<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Crisis &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/crisis/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 23 Sep 2026 11:07:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.9</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Crisis &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 10:10:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Autonomous Systems]]></category>
		<category><![CDATA[Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Data Integration]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Twin]]></category>
		<category><![CDATA[Digitalization]]></category>
		<category><![CDATA[Efficiency]]></category>
		<category><![CDATA[Electrification]]></category>
		<category><![CDATA[F&B]]></category>
		<category><![CDATA[Food & Beverage]]></category>
		<category><![CDATA[Food Production]]></category>
		<category><![CDATA[ITM]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens Infrastructure Transition Monitor]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Factory]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิต]]></category>
		<category><![CDATA[ซีเมนส์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารและเครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44460</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food &#38; Beverage หรือ F&#38;B) ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันความต้องการอาหารให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิมและทรัพยากรที่มีอยู่ นอกจากนี้ ระบบอาหารทั่วโลกยังมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากขึ้น รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน ในฉบับเจาะลึกอุตสาหกรรม F&#38;B สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&#38;B กว่า 53% มองว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่มีเพียง 43% เท่านั้นที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ F&#38;B จึงอยู่ที่ว่า จะสร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร 3 แนวทางยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต สู่อนาคตที่ยั่งยืนของ F&#38;B 1.  เร่งนำระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้ จากผลสำรวจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/">ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food &amp; Beverage หรือ F&amp;B) ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันความต้องการอาหารให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิมและทรัพยากรที่มีอยู่</p>
<p><span id="more-44460"></span></p>
<p>นอกจากนี้ ระบบอาหารทั่วโลกยังมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากขึ้น</p>
<p>รายงาน <a href="https://www.siemens.com/en-us/company/sustainability/infrastructure-transition-monitor-report/" target="_blank" rel="noopener"><strong>Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025</strong></a> ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน ในฉบับเจาะลึกอุตสาหกรรม F&amp;B สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&amp;B กว่า 53% มองว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่มีเพียง 43% เท่านั้นที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p>คำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ F&amp;B จึงอยู่ที่ว่า จะ<strong>สร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</strong> ท่ามกลางการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร</p>
<p><strong> <img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44466 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-pic-2-rs.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></strong></p>
<p><strong>3 </strong><strong>แนวทางยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต สู่อนาคตที่ยั่งยืนของ </strong><strong>F&amp;B</strong></p>
<p><strong>1.  เร่งนำระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้</strong></p>
<p>จากผลสำรวจ 61% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า <strong>Electrification</strong> หรือการเปลี่ยนจากระบบที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการต่าง ๆ เช่น การทำความร้อน การทำความเย็น และการขนส่ง มาเป็นระบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นหนึ่งในกลไกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนระบบพลังงานไปสู่เป้าหมาย Net Zero</p>
<p>โดยเฉพาะเมื่อไฟฟ้านั้นมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลสำรวจยังชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตกำลังเดินหน้าในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยองค์กรที่มีความพร้อมในระดับแถวหน้า (Mature/Advanced) ด้านการผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เองในพื้นที่ (On-site Renewable Energy Production) เพิ่มขึ้นจาก 27% ในปี 2023 เป็น 42% ในปี 2025 ขณะที่การปรับเปลี่ยนระบบทำความร้อนและความเย็นมาใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification of Heating and Cooling) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 41%</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44461 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-3.jpg" alt="" width="1200" height="529" /></p>
<p>ตัวอย่างเช่น <strong>Marble Distilling Co.</strong> โรงกลั่นวอดก้าระดับพรีเมียมในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเทคโนโลยี Smart Valves, Actuators และ Intuitive Controls มาใช้ ส่งผลให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 3 เท่าโดยไม่ต้องเพิ่มพนักงาน ลดต้นทุนค่าพลังงานได้ราว 20% ต่อปี และประหยัดน้ำได้มากกว่า 4 ล้านแกลลอนต่อปี</p>
<figure id="attachment_44463" aria-describedby="caption-attachment-44463" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-44463 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-1.png" alt="" width="1200" height="418" /><figcaption id="caption-attachment-44463" class="wp-caption-text">ผลสำรวจชี้ผู้บริหาร F&amp;B ส่วนใหญ่ (61%) เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการใช้พลังงานมาเป็นพลังงานไฟฟ้าและการนำดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้คือกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืน</figcaption></figure>
<p><strong>2. ปลดล็อกศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืนด้วย </strong><strong>Digitalization </strong><strong>และ </strong><strong>Data Integration</strong></p>
<p>การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมกำลังผลักดันให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรักษามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ <strong>การผสานโซลูชันด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับ </strong><strong>Digitalization </strong><strong>และ </strong><strong>Automation</strong> จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยช่วยให้ผู้ผลิตสามารถติดตาม ตรวจวัด และพัฒนาประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>หนึ่งในความท้าทายของหลายองค์กรคือ <strong>มีเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่ยังขาดเครื่องมือในการวัดผล</strong> โดยผลสำรวจพบว่าเกินครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า Digitalization เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลถูกมองว่ามีศักยภาพสูงต่อการเพิ่มผลิตภาพถึง 83% และการอนุรักษ์ทรัพยากร 55%</p>
<p>ขณะเดียวกัน <strong>การบูรณาการข้อมูล (</strong><strong>Data Integration)</strong> กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญ โดยมีเพียง 40% ที่มองว่าองค์กรของตนมีความก้าวหน้าในด้านนี้ในระดับสูง ขณะที่ 54% เห็นว่าจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังแยกส่วนกัน และ 48% มีแผนเพิ่มการลงทุนในด้านนี้</p>
<figure id="attachment_44462" aria-describedby="caption-attachment-44462" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-44462 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-2.png" alt="" width="1200" height="520" /><figcaption id="caption-attachment-44462" class="wp-caption-text">กว่า 54% ของผู้บริหารเห็นพ้องว่า Digitalization มีศักยภาพสูงในการยกระดับสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน สะท้อนให้เห็นว่าประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านประสิทธิภาพการผลิตและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น</figcaption></figure>
<p><strong>3. ยุคของโรงงานอัจฉริยะและการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย </strong><strong>AI </strong><strong>มาถึงแล้ว</strong></p>
<p>ในช่วงสามปีข้างหน้า ผู้ตอบแบบสำรวจจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มคาดว่าจะให้ความสำคัญกับการขยายการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น <strong>AI </strong><strong>และ </strong><strong>Digital Twin</strong> การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ และการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เชื่อว่า AI จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการดำเนินงาน</p>
<ul>
<li><strong>49%</strong> ระบุว่าได้นำ AI มาใช้เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานแล้ว</li>
<li><strong>51%</strong> ระบุว่า AI มีส่วนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานแล้ว</li>
<li><strong>47%</strong> มีแผนเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีอาคาร โดยมีแผนลงทุนในระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้ด้วยตนเองสำหรับอาคาร (Autonomous Systems for Buildings)</li>
</ul>
<p>ผู้ตอบแบบสำรวจยังคาดหวังว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และยกระดับการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน</p>
<figure id="attachment_44464" aria-describedby="caption-attachment-44464" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-44464 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-5.jpg" alt="" width="1200" height="450" /><figcaption id="caption-attachment-44464" class="wp-caption-text">57% ของผู้บริหาร F&amp;B พร้อมนำระบบ Autonomous Systems มาใช้ในอาคารและโรงงาน</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เปลี่ยนความท้าทายด้านต้นทุน สู่โอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>แม้ทิศทางการเดินหน้าสู่ความยั่งยืนจะชัดเจนขึ้น แต่ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกยังต้องเผชิญ โดยผู้ผลิตเกือบครึ่งหนึ่ง (48%) มองว่าการลดคาร์บอนในปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงเกินไป ขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ (57%) และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Infrastructure) (57%) ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรชะลอการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44465 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-4.jpg" alt="" width="1200" height="636" /><br />
แม้สัดส่วนองค์กรที่มีแผนลดคาร์บอนอย่างชัดเจนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น <strong>60% </strong><strong>ในปี </strong><strong>2025</strong> แต่ผู้บริหารกว่า <strong>43%</strong> ยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านต้นทุนและรายได้เป็นอันดับแรกในการตัดสินใจลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ <strong>ความสามารถในการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับการผลิตพลังงานและความต้องการใช้พลังงานในแต่ละช่วงเวลา</strong><strong> (</strong><strong>Demand-side Flexibility)</strong> ควบคู่กับการยกระดับ <strong>ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (</strong><strong>Energy Efficiency)</strong> จึงเป็นแนวทางที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในโรงงาน และช่วยสร้างผลลัพธ์ทั้งในด้านต้นทุนและการลดคาร์บอนได้ในระยะสั้น</p>
<p>ตัวอย่างหนึ่งคือ <a href="https://www.siemens.com/en-us/content/ferring/" target="_blank" rel="noopener"><strong>Ferring GmbH</strong></a> บริษัทด้านเวชภัณฑ์และนวัตกรรมทางชีวภาพในเยอรมนี ซึ่งนำระบบบริหารจัดการพลังงานดิจิทัลแบบบูรณาการมาใช้ร่วมกับระบบควบคุมขั้นสูง ส่งผลให้บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการปฏิบัติงานได้ประมาณ <strong>925,000 </strong><strong>ยูโรต่อปี</strong> และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ถึง <strong>2,400 </strong><strong>ตันต่อปี</strong> กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด แต่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องจักรเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้</p>
<p><strong>เชื่อมโลกจริงและโลกดิจิทัล สู่อนาคตของ </strong><strong>F&amp;B </strong><strong>ไทย</strong></p>
<p><strong>ความท้าทายในวันนี้ไม่ใช่เรื่องความพร้อมของเทคโนโลยี เพราะหลายเทคโนโลยีได้พิสูจน์ศักยภาพและผลลัพธ์แล้ว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความเร็วในการนำมาปรับใช้ และการมองภาพรวมอย่างเป็นระบบ</strong></p>
<p>สำหรับอุตสาหกรรม F&amp;B ไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกระดับโลก นี่คือโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การเชื่อมโยงโลกการทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร สายการผลิต และระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในโรงงาน เข้ากับโลกดิจิทัล ทั้งข้อมูล AI และระบบอัตโนมัติ จะไม่เพียงช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/">ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิกฤติ &#8216;ฮอร์มุซ&#8217; สร้าง &#8216;Supply Shock&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/hormuz-crisis-to-supply-shock/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 Apr 2026 06:15:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitical]]></category>
		<category><![CDATA[Global Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Hormuz]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Shock]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[ตะวันออกกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สงคราม]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่โลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40825</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; วิกฤติความไม่สงบบริเวณ &#8216;ช่องแคบฮอร์มุซ&#8217; (Hormuz) ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อ ราคาน้ำมัน แต่ยัง​กระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจ ทำให้เกิด &#8216;Supply Shock&#8217; ในอุตสาหกรรมสำคัญทั่วโลก ​โดยเฉพาะใน 11 อุตสาหกรรมสำคัญที่อาศัยเส้นทางบริเวณช่องแคบนี้เป็นทางผ่านสำคัญ ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ​ นับเป็นหนึ่งจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นทั้งแหล่งพลังงานและผู้ผลิตวัตถุดิบอุตสาหกรรมสำคัญของโลก โดยปี​ 2025 มีการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรล/วัน หรือราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลกประกอบกับตะวันออกกลางยังเป็นผู้ผลิต feedstock ปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติก ดังนั้น ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซนี้ จึงกระทบ Global Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างพลังงาน กลางน้ำอย่างเทคโนโลยี ไปจนถึงปลายน้ำอย่างอุตสาหกรรม EVส่องผลกระทบต่อ &#8216;ห่วงโซ่โลก&#8217; ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ1. น้ำมันดิบ (Crude Oil)&#8211; ซัพพลายน้ำมันดิบ ผ่านช่องแคบนี้​ราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก โดยทาง IRGC (Islamic Revolutionary Guard Corps) หรือ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/hormuz-crisis-to-supply-shock/">วิกฤติ &#8216;ฮอร์มุซ&#8217; สร้าง &#8216;Supply Shock&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>วิกฤติความไม่สงบบริเวณ <strong>&#8216;ช่องแคบฮอร์มุซ&#8217; (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Hormuz)</span> </strong>ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ราคาน้ำมัน</span> แต่ยัง​กระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจ ทำให้เกิด &#8216;<strong>Supply Shock&#8217;</strong> ในอุตสาหกรรมสำคัญทั่วโลก ​โดยเฉพาะใน 11 อุตสาหกรรมสำคัญที่อาศัยเส้นทางบริเวณช่องแคบนี้เป็นทางผ่านสำคัญ</p>
<p><span id="more-40825"></span></p>
<p>ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ​ นับเป็นหนึ่งจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นทั้งแหล่งพลังงานและผู้ผลิตวัตถุดิบอุตสาหกรรมสำคัญของโลก โดยปี​ 2025 มีการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรล/วัน หรือราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก<br class="html-br" /><br class="html-br" />ประกอบกับตะวันออกกลางยังเป็นผู้ผลิต feedstock ปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติก ดังนั้น ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซนี้ จึงกระทบ Global Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างพลังงาน กลางน้ำอย่างเทคโนโลยี ไปจนถึงปลายน้ำอย่างอุตสาหกรรม EV<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>ส่องผลกระทบต่อ &#8216;ห่วงโซ่โลก&#8217; ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>1. น้ำมันดิบ (Crude Oil)</strong><br class="html-br" />&#8211; ซัพพลายน้ำมันดิบ ผ่านช่องแคบนี้​ราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก โดยทาง IRGC (Islamic Revolutionary Guard Corps) หรือ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน คาดการณ์ว่าราคาอาจจะขยับไปถึง 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากช่วงก่อนสงครามราคาอยู่ที่ราว 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>2. LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว)</strong><br class="html-br" />&#8211; ซัพพลายราว 20% ของ LNG ทั้งโลกที่ผ่านช่องแคบและได้รับผลกระทบ ซึ่งทาง​กาตาร์ได้หยุดผลิตแล้ว และหาก Restart ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>3. เม็ดพลาสติก &amp; ปิโตรเคมี (PE, PP, Naphtha, EG)</strong><br class="html-br" />&#8211; PE ที่มา​จาก Middle East อยู่ที่ราว 84% และส่งออกผ่านช่องแคบ ขณะที่ปริมาณ Naphtha อยู่ที่​ 80% ของดีมานด์ในเอเชีย<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>4. ปุ๋ยเคมี (Urea, Ammonia, Sulfur)</strong><br class="html-br" />&#8211; ปริมาณปุ๋ยเคมี​ 33% ของทั้ง​โลกที่ผ่านช่องแคบ โดยราคา Urea พุ่งจากตันละ 475 เหรียญสหรัฐ ไปถึง 680 เหรียญสหรัฐ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>5. Helium</strong><br class="html-br" />&#8211; Helium ใช้ในกระบวนการผลิตชิป และอุตสาหกรรม Semiconductor ซึ่งกาตาร์ถือเป็นแหล่งผลิต Helium​ รายใหญ่ 1 ใน 3 ของโลก หรือราว 30-35% ของซัพพลายทั้งโลก โดยโรงงานทั้ง 3 แห่งหยุดหมด และไม่มีสารทดแทน<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>6. Methanol</strong><br class="html-br" />&#8211; อิหร่าน ถือเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดโลก (9+ ล้านตัน/ปี) ​ขณะที่ซัพพลายผ่านช่องแคบถึง​ 35-45% ของ Methanol ที่ส่งออกทางทะเลทั่วโลก<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>7. อะลูมิเนียม</strong><br class="html-br" />&#8211; คาดการณ์ว่าราคาจะพุ่งขึ้นราว 8% และอาจทะลุ 4,000 เหรียญสหรัฐ​​ต่อตัน กระทบทั้งต่ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>8. อาหาร (น้ำมันถั่วเหลือง)</strong><br class="html-br" />&#8211; น้ำมันถั่วเหลืองพุ่งตาม Crude ส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบ ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปเผชิญแรงกดดันจากราคา Edible Oil ที่สูงขึ้น ไปจนถึงธุรกิจร้านอาหาร<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>9. เสื้อผ้า &amp; สิ่งทอ</strong><br class="html-br" />&#8211; วัตถุดิบของเสื้อผ้าและเส้นใยสิ่งทอราว 70% มาจากอนุพันธ์น้ำมัน<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>10. กำมะถัน &amp; กรดกำมะถัน (Sulfur Sulfuric Acid)</strong><br class="html-br" />&#8211; กำมะถัน ราว 92% ของโลก เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมัน/แปรรูปก๊าซ เมื่อโรงกลั่นอ่าวเปอร์เซียหยุด/ลดกำลัง กำมะถันผลิตน้อยลง ทำให้กรดกำมะถันขาด ส่งผลให้สกัดแร่ทองแดง+โคบอลต์ได้ยากขึ้น กระทบทั้งผู้ผลิตแบตเตอรี่ รวมทั้งกลุ่มที่ใช้ทองแดง อาทิ ก่อสร้าง, Data Center, AI infrastructure และระบบไฟฟ้า เป็นต้น<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>11. เดินเรือ &amp; โลจิสติกส์ (Shipping &amp; Logistics)</strong><br class="html-br" />&#8211; เรือสินค้า มากกว่า 100 ลำ/วัน ต้องเปลี่ยนเส้นทาง เพิ่มกว่า 14-20 วัน ทำให้จำนวนเรือในตลาดไม่พอ กระทบ้นทุนให้เพิ่มขึ้น ทั้ง​ค่าระวาง, ค่าน้ำมันเรือ, ค่าประกันภัยสงคราม, ค่าเสียเวลาที่ท่าเรือ (Demurrage) ซึ่งผลกระทบจะมาถึงใน 2-5 สัปดาห์เมื่อคอนเทนเนอร์มาถึงพร้อมกันเป็นคลื่น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/hormuz-crisis-to-supply-shock/">วิกฤติ &#8216;ฮอร์มุซ&#8217; สร้าง &#8216;Supply Shock&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยูนิเซฟ ปล่อยแคมเปญ #CountMeIn &#8216;โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก&#8217; ขับเคลื่อนเสียงของเด็กและเยาวชนต่อวิกฤต Climate Chnage ในประเทศไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/unicef-launches-countmein-campaign-children-voice-on-climate-crisis/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Sep 2024 12:42:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[#CountMeIn]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Count Me In]]></category>
		<category><![CDATA[Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[Unicef for Every Child]]></category>
		<category><![CDATA[Unicef Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[คยองซอน คิม]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[คู่มือ ABC]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิเซฟ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สียงของเด็ก เล่าจากเด็ก ลงมือทำโดยเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[อลิสา ผลไธสง]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กและเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28672</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยูนิเซฟ ประเทศไทย เปิดตัว แคมเปญ #CountMeIn “โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก” เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อเด็กและเยาวชน โดยธีมของแคมเปญ &#8220;เสียงของเด็ก เล่าจากเด็ก ลงมือทำโดยเด็ก&#8221; เน้นย้ำถึงความสำคัญในการรับฟังเสียงของเด็กและเยาวชนเมื่อโลกเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลจากยูนิเซฟ ยังระบุเพิ่มเติม​ว่า เด็กมีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทของพวกเขายังอยู่ในช่วงพัฒนา และพวกเขาพึ่งพาผู้ใหญ่ในการปกป้องและดูแล รวมท้ังยังได้รวบรวมสถิติบางส่วน​ ที่สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหา เช่น &#8211; ทุกปีมีเด็ก 40 ล้านคนทั่วโลก ต้องขาดเรียนหรือหยุดเรียนเนื่องจากภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ &#8211; ทุก ๆ 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 &#8211; ในปี 2564 มลพิษทางอากาศทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ล้านคนทั่วโลก และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 2 ของการเสียชีวิตทั่วโลก รวมถึงในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยในแต่ละวัน มีเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีเกือบ 2,000 คนเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ เช่น PM 2.5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/unicef-launches-countmein-campaign-children-voice-on-climate-crisis/">ยูนิเซฟ ปล่อยแคมเปญ #CountMeIn &#8216;โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก&#8217; ขับเคลื่อนเสียงของเด็กและเยาวชนต่อวิกฤต Climate Chnage ในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ยูนิเซฟ ประเทศไทย</strong> เปิดตัว <a href="https://www.unicef.or.th/countmein" target="_blank" rel="noopener"><strong>แคมเปญ </strong><strong>#CountMeIn</strong></a> <strong>“</strong><strong>โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก”</strong> เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อเด็กและเยาวชน โดยธีมของแคมเปญ <em>&#8220;เสียงของเด็ก เล่าจากเด็ก ลงมือทำโดยเด็ก&#8221;</em> เน้นย้ำถึงความสำคัญในการรับฟังเสียงของเด็กและเยาวชนเมื่อโลกเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ</p>
<p><span id="more-28672"></span></p>
<p>ข้อมูลจากยูนิเซฟ ยังระบุเพิ่มเติม​ว่า เด็กมีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทของพวกเขายังอยู่ในช่วงพัฒนา และพวกเขาพึ่งพาผู้ใหญ่ในการปกป้องและดูแล รวมท้ังยังได้รวบรวมสถิติบางส่วน​ ที่สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหา เช่น</p>
<p>&#8211; ทุกปีมีเด็ก <a href="https://www.unicef.org/reports/climate-changed-child#part-1" target="_blank" rel="noopener">40 ล้านคนทั่วโลก</a> ต้องขาดเรียนหรือหยุดเรียนเนื่องจากภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ</p>
<p>&#8211; ทุก ๆ 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น<a href="https://www.unicef.org/reports/climate-changed-child#part-1" target="_blank" rel="noopener">ร้อยละ 5</a></p>
<p>&#8211; ในปี 2564 มลพิษทางอากาศทำให้มีผู้เสียชีวิต <a href="https://www.unicef.org/thailand/th/press-releases/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%99-81-%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2564" target="_blank" rel="noopener">1 ล้านคนทั่วโลก</a> และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 2 ของการเสียชีวิตทั่วโลก รวมถึงในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยในแต่ละวัน มีเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีเกือบ 2,000 คนเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ เช่น PM 2.5</p>
<p>&#8211; ปัจจุบันเด็กกว่า <a href="https://www.unicef.org/thailand/th/press-releases/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81-559-%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99-202" target="_blank" rel="noopener">500 ล้านคนทั่วโลก</a>กำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนถี่ขึ้น โดยจะเพิ่มเป็น 2 พันล้านคนในปี 2593</p>
<p>&#8211; <a href="https://www.unicef.org/thailand/th/press-releases/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81-559-%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99-202" target="_blank" rel="noopener">ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 50 จาก 163 ประเทศ</a> ที่เด็กมีความเสี่ยงสูงสุดต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปี 2563 เด็กไทย 3 ใน 4 คน หรือราว 3 ล้านคนเผชิญกับคลื่นความร้อนถี่ขึ้น และหากไม่มีการดำเนินการใด ๆ เด็กแทบทุกคนในประเทศไทยจะต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนถี่ขึ้นและยาวนานขึ้นในปี 2593</p>
<p>&#8211; จากเงินทุนทั่วโลกด้านการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีแค่เพียง<a href="https://www.unicef.org/press-releases/funds-worlds-climate-hotspots-woefully-neglect-needs-children-new-report-finds" target="_blank" rel="noopener">ร้อยละ 4</a> เท่านั้น ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่มุ่งตอบสนองความต้องการของเด็ก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28674 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/CountMeIn_Key-Visual-FB-resized.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ทั้ง ยูนิเซฟทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก <a href="https://www.unicef.org/media/126601/file/Protect,%20Prepare,%20Prioritize.pdf" target="_blank" rel="noopener">เรียกร้องให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และผู้มีอำนาจตัดสินใจ</a>เร่งปกป้องเด็ก ๆ จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น โดยปรับบริการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก และเตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ สามารถใช้ชีวิตในสภาวะของโลกที่เปลี่ยนไป ตลอดจนจัดสรรงบประมาณในการแก้ปัญหาด้านนี้ที่ให้ความสำคัญกับเด็ก</p>
<p>แคมเปญ #CountMeIn ได้จัดทำชุด<a href="https://www.unicef.org/thailand/th/countmein#photo_story" target="_blank" rel="noopener"><strong>เรื่องราวภาพถ่าย</strong></a>ที่สะท้อนประสบการณ์ของเด็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทยล่าสุด โดยเผยให้เห็นถึงความท้าทายที่เด็ก ๆ ต้องเผชิญในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป</p>
<p>นอกจากนี้ แคมเปญยังเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนบอกเล่า <strong>เรื่องราวชีวิตจริงของพวกเขา</strong> ผ่านสิ่งสำคัญในชีวิตที่หายไปจากผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เช่น เยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่ที่ต้องสูญเสียแม่จากโรคมะเร็งปอด ซึ่งเป็นผลมาจากมลพิษทางอากาศ PM2.5 ที่เลวร้ายลง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28675 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/CountMeIn-youth-voices.jpg" alt="" width="1200" height="670" /></p>
<p>หรือเด็กในชุมชนขุนสมุทรจีน จังหวัดสมุทรปราการ ที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียบ้านถึงสามครั้งจากพายุที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน เยาวชนที่สนใจในการถ่ายภาพสัตว์ป่าได้สังเกตเห็นการสูญหายและลดลงของชนิดพันธุ์สัตว์ป่า  รวมทั้งเด็กชายจากจังหวัดยะลาต้องสูญเสียอุปกรณ์การเรียนและชุดนักเรียนและที่ถูกน้ำท่วมพัดหายไปเมื่อปีที่แล้ว</p>
<p><strong>อลิสา ผลไธสง</strong> วัย 19 ปี นักกิจกรรมในชุมชนขุนสมุทรจีน ซึ่งย้ายบ้านมาแล้ว 3 ครั้งจากพายุ กล่าวว่า &#8220;สภาพอากาศในปัจจุบันดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มันรู้สึกเหมือนครอบครัวของเราต้องทำงานหาเงินเพื่อเตรียมพร้อมที่จะสร้างบ้านใหม่ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่&#8221;</p>
<p>อลิสาเติบโตในชุมชนชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับพ่อแม่ของเธอ เธอได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและสุดขั้ว การกัดเซาะในชุมชนขุนสมุทรจีนได้กลืนที่ดินไปถึงหนึ่งกิโลเมตรและทำให้หลายครอบครัวไม่สามารถอยู่อาศัยได้เนื่องจากน้ำท่วมบ่อยครั้งและรุนแรง &#8220;หนูไม่แน่ใจว่าลูกสาวของหนูจะสามารถอาศัยอยู่ที่นี่ได้หรือเปล่าเมื่อเธอโตขึ้น&#8221;</p>
<p><strong>คยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย </strong>เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหา โดยกล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อชีวิตเด็กในทุกด้าน แต่เสียงของพวกเขากลับเป็นสิ่งที่ได้ยินน้อยที่สุด แคมเปญ #CountMeIn ไม่เพียงแค่สร้างความตระหนักถึงผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่มีต่อเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นที่จะทำให้มุมมองของเด็ก ๆ ถูกรับฟังและเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ เราต้องไม่ลืมว่าอนาคตที่เรากำลังสร้างนั้นเป็นของพวกเขา และเป็นความรับผิดชอบของเราที่จะทำให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศด้วยเช่นกัน”</p>
<p>ทั้งนี้ ในเดือนที่ผ่านมา​ ยูนิเซฟร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และภาคีเครือข่าย เปิดตัว &#8216;<a href="https://www.unicef.org/thailand/th/reports/abc-handbook" target="_blank" rel="noopener"><strong>คู่มือกิจกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ</strong></a>” ซึ่งเป็นข้อมูลที่เข้าใจง่ายและมีกิจกรรมสำหรับครูและนักเรียนในการเรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คู่มือ ABC นี้จะถูกแจกจ่ายไปยังโรงเรียนทั่วประเทศไทย เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพคืออะไร ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร และพวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม</p>
<p>แคมเปญ <a href="https://www.unicef.or.th/countmein" target="_blank" rel="noopener"><strong>#CountMeIn</strong></a> นี้ยังมีเซเลปบริตี้และอินฟลูเอนเซอร์มากมายมาร่วมกิจกรรม เช่น <strong>พอลล่า เทย์เลอร์ </strong><strong>Friend of UNICEF</strong> ได้ทำ<a href="https://www.instagram.com/reel/C_meKEdyhQb/?igsh=M2o4N2c3cTljbG00" target="_blank" rel="noopener"><strong>วิดีโอสั้น</strong></a>พูดคุยกับลูก ๆ ของเธอถึงความสำคัญของอากาศสะอาดและท้องฟ้าสดใส ในขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น <strong>ใบตอง จรีรัตน์ เพชรโสม</strong> และ<strong>ก้อง กรีนกรีน</strong> ก็ได้ลงพื้นที่กับยูนิเซฟเพื่อรับฟังเสียงของเด็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศในจังหวัดขอนแก่นและสมุทรปราการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28676 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/UNICEF_Flooding_03.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ภายใน​เดือนนี้ ทางยูนิเซฟจะได้รวบรวมผลโพลที่สำรวจความคิดเห็น พร้อมทั้งคำแนะนำของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ต่อปัญหา Climate Change รวมทั้งร่วมประชุมกับตัวแทนเยาวชน นำโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาเยาวชนของยูนิเซฟ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะของเยาวชนและนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 29 หรือ COP29 ซึ่งจะจัดขึ้นประเทศอาเซอร์ไบจาน​ในเดือน พ.ย. รวมทั้งการสนับสนุนให้มีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมประชุม COP29 เพื่อให้เด็กๆ ​เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพูดคุยเกี่ยวกับวิกฤตสภาพอากาศและเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหานี้ด้วย</p>
<p><em>&#8220;เราหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยส่งเสริมความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเด็กและเยาวชน” <strong>สิปโปทัย เกตุจินดา</strong> วัย 23 ปี หนึ่งในตัวแทนเยาวชนไทยที่จะเดินทางไปร่วมประชุม COP29 กล่าว “แม้ว่าเด็กและเยาวชนจะเป็นผู้ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่ารุ่นผู้ใหญ่ แต่พวกเขาจำเป็นต้องมีส่วนร่วมและได้รับการสนับสนุนในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศด้วย เพราะพวกเขามีทั้งพลังกาย พลังใจ และสามารถมองเห็นวิธีแก้ไขปัญหาเก่า ๆ ในมุมมองใหม่ ๆ ได้&#8221;</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/unicef-launches-countmein-campaign-children-voice-on-climate-crisis/">ยูนิเซฟ ปล่อยแคมเปญ #CountMeIn &#8216;โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก&#8217; ขับเคลื่อนเสียงของเด็กและเยาวชนต่อวิกฤต Climate Chnage ในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียน 90%ในอังกฤษ จ่อล้มละลายในปีการศึกษาหน้า จากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และงบประมาณที่ถูกตัด</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/10/schools-in-england-will-run-out-of-money-next-year/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Oct 2022 06:25:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Child]]></category>
		<category><![CDATA[Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Learning]]></category>
		<category><![CDATA[NAHT]]></category>
		<category><![CDATA[Quality of life]]></category>
		<category><![CDATA[School]]></category>
		<category><![CDATA[SDG]]></category>
		<category><![CDATA[the National Association of Head Teachers]]></category>
		<category><![CDATA[Youth]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[งบประมาณการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=15219</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงเรียน 9 ใน 10 แห่ง ของอังกฤษ ต้องแบกรับต้นทุนด้านพลังงานและค่าครองชีพ จาก​ปัญหาเงินเฟ้อ และค่าแรงบุคคลากรที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น​ ขณะที่งบประมาณช่วยเหลือด้านการศึกษาจากภาครัฐกลับลดลง สมาคมครูใหญ่แห่งชาติ ประเทศอังกฤษ (the National Association of Head Teachers (​NAHT))​ ระบุว่า 50% ของหัวหน้าสถานศึกษาในอังกฤษมองว่าโรงเรียนของพวกเขาจะขาดดุลในปีนี้ และจะในปีหน้าจะมีบัญชีสีแดง เมื่อทุนสำรองที่มีอยู่หมดลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากส่วนหนึ่งของมาตรการในการลดงบประมาณของรัฐบาล  โดยที่อาจารย์ใหญ่และผู้นำสถาบันการศึกษาต่างเตือนว่าแนวทางที่จะลดงบเพิ่มเติม จะเป็นการผลักให้โรงเรียนไปยืนอยู่ที่หน้าผา และอาจต้องสูญเสียทรัพยากรทั้งในส่วนของบุคลากรหรือแนวทางที่เคยได้รับการสนับสนุนต่างๆ Paul Whiteman เลขาธิการ NAHT กล่าวว่า โรงเรียนไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายอะไรได้อีก เพราะถูกตัดขาดมาจนถึงกระดูกแล้ว จากนี้จะหมายถึงการตัดชั่วโมงการสอน ผู้ช่วยสอน และครู​ โดยก่อนหน้านี้ครูใหญ่หรือผู้นำโรงเรียนได้สูญเสียอัตราเงินเดือนราว 24% มาตั้งแต่ปี 2010 ขณะที่เงินทุนเพื่อการศึกษาได้ถูกลดลงไป 3%  จากค่าพลังงานที่สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อ ทำให้กระทบกับการจ่ายค่าแรงครู ด้วยเหตุนี้ ผู้นำโรงเรียนจึงถูกบังคับให้ลดค่าใช้จ่ายที่ท้ายที่สุดแล้วไม่สามารถช่วยได้ แต่จะส่งผลในทางลบต่อการศึกษาและสวัสดิภาพของเด็กตามมา Steve Chalke  ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโอเอซิส และเปิดสถาบันการศึกษา 52 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/10/schools-in-england-will-run-out-of-money-next-year/">โรงเรียน 90%ในอังกฤษ จ่อล้มละลายในปีการศึกษาหน้า จากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และงบประมาณที่ถูกตัด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โรงเรียน 9 ใน 10 แห่ง ของอังกฤษ ต้องแบกรับต้นทุนด้านพลังงานและค่าครองชีพ จาก​ปัญหาเงินเฟ้อ และค่าแรงบุคคลากรที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น​ ขณะที่งบประมาณช่วยเหลือด้านการศึกษาจากภาครัฐกลับลดลง</p>
<p><span id="more-15219"></span></p>
<p>สมาคมครูใหญ่แห่งชาติ ประเทศอังกฤษ (the National Association of Head Teachers (​NAHT))​ ระบุว่า 50% ของหัวหน้าสถานศึกษาในอังกฤษมองว่าโรงเรียนของพวกเขาจะขาดดุลในปีนี้ และจะในปีหน้าจะมีบัญชีสีแดง เมื่อทุนสำรองที่มีอยู่หมดลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากส่วนหนึ่งของมาตรการในการลดงบประมาณของรัฐบาล  โดยที่อาจารย์ใหญ่และผู้นำสถาบันการศึกษาต่างเตือนว่าแนวทางที่จะลดงบเพิ่มเติม จะเป็นการผลักให้โรงเรียนไปยืนอยู่ที่หน้าผา และอาจต้องสูญเสียทรัพยากรทั้งในส่วนของบุคลากรหรือแนวทางที่เคยได้รับการสนับสนุนต่างๆ</p>
<p>Paul Whiteman เลขาธิการ NAHT กล่าวว่า โรงเรียนไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายอะไรได้อีก เพราะถูกตัดขาดมาจนถึงกระดูกแล้ว จากนี้จะหมายถึงการตัดชั่วโมงการสอน ผู้ช่วยสอน และครู​ โดยก่อนหน้านี้ครูใหญ่หรือผู้นำโรงเรียนได้สูญเสียอัตราเงินเดือนราว 24% มาตั้งแต่ปี 2010 ขณะที่เงินทุนเพื่อการศึกษาได้ถูกลดลงไป 3%  จากค่าพลังงานที่สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อ ทำให้กระทบกับการจ่ายค่าแรงครู ด้วยเหตุนี้ ผู้นำโรงเรียนจึงถูกบังคับให้ลดค่าใช้จ่ายที่ท้ายที่สุดแล้วไม่สามารถช่วยได้ แต่จะส่งผลในทางลบต่อการศึกษาและสวัสดิภาพของเด็กตามมา</p>
<p class="dcr-2v2zi4">Steve Chalke  ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโอเอซิส และเปิดสถาบันการศึกษา 52 แห่งในอังกฤษ กล่าวว่า ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันสำหรับโรงเรียนในเครือข่ายของเขาพุ่งขึ้นมากกว่า 3 เท่า จาก 26,000 ปอนด์ต่อปี เป็น 89,000 ปอนด์ แม้จะมีการกำหนดเพดานราคาสูงสุดไว้ 6 เดือนก็ตาม ซึ่งมูลนิธิยังต้องหาเงินเพิ่มอีก 4.5 ล้านปอนด์สำหรับค่าจ้างครูที่เพิ่มขึ้นราว 5% แต่ส่วนใหญ่ก๋ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ  พร้อมแสดงความผิดหวังที่รัฐบาลกำลังวางแผนที่จะลดงบประมาณด้านการศึกษาเพิ่มเติมอีก ซึ่งถือเป็นการละเลยสวัสดิการและกาศึกษาของลูกหลายและอาจกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้คนในประเทศเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15223 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/10/01school-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้านโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “เราเข้าใจดีว่าโรงเรียนกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ระดับนานาชาติที่ผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น”  พร้อมได้วางมาตรการในการบรรเทาภาระด้านพลังงาน โดยโรงเรียนจะได้รับเงินทุนหลัก 5.38 หมื่นล้านปอนด์ในปีนี้ ​ รวมถึงจะได้รับเงินสดเพิ่มขึ้นอีก 4 พันล้านปอนด์</p>
<p><a href="https://metro.co.uk/2022/10/23/90-of-schools-will-go-bust-next-year-headteachers-warn-17617655/" target="_blank" rel="noopener">source </a></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/education/2022/oct/22/exclusive-90-of-uk-schools-will-go-bust-next-year-heads-warn" target="_blank" rel="noopener">source</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/10/schools-in-england-will-run-out-of-money-next-year/">โรงเรียน 90%ในอังกฤษ จ่อล้มละลายในปีการศึกษาหน้า จากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และงบประมาณที่ถูกตัด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
