<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ETS &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/ets/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 29 Sep 2025 13:44:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ETS &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตือนผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือ EU CBAM ต้นปีหน้า ตามกระแสความยั่งยืนโลกที่ยังไม่แผ่ว แม้สหรัฐฯ เริ่มผ่อนปรน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/kresearch-advises-brace-for-eu-cbam/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Sep 2025 12:59:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Tax]]></category>
		<category><![CDATA[CBAM]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission Trading Scheme]]></category>
		<category><![CDATA[ETS]]></category>
		<category><![CDATA[EU CBAM]]></category>
		<category><![CDATA[K Research]]></category>
		<category><![CDATA[KBank]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าธรรมเนียมคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[จักรี พิศาลพฤกษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. กฤตย์ สีตะธนี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36788</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้สหภาพยุโรป (EU) จ่อเริ่มเก็บภาษีคาร์บอน (CBAM) ต้นปีหน้า คาดส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยเพิ่มมากขึ้นเป็นราว 2.8 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573 ขณะที่ประเทศไทยยังต้องรอการออกมาตรการภาคบังคับ แต่ความล่าช้าของกฎหมายอาจจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ มองอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าค่ามาตรฐานของ EU CBAM เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น แนะช่วงปี 2568 – 2573 คือหัวเลี้ยวหัวต่อ ธุรกิจที่เริ่มปรับตัวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ก่อนจะสร้างความได้เปรียบ ดร. กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ถึงแม้สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยส่งออกไปมากที่สุดในปัจจุบัน ด้วยสัดส่วนการส่งออก 17%​ จะมีการชะลอการดำเนินการเรื่องความยั่งยืน แต่ประเทศคู่ค้าสำคัญโดยเฉพาะ EU ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญลำดับ 3 ด้วยสัดส่วนส่งออก 9% จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนจากมาตรการ EU CBAM ตั้งแต่ต้นปีหน้า​ ส่งผลให้สินค้านำเข้าจากไทยต้องรับภาระต้นทุนคาร์บอน และ EU จะทยอยเพิ่มความเข้มข้นจนเต็มรูปแบบหลังปี 2577 นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จีน (ตลาดส่งออกลำดับ 2 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/kresearch-advises-brace-for-eu-cbam/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตือนผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือ EU CBAM ต้นปีหน้า ตามกระแสความยั่งยืนโลกที่ยังไม่แผ่ว แม้สหรัฐฯ เริ่มผ่อนปรน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> ชี้สหภาพยุโรป (EU) จ่อเริ่มเก็บภาษีคาร์บอน (CBAM) ต้นปีหน้า คาดส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยเพิ่มมากขึ้นเป็นราว 2.8 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573</p>
<p><span id="more-36788"></span></p>
<p>ขณะที่ประเทศไทยยังต้องรอการออกมาตรการภาคบังคับ แต่ความล่าช้าของกฎหมายอาจจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ มองอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าค่ามาตรฐานของ EU CBAM เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น แนะช่วงปี 2568 – 2573 คือหัวเลี้ยวหัวต่อ ธุรกิจที่เริ่มปรับตัวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ก่อนจะสร้างความได้เปรียบ</p>
<p><strong> ดร. กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด </strong>เปิดเผยว่า ถึงแม้สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยส่งออกไปมากที่สุดในปัจจุบัน ด้วยสัดส่วนการส่งออก 17%​ จะมีการชะลอการดำเนินการเรื่องความยั่งยืน แต่ประเทศคู่ค้าสำคัญโดยเฉพาะ EU ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญลำดับ 3 ด้วยสัดส่วนส่งออก 9% จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนจากมาตรการ EU CBAM ตั้งแต่ต้นปีหน้า​ ส่งผลให้สินค้านำเข้าจากไทยต้องรับภาระต้นทุนคาร์บอน และ EU จะทยอยเพิ่มความเข้มข้นจนเต็มรูปแบบหลังปี 2577</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จีน (ตลาดส่งออกลำดับ 2 สัดส่วน 11%) และญี่ปุ่น (ตลาดส่งออกลำดับ 4 สัดส่วน 7%) จะดำเนินมาตรการในทำนองเดียวกัน ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนเพื่อคงความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งหากท้ังจีนและญี่ปุ่น เริ่มใช้มาตรการ CBAM คาดว่าจะกระทบส่งออกไทยมูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท ​</p>
<figure id="attachment_36790" aria-describedby="caption-attachment-36790" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-36790 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Mr.-Jakree-Pisarnpruek.jpg" alt="" width="1200" height="801" /><figcaption id="caption-attachment-36790" class="wp-caption-text">คุณจักรี พิศาลพฤกษ์ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</figcaption></figure>
<p><strong>คุณจักรี พิศาลพฤกษ์ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส </strong><strong>บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</strong> กล่าวว่า โครงสร้างตลาดคาร์บอนของประเทศไทยในลักษณะภาคสมัครใจยังเป็นข้อจำกัดต่อการสร้างแรงจูงใจ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม ได้แก่ การปลดล็อคข้อกำหนดการใช้โครงข่ายไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาด เช่น เช่น Direct Power Purchase Agreement รวมถึงกฎหมายภาคบังคับมาอุดช่องว่าง โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะทำให้ประเทศไทยมี Carbon Tax และระบบ Emission Trading Scheme (ETS) อย่างไรก็ดี ความล่าช้าในการบังคับใช้ ร่าง พ.ร.บ.ฯ หลัง EU CBAM ประมาณ 2 ปี อาจทำให้ไทยเสียโอกาสนำเงินค่าธรรมเนียมคาร์บอนมาเป็นกองทุนสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศแทนการจ่ายให้กับต่างประเทศ</p>
<figure id="attachment_36791" aria-describedby="caption-attachment-36791" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-36791 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Dr.-Rujipun-Assarut.jpg" alt="" width="1200" height="801" /><figcaption id="caption-attachment-36791" class="wp-caption-text">ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</figcaption></figure>
<p><strong>ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า EU CBAM มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่ครอบคลุมมูลค่าสินค้าเพียง 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นราว 2.8 หมื่นล้านบาทภายในปี 2573 ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ประกอบการไทยจะพยายามปรับตัวโดยดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก แต่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าค่ามาตรฐานของ EU CBAM ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า อาจต้องเสียค่าปรับโดยเฉลี่ย 5 แสนบาทต่อการส่งออกสินค้า 1 ล้านบาทไปยัง EU หรือคิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 50% เลยทีเดียว</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-36793 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-1-1024x575.jpg" alt="" width="1024" height="575" /></p>
<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้คำแนะนำว่า ตอนนี้ผู้ประกอบการไทยมีสองทางเลือก ได้แก่ &#8216; <strong>รอ&#8217;</strong> หรือ <strong>&#8216;ลุย&#8217;</strong> คือจะรอให้กฎหมายและแรงกดดันจากต่างประเทศบังคับ หรือเริ่มและลงมือทันทีเพื่อสร้างความได้เปรียบ ลดความเสี่ยง และเตรียมรับภาษีคาร์บอน</p>
<p>โดยช่วงปี 2568 – 2573 คือหัวเลี้ยวหัวต่อ ใครเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ สิ่งสำคัญคือ การทำธุรกิจให้ &#8216;กรีนขึ้น&#8217; ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก เพียงเริ่มจากมาตรการง่ายๆ เช่น ใช้พลังงานคุ้มค่า จัดการของเสีย หรือเลือกซัพพลายเออร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็ช่วยลดต้นทุน เสริมภาพลักษณ์รวมถึงทยอยปรับตามมาตรฐานสากลอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36794 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-3.jpg" alt="" width="1200" height="671" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36795 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-4.jpg" alt="" width="1200" height="662" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36796 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-5.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36792 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-6.jpg" alt="" width="1200" height="666" /></p>
<p><iframe loading="lazy" title="Special Topic “ธุรกิจไทยยังต้องเตรียมพร้อมกับภาษี Carbon อีกหรือไม่?”" src="https://www.youtube.com/embed/22Ugi8T7U1c" width="932" height="522" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/kresearch-advises-brace-for-eu-cbam/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตือนผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือ EU CBAM ต้นปีหน้า ตามกระแสความยั่งยืนโลกที่ยังไม่แผ่ว แม้สหรัฐฯ เริ่มผ่อนปรน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือพันธมิตร เปิดตัวระบบ SET Carbon ยกระดับข้อมูลคาร์บอนของธุรกิจไทย ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือ พร้อมหนุนเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/01/set-dcce-exim-bank-join-to-launch-set-carbon-system/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Jan 2025 11:25:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Finance]]></category>
		<category><![CDATA[DCCE]]></category>
		<category><![CDATA[Department Of Climate Change and Environment]]></category>
		<category><![CDATA[Emission Trading Scheme]]></category>
		<category><![CDATA[ETS]]></category>
		<category><![CDATA[EXIM BANK]]></category>
		<category><![CDATA[Green Development Bank]]></category>
		<category><![CDATA[SET Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[การปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์ฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทจดทะเบียน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบ SET Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[อัสสเดช คงสิริ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งทุนสีเขียว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31313</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จับมือพันธมิตร กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ EXIM BANK เปิดตัวระบบ SET Carbon เครื่องมืออำนวยความสะดวกการบริหารจัดการคาร์บอนฟุตพรินท์สำหรับธุรกิจ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ระบบ SET Carbon ตอกย้ำบทบาทสำคัญ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนภาคธุรกิจปรับตัวจาก Climate Change ได้เปิดตัวระบบ SET Carbon ในวันที่​ 16 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา เพื่อ​ช่วยธุรกิจลดต้นทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือ พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว และเตรียมรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งสามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลภาครัฐ เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการรายงาน ทั้งนี้ แนวโน้มทั่วโลกให้ความสำคัญต่อประเด็น Climate Change เพิ่มมากขึ้น โดยพบข้อมูลความเสียหายจากภัยธรมชาติทั่วโลกในปี 2023 มีมูลค่ามากกว่า 3.13 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดย 80% เกี่ยวข้องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นในปีที่ผ่านมา รวมทั้งให้ความสำคัญต่อปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือคาร์บอนเครดิตเพิ่มมากขึ้น เช่น กฎระเบียบการค้าที่เข้มงวดมากขึ้นในยุโรป ส่งผลให้ราคาคาร์บอนสูงมากกว่า  80 ยูโรต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/set-dcce-exim-bank-join-to-launch-set-carbon-system/">ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือพันธมิตร เปิดตัวระบบ SET Carbon ยกระดับข้อมูลคาร์บอนของธุรกิจไทย ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือ พร้อมหนุนเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)</strong> จับมือพันธมิตร <strong>กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม </strong>และ <strong>EXIM BANK </strong>เปิดตัวระบบ <strong>SET Carbon </strong>เครื่องมืออำนวยความสะดวกการบริหารจัดการคาร์บอนฟุตพรินท์สำหรับธุรกิจ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-31313"></span></p>
<p>ระบบ SET Carbon ตอกย้ำบทบาทสำคัญ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนภาคธุรกิจปรับตัวจาก Climate Change ได้เปิดตัวระบบ SET Carbon ในวันที่​ 16 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา เพื่อ​ช่วยธุรกิจลดต้นทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือ พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว และเตรียมรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งสามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลภาครัฐ เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการรายงาน</p>
<p>ทั้งนี้ แนวโน้มทั่วโลกให้ความสำคัญต่อประเด็น Climate Change เพิ่มมากขึ้น โดยพบข้อมูลความเสียหายจากภัยธรมชาติทั่วโลกในปี 2023 มีมูลค่ามากกว่า 3.13 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดย 80% เกี่ยวข้องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นในปีที่ผ่านมา</p>
<p>รวมทั้งให้ความสำคัญต่อปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือคาร์บอนเครดิตเพิ่มมากขึ้น เช่น กฎระเบียบการค้าที่เข้มงวดมากขึ้นในยุโรป ส่งผลให้ราคาคาร์บอนสูงมากกว่า  80 ยูโรต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2) ซึ่งหากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกิน 2 องศา จะส่งผลกระทบต่อ GDP ทั่วโลกให้ลดลง 4-18% ภายในปี 2050 แตกต่างกันไปตามภูมิภาค และมูลค่า Climate Finance ทั้งจาก Climate Fund และ Green Bond ทั่วโลก  เพิ่มขึ้นเป็น 5.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดย 80% เป็นการลงทุนในยุโรป</p>
<p>ขณะที่ Climate Change​ ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านและโอกาสในหลายมิติ อาทิ การบังคับใช้กฏหมายที่ควบคุมมาตรฐานการผลิตสินค้าต่างๆ การลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน หรือพฤติกรรมผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทิศทางการลงทุนในกลุ่มธุรกิจสีเขียว การลงทุนอย่างยั่งยืน เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31316 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Resize-SET.jpg" alt="" width="491" height="614" /></p>
<p><strong>คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</strong> กล่าวว่า ปัจจุบันภาครัฐและผู้ลงทุนมีความต้องการข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย <em><strong>ใน​ปี 2567 มีบริษัทจดทะเบียน​ (บจ.) ไทยประมาณ 30% ที่สามารถเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์พร้อมทวนสอบได้อย่างครบถ้วน ขณะที่ยังมี บจ. อีกจำนวนมากที่ต้องการเครื่องมือช่วยจัดทำรายงานดังกล่าวให้รองรับกับกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว</strong> </em>ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงพัฒนาระบบ <strong>SET Carbon</strong> ให้เป็นเครื่องมือจัดการข้อมูลและคำนวณข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มความน่าเชื่อถือ <strong>โดยระบบเปิดให้องค์กรธุรกิจใช้งาน 16 ม.ค. 2568 เป็นต้นไป</strong> นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการจัดการข้อมูลผ่าน SET Carbon ตั้งแต่ต้นทางของข้อมูล ไปจนถึงปลายทางในการนำข้อมูลมาให้พัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อสีเขียว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อ บจ. เพื่อลดการรายงานซ้ำซ้อน และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น</p>
<p><em>&#8220;บทบาทสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ คือ การเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ และทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้และเครื่องมือต่างๆ ได้ง่ายและสะดวกขึ้น ซึ่ง<strong>แพลตฟอร์ม SET Carbon เป็นหนึ่งในเครื่องมือปรับตัวในยุค Climate Change ให้สามารถวัดการปลดปล่อยคาร์บอนในธุรกิจซึ่งเป็นสิ่งที่สากลทั่วโลกให้ความสำคัญ พร้อมทั้งเพิ่มความสามารถในการเข้าถึง Green Finance ได้สะดวกยิ่งขึ้น</strong> โดยที่ผ่านมา มีการสนับสนุนธุรกิจไทยทั้งมิติในการให้ความรู้ ผ่าน ESG ACADEMY , การมีโปรแกรม Climate Action เพื่อช่วยบริษัทต่างๆ ในการปรับตัว,  การพัฒนาเครื่องมือ ระบบ และการเป็นศูนย์กลางด้าน Climate Data เพื่อมีส่วนช่วยผู้ประกอบการในการลดต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะในอนาคตถ้าเริ่มมีการขับเคลื่อนไปสู่ภาคบังคับในการวัด Emision ซึ่งบุคลากรใน Ecosystem ก็อาจจะยังขาดแคลน​อยู่ ดังนั้น การมีแพลตฟอร์มที่มีเครื่องมือให้สามารถวัด และทวนสอบ พร้อมทั้งการเข้าถึงแหล่งทุนไปพร้อมกันจึงมีความสำคัญอย่างมาก&#8221;​  </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31314 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Resize-DR-Pirun.jpg" alt="" width="1200" height="960" /></p>
<p><strong>ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม</strong> เปิดเผยว่า กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เร่งจัดทำร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2567 คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ได้เห็นชอบให้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในเดือนมกราคม 2568 ซึ่งร่างกฎหมายฯ จะเป็นการสร้างสมดุลในมิติการบังคับและการสนับสนุนให้ประเทศเกิดความพร้อมและมีศักยภาพในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมและเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน โดยมีกลไกการเงินจากกองทุนสภาพภูมิอากาศ (Climate Fund) ร่วมกับการจัดหมวดหมู่กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่จะเข้าถึงการสนับสนุนทางการเงิน (Taxonomy) และกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) เพื่อเร่งการลงทุนและการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศภายใต้กฎกติกาและกลไกทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก</p>
<p>ทั้งนี้ การจัดทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ในวันนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมในการรองรับและลดภาระในการรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากภาคเอกชน ภายใต้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งจะนำไปใช้พิจารณารูปแบบของกระบวนการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก <strong>(Emission Trading Scheme: ETS)</strong> ที่จะเชื่อมกับการส่งเสริมโครงการคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใต้ตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย และการพัฒนาโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องในระยะยาวต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31315 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Resize-DR-RUK.jpg" alt="" width="594" height="743" /></p>
<p><strong>ดร. รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย</strong> <strong>(</strong><strong>EXIM BANK</strong><strong>) </strong>กล่าวว่า เครื่องมือทางการเงินเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Finance เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเติบโตได้อย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันโลกยังคงมีความต้องการ Climate Finance อีกมาก EXIM BANK จึงมุ่งดำเนินบทบาท Green Development Bank เร่งเติมเต็ม Climate Finance ในประเทศไทย ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ให้ความสำคัญกับการรายงานข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และมาตรฐานสากล ยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับโครงการหรือกิจการที่มุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในการนี้ ทุกภาคส่วนต้องบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ภายในองค์กรและบูรณาการข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของคู่ค้า ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งนี้ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าว EXIM BANK พร้อมให้การสนับสนุนทางการเงิน เพื่อแบ่งเบาภาระและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเงินทุนหมุนเวียน อัตราดอกเบี้ยพิเศษ เริ่มต้นเพียง 1.99% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยตลอด 3 ปี 4.99% ต่อปี)</p>
<p>ความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ EXIM Bank จะสร้างระบบนิเวศข้อมูลด้านความยั่งยืนที่ครบวงจร ช่วยให้ธุรกิจไทยเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนได้สะดวกและคล่องตัวมากขึ้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนากลไกสนับสนุนธุรกิจให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนได้ในตลาดโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31322 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/SET-CARBON-Framework.png" alt="" width="1300" height="722" /></p>
<p>บจ. ที่สนใจใช้งานระบบ SET Carbon สามารถศึกษารายละเอียดที่ www.setlink.set.or.th หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายพัฒนาบริการด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โทร 0 2009 9897 หรือ 0 2009 9868</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/set-dcce-exim-bank-join-to-launch-set-carbon-system/">ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือพันธมิตร เปิดตัวระบบ SET Carbon ยกระดับข้อมูลคาร์บอนของธุรกิจไทย ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือ พร้อมหนุนเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>KITCARBON ผนึก TGO เชื่อม​อีโคซิสเต็มภาคก่อสร้างไทยสู่​สังคมคาร์บอนต่ำ เร่งเครื่อง Net Zero ด้วย Green Data</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/kitcarbon-hands-tgo-use-data-driven-toward-net-zero/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Oct 2024 02:47:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[A49]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Pricing]]></category>
		<category><![CDATA[CPAC]]></category>
		<category><![CDATA[Data-Driven Toward Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Emission Trading Scheme]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Symposium 2024]]></category>
		<category><![CDATA[ETS]]></category>
		<category><![CDATA[Green Data]]></category>
		<category><![CDATA[Green Process]]></category>
		<category><![CDATA[Green Products]]></category>
		<category><![CDATA[Green Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Inclusive Green Growth Talks : Data-Driven Toward Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[KITCARBON]]></category>
		<category><![CDATA[MTEC]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability as a possibility]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูล]]></category>
		<category><![CDATA[คิด ก่อน สร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ณรงค์วิทย์ อารีมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ทศพร ศรีเอี่ยม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นงนุช  พูลสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[นพพร กีรติบรรหาร]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[รองเพชร บุญช่วยดี]]></category>
		<category><![CDATA[วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สุรชัย นิ่มละออ]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29804</guid>

					<description><![CDATA[<p>“KITCARBON” แพลตฟอร์มประมวลผลการปล่อย CO2 สำหรับโครงการก่อสร้างรายแรกในไทย ที่มีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่จะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีและเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมมือภาครัฐ ผู้ออกแบบ ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและสถาบันวิจัย แชร์ความรู้ในหัวข้อ “Data&#8211;Driven Toward Net Zero” ดึงตัวช่วยสุดล้ำบนแพลตฟอร์ม KITCARBON ชูแนวคิด​ &#8216;คิด ก่อน สร้าง&#8216; พร้อมผนึก TGO เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ Net Zero ด้วย Green Data เชื่อมต่อทุกภาคส่วนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ภายในงาน  KITCARBON Inclusive Green Growth Talks : Sustainability as a possibility, Data&#8211;Driven Toward Net Zero  ​คุณสุรชัย นิ่มละออ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชัน กล่าวเปิดงานพร้อมเผยว่า SCG ในฐานะผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง นอกจากเรื่องที่เราส่งมอบ Green Products [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/kitcarbon-hands-tgo-use-data-driven-toward-net-zero/">KITCARBON ผนึก TGO เชื่อม​อีโคซิสเต็มภาคก่อสร้างไทยสู่​สังคมคาร์บอนต่ำ เร่งเครื่อง Net Zero ด้วย Green Data</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“KITCARBON” </strong><strong>แพลตฟอร์มประมวลผลการปล่อย </strong><strong>CO<sub>2</sub> </strong><strong>สำหรับโครงการก่อสร้างรายแรกในไทย </strong><strong>ที่มีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่จะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีและเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p><span id="more-29804"></span></p>
<p><strong>ร่วมมือภาครัฐ ผู้ออกแบบ ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและสถาบันวิจัย แชร์ความรู้ในหัวข้อ </strong><strong>“Data</strong><strong>&#8211;</strong><strong>Driven Toward Net Zero” </strong><strong>ดึงตัวช่วยสุดล้ำบนแพลตฟอร์ม </strong><strong>KITCARBON </strong><strong>ชูแนวคิด​ </strong><strong>&#8216;</strong><strong>คิด ก่อน สร้าง</strong><strong>&#8216; </strong><strong>พร้อมผนึก </strong><strong>TGO </strong><strong>เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ </strong><strong>Net Zero </strong><strong>ด้วย </strong><strong>Green Data </strong><strong>เชื่อมต่อทุกภาคส่วนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ </strong><strong>ภายในงาน  </strong><strong>KITCARBON Inclusive Green Growth Talks : Sustainability as a possibility, Data</strong><strong>&#8211;</strong><strong>Driven Toward Net Zero </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29811 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/2-คุณสุรชัย-นิ่มละออ-กรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจ-SCG-Green-Solution.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>​คุณสุรชัย นิ่มละออ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชัน </strong>กล่าวเปิดงานพร้อมเผยว่า <strong>SCG </strong>ในฐานะผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง นอกจากเรื่องที่เราส่งมอบ Green Products เรายังใช้เทคโนโลยี Digital เพื่อให้ทุกการก่อสร้างของลูกค้าของเราเป็นอาคารคาร์บอนต่ำผ่านแพลตฟอร์ม <strong>KITCARBON</strong> ที่จะช่วยประเมินคาร์บอนในโครงการก่อสร้างก่อนก่อสร้างจริง ซึ่งได้รับการสนับสนุนข้อมูลฉลากคาร์บอนจาก<strong>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (</strong><strong>TGO</strong><strong>)</strong> นับเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก ที่จะสามารถทำให้แพลตฟอร์ม <strong>KITCARBON</strong> มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะเป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย ซึ่งสอดคล้องกับ NET ZERO Roadmap ของประเทศไทย เช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29812 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/3-คุณรองเพชร-บุญช่วยดี-รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก-TGO.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ภายในงานได้รับเกียรติจาก <strong>คุณรองเพชร บุญช่วยดี รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (</strong><strong>TGO)</strong> ร่วมแชร์ความรู้ในหัวข้อ “Sustainability as a possibility” ถึงทิศทางภาคธุรกิจไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน พร้อมเผยถึงกลไกที่เป็น Carbon Pricing ในการลดก๊าซเรือนกระจกที่ทั่วโลกนิยมใช้หลักๆ คือ Emission Trading Scheme (ETS) และภาษีคาร์บอน ซึ่งนับว่าเป็นสองวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาต่อการใช้เทคโนโลยีที่สะอาดในประเทศได้</p>
<p>ทั้งนี้ ช่วงเสวนาในหัวข้อ “<strong>Inclusive Green Growth Talks: Data-Driven Toward Net Zero</strong>” ยังได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 4 ท่านมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29810 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/5-คุณนพพร-กีรติบรรหาร-Chief-Marketing-Officer-บริษัท-ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง-จำกัด-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดย <strong>คุณนพพร กีรติบรรหาร </strong><strong>Chief Marketing Officer </strong><strong>บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด</strong> เผยว่า การลดคาร์บอนนั้นต้องคำนึงถึงทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ</p>
<p><strong>1</strong><strong>) </strong><strong>Green Process </strong>เน้นการลดคาร์บอนตั้งแต่กระบวนการผลิต ลดการใช้พลังงานถ่านหิน แล้วหันมาใช้เชื้อเพลิงทดแทน รวมถึงลดการใช้ไฟฟ้าโดยใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิตซีเมนต์ในประเทศแทน</p>
<p><strong>2</strong><strong>) </strong><strong>Green Products</strong>  มีการพัฒนาปูนคาร์บอนต่ำเจเนอเรชัน 2 โดยตั้งเป้าสัดส่วนการขายปูนคาร์บอนต่ำทดแทนปูนเดิมที่ 90% ภายในปีนี้ และผลักดันให้มีการใช้สินค้า SCG Green Choice มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสินค้า 318 รายการ ที่ได้รับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีแผนที่จะขอจดเพิ่มอีก 210 รายการในปีนี้</p>
<p><strong>3</strong><strong>) </strong><strong>Green Solutions</strong> เน้นการพัฒนานวัตกรรมก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น เทคโนโลยีการพิมพ์คอนกรีต 3 มิติ (3D Printing) ที่ช่วยลดเศษวัสดุเหลือใช้หน้างานได้ถึง 70% และแพลตฟอร์มประเมินคาร์บอนงานก่อสร้าง หรือ KITCARBON ที่ใช้เทคโนโลยี Digital &amp; BIM เข้ามาช่วยคำนวน Embodied Carbon ของโครงการ ซึ่งจะให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการออกแบบกระบวนการก่อสร้างและการเลือกใช้วัสดุ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29805 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/6-ดร.ณรงค์วิทย์-อารีมิตร-Executive-Director-A49.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ณรงค์วิทย์ อารีมิตร </strong><strong>Executive Director </strong><strong>บริษัท สถาปนิก </strong><strong>49</strong><strong> จำกัด (</strong><strong>A</strong><strong>49) </strong><strong>and Regional Manager A</strong><strong>49 ขอนแก่น</strong> ในฐานะสถาปนิกและผู้ออกแบบ กล่าวว่า ทางบริษัทจัดตั้งแผนก Sustainability มา 20 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ หากจะทำให้ครบทั้งกระบวนการต้องอาศัยการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) บริษัทจึงจัดตั้งแผนกใหม่ชื่อ Integrated Research เพื่อบูรณาการความยั่งยืน ข้อมูล และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดในการออกแบบเพื่อความยั่งยืนคือ วิธีคิดไม่ว่าจะเป็น <strong>Build Less</strong> สร้างให้น้อยลง เพิ่มพื้นที่สีเขียวมากขึ้น <strong>Build Light</strong> ลดเศษวัสดุในการก่อสร้าง ใช้วัสดุที่นำมารีไซเคิลได้ <strong>Build Low Carbon</strong> ใช้วัสดุที่มีอยู่ โดยที่ไม่ได้เติมวัสดุสิ้นเปลืองเพิ่ม เป็นอีกหนึ่งวิธีคิดในการออกแบบเพื่อทำให้เกิดคาร์บอนต่ำ และ <strong>Build for The Future</strong> ออกแบบเพื่อเน้นการลด Operational Carbon เช่น การออกแบบเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในอนาคต เป็นต้น ทั้งนี้การลดคาร์บอนให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ดังนั้นเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณ Embodied Carbon และ Operational Carbon จึงสำคัญมากในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29806 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/7-ดร.ทศพร-ศรีเอี่ยม-ผู้อำนวยการสถาบัน-BIM.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ทศพร ศรีเอี่ยม ผู้อำนวยการสถาบันแบบจำลองสารสนเทศอาคาร วิศวกรรมสถานแห่</strong><strong>ง</strong><strong>ประเทศไทยฯ และคณะทำงานคาร์บอนนิวทัลลิตี้ สภาวิศวกร</strong> กล่าวว่า สภาวิศวกรมีหน้าที่ในการจัดทำมาตรฐานการใช้แบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Building Information Modeling Standard) ให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล พร้อมเผยแพร่ให้กับองค์กรต่างๆ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการก่อสร้างให้มีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านจากยุค Analog สู่ยุค Digital นอกจากนี้ ทางสภาฯ ยังพร้อมด้วยวิศวกร จำนวน 200,000 คน และสถาปนิก จำนวน 50,000 คน เพื่อสนับสนุนองค์กรต่างๆ ในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29807 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/8-ดร.นงนุช-พูลสวัสดิ์-ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย-สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศ-เพื่อการพัฒนา.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน <strong>ดร.นงนุช  พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (</strong><strong>MTEC)</strong> กล่าวว่า ปัจจุบันทุกอย่างมุ่งสู่ Net Zero ทั่วโลกมีการออกมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมมากถึง 18,000 มาตรการ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 16% ยังไม่รวมถึงความต้องการด้านฉลากคาร์บอนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นทางสถาบันฯ จึงมีหน้าที่ที่จะสนับสนุนข้อมูลให้ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ แต่บางครั้งแม้ว่าเราจะมีฐานข้อมูลของไทยเอง แต่ผู้ประกอบการมักจะเจอปัญหาเวลาจดทะเบียนในต่างประเทศ เพราะใช้ฐานข้อมูลที่ต่างกัน ดังนั้นการพัฒนาฐานข้อมูลให้สอดคล้องกับบริบทหรือธุรกิจแต่ละประเภทนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29808 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/9-Panel-Discussion.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ดังนั้น การมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำของอุตสาหกรรมก่อสร้างนั้นจำเป็นต้องวางแผนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ  เริ่มตั้งแต่วิธีคิด การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ การขนส่ง จนถึงการก่อสร้าง ซึ่ง <strong>KITCARBON</strong> ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ตอบโจทย์และช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลวัสดุก่อสร้าง สามารถคำนวน Embodied Carbon ของวัสดุแต่ละชนิด ลดต้นทุนโดยรวมและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29813 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/1-KIT-CARBON-INCLUSIVE-GREEN-GROWTH-TALKS.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/kitcarbon-hands-tgo-use-data-driven-toward-net-zero/">KITCARBON ผนึก TGO เชื่อม​อีโคซิสเต็มภาคก่อสร้างไทยสู่​สังคมคาร์บอนต่ำ เร่งเครื่อง Net Zero ด้วย Green Data</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ &#8216;คาร์บอน&#8217; มีราคาที่ต้องจ่าย เร่งภาคธุรกิจปรับตัวสู่ Decarbonization รับมือการใช้ &#8216;​กลไกราคาคาร์บอน&#8217; เตรียมพร้อมเข้าสู่ภาคบังคับ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/krungthai-compass-carbon-pricing-to-decarbonization/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Oct 2024 12:07:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Pricing]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Tax]]></category>
		<category><![CDATA[CBAM]]></category>
		<category><![CDATA[CBAM Certification]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Emission Trading System]]></category>
		<category><![CDATA[ETS]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Mandatory]]></category>
		<category><![CDATA[NDC]]></category>
		<category><![CDATA[กลไกภาคบังคับ]]></category>
		<category><![CDATA[กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรการภาคบังคับ]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ T-VER]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29677</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันหลายภาคส่วนทั่วโลก ให้ความสำคัญในการตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกและดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission)​ มีต้นทุนหรือราคาที่ต้องจ่าย จึงเป็นหนึ่งเครื่องมือประสิทธิภาพสูงในการกระ​ตุ้นให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการหันมาใช้พลังงานสะอาด และลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กลไกราคาคาร์บอนมีทั้งรูปแบบภาคบังคับที่ภาครัฐมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับ Carbon Pricing และภาคสมัครใจที่ไม่ได้มีกฎหมายมาบังคับ แต่เกิดจากความร่วมมือกันของภาคธุรกิจที่มีความประสงค์จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยความสมัครใจ โดยขณะนี้หลายประเทศเริ่มใช้หรือมีความพยายามนำกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับมาใช้ เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และการจัดตั้งระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS : Emission Trading System)  รายงาน Krungthai COMPASS ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ​กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้ง 2 รูปแบบ ทั้ง Carbon Tax และ ETS   1. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นการกำหนดให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องจ่ายค่าปล่อยตามหลักการของผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pay Principal) โดยรัฐบาลเป็นผู้กำหนดราคาคาร์บอนต่อหน่วยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจเก็บทางตรงจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการจากผลิตสินค้าและบริการ หรือเก็บทางอ้อมจากการบริโภคสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น เก็บจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหรือการใช้ถ่านหิน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/krungthai-compass-carbon-pricing-to-decarbonization/">เมื่อ &#8216;คาร์บอน&#8217; มีราคาที่ต้องจ่าย เร่งภาคธุรกิจปรับตัวสู่ Decarbonization รับมือการใช้ &#8216;​กลไกราคาคาร์บอน&#8217; เตรียมพร้อมเข้าสู่ภาคบังคับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ปัจจุบันหลายภาคส่วนทั่วโลก ให้ความสำคัญในการตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกและดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกลไกราคาคาร์บอน (</strong><strong>Carbon Pricing) </strong><strong>ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission)​ มีต้นทุนหรือราคาที่ต้องจ่าย จึงเป็นหนึ่งเครื่องมือประสิทธิภาพสูงในการกระ​ตุ้นให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก </strong>ด้วยการหันมาใช้พลังงานสะอาด และลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><span id="more-29677"></span></p>
<p>กลไกราคาคาร์บอนมีทั้งรูปแบบภาคบังคับที่ภาครัฐมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับ Carbon Pricing และภาคสมัครใจที่ไม่ได้มีกฎหมายมาบังคับ แต่เกิดจากความร่วมมือกันของภาคธุรกิจที่มีความประสงค์จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยความสมัครใจ โดยขณะนี้หลายประเทศเริ่มใช้หรือมีความพยายามนำกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับมาใช้ เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีคาร์บอน<strong> (Carbon Tax)</strong> และการจัดตั้งระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก<strong> (ETS : Emission Trading System) </strong></p>
<p>รายงาน <strong>Krungthai COMPASS</strong> ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ​กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้ง 2 รูปแบบ ทั้ง <strong>Carbon Tax </strong>และ <strong>ETS  </strong></p>
<p><strong>1. ภาษีคาร์บอน (</strong><strong>Carbon Tax)</strong><strong> เป็นการกำหนดให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องจ่ายค่าปล่อยตามหลักการของผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย </strong>(Polluter Pay Principal) โดยรัฐบาลเป็นผู้กำหนดราคาคาร์บอนต่อหน่วยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจเก็บทางตรงจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการจากผลิตสินค้าและบริการ หรือเก็บทางอ้อมจากการบริโภคสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น เก็บจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหรือการใช้ถ่านหิน เป็นต้น</p>
<p><strong>2. ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก </strong><strong>(ETS) </strong>หรือ <strong>ระบบ Cap and Trade </strong><strong>เป็นการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม </strong>และกำหนดสิทธิการปล่อย GHGให้แต่ละองค์กร หากองค์กรใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าสิทธิที่ได้รับจัดสรร ก็สามารถนำสิทธิที่เหลือไปขายต่อให้องค์กรอื่นได้ แต่​หากองค์กรใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินสิทธิที่ได้รับ ก็ต้องซื้อสิทธิจากองค์กรอื่น ซึ่งกรณีนี้ราคาคาร์บอนจะถูกกำหนดด้วยกลไกตลาด กรณีที่องค์กรใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าสิทธิที่ได้รับและไม่ได้ซื้อสิทธิเพิ่มเติมจากองค์กรอื่น จะเสียค่าปรับตามที่ภาครัฐกำหนด (Excess Emission Penalty) ซึ่งมักจะมีราคาสูงกว่าการซื้อขายสิทธิในตลาดคาร์บอน</p>
<p>รายงาน State and Trends Carbon Pricing 2024 ของ World Bank ระบุว่า ปัจจุบัน Carbon Tax และ ETS ถูกนำมาใช้ทั้งในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่นรวม 70 แห่งทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกราว 12.8 GtCO<sub>2</sub>eq คิดเป็น 24% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยทั่วโลก ทั้งนี้ บางประเทศที่มีการบังคับใช้ภาษีคาร์บอนหรือ ETS อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้วก็มีแนวทางที่จะนำกลไกราคาคาร์บอนทั้ง 2 รูปแบบมาใช้พร้อมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนั้น ยังมีรัฐบาลส่วนกลางและท้องถิ่นอีกกว่า 32 แห่งที่อยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาที่จะนำภาษีคาร์บอนหรือ ETS มาใช้ ซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในนั้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29679 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/รูปที่-3.jpg" alt="" width="1200" height="618" /></p>
<p><strong>ประเทศไทยเริ่มขับเคลื่อนสู่ภาคบังคับ</strong></p>
<p><strong>ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้กลไกราคาคาร์บอนในภาคสมัครใจเท่านั้น </strong>คือการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ<strong> T-VER</strong> ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งอาจมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก โดยที่ผ่านมามีมูลค่าการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสะสมเพียง 300 ล้านบาท คิดเป็นก๊าซเรือนกระจกสะสม  3.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) (ข้อมูล ณ 31 สิงหาคม 2567) ขณะที่มีปริมาณการปล่อย GHG เฉลี่ยราว 370 Mt MtCO2eq/ปี (ปี 2559-2562)</p>
<p>ดังนั้น กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ จึงถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการ​สนับสนุนเป้าหมาย​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และ<strong>​ช่วย​กระตุ้นการปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  </strong>รวมทั้ง​ช่วยบรรเทาผลกระทบจากมาตรการราคาคาร์บอนของประเทศคู่ค้า</p>
<p>&#8211;  <strong>การเป็นเครื่องมือ​สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ : </strong>ตามแผน NDC  (Nationally Determined Contribution) ประเทศไทยต้องลด GHG Emission 30-40% ภายในปี 2573 ​เพื่อเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ในปี 2593 และบรรลุ ​Net Zero Emission​ ปี 2608  โดยพบว่า กลไกภาคบังคับ​เป็นเครื่องมือที่หลายประเทศทั่วโลกนำไป​ใช้บริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับผลศึกษาจากวารสาร Nature Communications ที่พบว่า มาตรการราคาคาร์บอนไม่ว่าจะเป็น Carbon Tax หรือ ETS จากหลายประเทศในปัจจุบัน ทำให้ GHG Reduction มีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเฉลี่ย 5-21%</p>
<p><strong>&#8211; กระตุ้นการปรับตัวภาคส่วนต่างๆ เนื่องจากประเทศไทยเป็นกลุ่มความเสี่ยงสูง </strong>โดยพบว่า ประเทศไทย​อยู่ลำดับ 9 ของประเทศความเสี่ยงสูงจากปัญหา Cliamte Chnage (ตามรายงาน Germanwatch) และส่งผลกระทบ GDP ของไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกรวมถึงในอาเซียนด้วยกัน (Swiss Re Institute) ซึ่งหากจัดอันดับตามความรุนแรง GDP ของไทยมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบสูงมากเป็นอันดับที่ 4 โดยในกรณีร้ายแรงที่อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 3.2 องศาเซียลเซียส จะส่งผลให้ GDP ของไทยลดลงสูงถึง 43.6% ในปี 2593 อีกทั้งไทยยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญภัยแล้งเป็นอันดับที่ 6 ขณะที่ขีดความสามารถในการรับมือของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 39 จากทั้งหมด 48 ประเทศ</p>
<p><strong>&#8211; บรรเทาผลกระทบจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า ป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (</strong><strong>Carbon Leakage) </strong><strong>หากกลไกราคาคาร์บอนของไทยเป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรการที่ประเทศคู่ค้ากำหนด </strong>เช่น มาตรการ CBAM ของ EU ที่ตั้งขึ้นเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้า High Emission เข้ามาใน EU ซึ่งจะบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2569 ตามมาด้วยสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรที่คาดว่าจะบังคับใช้มาตรการลักษณะเดียวกันนี้ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ หากประเทศไทยบังคับใช้กลไกราคาคาร์บอนตามมาตรฐานสากล ผู้ส่งออกไทย​น่าจะได้รับประโยชน์จากการนำภาษีคาร์บอน หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนที่ได้ชำระภายในประเทศ ไปลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคาร์บอนที่เกิดจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อยกเว้นของแต่ละประเทศที่อาจแตกต่างกัน รวมทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยเริ่มปรับตัว เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29681 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/รูปที่-1.jpg" alt="" width="1200" height="622" /></p>
<p>ทั้งนี้  <strong>ประเทศไทยกำลังพิจารณานำกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับมาใช้ทั้งภาษีคาร์บอนและ </strong><strong>ETS </strong><strong>โดยระยะแรก กรมสรรพสามิตเตรียมเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภายในปีงบประมาณ 2568 </strong>โดยจะเป็นการแปลงภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่มีการจัดเก็บอยู่แล้วในปัจจุบันมาผูกติดกับภาษีคาร์บอน เบื้องต้นคาดว่าอัตราภาษีจะอยู่ที่ 200 บาท/tCO<sub>2</sub>eq หรือราว 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ/tCO<sub>2</sub>eq  และระยะถัดไป 2-3 ปีข้างหน้า หาก พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มบังคับใช้ อาจขยายการเก็บภาษีคาร์บอนไปยังการผลิตต้นน้ำต่างๆ และขึ้นราคาคาร์บอนเพื่อจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงการนำระบบ ETS มาใช้ โดยภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรกๆ เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน การขนส่ง การผลิตและการก่อสร้าง การปลูกข้าว อโลหะ และเคมี ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันเป็นคิดเป็นสัดส่วนกว่า 79% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของไทย</p>
<p><strong>อย่างไรก็ตาม ภาษีคาร์บอนที่เกิดจากการแปลงภาษีสรรพสามิตน้ำมันมีสัดส่วนที่น้อย เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดจากมาตรการ </strong><strong>EU CBAM </strong><strong>คิดเป็นเพียง 0.5-0.8% </strong><strong>ของค่าใช้จ่าย </strong><strong>CBAM Certification </strong>ในกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการเหล็กแท่ง (Slab) และเหล็กรีดร้อนชนิดม้วน (HRC) ที่มีอาจมีต้นทุนส่วนเพิ่มจากมาตรการ CBAM หรือค่าใช้จ่าย CBAM Certification อยู่ที่ 3.6-5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 1.2-2.0% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด  ซึ่งความแตกต่าง​ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในกระบวนการผลิตเหล็ก,​ ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์เหล็กที่แตกต่างกันไปในแต่ละราย หรือ ราคาคาร์บอนของ EU ETS เป็นต้น</p>
<p><strong>ราคาคาร์บอนที่แตกต่างกันมาก เป็นสาเหตุที่ทำให้ภาษีคาร์บอนของไทยมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่าย </strong><strong>CBAM Certification </strong>โดยอัตราภาษีเริ่มต้นของไทยอยู่ที่ 200 บาท/tCO<sub>2</sub>eq หรือ 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ/tCO<sub>2</sub>eq ขณะที่ราคาคาร์บอนใน EU ETS อยู่ที่ราว 100 ยูโร/tCO<sub>2</sub>eq หรือคิดเป็น 105 ดอลลาร์สหรัฐฯ/tCO<sub>2</sub>eq ซึ่งสูงกว่าอัตราภาษีของไทยถึง 19 เท่า ทั้งนี้ <strong>หากปรับอัตราภาษีของไทยให้มีความสอดคล้องกับราคาคาร์บอนใน </strong><strong>EU ETS </strong><strong>เพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้ภาษีคาร์บอนของไทยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29680 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Recommend1.jpg" alt="" width="1200" height="682" /></p>
<p><strong>Krungthai COMPASS</strong> ​แนะนำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน ขนส่ง การผลิตและการก่อสร้าง ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ควรเร่งจัดทำข้อมูลและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ ต้องติดตามมาตรการสิ่งแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ด้านภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน ควรกำหนดนโยบายราคาคาร์บอนให้สอดคล้องกับต่างประเทศ ทั้งในแง่ของมาตรฐานและกรอบเวลา พร้อมกับพัฒนาระบบติดตามข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ</p>
<p><strong>มาตรการภาษีคาร์บอนระยะแรกของไทย นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการนำต้นทุนภายนอกที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้ามาเป็นต้นทุนภายในของธุรกิจ เ</strong>พื่อนำไปสู่การบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมต่อไป โดยภาคธุรกิจควรเร่งปรับตัวให้พร้อมรับกับมาตรการราคาคาร์บอนภาคบังคับจะถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่จะทวีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/krungthai-compass-carbon-pricing-to-decarbonization/">เมื่อ &#8216;คาร์บอน&#8217; มีราคาที่ต้องจ่าย เร่งภาคธุรกิจปรับตัวสู่ Decarbonization รับมือการใช้ &#8216;​กลไกราคาคาร์บอน&#8217; เตรียมพร้อมเข้าสู่ภาคบังคับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CIMB Thai หนุนบริษัทไทย ฝ่าคลื่นอนาคต เกาะกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/cimb-thai-navigating-the-future-seminar/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Oct 2024 11:16:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[CarbonWize]]></category>
		<category><![CDATA[CIMB THAI]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Mitigation]]></category>
		<category><![CDATA[Emissions Trading System]]></category>
		<category><![CDATA[ETS]]></category>
		<category><![CDATA[Greenland Ice Sheet Project]]></category>
		<category><![CDATA[Navigating the Future : A Holistic Approach to Global Economic Dynamics]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Zero emissions]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อมรเทพ จาวะลา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[นัชชา เลิศหัตถศิลป์]]></category>
		<category><![CDATA[พอล วอง ชี คิน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธิกร นวลรอด]]></category>
		<category><![CDATA[อยู่เย็นเป็นสุข]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29580</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2567 ‘Navigating the Future : A Holistic Approach to Global Economic Dynamics’ ให้ลูกค้าธุรกิจ พันธมิตร และบริษัทขนาดใหญ่ เริ่มจาก พอล วอง ชี คิน กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวเปิดงาน กระตุ้นให้ผู้ร่วมงานทุกคนสอบถามสิ่งที่อยากรู้ และเก็บเกี่ยวข้อมูลให้เต็มที่ทั้งจากวิทยากร ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ CIMB Thai ทุกคนในงาน เจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ปลุกกระแส ‘อยู่เย็นเป็นสุข’ กระตุ้นผู้ฟังในห้องซึ่งเป็นนักธุรกิจ ดำเนินการลดหรือควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation) สาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน แนวทางบรรเทามีหลายรูปแบบ อาทิ ใช้พลังงานทดแทน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอนเช่น ปลูกต้นไม้ และธุรกิจต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับกฎระเบียบที่กำลังจะบังคับใช้เร็วๆนี้ นั่นคือ ‘ระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/cimb-thai-navigating-the-future-seminar/">CIMB Thai หนุนบริษัทไทย ฝ่าคลื่นอนาคต เกาะกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2567 <strong>‘</strong><strong>Navigating the Future </strong><strong>: </strong><strong>A Holistic Approach to Global Economic Dynamics</strong><strong>’</strong> ให้ลูกค้าธุรกิจ พันธมิตร และบริษัทขนาดใหญ่ เริ่มจาก <strong>พอล วอง ชี คิน </strong>กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวเปิดงาน กระตุ้นให้ผู้ร่วมงานทุกคนสอบถามสิ่งที่อยากรู้ และเก็บเกี่ยวข้อมูลให้เต็มที่ทั้งจากวิทยากร ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ CIMB Thai ทุกคนในงาน</p>
<p><span id="more-29580"></span></p>
<p><strong>เจสัน ลี </strong>หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ปลุกกระแส<strong> ‘อยู่เย็นเป็นสุข’ </strong>กระตุ้นผู้ฟังในห้องซึ่งเป็นนักธุรกิจ ดำเนินการลดหรือควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation) สาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน แนวทางบรรเทามีหลายรูปแบบ อาทิ ใช้พลังงานทดแทน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอนเช่น ปลูกต้นไม้ และธุรกิจต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับกฎระเบียบที่กำลังจะบังคับใช้เร็วๆนี้ นั่นคือ <strong>‘ระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก</strong>’ (Emissions Trading System : ETS) เป็นกลไกใช้ควบคุมบริษัทหรือองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ปล่อยได้ตามสิทธิที่ถูกกำหนดเป็นจำนวนที่แน่นอน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29589 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/5-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นัชชา เลิศหัตถศิลป์ </strong>Co-founder &amp; CEO และ <strong>สิทธิกร นวลรอด</strong> Co-founder &amp; Chief Product Officer บริษัท CarbonWize แพลตฟอร์มวัดผลและติดตามฟุตพริ้นท์ โดย <strong>นัชชา</strong> กระตุกมุมคิดภาคธุรกิจที่กำลังตั้งเป้า Net Zero การจะรู้ว่าถึงศูนย์ ต้องเริ่มจากตรวจวัดสุขภาพร่างกายก่อน แนวทางมีหลายระดับ เริ่มตั้งแต่ประเมินตนเองเบื้องต้นเพื่อเข้าใจบริบท, มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยวางแผนการเก็บข้อมูลเหมือนมีโคชส่วนตัว จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินและตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำโดยผู้ทวนสอบว่าถูกต้องตามมาตรฐาน เสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้รายงานสำปรับรายงานที่ต้องอาศัยความเป็นทางการ หรือถ้าหากต้องการรู้เฉพาะจุด สามารถเลือกบางโปรเจ็กต์ หรือบางผลิตภัณฑ์มารายงานได้ ทั้งหมดนี้ เปรียบได้กับการตรวจสุขภาพ มีคุณหมอส่งผลการตรวจ มีแผนการลด แต่สุดท้ายสิ่งที่จะชี้วัดสุขภาพความยั่งยืนของธุรกิจ คือการลงมือแก้ไขปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อการบรรลุเป้าหมาย Zero emissions</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29590 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/2-4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ตามด้วยข้อมูลน่าสนใจ<strong> สิทธิกร </strong>เล่าว่า <strong>Greenland Ice Sheet Project </strong>ตั้งแท่นขุดเจาะที่กรีนแลนด์ จนพบชั้นน้ำแข็งที่มีวงรอบคล้ายวงรอบต้นไม้ น้ำแข็งแต่ละชั้นสามารถบอกภูมิอากาศย้อนไปถึงล้านปี และพบว่าทุก 1 แสนปี ก๊าซคาร์บอนมีปริมาณขึ้น-ลงเป็นวัฏจักร แต่ปัจจุบัน ปริมาณคาร์บอนพุ่งทะยานสูงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น 8 แสนปีก่อน โลกจึงกำลังจับตาว่าการพุ่งสูงครั้งนี้ของคาร์บอนเมื่อถึงเวลาขาลงจะลดลงมากระดับใด และจะกระทบภูมิอากาศอย่างไร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29591 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/8-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้านเศรษฐกิจ  <strong>ดร.อมรเทพ จาวะลา</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า โจทย์เศรษฐกิจปีหน้ามีความท้าทายอยู่ที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ส่งผลกระทบไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ <strong>หากแฮริสชนะ</strong> คาดว่าดอลลาร์จะอ่อนค่า bond yield ลดลงแบบคอยเป็นค่อยไป และธปท.จะลดดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้านนโยบายแฮริสจะดูแลคนรายได้ระดับกลาง ปรับขึ้นภาษีภาคธุรกิจ ส่งเสริมพลังงานสะอาด และเดินหน้าสงครามการค้ากับจีนเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือ Tech War ขณะที่<strong>ถ้าทรัมป์ชนะ</strong>เลือกตั้ง ดอลลาร์อาจกลับมาแข็งชั่วคราว เพราะคนวิ่งไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย และสหรัฐอาจลดดอกเบี้ยแรงขึ้น ด้านนโยบายทรัมป์สนับสนุนพลังงานจากฟอสซิล ส่วนสงครามการค้า ชัดเจนมากว่าจะขึ้นภาษีจากประเทศอื่น โดยภาพรวม ปีหน้าจะได้เห็นการจบรอบของดอกเบี้ยขาลง bond yield และไม่ได้ลดลงเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งจะปรับตัวขึ้นมา ต้องติดตามความผันผวนกันต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29592 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/7-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน <strong>ความเสี่ยงประเทศไทย เปรียบได้กับสายรุ้ง</strong> ต้องแยกดูเป็นภาคส่วน ภาคก่อสร้าง โตได้แต่ไม่เต็มที่ ภาคการผลิต ตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลัก (KPI) ยังติดลบ การส่งออก การท่องเที่ยว เป็นบวกคาดว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาเท่าช่วงก่อนโควิด ส่วนการใช้จ่ายการลงทุนการแจกเงินภาครัฐ ต้องติดตามผลลัพธ์ต่อไป สำนักวิจัย CIMB Thai คงคาดการณ์ GDP ปี 2024 ที่ 2.3% และ ปี 2025 ที่ 3.2% ทั้งนี้ ดร.อมรเทพ อยากฟังเสียงจากทุกคน จึงเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานทำโพลล์สดๆ ผ่านการแสกน QR <strong>‘คาดว่า </strong><strong>GDP </strong><strong>ปี </strong><strong>2025 </strong><strong>จะเท่าไหร่’ </strong>เสียงส่วนใหญ่ในห้องสัมมนาตอบว่า 2.0-2.5%</p>
<p><strong>ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร </strong>ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ และรองคณบดี คณะนิติศาสตร์จุฬาฯ เริ่มต้นโดยชวนทุกคนทำโพลล์ ‘<strong>คาดว่าแฮริสหรือทรัมป์ชนะเลือกตั้ง</strong>’ ผู้ฟัง ส่วนใหญ่เทคะแนนให้แฮริส 70% ดร.อาร์มกล่าวว่า แม้หลายโพลล์ทั้งในห้องนี้ หรือที่สหรัฐฯ จะให้คะแนนส่วนใหญ่ไปที่แฮริส แต่โพลล์สหรัฐจับไปไม่ถึงคนชนบท ซึ่งเป็นฐานเสียงของทรัมป์ เมื่อวิเคราะห์แล้ว คาดว่าทรัมป์มีโอกาสสูงที่จะกลับมา เพราะสหรัฐฯยุคไบเดน เงินเฟ้อสูง กระทบรากหญ้า และการจ้างงานในโรงงานย้ายไปจีน หากแฮริสชนะนโยบายจะไม่ต่างจากไบเดน ขณะที่ทรัมป์ชัดเจนว่าต้องการดึงการตั้งโรงงานจากประเทศต่าง ๆ กลับมาที่สหรัฐฯ เพื่อผลิตสินค้า Made in USA ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพให้คนรากหญ้าในชนบท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29588 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/4-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>หากมี Trump 2.0 จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แตกต่างจาก Trump 1.0 จะมีการพลิกโฉม เพราะต้องการยุติโลกาภิวัตน์ ซึ่งความต้องการนี้ไม่ได้มาจากทรัมป์คนเดียว แต่มาจากฐานคนที่คิดเหมือนกัน ดังนั้น หากใครมองว่า ไทยจะได้ประโยชน์จากการส่งออกไปสหรัฐฯ คงได้ไม่เต็มที่ อย่างไรก็ดี ยุคนี้เป็นยุคทองของอาเซียน คู่ค้าอันดับหนึ่งของจีนคืออาเซียนแล้ว เพราะยากที่จีนจะไปสหรัฐฯหรือยุโรป โจทย์ใหญ่คือ ไทยจะเชื่อมโยงกับอาเซียนอย่างไรเพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์ อีกทั้งยุคนี้เกิดความขัดแย้งทั่วโลก จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยง ประเทศที่น่าจับตาว่าจะเป็นตลาดใหม่ที่สำคัญคือ อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/cimb-thai-navigating-the-future-seminar/">CIMB Thai หนุนบริษัทไทย ฝ่าคลื่นอนาคต เกาะกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
