ำ&#8217; เชื่อมโยงโครงสร้าง​เศรษฐกิจไทยกว่า 17 ล้านล้านบาท ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; เร่งผลักดันแนวคิด Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/water-resilience-forum-2-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 May 2026 10:26:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn University]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Water Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience Center]]></category>
		<category><![CDATA[กันก่อนท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ชยันต์ เมืองสง]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[พลิกน้ำ สร้างชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์​กันก่อนท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[สทนช.)]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศสุดขั้ว]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41719</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; (Water Resilience Center) เปิดเวที Water Resilience Forum 2/2026 ภายใต้หัวข้อ &#8216;Water Economy : พลิกน้ำ สร้างชาติ&#8217; ชี้ปัญหาประเทศไทย เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมจากอากาศแปรปรวน (Climate Change) สร้างความสูญเสียซ้ำซาก กด GDP ให้ลดลงต่อเนื่อง พร้อมชวนเปลี่ยนมุมมอง​ น้ำไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็น &#8216;โจทย์เศรษฐกิจของประเทศ&#8217; ถ้าบริหารดีสร้างมูลค่า บริหารพลาด สูญเสียมหาศาล ระดมความร่วมมือ จัดการน้ำเชิงรุก เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำเป็นโอกาสเศรษฐกิจ พลิกจากรอดสู่รวย  ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน โดย​ความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554  ประเมินมูลค่าผลกระทบสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ขณะที่ 2 ปีต่อจากนั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/water-resilience-forum-2-2026/">&#8216;น้ำ&#8217; เชื่อมโยงโครงสร้าง​เศรษฐกิจไทยกว่า 17 ล้านล้านบาท ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; เร่งผลักดันแนวคิด Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; (</strong><strong>Water Resilience Center) </strong><strong>เปิดเวที </strong><strong>Water Resilience Forum 2/2026 </strong><strong>ภายใต้หัวข้อ &#8216;</strong><strong>Water Economy : </strong><strong>พลิกน้ำ สร้างชาติ&#8217; ชี้ปัญหาประเทศไทย เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมจากอากาศแปรปรวน</strong><strong> (Climate Change) </strong><strong>สร้างความสูญเสียซ้ำซาก กด </strong><strong>GDP ให้</strong><strong>ลดลงต่อเนื่อง</strong></p>
<p><span id="more-41719"></span></p>
<p><strong>พร้อมชวนเปลี่ยนมุมมอง​ น้ำไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็น &#8216;โจทย์เศรษฐกิจของประเทศ&#8217; ถ้าบริหารดีสร้างมูลค่า บริหารพลาด สูญเสียมหาศาล ระดมความร่วมมือ จัดการน้ำเชิงรุก เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำเป็นโอกาสเศรษฐกิจ พลิกจากรอดสู่รวย </strong></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร </strong>อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน โดย​ความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554  ประเมินมูลค่าผลกระทบสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ขณะที่ 2 ปีต่อจากนั้น ในปี 2555 &#8211; 2556 ประเทศไทยกลับประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายประมาณ 30,000 ล้านบาทตามมา</p>
<p><em> “ประเทศไทยสูญเสียให้กับน้ำทุกปี ไม่ว่าจะแล้งหรือท่วม หากยังแก้ปัญหาแบบเดิม เราจะสูญเสียซ้ำไปเรื่อยๆ  นำมาสู่การผลักดันแนวคิด <strong>Water Economy</strong> เพื่อเปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยง เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ด้วยความร่วมมือของศูนย์ <strong>&#8216;กันก่อนท่วม&#8217;</strong> (Water Resilience Center) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก และภาคเอกชนหลายแห่ง พร้อม <strong>ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เน้นการบริหารจัดการเชิงรุกด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เพื่อพลิกวิกฤตน้ำให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</strong>”</em></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41721 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-Resilience4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ผลักดัน Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ</strong></p>
<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์</strong> คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ประธานคณะกรรมการศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า <em><strong>ทรัพยากรน้ำไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ต่างจากพลังงาน ดิจิทัล หรือระบบโลจิสติกส์ ​ปัจจุบันทรัพยากรน้ำเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 17 ล้านล้านบาทของประเทศไทย</strong></em></p>
<p>ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญ ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัยรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และความ เชื่อมั่นในการลงทุน โดย <strong>บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 แสดงให้เห็นว่าความเสียหายสามารถส่งผลให้ GDP ของ ประเทศลดลงได้ถึง​​ 2.5% ขณะที่ความเสี่ยงในอนาคตมีแนวโน้มรุนแรงและถี่ขึ้นจาก Climate Extremes</strong></p>
<p>ดังนั้น ​มุมมองเกี่ยวกับน้ำจึงควรเปลี่ยนจากภัยพิบัติสู่ &#8216;<strong>สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ</strong>&#8216; ตามแนวคิด Water Economy ที่มองน้ำเป็น <strong>เหรียญสองด้าน </strong>ของระบบเศรษฐกิจ ในด้านหนึ่ง น้ำคือ <strong>&#8216;ตัวคูณทางเศรษฐกิจ&#8217;</strong> (Economic Generator) ที่สนับสนุนภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว สุขภาพ และ คุณภาพชีวิต แต่อีกด้านหนึ่ง หากขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ น้ำจะกลายเป็น <strong>&#8216;ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ&#8217;</strong> (Economic Disruptor) ที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจ การผลิต และกลุ่มเปราะบางในสังคม</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41722 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-Resilience3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“<strong>โจทย์สำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เพียงรับมือภัยแล้งหรือน้ำท่วมเฉพาะหน้า แต่คือการยกระดับระบบ เศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience Economy) ผ่านการลงทุนที่ถูกที่ ถูกเวลา และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน</strong> ศูนย์กันก่อนท่วม (Water Resilience Center) เป็นแพลตฟอร์มกลางทางวิชาการที่เป็นมิตรและเป็นกลาง ทำหน้าที่สังเคราะห์ข้อมูล พัฒนาองค์ ความรู้ และสื่อสารความเสี่ยงด้านน้ำเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ เนเธอร์แลนด์ญี่ปุ่น และภาคเอกชน <strong>เพื่อผลักดันแนวคิด Water Economy และเปลี่ยน  &#8216;ความเสี่ยงด้านน้ำ&#8217; ให้เป็น  &#8216;โอกาสทางเศรษฐกิจ&#8217; ของประเทศในระยะยาว</strong>” </em></p>
<p><strong>คุณชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)</strong> กล่าวในหัวข้อ<strong> &#8216;พลิกนโยบายน้ำ สร้างเศรษฐกิจ&#8217;</strong> ว่า ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย เป็นปัญหาซ้ำซากที่กระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจ สทนช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นเจ้าภาพบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติ เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนแก้ วิกฤตน้ำให้เป็น “วาระแห่งชาติ”อย่างมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการแก้ไขปัญหา น้ำได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการพยากรณ์อากาศให้มีความแม่นยำและการแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้ ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตได้ทันท่วงที</p>
<p><em>&#8220;​สทนช. ได้เสนอ <strong>มาตรการรับมือฤดูฝน แก้ภัยแล้ง และควบคุมคุณภาพน้ำ</strong> ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ นอกเขตชลประทาน เพื่อเตรียมจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรช่วยเหลือไม่ให้เกิดผลกระทบ ล่าสุด ครม.มีมติ เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด ประกอบกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ ทั้งภาคการศึกษาที่มี​ทั้งองค์ความรู้​ เทคโนโลยี รวมทั้งภาคเอกชน​ที่ให้ความสำคัญในการยกระดับการแก้ภัยแล้ง น้ำท่วมได้ครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ เชื่อว่าจะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อปากท้องของประชาชน และนำไปสู่การเตรียมการล่วงหน้า เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งยั่งยืนร่วมกัน ” </em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41723 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-resilience5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ยกระดับปัญหาน้ำ = วาระแห่งชาติ เดินหน้าแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ</strong></p>
<p><strong>คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส</strong> ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และรองประธานคณะกรรมการศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในช่วงสรุป &#8216;<strong>Water Economy: พลิกน้ำ เปลี่ยนชะตาประเทศไทย&#8217;</strong> ว่า ประเทศไทย กำลังเข้าสู่ยุคที่ <strong>‘น้ำ’ ไม่ใช่เรื่องฤดูกาล แต่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา </strong>โดยชี้ว่า ภายใต้ภาวะเอลนีโญ และ Climate Change ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำแปรปรวนรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่รัฐยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาซ้ำซาก ทุกปีแต่ยังไม่ได้ลงทุนเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนแนวคิด Water Economy สู่การปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จนั้น ประเทศไทยมีต้นแบบที่พิสูจน์ แล้วว่าสามารถ <strong>&#8216;พลิกน้ำเป็นโอกาส&#8217;</strong> ลดความสูญเสียและสร้างเศรษฐกิจได้จริงในระดับพื้นที่ เช่น จังหวัดกาญจนบุรีที่ใช้ การบริหารจัดการเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ ร่วมกับระบบกระจายน้ำแบบ &#8216;ก้างปลา&#8217; และ &#8216;แก้มลิง ธรรมชาติ&#8217; เพื่อลดแรงมวลน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ รวมทั้ง​โครงการขนาดใหญ่ระดับโลก เช่น เขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) ของจีน แสดงให้เห็นว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสามารถปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ และ สร้างเสถียรภาพให้กับประเทศในระยะยาว&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41724 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-Resilience6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความท้าทายสำคัญในการบริหารจัดการของไทยคือ <strong>&#8216;การขาดการเชื่อมต่อจากโมเดล พื้นที่สู่ระดับประเทศ&#8217;</strong> ทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ยังไม่ถูกขยายผลอย่างเต็มที่ ​ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; จึง​มุ่งขับเคลื่อน Water Economy ผ่าน 3 แนวทาง ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. ยกระดับ ‘วิกฤตน้ำ’ เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง :  </strong>ปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพและบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>2. สร้าง </strong><strong>Water Smart Community :  </strong>สนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหารจัดการน้ำเองได้</p>
<p><strong>3. ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (</strong><strong>National Water Data Platform) : </strong>ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก</p>
<p><strong>Designing Resilience : พลิกการออกแบบเมือง อยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด</strong></p>
<p>ช่วงเสวนาหัวข้อ <strong>&#8216;Designing Resilience: พลิกการออกแบบเมือง อยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด&#8217;</strong> โดย <strong>ศาสตราจารย์มิโฮ มาซูเรียว (</strong><strong>Prof. Miho Mazereeuw) </strong>ผู้อำนวยการ MIT Climate Mission และผู้อำนวยการ Urban Risk Lab และ <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ ทรัพย์สุข </strong>คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอ <em><strong>กรณีศึกษาการออกแบบอาคารและพื้นที่ต้นแบบที่สามารถรับมืออุทกภัย ใช้งานได้ในช่วงเกิดภัย พิบัติ และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41726 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/2254006.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong> ​ศาสตราจารย์มิโฮ</strong> ถ่ายทอดตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่น ​สะท้อนแนวคิด การออกแบบ <strong>หนึ่งได้สอง </strong> (dual‑use design) ที่เชื่อมโยงการป้องกันภัยพิบัติกับบริบทเศรษฐกิจน้ำ และให้ ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่ <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ </strong>สะท้อนความเปราะบางของเมืองไทยจากรูปแบบการพัฒนาในอดีต พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทของสถาปัตยกรรมเชิงยืดหยุ่นในการฟื้นฟูชุมชน ลดความเสี่ยง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว</p>
<p><strong>คุณประเชิญ คนเทศ</strong> ผู้จัดการมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม กล่าวว่า พื้นที่นครปฐมเคยเผชิญวิกฤตน้ำซ้ำซาก ทั้ง น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย และการบริหารจัดการที่ <strong>ต่างคนต่างทำ</strong> ส่งผลให้ปัญหาของพื้นที่หนึ่งไปซ้ำเติมอีกพื้นที่หนึ่งไม่จบสิ้น</p>
<p>จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ริเริ่มให้ชุมชนใช้ <strong>ผังภูมิสังคม (Geo-Social Map)</strong> มาใช้เป็นฐานข้อมูลกลาง บูรณาการข้อมูลภูมิศาสตร์และข้อมูลชุมชน ทำให้สามารถวางแผนจัดการน้ำได้ทั้งระบบ ครอบคลุมทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ</p>
<p>“จากฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้น นำไปสู่โจทย์สำคัญของชุมชนว่า จะต่อยอดแหล่งน้ำให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ อย่างไร ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว จึงขับเคลื่อนผ่านโครงการวิจัย​​​ ที่ทำหน้าที่เป็น​พื้นที่กลาง​เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เข้ามาร่วมวางแผนอนาคตบนข้อมูลชุดเดียวกัน เช่น ระบบเตือนภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ทำให้นครปฐมรับมือมวลน้ำได้โดยไม่กระทบวงกว้าง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41720 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/2254033.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>หลังจากนั้นเริ่ม <strong>&#8216;พลิกน้ำเป็นรายได้ จากรอดสู่รวย&#8217;</strong> หลังจากมหาอุทกภัยปี 2554 เกษตรกรที่นครปฐมแทบหมดตัว ไม่มีรายได้ ปัจจุบันเฉพาะ สวนส้มโอ ปีนี้มีผลผลิตเกือบ 6,000 ตัน มูลค่าสูงถึง 1,500 ล้านบาท เฉลี่ยครอบครัวละ 1 ล้านบาท นอกจากนี้ภาคบริการ ท่องเที่ยว ก็ทำรายได้สู่ท้องถิ่นได้ดีชุมชนนครปฐมบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ ปีที่ผ่านมา สวนส้มโอไม่เสียหายจากน้ำท่วมเลย พิสูจน์แล้วว่าการจัดการน้ำที่ดี สร้างเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว” นายประเชิญกล่าว</p>
<p><strong>คุณวรสถิตย์ บัวแดง</strong> ต้นกล้าชุมชน มูลนิธิเอสซีจี สะท้อนจากประสบการณ์ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม​ในภาคเหนือว่า น้ำท่วมไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่​ยังพรากชีวิตและอนาคตของคนจำนวนมาก การรับมือแบบคลำทางในช่วงวิกฤต ชุมชนจำนวนมากยังขาดข้อมูลพื้นฐานสำคัญ เช่น พื้นที่เสี่ยง จุดปลอดภัย หรือกลุ่มเปราะบาง ทำให้การช่วยเหลือไม่ตรงจุด พร้อมเสนอ 3 แนวทางเร่งด่วนเพื่อ &#8216;ติดอาวุธให้ชุมชน&#8217; เพื่อความมั่นคงของชีวิตและเศรษฐกิจในระยะยาว  ได้แก่</p>
<p>&#8211; สร้าง <strong>Geo-Social Map</strong> ให้ชุมชนรู้พื้นที่และความเสี่ยงของตัวเอง</p>
<p>&#8211; พัฒนา <strong>อาสาสมัครภัยพิบัติในชุมชน</strong> ให้พร้อมรับมือทันที</p>
<p>&#8211; ใช้<strong>เทคโนโลยีและระบบเตือนภัยที่แม่นยำ</strong> เปลี่ยนความตระหนกเป็นตระหนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ด้านเยาวชนไทย <strong>คุณกิตตินันท์ สงคำ </strong>และ <strong>คุณณฐนนท์ เขื่อนทา ทีมพัฒนา </strong><strong>AI &#8216;</strong><strong>น้องเฝ้าน้ำ&#8217; </strong>ผู้ชนะเลิศในโครงการ กล้าใหม่ใฝ่รู้ SCB Challenge ปี 2568 เปิดเผยว่า แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก จึงพัฒนา <strong>ระบบ AI คาดการณ์น้ำ</strong> โดยใช้ข้อมูลระดับน้ำแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์แนวโน้มล่วงหน้า สามารถติดตามระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง และแจ้งเตือนผ่าน เว็บไซต์ SmartFlood AI และ AI LINE Chatbot  &#8216;น้องเฝ้าน้ำ&#8217; ให้คน ‘รู้ก่อน’ จะได้ ‘รอดก่อน’ ช่วยให้ชุมชนเตรียมรับมือได้ทันท่วงที ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41725 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/2253985_0.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เวที Water Resilience Forum 2/2026 สะท้อนชัดว่า การแก้ปัญหาน้ำไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยี ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ เมื่อข้อมูลวิทยาศาสตร์ และคนในพื้นที่ทำงานร่วมกัน ประเทศไทย  จะสามารถ &#8216;พลิกน้ำ สร้างชาติ&#8217; ได้อย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/water-resilience-forum-2-2026/">&#8216;น้ำ&#8217; เชื่อมโยงโครงสร้าง​เศรษฐกิจไทยกว่า 17 ล้านล้านบาท ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; เร่งผลักดันแนวคิด Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จุฬาฯ ก้าวสู่ปีที่ 109  ขับเคลื่อน Chula for the Future เปิด 3 หน่วยงานใหม่​ ตอบโจทย์มากกว่าแค่นิสิต แต่ยกระดับสู่การมี &#8216;ประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/109th-years-chula-for-the-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 11:13:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[109 ปี จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[​Agripreneur]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Chula for the Future]]></category>
		<category><![CDATA[Chula XL ​]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn University]]></category>
		<category><![CDATA[lifelong learning]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Farmer]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40690</guid>

					<description><![CDATA[<p>จุฬาฯ ​​ตอกย้ำพันธกิจเพื่อสังคม เปิด 3 คณะใหม่ ขับเคลื่อน Chula for the Future สู่ปีที่ 109 ผ่านยุทธศสาตร์ &#8216;จุฬาฯ เติบโตท่วมท้น มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217; ตอบโจทย์มากกว่าแค่ &#8216;นิสิต&#8217; แต่เปิดกว้างสำหรับผู้ต้องการเรียนรู้ หรือ Learner อย่างรอบด้าน  ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสู่ปีที่ 109 ของจุฬาฯ ยังคงให้ความสำคัญกับพันธกิจจุฬาฯ เพื่อสังคม (CU Social Engagement) โดยขยายบริบทจากการเคยมอง &#8216;นิสิตเป็นศูนย์กลาง&#8217; สู่​  &#8216;ประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217; เพื่อต่อยอดพันธกิจเดิม &#8216;เติบโตรอบทิศ มีนิสิตเป็นศูนย์กลาง&#8217; พร้อมขับเคลื่อนทั้งมิติ​การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ และมีศักยภาพในการเผชิญกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ควบคู่กับการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ &#8220;เพื่อขับเคลื่อนตามเป้าหมาย Chula for the Future ในการทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อประชาชนและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ตามยุทธศาสตร์ &#8216;จุฬาฯ เติบโตท่วมท้น มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/109th-years-chula-for-the-future/">จุฬาฯ ก้าวสู่ปีที่ 109  ขับเคลื่อน Chula for the Future เปิด 3 หน่วยงานใหม่​ ตอบโจทย์มากกว่าแค่นิสิต แต่ยกระดับสู่การมี &#8216;ประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>จุฬาฯ ​​ตอกย้ำพันธกิจเพื่อสังคม เปิด 3 คณะใหม่ ขับเคลื่อน </strong><strong>Chula for the Future สู่ปีที่ 109 ผ่านยุทธศสาตร์ &#8216;จุฬาฯ เติบโตท่วมท้น มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217; ตอบโจทย์มากกว่าแค่ &#8216;นิสิต&#8217; แต่เปิดกว้างสำหรับผู้ต้องการเรียนรู้ หรือ Learner อย่างรอบด้าน </strong></p>
<p><span id="more-40690"></span></p>
<p><strong>ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร</strong> อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสู่ปีที่ 109 ของจุฬาฯ ยังคงให้ความสำคัญกับพันธกิจจุฬาฯ เพื่อสังคม (CU Social Engagement) โดยขยายบริบทจากการเคยมอง &#8216;<strong>นิสิตเป็นศูนย์กลาง&#8217;</strong> สู่​  <strong>&#8216;ประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217; </strong>เพื่อต่อยอดพันธกิจเดิม <strong>&#8216;เติบโตรอบทิศ มีนิสิตเป็นศูนย์กลาง&#8217;</strong> พร้อมขับเคลื่อนทั้งมิติ​การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ และมีศักยภาพในการเผชิญกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ควบคู่กับการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40692 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ศ.ดร.วิเลิศ-ภูริวัชร-อธิการบดีจุฬาฯ_1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><em>&#8220;เพื่อขับเคลื่อนตามเป้าหมาย <strong>Chula for the Future </strong>ในการทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อประชาชนและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ตามยุทธศาสตร์ &#8216;<strong>จุฬาฯ เติบโตท่วมท้น มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217; </strong>เพื่อให้การขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัยสามารถตอบโจทย์จากกลุ่มนิสิต ไปสู่กลุ่ม Learners หรือประชาชนทุกคนที่ต้องการเข้าถึงความรู้ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของการพัฒนาการศึกษา และการพัฒนาประเทศชาติให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ จุฬาฯ  ยังได้​จัดตั้งวิทยาลัยและคณะใหม่รวม 3  หน่วยงาน เพื่อ​แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบสนองต่อความต้องการของสังคม ประเทศชาติและประชาชน ซึ่งประกอบด้วย</p>
<p>​<strong>1. วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong>  หรือ <strong>Chula XL (Extension &amp; Lifelong Learning)</strong></p>
<p>มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ผ่านหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น สามารถเข้าถึงได้ง่าย และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงานในยุคปัจจุบัน โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ทั้งในรูปแบบหลักสูตรระยะสั้น การอบรม และระบบคลังหน่วยกิตที่สามารถสะสมและต่อยอดการศึกษาได้ในอนาคต รวมทั้งความยืดหยุ่นในการสอนที่มีทั้งแบบออนไลน์ และออนไซต์</p>
<p><em>&#8220;Chula XL ​ไม่ใช่เพียงหน่วยงานด้านการศึกษารูปแบบใหม่​​ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถเผยแพร่องค์ความรู้สู่สังคมในวงกว้าง สร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของประชาชน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และเปิดกว้างทางการศึกษาให้ไม่จำกัดอยู่เพียงนิสิตในรั้วมหาวิทยาลัย แต่เป็นการขยายบทบาทสู่การเป็น<strong> &#8216;มหาวิทยาลัยแห่งการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อประชาชน&#8217;</strong> คำว่า XL สื่อถึงความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือความรู้ที่สามารถสร้างปัญญาให้แก่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จุฬาฯ เน้นการสร้างปัญญา (Wisdom) มากกว่าแค่การให้ความรู้ (Knowledge) เพราะความรู้สามารถล้าสมัยไปตามกาลเวลา แต่ปัญญาในการวิเคราะห์และรับข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป” </em> <strong> </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40691 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/อธิการบดีจุฬาฯ-พบสื่อมวลชน_3.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>2. คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ</strong></p>
<p>เป็นการตั้งคณะใหม่ของจุฬาฯ ที่พัฒนาต่อยอดจากสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร เพื่อมุ่งพัฒนา ​<strong>Smart Farmer​</strong> และผู้ประกอบการด้านการเกษตร <strong>​Agripreneur​</strong> ที่สามารถแก้ปัญหาเชิงระบบได้​ พร้อมทั้งสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมแบบสหศาสตร์ที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า มากกว่าแค่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่​ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทที่พัฒนาขึ้น ส่งผลต่อทั้งระบบเศรษฐกิจ ไปจนถึง​สุขภาพองค์รวมของผู้บริโภคได้อย่างไร  เพื่อทำหน้าที่ชี้นำและขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยในการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับสากล</p>
<p><strong>3. วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ</strong><strong>แห่งจุฬาฯ</strong></p>
<p>ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนชื่อและพันธกิจมาจาก <strong>&#8216;บัณฑิตวิทยาลัย&#8217;</strong> ​จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนารูปแบบการศึกษาสหวิทยาการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตามบริบทของโลกยุคใหม่ เพื่อสามารถมุ่งสู่การเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านการจัดการศึกษาสหวิทยาการแบบบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี บัณฑิตศึกษา ไปจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมผสานองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีพันธกิจในการจัดการศึกษาสหวิทยาการเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะสูง มีความเป็นผู้ประกอบการ และสามารถบูรณาการองค์ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาของสังคมในอนาคต ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ ที่หลากหลายและรอบด้าน ทำให้ความรู้เพียงศาสตร์เดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป</p>
<p><em>&#8220;นอกจากการจัดตั้งวิทยาลัย และคณะใหม่แล้ว ทางจุฬาฯ ยังมีแผนริเริ่มโครงการ<strong> Certified Press , Certified News เ</strong>พื่อแก้ปัญหาความเชื่อมั่นด้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งปัจจุบันมีแหล่งดำเนิด​ข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก รวมทั้งปัญหาข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน ซึ่งกระทบทั้งต่อความเชื่อมั่น และจริยธรรมด้านสื่อมวลชน ทำให้เกิดเป็นแนวคิดในการเป็นศูนย์กลางเพื่อกลั่นกรองรวมทั้งรับรองความน่าเชื่อถือของข่าวแต่ละชิ้น หรือแต่ละสำนัก ผ่านการใช้สัญลักษณ์กลางเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้รับสาร โดยนำองค์ความรู้ต่างๆ มาช่วยในการตรวจสอบทั้ง​นิเทศศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รวมทั้งเทคโนโลยี AI ซึ่งจำเป็นต้องทำงานร่วมกันกับภาคสื่อมวลชนเพื่อสามารถตกผลึกทั้งแนวคิด และแนวทางในการดำเนินงานเพื่อสามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้จริงในอนาคต&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40693 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/อธิการบดีจุฬาฯ-พบสื่อมวลชน_4.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การพัฒนาแวดวงการศึกษาในปัจจุบัน จำเป็นต้องมีวิธีคิดและการบริหารไม่ต่างกับการขับเคลื่อนในภาคเศรษฐกิจ เนื่องจาก เป็นหนึ่งภาคส่วนที่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศ ไม่ต่างกับภาคการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาต่างชาติ ที่เข้ามาเรียนต่อในประเทศไทยและมีการใช้จ่ายกระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจภายในประเทศเช่นเดียวกัน และเป็นอีกหนึ่งโอกาสของประเทศในการส่งเสริมให้มีคนเข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนามิติด้านการศึกษาอย่างเหมาะสม มากกว่าการพิจารณาจากจำนวนนิสิตหรือนักศึกษาภายในสถาบันการศึกษาแต่ละแห่ง  เพื่อมีส่วนช่วยทั้งพัฒนาคุณภาพการศึกษารวมทั้งช่วยขับเคลื่อนการเติบโตด้านเศรษฐกิจให้ประเทศได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/109th-years-chula-for-the-future/">จุฬาฯ ก้าวสู่ปีที่ 109  ขับเคลื่อน Chula for the Future เปิด 3 หน่วยงานใหม่​ ตอบโจทย์มากกว่าแค่นิสิต แต่ยกระดับสู่การมี &#8216;ประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากอวนผีสู่วัสดุตั้งต้นการพิมพ์สามมิติ จุฬาฯ พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิล เปลี่ยนขยะทะเลเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/chula-transform-ghost-nets-to-value-material/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Feb 2026 02:25:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[3D Printing]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn University]]></category>
		<category><![CDATA[Ghost Gear]]></category>
		<category><![CDATA[Ghost Nets]]></category>
		<category><![CDATA[innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Material]]></category>
		<category><![CDATA[PETROMAT]]></category>
		<category><![CDATA[plastic waste]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การพิมพ์สามมิติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ณัฐพล ไร่สงัด]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ]]></category>
		<category><![CDATA[อวนประมง]]></category>
		<category><![CDATA[อวนผี]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นฟิลาเมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครพลาสติก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39976</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักวิจัยจุฬาฯ พลิกขยะอวนประมงให้เป็นเส้นฟิลาเมนต์สำหรับ 3D Printing มุ่งสู่การพัฒนานวัตกรรมวัสดุรีไซเคิลที่ใช้งานได้จริง ลดไมโครพลาสติก และส่งเสริมการรีไซเคิลอวน พร้อมวางรากฐานสู่โอกาสสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชนชาวประมงในอนาคตอย่างยั่งยืน ทุกครั้งที่เดินเล่นริมชายหาด นอกจากความงามของทะเลและสายลมเค็มที่พัดเอาความสดชื่นมาให้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ ดร.ณัฐพล ไร่สงัด อาจารย์จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่อาจมองข้ามได้เลย คือขยะพลาสติกที่กระจัดกระจายอยู่ตามแนวชายฝั่ง ทั้งขวดน้ำ เศษถุงพลาสติก เศษผ้า ไปจนถึงชิ้นส่วนของของใช้ในชีวิตประจำวัน และที่สร้างผลกระทบมากที่สุดคืออวนประมงที่ถูกทิ้งและลอยเกยชายฝั่ง ซึ่งเรามักเรียกกันว่า “อวนผี” – หนึ่งในขยะที่ส่งผลร้ายต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างเงียบงัน แม้งานวิจัยหลักของ ดร.ณัฐพล จะมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุสำหรับการพิมพ์สามมิติเพื่อใช้งานทางการแพทย์และด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุไฮโดรเจลสำหรับงานสร้างเนื้อเยื่อ ไปจนถึงวัสดุยืดหยุ่นสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ด้วยความรักในท้องทะเลและความห่วงใยต่อความปลอดภัยของอาหารทะเล ดร.ณัฐพล ก็ไม่อาจปล่อยให้อวนผีลอยนวลอยู่ในทะเลหรือถูกทิ้งเกลื่อนตามชายหาดโดยไม่ลงมือทำอะไรเลย นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีพอลิเมอร์จึงริเริ่มโครงการ &#8216;การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ&#8217; โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) และได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง รวมถึงการร่วมมือในการวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ด้วยความหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นก้าวเล็ก ๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมการพิมพ์สามมิติ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะทะเลอย่างยั่งยืน  “ในประเทศไทยมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว โดยชาวบ้านขายอวนเก่าให้กับพ่อค้าที่รับซื้อเพื่อนำไป รีไซเคิล แต่ยังไม่มีการนำพลาสติกไนลอนจากอวนเหล่านี้มาใช้ในเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างการพิมพ์สามมิติ” ดร.ณัฐพล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/chula-transform-ghost-nets-to-value-material/">จากอวนผีสู่วัสดุตั้งต้นการพิมพ์สามมิติ จุฬาฯ พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิล เปลี่ยนขยะทะเลเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>นักวิจัยจุฬาฯ พลิกขยะอวนประมงให้เป็นเส้นฟิลาเมนต์สำหรับ 3</em><em>D Printing </em><em>มุ่งสู่การพัฒนานวัตกรรมวัสดุรีไซเคิลที่ใช้งานได้จริง ลดไมโครพลาสติก และส่งเสริมการรีไซเคิลอวน พร้อมวางรากฐานสู่โอกาสสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชนชาวประมงในอนาคตอย่างยั่งยืน</em></p>
<p><span id="more-39976"></span></p>
<p>ทุกครั้งที่เดินเล่นริมชายหาด นอกจากความงามของทะเลและสายลมเค็มที่พัดเอาความสดชื่นมาให้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ <strong>ดร.ณัฐพล ไร่สงัด อาจารย์จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> ไม่อาจมองข้ามได้เลย คือขยะพลาสติกที่กระจัดกระจายอยู่ตามแนวชายฝั่ง ทั้งขวดน้ำ เศษถุงพลาสติก เศษผ้า ไปจนถึงชิ้นส่วนของของใช้ในชีวิตประจำวัน และที่สร้างผลกระทบมากที่สุดคืออวนประมงที่ถูกทิ้งและลอยเกยชายฝั่ง ซึ่งเรามักเรียกกันว่า <strong>“อวนผี”</strong> – หนึ่งในขยะที่ส่งผลร้ายต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างเงียบงัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39978 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/ดร.ณัฐพล-ไร่สงัด.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>แม้งานวิจัยหลักของ ดร.ณัฐพล จะมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุสำหรับการพิมพ์สามมิติเพื่อใช้งานทางการแพทย์และด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุไฮโดรเจลสำหรับงานสร้างเนื้อเยื่อ ไปจนถึงวัสดุยืดหยุ่นสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ด้วยความรักในท้องทะเลและความห่วงใยต่อความปลอดภัยของอาหารทะเล ดร.ณัฐพล ก็ไม่อาจปล่อยให้อวนผีลอยนวลอยู่ในทะเลหรือถูกทิ้งเกลื่อนตามชายหาดโดยไม่ลงมือทำอะไรเลย <strong>นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีพอลิเมอร์จึงริเริ่มโครงการ &#8216;การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ&#8217; โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (</strong><strong>PETROMAT) </strong><strong>และได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง รวมถึงการร่วมมือในการวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ด้วยความหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นก้าวเล็ก ๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมการพิมพ์สามมิติ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะทะเลอย่างยั่งยืน</strong></p>
<p><strong> </strong>“ในประเทศไทยมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว โดยชาวบ้านขายอวนเก่าให้กับพ่อค้าที่รับซื้อเพื่อนำไป รีไซเคิล แต่ยังไม่มีการนำพลาสติกไนลอนจากอวนเหล่านี้มาใช้ในเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างการพิมพ์สามมิติ” ดร.ณัฐพล กล่าวถึงโอกาสในการพัฒนานวัตกรรม”</p>
<p><strong>อวนผี ภัยร้ายแห่งท้องทะเล</strong></p>
<p><strong>ดร.ณัฐพล</strong> อธิบายว่า <strong>&#8220;อวนผี&#8221;</strong> (Ghost Net) เป็นชื่อที่เรียกอวนประมงที่ถูกทิ้งและล่องลอยไปมาในมหาสมุทรโดยไร้ทิศทางเหมือนผี เมื่อลอยไปที่ใด ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่อยู่ตรงนั้น ซึ่งผลกระทบของอวนผีต่อระบบนิเวศทางทะเลนั้นรุนแรงกว่าที่หลายคนคิด</p>
<p><em>“เมื่ออวนประมงถูกทิ้งหรือหลุดหายลงสู่ทะเล มันยังคงทำหน้าที่ดักจับสัตว์ทะเลต่อไปเหมือนตอนถูกใช้งาน แต่ครั้งนี้จะไม่มีชาวประมงมาเก็บผลผลิต สัตว์ทะเลที่ติดอวนจึงมักไม่สามารถรอดชีวิตได้ เราอาจคุ้นตากับภาพเต่าทะเลหรือปลาที่พันติดอวนผ่านสื่อต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริง เหล่านั้นเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของปัญหาที่เกิดขึ้นใต้ผืนน้ำเท่านั้น”</em></p>
<p>อีกส่วนของปัญหาจากอวนผีคือ <strong>“ไมโครพลาสติก”</strong> ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตทางทะเลและมนุษย์ ดร.ณัฐพลกล่าว</p>
<p><em>“อวนเหล่านี้เมื่อถูกแสงแดด คลื่น และสภาพแวดล้อมทางทะเลกัดกร่อนเป็นเวลานาน เส้นใยพลาสติกจะค่อย ๆ แตกตัวจนกลายเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งสามารถกระจายสะสมอยู่ในน้ำทะเลและถูกกินโดยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างแพลงก์ตอนหรือสัตว์น้ำวัยอ่อน ไมโครพลาสติกเหล่านี้จึงถูกส่งต่อและสะสมขึ้นเรื่อย ๆ ในห่วงโซ่อาหารจนถึงสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และท้ายที่สุดอาจย้อนกลับมาสู่มนุษย์ผ่านการบริโภคอาหารทะเล”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39979 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Nets1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นวัตกรรมเพื่อระบบที่ยั่งยืนและทุกฝ่ายได้ประโยชน์  </strong></p>
<p>โครงการ <strong>&#8216;การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีสามมิติ&#8217;</strong> เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) พร้อมทั้งได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง และความร่วมมือด้านงานวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ดร.ณัฐพลอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย 3 ประการ ได้แก่</p>
<p><strong>ด้านวิชาการ</strong> การพัฒนาวัสดุชนิดใหม่จากพลาสติกรีไซเคิลให้สามารถใช้งานได้จริงในเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความรู้เชิงลึกทางด้านเคมีพอลิเมอร์ เนื่องจากพลาสติกที่รีไซเคิลมักมีคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากพลาสติกใหม่ นักวิจัยจึงต้องปรับสูตรและเติมสารเติมแต่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้เส้นฟิลาเมนต์ที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ทั่วไป</p>
<p><strong>ด้านสิ่งแวดล้อม</strong> การเปิดช่องทางใหม่ในการใช้งานพลาสติกรีไซเคิลจากอวนจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความต้องการอวนเก่า ส่งผลให้มีการรีไซเคิลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะในทะเล</p>
<p><strong>ด้านชุมชน</strong> โครงการนี้มุ่งหวังที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนชาวประมง ในปัจจุบันอวนเก่ามักถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล แต่หากชุมชนได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปเบื้องต้น เช่น การล้าง การตากแห้ง หรือการบดเบื้องต้น ชาวประมงก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุที่มีอยู่แล้ว และนำไปจำหน่ายในรูปแบบที่มีคุณภาพมากขึ้น</p>
<p>“ปัจจุบันแม้จะมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว แต่การนำไปใช้งานยังค่อนข้างจำกัด การเปิดช่องทางใหม่ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติจะทำให้มีตลาดรองรับพลาสติกรีไซเคิลจากอวนมากขึ้น เมื่อมีตลาดที่แน่นอน ก็จะมีการเก็บรวบรวมอวนเก่ามากขึ้น ราคารับซื้อก็จะดีขึ้น ชาวประมงก็ได้รับประโยชน์มากขึ้น และ<strong>ที่สำคัญคือทะเลของเราก็จะสะอาดขึ้น สิ่งนี้คือเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการ ไม่ใช่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการสร้างระบบที่ยั่งยืนโดยทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งสิ่งแวดล้อม ชุมชน และภาคอุตสาหกรรม”</strong> ดร.ณัฐพลกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39980 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2193224_0_0.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong> </strong><strong>กระบวนการแปรรูป จากขยะสู่นวัตกรรม</strong></p>
<p>การเปลี่ยนอวนประมงที่ถูกทิ้งให้กลายเป็นเส้นฟิลาเมนต์คุณภาพสำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติไม่ใช่กระบวนการที่ทำได้ในทันที แต่ต้องผ่านการแปรรูปหลายขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเก็บอวนผีขึ้นจากทะเล    ไปจนถึงการผลิตเป็นเส้นฟิลาเมนต์พร้อมใช้งาน</p>
<p><strong>&#8211; ขั้นตอนแรก &#8211; การคัดแยกและทำความสะอาด</strong> เมื่อได้อวนมา สิ่งที่ต้องทำก่อนคือการแยกส่วนประกอบที่ไม่ต้องการออก เช่น ตะกั่ว ทุ่น โฟม เชือกอื่น ๆ รวมถึงเศษดิน ทราย หิน และเปลือกหอยที่ติดมากับอวน จากนั้นจึงนำไปล้างให้สะอาด ขั้นตอนนี้ถือเป็น “pain point” สำคัญ เพราะต้องใช้น้ำจำนวนมากและต้องการพื้นที่รองรับค่อนข้างมาก หากต้องการนำไปใช้จริงในระดับชุมชน จำเป็นต้องวางแผนเรื่องระบบน้ำและพื้นที่ล้างอย่างเหมาะสม</p>
<p><strong>&#8211; ขั้นตอนที่สอง &#8211; การสับบดและคัดขนาด</strong> เมื่ออวนแห้งและสะอาดแล้ว จะถูกนำเข้าสู่เครื่องสับหรือเครื่องบดให้มีขนาดเล็กลง จากนั้นคัดแยกให้ได้เกล็ดพลาสติกที่มีขนาดเหมาะสมต่อการหลอมในขั้นตอนถัดไป</p>
<p><strong>&#8211; ขั้นตอนที่สาม</strong> <strong>&#8211; การหลอมผสม </strong>อวนที่ถูกบดละเอียดแล้วจะถูกนำมาหลอมและผสมกับสารเติมแต่งต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติ จากนั้นจึงขึ้นรูปเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล</p>
<p><strong>&#8211; ขั้นตอนที่สี่ &#8211; การดึงเป็นเส้น</strong> เม็ดพลาสติกรีไซเคิลจะถูกหลอมอีกครั้งและรีดผ่านหัวดายให้เป็นเส้นยาว ก่อนเข้าสู่เครื่องดึงเพื่อให้ได้เส้นฟิลาเมนต์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางคงที่ประมาณ 1.75 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติชนิด Fused Deposition Modeling (FDM)</p>
<p>ดร.ณัฐพลอธิบายถึงเหตุผลที่ไม่ดึงเป็นเส้นตั้งแต่แรก แต่ต้องทำเป็นเม็ดก่อนว่า “อวนที่ได้มาในแต่ละครั้ง เราไม่รู้แหล่งที่มา ทำให้ไม่สามารถรู้ถึงคุณสมบัติของเส้นใย การทำเป็นเม็ดก่อนจะช่วยให้เราสามารถควบคุมคุณภาพและความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์สุดท้ายได้ดีมากขึ้น”</p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39982 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2193223_0_0.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></strong></p>
<p><strong>ฟิลาเมนต์และการพิมพ์สามมิติ โอกาสแห่งอนาคต</strong></p>
<p>เส้นฟิลาเมนต์คือเส้นพลาสติกที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติชนิด FDM (Fused Deposition Modeling) โดยเครื่องจะหลอมเส้นพลาสติกและพิมพ์ออกมาเป็นชั้น ๆ ตามแบบที่ออกแบบไว้ในคอมพิวเตอร์        จนกลายเป็นชิ้นงานสามมิติที่สมบูรณ์</p>
<p><strong>ดร.ณัฐพล </strong>ยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้ว่า การใช้งานของเทคโนโลยีพิมพ์สามมิตินั้นหลากหลายมาก ตั้งแต่การทำของเล่น ของที่ระลึก ไปจนถึงการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันหลายอุตสาหกรรมได้นำ 3D printing มาใช้เพื่อลดขั้นตอนการผลิต ลดต้นทุน และย่นระยะเวลาในการพัฒนาสินค้า เช่น การผลิตชิ้นงานตัวอย่างสำหรับทดสอบรูปทรง การทำแม่แบบสำหรับกระบวนการผลิตต่าง ๆ หรือการสร้างชิ้นส่วนเฉพาะทาง ที่ในอดีตต้องใช้เวลานานกว่าจะผลิตได้</p>
<p>สำหรับโครงการวิจัยนี้ ดร.ณัฐพลมีแผนจะนำวัสดุรีไซเคิลจากอวนประมงไปพัฒนาชิ้นงานต้นแบบในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะที่ต้องการวัสดุที่มีความแข็งแรงและน้ำหนักเบา นอกจากนี้ วัสดุที่ได้ยังสามารถต่อยอดเพื่อผลิตเป็นอุปกรณ์เสริม หรือชิ้นส่วนประกอบอื่น ๆ ในรถยนต์และรถจักรยานยนต์ได้อีกหลากหลายรูปแบบ ตามความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม</p>
<p><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39981 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2193227_0_0.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></strong></p>
<p><strong>จุดเด่นของฟิลาเมนต์จากอวนรีไซเคิล</strong></p>
<p>ดร.ณัฐพลสรุปจุดเด่น 2 ประการที่ทำให้เส้นฟิลาเมนต์จากอวนรีไซเคิลมีความแตกต่างและโดดเด่นกว่าเส้น  ฟิลาเมนต์แบบอื่น ๆ</p>
<p><strong>จุดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม</strong> ผลิตภัณฑ์นี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเนื่องจากผลิตจากขยะที่ถูกทิ้งในทะเลไทย      การเพิ่มช่องทางการใช้งานพลาสติกรีไซเคิลจะช่วยเพิ่มความต้องการวัตถุดิบรีไซเคิล ส่งผลให้มีการเก็บรวบรวมและ   รีไซเคิลอวนเก่ามากขึ้น ในที่สุดจะส่งผลประโยชน์กลับไปยังชุมชนชาวประมงที่เป็นต้นทางของวัตถุดิบ</p>
<p><strong>จุดเด่นด้านเทคนิค</strong> ทีมวิจัยสามารถปรับเปลี่ยนสมบัติของเส้นฟิลาเมนต์ให้เหมาะสมกับการใช้งานที่ต้องการได้ แม้พลาสติกรีไซเคิลจะมีคุณสมบัติแตกต่างจากพลาสติกใหม่ แต่ด้วยการเติมสารเติมแต่งและการปรับสูตรอย่างเหมาะสม ก็สามารถทำให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเส้นฟิลาเมนต์จากวัสดุใหม่ได้ โดยเฉพาะในด้านความแข็งแรงเชิงกล และความสามารถในการขึ้นรูปด้วยเครื่องพิมพ์ 3D</p>
<p><strong>ก้าวข้ามความท้าทาย </strong></p>
<p>การพัฒนานวัตกรรมไม่ใช่เส้นทางที่ราบเรียบหรือง่ายดาย ตรงกันข้าม ดร.ณัฐพลกล่าวถึงความท้าทาย    หลัก ๆ 3 ประการที่ต้องฟันฝ่า</p>
<p><strong>การควบคุมคุณภาพ</strong> เป็นประเด็นสำคัญของงานวิจัยนี้ ดร.ณัฐพลอธิบายว่า อวนที่เก็บมาจากแต่ละพื้นที่มักมีความแตกต่างกันทั้งด้านอายุการใช้งาน ระดับการเสื่อมสภาพ และการปนเปื้อนของสิ่งสกปรกหรือโลหะหนัก ทำให้คุณสมบัติของวัตถุดิบไม่สม่ำเสมอ และยากต่อการนำไปพัฒนาเป็นวัสดุสำหรับงานวิศวกรรมโดยตรง ดังนั้น การเปลี่ยนอวนให้เป็น <strong>“เม็ดพลาสติกรีไซเคิล”</strong> จึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น และทำให้สมบัติต่าง ๆ ของวัสดุมีความคงที่มากพอสำหรับการพัฒนาชิ้นงานต้นแบบ</p>
<p><strong>กระบวนการล้างทำความสะอาดอวน </strong>เป็นกระบวนการที่ต้องใช้น้ำจำนวนมากและพื้นที่กว้างขวาง ซึ่งอาจขัดแย้งกับหลักการรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ในอนาคตจึงต้องมีการพัฒนากระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและใช้ทรัพยากรน้อยลง</p>
<p><strong>การสร้างความเชื่อมั่นในตลาด</strong> แม้ผลิตภัณฑ์จะมีคุณภาพดี แต่การที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลอาจทำให้บางกลุ่มลูกค้ารู้สึกไม่มั่นใจ การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยการทดสอบจริงกับผู้ใช้และการรับรองคุณภาพอย่างเป็นทางการ</p>
<p>แม้จะต้องรับมือกับความท้าทายหลายประการ แต่โครงการนี้ก็ยังสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ดร.ณัฐพล กล่าวว่าความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน เริ่มจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) ที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัย บริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ที่สนับสนุนเม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมงและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีพลาสติก รวมถึงนักวิจัยร่วมโครงการจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ร่วมพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิต</p>
<p><em>“กระบวนการพัฒนานวัตกรรมต้องผ่านการทดลองและปรับปรุงอยู่หลายรอบ ทั้งการปรับพารามิเตอร์ในการทำเส้นฟิลาเมนต์ และปรับสารเติมแต่งให้สามารถทำเส้นได้ พร้อมทั้งต้องวิเคราะห์ถึงการใส่สารเติมแต่งให้เหมาะสม”</em> <strong>ดร.ณัฐพล </strong>กล่าวถึงข้อท้าทายในการวิจัย<em> &#8220;การสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืนต้องอาศัยความรู้และทักษะจากหลายสาขาวิชา ตั้งแต่เคมีพอลิเมอร์ วิศวกรรมวัสดุ ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์และการตลาด”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39983 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2193222_0.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>อนาคตใหม่ของอวนผี-รีไซเคิล</strong></p>
<p><strong>เฟสที่ 1 คือการพัฒนากระบวนการและสูตรการผลิต</strong> ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-10 เดือน เป้าหมายคือการสร้าง know-how ในการทำเม็ดพลาสติกและดึงเป็นเส้นฟิลาเมนต์ที่สามารถใช้งานได้จริง พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานวิจัย</p>
<p><strong>เฟสที่ 2 คือการขยายกำลังการผลิตและทดสอบตลาด</strong> จะมีการสร้าง supply chain ที่สมบูรณ์ โดยอาจมีบริษัทเอกชนเป็นผู้จัดหาเม็ดพลาสติกรีไซเคิล จากนั้นทีมวิจัยจะนำมาผสมสารเติมแต่งตามสูตรที่พัฒนาขึ้นแล้วส่งต่อให้บริษัท OEM ที่มีความชำนาญในการดึงเส้นพลาสติก สุดท้ายจึงนำมาบรรจุหีบห่อและทดสอบตลาด เฟสนี้คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 4-5 เดือน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่พร้อมส่งให้ลูกค้าทดลองใช้และรับข้อมูลหรือความคิดเห็นเพื่อนำมาปรับปรุง</p>
<p><strong>เฟสที่ 3 คือการส่งผลกลับสู่ชุมชนและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์</strong> เมื่อผลิตภัณฑ์ได้รับการตอบรับที่ดีในตลาด จะมีการพัฒนาโครงการลงสู่ชุมชนชาวประมงโดยตรง โดยถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการแปรรูปเบื้องต้นให้กับชุมชน เพื่อให้สามารถเพิ่มมูลค่าของอวนเก่าก่อนขาย</p>
<p><strong>ดร.ณัฐพล</strong> กล่าวว่านวัตกรรมชิ้นนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ไม่เพียงแต่ลดของเสียและมลพิษ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มในทุกขั้นตอนของวงจร</p>
<p>“งานนี้เป็นโอกาสที่จะสร้างผลกระทบได้จริง ไม่ใช่แค่ในห้องปฏิบัติการ แต่ออกไปถึงชุมชนและสิ่งแวดล้อม”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39984 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2193225_0_0.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>ดร.ณัฐพล </strong>หวังว่าผลิตภัณฑ์จะเป็นที่สนใจ มีลูกค้านำไปใช้งานจริง เกิดประโยชน์จริง และสร้างผลกระทบ  เชิงบวกกลับมาให้กับสิ่งแวดล้อมในที่สุด</p>
<p><em>“ในระยะเริ่มต้น เราวางแผนที่จะพัฒนาตลาดภายในประเทศก่อน เนื่องจากเป็นโอกาสที่สามารถต่อยอดได้ทันทีและช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมในไทย หากผลิตภัณฑ์มีศักยภาพและได้รับการยอมรับในตลาดภายในประเทศแล้ว ค่อยพิจารณาขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศต่อไป ซึ่งการส่งออกจำเป็นต้องมีการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์และเอกสารประกอบต่าง ๆ เพื่อยืนยันถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม”</em></p>
<p>นอกจากเส้นฟิลาเมนต์ ดร.ณัฐพล ยังมองถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากอวนรีไซเคิล <em><strong>“เมื่อเรามีวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีระบบ supply chain ที่ดี เราก็สามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้อีกมากมาย ไม่จำกัดอยู่แค่เส้นฟิลาเมนต์สำหรับการพิมพ์สามมิติเท่านั้น”</strong></em></p>
<p>ณ ตอนนี้ เส้นฟิลาเมนต์จากอวนผีกำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ตลาด แต่หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่พิมพ์จากเส้นฟิลาเมนต์นี้ใช้งานอยู่รอบตัวเรา และที่สำคัญที่สุด ทะเลไทยของเราจะสะอาดขึ้น ปราศจากอวนผีที่คร่าชีวิตสัตว์ทะเลและก่อไมโครพลาสติกเพิ่มเข้ามาในห่วงโซ่อาหารที่เราบริโภค</p>
<p><strong>สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีสามมิติ สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ ดร.ณัฐพล ไร่สงัด วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือผ่านทางศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (</strong><strong>PETROMAT</strong><strong>) </strong></p>
<p><strong>เว็บไซต์</strong><strong>: </strong><a href="http://www.petromat.org/" target="_blank" rel="noopener"><strong>http://www.petromat.org/</strong></a></p>
<p><strong>อีเมล </strong><a href="mailto:nuttapol.r@chula.ac.th%20และ"><strong>nuttapol.r@chula.ac.th </strong><strong>และ</strong></a> <a href="mailto:petromat@chula.ac.th"><strong>petromat@chula.ac.th</strong></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/chula-transform-ghost-nets-to-value-material/">จากอวนผีสู่วัสดุตั้งต้นการพิมพ์สามมิติ จุฬาฯ พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิล เปลี่ยนขยะทะเลเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิศวฯ จุฬาฯ เร่งเติมองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ รองรับการพัฒนา​ &#8216;SMR&#8217; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เร่งแผนพ​ลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยีใหม่ พร้อม​สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย  </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/nuclear-engineering-chulalongkorn-university/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2026 11:34:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[CU]]></category>
		<category><![CDATA[Nuclear]]></category>
		<category><![CDATA[Nuclear Engineering School]]></category>
		<category><![CDATA[PDP]]></category>
		<category><![CDATA[Power Development Plan]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Small Modular Reactor]]></category>
		<category><![CDATA[SMR]]></category>
		<category><![CDATA[คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[นิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานนิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ รัศมี]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์นเรศร์ จันทน์ขาว]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวิศวกรรมนิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[​โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39288</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งก้าวเข้าสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน &#8211; แสงอาทิตย์ ลม น้ำ เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ได้รับความสนใจและมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง และที่ขาดไม่ได้เมื่อเอ่ยถึงพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูงที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็คือ พลังงานนิวเคลียร์ ทุกวันนี้ เทรนด์ด้านพลังงานนิวเคลียร์ของโลกมุ่งไปที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ SMR (Small Modular Reactor) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม และมีความยืดหยุ่นในการติดตั้ง ปัจจุบันในโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแล้ว 2 แห่ง ในประเทศจีนและรัสเซีย แต่ในอีกราว 5 ปีข้างหน้าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ อาทิ จีน รัสเซีย แคนาดา อเมริกา สำหรับประเทศไทย ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ฉบับล่าสุดปี 2024 ก็ได้กล่าวถึงการพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กให้เป็นทางเลือกในอนาคต ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมและมีการเตรียมบุคลากร องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์มาตลอดหลายทศวรรษโดยภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเดียวในประเทศไทยที่มีการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ ครึ่งศตวรรษพลังงานนิวเคลียร์ของไทย พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย หากแต่เป็นเรื่องที่มีการเตรียมความพร้อมมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ รองศาสตราจารย์นเรศร์ จันทน์ขาว อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่าประเทศไทยเริ่มพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์มาตั้งแต่ปี 2509 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/nuclear-engineering-chulalongkorn-university/">วิศวฯ จุฬาฯ เร่งเติมองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ รองรับการพัฒนา​ &#8216;SMR&#8217; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เร่งแผนพ​ลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยีใหม่ พร้อม​สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งก้าวเข้าสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน &#8211; แสงอาทิตย์ ลม น้ำ เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ได้รับความสนใจและมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง และที่ขาดไม่ได้เมื่อเอ่ยถึงพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูงที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็คือ <strong>พลังงานนิวเคลียร์</strong></p>
<p><span id="more-39288"></span></p>
<p>ทุกวันนี้ เทรนด์ด้านพลังงานนิวเคลียร์ของโลกมุ่งไปที่ <strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ SMR (Small Modular Reactor)</strong> ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม และมีความยืดหยุ่นในการติดตั้ง ปัจจุบันในโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแล้ว 2 แห่ง ในประเทศจีนและรัสเซีย แต่ในอีกราว 5 ปีข้างหน้าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ อาทิ จีน รัสเซีย แคนาดา อเมริกา</p>
<p>สำหรับประเทศไทย ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ฉบับล่าสุดปี 2024 ก็ได้กล่าวถึงการพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กให้เป็นทางเลือกในอนาคต ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมและมีการเตรียมบุคลากร องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์มาตลอดหลายทศวรรษโดย<strong>ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเดียวในประเทศไทยที่มีการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39291 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/การเรียนการสอนโปรแกรมจำลองโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก-SMR.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>ครึ่งศตวรรษพลังงานนิวเคลียร์ของไทย</strong></p>
<p>พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย หากแต่เป็นเรื่องที่มีการเตรียมความพร้อมมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ<strong> รองศาสตราจารย์นเรศร์ จันทน์ขาว อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>เล่าว่าประเทศไทยเริ่มพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์มาตั้งแต่ปี 2509 และในปี 2510 ก็มีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการ 10 ท่านเพื่อศึกษาความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากร</p>
<p><em>“การเตรียมความพร้อมเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ยุคแรกเป็นไปอย่างจริงจัง มีการสำรวจพื้นที่หลายแห่ง จนได้ข้อสรุปให้ใช้พื้นที่อ่าวไผ่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของไทย โดยได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในขณะนั้น”</em></p>
<p>​โครงการดังกล่าวนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง <strong>ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>ด้วยเช่นกัน</p>
<p><em>“ในปี 2513 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดโรงเรียนวิศวกรรมนิวเคลียร์ (Nuclear Engineering School) โดยเริ่มจากการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นหลัก และต่อมาในปี 2514 ได้มีศาสตราจารย์จากสหรัฐอเมริกามาช่วยเขียนหลักสูตร จนในปี 2515 ได้เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง (Graduate Diploma) และวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิตสาขาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ซึ่งในช่วงแรกยังไม่มีภาควิชา ท่านคณบดีเอาไปฝากไว้กับภาควิชาวิศวกรรมสุขาภิบาล หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่าวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จนกระทั่งปี 2517 จึงได้จัดตั้งเป็นภาควิชานิวเคลียร์เทคโนโลยีโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ในประเทศไทย โดยต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวิศวกรรมนิวเคลียร์ เพื่อให้กลมกลืนกับภาควิชาอื่น ๆ ในคณะวิศวกรรมศาสตร์” </em> รศ.นเรศร์ กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39294 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Re-รศ.นเรศร์-จันทน์ขาว-อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์-คณะวิศวกรรมศาสตร์-จุฬาฯ.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ตลอดระยะเวลา 50 ปี ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มีบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากรและพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องหยุดชะงัก</p>
<p>“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการต้องชะลอตัวครั้งแรกคือการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยราวปี 2520 มีการคาดการณ์ว่าแหล่งก๊าซธรรมชาติที่พบ จะใช้ได้อย่างน้อย 40 ปี ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็เกือบ 50 ปีแล้วยังใช้แหล่งพลังงานนี้ได้อยู่ ดังนั้น รัฐบาลจึงตัดสินใจชะลอโครงการไฟฟ้านิวเคลียร์ไปก่อน การพูดถึงโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะกลับมาเป็นระยะ ๆ ในช่วงที่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน”</p>
<p><em><strong>นอกจากการมีแหล่งก๊าซธรรมชาติแล้ว อุปสรรคสำคัญอีกประการของโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือความเข้าใจและการยอมรับของประชาชน</strong></em> ยิ่งเมื่อมีข่าวอุบัติภัยที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเหตุเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ที่ยูเครน ระเบิดในปี 2529 และล่าสุดในปี 2554 เหตุการณ์ภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ อันเป็นผลมาจากเหตุการณ์คลื่นสึนามิ ผู้คนก็ยิ่งเกิดความหวาดกลัว ความไม่มั่นใจ จนนำไปสู่กระแสการต่อต้านและคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เพิ่มสูงขึ้น</p>
<p><em>“ทุกครั้งที่กำลังจะเริ่มโครงการ ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้นิวเคลียร์ดูแย่ ไม่ว่าจะเป็นเชอร์โนบิลหรือฟุกุชิมะ   ทำให้คนกลัวและโครงการต้องหยุดชะงัก”</em> <strong>รศ.นเรศร์</strong> กล่าวพร้อมยกตัวอย่างกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อุโมงค์ จุฬาฯ ที่ปัจจุบันใช้งานมากว่า 40 ปีแล้ว <em>“ในตอนที่สร้างอุโมงค์ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าอันตราย  น้ำจะท่วม ถนนจะยุบ คืออะไรก็ตามที่เป็นเรื่องใหม่ คนไม่คุ้น ไม่เข้าใจ ก็จะกลัวเป็นธรรมดา สิ่งที่เราต้องทำคือสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจเรื่องพลังงานนิวเคลียร์อย่างถูกต้องมากที่สุด”</em></p>
<p><strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก อนาคตความมั่นคงทางพลังงาน </strong></p>
<p>ความพยายามของหลายประเทศทั่วโลกในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ทำให้พลังงานนิวเคลียร์กลับมาได้รับความสนใจ แต่คราวนี้ไม่ใช่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ เช่นที่เคยเกิดภัยพิบัติและเป็นข่าว หากแต่ความหวังใหม่ของวงการพลังงานทั่วโลกอยู่ที่ <strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ </strong><strong>SMR </strong><strong>(</strong><strong>Small Modular Reactor</strong><strong>) </strong></p>
<p>“SMR คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบทันสมัยที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ ซึ่งเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 1,000 เมกะวัตต์” <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ รัศมี หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ </strong>อธิบาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-39293" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/รองศาสตราจารย์-ดร.สมบูรณ์-รัศมี-หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์-คณะวิศวกรรมศาสตร์-จุฬา.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า </strong><strong>SMR </strong><strong>ที่ใช้งานจริงแล้วเพียง </strong><strong>2</strong><strong> แห่งในโลก แห่งแรกคือที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งติดตั้งบนเรือ ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 2×35 เมกะวัตต์ เดินเครื่องใช้งานตั้งแต่ปี ค</strong><strong>.</strong><strong>ศ</strong><strong>.</strong><strong> 2020 และอีกแห่งหนึ่งคือที่ประเทศจีน ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 210  เมกะวัตต์ และจ่ายไฟให้กับประชาชนมาตั้งแต่ปี ค</strong><strong>.</strong><strong>ศ</strong><strong>.</strong><strong> 2021 </strong></p>
<p>“ตอนนี้ มีโครงการโรงไฟฟ้า SMR อีกหลายแห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อย่างที่จีนกำลังก่อสร้างอีก 1 ยูนิต คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปีหน้า ส่วนแคนาดากำลังเริ่มก่อสร้างแล้วจำนวน 4 ยูนิต และสหรัฐอเมริกากำลังเตรียมพื้นที่ก่อสร้างอีกหลายแห่ง” รศ.ดร.สมบูรณ์<em><strong> คาดว่าภายในปลายปี 2573 จะมี SMR เกิดขึ้นอีกหลายสิบแห่งทั่วโลก</strong></em></p>
<p>สำหรับประเทศไทย หลังจากที่ได้ลงนามในเอกสาร <strong>NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution)</strong> ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2608 โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็กลับเข้ามาอยู่ในวงสนทนาของแผนพัฒนาชาติอย่างมากอีกครั้ง</p>
<p>ในแผนแม่บทเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ &#8211; ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ฉบับล่าสุดปี 2024 โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้มีการกล่าวถึง<strong>การพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (</strong><strong>Small Modular Reactor &#8211; SMR)</strong> ให้เป็นทางเลือกในอนาคต โดยบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ SMR ไว้ 2 หน่วย แห่งละประมาณ 300 เมกะวัตต์ไฟฟ้า ที่ภาคอีสานและภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในปี 2580</p>
<p><strong>&#8220;ด้วยแรงกดดันของประชาคมโลกเรื่องคาร์บอน ทำให้ไทยมีทางเลือกไม่มาก ในอนาคตทุกคนจะถูกจับตามองว่าใช้ไฟจากแหล่งไหน ถ้ายังปล่อยคาร์บอนอยู่ ก็จะโดนคิดภาษีคาร์บอนเพิ่มเติม” </strong>รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าว</p>
<p><strong>“การใช้พลังงานทดแทนอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ และมีความเสี่ยงเรื่องความมั่นคงทางไฟฟ้าของประเทศ พลังงานจากลมหรือแสงแดดมีข้อจำกัดเรื่องความต่อเนื่อง การใช้แบตเตอรี่สำรอง  ก็จะเพิ่มต้นทุน แก๊สธรรมชาติหรือถ่านหินก็ยังปล่อยคาร์บอนในจำนวนมาก ทำให้วันนี้ไทยต้องหันมาใช้พลังงานทางเลือกอื่นที่คุมเรื่องความปลอดภัยได้และไม่ปล่อยคาร์บอน</strong><strong>” </strong></p>
<p><strong>SMR </strong><strong>ก้าวกระโดดเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อความปลอดภัยที่เหนือกว่า</strong></p>
<p><strong>รศ.ดร.สมบูรณ์</strong> กล่าวว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กมีข้อได้เปรียบหลายประการ ข้อแรกคือเรื่องความยืดหยุ่น (Flexibility)</p>
<p>“ถ้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ เราจะต้องมั่นใจว่าในพื้นที่นั้นมีการ<em>ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมากเพียงพอ แต่ SMR สามารถไปลงในชุมชนขนาดกลาง เกาะ หรือนิคมอุตสาหกรรมได้ ที่สำคัญ SMR ยังสามารถเพิ่มหน่วยการผลิตได้ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เริ่มต้นด้วย 100 เมกะวัตต์ในช่วง 5 ปีแรก พอมีความต้องการเพิ่มขึ้นก็สามารถเพิ่มอีก 200 เมกะวัตต์ได้ ซึ่งมีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องลงทุนครั้งเดียวจำนวนมาก”</em></p>
<p><em><strong>ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ SMR คือระบบความปลอดภัยที่พัฒนาขึ้นใหม่</strong></em> รศ.ดร.สมบูรณ์ อธิบายว่า SMR เกือบทุกแบบมีระบบความปลอดภัยที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟภายนอก แม้กระทั่งเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉินขึ้น โรงไฟฟ้าจะหยุดทำงาน ระบบความปลอดภัยของ SMR จะสามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง ทำให้เครื่องปฏิกรณ์ดับลงอย่างปลอดภัย  ซึ่งการระบายความร้อนระหว่างเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินของ SMR ก็ใช้หลักการที่ลดความซับซ้อนและพึ่งพาตนเองได้มากยิ่งขึ้น โดยอาศัยการระบายความร้อนแบบธรรมชาติ เช่น ระบบหมุนเวียนของของไหล หรือหลักการแรงโน้มถ่วง โดยไม่ต้องใช้สารหล่อเย็นหรือน้ำในปริมาณมากเหมือนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อทำให้โรงไฟฟ้าดับเครื่องโดยปลอดภัย ทำให้ลดความเสี่ยงที่จะทำให้แกนเครื่องปฎิกรณ์นิวเคลียร์หลอมเหลวและมีสารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อม เหมือนในกรณีเหตุการณ์อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิม่า ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ. 2011</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39295 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/2167133.jpg" alt="" width="1200" height="628" /></p>
<p><strong>3 </strong><strong>จุดเด่นของ </strong><strong>SMR </strong><strong>และประเด็นที่ต้องเตรียมการอย่างรอบคอบ  </strong></p>
<p>รศ.ดร.สมบูรณ์ สรุปจุดเด่นของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กไว้ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่</p>
<p><strong>1</strong><strong>. ความปลอดภัย (</strong><strong>Safety</strong><strong>) </strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดอุบัติเหตุทั้ง 3 ครั้งในโลก เป็นโรงที่สร้างตั้งแต่ยุค 70 ซึ่งผ่านไปแล้วกว่า 50 ปี เทคโนโลยีได้พัฒนาไปมาก SMR มีระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟ (Passive Safety System) ที่ทำงานโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอก แม้เกิดภัยพิบัติและระบบไฟฟ้าขัดข้อง เครื่องปฏิกรณ์ก็สามารถดับลงอย่างปลอดภัยด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ขนาดที่เล็กลงยังทำให้ควบคุมและจัดการได้ง่ายกว่า</p>
<p><strong>2</strong><strong>. ปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ (</strong><strong>Economics</strong><strong>) </strong>การลงทุนครั้งแรกของ SMR ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และมีความยืดหยุ่นสูง สามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล เกาะ หรือนิคมอุตสาหกรรมที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ไปไม่ถึง นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มหน่วยการผลิตได้ตามความต้องการ ไม่ต้องลงทุนครั้งเดียวจำนวนมหาศาล</p>
<p><strong>3</strong><strong>. สิ่งแวดล้อม (</strong><strong>Environment</strong><strong>) </strong>SMR ไม่ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่มีนัยสำคัญตลอดอายุการทำงานของโรงไฟฟ้า ช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถเชื่อถือได้มากกว่าพลังงานทดแทนอื่น ๆ</p>
<p>แม้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ SMR จะมีขนาดเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม แต่ก็ยังคงมีประเด็นด้านกากกัมมันตภาพรังสีเช่นเดียวกัน ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมแนวทางการจัดการกากกัมมันตภาพรังสีในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม เหมาะสมตามมาตรฐานสากล และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้ ว่าประเทศมีระบบการเก็บรักษาและกำจัดของเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้</p>
<p><strong>SMR </strong><strong>ต้นทุนและความคุ้มค่า</strong></p>
<p>หนึ่งในคำถามที่ประชาชนสนใจมากที่สุดคือ <strong><em>“ถ้ามี </em></strong><strong><em>SMR </em></strong><strong><em>แล้วค่าไฟจะถูกลงหรือไม่</em></strong><strong><em>?”  </em></strong>รศ.ดร.สมบูรณ์ ตอบประเด็นนี้ว่า SMR ก็เหมือนผลิตภัณฑ์ใหม่ เหมือนเวลาที่มีโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ ออกมา แน่นอนว่าราคาจะไม่ถูก แต่เมื่อมีคนใช้มากขึ้น ราคาก็ควรจะลดลงตามกลไกตลาด</p>
<p><strong>“</strong><strong>ปัจจุบัน ในโลกมี </strong><strong>SMR </strong><strong>ที่ใช้งานจริงเพียง </strong><strong>2</strong><strong> แห่ง และอีก </strong><strong>4</strong><strong>&#8211;</strong><strong>5</strong><strong> แห่ง กำลังเริ่มทำการก่อสร้าง ส่วนประเทศไทยคงไม่ได้จะใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ </strong><strong>SMR </strong><strong>ในปีนี้หรือปีหน้า ตามแผนคืออีกประมาณ </strong><strong>12</strong><strong> ปีข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงช่วงเวลานั้น คาดการณ์ว่าจะมีการใช้ </strong><strong>SMR </strong><strong>เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ราคาจะลดลงและมีความสมเหตุสมผล แข่งขันกับโรงไฟฟ้าประเภทอื่นได้มากขึ้น</strong><strong>” </strong></p>
<p>ที่สำคัญ รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าวว่าการประเมินความคุ้มค่าไม่ควรมองแค่ราคาเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงข้อได้เปรียบหลายประการ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; ความมั่นคงทางพลังงาน</strong> &#8211; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศเหมือนพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม</p>
<p><strong>&#8211; การไม่ปลดปล่อยคาร์บอน</strong> – ช่วยให้ประเทศไม่ต้องจ่ายภาษีคาร์บอนและรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการลงทุน</p>
<p><strong>&#8211; ความยืดหยุ่น</strong> &#8211; สามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลและเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามความต้องการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39292 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/โมเดลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก-SMR.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>อาเซียนตื่นตัวเดินหน้าพลังงานนิวเคลียร์  ไทยอยู่จุดไหน? </strong></p>
<p>สำหรับประเทศในอาเซียน​หลายประเทศกำลังเดินหน้าโครงการพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง  โดยเวียดนามมีก้าวหน้าของการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากกว่าประเทศไทย เพราะมีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างแข็งขัน และผู้นำประเทศก็ออกมาสนับสนุนโดยตรง อินโดนีเซียก็เดินหน้าอย่างจริงจังเช่นกัน โดยมีพื้นฐานด้านการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาหลายปี มีการพัฒนาเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ขึ้นเอง และวางแผนว่าปี ค.ศ. 2032 จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรก ส่วนฟิลิปปินส์ก็มีแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รวมถึง SMR ภายในปี ค.ศ.2033-34</p>
<p><em><strong>“เห็นได้ว่าหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคนี้มีความก้าวหน้าที่เร็วกว่าไทยประมาณ </strong><strong>5</strong><strong> ปี ดังนั้นหากไทยยังตัดสินใจในการเริ่มดำเนินโครงการช้ากว่า ก็จะเสียความสามารถในการแข่งขัน</strong> ซึ่งการแข่งขันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการดึงดูดการลงทุน ประเทศไหนที่ผลิตพลังงานสะอาดที่ไม่ปล่อยคาร์บอน ประเทศนั้นก็มีโอกาสที่จะเป็นที่สนใจของนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ AI และ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้ามหาศาลและต้องการพลังงานสะอาด”</em> รศ.ดร.สมบูรณ์ อธิบาย</p>
<p><strong>จุฬาฯ ศูนย์กลางความรู้และกำลังคน เตรียมพร้อมสู่ </strong><strong>SMR </strong></p>
<p>การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งมาตรฐานของทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า ประเทศที่ไม่เคยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 10-12 ปี ซึ่งกระบวนการเตรียมความพร้อมนั้นจำเป็นต้องครอบคลุม 19 ด้าน เช่น</p>
<p><strong>1)</strong><strong> บุคลากร</strong> &#8211; ต้องมีวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ <strong>2)</strong><strong> กฎหมายและข้อกำหนด</strong> &#8211; ต้องมีกฎหมายที่เหมาะสมในการควบคุมและกำกับดูแล <strong>3)</strong><strong> แผนจัดการ</strong> &#8211; ต้องมีแผนรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและแผนจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้ว <strong>4)</strong><strong> การเงิน</strong> &#8211; ต้องมีการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐอย่างชัดเจน</p>
<p><em>“การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่อยากได้แล้วพรุ่งนี้จะซื้อได้เลย แต่จะต้องโชว์ศักยภาพและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ บริษัทผลิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และ หน่วยงานระหว่างประเทศ IAEA ว่าประเทศมีความพร้อมในการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ซึ่งภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มีบทบาทในการเตรียมความพร้อมด้านนิวเคลียร์ด้านการพัฒนากำลังคนให้ประเทศมาโดยตลอด”</em></p>
<p>“ไม่ว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ ภาควิชาก็ยังเปิดสอนและทำวิจัยต่อเนื่อง เพราะถ้าเราปิดภาควิชาหรือหยุดสอนและทำวิจัย ความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ก็จะขาดตอนไป การเริ่มใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย จุฬาฯ เป็นแหล่งผลิต วิศวกร นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์โดยเฉพาะ และขณะนี้หลาย ๆ มหาวิทยาลัยเริ่มสนใจจะจัดตั้งหลักสูตรทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ ซึ่งจุฬาฯ ​พร้อมที่จะให้คำแนะนำและพัฒนาในการจัดทำหลักสูตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศด้านการพัฒนาบุคลากรด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39296 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/โมเดลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก-SMR-1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>โดยปัจจุบัน ภาควิชาฯ ได้มีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมของประเทศทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ผ่านหลายช่องทาง</p>
<ul>
<li><strong>หลักสูตรฝึกอบรม</strong> &#8211; จัดคอร์สอบรมระยะสั้น 18 ชั่วโมง ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทเอกชนด้านพลังงานหลายแห่ง ปีนี้จัดไปแล้วประมาณ 3-4 คอร์ส รุ่นละ 50 คน</li>
<li><strong>การผลิตบัณฑิต</strong> &#8211; เปิดหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์และรังสี ตั้งแต่ปี 2515 จนถึงปัจจุบัน มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกหลายร้อยคน</li>
<li><strong>บริการด้านวิชาการ</strong> &#8211; ให้คำปรึกษาแก่บริษัทเอกชนและหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับการเลือกพื้นที่ การประเมินความเหมาะสม และการวางแผนโครงการ การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม</li>
</ul>
<p><strong>นิวเคลียร์ในชีวิตประจำวัน</strong></p>
<p>ไม่ว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมาตั้งนานแล้ว อาทิ</p>
<p><strong>ทางการแพทย์</strong> โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีเครื่องโปรตอนซึ่งใช้รังสีในการรักษามะเร็ง โดยสามารถยิงรังสีได้แม่นยำเฉพาะจุด ไม่กระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ เหมือนการฉายแสงแบบเก่า</p>
<p><strong>อุตสาหกรรมอาหารและยา </strong>มีการฉายรังสีแกมมาใช้ฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ยาดมสมุนไพรที่กำลังได้รับความสนใจ ไปจนถึงแหนม ผลไม้ อาหารสัตว์ที่ส่งออก กระบอกฉีดยา หลอดน้ำเกลือที่ใช้ในโรงพยาบาล ล้วนต้องผ่านการฉายรังสีเพื่อฆ่าเชื้อทั้งสิ้น</p>
<p><strong>การควบคุมคุณภาพ</strong> ในโรงงานผลิตเครื่องดื่ม ใช้รังสีวัดระดับของเหลวในขวดเพื่อให้ได้ปริมาณที่เท่ากัน ในโรงงานผลิตอาวุธของทหาร ใช้เอ็กซ์เรย์ตรวจสอบคุณภาพ แม้แต่ไม้จิ้มฟันบางยี่ห้อก็ผ่านการฉายรังสีเพื่อป้องกันการติดเชื้อ</p>
<p>“วิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาฯ ได้ผลิตบุคลากรเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จำนวนมาก ดังนั้น แม้   ไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ความรู้ทางนิวเคลียร์ก็มีประโยชน์อย่างมากต่อสังคม” รศ.นเรศร์ กล่าว</p>
<p><strong>ธาตุหายากกับเทคโนโลยีทางนิวเคลียร์ (Rare Earth) </strong></p>
<p>อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือ ความเกี่ยวข้องระหว่างเทคโนโลยีนิวเคลียร์กับ <strong>ธาตุหายาก (</strong><strong>Rare Earth</strong><strong>)</strong> ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับเทคโนโลยีทันสมัย เช่น สมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดรน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ</p>
<p>“ธาตุหายากมักธาตุกัมมันตรังสีเจือปนอยู่ การสำรวจและวิเคราะห์จึงสามารถใช้เทคนิคทางนิวเคลียร์ นอกจากนี้ยังมีเทคนิคทางนิวเคลียร์หลายอย่างที่สามารถใช้ในการสำรวจ บ่งบอกชนิด และวิเคราะห์ปริมาณธาตุหายากได้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเคยมีโครงการแร่หายาก มีโรงงานที่ออกแบบแล้ว แต่ต้องหยุดไปก่อน ขณะนี้จึงยังไม่สายที่จะพัฒนาต่อ เพราะแร่ธาตุหายากมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมไฮเทคเป็นอย่างมาก”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39290 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Re-RareEarth2.jpg" alt="" width="1200" height="704" /></p>
<p><strong>การยอมรับของประชาชนเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ</strong></p>
<p>แม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR จะมีข้อดีหลายประการและตอบโจทย์ความมั่นคงด้านพลังงานและเป้าหมาย Net Zero แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องรับมือ อาทิ ความชัดเจนของประเทศในการดำเนินโครงการ การพัฒนามีองค์กรที่กำกับดูแล กฎหมาย การพัฒนาด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ที่ปัจจุบันยังมีนิสิตเข้าเรียนในภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ไม่มากพอ และที่สำคัญคือการยอมรับของภาคประชาชน</p>
<p>เหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะในปี 2554 อาจทำให้การยอมรับพลังงานนิวเคลียร์ของประชาชนลดลง แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีการให้ข้อมูลเรื่อง SMR ประชาชนตามสังคมออนไลน์เริ่มมองว่านี่คือเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยกว่า ปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มยอมรับเทคโนโลยีนี้มากขึ้น</p>
<p><em>&#8220;หน้าที่ของสถาบันการศึกษาคือการให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมากับประชาชนว่าเทคโนโลยีนี้คืออะไร มีการพัฒนาปรับปรุงมาอย่างไร โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีมากน้อยเท่าใด เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอดีต โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีเท่าใด พร้อมทั้งชี้ให้เห็นข้อดีและข้อด้อยอย่างครบถ้วน เมื่อให้ข้อมูลครบแล้ว การตัดสินใจก็เป็นของประชาชน ซึ่งทุกคนเราก็ต้องยอมรับผลตรงนั้น” </em></p>
<p>รศ.นเรศร์ กล่าวทิ้งท้ายเพิ่มเติมว่า​ “อยากวิงวอนผู้บริหารประเทศให้โอกาสผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ได้เข้ามาบริหารหน่วยงานหลักทางด้านนิวเคลียร์ของประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)  และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เพื่อประเทศของเราจะได้ก้าวไปสู่ยุคที่เทคโนโลยีนิวเคลียร์สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศทางด้านต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม  สิ่งแวดล้อม  วัสดุ และอื่น ๆ”</p>
<p><strong>เห็นได้ว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก </strong><strong>SMR </strong><strong>คือโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยควรเตรียมตัวไว้ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาอย่างมาก ระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่า ความยืดหยุ่นในการติดตั้ง และที่สำคัญคือการไม่ปลดปล่อยคาร์บอน</strong> และด้วยความมุ่งมั่นที่สั่งสมมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ความรู้และประสบการณ์ ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมเป็นส่วนร่วมในการพัฒนาโอกาสของประเทศในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>โดยเฉพาะในอีกประมาณ </strong><strong>12</strong><strong> ปีข้างหน้า ประเทศไทยมีแผนที่จะเริ่มใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแห่งแรกที่จะเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้จริง ทำให้พลังงานสะอาดยุคใหม่อยู่แค่เอื้อมและประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมที่จะก้าวไปสู่อนาคตนั้น</strong></p>
<p><strong>ติดตามข่าวสารและข้อมูลของ</strong><strong>ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong><strong>ได้ทาง </strong><strong>Facebook: Nuclear Engineering, Chulalongkorn University</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/nuclear-engineering-chulalongkorn-university/">วิศวฯ จุฬาฯ เร่งเติมองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ รองรับการพัฒนา​ &#8216;SMR&#8217; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เร่งแผนพ​ลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยีใหม่ พร้อม​สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Dec 2025 12:31:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Agri Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Bio Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[circular]]></category>
		<category><![CDATA[Durian Peel]]></category>
		<category><![CDATA[From Waste to Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[MUW.OFFICIAL]]></category>
		<category><![CDATA[Soft Power]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Textile]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุษา ประชากุล]]></category>
		<category><![CDATA[ทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งทอหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลือกทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยจากพืชเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยเปลือกทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นและสิ่งทอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38573</guid>

					<description><![CDATA[<p>MUW.OFFICIAL โดยดุษฎีบัณฑิตจุฬาฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง คุณสมบัติระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหมล้วน และต้านเชื้อแบคทีเรียได้เกือบ 100 % หวังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุน Soft Power ไทยสู่เวทีโลกด้วยแบรนด์ MUW เสื้อผ้าแฟชั่นที่ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อสายมูอย่างลงตัว นวัตกรรมคว้ารางวัลดีเด่นจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567 ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต &#8216;ทุเรียน&#8217; อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488% ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง? ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ) หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ &#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221; (Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/">&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>MUW.OFFICIAL โดยดุษฎีบัณฑิตจุฬาฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง คุณสมบัติระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหมล้วน และต้านเชื้อแบคทีเรียได้เกือบ </em></strong><strong><em>100 </em></strong><strong><em>% หวังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุน </em></strong><strong><em>Soft Power </em></strong><strong><em>ไทยสู่เวทีโลกด้วยแบรนด์ </em></strong><strong>MUW </strong><strong><em>เสื้อผ้าแฟชั่นที่ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อสายมูอย่างลงตัว นวัตกรรมคว้ารางวัลดีเด่นจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567</em></strong></p>
<p><span id="more-38573"></span></p>
<p>ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต <strong>&#8216;ทุเรียน&#8217; </strong>อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488% ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย</p>
<p><strong>ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง</strong><strong>?</strong></p>
<p>ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม <strong>ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ)</strong> หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ <strong>&#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221; (</strong><strong>Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to Anti-bacterial Clothing)</strong> นับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการนำเปลือกทุเรียนมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสิ่งทอด้านเครื่องแต่งกาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38575 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ดร.อุษา-ประชากุล-ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์-จุฬาฯ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การวิจัยครั้งนี้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามและศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งตั้งแต่ช่วง ปีที่ 1 เทอม 2 ของการศึกษาระดับปริญญาเอก ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาและทดลองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ปี จนสำเร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นงานและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ภายใต้<strong>แบรนด์ </strong><strong>MUW.OFFICIAL</strong> ในปีสุดท้ายของหลักสูตร</p>
<p>นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจชุมชนและส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของไทยไปสู่เวทีโลกด้วย จนได้รับ<strong>รางวัลดีเด่นการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี </strong><strong>2567 </strong><strong>ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ </strong><strong>BCG Economy Model </strong><strong>ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ </strong><strong>2567  </strong><strong>และได้รับรางวัล </strong><strong>Excellence Award </strong><strong>ในงาน </strong><strong>The 24th International FABI Fashion Exhibition 2024</strong><strong> จาก </strong><strong>Korean Society of Fashion Business </strong><strong>ประเทศเกาหลีใต้ </strong>รวมถึงยังได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในการขยายฐานการผลิตเส้นใยและผืนผ้าทอฯ ในทุน Innovation to Business จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)</p>
<p><strong>การเดินทางของเส้นใย แรงบันดาลใจจากสับปะรดสู่เปลือกทุเรียน</strong></p>
<p>ก่อนจะมาถึงนวัตกรรม &#8216;<em><strong>สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน</strong></em>&#8216; ดร.อุษา มีประสบการณ์และความคุ้นเคยในการพัฒนาเส้นใยจากพืชเศรษฐกิจมาก่อน ในการศึกษาระดับปริญญาโท ดร.อุษา พัฒนาเส้นใยจากเปลือกสับปะรดที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตร แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นคอลเลกชันกระเป๋า</p>
<p>ต่อมา เมื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก ดร.อุษา จึงต่อยอดความสนใจของตัวเอง โดยสำรวจพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการนำมาทำเส้นใย แล้วก็ได้ข้อสรุปที่ &#8216;<strong>ทุเรียน&#8217; &#8211; พืชเศรษฐกิจที่มีเปลือกเหลือทิ้งเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำมาทำเป็นเส้นใยอีกด้วย</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38576 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Durain1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เปลือกทุเรียนมีเซลลูโลสธรรมชาติสูงถึง 30 % มีคุณสมบัติเชิงกลคล้ายคลึงกับเส้นใยฝ้ายและป่าน จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้&#8221;</em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การสกัดเปลือกทุเรียนให้เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากและท้าทาย ดร.อุษา เล่าว่า ช่วงแรกต้องนำ​เปลือกทุเรียนมาตากแห้ง แล้วนำมาต้มและอบจนได้เส้นใย แต่เส้นใยที่ได้กรอบและแข็งกระด้าง ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้​</p>
<p><strong>ความล้มเหลวคือจุดเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม</strong> พื้นที่วิจัยในจังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญและมีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนจำนวนมาก ที่นั่น ดร.อุษา ได้พบและได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์ในการสกัดเส้นใยจากเปลือกทุเรียนเพื่อทำกระดาษบรรจุภัณฑ์</p>
<p><em>&#8220;วิธีการที่ได้เรียนรู้และนำมาทดลองก็คือการแช่ดองเปลือกทุเรียนในน้ำเปล่า วิธีนี้จะไม่ทำให้เส้นใยทุเรียนเสียสภาพ จากนั้นก็นำมาแยกเส้นใยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38577 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/2147237.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>สิ่งทอหมุนเวียน คุณภาพเหนือชั้น ระบายอากาศดี ต้านแบคทีเรียได้</strong></p>
<p>เมื่อได้แนวทางสกัดเปลือกทุเรียนเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการทดลองทอเส้นใยเป็นผืนผ้า ซึ่งในขั้นตอนนี้ ดร.อุษาได้ทำงานร่วมกับชุมชนโดยเน้นใช้ทักษะองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาในการปั่นเส้นด้ายด้วยมือ (หรือการเข็นเส้นด้าย) แบบชุมชน</p>
<p>&#8220;การทดลองทอผืนผ้าเริ่มจากต้นแบบเส้นด้ายเบอร์ NE12 ในอัตราส่วนไหม 80% ผสมใยทุเรียน 20% จากนั้นทดลองทอผืนผ้าในอัตราส่วนต่างๆ ตั้งแต่ 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 ของเส้นไหม ต่อเส้นไหมผสมใยทุเรียน โดยกำหนดให้เส้นด้ายไหมเป็นเส้นยืนและเส้นด้ายไหมผสมใยทุเรียนเป็นเส้นพุ่ง&#8221; ดร.อุษา อธิบายแนวทางการทดลอง</p>
<p>ผืนผ้าทุกอัตราส่วนจะได้รับการทดสอบประสิทธิภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอประเทศไทย ครอบคลุมทั้งด้านเคมีและกายภาพ รวมถึงการทดสอบกรด-เบส การซัก/ปั่น การส่องกล้องจุลทรรศน์ทั้งก่อนและหลังซัก การทดสอบความแข็งแรง (Tensile Strength) การระบายอากาศ (Air Permeability) และการต้านเชื้อแบคทีเรีย</p>
<p><em>&#8220;จากการทดสอบประสิทธิภาพทั้งทางด้านเคมีและทางกายภาพ พบว่าผ้าไหมผสมใยทุเรียนในอัตราส่วน 50:50 สามารถระบายอากาศได้ดีกว่าผืนผ้าไหม 100 % เกือบเท่าตัว เพราะผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนมีค่าการระบายอากาศสูงถึง 59.46 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที ในขณะที่ผ้าไหม 100 % มีค่าการระบายอากาศเพียง 39.68 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ผืนผ้าที่พัฒนาขึ้นนั้นยังมีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้สูงถึง 99.92% &#8220;</em></p>
<p>ด้วยคุณสมบัติการระบายอากาศและการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม ดร.อุษาเชื่อมั่นว่าผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนจะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยและความรู้สึกสบายในการสวมใส่เสื้อผ้า</p>
<p><strong>ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปขยายผลในเชิงพาณิชย์ต่อไป</strong></p>
<p><em><strong>&#8220;นวัตกรรมนี้สามารถพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้&#8221;</strong> </em>ดร.อุษา กล่าวและเสนอแนวทางการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ไว้ 2 แบบด้วยกัน โดยแนวทางแรกเป็นการร่วมมือกับชุมชน อาศัยองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือของคนชุมชนในการทอผืนผ้า (ปั่นด้ายด้วยมือหรือการเข็นเส้นด้าย) ส่วนอีกแนวทางเป็นการทำงานกับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งใช้วิธีการปั่นด้ายแบบวงแหวน (Ring Spinning) เพื่อผลิตเส้นด้ายในเชิงพาณิชย์</p>
<p>ซึ่งในช่วงเริ่มต้น กระบวนการผลิตผ้าจากเส้นใยทุเรียนจะใช้วิธีการแบบชุมชนทั้งหมด 100% ตั้งแต่การเข็นเส้นใย การย้อมสีเส้นใย ไปจนถึงการทอผืนผ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความต้องการของตลาดและระยะเวลาในการผลิต ดร.อุษาจึงได้ปรับกระบวนการโดยนำเส้นใยทุเรียนผสมกับไหมไปผลิตผ่านเครื่องจักรในโรงงาน ซึ่งช่วยให้กระบวนการเข็นเส้นใยเร็วขึ้นและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น ขณะที่กระบวนการย้อมสีเส้นใยและการทอผืนผ้ายังคงใช้ภูมิปัญญาของชุมชน 100% เหมือนเดิม เพื่อรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของงานฝีมือดั้งเดิมเอาไว้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38578 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/2147205.jpg" alt="" width="1200" height="913" /></p>
<p><strong>MUW </strong><strong>แบรนด์สิ่งทอเปลือกทุเรียน โดนใจ </strong><strong>Gen Y </strong><strong>สายมู</strong></p>
<p>งานวิจัยนวัตกรรม <strong>&#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221;</strong> ไม่ได้จบลงที่เส้นด้าย ด้วยคุณสมบัติเหนือชั้นของผืนผ้า ดร.อุษา ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ <strong>MUW.OFFICIAL</strong> (มูวว์ ออฟฟิเชียล) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจากงานวิจัยชุดนี้ ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย</p>
<p><strong>ดร.อุษา</strong> กล่าวว่าแบรนด์ดังกล่าวใช้แนวคิดสิ่งทอเคลื่อนไหว (Kinetic Textiles) และโครงสร้างเคลื่อนไหว (Kinetic Structures) ในลักษณะการเคลื่อนไหวของลายเส้นผ่านทัศนธาตุ สร้างให้เกิดมิติความลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงที่สอดรับกับสรีระของผู้หญิง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีของผู้ที่สวมใส่ โดยจุดเด่นที่โดดเด่นของแบรนด์คือการนำภูมิปัญญาการทอมือของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสร้างสรรค์ลวดลายสัตว์มงคล 9 ลวดลาย ได้แก่ <strong>กวาง (มั่งมีศรีสุข) เสือ (ผู้นำ) สิงโต (อำนาจ) มังกร (โชคลาภ) นกยูง (มงคล) หงส์ (เจริญรุ่งเรือง) กบสามขา (เพิ่มพูนเงินทอง) ม้า (พลังความสำเร็จ) และปลา (มั่งคั่งร่ำรวย)</strong></p>
<p>&#8220;ใยทุเรียนยังถือเป็นเส้นใยจากไม้มงคลประเภทหนึ่ง เมื่อนำมาทอผ่านลวดลายสัตว์มงคล ซึ่งเป็นการถอดสัญลักษณ์ตามทฤษฎีสัญวิทยา นี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้งาน แต่ยังเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจและส่งเสริมความเชื่อเรื่องสิริมงคล&#8221; ดร.อุษา กล่าวถึงจุดเด่นของแบรนด์</p>
<p><strong>MUW.OFFICIAL</strong> มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทและรูปแบบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน ทั้งหมดผลิตผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติและภูมิปัญญาการทอมือ</p>
<p>แบรนด์<strong> MUW.OFFICIAL</strong> เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว (2567) โดยใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารการตลาดและขายผลิตภัณฑ์ ดร.อุษา กล่าวว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์คือ Generation Y อายุ 27-42 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทั้งคนที่ทำงานประจำและต้องการประสบความสำเร็จ กับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่อยากจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจ</p>
<p>จากการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะพบว่า ทั้งสองกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตั้งแต่อายุยังน้อย และในขณะเดียวกัน ก็ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สนใจผลิตภัณฑ์ที่มาจากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน และที่ขาดไม่ได้คือคนกลุ่มนี้สนใจผลิตภัณฑ์เสริมสิริมงคล ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ หนุนนำไปสู่ความสำเร็จ&#8221; ดร.อุษา กล่าว</p>
<p>การผสานระหว่างความเชื่อเรื่องมงคลกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยทุเรียนตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Gen Y ได้อย่างลงตัว ซึ่งเมื่อนำผลิตภัณฑ์ลงสู่ตลาดจริงผ่านการทดสอบออกบูธ    ก็ได้ผลตอบรับที่เกินความคาดหมาย ผู้บริโภคให้ความสนใจและกระแสตอบรับเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มตลาดเป้าหมายที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นนั้นถูกต้องและตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38579 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Re1.jpg" alt="" width="400" height="600" /></p>
<p><strong>เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน</strong></p>
<p>ดร.อุษา กล่าวว่าการมีทางเลือกใหม่ในการจัดการเศษเหลือทิ้งไม่เพียงแต่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ</p>
<p>ชุมชนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่อื่น ๆ ที่มีเศษเหลือทิ้งจากทุเรียนสามารถสร้างรายได้เสริม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับทักษะของช่างทอผ้าในชุมชน สำหรับภาครัฐก็ได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ และภาคเอกชนได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติ นำไปสู่การปรับตัวลดต้นทุนการผลิตในอนาคต โดยเฉพาะการลดการนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศ</p>
<p>&#8220;การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของไทยเพราะเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปต่อการยอดพัฒนา โดยสามารถปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยที่มีเหลือทิ้งจากพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาปรับใช้กับวัสดุอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศษเหลือทิ้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้บริโภค&#8221; ดร.อุษา กล่าวปิดท้าย</p>
<p>นวัตกรรมเส้นใยจากเปลือกทุเรียนนับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากเศษเหลือทิ้งในภาคการเกษตร และยังเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเสริมสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy Model) อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเป็นเส้นทางสู่การสร้างมูลค่าจากสิ่งที่เคยถือว่าไร้ค่า จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า ด้วยความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่น สิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหาก็สามารถกลายเป็นโอกาสทองที่นำพาสังคมไปสู่อนาคตที่สดใสและยั่งยืนได้</p>
<p><strong>สำหรับผู้ที่สนใจแบรนด์ </strong><strong>MUW.OFFICIAL </strong><strong>สามารถติดต่อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ได้แก่ </strong><strong>Facebook, LINE OA, TikTok : muw.official </strong><strong>และ </strong><strong>Instagram : muw official_</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/">&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน QS World University Rankings: Sustainability 2026</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/chula-top3-qs-world-university-rankings/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Nov 2025 06:10:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[QS World University Rankings]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Development]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38089</guid>

					<description><![CDATA[<p>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับจาก QS World University Rankings : Sustainability 2026 ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านความยั่งยืน ให้อยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน อันดับ 1 ของประเทศไทยเช่นเดียวกับปีที่แล้ว อันดับ 15 ของเอเชีย และอันดับ 165 ของโลก จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกกว่า 2,000 แห่ง ซึ่งประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 QS World University Rankings : Sustainability 2026 พิจารณาจากความพยายามในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยประเมินมหาวิทยาลัยจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) ผลกระทบด้านสังคม (Social Impact) และการบริหารจัดการ (Governance) ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2026 ดีขึ้นจากปี 2025 โดยผลคะแนนรวมของจุฬาฯ สูงถึง 85.5 สะท้อนถึงความเป็นเลิศในหลายมิติ แสดงถึงความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนและความเสมอภาคที่ดียิ่งขึ้น โดยผลงานที่โดดเด่นของ   [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/chula-top3-qs-world-university-rankings/">จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน QS World University Rankings: Sustainability 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับจาก </strong><strong>QS World University Rankings : Sustainability 2026</strong><strong> ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านความยั่งยืน ให้อยู่ในอันดับ </strong><strong>3 </strong><strong>ของอาเซียน อันดับ </strong><strong>1</strong><strong> ของประเทศไทยเช่นเดียวกับปีที่แล้ว อันดับ </strong><strong>15</strong><strong> ของเอเชีย และอันดับ </strong><strong>165</strong><strong> ของโลก</strong> จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกกว่า 2,000 แห่ง ซึ่งประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568</p>
<p><span id="more-38089"></span></p>
<p><strong>QS World University Rankings : Sustainability 2026</strong> พิจารณาจากความพยายามในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยประเมินมหาวิทยาลัยจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) ผลกระทบด้านสังคม (Social Impact) และการบริหารจัดการ (Governance)</p>
<p>ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2026 ดีขึ้นจากปี 2025 โดยผลคะแนนรวมของจุฬาฯ สูงถึง 85.5 สะท้อนถึงความเป็นเลิศในหลายมิติ แสดงถึงความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนและความเสมอภาคที่ดียิ่งขึ้น โดยผลงานที่โดดเด่นของ   จุฬาฯ เช่น</p>
<p>&#8211; ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม: อันดับ 81 ของโลก</p>
<p>&#8211; การแลกเปลี่ยนความรู้: อันดับ 138 ของโลก</p>
<p>&#8211; ความเท่าเทียม: อันดับ 175 ของโลก</p>
<p>&#8211; ความสามารถในการจ้างงานและโอกาส: อันดับ 179 ของโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38091 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Chula-QS-Ranking.jpg" alt="" width="1000" height="699" /></p>
<p><strong>ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านความยั่งยืนเพิ่มเติมได้ที่  </strong><a href="https://www.topuniversities.com/sustainability-rankings" target="_blank" rel="noopener"><strong>https://www.topuniversities.com/sustainability-rankings</strong></a></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/chula-top3-qs-world-university-rankings/">จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน QS World University Rankings: Sustainability 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คว้าแชมป์ Green Mission by Chula x GULF ปี 2 ด้วยนวัตกรรมแผนที่พยากรณ์โรคระบาด รับมือโลกร้อน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/green-mission-chula-gulf-ep2-annouced-winner/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Nov 2025 11:29:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change Adaptation: โลกเปลี่ยน เราปรับ]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Health Adaptation & Monitoring Platform]]></category>
		<category><![CDATA[Data]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission by Chula x GULF]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission by Chula x GULF EP.2]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[แผนที่แสดงข้อมูลและพยากรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37796</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปิดฉากอย่างสวยงามสำหรับการแข่งขัน “Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2” ภายใต้โจทย์ท้าทาย &#8220;Climate Change Adaptation โลกเปลี่ยน เราปรับ&#8221; ที่จัดโดย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยปีนี้ ทีมที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง คือทีมจาก โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จากแนวคิดนวัตกรรม “Climate, Health Adaptation &#38; Monitoring Platform” (CHAMP) หรือ แผนที่แสดงข้อมูลและพยากรณ์การระบาดโรค ที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย สภาพอากาศ และภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคอย่างไข้เลือดออกได้อย่างทันท่วงที คว้าโล่พร้อมทุนการศึกษา 40,000 บาท ไปครอง จากผู้สมัครกว่า 798 ทีมทั่วประเทศ คัดเลือกเหลือ 20 ทีมที่ได้รับโอกาสพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ผ่านกิจกรรมอันหลากหลาย เริ่มจากการทัศนศึกษา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/green-mission-chula-gulf-ep2-annouced-winner/">โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คว้าแชมป์ Green Mission by Chula x GULF ปี 2 ด้วยนวัตกรรมแผนที่พยากรณ์โรคระบาด รับมือโลกร้อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปิดฉากอย่างสวยงามสำหรับการแข่งขัน<strong> “</strong><strong>Green Mission by Chula x GULF </strong><strong>ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ </strong><strong>2</strong><strong>”</strong> ภายใต้โจทย์ท้าทาย &#8220;<strong>Climate Change Adaptation โลกเปลี่ยน เราปรับ</strong>&#8221; ที่จัดโดย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>
<p><span id="more-37796"></span></p>
<p>โดยปีนี้ ทีมที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง คือทีมจาก <strong>โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์</strong> จากแนวคิดนวัตกรรม “Climate, Health Adaptation &amp; Monitoring Platform” (CHAMP) หรือ แผนที่แสดงข้อมูลและพยากรณ์การระบาดโรค ที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย สภาพอากาศ และภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคอย่างไข้เลือดออกได้อย่างทันท่วงที คว้าโล่พร้อมทุนการศึกษา 40,000 บาท ไปครอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37802 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/S__229228656.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>จากผู้สมัครกว่า 798 ทีมทั่วประเทศ คัดเลือกเหลือ 20 ทีมที่ได้รับโอกาสพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ผ่านกิจกรรมอันหลากหลาย เริ่มจากการทัศนศึกษา ณ โรงไฟฟ้าอุทัยของ GULF และสถานีบริการภาคพื้นดินไทยคม จ.ปทุมธานี เพื่อเสริมสร้างความรู้เชิงลึกด้านพลังงานและดาวเทียม ไฮไลท์สำคัญคือการเข้าร่วมค่าย Bootcamp 3 วัน 2 คืน ณ ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ จ.สระบุรี ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบ Carbon Neutral Event เพื่อเป็นแบบอย่างด้านการลดคาร์บอนฟุตปรินท์ ภายในค่ายอัดแน่นด้วยองค์ความรู้และคำแนะนำที่เข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ, สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) พี่ๆ นิสิตจากชมรม Club Below 1.5°C ภายใต้คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และทีมพนักงานกัลฟ์อาสา น้อง ๆ ได้พัฒนาทักษะสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านเวิร์คช็อปที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การวิเคราะห์ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ, การออกแบบเมืองที่ยืดหยุ่น (Climate-resilient), การทำความเข้าใจกรอบนโยบาย NAPs (National Adaptation Plans), การฝึกคิดเชิงกลยุทธ์, ทักษะ Project Management และเทคนิควิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) และ Growth Mindset เพื่อให้น้อง ๆ ก้าวสู่การเป็นผู้นำที่พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับโลกได้อย่างก้าวกระโดด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37801 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/S__229228655.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในส่วนของ 6 ฐานกิจกรรม เน้นเปลี่ยนทฤษฎีสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและกระตุ้นความคิด เช่น ฐาน Climate Tech จากพี่ ๆ GULF ให้ความรู้เชิงลึกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ตั้งแต่สาเหตุ ผลกระทบ ไปจนถึงการรับมือกับความเสี่ยง (Physical Climate Risks) และแนวทางลดก๊าซเรือนกระจก (GHGs) และการปรับตัว (Climate Adaptation) พร้อมด้วยเกมลับสมองที่ช่วยให้น้องๆ ได้ผ่อนคลายในช่วงพักเบรก แต่ในขณะเดียวกันก็สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ น้อง ๆ ยังได้เรียนรู้ผ่านการเล่น บอร์ดเกม Forsaken Whale, วิเคราะห์ปัญหาการแก้ไขที่ไม่ตรงจุด (Maladaptation), และฝึกเชื่อมโยงประเด็นสิ่งแวดล้อม ในฐาน Connecting the Dot เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37803 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/S__229228651.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ปิดที่การแข่งขัน Hackathon คิดนวัตกรรมเร่งด่วนสุดเข้มข้น ก่อนคณะกรรมการจะคัดเลือก 8 ทีมสุดท้าย เพื่อนำเสนอผลงานรอบชิงชนะเลิศ (Final Pitching) โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนคือความถูกต้องทางวิชาการ ความเป็นไปได้ต่อการประยุกต์ใช้ ความโดดเด่นของแนวทางการพัฒนา และความน่าสนใจของการนำเสนอ สำหรับรางวัลชนะเลิศ คือ<strong>โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์</strong> กับแนวคิดนวัตกรรม “Climate, Health Adaptation &amp; Monitoring Platform”  แผนที่แสดงข้อมูลและพยากรณ์การระบาดโรค โดยใช้ข้อมูลผู้ป่วย สภาพอากาศ และภาพถ่ายดาวเทียม โดยหยุดการแพร่ระบาดโรคไข้เลือดออก โดยใช้ฐานข้อมูลด้านสภาพอากาศ เพื่อพยากรณ์พื้นที่ที่จะเกิดการระบาดและสามารถเตรียมการรับมือได้อย่างทันท่วงที ส่วนทีม<strong>โรงเรียนน้ำพองศึกษา </strong>คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ด้วยโครงการแอปฯ ประเมินความสุกทุเรียนด้วย AI และรองชนะเลิศอันดับที่ 2 คือ<strong>โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย</strong> กับโครงการแอปฯ รับมือสุขภาพจาก Climate Change เพราะความเสี่ยงด้านสุขภาพ (เช่น โรคอุบัติใหม่, คลื่นความร้อน, ภัยพิบัติ) เพิ่มสูงขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) นอกจากนี้ยังมีรางวัลที่ปรึกษาดีเด่น ที่มอบให้แก่อาจารย์ที่ปรึกษา 2 ท่าน ได้แก่ ดร.พัสวีพิชญ์ รุ่งโรจน์ตระกูล โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และ อ.เดชา ขันธจิตต์ โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37799 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/S__229228647.jpg" alt="" width="1200" height="831" /></p>
<p><strong>นางสาวธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ</strong> บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทีมนักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ และขอชื่นชมเยาวชนทั้ง 20 ทีมที่ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันโดดเด่น และความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอนวัตกรรมเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation) GULF ภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายและบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งนวัตกรรม ให้เยาวชนได้พัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน ผ่านการถ่ายทอดความรู้เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน และการสนับสนุนจากทีมกัลฟ์อาสาที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงค่าย ตลอดกิจกรรมที่ผ่านมา เราได้เห็นหลายไอเดียที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า เยาวชนคือพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความยั่งยืน  GULF ยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ และผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่ยั่งยืน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายต่อโลกใบนี้ต่อไปค่ะ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37798 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/S__229228654.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรักษาการผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (</strong><strong>CBiS)</strong> กล่าวว่า ธีมปีนี้ &#8216;โลกเปลี่ยน เราปรับ&#8217; ถือว่าตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี การที่มีน้อง ๆ เกือบ 800 ทีมสมัครเข้ามาในโครงการ แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายเยาวชนที่มีภารกิจและเป้าหมายเดียวกันนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา แม้กิจกรรมจะเข้มข้น แต่นั่นคือสิ่งที่เติมเต็มประสบการณ์และทำให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้ในเชิงลึกมากขึ้น ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการ Green Mission by Chula x GULF จะสามารถดำเนินต่อไปได้ในทุก ๆ ปี เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและสร้างผู้นำเพื่อโลกที่ยั่งยืนครับ</p>
<p><strong>นายกันตภณ วณิชชานุกร นายกิตตินันนท์ อรรถศิริ และนายวชิรวิชญ์ ชาภูมี จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์</strong> กล่าวว่า โครงการ Green Mission by Chula x GULF เป็นเวทีที่เปิดโลกและให้พวกเราได้แสดงออกถึงศักยภาพของเราครับ ขอขอบคุณที่พาไปเรียนรู้ ณ สถานีภาคพื้นดาวเทียมไทยคม และโรงไฟฟ้าอุทัย ซึ่งช่วยให้เราได้ความรู้และข้อมูลมาต่อยอดในโครงงาน การเข้าค่าย Bootcamp ทำให้ขอบเขตของงานเรากว้างขึ้นมาก เพราะได้ปรึกษากับอาจารย์และพี่ค่าย ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าในการคิดนวัตกรรมดี ๆ ที่จะช่วยโลกและผู้คนต่อไปครับ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37800 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/S__229228645.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>แม้การแข่งขันหลักจะจบลง แต่ความสนุกยังไม่จบ GULF ชวนโหวตกันต่อให้กับทีมที่มีไอเดียนำเสนอโครงงานสุดสร้างสรรค์ เพื่อชิงรางวัล Popular Vote By GULF ทุนการศึกษา 10,000 บาท โดยสามารถร่วมโหวตได้ที่โพสต์ใน Facebook Page Gulf Spark</p>
<p>เริ่มโหวตได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 12.00 น. และประกาศผล 12 พฤศจิกายน 2568</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/green-mission-chula-gulf-ep2-annouced-winner/">โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คว้าแชมป์ Green Mission by Chula x GULF ปี 2 ด้วยนวัตกรรมแผนที่พยากรณ์โรคระบาด รับมือโลกร้อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จุฬาฯ – ACT เปิดตัว “Corruption Watch แชตฟ้องโกง ทันใจ” ครั้งแรกในไทย! แจ้งเบาะแสโกงได้ง่าย ปลอดภัย ไม่เปิดเผยตัวตน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/chula-the-impact-corruption-watch/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 21 Sep 2025 07:19:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[ACT]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Chula the Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Corruption Watch]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬา]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ฐิติวรดา เอกบงกชกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.มานะ นิมิตรมงคล]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[วิชัย นะสุวรรณโน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)]]></category>
		<category><![CDATA[แชตฟ้องโกง ทันใจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36559</guid>

					<description><![CDATA[<p>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เปิดตัว “Corruption Watch – แชตฟ้องโกง ทันใจ” เครื่องมือดิจิทัลใหม่ล่าสุดที่เปิดโอกาสให้ประชาชน แจ้งเหตุสงสัยการทุจริตได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างปลอดภัยและไม่เปิดเผยตัวตน โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Chula the Impact ครั้งที่ 35 เมื่อวันพุธที่ 17 กันยายน 2568 การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทย ที่ทำให้ “ทุกคน” มีพลังในการร่วมตรวจสอบความโปร่งใส รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งมั่นนำพลังวิชาการและนวัตกรรมดิจิทัลมาช่วยแก้ปัญหาสังคม การพัฒนา Corruption Watch คือการสร้างพื้นที่ใหม่ให้ประชาชนร่วมสอดส่องและแจ้งเบาะแสได้สะดวกและปลอดภัย เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมโปร่งใสไปด้วยกัน” ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธาน ACT กล่าวเสริมว่า “หัวใจของการปราบโกง คือทำให้ประชาชนมีพื้นที่ร้องเรียนอย่างปลอดภัย เมื่อมีคนฟังและนำไปแก้ไข ประชาชนก็พร้อมจะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น Corruption Watch คือตัวช่วยที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/chula-the-impact-corruption-watch/">จุฬาฯ – ACT เปิดตัว “Corruption Watch แชตฟ้องโกง ทันใจ” ครั้งแรกในไทย! แจ้งเบาะแสโกงได้ง่าย ปลอดภัย ไม่เปิดเผยตัวตน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เปิดตัว <strong>“</strong><strong>Corruption Watch – </strong><strong>แชตฟ้องโกง ทันใจ”</strong> เครื่องมือดิจิทัลใหม่ล่าสุดที่เปิดโอกาสให้ประชาชน แจ้งเหตุสงสัยการทุจริตได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างปลอดภัยและไม่เปิดเผยตัวตน โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Chula the Impact ครั้งที่ 35 เมื่อวันพุธที่ 17 กันยายน 2568 การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทย ที่ทำให้ “ทุกคน” มีพลังในการร่วมตรวจสอบความโปร่งใส</p>
<p><span id="more-36559"></span></p>
<p><strong>รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองอธิการบดี จุฬาฯ</strong> กล่าวว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งมั่นนำพลังวิชาการและนวัตกรรมดิจิทัลมาช่วยแก้ปัญหาสังคม การพัฒนา Corruption Watch คือการสร้างพื้นที่ใหม่ให้ประชาชนร่วมสอดส่องและแจ้งเบาะแสได้สะดวกและปลอดภัย เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมโปร่งใสไปด้วยกัน”</p>
<p><strong>ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธาน </strong><strong>ACT </strong>กล่าวเสริมว่า “หัวใจของการปราบโกง คือทำให้ประชาชนมีพื้นที่ร้องเรียนอย่างปลอดภัย เมื่อมีคนฟังและนำไปแก้ไข ประชาชนก็พร้อมจะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น Corruption Watch คือตัวช่วยที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36562 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Chula-Corruption-3.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค หัวหน้าโครงการวิจัย</strong> เปิดเผยว่า แชตฟ้องโกง ทันใจ พัฒนาจากงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหาระบบร้องเรียนที่ยังไม่สมบูรณ์ ให้กลายเป็น แพลตฟอร์มที่ใช้ง่าย รวดเร็ว และเข้าถึงได้ทุกคน สามารถส่งข้อความ ภาพ หรือเสียง พร้อมระบบปกป้องผู้แจ้งอย่างเข้มงวด</p>
<p><strong>คุณฐิติวรดา เอกบงกชกุล ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังฯ ป.ป.ช.</strong> ย้ำว่า “ขณะนี้ เห็นแนวโน้มคอรับชันรูปแบบใหม่ๆ ที่กำลังสร้างปัญหา แชตฟ้องโกง ทันใจ จะเสริมพลังการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. และช่วยให้การรับเรื่องจากประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36560 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Chula-Corruption-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ด้าน<strong>คุณวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า “นี่คือโอกาสที่ภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่นจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการตรวจสอบการทุจริต สร้างวัฒนธรรมความโปร่งใสจากฐานรากของสังคมไทย ประชาชนจะมั่นใจว่าเสียงความเดือดร้อนจะดังไปถึงผู้มีอำนาจให้มาแก้ไข“</p>
<p>งานเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน – มหาวิทยาลัย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน หน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน – ในการสร้าง ระบบนิเวศการต่อต้านคอร์รัปชันที่ยั่งยืน และย้ำว่า “การปราบโกง ไม่ใช่เรื่องของใครคนเดียว แต่คือพลังของทุกคน”​</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/chula-the-impact-corruption-watch/">จุฬาฯ – ACT เปิดตัว “Corruption Watch แชตฟ้องโกง ทันใจ” ครั้งแรกในไทย! แจ้งเบาะแสโกงได้ง่าย ปลอดภัย ไม่เปิดเผยตัวตน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“BBA Chula Grand Reunion 2025” เปิดตัวสมาคมศิษย์เก่าอย่างยิ่งใหญ่ สานเครือข่ายระดับโลก จับมือ Harvard Business School จุดประกายผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/bba-chula-grand-reunion-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Sep 2025 01:45:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[BBA Chula]]></category>
		<category><![CDATA[BBA Chula Grand Reunion 2025]]></category>
		<category><![CDATA[BBL Chula Alumni]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Harvard University]]></category>
		<category><![CDATA[Reunion]]></category>
		<category><![CDATA[คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35986</guid>

					<description><![CDATA[<p>BBA Chula Grand Reunion 2025 งานคืนสู่เหย้าที่ไม่ใช่เพียงการรวมรุ่น แต่คือการสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของวงการธุรกิจไทย เมื่อ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (นานาชาติ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (BBA Chula) ประกาศเปิดตัว สมาคมนิสิตเก่า BBA Chula อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Legacy of Leadership: Honoring the Past, Inspiring the Future” พร้อมเดินหน้าสานต่อความร่วมมือระดับโลก ภายในงาน“BBA Chula Grand Reunion 2025” ภายใต้แนวคิด “Legacy of Leadership: Honoring the Past, Inspiring the Future” สร้างเครือข่ายผู้นำธุรกิจกว่า 3,000 คน เพื่อต่อยอดความสำเร็จสู่อนาคต ประเดิมกิจกรรมแรกด้วยกิจกรรมทางวิชาการและสร้างความร่วมมือกับสมาคมนิสิตเก่าของสถาบันชั้นนำระดับโลกอย่าง Harvard Business School ของ Harvard [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/bba-chula-grand-reunion-2025/">“BBA Chula Grand Reunion 2025” เปิดตัวสมาคมศิษย์เก่าอย่างยิ่งใหญ่ สานเครือข่ายระดับโลก จับมือ Harvard Business School จุดประกายผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>BBA Chula Grand Reunion 2025 </strong><strong>งานคืนสู่เหย้าที่ไม่ใช่เพียงการรวมรุ่น แต่คือการสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของวงการธุรกิจไทย เมื่อ</strong> <strong>หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (นานาชาติ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (</strong><strong>BBA Chula) </strong><strong>ประกาศเปิดตัว</strong> <strong>สมาคมนิสิตเก่า </strong><strong>BBA Chula </strong><strong>อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “</strong><strong>Legacy of Leadership: Honoring the Past, Inspiring the Future”</strong></p>
<p><span id="more-35986"></span></p>
<p><strong>พร้อมเดินหน้าสานต่อความร่วมมือระดับโลก ภายในงาน“</strong><strong>BBA Chula Grand Reunion 2025</strong><strong>” ภายใต้แนวคิด “</strong><strong>Legacy of Leadership: Honoring the Past, Inspiring the Future” </strong><strong>สร้างเครือข่ายผู้นำธุรกิจกว่า </strong><strong>3,000</strong><strong> คน เพื่อต่อยอดความสำเร็จสู่อนาคต ประเดิมกิจกรรมแรกด้วยกิจกรรมทางวิชาการและสร้างความร่วมมือกับสมาคมนิสิตเก่าของสถาบันชั้นนำระดับโลกอย่าง </strong><strong>Harvard Business School </strong><strong>ของ </strong><strong>Harvard University</strong><strong> พร้อมมอบรางวัลเชิดชู “นิสิตเก่าดีเด่น” ผู้สร้างและส่งต่อแรงบันดาลใจสำหรับผู้นำ</strong></p>
<p>หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (BBA Chula) ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการจัดงาน <strong>“BBA Chula Grand Reunion 2025”</strong> งานคืนสู่เหย้าสุดยิ่งใหญ่ที่รวบรวมนิสิตเก่ากว่า 800 คนจากทุกรุ่น ภายใต้แนวคิด <strong>“Legacy of Leadership: Honoring the Past, Inspiring the Future”</strong> ณ โรงแรม Centara Grand and Bangkok Convention Centre</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35991 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/BBA4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เชื่อมโยงความสัมพันธ์และสานต่อเครือข่ายอันแข็งแกร่ง</strong></p>
<p>งาน BBA Grand Reunion 2025 ไม่ได้เป็นเพียงงานรวมรุ่น แต่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ช่วยให้นิสิตเก่าได้กลับมาพบปะสังสรรค์ รู้จักกันเพิ่มเติมระหว่างรุ่น และสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ซึ่งบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ ที่ทุกคนต่างได้ย้อนรำลึกถึงความทรงจำดี ๆ และสานต่อมิตรภาพที่ยั่งยืน</p>
<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร. ธารทัศน์ โมคมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวว่า “งานครั้งนี้ ไม่ได้จัดขึ้นเพียงแค่เป็นงานคืนสู่เหย้า ของพวกเราชาว BBA Chula แต่เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการ Reconnect นิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบันเพื่อให้สามารถสร้าง Impact ให้กับสังคมได้ต่อไปในอนาคตด้วย”</p>
<p>โดยภายในงานได้มีการเปิดตัวสมาคมนิสิตเก่า BBA Chula สานต่อความร่วมมือระดับโลก และเปิดตัวคณะกรรมการบริหารสมาคมนิสิตเก่าหลักสูตร BBA Chula เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตเก่ารุ่นต่าง ๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ <strong>คุณพิลาสินี กิตติขจร นายกสมาคมนิสิตเก่าหลักสูตร</strong> <strong>BBA Chula </strong><strong>และคุณเจนนิสา คูวินิชกุล จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ประธานที่ปรึกษาสมาคมฯ </strong>เผยถึงเป้าหมายสำคัญของสมาคมในอนาคต   และหนึ่งในนั้น คือการจัด<strong>กิจกรรมทางวิชาการและสร้างความร่วมมือกับสมาคมนิสิตเก่าของสถาบันชั้นนำระดับโลกอย่าง </strong><strong>Harvard Business School </strong><strong>ของ Harvard University</strong> โดยอาศัยเครือข่ายของนิสิตเก่า ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานทางวิชาการและสร้างโอกาสให้กับนิสิตปัจจุบันและนิสิตเก่าของหลักสูตรอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35988 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/BBA1-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เชิดชู “นิสิตเก่าดีเด่น” ผู้สร้างและส่งต่อแรงบันดาลใจสำหรับผู้นำ </strong></p>
<p>อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือพิธีมอบรางวัล <strong>“</strong><strong>นิสิตเก่าดีเด่น”</strong> ให้แก่นิสิตเก่าที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นและมีคุณูปการแก่สังคมในด้านต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงแก่นแท้ของความเป็นผู้นำที่หลักสูตร BBA Chula มุ่งเน้น โดยนิสิตเก่าที่ได้รับมอบรางวัลได้ส่งต่อแรงบันดาลผ่านคำ 3 คำของตน ที่เป็นแรงผลักดันให้ทุกคนประสบความสำเร็จดังเช่นทุกวันนี้</p>
<p><strong>คุณพรปรียา วิวัฒนชาต</strong> Managing Director, Cartier Thailand และ Richemont Luxury Thailand Limited ผู้ซึ่งยึดมั่นในหลัก <strong>Passion – Resilience – Persistence</strong> หรือความหลงใหล ความยืดหยุ่น และความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ</p>
<p><strong>คุณปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช</strong> Managing Director, PAÑPURI ผู้ซึ่งเชื่อมั่นในหลัก <strong>Purpose – Daring- Pay it Forward</strong> หรือการมีเป้าหมายที่ชัดเจน ความกล้าที่จะลงมือทำ และการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้ผู้อื่น</p>
<p><strong>คุณพิลาสินี กิตติขจร</strong> CEO, Terra Digital Ventures ที่ให้ความสำคัญกับหลัก <strong>Passion – Courage – Impact</strong> หรือความหลงใหล ความกล้าหาญ และการสร้างผลกระทบเชิงบวก</p>
<p><strong>คุณเจนนิสา คูวินิชกุล จักรพันธุ์ ณ อยุธยา</strong> Independent Director, KASIKORNBANK Public Company Limited และยังเป็น President ของ Harvard Business School Association of Thailand ผู้ซึ่งยึดถือหลัก <strong>Half-full – Learn from the best- Patience</strong> หรือการมีทัศนคติที่ดี เรียนรู้จากสิ่งที่ดีที่สุด และความอดทน</p>
<p><strong>คุณจิตพล ศิริวัฒนเมธางกูร</strong> Co-Founder แบรนด์แฟชั่นชื่อดัง Gentlewoman ผู้ใช้หลัก  <strong>Family – Journey – Curiosity</strong> ในการนำพาธุรกิจสู่ความสำเร็จ</p>
<p><strong>คุณธรานันท์ อัศวเทววิช</strong> AVP &#8211; Business Development, Betagro Public Company Limited ผู้ที่ได้รับรางวัลจากหลัก <strong>Determination- Empathy- Integrity</strong></p>
<p><strong>คุณพชร จิราธิวัฒน์ Director, Rocks Group</strong> เจ้าของแบรนด์ดัง Potato Corner และนักแสดงที่มีชื่อเสียง มากับคำว่า <strong>Integrity &#8211; Relentless &#8211; Value-Creation</strong></p>
<p><strong>คุณชยภัทร ทองเจริญ Co-Founder &amp; Group CEO, Rocks Group </strong>ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Potato Corner และเพื่อนร่วมรุ่นของคุณ พีช พชร กับการเน้นความสำคัญของคน <strong>Great – People &#8211; Only</strong></p>
<p><strong>คุณชนกานต์ ขจรเสรี</strong> และ <strong>คุณกันตพร ขจรเสรี</strong> Co-Founder, Mindventure Co., Ltd. ผู้สร้างชื่อเสียงด้วยการติดอันดับใน Forbes 30 Under 30 คนรุ่นใหม่ทรงอิทธิพลแห่งเอเชีย ซึ่งทั้งสองยึดมั่นในหลัก <strong>Passion – Perseverance – Resilience</strong> และ <strong>Resilience &#8211; Determination, Teamwork</strong> ตามลำดับ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35990 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/BBA3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ซึ่งภายในงานได้มีการถอดรหัส คำ 3 คำของผู้รับรางวัลทุกท่าน โดย <strong>ผศ.ดร.ปณิธาน จันทองจีน ประธานจัดงาน </strong><strong>BBA Chula Grand Reunion 2025</strong> ออกมาเป็นข้อสรุป   <strong>3Ps</strong><strong> “Purpose – Persistence – Pay it Forward”</strong> <strong>เพื่อ Inspire the Future</strong><strong> Leaders </strong><strong>ของชาว BBA Chula </strong><strong>และสังคมธุรกิจไทย</strong></p>
<p><strong>Purpose: </strong><strong>เป้าหมายอันมีความหมาย   </strong>ตกผลึกให้ชัดถึงเป้าหมายและหลักการทางธุรกิจ (ถอดรหัสมาจาก Passion, Purpose, Family, Journey, Curiosity, Integrity, Value-Creation ฯลฯ)</p>
<p><strong>Persistence:</strong> <strong>ความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้</strong>   สู้ไม่ถอย เติบโตจากอุปสรรค (ถอดรหัสมาจาก Resilience, Determination, Perseverance/ Persistence, Courage/ Daring, Patience, Relentless ฯลฯ)</p>
<p><strong>Pay</strong><strong> it</strong><strong> Forward:</strong> <strong>ส่งต่อคุณค่า </strong>  สร้างคุณค่าให้ผู้อื่นและสังคม (ถอดรหัสมาจาก Impact, Pay it Forward, Teamwork, Learn from the Best, มุมมอง Half-full, Empathy ฯลฯ)</p>
<p>ทั้งนี้หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (นานาชาติ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (BBA Chula) ดำเนินการมาแล้วกว่า 3 ทศวรรษ โดยมุ่งเน้นสร้างบัณฑิตให้เป็นผู้นำทางธุรกิจที่มีความรู้ความสามารถทั้งในด้าน วิชาการ ทักษะการบริหาร คุณธรรมและจริยธรรม เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและสร้างประโยชน์แก่สังคมทั้งในระดับประเทศ และในระดับสากล</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/bba-chula-grand-reunion-2025/">“BBA Chula Grand Reunion 2025” เปิดตัวสมาคมศิษย์เก่าอย่างยิ่งใหญ่ สานเครือข่ายระดับโลก จับมือ Harvard Business School จุดประกายผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จุฬาฯ และกัลฟ์ สานต่อ Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2  ชวนเยาวชนคิดค้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน สมัครได้วันนี้ถึง 31 ก.ค. 68</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/06/green-mission-by-chula-x-gulf/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Jun 2025 14:05:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[BUS]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change Adaptation: โลกเปลี่ยน เราปรับ]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission by Chula x GULF]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[กัลฟ์]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ชญานนท์ ภาคฐิน]]></category>
		<category><![CDATA[ธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ภารกิจรักษ์ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34212</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (กัลฟ์) ร่วมกับ คณะวิศว กรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สถานีวิทยุแห่งจุฬาฯ) ภายใต้กำกับดูแลของ สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าสานต่อโครงการ Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Climate Change Adaptation: โลกเปลี่ยน เราปรับ” เพื่อเชิญชวนนักเรียนมัธยมปลายจากทั่วประเทศ ร่วมระดมความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพในการเป็นนักคิดและนักสร้างสรรค์ รับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2568 งานแถลงข่าว ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเกียรติจากวิทยากรและแขกรับเชิญพิเศษที่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจและมอบความรู้ที่เป็นประโยชน์ ภายในงาน นางสาวนารีรัตน์ พันธุ์มณี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้บรรยายพิเศษเพื่อแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย นับเป็นการปูพื้นฐานความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับน้อง ๆ ในการคิดค้นนวัตกรรมต่อไป นอกจากนี้ ยังมีแขกรับเชิญพิเศษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/06/green-mission-by-chula-x-gulf/">จุฬาฯ และกัลฟ์ สานต่อ Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2  ชวนเยาวชนคิดค้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน สมัครได้วันนี้ถึง 31 ก.ค. 68</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท</strong> <strong>กัลฟ์</strong> <strong>ดีเวลลอปเมนท์</strong> <strong>จำกัด</strong> <strong>(มหาชน) (กัลฟ์)</strong> ร่วมกับ <strong>คณะวิศว กรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> และ <strong>สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong><strong>(</strong><strong>สถานีวิทยุแห่งจุฬาฯ</strong><strong>) </strong>ภายใต้กำกับดูแลของ สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าสานต่อโครงการ <strong>Green Mission by Chula x GULF</strong> ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2</p>
<p><span id="more-34212"></span></p>
<p>ภายใต้แนวคิด <strong>“</strong><strong>Climate Change Adaptation: </strong><strong>โลกเปลี่ยน เราปรับ” </strong>เพื่อเชิญชวนนักเรียนมัธยมปลายจากทั่วประเทศ ร่วมระดมความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพในการเป็นนักคิดและนักสร้างสรรค์ รับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2568</p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34241 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/S__218849293.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></strong></p>
<p>งานแถลงข่าว ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเกียรติจากวิทยากรและแขกรับเชิญพิเศษที่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจและมอบความรู้ที่เป็นประโยชน์ ภายในงาน นางสาวนารีรัตน์ พันธุ์มณี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้บรรยายพิเศษเพื่อแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย นับเป็นการปูพื้นฐานความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับน้อง ๆ ในการคิดค้นนวัตกรรมต่อไป นอกจากนี้ ยังมีแขกรับเชิญพิเศษ คือ น้องไทย-ชญานนท์ ภาคฐิน สมาชิกวง BUS บอยแบนด์ชื่อดัง ที่มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับการรักษ์โลก และจุดประกายพลังให้กับน้อง ๆ ผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34244 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/S__218849296.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>สำหรับการแข่งขันรอบ Fast Track ที่จัดขึ้นในงานแถลงข่าว ผลปรากฏว่า นายเจษฎากร นาคดิลก จากโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ และนายภูรินท์ อินทุภูติ จากโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา เป็น 2 คนที่ได้รับคะแนนสูงสุด คว้าสิทธิ์ในการจัดตั้งทีมเพื่อเข้าร่วม Bootcamp 4 วัน 3 คืน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี โดยในรอบชิงชนะเลิศ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำเสนอแนวคิดนวัตกรรมสุดสร้างสรรค์ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริงภายใต้โจทย์ที่กำหนด เพื่อตอบสนองต่อบริบทของโลกที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน ทีมชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ และยังมีรางวัลพิเศษ Popular Vote by GULF สำหรับทีมขวัญใจชาวโซเชียล รวมมูลค่ารางวัลทั้งหมดกว่า 100,000 บาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34244 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/S__218849296.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>นางสาวธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ</strong> <strong>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า กลุ่มบริษัทกัลฟ์ยินดีที่ได้ร่วมสานต่อโครงการ <strong>Green Mission by Chula x GULF</strong> เป็นปีที่ 2 เป็นเวทีที่น้อง ๆ จะได้แสดงออกถึงศักยภาพอย่างเต็มที่ ทางกัลฟ์พร้อมสนับสนุนและผลักดันแนวคิดที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ ที่จะเป็นประโยชน์และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับโลก กัลฟ์เชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของเยาวชนทุกคนในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต โครงการนี้ยังสอดคล้องกับพันธกิจของกัลฟ์เรื่องการจัดการสภาพภูมิอากาศ เรามุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอดคล้องกับแผนการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับประเทศและระดับโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34241 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/S__218849293.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวว่า “สถานการณ์ภัยพิบัติในปัจจุบันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและเชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเตรียมพร้อมรับมือจึงต้องเกิดจากความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการเสริมสร้างศักยภาพให้กับเยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชุมชนและเชื่อมโยงสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”</p>
<p><strong>ศาตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวว่า “ปัญหาโลกร้อน (เดือด) ไม่ได้รอให้เราปรับตัว แต่เรียกร้องให้เรานำการเปลี่ยนแปลง — Green Mission คือโครงการที่จะนำพาความรู้และนวัตกรรมออกจากห้องเรียน ไปสู่ชุมชน และกลับเข้าหาหัวใจของการเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจเพื่อสังคม”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34243 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/S__218849297.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ดร.อมร เพชรสม ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยทรัพยากร ผู้อำนวยการสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>กล่าวว่า<strong> “</strong>ทุกคนที่มาร่วมงานและโครงการนี้จะได้เกิดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำมาสู่แนวคิดในการสร้างนวัตกรรมลดผลกระทบจากภัยพิบัติ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ชุมชนของตนเอง และนี่คือวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการในการบูรณาการความรู้และการจัดการ เพื่อรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เกิดจากความร่วมมือของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถานีวิทยุจุฬาฯ ภายใต้การบริหารงานของ สำนักงานวิทยทรัพยากร และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผสานพลังร่วมกันจัดโครงการและไม่ว่าทุกคนจะอยู่ในบทบาทไหน หน้าที่อะไร ก็สามารถที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34245 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/S__218849295.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>นาย</strong><strong>ชญานนท์ ภาคฐิน สมาชิกวง </strong><strong>BUS </strong>กล่าวว่า “วันนี้ไทยดีใจมากที่ได้มาร่วมเปิดงานโครงการ Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2 ต้องขอบคุณ GULF ที่ชวนไทยมางานนี้ และให้โอกาสพี่ได้เจอกับน้องๆ คนรุ่นใหม่ที่เชื่อในพลังของการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกของเราครับ ทุกการทดลอง ทุกความคิดสร้างสรรค์คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า ขอร่วมส่งพลังแห่งกำลังใจ และอยากบอกอีกว่าดีใจมากๆ ที่ได้เห็นพลังคนรุ่นใหม่ที่มาร่วมกันระดมความคิดไอเดียสุดเจ๋งเพื่อโลกของเรา เพราะทุกคนคือพลังของวันพรุ่งนี้ครับ ขอบคุณทาง GULF และจุฬาฯ ที่จัดโครงการนี้เป็นพื้นที่ Sandbox ให้น้องๆ มีโอกาสได้คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ครับ”</p>
<p>นักเรียนที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ Green Mission by Chula x GULF โดยกรอกใบสมัครผ่าน Google Form ได้ที่ <a href="https://bit.ly/4kt9j8T" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/4kt9j8T</a> ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2568 รวมถึงศึกษารายละเอียดโครงการได้ที่เว็บไซต์ <a href="https://curadio.chula.ac.th/v2022/activity/detail/?1374" target="_blank" rel="noopener">https://curadio.chula.ac.th/v2022/activity/detail/?1374</a> หรือสอบถามที่เบอร์ 091-864-5923 ติดตามภาพกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ GULF Spark: <a href="https://www.facebook.com/GULFSPARK.TH/%20" target="_blank" rel="noopener">https://www.facebook.com/GULFSPARK.TH/ </a> และช่องทาง Tiktok <a href="https://www.tiktok.com/@GULFspark" target="_blank" rel="noopener">https://www.tiktok.com/@GULFspark</a></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34242 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/S__218849305.jpg" alt="" width="637" height="900" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/06/green-mission-by-chula-x-gulf/">จุฬาฯ และกัลฟ์ สานต่อ Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2  ชวนเยาวชนคิดค้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน สมัครได้วันนี้ถึง 31 ก.ค. 68</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
