<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Chulalongkorn University &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/chulalongkorn-university/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 09 May 2026 10:26:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Chulalongkorn University &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;น้ำ&#8217; เชื่อมโยงโครงสร้าง​เศรษฐกิจไทยกว่า 17 ล้านล้านบาท ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; เร่งผลักดันแนวคิด Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/water-resilience-forum-2-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 May 2026 10:26:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn University]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Water Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience Center]]></category>
		<category><![CDATA[กันก่อนท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ชยันต์ เมืองสง]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[พลิกน้ำ สร้างชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์​กันก่อนท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[สทนช.)]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศสุดขั้ว]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41719</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; (Water Resilience Center) เปิดเวที Water Resilience Forum 2/2026 ภายใต้หัวข้อ &#8216;Water Economy : พลิกน้ำ สร้างชาติ&#8217; ชี้ปัญหาประเทศไทย เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมจากอากาศแปรปรวน (Climate Change) สร้างความสูญเสียซ้ำซาก กด GDP ให้ลดลงต่อเนื่อง พร้อมชวนเปลี่ยนมุมมอง​ น้ำไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็น &#8216;โจทย์เศรษฐกิจของประเทศ&#8217; ถ้าบริหารดีสร้างมูลค่า บริหารพลาด สูญเสียมหาศาล ระดมความร่วมมือ จัดการน้ำเชิงรุก เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำเป็นโอกาสเศรษฐกิจ พลิกจากรอดสู่รวย  ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน โดย​ความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554  ประเมินมูลค่าผลกระทบสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ขณะที่ 2 ปีต่อจากนั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/water-resilience-forum-2-2026/">&#8216;น้ำ&#8217; เชื่อมโยงโครงสร้าง​เศรษฐกิจไทยกว่า 17 ล้านล้านบาท ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; เร่งผลักดันแนวคิด Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; (</strong><strong>Water Resilience Center) </strong><strong>เปิดเวที </strong><strong>Water Resilience Forum 2/2026 </strong><strong>ภายใต้หัวข้อ &#8216;</strong><strong>Water Economy : </strong><strong>พลิกน้ำ สร้างชาติ&#8217; ชี้ปัญหาประเทศไทย เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมจากอากาศแปรปรวน</strong><strong> (Climate Change) </strong><strong>สร้างความสูญเสียซ้ำซาก กด </strong><strong>GDP ให้</strong><strong>ลดลงต่อเนื่อง</strong></p>
<p><span id="more-41719"></span></p>
<p><strong>พร้อมชวนเปลี่ยนมุมมอง​ น้ำไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็น &#8216;โจทย์เศรษฐกิจของประเทศ&#8217; ถ้าบริหารดีสร้างมูลค่า บริหารพลาด สูญเสียมหาศาล ระดมความร่วมมือ จัดการน้ำเชิงรุก เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำเป็นโอกาสเศรษฐกิจ พลิกจากรอดสู่รวย </strong></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร </strong>อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน โดย​ความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554  ประเมินมูลค่าผลกระทบสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ขณะที่ 2 ปีต่อจากนั้น ในปี 2555 &#8211; 2556 ประเทศไทยกลับประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายประมาณ 30,000 ล้านบาทตามมา</p>
<p><em> “ประเทศไทยสูญเสียให้กับน้ำทุกปี ไม่ว่าจะแล้งหรือท่วม หากยังแก้ปัญหาแบบเดิม เราจะสูญเสียซ้ำไปเรื่อยๆ  นำมาสู่การผลักดันแนวคิด <strong>Water Economy</strong> เพื่อเปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยง เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ด้วยความร่วมมือของศูนย์ <strong>&#8216;กันก่อนท่วม&#8217;</strong> (Water Resilience Center) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก และภาคเอกชนหลายแห่ง พร้อม <strong>ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เน้นการบริหารจัดการเชิงรุกด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เพื่อพลิกวิกฤตน้ำให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</strong>”</em></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41721 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-Resilience4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ผลักดัน Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ</strong></p>
<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์</strong> คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ประธานคณะกรรมการศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า <em><strong>ทรัพยากรน้ำไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ต่างจากพลังงาน ดิจิทัล หรือระบบโลจิสติกส์ ​ปัจจุบันทรัพยากรน้ำเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 17 ล้านล้านบาทของประเทศไทย</strong></em></p>
<p>ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญ ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัยรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และความ เชื่อมั่นในการลงทุน โดย <strong>บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 แสดงให้เห็นว่าความเสียหายสามารถส่งผลให้ GDP ของ ประเทศลดลงได้ถึง​​ 2.5% ขณะที่ความเสี่ยงในอนาคตมีแนวโน้มรุนแรงและถี่ขึ้นจาก Climate Extremes</strong></p>
<p>ดังนั้น ​มุมมองเกี่ยวกับน้ำจึงควรเปลี่ยนจากภัยพิบัติสู่ &#8216;<strong>สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ</strong>&#8216; ตามแนวคิด Water Economy ที่มองน้ำเป็น <strong>เหรียญสองด้าน </strong>ของระบบเศรษฐกิจ ในด้านหนึ่ง น้ำคือ <strong>&#8216;ตัวคูณทางเศรษฐกิจ&#8217;</strong> (Economic Generator) ที่สนับสนุนภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว สุขภาพ และ คุณภาพชีวิต แต่อีกด้านหนึ่ง หากขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ น้ำจะกลายเป็น <strong>&#8216;ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ&#8217;</strong> (Economic Disruptor) ที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจ การผลิต และกลุ่มเปราะบางในสังคม</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41722 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-Resilience3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“<strong>โจทย์สำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เพียงรับมือภัยแล้งหรือน้ำท่วมเฉพาะหน้า แต่คือการยกระดับระบบ เศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience Economy) ผ่านการลงทุนที่ถูกที่ ถูกเวลา และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน</strong> ศูนย์กันก่อนท่วม (Water Resilience Center) เป็นแพลตฟอร์มกลางทางวิชาการที่เป็นมิตรและเป็นกลาง ทำหน้าที่สังเคราะห์ข้อมูล พัฒนาองค์ ความรู้ และสื่อสารความเสี่ยงด้านน้ำเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ เนเธอร์แลนด์ญี่ปุ่น และภาคเอกชน <strong>เพื่อผลักดันแนวคิด Water Economy และเปลี่ยน  &#8216;ความเสี่ยงด้านน้ำ&#8217; ให้เป็น  &#8216;โอกาสทางเศรษฐกิจ&#8217; ของประเทศในระยะยาว</strong>” </em></p>
<p><strong>คุณชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)</strong> กล่าวในหัวข้อ<strong> &#8216;พลิกนโยบายน้ำ สร้างเศรษฐกิจ&#8217;</strong> ว่า ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย เป็นปัญหาซ้ำซากที่กระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจ สทนช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นเจ้าภาพบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติ เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนแก้ วิกฤตน้ำให้เป็น “วาระแห่งชาติ”อย่างมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการแก้ไขปัญหา น้ำได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการพยากรณ์อากาศให้มีความแม่นยำและการแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้ ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตได้ทันท่วงที</p>
<p><em>&#8220;​สทนช. ได้เสนอ <strong>มาตรการรับมือฤดูฝน แก้ภัยแล้ง และควบคุมคุณภาพน้ำ</strong> ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ นอกเขตชลประทาน เพื่อเตรียมจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรช่วยเหลือไม่ให้เกิดผลกระทบ ล่าสุด ครม.มีมติ เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด ประกอบกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ ทั้งภาคการศึกษาที่มี​ทั้งองค์ความรู้​ เทคโนโลยี รวมทั้งภาคเอกชน​ที่ให้ความสำคัญในการยกระดับการแก้ภัยแล้ง น้ำท่วมได้ครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ เชื่อว่าจะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อปากท้องของประชาชน และนำไปสู่การเตรียมการล่วงหน้า เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งยั่งยืนร่วมกัน ” </em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41723 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-resilience5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ยกระดับปัญหาน้ำ = วาระแห่งชาติ เดินหน้าแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ</strong></p>
<p><strong>คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส</strong> ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และรองประธานคณะกรรมการศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในช่วงสรุป &#8216;<strong>Water Economy: พลิกน้ำ เปลี่ยนชะตาประเทศไทย&#8217;</strong> ว่า ประเทศไทย กำลังเข้าสู่ยุคที่ <strong>‘น้ำ’ ไม่ใช่เรื่องฤดูกาล แต่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา </strong>โดยชี้ว่า ภายใต้ภาวะเอลนีโญ และ Climate Change ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำแปรปรวนรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่รัฐยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาซ้ำซาก ทุกปีแต่ยังไม่ได้ลงทุนเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนแนวคิด Water Economy สู่การปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จนั้น ประเทศไทยมีต้นแบบที่พิสูจน์ แล้วว่าสามารถ <strong>&#8216;พลิกน้ำเป็นโอกาส&#8217;</strong> ลดความสูญเสียและสร้างเศรษฐกิจได้จริงในระดับพื้นที่ เช่น จังหวัดกาญจนบุรีที่ใช้ การบริหารจัดการเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ ร่วมกับระบบกระจายน้ำแบบ &#8216;ก้างปลา&#8217; และ &#8216;แก้มลิง ธรรมชาติ&#8217; เพื่อลดแรงมวลน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ รวมทั้ง​โครงการขนาดใหญ่ระดับโลก เช่น เขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) ของจีน แสดงให้เห็นว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสามารถปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ และ สร้างเสถียรภาพให้กับประเทศในระยะยาว&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41724 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-Resilience6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความท้าทายสำคัญในการบริหารจัดการของไทยคือ <strong>&#8216;การขาดการเชื่อมต่อจากโมเดล พื้นที่สู่ระดับประเทศ&#8217;</strong> ทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ยังไม่ถูกขยายผลอย่างเต็มที่ ​ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; จึง​มุ่งขับเคลื่อน Water Economy ผ่าน 3 แนวทาง ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. ยกระดับ ‘วิกฤตน้ำ’ เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง :  </strong>ปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพและบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>2. สร้าง </strong><strong>Water Smart Community :  </strong>สนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหารจัดการน้ำเองได้</p>
<p><strong>3. ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (</strong><strong>National Water Data Platform) : </strong>ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก</p>
<p><strong>Designing Resilience : พลิกการออกแบบเมือง อยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด</strong></p>
<p>ช่วงเสวนาหัวข้อ <strong>&#8216;Designing Resilience: พลิกการออกแบบเมือง อยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด&#8217;</strong> โดย <strong>ศาสตราจารย์มิโฮ มาซูเรียว (</strong><strong>Prof. Miho Mazereeuw) </strong>ผู้อำนวยการ MIT Climate Mission และผู้อำนวยการ Urban Risk Lab และ <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ ทรัพย์สุข </strong>คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอ <em><strong>กรณีศึกษาการออกแบบอาคารและพื้นที่ต้นแบบที่สามารถรับมืออุทกภัย ใช้งานได้ในช่วงเกิดภัย พิบัติ และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41726 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/2254006.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong> ​ศาสตราจารย์มิโฮ</strong> ถ่ายทอดตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่น ​สะท้อนแนวคิด การออกแบบ <strong>หนึ่งได้สอง </strong> (dual‑use design) ที่เชื่อมโยงการป้องกันภัยพิบัติกับบริบทเศรษฐกิจน้ำ และให้ ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่ <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ </strong>สะท้อนความเปราะบางของเมืองไทยจากรูปแบบการพัฒนาในอดีต พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทของสถาปัตยกรรมเชิงยืดหยุ่นในการฟื้นฟูชุมชน ลดความเสี่ยง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว</p>
<p><strong>คุณประเชิญ คนเทศ</strong> ผู้จัดการมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม กล่าวว่า พื้นที่นครปฐมเคยเผชิญวิกฤตน้ำซ้ำซาก ทั้ง น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย และการบริหารจัดการที่ <strong>ต่างคนต่างทำ</strong> ส่งผลให้ปัญหาของพื้นที่หนึ่งไปซ้ำเติมอีกพื้นที่หนึ่งไม่จบสิ้น</p>
<p>จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ริเริ่มให้ชุมชนใช้ <strong>ผังภูมิสังคม (Geo-Social Map)</strong> มาใช้เป็นฐานข้อมูลกลาง บูรณาการข้อมูลภูมิศาสตร์และข้อมูลชุมชน ทำให้สามารถวางแผนจัดการน้ำได้ทั้งระบบ ครอบคลุมทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ</p>
<p>“จากฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้น นำไปสู่โจทย์สำคัญของชุมชนว่า จะต่อยอดแหล่งน้ำให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ อย่างไร ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว จึงขับเคลื่อนผ่านโครงการวิจัย​​​ ที่ทำหน้าที่เป็น​พื้นที่กลาง​เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เข้ามาร่วมวางแผนอนาคตบนข้อมูลชุดเดียวกัน เช่น ระบบเตือนภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ทำให้นครปฐมรับมือมวลน้ำได้โดยไม่กระทบวงกว้าง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41720 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/2254033.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>หลังจากนั้นเริ่ม <strong>&#8216;พลิกน้ำเป็นรายได้ จากรอดสู่รวย&#8217;</strong> หลังจากมหาอุทกภัยปี 2554 เกษตรกรที่นครปฐมแทบหมดตัว ไม่มีรายได้ ปัจจุบันเฉพาะ สวนส้มโอ ปีนี้มีผลผลิตเกือบ 6,000 ตัน มูลค่าสูงถึง 1,500 ล้านบาท เฉลี่ยครอบครัวละ 1 ล้านบาท นอกจากนี้ภาคบริการ ท่องเที่ยว ก็ทำรายได้สู่ท้องถิ่นได้ดีชุมชนนครปฐมบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ ปีที่ผ่านมา สวนส้มโอไม่เสียหายจากน้ำท่วมเลย พิสูจน์แล้วว่าการจัดการน้ำที่ดี สร้างเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว” นายประเชิญกล่าว</p>
<p><strong>คุณวรสถิตย์ บัวแดง</strong> ต้นกล้าชุมชน มูลนิธิเอสซีจี สะท้อนจากประสบการณ์ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม​ในภาคเหนือว่า น้ำท่วมไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่​ยังพรากชีวิตและอนาคตของคนจำนวนมาก การรับมือแบบคลำทางในช่วงวิกฤต ชุมชนจำนวนมากยังขาดข้อมูลพื้นฐานสำคัญ เช่น พื้นที่เสี่ยง จุดปลอดภัย หรือกลุ่มเปราะบาง ทำให้การช่วยเหลือไม่ตรงจุด พร้อมเสนอ 3 แนวทางเร่งด่วนเพื่อ &#8216;ติดอาวุธให้ชุมชน&#8217; เพื่อความมั่นคงของชีวิตและเศรษฐกิจในระยะยาว  ได้แก่</p>
<p>&#8211; สร้าง <strong>Geo-Social Map</strong> ให้ชุมชนรู้พื้นที่และความเสี่ยงของตัวเอง</p>
<p>&#8211; พัฒนา <strong>อาสาสมัครภัยพิบัติในชุมชน</strong> ให้พร้อมรับมือทันที</p>
<p>&#8211; ใช้<strong>เทคโนโลยีและระบบเตือนภัยที่แม่นยำ</strong> เปลี่ยนความตระหนกเป็นตระหนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ด้านเยาวชนไทย <strong>คุณกิตตินันท์ สงคำ </strong>และ <strong>คุณณฐนนท์ เขื่อนทา ทีมพัฒนา </strong><strong>AI &#8216;</strong><strong>น้องเฝ้าน้ำ&#8217; </strong>ผู้ชนะเลิศในโครงการ กล้าใหม่ใฝ่รู้ SCB Challenge ปี 2568 เปิดเผยว่า แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก จึงพัฒนา <strong>ระบบ AI คาดการณ์น้ำ</strong> โดยใช้ข้อมูลระดับน้ำแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์แนวโน้มล่วงหน้า สามารถติดตามระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง และแจ้งเตือนผ่าน เว็บไซต์ SmartFlood AI และ AI LINE Chatbot  &#8216;น้องเฝ้าน้ำ&#8217; ให้คน ‘รู้ก่อน’ จะได้ ‘รอดก่อน’ ช่วยให้ชุมชนเตรียมรับมือได้ทันท่วงที ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41725 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/2253985_0.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เวที Water Resilience Forum 2/2026 สะท้อนชัดว่า การแก้ปัญหาน้ำไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยี ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ เมื่อข้อมูลวิทยาศาสตร์ และคนในพื้นที่ทำงานร่วมกัน ประเทศไทย  จะสามารถ &#8216;พลิกน้ำ สร้างชาติ&#8217; ได้อย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/water-resilience-forum-2-2026/">&#8216;น้ำ&#8217; เชื่อมโยงโครงสร้าง​เศรษฐกิจไทยกว่า 17 ล้านล้านบาท ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; เร่งผลักดันแนวคิด Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จุฬาฯ ก้าวสู่ปีที่ 109  ขับเคลื่อน Chula for the Future เปิด 3 หน่วยงานใหม่​ ตอบโจทย์มากกว่าแค่นิสิต แต่ยกระดับสู่การมี &#8216;ประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/109th-years-chula-for-the-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 11:13:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[109 ปี จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[​Agripreneur]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Chula for the Future]]></category>
		<category><![CDATA[Chula XL ​]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn University]]></category>
		<category><![CDATA[lifelong learning]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Farmer]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40690</guid>

					<description><![CDATA[<p>จุฬาฯ ​​ตอกย้ำพันธกิจเพื่อสังคม เปิด 3 คณะใหม่ ขับเคลื่อน Chula for the Future สู่ปีที่ 109 ผ่านยุทธศสาตร์ &#8216;จุฬาฯ เติบโตท่วมท้น มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217; ตอบโจทย์มากกว่าแค่ &#8216;นิสิต&#8217; แต่เปิดกว้างสำหรับผู้ต้องการเรียนรู้ หรือ Learner อย่างรอบด้าน  ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสู่ปีที่ 109 ของจุฬาฯ ยังคงให้ความสำคัญกับพันธกิจจุฬาฯ เพื่อสังคม (CU Social Engagement) โดยขยายบริบทจากการเคยมอง &#8216;นิสิตเป็นศูนย์กลาง&#8217; สู่​  &#8216;ประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217; เพื่อต่อยอดพันธกิจเดิม &#8216;เติบโตรอบทิศ มีนิสิตเป็นศูนย์กลาง&#8217; พร้อมขับเคลื่อนทั้งมิติ​การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ และมีศักยภาพในการเผชิญกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ควบคู่กับการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ &#8220;เพื่อขับเคลื่อนตามเป้าหมาย Chula for the Future ในการทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อประชาชนและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ตามยุทธศาสตร์ &#8216;จุฬาฯ เติบโตท่วมท้น มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/109th-years-chula-for-the-future/">จุฬาฯ ก้าวสู่ปีที่ 109  ขับเคลื่อน Chula for the Future เปิด 3 หน่วยงานใหม่​ ตอบโจทย์มากกว่าแค่นิสิต แต่ยกระดับสู่การมี &#8216;ประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>จุฬาฯ ​​ตอกย้ำพันธกิจเพื่อสังคม เปิด 3 คณะใหม่ ขับเคลื่อน </strong><strong>Chula for the Future สู่ปีที่ 109 ผ่านยุทธศสาตร์ &#8216;จุฬาฯ เติบโตท่วมท้น มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217; ตอบโจทย์มากกว่าแค่ &#8216;นิสิต&#8217; แต่เปิดกว้างสำหรับผู้ต้องการเรียนรู้ หรือ Learner อย่างรอบด้าน </strong></p>
<p><span id="more-40690"></span></p>
<p><strong>ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร</strong> อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสู่ปีที่ 109 ของจุฬาฯ ยังคงให้ความสำคัญกับพันธกิจจุฬาฯ เพื่อสังคม (CU Social Engagement) โดยขยายบริบทจากการเคยมอง &#8216;<strong>นิสิตเป็นศูนย์กลาง&#8217;</strong> สู่​  <strong>&#8216;ประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217; </strong>เพื่อต่อยอดพันธกิจเดิม <strong>&#8216;เติบโตรอบทิศ มีนิสิตเป็นศูนย์กลาง&#8217;</strong> พร้อมขับเคลื่อนทั้งมิติ​การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ และมีศักยภาพในการเผชิญกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ควบคู่กับการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40692 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ศ.ดร.วิเลิศ-ภูริวัชร-อธิการบดีจุฬาฯ_1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><em>&#8220;เพื่อขับเคลื่อนตามเป้าหมาย <strong>Chula for the Future </strong>ในการทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อประชาชนและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ตามยุทธศาสตร์ &#8216;<strong>จุฬาฯ เติบโตท่วมท้น มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217; </strong>เพื่อให้การขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัยสามารถตอบโจทย์จากกลุ่มนิสิต ไปสู่กลุ่ม Learners หรือประชาชนทุกคนที่ต้องการเข้าถึงความรู้ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของการพัฒนาการศึกษา และการพัฒนาประเทศชาติให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ จุฬาฯ  ยังได้​จัดตั้งวิทยาลัยและคณะใหม่รวม 3  หน่วยงาน เพื่อ​แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบสนองต่อความต้องการของสังคม ประเทศชาติและประชาชน ซึ่งประกอบด้วย</p>
<p>​<strong>1. วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong>  หรือ <strong>Chula XL (Extension &amp; Lifelong Learning)</strong></p>
<p>มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ผ่านหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น สามารถเข้าถึงได้ง่าย และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงานในยุคปัจจุบัน โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ทั้งในรูปแบบหลักสูตรระยะสั้น การอบรม และระบบคลังหน่วยกิตที่สามารถสะสมและต่อยอดการศึกษาได้ในอนาคต รวมทั้งความยืดหยุ่นในการสอนที่มีทั้งแบบออนไลน์ และออนไซต์</p>
<p><em>&#8220;Chula XL ​ไม่ใช่เพียงหน่วยงานด้านการศึกษารูปแบบใหม่​​ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถเผยแพร่องค์ความรู้สู่สังคมในวงกว้าง สร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของประชาชน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และเปิดกว้างทางการศึกษาให้ไม่จำกัดอยู่เพียงนิสิตในรั้วมหาวิทยาลัย แต่เป็นการขยายบทบาทสู่การเป็น<strong> &#8216;มหาวิทยาลัยแห่งการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อประชาชน&#8217;</strong> คำว่า XL สื่อถึงความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือความรู้ที่สามารถสร้างปัญญาให้แก่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จุฬาฯ เน้นการสร้างปัญญา (Wisdom) มากกว่าแค่การให้ความรู้ (Knowledge) เพราะความรู้สามารถล้าสมัยไปตามกาลเวลา แต่ปัญญาในการวิเคราะห์และรับข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป” </em> <strong> </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40691 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/อธิการบดีจุฬาฯ-พบสื่อมวลชน_3.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>2. คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ</strong></p>
<p>เป็นการตั้งคณะใหม่ของจุฬาฯ ที่พัฒนาต่อยอดจากสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร เพื่อมุ่งพัฒนา ​<strong>Smart Farmer​</strong> และผู้ประกอบการด้านการเกษตร <strong>​Agripreneur​</strong> ที่สามารถแก้ปัญหาเชิงระบบได้​ พร้อมทั้งสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมแบบสหศาสตร์ที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า มากกว่าแค่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่​ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทที่พัฒนาขึ้น ส่งผลต่อทั้งระบบเศรษฐกิจ ไปจนถึง​สุขภาพองค์รวมของผู้บริโภคได้อย่างไร  เพื่อทำหน้าที่ชี้นำและขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยในการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับสากล</p>
<p><strong>3. วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ</strong><strong>แห่งจุฬาฯ</strong></p>
<p>ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนชื่อและพันธกิจมาจาก <strong>&#8216;บัณฑิตวิทยาลัย&#8217;</strong> ​จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนารูปแบบการศึกษาสหวิทยาการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตามบริบทของโลกยุคใหม่ เพื่อสามารถมุ่งสู่การเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านการจัดการศึกษาสหวิทยาการแบบบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี บัณฑิตศึกษา ไปจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมผสานองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีพันธกิจในการจัดการศึกษาสหวิทยาการเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะสูง มีความเป็นผู้ประกอบการ และสามารถบูรณาการองค์ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาของสังคมในอนาคต ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ ที่หลากหลายและรอบด้าน ทำให้ความรู้เพียงศาสตร์เดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป</p>
<p><em>&#8220;นอกจากการจัดตั้งวิทยาลัย และคณะใหม่แล้ว ทางจุฬาฯ ยังมีแผนริเริ่มโครงการ<strong> Certified Press , Certified News เ</strong>พื่อแก้ปัญหาความเชื่อมั่นด้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งปัจจุบันมีแหล่งดำเนิด​ข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก รวมทั้งปัญหาข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน ซึ่งกระทบทั้งต่อความเชื่อมั่น และจริยธรรมด้านสื่อมวลชน ทำให้เกิดเป็นแนวคิดในการเป็นศูนย์กลางเพื่อกลั่นกรองรวมทั้งรับรองความน่าเชื่อถือของข่าวแต่ละชิ้น หรือแต่ละสำนัก ผ่านการใช้สัญลักษณ์กลางเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้รับสาร โดยนำองค์ความรู้ต่างๆ มาช่วยในการตรวจสอบทั้ง​นิเทศศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รวมทั้งเทคโนโลยี AI ซึ่งจำเป็นต้องทำงานร่วมกันกับภาคสื่อมวลชนเพื่อสามารถตกผลึกทั้งแนวคิด และแนวทางในการดำเนินงานเพื่อสามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้จริงในอนาคต&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40693 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/อธิการบดีจุฬาฯ-พบสื่อมวลชน_4.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การพัฒนาแวดวงการศึกษาในปัจจุบัน จำเป็นต้องมีวิธีคิดและการบริหารไม่ต่างกับการขับเคลื่อนในภาคเศรษฐกิจ เนื่องจาก เป็นหนึ่งภาคส่วนที่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศ ไม่ต่างกับภาคการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาต่างชาติ ที่เข้ามาเรียนต่อในประเทศไทยและมีการใช้จ่ายกระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจภายในประเทศเช่นเดียวกัน และเป็นอีกหนึ่งโอกาสของประเทศในการส่งเสริมให้มีคนเข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนามิติด้านการศึกษาอย่างเหมาะสม มากกว่าการพิจารณาจากจำนวนนิสิตหรือนักศึกษาภายในสถาบันการศึกษาแต่ละแห่ง  เพื่อมีส่วนช่วยทั้งพัฒนาคุณภาพการศึกษารวมทั้งช่วยขับเคลื่อนการเติบโตด้านเศรษฐกิจให้ประเทศได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/109th-years-chula-for-the-future/">จุฬาฯ ก้าวสู่ปีที่ 109  ขับเคลื่อน Chula for the Future เปิด 3 หน่วยงานใหม่​ ตอบโจทย์มากกว่าแค่นิสิต แต่ยกระดับสู่การมี &#8216;ประชาชนเป็นศูนย์กลาง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากอวนผีสู่วัสดุตั้งต้นการพิมพ์สามมิติ จุฬาฯ พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิล เปลี่ยนขยะทะเลเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/chula-transform-ghost-nets-to-value-material/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Feb 2026 02:25:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[3D Printing]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn University]]></category>
		<category><![CDATA[Ghost Gear]]></category>
		<category><![CDATA[Ghost Nets]]></category>
		<category><![CDATA[innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Material]]></category>
		<category><![CDATA[PETROMAT]]></category>
		<category><![CDATA[plastic waste]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การพิมพ์สามมิติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ณัฐพล ไร่สงัด]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ]]></category>
		<category><![CDATA[อวนประมง]]></category>
		<category><![CDATA[อวนผี]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นฟิลาเมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครพลาสติก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39976</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักวิจัยจุฬาฯ พลิกขยะอวนประมงให้เป็นเส้นฟิลาเมนต์สำหรับ 3D Printing มุ่งสู่การพัฒนานวัตกรรมวัสดุรีไซเคิลที่ใช้งานได้จริง ลดไมโครพลาสติก และส่งเสริมการรีไซเคิลอวน พร้อมวางรากฐานสู่โอกาสสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชนชาวประมงในอนาคตอย่างยั่งยืน ทุกครั้งที่เดินเล่นริมชายหาด นอกจากความงามของทะเลและสายลมเค็มที่พัดเอาความสดชื่นมาให้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ ดร.ณัฐพล ไร่สงัด อาจารย์จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่อาจมองข้ามได้เลย คือขยะพลาสติกที่กระจัดกระจายอยู่ตามแนวชายฝั่ง ทั้งขวดน้ำ เศษถุงพลาสติก เศษผ้า ไปจนถึงชิ้นส่วนของของใช้ในชีวิตประจำวัน และที่สร้างผลกระทบมากที่สุดคืออวนประมงที่ถูกทิ้งและลอยเกยชายฝั่ง ซึ่งเรามักเรียกกันว่า “อวนผี” – หนึ่งในขยะที่ส่งผลร้ายต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างเงียบงัน แม้งานวิจัยหลักของ ดร.ณัฐพล จะมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุสำหรับการพิมพ์สามมิติเพื่อใช้งานทางการแพทย์และด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุไฮโดรเจลสำหรับงานสร้างเนื้อเยื่อ ไปจนถึงวัสดุยืดหยุ่นสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ด้วยความรักในท้องทะเลและความห่วงใยต่อความปลอดภัยของอาหารทะเล ดร.ณัฐพล ก็ไม่อาจปล่อยให้อวนผีลอยนวลอยู่ในทะเลหรือถูกทิ้งเกลื่อนตามชายหาดโดยไม่ลงมือทำอะไรเลย นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีพอลิเมอร์จึงริเริ่มโครงการ &#8216;การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ&#8217; โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) และได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง รวมถึงการร่วมมือในการวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ด้วยความหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นก้าวเล็ก ๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมการพิมพ์สามมิติ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะทะเลอย่างยั่งยืน  “ในประเทศไทยมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว โดยชาวบ้านขายอวนเก่าให้กับพ่อค้าที่รับซื้อเพื่อนำไป รีไซเคิล แต่ยังไม่มีการนำพลาสติกไนลอนจากอวนเหล่านี้มาใช้ในเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างการพิมพ์สามมิติ” ดร.ณัฐพล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/chula-transform-ghost-nets-to-value-material/">จากอวนผีสู่วัสดุตั้งต้นการพิมพ์สามมิติ จุฬาฯ พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิล เปลี่ยนขยะทะเลเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>นักวิจัยจุฬาฯ พลิกขยะอวนประมงให้เป็นเส้นฟิลาเมนต์สำหรับ 3</em><em>D Printing </em><em>มุ่งสู่การพัฒนานวัตกรรมวัสดุรีไซเคิลที่ใช้งานได้จริง ลดไมโครพลาสติก และส่งเสริมการรีไซเคิลอวน พร้อมวางรากฐานสู่โอกาสสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชนชาวประมงในอนาคตอย่างยั่งยืน</em></p>
<p><span id="more-39976"></span></p>
<p>ทุกครั้งที่เดินเล่นริมชายหาด นอกจากความงามของทะเลและสายลมเค็มที่พัดเอาความสดชื่นมาให้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ <strong>ดร.ณัฐพล ไร่สงัด อาจารย์จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> ไม่อาจมองข้ามได้เลย คือขยะพลาสติกที่กระจัดกระจายอยู่ตามแนวชายฝั่ง ทั้งขวดน้ำ เศษถุงพลาสติก เศษผ้า ไปจนถึงชิ้นส่วนของของใช้ในชีวิตประจำวัน และที่สร้างผลกระทบมากที่สุดคืออวนประมงที่ถูกทิ้งและลอยเกยชายฝั่ง ซึ่งเรามักเรียกกันว่า <strong>“อวนผี”</strong> – หนึ่งในขยะที่ส่งผลร้ายต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างเงียบงัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39978 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/ดร.ณัฐพล-ไร่สงัด.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>แม้งานวิจัยหลักของ ดร.ณัฐพล จะมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุสำหรับการพิมพ์สามมิติเพื่อใช้งานทางการแพทย์และด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุไฮโดรเจลสำหรับงานสร้างเนื้อเยื่อ ไปจนถึงวัสดุยืดหยุ่นสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ด้วยความรักในท้องทะเลและความห่วงใยต่อความปลอดภัยของอาหารทะเล ดร.ณัฐพล ก็ไม่อาจปล่อยให้อวนผีลอยนวลอยู่ในทะเลหรือถูกทิ้งเกลื่อนตามชายหาดโดยไม่ลงมือทำอะไรเลย <strong>นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีพอลิเมอร์จึงริเริ่มโครงการ &#8216;การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ&#8217; โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (</strong><strong>PETROMAT) </strong><strong>และได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง รวมถึงการร่วมมือในการวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ด้วยความหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นก้าวเล็ก ๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมการพิมพ์สามมิติ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะทะเลอย่างยั่งยืน</strong></p>
<p><strong> </strong>“ในประเทศไทยมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว โดยชาวบ้านขายอวนเก่าให้กับพ่อค้าที่รับซื้อเพื่อนำไป รีไซเคิล แต่ยังไม่มีการนำพลาสติกไนลอนจากอวนเหล่านี้มาใช้ในเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างการพิมพ์สามมิติ” ดร.ณัฐพล กล่าวถึงโอกาสในการพัฒนานวัตกรรม”</p>
<p><strong>อวนผี ภัยร้ายแห่งท้องทะเล</strong></p>
<p><strong>ดร.ณัฐพล</strong> อธิบายว่า <strong>&#8220;อวนผี&#8221;</strong> (Ghost Net) เป็นชื่อที่เรียกอวนประมงที่ถูกทิ้งและล่องลอยไปมาในมหาสมุทรโดยไร้ทิศทางเหมือนผี เมื่อลอยไปที่ใด ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่อยู่ตรงนั้น ซึ่งผลกระทบของอวนผีต่อระบบนิเวศทางทะเลนั้นรุนแรงกว่าที่หลายคนคิด</p>
<p><em>“เมื่ออวนประมงถูกทิ้งหรือหลุดหายลงสู่ทะเล มันยังคงทำหน้าที่ดักจับสัตว์ทะเลต่อไปเหมือนตอนถูกใช้งาน แต่ครั้งนี้จะไม่มีชาวประมงมาเก็บผลผลิต สัตว์ทะเลที่ติดอวนจึงมักไม่สามารถรอดชีวิตได้ เราอาจคุ้นตากับภาพเต่าทะเลหรือปลาที่พันติดอวนผ่านสื่อต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริง เหล่านั้นเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของปัญหาที่เกิดขึ้นใต้ผืนน้ำเท่านั้น”</em></p>
<p>อีกส่วนของปัญหาจากอวนผีคือ <strong>“ไมโครพลาสติก”</strong> ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตทางทะเลและมนุษย์ ดร.ณัฐพลกล่าว</p>
<p><em>“อวนเหล่านี้เมื่อถูกแสงแดด คลื่น และสภาพแวดล้อมทางทะเลกัดกร่อนเป็นเวลานาน เส้นใยพลาสติกจะค่อย ๆ แตกตัวจนกลายเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งสามารถกระจายสะสมอยู่ในน้ำทะเลและถูกกินโดยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างแพลงก์ตอนหรือสัตว์น้ำวัยอ่อน ไมโครพลาสติกเหล่านี้จึงถูกส่งต่อและสะสมขึ้นเรื่อย ๆ ในห่วงโซ่อาหารจนถึงสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และท้ายที่สุดอาจย้อนกลับมาสู่มนุษย์ผ่านการบริโภคอาหารทะเล”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39979 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Nets1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นวัตกรรมเพื่อระบบที่ยั่งยืนและทุกฝ่ายได้ประโยชน์  </strong></p>
<p>โครงการ <strong>&#8216;การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีสามมิติ&#8217;</strong> เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) พร้อมทั้งได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง และความร่วมมือด้านงานวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ดร.ณัฐพลอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย 3 ประการ ได้แก่</p>
<p><strong>ด้านวิชาการ</strong> การพัฒนาวัสดุชนิดใหม่จากพลาสติกรีไซเคิลให้สามารถใช้งานได้จริงในเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความรู้เชิงลึกทางด้านเคมีพอลิเมอร์ เนื่องจากพลาสติกที่รีไซเคิลมักมีคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากพลาสติกใหม่ นักวิจัยจึงต้องปรับสูตรและเติมสารเติมแต่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้เส้นฟิลาเมนต์ที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ทั่วไป</p>
<p><strong>ด้านสิ่งแวดล้อม</strong> การเปิดช่องทางใหม่ในการใช้งานพลาสติกรีไซเคิลจากอวนจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความต้องการอวนเก่า ส่งผลให้มีการรีไซเคิลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะในทะเล</p>
<p><strong>ด้านชุมชน</strong> โครงการนี้มุ่งหวังที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนชาวประมง ในปัจจุบันอวนเก่ามักถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล แต่หากชุมชนได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปเบื้องต้น เช่น การล้าง การตากแห้ง หรือการบดเบื้องต้น ชาวประมงก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุที่มีอยู่แล้ว และนำไปจำหน่ายในรูปแบบที่มีคุณภาพมากขึ้น</p>
<p>“ปัจจุบันแม้จะมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว แต่การนำไปใช้งานยังค่อนข้างจำกัด การเปิดช่องทางใหม่ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติจะทำให้มีตลาดรองรับพลาสติกรีไซเคิลจากอวนมากขึ้น เมื่อมีตลาดที่แน่นอน ก็จะมีการเก็บรวบรวมอวนเก่ามากขึ้น ราคารับซื้อก็จะดีขึ้น ชาวประมงก็ได้รับประโยชน์มากขึ้น และ<strong>ที่สำคัญคือทะเลของเราก็จะสะอาดขึ้น สิ่งนี้คือเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการ ไม่ใช่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการสร้างระบบที่ยั่งยืนโดยทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งสิ่งแวดล้อม ชุมชน และภาคอุตสาหกรรม”</strong> ดร.ณัฐพลกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39980 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2193224_0_0.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong> </strong><strong>กระบวนการแปรรูป จากขยะสู่นวัตกรรม</strong></p>
<p>การเปลี่ยนอวนประมงที่ถูกทิ้งให้กลายเป็นเส้นฟิลาเมนต์คุณภาพสำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติไม่ใช่กระบวนการที่ทำได้ในทันที แต่ต้องผ่านการแปรรูปหลายขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเก็บอวนผีขึ้นจากทะเล    ไปจนถึงการผลิตเป็นเส้นฟิลาเมนต์พร้อมใช้งาน</p>
<p><strong>&#8211; ขั้นตอนแรก &#8211; การคัดแยกและทำความสะอาด</strong> เมื่อได้อวนมา สิ่งที่ต้องทำก่อนคือการแยกส่วนประกอบที่ไม่ต้องการออก เช่น ตะกั่ว ทุ่น โฟม เชือกอื่น ๆ รวมถึงเศษดิน ทราย หิน และเปลือกหอยที่ติดมากับอวน จากนั้นจึงนำไปล้างให้สะอาด ขั้นตอนนี้ถือเป็น “pain point” สำคัญ เพราะต้องใช้น้ำจำนวนมากและต้องการพื้นที่รองรับค่อนข้างมาก หากต้องการนำไปใช้จริงในระดับชุมชน จำเป็นต้องวางแผนเรื่องระบบน้ำและพื้นที่ล้างอย่างเหมาะสม</p>
<p><strong>&#8211; ขั้นตอนที่สอง &#8211; การสับบดและคัดขนาด</strong> เมื่ออวนแห้งและสะอาดแล้ว จะถูกนำเข้าสู่เครื่องสับหรือเครื่องบดให้มีขนาดเล็กลง จากนั้นคัดแยกให้ได้เกล็ดพลาสติกที่มีขนาดเหมาะสมต่อการหลอมในขั้นตอนถัดไป</p>
<p><strong>&#8211; ขั้นตอนที่สาม</strong> <strong>&#8211; การหลอมผสม </strong>อวนที่ถูกบดละเอียดแล้วจะถูกนำมาหลอมและผสมกับสารเติมแต่งต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติ จากนั้นจึงขึ้นรูปเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล</p>
<p><strong>&#8211; ขั้นตอนที่สี่ &#8211; การดึงเป็นเส้น</strong> เม็ดพลาสติกรีไซเคิลจะถูกหลอมอีกครั้งและรีดผ่านหัวดายให้เป็นเส้นยาว ก่อนเข้าสู่เครื่องดึงเพื่อให้ได้เส้นฟิลาเมนต์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางคงที่ประมาณ 1.75 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติชนิด Fused Deposition Modeling (FDM)</p>
<p>ดร.ณัฐพลอธิบายถึงเหตุผลที่ไม่ดึงเป็นเส้นตั้งแต่แรก แต่ต้องทำเป็นเม็ดก่อนว่า “อวนที่ได้มาในแต่ละครั้ง เราไม่รู้แหล่งที่มา ทำให้ไม่สามารถรู้ถึงคุณสมบัติของเส้นใย การทำเป็นเม็ดก่อนจะช่วยให้เราสามารถควบคุมคุณภาพและความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์สุดท้ายได้ดีมากขึ้น”</p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39982 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2193223_0_0.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></strong></p>
<p><strong>ฟิลาเมนต์และการพิมพ์สามมิติ โอกาสแห่งอนาคต</strong></p>
<p>เส้นฟิลาเมนต์คือเส้นพลาสติกที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติชนิด FDM (Fused Deposition Modeling) โดยเครื่องจะหลอมเส้นพลาสติกและพิมพ์ออกมาเป็นชั้น ๆ ตามแบบที่ออกแบบไว้ในคอมพิวเตอร์        จนกลายเป็นชิ้นงานสามมิติที่สมบูรณ์</p>
<p><strong>ดร.ณัฐพล </strong>ยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้ว่า การใช้งานของเทคโนโลยีพิมพ์สามมิตินั้นหลากหลายมาก ตั้งแต่การทำของเล่น ของที่ระลึก ไปจนถึงการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันหลายอุตสาหกรรมได้นำ 3D printing มาใช้เพื่อลดขั้นตอนการผลิต ลดต้นทุน และย่นระยะเวลาในการพัฒนาสินค้า เช่น การผลิตชิ้นงานตัวอย่างสำหรับทดสอบรูปทรง การทำแม่แบบสำหรับกระบวนการผลิตต่าง ๆ หรือการสร้างชิ้นส่วนเฉพาะทาง ที่ในอดีตต้องใช้เวลานานกว่าจะผลิตได้</p>
<p>สำหรับโครงการวิจัยนี้ ดร.ณัฐพลมีแผนจะนำวัสดุรีไซเคิลจากอวนประมงไปพัฒนาชิ้นงานต้นแบบในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะที่ต้องการวัสดุที่มีความแข็งแรงและน้ำหนักเบา นอกจากนี้ วัสดุที่ได้ยังสามารถต่อยอดเพื่อผลิตเป็นอุปกรณ์เสริม หรือชิ้นส่วนประกอบอื่น ๆ ในรถยนต์และรถจักรยานยนต์ได้อีกหลากหลายรูปแบบ ตามความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม</p>
<p><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39981 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2193227_0_0.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></strong></p>
<p><strong>จุดเด่นของฟิลาเมนต์จากอวนรีไซเคิล</strong></p>
<p>ดร.ณัฐพลสรุปจุดเด่น 2 ประการที่ทำให้เส้นฟิลาเมนต์จากอวนรีไซเคิลมีความแตกต่างและโดดเด่นกว่าเส้น  ฟิลาเมนต์แบบอื่น ๆ</p>
<p><strong>จุดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม</strong> ผลิตภัณฑ์นี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเนื่องจากผลิตจากขยะที่ถูกทิ้งในทะเลไทย      การเพิ่มช่องทางการใช้งานพลาสติกรีไซเคิลจะช่วยเพิ่มความต้องการวัตถุดิบรีไซเคิล ส่งผลให้มีการเก็บรวบรวมและ   รีไซเคิลอวนเก่ามากขึ้น ในที่สุดจะส่งผลประโยชน์กลับไปยังชุมชนชาวประมงที่เป็นต้นทางของวัตถุดิบ</p>
<p><strong>จุดเด่นด้านเทคนิค</strong> ทีมวิจัยสามารถปรับเปลี่ยนสมบัติของเส้นฟิลาเมนต์ให้เหมาะสมกับการใช้งานที่ต้องการได้ แม้พลาสติกรีไซเคิลจะมีคุณสมบัติแตกต่างจากพลาสติกใหม่ แต่ด้วยการเติมสารเติมแต่งและการปรับสูตรอย่างเหมาะสม ก็สามารถทำให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเส้นฟิลาเมนต์จากวัสดุใหม่ได้ โดยเฉพาะในด้านความแข็งแรงเชิงกล และความสามารถในการขึ้นรูปด้วยเครื่องพิมพ์ 3D</p>
<p><strong>ก้าวข้ามความท้าทาย </strong></p>
<p>การพัฒนานวัตกรรมไม่ใช่เส้นทางที่ราบเรียบหรือง่ายดาย ตรงกันข้าม ดร.ณัฐพลกล่าวถึงความท้าทาย    หลัก ๆ 3 ประการที่ต้องฟันฝ่า</p>
<p><strong>การควบคุมคุณภาพ</strong> เป็นประเด็นสำคัญของงานวิจัยนี้ ดร.ณัฐพลอธิบายว่า อวนที่เก็บมาจากแต่ละพื้นที่มักมีความแตกต่างกันทั้งด้านอายุการใช้งาน ระดับการเสื่อมสภาพ และการปนเปื้อนของสิ่งสกปรกหรือโลหะหนัก ทำให้คุณสมบัติของวัตถุดิบไม่สม่ำเสมอ และยากต่อการนำไปพัฒนาเป็นวัสดุสำหรับงานวิศวกรรมโดยตรง ดังนั้น การเปลี่ยนอวนให้เป็น <strong>“เม็ดพลาสติกรีไซเคิล”</strong> จึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น และทำให้สมบัติต่าง ๆ ของวัสดุมีความคงที่มากพอสำหรับการพัฒนาชิ้นงานต้นแบบ</p>
<p><strong>กระบวนการล้างทำความสะอาดอวน </strong>เป็นกระบวนการที่ต้องใช้น้ำจำนวนมากและพื้นที่กว้างขวาง ซึ่งอาจขัดแย้งกับหลักการรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ในอนาคตจึงต้องมีการพัฒนากระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและใช้ทรัพยากรน้อยลง</p>
<p><strong>การสร้างความเชื่อมั่นในตลาด</strong> แม้ผลิตภัณฑ์จะมีคุณภาพดี แต่การที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลอาจทำให้บางกลุ่มลูกค้ารู้สึกไม่มั่นใจ การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยการทดสอบจริงกับผู้ใช้และการรับรองคุณภาพอย่างเป็นทางการ</p>
<p>แม้จะต้องรับมือกับความท้าทายหลายประการ แต่โครงการนี้ก็ยังสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ดร.ณัฐพล กล่าวว่าความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน เริ่มจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) ที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัย บริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ที่สนับสนุนเม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมงและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีพลาสติก รวมถึงนักวิจัยร่วมโครงการจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ร่วมพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิต</p>
<p><em>“กระบวนการพัฒนานวัตกรรมต้องผ่านการทดลองและปรับปรุงอยู่หลายรอบ ทั้งการปรับพารามิเตอร์ในการทำเส้นฟิลาเมนต์ และปรับสารเติมแต่งให้สามารถทำเส้นได้ พร้อมทั้งต้องวิเคราะห์ถึงการใส่สารเติมแต่งให้เหมาะสม”</em> <strong>ดร.ณัฐพล </strong>กล่าวถึงข้อท้าทายในการวิจัย<em> &#8220;การสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืนต้องอาศัยความรู้และทักษะจากหลายสาขาวิชา ตั้งแต่เคมีพอลิเมอร์ วิศวกรรมวัสดุ ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์และการตลาด”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39983 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2193222_0.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>อนาคตใหม่ของอวนผี-รีไซเคิล</strong></p>
<p><strong>เฟสที่ 1 คือการพัฒนากระบวนการและสูตรการผลิต</strong> ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-10 เดือน เป้าหมายคือการสร้าง know-how ในการทำเม็ดพลาสติกและดึงเป็นเส้นฟิลาเมนต์ที่สามารถใช้งานได้จริง พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานวิจัย</p>
<p><strong>เฟสที่ 2 คือการขยายกำลังการผลิตและทดสอบตลาด</strong> จะมีการสร้าง supply chain ที่สมบูรณ์ โดยอาจมีบริษัทเอกชนเป็นผู้จัดหาเม็ดพลาสติกรีไซเคิล จากนั้นทีมวิจัยจะนำมาผสมสารเติมแต่งตามสูตรที่พัฒนาขึ้นแล้วส่งต่อให้บริษัท OEM ที่มีความชำนาญในการดึงเส้นพลาสติก สุดท้ายจึงนำมาบรรจุหีบห่อและทดสอบตลาด เฟสนี้คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 4-5 เดือน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่พร้อมส่งให้ลูกค้าทดลองใช้และรับข้อมูลหรือความคิดเห็นเพื่อนำมาปรับปรุง</p>
<p><strong>เฟสที่ 3 คือการส่งผลกลับสู่ชุมชนและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์</strong> เมื่อผลิตภัณฑ์ได้รับการตอบรับที่ดีในตลาด จะมีการพัฒนาโครงการลงสู่ชุมชนชาวประมงโดยตรง โดยถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการแปรรูปเบื้องต้นให้กับชุมชน เพื่อให้สามารถเพิ่มมูลค่าของอวนเก่าก่อนขาย</p>
<p><strong>ดร.ณัฐพล</strong> กล่าวว่านวัตกรรมชิ้นนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ไม่เพียงแต่ลดของเสียและมลพิษ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มในทุกขั้นตอนของวงจร</p>
<p>“งานนี้เป็นโอกาสที่จะสร้างผลกระทบได้จริง ไม่ใช่แค่ในห้องปฏิบัติการ แต่ออกไปถึงชุมชนและสิ่งแวดล้อม”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39984 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2193225_0_0.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>ดร.ณัฐพล </strong>หวังว่าผลิตภัณฑ์จะเป็นที่สนใจ มีลูกค้านำไปใช้งานจริง เกิดประโยชน์จริง และสร้างผลกระทบ  เชิงบวกกลับมาให้กับสิ่งแวดล้อมในที่สุด</p>
<p><em>“ในระยะเริ่มต้น เราวางแผนที่จะพัฒนาตลาดภายในประเทศก่อน เนื่องจากเป็นโอกาสที่สามารถต่อยอดได้ทันทีและช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมในไทย หากผลิตภัณฑ์มีศักยภาพและได้รับการยอมรับในตลาดภายในประเทศแล้ว ค่อยพิจารณาขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศต่อไป ซึ่งการส่งออกจำเป็นต้องมีการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์และเอกสารประกอบต่าง ๆ เพื่อยืนยันถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม”</em></p>
<p>นอกจากเส้นฟิลาเมนต์ ดร.ณัฐพล ยังมองถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากอวนรีไซเคิล <em><strong>“เมื่อเรามีวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีระบบ supply chain ที่ดี เราก็สามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้อีกมากมาย ไม่จำกัดอยู่แค่เส้นฟิลาเมนต์สำหรับการพิมพ์สามมิติเท่านั้น”</strong></em></p>
<p>ณ ตอนนี้ เส้นฟิลาเมนต์จากอวนผีกำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ตลาด แต่หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่พิมพ์จากเส้นฟิลาเมนต์นี้ใช้งานอยู่รอบตัวเรา และที่สำคัญที่สุด ทะเลไทยของเราจะสะอาดขึ้น ปราศจากอวนผีที่คร่าชีวิตสัตว์ทะเลและก่อไมโครพลาสติกเพิ่มเข้ามาในห่วงโซ่อาหารที่เราบริโภค</p>
<p><strong>สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีสามมิติ สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ ดร.ณัฐพล ไร่สงัด วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือผ่านทางศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (</strong><strong>PETROMAT</strong><strong>) </strong></p>
<p><strong>เว็บไซต์</strong><strong>: </strong><a href="http://www.petromat.org/" target="_blank" rel="noopener"><strong>http://www.petromat.org/</strong></a></p>
<p><strong>อีเมล </strong><a href="mailto:nuttapol.r@chula.ac.th%20และ"><strong>nuttapol.r@chula.ac.th </strong><strong>และ</strong></a> <a href="mailto:petromat@chula.ac.th"><strong>petromat@chula.ac.th</strong></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/chula-transform-ghost-nets-to-value-material/">จากอวนผีสู่วัสดุตั้งต้นการพิมพ์สามมิติ จุฬาฯ พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิล เปลี่ยนขยะทะเลเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จุฬาฯ เผยผลศึกษา The Future of Jobs 2025 ชี้ทักษะใหม่สร้างงานเพิ่ม 170 ล้านตำแหน่ง พร้อมดันเทรนด์จ้างงานโต 7%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/01/chula-join-wef-report-the-future-of-jobs-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jan 2025 11:23:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn University]]></category>
		<category><![CDATA[Enhancing Dynamic Work Role]]></category>
		<category><![CDATA[Future Human]]></category>
		<category><![CDATA[Future of Jobs 2025]]></category>
		<category><![CDATA[Future-Ready Organization]]></category>
		<category><![CDATA[Holistic Skill Change]]></category>
		<category><![CDATA[Human Replacement]]></category>
		<category><![CDATA[II]]></category>
		<category><![CDATA[Instinctual Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Skills]]></category>
		<category><![CDATA[The Future of Jobs 2025]]></category>
		<category><![CDATA[The University of AI]]></category>
		<category><![CDATA[WEF]]></category>
		<category><![CDATA[World Economic Forum]]></category>
		<category><![CDATA[คนพันธุ์ใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[งาน]]></category>
		<category><![CDATA[งานในอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[จ้างงาน]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะแห่งอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาสัญชาตญาณ]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31213</guid>

					<description><![CDATA[<p>จุฬาฯ ร่วมกับ World Economic Forum (WEF) ให้ข้อมูลรายงาน The Future of Jobs 2025 ชี้งานจะหายไป 92 ล้านตำแหน่ง แต่จะมีตำแหน่งงานใหม่ๆ กว่า 170 ล้านตำแหน่งที่เกิดขึ้นมา ​แนะเติมทักษะแห่งอนาคตป้องกันถูกแทนที่ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข้อมูลรายงาน &#8216;Future of Jobs 2025&#8217; ​โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะ​ตัวแทนหนึ่งเดียวในประเทศไทยร่วมกับ World Economic Forum ​(WEF) ร่วมเสนอแนวทางเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในระหว่างปี พ.ศ. 2568–2573 โดยรายงานฉบับ​นี้ อ้างอิงจากการสำรวจทั้งผู้นำองค์กรจากกว่า 1 พัน และพนักงานกว่า 14 ล้านคนจากทั่วโลก ใน 55 ประเทศ​ 9 ทวีป รวมทั้งประเทศไทย ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรม​​  22 กลุ่ม ​เพื่อสะท้อนให้เห็นทักษะซึ่งเป็นที่ต้องการภายในองค์กร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/chula-join-wef-report-the-future-of-jobs-2025/">จุฬาฯ เผยผลศึกษา The Future of Jobs 2025 ชี้ทักษะใหม่สร้างงานเพิ่ม 170 ล้านตำแหน่ง พร้อมดันเทรนด์จ้างงานโต 7%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>จุฬาฯ</strong> ร่วมกับ <strong>World Economic Forum (WEF)</strong> ให้ข้อมูลรายงาน<strong> The Future of Jobs 2025</strong> ชี้งานจะหายไป 92 ล้านตำแหน่ง แต่จะมีตำแหน่งงานใหม่ๆ กว่า 170 ล้านตำแหน่งที่เกิดขึ้นมา ​แนะเติมทักษะแห่งอนาคตป้องกันถูกแทนที่</p>
<p><span id="more-31213"></span></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร </strong>อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข้อมูลรายงาน<strong> &#8216;Future of Jobs 2025&#8217;</strong> ​โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะ​ตัวแทนหนึ่งเดียวในประเทศไทยร่วมกับ World Economic Forum ​(WEF) ร่วมเสนอแนวทางเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในระหว่างปี พ.ศ. 2568–2573</p>
<p>โดยรายงานฉบับ​นี้ อ้างอิงจากการสำรวจทั้งผู้นำองค์กรจากกว่า 1 พัน และพนักงานกว่า 14 ล้านคนจากทั่วโลก ใน 55 ประเทศ​ 9 ทวีป รวมทั้งประเทศไทย ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรม​​  22 กลุ่ม ​เพื่อสะท้อนให้เห็นทักษะซึ่งเป็นที่ต้องการภายในองค์กร หรือต้องการจากคนทำงานในอนาคต ไปจนถึงการปรับตัวของภาคการศึกษาประเทศไทย ในฐานะผู้ผลิตแรงงานป้อน​​สู่ตลาดแรงงาน ในการ​ปรับหลักสูตรการเรียน​การสอนให้สามารถตอบสนองความต้องการทักษะแรงงานของโลกแห่งอนาคตได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31217 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/1H8A8669.jpg" alt="" width="784" height="523" /></p>
<p>สำหรับรายละเอียดผลการศึกษาจากรายงานฉบับนี้ ในมิติต่างๆ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; 5 ปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานในปี </strong><strong>2573</strong></p>
<p><strong>1. Technological Change : การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี </strong>โดยเฉพาะ ​AI หุ่นยนต์ และนวัตกรรมด้านพลังงานเป็นปัจจัยหลักที่เปลี่ยนแปลงบทบาทงานและทักษะของแรงงาน</p>
<p><strong>2. Green Transition : การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม</strong> จาก​ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกระตุ้นความต้องการวิศวกรสิ่งแวดล้อมและพลังงานหมุนเวียน</p>
<p><strong>3. Economy Uncertainty : ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ</strong> ทั้งจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเป็นความท้าทายสำคัญ</p>
<p><strong>4. Demographic Shifts : การเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างประชากร</strong> ประชากรสูงอายุในประเทศรายได้สูงและแรงงานขยายตัวในประเทศรายได้ต่ำปรับเปลี่ยนตลาดแรงงาน</p>
<p><strong>5. Geoeconomic Fragmentation : การแบ่งแยกทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจที่ละเอียดแยกย่อยมากขึ้น</strong> ทั้งจากข้อจำกัดทางการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อรูปแบบธุรกิจ</p>
<p><em>&#8220;<strong>ทั้ง 5 ปัจจัยนี้ ถือเป็นประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบมาสู่การเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน​​ และ​แนวโน้มความสำคัญของแต่ละปัจจัยที่​​สร้างผลกระทบต่อ ที่เกิดขึ้นในทิศทางเดียวกันทั้ง​ในระดับโลก ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทย</strong> ​โดยเฉพาะปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่หลายองค์กรทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย​ต่างนำมาใช้ขับเคลื่อน​กระบวนการทำงาน​ ​รวมทั้งการพัฒนาไปสู่องค์กรนวัตกรรมต่างๆ ในยุคดิจิทัล <strong>ส่งผลให้เกิด​งผล​กระทบต่อตำแหน่งงานไม่ต่ำกว่า 92 ล้านตำแหน่ง หรือราว 8% จะเป็นงานที่สามารถถูก​แทนที่จนหายไปจากปัจจัยเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกัน จะมีตำแหน่งงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นกว่า 170 ล้านตำแหน่ง หรือ 14%  ทำให้เกิดการเติบโตของการจ้างงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 7% ​หรือราว 78 ล้านตำแหน่งงานทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่​การจ้างงานจากตำแหน่งเดิมๆ ที่มีอยู่ แต่จะเพิ่มขึ้นจากการจ้างงานในส่วนของงานใหม่ที่เกิดขึ้น</strong> ดังนั้น บุคลากรในตลาดแรงงานจากนี้และ​อนาคต จึงมีความจำเป็นต้องมีทักษะที่พร้อมสำหรับ​ตลาดงานที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31215 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Future-of-Jobs-Chula-x-WEF.jpg" alt="" width="641" height="907" /></p>
<p><strong>&#8211; TOP5 งานดาวรุ่ง &#8211; ดาวร่วง </strong></p>
<p>ในฝั่งของงานที่มีโอกาสเติบโต ล้วนแต่อยู่ในสายงานด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล​ ไม่ว่าจะเป็น AI หรือนวัตกรรมต่างๆ ส่วนฝั่งงานที่จะหายไปจอะอยู่ในกลุ่ม Traditional ทั้งสิ้น  โดย TOP 5 ในฝั่งที่มีการเติบโต ประกอบด้วย 1. Big data Specialists (ผู้เชี่ยวชาญด้าน Big Data)  2.FinTech Engineers (วิศวกรด้าน FinTech) 3. AI and Machine Learning Specialists (ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และ Machine Learning) 4. Softwares and Applications Developers (นักพัฒนาซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชั่น) และ 5. Security Management Specialists (ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความปลอดภัย)</p>
<p>ส่วนฝั่งที่จะถูกแทนที่ ประกอบด้วย 1.Postal Service Clerks (พนักงานไปรษณีย์)  2. Bank Tellers and Related Clerks (พนักงานธนาคาร)  3. Data Entry Clerks  (พนักงานคีย์ข้อมูล) 4.Cashier and Tickets Clerks (พนักงานแคชเชียร์ และพนักงานจำหน่ายตั๋ว) และ 5. Administrative Assistant and Executive Secretaries (ผู้ช่วยด้านงานธุรการและเลขานุการบริหาร)</p>
<p><strong><em>&#8220;ในความเป็นจริง งานในฝั่ง Traditional ไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง แต่จะถูกทรานสฟอร์มมาเป็นดิจิทัล หรือ  AI โดยตัวงานยังคงมีอยู่ แต่ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานอาจจะมีคำเรียกผู้ทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม หรือมีการนำ AI หรือเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาผสมผสานในการทำงานในลักษณะต่างๆ </em></strong><em>ดังนั้น หากไม่อยากให้งานต้อง</em><em>ถูกแทนที่ จำเป็นต้องยกระดับทักษะ (Skills Evolution) ​เพื่อให้ตอบโจทย์งานในอนาคต โดยทักษะ หรือ Skills คือสิ่งที่เราทำบ่อยๆ จนกลายเป็นความเชี่ยวชาญ ซึ่งทักษะจำเป็นพื้นฐานหรือเป็น Core Skills ประกอบด้วย ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking), ความสามารถในการยืดหยุ่นปรับตัว (Resilience) ,ทักษะความเป็นผู้นำ (Leadership) และทักษะด้านอิทธิพลทางสังคม (Social Influence ) ขณะเดียวกันจำเป็นต้องเพิ่มทักษะใหม่ๆ หรือ Emerging Skills เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดงานที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่  AI , ความปลอดภัยทางไซเบอร์​ (Cybersecurity) ,การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking)  และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Life Long Learning)</em><strong><em>&#8220;​</em></strong></p>
<p><strong>&#8211; ทักษะในอนาคตของประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก</strong></p>
<p>ภายในปี พ.ศ. 2573 สองในห้าของทักษะที่มีอยู่จะถูกเปลี่ยนแปลง <strong>ทักษะที่สำคัญของไทย คือ ทักษะด้าน AI และ Big Data ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ ทักษะด้านเครือข่ายและความปลอดภัยทางข้อมูล</strong> ​</p>
<p>ขณะที่ <strong>ระดับโลกเน้นทักษะด้าน AI และ Big Data ทักษะด้านเครือข่ายและความปลอดภัยทางข้อมูล ความฉลาดในการใช้งานเทคโนโลยี และทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31214 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Future-of-Job-10-Skill.jpg" alt="" width="706" height="883" /></p>
<p><strong>&#8211; กลยุทธ์สำคัญ </strong><strong>4 </strong><strong>ประการสำหรับประเทศไทย </strong></p>
<p>1. สร้างการเปลี่ยนแปลง แบบ <strong>Holistic Skill Change </strong>: ยกเครื่องการ upskill ของบุคลากรในมิติไม่ใช่ทักษะใดทักษะหนึ่งเท่านั้น</p>
<p>2. สร้างองค์กร ให้เป็น <strong>Future-Ready Organization </strong>: มีระบบการพัฒนาทักษะอนาคตของบุคลากร</p>
<p>3. <strong>Human Replacement </strong>: งานที่ซ้ำชากควรเลิกใช้คนและทดแทนด้วยระบบ Automation</p>
<p>4. <strong>Enhancing Dynamic Work Role </strong>: มีการส่งเสริมให้ไม่ยึดติดกับบทบาทการทำงานในแบบเดิมๆ แต่มีการปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา</p>
<p><em>&#8220;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก้าวสู่การเป็น<strong> The University of AI </strong>ที่มุ่งสร้าง <strong>“คนพันธุ์ใหม่” หรือ “Future Human”</strong> ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญในการใช้งาน AI (Artificial Intelligence) แต่ยังเปี่ยมด้วยทักษะที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง<strong> II (Instinctual Intelligence)</strong> หรือ <strong>“ปัญญาสัญชาตญาณ”</strong> ซึ่งสร้างสรรค์ปัญญาที่ไม่อาจประดิษฐ์ขึ้นได้ ที่สำคัญ ‘คนพันธุ์ใหม่’ จะต้องไม่ได้มีเพียงสมองที่ชาญฉลาด แต่ต้องมีหัวใจที่ดีงาม ที่จะเปลี่ยนความสามารถทางเทคโนโลยีให้เป็นพลังที่สร้างคุณค่าแก่ทั้งตนเองและสังคม” </em> ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31216 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/1H8A8965.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/chula-join-wef-report-the-future-of-jobs-2025/">จุฬาฯ เผยผลศึกษา The Future of Jobs 2025 ชี้ทักษะใหม่สร้างงานเพิ่ม 170 ล้านตำแหน่ง พร้อมดันเทรนด์จ้างงานโต 7%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จุฬาฯ ประกาศรางวัล &#8220;สุดยอดแบรนด์ทรงพลัง The Most Powerful Brands of Thailand 2024”</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/08/the-most-powerful-brands-of-thailand-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Aug 2024 10:17:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Automotive]]></category>
		<category><![CDATA[Beverages]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn University]]></category>
		<category><![CDATA[MBM]]></category>
		<category><![CDATA[Personal Care]]></category>
		<category><![CDATA[The Most Powerful Brands]]></category>
		<category><![CDATA[The Most Powerful Brands of Thailand 2024]]></category>
		<category><![CDATA[ขนมขบเคี้ยว]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[บริการทางการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายวิชาการ)]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รศ. ดร.ณัฐพล อัสสะรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ม.ล.สาวิกา อุณหนันท์]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<category><![CDATA[สุดยอดแบรนด์ทรงพลัง]]></category>
		<category><![CDATA[สุดยอดแบรนด์ทรงพลังของประเทศไทย 2024]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนดิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนด์]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนด์ทรงพลัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28496</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานมอบรางวัล “The Most Powerful Brands of Thailand 2024” หรือ &#8220;สุดยอดแบรนด์ทรงพลังของประเทศไทย 2024&#8221; ครอบคลุม 29 กลุ่มผลิตภัณฑ์ งานนี้ถือเป็นการสำรวจแบรนด์ครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร รักษาการอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานมอบรางวัลให้กับผู้บริหารแบรนด์ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด กล่าวว่า การจัดอันดับความแข็งแกร่งของแบรนด์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุก 2 ปี ซึ่งในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 7 โดยนอกจากจะมีการประกาศรางวัลแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดใน 29 กลุ่มผลิตภัณฑ์แล้ว คณะผู้วิจัยยังได้ทำการวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้แบรนด์แข็งแกร่ง เพื่อนำมาเป็นองค์ความรู้ในการกำหนดกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดอีกด้วย รศ.ดร.ณัฐพล อัสสะรัตน์ หัวหน้าโครงการวิจัย อธิบายเพิ่มเติมว่า การประเมินความแข็งแกร่งของแบรนด์จะพิจารณาครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ ความตระหนักในแบรนด์ (Awareness) ความชื่นชอบในแบรนด์ (Preference) การใช้ผลิตภัณฑ์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/the-most-powerful-brands-of-thailand-2024/">จุฬาฯ ประกาศรางวัล &#8220;สุดยอดแบรนด์ทรงพลัง The Most Powerful Brands of Thailand 2024”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> ได้จัดงานมอบรางวัล “<strong>The Most Powerful Brands of Thailand 2024</strong>” หรือ &#8220;สุดยอดแบรนด์ทรงพลังของประเทศไทย 2024&#8221; ครอบคลุม 29 กลุ่มผลิตภัณฑ์ งานนี้ถือเป็นการสำรวจแบรนด์ครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก <strong>ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร รักษาการอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> เป็นประธานมอบรางวัลให้กับผู้บริหารแบรนด์ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>
<p><span id="more-28496"></span></p>
<p><strong>ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด</strong> กล่าวว่า การจัดอันดับความแข็งแกร่งของแบรนด์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุก 2 ปี ซึ่งในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 7 โดยนอกจากจะมีการประกาศรางวัลแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดใน 29 กลุ่มผลิตภัณฑ์แล้ว คณะผู้วิจัยยังได้ทำการวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้แบรนด์แข็งแกร่ง เพื่อนำมาเป็นองค์ความรู้ในการกำหนดกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28497 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/04-คณะวิจัย-The-Most-Powerful-Brands-of-Thailand-2024.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>รศ.ดร.ณัฐพล อัสสะรัตน์ หัวหน้าโครงการวิจัย</strong> อธิบายเพิ่มเติมว่า การประเมินความแข็งแกร่งของแบรนด์จะพิจารณาครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ ความตระหนักในแบรนด์ (Awareness) ความชื่นชอบในแบรนด์ (Preference) การใช้ผลิตภัณฑ์ (Usage) และภาพลักษณ์ (Image) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ความสำเร็จของแบรนด์ทั้งในแง่ Market Share, Mind Share และ Heart Share อย่างครบถ้วน</p>
<p>เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีความน่าเชื่อถือและถูกต้อง ทีมวิจัยได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 24,000 ตัวอย่าง โดยแบ่งเป็นกลุ่มในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 12,000 ตัวอย่าง และใน 13 จังหวัดหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศอีก 12,000 ตัวอย่าง</p>
<p>กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริโภคชาวไทย อายุระหว่าง 18-69 ปี ที่มีความหลากหลายทางเพศและช่วงอายุ โดยทุกคนจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการด้วยตนเอง เพื่อให้การประเมินแบรนด์มีความถูกต้องและแม่นยำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28501 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/05-รศ.ดร.-ณัฐพล.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>รศ.ม.ล.สาวิกา อุณหนันท์ รองประธานหลักสูตร</strong> Master in Branding and Marketing (MBM) และหนึ่งในทีมวิจัย กล่าวเสริมว่า ในปัจจุบัน แบรนด์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การสร้างชื่อเสียงหรือการมอบคุณค่าให้แก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>รศ.ม.ล.สาวิกา</strong> ยังกล่าวว่า การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อยกระดับขีดความสามารถของแบรนด์ให้ทันสมัยและตอบสนองต่อสังคม ถือเป็นพันธกิจหลักของภาควิชาการตลาดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อธุรกิจและสังคมที่ยั่งยืน ในการวิจัยครั้งนี้</p>
<p>คณะวิจัยยังได้ทำการสำรวจค่านิยมและกระบวนการตัดสินใจซื้อของกลุ่มตัวอย่าง ทำให้สามารถจำแนกกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยออกเป็น 7 เจน (Generations) ซึ่งมีพฤติกรรมและการตัดสินใจซื้อที่แตกต่างจากการแบ่งกลุ่ม Generation ในอดีต และสะท้อนถึงบริบทของสังคมไทยในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ทำงานด้านการตลาดในการวางกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับผู้บริโภคแต่ละช่วงวัยในบริบทของสังคมไทยได้อย่างแท้จริง</p>
<p>สำหรับปีนี้สุดยอดแบรนด์ทรงพลัง <strong>The Most Powerful Brands of Thailand 2024</strong>  มี 29 กลุ่มผลิตภัณฑ์ดังนี้:</p>
<p><strong>ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคลและครัวเรือน (</strong><strong>Personal Care &amp; Household Products)</strong></p>
<ul>
<li>ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวกาย (Body Wash<strong>) </strong><strong>ลักส์</strong>   บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด</li>
<li>ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม (Hair Care)  <strong>ซันซิล</strong>   บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด</li>
<li>ผลิตภัณฑ์ซักผ้า (Fabric Wash ) <strong>บรีส</strong><strong>  </strong>บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด</li>
<li>ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก (Oral Care) <strong>คอลเกต  </strong>บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด</li>
<li>ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและผิวกาย (Facial &amp; Skin Care) <strong>นีเวีย</strong>  บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด</li>
</ul>
<p><strong>ยานยนต์ (</strong><strong>Automotive)</strong></p>
<ul>
<li>รถยนต์เชิงพาณิชย์ (Commercial Vehicle) <strong>โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่</strong>  บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด</li>
<li>รถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Car) <strong>โตโยต้า ยาริส</strong>  บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด</li>
<li>รถจักรยานยนต์ (Motorcycle)  <strong>ฮอนด้า</strong>  บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด</li>
</ul>
<p><strong> </strong><strong>ผลิตภัณฑ์และบริการด้านเทคโนโลยี (</strong><strong>Technology Products &amp; Services)</strong></p>
<ul>
<li>แล็ปท็อป/โน้ตบุ๊ก (Laptop/Notebook) <strong>เอเซอร์</strong>  บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด</li>
<li>โทรศัพท์มือถือ (Mobile Phone) <strong>ซัมซุง</strong>  บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด</li>
<li>แพลตฟอร์มส่งอาหาร (Food Delivery Platform) <strong>แกร็บ ฟู้ด </strong> บริษัท แกร็บ ประเทศไทย จำกัด</li>
<li>เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network)  <strong>เฟซบุ๊ก</strong>   เมตา</li>
<li>บริการทีวีสตรีมมิ่ง (TV Streaming) <strong>เน็ตฟลิกซ์</strong>   บริษัท เน็ตฟลิกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด</li>
<li>ช้อปปิ้งออนไลน์ (Online Shopping) <strong>ลาซาด้า</strong>  บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย)</li>
</ul>
<figure id="attachment_28500" aria-describedby="caption-attachment-28500" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-28500 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/10-กลุ่มสินค้ากลุ่มใหม่เครื่องปรุงรส-รสดี-ที่ได้รับรางวัล.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-28500" class="wp-caption-text">หนึ่งในกลุ่มสินค้าใหม่ในกลุ่มเครื่องปรุงรส &#8216;รสดี&#8217; ได้รับรางวัล</figcaption></figure>
<p><strong>อาหารและขนมขบเคี้ยว (</strong><strong>Food &amp; Snacks)</strong></p>
<ul>
<li>บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (Instant Noodle) <strong>มาม่า</strong>   บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)</li>
<li>อาหารกระป๋อง (Canned Food) <strong>สามแม่ครัว</strong><strong>  </strong>บริษัท รอแยลฟู้ดส์ จำกัด</li>
<li>ผลิตภัณฑ์นม (Milk) <strong>โฟร์โมสต์</strong>  บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)</li>
<li>ขนมขบเคี้ยว (Snacks) <strong>เลย์</strong> บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด</li>
<li>เครื่องปรุงรส (Seasoning) <strong>รสดี</strong>  บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด</li>
</ul>
<p><strong> </strong><strong>เครื่องดื่ม (</strong><strong>Beverages)</strong></p>
<ul>
<li>เครื่องดื่มชูกำลัง (Energy Drink) ได้แก่ <strong>เอ็ม-</strong><strong>150 </strong><strong> </strong>บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)</li>
<li>กาแฟ (Coffee) <strong>เนสกาแฟ</strong>  บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด</li>
<li>น้ำผลไม้ (Juice) <strong>ยูนิฟ</strong>  บริษัท ยูนิ-เพรสซิเดนท์ (ประเทศไทย) จำกัด</li>
<li>เครื่องดื่มฟังก์ชันนัล (Functional Drink)  <strong>ซี-วิท</strong> #CVitt บริษัท เฮ้าส์ โอสถสภา ฟู้ดส์ จำกัด</li>
</ul>
<figure id="attachment_28499" aria-describedby="caption-attachment-28499" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-28499 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/11-กลุ่มสินค้ากลุ่มใหม่อสังหาริมทรัพย์-เป็นพฤกษา-เข้ารับรางวัล.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-28499" class="wp-caption-text">หนึ่งในกลุ่มสินค้าใหม่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ &#8216;พฤกษา&#8217; ได้รับรางวัล</figcaption></figure>
<p><strong>ร้านอาหารและบริการทางการเงิน (</strong><strong>Restaurant, Financial Services &amp; Property)</strong></p>
<ul>
<li>ธนาคาร (Bank) <strong>ธนาคารไทยพาณิชย์</strong>  บริษัท ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)</li>
<li>ประกันชีวิต (Life Insurance) <strong>เอไอเอ </strong> บริษัท เอไอเอ จำกัด</li>
<li>ประกันภัยรถยนต์ (Car Insurance) <strong>วิริยะประกันภัย </strong> บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)</li>
<li>ร้านกาแฟ (Coffee Shop) <strong>คาเฟ่ อเมซอน </strong> บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด</li>
<li>เชนร้านอาหาร (Chain Restaurants) <strong>เอ็มเค</strong>  บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)</li>
<li>อสังหาริมทรัพย์ (ที่อยู่อาศัย) (Property (Resident) <strong>พฤกษา </strong> บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)</li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/the-most-powerful-brands-of-thailand-2024/">จุฬาฯ ประกาศรางวัล &#8220;สุดยอดแบรนด์ทรงพลัง The Most Powerful Brands of Thailand 2024”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ รับรางวัลใหญ่ 2 รางวัลดีเด่นระดับประเทศจากกระทรวง อว.</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/01/cbs-won-2-award-from-future-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jan 2024 08:52:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[CBS]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Chula Togetherness]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn University]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Future Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Wilert’s Vision]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=23465</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศาสตราจารย์  ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ขึ้นแท่นรับรางวัลใหญ่ 2 รางวัลดีเด่นระดับประเทศจากกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) กล่าวว่า  คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ได้รับ 2 รางวัลดีเด่นระดับประเทศจาก คุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กระทรวง อว.) ในงาน Future Thailand ประกอบด้วย  1)  รางวัลสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับรองคุณภาพการศึกษานานาชาติเพิ่มสูงสุด 2)  รางวัลสถาบันการอุดมศึกษาดีเด่นที่มีจำนวนศาสตราจารย์เพิ่มขึ้นสูงสุด สายสังคมศาสตร์  ทั้งสองรางวัลเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพการบริหารการศึกษาอันดับหนึ่งที่มีกลยุทธ์การสนับสนุนการขอตำแหน่งวิชาการของสายคณาจารย์และพัฒนาบุคลากรสายสนับสนุนได้อย่างดีเยี่ยมและยังได้รับเกียรติเชิญเป็นวิทยากรบรรยายบนเวทีของกระทรวง อว. ในหัวข้อ Future of Education เพื่อ reform อนาคตการศึกษาของประเทศไทย และโชว์วิสัยทัศน์ใหม่ในการปฎิรูปคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยให้ก้าวล้ำโลกในยุคปัจจุบัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/01/cbs-won-2-award-from-future-thailand/">คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ รับรางวัลใหญ่ 2 รางวัลดีเด่นระดับประเทศจากกระทรวง อว.</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศาสตราจารย์  ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ </strong><strong>ขึ้นแท่นรับรางวัลใหญ่ 2 รางวัลดีเด่นระดับประเทศจากกระทรวง อว.</strong></p>
<p><span id="more-23465"></span></p>
<p>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) กล่าวว่า  คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ได้รับ 2 รางวัลดีเด่นระดับประเทศจาก คุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กระทรวง อว.) ในงาน Future Thailand ประกอบด้วย</p>
<p><strong> </strong><strong>1)  รางวัลสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับรองคุณภาพการศึกษานานาชาติเพิ่มสูงสุด</strong></p>
<p><strong>2)  รางวัลสถาบันการอุดมศึกษาดีเด่นที่มีจำนวนศาสตราจารย์เพิ่มขึ้นสูงสุด สายสังคมศาสตร์  </strong></p>
<p>ทั้งสองรางวัลเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพการบริหารการศึกษาอันดับหนึ่งที่มีกลยุทธ์การสนับสนุนการขอตำแหน่งวิชาการของสายคณาจารย์และพัฒนาบุคลากรสายสนับสนุนได้อย่างดีเยี่ยมและยังได้รับเกียรติเชิญเป็นวิทยากรบรรยายบนเวทีของกระทรวง อว. ในหัวข้อ Future of Education เพื่อ reform อนาคตการศึกษาของประเทศไทย และโชว์วิสัยทัศน์ใหม่ในการปฎิรูปคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยให้ก้าวล้ำโลกในยุคปัจจุบัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23466 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Dr-will1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/01/cbs-won-2-award-from-future-thailand/">คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ รับรางวัลใหญ่ 2 รางวัลดีเด่นระดับประเทศจากกระทรวง อว.</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลักสูตรตรีควบโทใหม่จากการผนึกกำลังของห้าคณะหลักจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บูรณาการศาสตร์ธุรกิจ และศาสตร์สุขภาพเพื่อรองรับโลกอนาคต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/12/master-of-science-in-business-from-chulalongkorn-university/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Dec 2023 10:19:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[CBS]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn Business School]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn University]]></category>
		<category><![CDATA[Curriculum]]></category>
		<category><![CDATA[Dual Degree]]></category>
		<category><![CDATA[Life long learning]]></category>
		<category><![CDATA[Master of Science in Business]]></category>
		<category><![CDATA[MSB]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.ปาลนี อัมรานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ทพ.ดร.พรชัย จันศิษย์ยานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ สพ.ญ.ดร.สันนิภา สุรทัตต์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตร]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตรตรีควบโท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=22794</guid>

					<description><![CDATA[<p>คณะต่างๆในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลังระหว่างคณะเพื่อสร้างมิติใหม่แห่งวงการการศึกษา โดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี นำเสนอหลักสูตรทางด้านธุรกิจให้กับคณะแพทยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ และคณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะอื่นๆของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดหลักสูตรใหม่เพื่อสร้างบัณฑิตใหม่ที่นอกจากจะมีปริญญาจากศาสตร์เฉพาะทางทั้งกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ และกลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ แล้ว ยังมีโอกาสได้ปริญญาทางธุรกิจเพิ่มเป็นการปูทางสร้างผู้ประกอบการยุคใหม่ในโลกอนาคต การบูรณาการข้ามศาสตร์จากระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ภายในจุฬาลงกรณ์ฯ สามารถลงควบปริญญาโทภายใต้ชื่อ MSB (Master of Science in Business) ต่อได้เลย ถือเป็นปรากฎการณ์สำคัญครั้งแรกในการบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตสาขาอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีได้เรียนควบคู่ปริญญาโททางธุรกิจอีกเพียง 1 ปีเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์การทำงาน ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หรือ Chulalongkorn Business School (CBS)  จุฬาฯกล่าวว่า หลักสูตรนี้จะได้นำเสนอความรู้แนวปฏิบัติจริง การทำแผนธุรกิจจริง และประสบการณ์ที่จะได้รับการถ่ายทอดจาก CEO ชั้นนำระดับประเทศ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดกับศาสตร์เดิมที่เรียนอยู่ถือเป็นการติดปีกความรู้ทางธุรกิจ โดยนำเสนอให้กับทุกคณะฯของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าความร่วมมือนี้เป็นการตอบโจทย์ความต้องการของแพทย์ในปัจจุบัน ที่เมื่อจบออกไป ส่วนหนึ่งต้องปฏิบัติงานเป็นผู้บริหารสถานพยาบาลร่วมกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรม จึง จำเป็นต้องใช้ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจและศาสตร์ทางการบริหาร หลักสูตรนี้จะเสริมสร้างความแตกต่างของหลักสูตรแพทย์ศาสตร์ของจุฬาฯ ให้ผู้เรียนสามารถเลือกที่จะเพิ่มทักษะและความรู้ในศาสตร์ที่ตนเองสนใจได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/12/master-of-science-in-business-from-chulalongkorn-university/">หลักสูตรตรีควบโทใหม่จากการผนึกกำลังของห้าคณะหลักจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บูรณาการศาสตร์ธุรกิจ และศาสตร์สุขภาพเพื่อรองรับโลกอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คณะต่างๆในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลังระหว่างคณะเพื่อสร้างมิติใหม่แห่งวงการการศึกษา โดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี นำเสนอหลักสูตรทางด้านธุรกิจให้กับคณะแพทยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ และคณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะอื่นๆของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดหลักสูตรใหม่เพื่อสร้างบัณฑิตใหม่ที่นอกจากจะมีปริญญาจากศาสตร์เฉพาะทางทั้งกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ และกลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ แล้ว ยังมีโอกาสได้ปริญญาทางธุรกิจเพิ่มเป็นการปูทางสร้างผู้ประกอบการยุคใหม่ในโลกอนาคต</strong></p>
<p><span id="more-22794"></span></p>
<p><strong>การบูรณาการข้ามศาสตร์จากระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ภายในจุฬาลงกรณ์ฯ สามารถลงควบปริญญาโทภายใต้ชื่อ </strong><strong>MSB (Master of Science in Business) </strong><strong>ต่อได้เลย ถือเป็นปรากฎการณ์สำคัญครั้งแรกในการบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตสาขาอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีได้เรียนควบคู่ปริญญาโททางธุรกิจอีกเพียง </strong><strong>1</strong><strong> ปีเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์การทำงาน </strong></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หรือ </strong><strong>Chulalongkorn Business School (CBS)  </strong><strong>จุฬาฯ</strong>กล่าวว่า หลักสูตรนี้จะได้นำเสนอความรู้แนวปฏิบัติจริง การทำแผนธุรกิจจริง และประสบการณ์ที่จะได้รับการถ่ายทอดจาก CEO ชั้นนำระดับประเทศ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดกับศาสตร์เดิมที่เรียนอยู่ถือเป็นการติดปีกความรู้ทางธุรกิจ โดยนำเสนอให้กับทุกคณะฯของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22799 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/12/MSB5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>รองศาสตราจารย์ นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ </strong>กล่าวว่าความร่วมมือนี้เป็นการตอบโจทย์ความต้องการของแพทย์ในปัจจุบัน ที่เมื่อจบออกไป ส่วนหนึ่งต้องปฏิบัติงานเป็นผู้บริหารสถานพยาบาลร่วมกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรม จึง จำเป็นต้องใช้ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจและศาสตร์ทางการบริหาร หลักสูตรนี้จะเสริมสร้างความแตกต่างของหลักสูตรแพทย์ศาสตร์ของจุฬาฯ ให้ผู้เรียนสามารถเลือกที่จะเพิ่มทักษะและความรู้ในศาสตร์ที่ตนเองสนใจได้</p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ สพ.ญ.ดร.สันนิภา สุรทัตต์</strong> <strong>คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ </strong>กล่าวว่าสัตวแพทย์ที่จบจากจุฬาฯ ที่ผ่านมามีความต้องการที่จะเสริมสร้างความรู้ทางธุรกิจ หลักสูตรที่มีการบูรณาการกับศาสตร์ด้านสัตวแพทย์จะตอบโจทย์ตลาดแรงงานในปัจจุบันที่ต้องการบัณฑิตที่มีทักษะครบเครื่องและรอบด้าน และนี่คือหลักสูตรปริญญาของสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯที่สามารถต่อปริญญาโททางธุรกิจได้ทันที</p>
<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ปาลนี อัมรานนท์ คณบดีคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ</strong> กล่าวว่า ศาสตร์ทางด้านสหเวชศาสตร์ ปัจจุบันมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก บัณฑิตคณะสหเวชศาสตร์นอกจากมีองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมของศาสตร์ทางด้านสหเวชฯ องค์ความรู้ด้านบริหารธุรกิจมีความจำเป็นอย่างมากในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และการประกอบอาชีพ การเปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนศาสตร์ด้านบริหารธุรกิจเพิ่มเติมจะช่วยเสริมส่งให้บัณฑิตคณะสหเวชศาสตร์ ได้องค์ความรู้ครบทุกมิติที่จำเป็น ตลอดจนช่วยเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22796 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/12/MSB2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ทพ.ดร.พรชัย จันศิษย์ยานนท์ คณบดีคณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ</strong> กล่าวว่า  ศาสตร์ทางด้านทันตแพทย์ในปัจจุบันเปิดกว้างมากกว่าจะเป็นแค่ศาสตร์ทางด้านทันตกรรม  การเพิ่มองค์ความรู้ทางด้านการบริหาร นวัตกรรม การตลาด การสื่อสารทางธุรกิจของความร่วมมือของคณะต่างๆในหลักสูตรนี้จะเป็นการสร้างความทันสมัยและสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาหลักสูตรของทันตแพทย์ จุฬาฯให้มีความแตกต่างกับศาสตร์เดียวกันจากทันตกรรมที่อื่นที่ผู้เรียนจะได้มีแนวคิดการเป็นผู้บริหารทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน มีทักษะทางธุรกิจประกอบการบริหารควบคู่กันไปด้วย</p>
<p>ความร่วมมือของห้าคณะดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากสำหรับนิสิตในการเสริมองค์ความรู้ด้านธุรกิจให้กับนิสิตของคณะ และลดระยะเวลาศึกษาลงด้วย ตลอดจนเกิดความร่วมมือระหว่างคณาจารย์ข้ามคณะ นำมาซึ่งการพัฒนาความรู้และ   การบูรณาการข้ามศาสตร์ร่วมกันต่อไป ทั้งนี้คณบดีทั้งห้าคณะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หลักสูตรปริญญาตรีควบโท MSB ( Master of Science in Business) หลักสูตรแรกในประเทศไทยที่ตอบรับตลาดแรงงานในเรื่องการบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ และโครงการเรียนรู้ตลอดชีวิต  (Life long learning) ที่นิสิตสามารถโอนหน่วยกิตจากปริญญาตรีสู่ปริญญาโทได้เลย เพื่อเพิ่มทักษะเตรียมตัวเป็นผู้ประกอบการ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ CEO ระดับประเทศ และการทำแผนธุรกิจจริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22798 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/12/MSB4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยหลักสูตร MSB นี้เป็นหลักสูตรแบบ “Almost” MBA ที่รับเฉพาะนิสิตปริญญาตรีที่ไม่มีประสบการณ์ทำงาน (ผ่านหน่วยกิตรวมระดับปริญญาตรี 120 หน่วยกิต) และประสงค์เรียนต่อเนื่องเพื่อรับปริญญาโทสาขาธุรกิจภายใน 1 ปี  องค์ความรู้ประกอบด้วย 5 ศาสตร์วิชาหลัก ได้แก่  Accounting, Finance, Management, Marketing, Statistics and Data Science และโอกาสพิเศษจากวิชาใหม่ล่าสุดเพื่อจุดประกายการปั้นนักวิทยาศาสตร์ให้เป็นนักธุรกิจ ด้วยวิชา CEO Experience Sharing ตั้งแต่ต้นหลักสูตร ตลอดจนเรียนรู้การทำแผนธุรกิจ (Business Plan)ได้อย่างประสบความสำเร็จและยั่งยืน ตลอดจนสร้างความแตกต่างของบัณฑิตและมหาบัณฑิตจุฬาฯ ให้มี Competitive advantages ผ่าน Business mindset การบูรณาการข้ามศาสตร์ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อการเป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบการ หรือผู้นำองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/12/master-of-science-in-business-from-chulalongkorn-university/">หลักสูตรตรีควบโทใหม่จากการผนึกกำลังของห้าคณะหลักจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บูรณาการศาสตร์ธุรกิจ และศาสตร์สุขภาพเพื่อรองรับโลกอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
