<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>EV &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/ev/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 08 Apr 2026 13:59:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.10</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>EV &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>DMT พัฒนาระบบ “DMT Smart Assistant” ช่วยเหลือผู้ใช้โทล์ลเวย์ ผ่านทีมงานคุณภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/dmt-smart-assistant/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 13:59:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[DMT]]></category>
		<category><![CDATA[DMT Smart Assistant]]></category>
		<category><![CDATA[Donmuang Tollway]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[สถานีอัดประจุไฟฟ้าฉุกเฉิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40959</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่มีความผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น บริษัทฯได้ขานรับนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า เปิดบริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าฉุกเฉินให้แก่ผู้ใช้ทางยกระดับอุตราภิมุข ณ ด่านดินแดง 2 พร้อมสร้างทีมงาน “DMT Smart Assistant” ยกระดับมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้บริการทางในกรณีฉุกเฉิน “เพื่อให้ผู้ใช้ทางได้มั่นใจถึงความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัย บริษัทฯ จึงเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านความช่วยเหลือ ดูแลผู้ใช้บริการทางยกระดับอุตราภิมุข โดยมีทีมงาน DMT Smart Assistant ประกอบไปด้วยพนักงานจัดการจราจร พนักงานกู้ภัย พนักงานปฏิบัติการพิเศษ และพนักงานรถยก ที่ทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมปฏิบัติการ (Operation Control Center : OCC) ประสานการทำงานกับระบบ กล้อง AI CCTV เพื่อเฝ้าระวังและตรวจสอบเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นบนทางยกระดับอุตราภิมุข ทีมงานเหล่านี้สามารถเข้าช่วยเหลือผู้ใช้ทางภายใน 12 นาที เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที” ดร.ศักดิ์ดา เผย ดร.ศักดิ์ดา กล่าวว่า ตลอด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/dmt-smart-assistant/">DMT พัฒนาระบบ “DMT Smart Assistant” ช่วยเหลือผู้ใช้โทล์ลเวย์ ผ่านทีมงานคุณภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่มีความผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น บริษัทฯได้ขานรับนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า เปิดบริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าฉุกเฉินให้แก่ผู้ใช้ทางยกระดับอุตราภิมุข ณ ด่านดินแดง 2 พร้อมสร้างทีมงาน “<strong>DMT Smart Assistant</strong>” ยกระดับมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้บริการทางในกรณีฉุกเฉิน</p>
<p><span id="more-40959"></span></p>
<p>“เพื่อให้ผู้ใช้ทางได้มั่นใจถึงความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัย บริษัทฯ จึงเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านความช่วยเหลือ ดูแลผู้ใช้บริการทางยกระดับอุตราภิมุข โดยมีทีมงาน DMT Smart Assistant ประกอบไปด้วยพนักงานจัดการจราจร พนักงานกู้ภัย พนักงานปฏิบัติการพิเศษ และพนักงานรถยก ที่ทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมปฏิบัติการ (Operation Control Center : OCC) ประสานการทำงานกับระบบ กล้อง AI CCTV เพื่อเฝ้าระวังและตรวจสอบเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นบนทางยกระดับอุตราภิมุข ทีมงานเหล่านี้สามารถเข้าช่วยเหลือผู้ใช้ทางภายใน 12 นาที เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที” ดร.ศักดิ์ดา เผย</p>
<p><strong>ดร.ศักดิ์ดา</strong> กล่าวว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พัฒนาความรู้และทักษะด้านระบบยานยนต์ไฟฟ้าและความปลอดภัย โดยเชิญวิทยากรชั้นนำของสถาบันยานยนต์ มาอบรมและเสริมเทคนิคการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการกู้ภัยและขั้นตอนการดับเพลิงให้กับทีมงาน เพื่อให้มีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือดูแลรถยนต์ไฟฟ้าลูกค้าอย่างมีคุณภาพ สร้างความอุ่นใจให้ผู้ใช้บริการในความปลอดภัยตลอดการเดินทางกับโทล์ลเวย์</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40961 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/DMT2.jpg" alt="" width="400" height="600" /></p>
<p>โดยเมื่อกลางปี 2567 DMT ได้เปิดให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าฉุกเฉิน ณ ด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง 2 เพื่อรองรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในกรณีฉุกเฉิน โดยใช้ระบบ DC Fast charge ขนาด 120 กิโลวัตต์ หากแบตเตอรี่หมดก็ใช้เวลาชาร์จไฟเพียง 15 นาที วิ่งต่อได้โดยแบตเตอรี่ไม่หมดบนทางยกระดับอุตราภิมุข ที่ผ่านมา มีผู้เข้ามาใช้บริการฉุกเฉินเฉลี่ย 8 รายต่อเดือน และผู้ใช้ทางที่เป็นสมาชิก DMT ใช้แต้มแลกสิทธิ์ชาร์จไฟฟ้าเฉลี่ย 17 รายต่อเดือน โดยบริษัทฯ มีแผนขยายการเปิดให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าฯ ในด่านที่เหลือต่อไป</p>
<p>บริษัทฯ มุ่งเน้นด้านคุณภาพการบริการเป็นสำคัญ โดยยึดถือการบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทาง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/dmt-smart-assistant/">DMT พัฒนาระบบ “DMT Smart Assistant” ช่วยเหลือผู้ใช้โทล์ลเวย์ ผ่านทีมงานคุณภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แกร็บ ประเทศไทย ประเมิน​วิกฤต &#8216;ราคาน้ำมัน&#8217; ใกล้ชิด พิจารณา Surcharge หากสถานการณ์ลากยาว ​วางแผนตั้งรับไม่ต่างโควิด ​เร่งส่งเสริม EV บรรเทาผลกระทบในอีโคซิสเต็ม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/grab-thailand-winning-with-purpose-together-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 12:25:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Barbell Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[Friend of Grab]]></category>
		<category><![CDATA[GRAB]]></category>
		<category><![CDATA[Grab Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Winning with Purpose Together]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แพลตฟอร์ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40664</guid>

					<description><![CDATA[<p>แกร็บ ประเทศไทย ​ทำการบ้านหนัก รับมือ &#8216;ราคาน้ำมันผันผวน&#8217; ​​​ประเมินสถานการณ์เทียบเท่าวิฤตโควิด เร่งส่งเสริม​ Grab EV ต่อเนื่องบรรเทาผลกระทบ พร้อมแผนเพิ่มบริการ​ ขยายเซ็กเม้นต์ใหม่ สร้างการเติบโตต่อเนื่อง  คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยแผนรับมือต่อผลกระทบจากความผันผวนด้านราคาน้ำมันว่า อยู่ระหว่างการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าจะสามารถให้ความช่วยเหลือทั้งผู้ขับรถ ร้านค้า รวมทั้งผู้ใช้งานภายในอีโคซิสเต็มของแพลตฟอร์มได้อย่างสมดุล หลังได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นผ่านการสนับสนุนอินเซ็นทีฟให้ผู้ขับรถที่ใช้น้ำมันรวมกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งจะให้การช่วยเหลือถึงวันที่ 1 เมษายนนี้ ​แต่หลังจากนั้น หากผลกระทบยังลากยาวต่อเนื่อง อาจจะต้องกลับมาดูว่าจะมีการพิจารณาค่าธรรมเนียมราคาน้ำมันเพิ่มเติม (Surcharge ) หรือไม่อย่างไร เพราะไม่ใช่เพียงแค่น้ำมันในฝั่งคนขับ แต่ในส่วนของร้านค้าก็กระทบเช่นกัน ทั้งบรรจุภัณฑ์พลาสติก หรือราคาวัตถุดิบต่างๆ ที่ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างทำการบ้าน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ เพราะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบหรือเป็นการผลักภาระไปให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยประเมินการวางแผนเพื่อรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ต่างจากช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด​ &#8220;หนึ่งแนวทางสำคัญที่แกร็บจะดำเนินการเพื่อลดผลกระทบ คือ การเร่งส่งเสริมให้ผู้ขับภายในแพลตฟอร์มหันมาใช้รถ EV เพิ่มมากขึ้น ทั้งรถ 4 ล้อ และ 2 ล้อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/grab-thailand-winning-with-purpose-together-2026/">แกร็บ ประเทศไทย ประเมิน​วิกฤต &#8216;ราคาน้ำมัน&#8217; ใกล้ชิด พิจารณา Surcharge หากสถานการณ์ลากยาว ​วางแผนตั้งรับไม่ต่างโควิด ​เร่งส่งเสริม EV บรรเทาผลกระทบในอีโคซิสเต็ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แกร็บ ประเทศไทย ​ทำการบ้านหนัก รับมือ &#8216;ราคาน้ำมันผันผวน&#8217; ​​​ประเมินสถานการณ์เทียบเท่าวิฤตโควิด เร่งส่งเสริม​ Grab EV ต่อเนื่องบรรเทาผลกระทบ พร้อมแผนเพิ่มบริการ​ ขยายเซ็กเม้นต์ใหม่ สร้างการเติบโตต่อเนื่อง </strong></p>
<p><span id="more-40664"></span></p>
<p><strong>คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม</strong> กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยแผนรับมือต่อผลกระทบจากความผันผวนด้านราคาน้ำมันว่า อยู่ระหว่างการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าจะสามารถให้ความช่วยเหลือทั้งผู้ขับรถ ร้านค้า รวมทั้งผู้ใช้งานภายในอีโคซิสเต็มของแพลตฟอร์มได้อย่างสมดุล หลังได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นผ่านการสนับสนุนอินเซ็นทีฟให้ผู้ขับรถที่ใช้น้ำมันรวมกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งจะให้การช่วยเหลือถึงวันที่ 1 เมษายนนี้ ​แต่หลังจากนั้น หากผลกระทบยังลากยาวต่อเนื่อง อาจจะต้องกลับมาดูว่าจะมีการพิจารณาค่าธรรมเนียมราคาน้ำมันเพิ่มเติม (Surcharge ) หรือไม่อย่างไร เพราะไม่ใช่เพียงแค่น้ำมันในฝั่งคนขับ แต่ในส่วนของร้านค้าก็กระทบเช่นกัน ทั้งบรรจุภัณฑ์พลาสติก หรือราคาวัตถุดิบต่างๆ ที่ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างทำการบ้าน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ เพราะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบหรือเป็นการผลักภาระไปให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยประเมินการวางแผนเพื่อรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ต่างจากช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด​</p>
<p><em>&#8220;หนึ่งแนวทางสำคัญที่แกร็บจะดำเนินการเพื่อลดผลกระทบ คือ การเร่งส่งเสริมให้ผู้ขับภายในแพลตฟอร์มหันมาใช้รถ EV เพิ่มมากขึ้น ทั้งรถ 4 ล้อ และ 2 ล้อ เนื่องจากภาระส่วนต่างต้นทุนเชื้อเพลิงต่างกันราว 60-70% ​โดยทางแกร็บมีโปรแกรมส่งเสริมการใช้ EV ภายในแพลตฟอร์มทั้งรูปแบบการผ่อน การเช่า​ โดย​ทางแกร็บพยายามจะเพิ่มจำนวนพาร์ทเนอร์ในการเข้ามาให้บริการด้านสินเชื่อเช่าซื้อแก่คนขับภายในแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งพันธมิตร​ผู้ให้บริการจุดชาร์จไฟฟ้าเพิ่มเติม </em><em>ซึ่งหลังจากเปิดโปรแกรมมาราว 3 ปี มีจำนวนยานพาหนะไฟฟ้ากว่า 1-2 หมื่นคัน ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งเติบโตโดยรวม​ขึ้นมากกว่า 10% และจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประกอบกับการมีมาตรการเพื่อส่งเสริมการใช้รถ  EV ภายในแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าจะทำให้มีจำนวนรถ EV ให้บริการภายในแพลตฟอร์มเติบโตเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง&#8221; </em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40665 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Grab-Re2.jpg" alt="" width="1200" height="914" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความท้าทายทั้งภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระหว่างประเทศ แต่ <strong>&#8216;แกร็บ ประเทศไทย&#8217;</strong> ยังสามารถสร้างการเติบโตในมิติต่างๆ ได้ตลอด​ปีที่ผ่านมา รวมทั้งยังมีแผนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ทั้งมิติ Performace , People และ Planet</p>
<p><strong>คุณจันต์สุดา </strong>กล่าวถึงการเติบโตของแกร็บ ประเทศไทย ในปีที่ผ่านมา มี​​อัตราการใช้บริการ​โดยรวมเติบโตเพิ่มขึ้น 250%  ความถี่เฉลี่ยของการใช้บริการในแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 19% การใช้จ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้น 8% ต่อคน และรายวันเพิ่มขึ้นถึง 37% ต่อคน ขณะที่การให้บริการของกลุ่มคนขับเพิ่มขึ้น 52% การเติบโตรายเดือนของร้านค้าเพิ่มขึ้น 13.5% รวมทั้งยอดการให้บริการทางการเงินเพิ่มขึ้น 40%</p>
<p><em>&#8220;การเติบโตสำคัญมาจากการใช้กลยุทธ์ <strong>Barbell Strategy ที่สามารถบาลานซ์บริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งกลุ่มที่มองหา Affordability และ Quality</strong> ทำให้มีบริการที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า โดยเฉพาะบริการ <strong>Grab Saver</strong> ทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์เพื่อตอบโจทย์ภาวะเศรษฐกิจที่ทุกคนต้องรับเข็มขัด ควบคู่ไปกับการเพิ่มบริการพิเศษ สำหรับกลุ่มธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการคุณภาพในการให้บริการ ประกอบกับการมีแคมเปญและโปรโมชั่นต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการเข้าร่วมอีเวนท์สำคัญของภาครัฐอย่างคนละครึ่งพลัส ที่มีร้านค้าในแพลตฟอร์มเข้ากว่า 4 หมื่นร้าน และยอดขายเติบโตได้กว่า 3 เท่า รวมทั้งหลายร้านสามารถรักษาการเติบโตต่อเนื่องแม้จบแคมเปญแล้ว&#8221;</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40669 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Grab-Re6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนการเติบโตต่อเนื่องในปีนี้ จะขับเคลื่อนผ่านแนวคิด <strong>&#8216;Winning with Purpose Together&#8217; </strong>​พร้อมสานต่อกลยุท​​​ธ์ Barbell Strategy ต่อเนื่อง รวมทั้งการขยายบริการ รวมทั้งเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดตัว <strong>Friend of Grab</strong> อย่าง <strong>&#8216;น้องแอบิเกล&#8217;</strong> ทำให้สามารถขยายฐานผู้ใช้งานได้ทุกกลุ่ม รวมทั้งการเพิ่มความแข็งแรงด้าน Brand&#8217;s Love ​สะท้อนผ่านการเติบโตของทราฟฟิกในแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้นได้กว่า 2 หลัก ซึ่งส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายภายในแพลตฟอร์มเติบโตขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน</p>
<p>ทั้งนี้ แกร็บเตรียมขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ กลุ่มคนนอนดึก โดยได้เลือก<strong> &#8216;สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์&#8217;</strong> มาร่วมเป็นครอบครัว Friend of Grab คนล่าสุด เพื่อจับกลุ่มคอบอล ซึ่งเป็นฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งของประเทศ ที่คาดว่าจะสามารถเข้าถึงคนไทยที่ดูบอลได้ราว 45 ล้านคน  รวมทั้งนำเสนอบริการพิเศษ​ทั้งในกลุ่ม Mobility และ Food ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง<strong> </strong><strong>GrabForStudent</strong> เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมทั้งฐาน Users ทั่วไป ผ่านการนำร่อง​​บริการนาโนไฟแนนซ์ <strong>Grab Quick Cash</strong> ซึ่งต่อยอดการให้บริการสินเชื่อเงินสดจากคนขับหรือร้านค้า มาสู่กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป เพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสูงสุด 2 หมื่นบาท และผ่อนจ่ายสูงสุด 6 เดือน ภายใต้แนวทางการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ หรือ Responsible Lending</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40668 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Grab-Re5-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ส่วนมิติ People และ Planet แกร็บ ประเทศไทย ยังมุ่งมั่นส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม ผ่านพันธกิจ<strong> GrabForGood </strong> เพื่อ​สนับสนุนคนขับ-ไรเดอร์ และพาร์ทเนอร์ร้านค้าใน 3 ประเด็นหลัก ทั้งการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล , การพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มทักษะ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้ AI รวมทั้งขับเคลื่อนโครงการ<strong> GrabAcademy</strong> และ<strong>การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ</strong></p>
<p><em>&#8220;แม้ช่วงที่อยู่ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านทั้งภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น แต่แกร็บ ประเทศไทย ยังสามารถขับเคลื่อนความยั่งยืนได้ต่อเนื่อง เนื่องจากได้ผนวก Sustainability ให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจตามปกติอยู่แล้ว ทำให้เป้าหมายในการสร้าง Positive Impace ทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อมสามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริม Grab EV ที่นอกจากช่วยบรรเทาผลกระทบปัญหาราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันก็​​ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ด้วยเช่นกัน และในปีนี้มีแนวคิดขยายการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม ผ่าน​โครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) ด้วยการนำเงินบริจาคจากผู้ใช้บริการไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอน รวมทั้งสนับสนุนการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) เพิ่มเติม รวมทั้ง​​ริเริ่มโครงการใหม่อย่าง <strong>GrabFood </strong><strong>ร้านรักษ์โลกพร้อมคัดแยก </strong>ที่จะร่วมกับ Trash Lucky ส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารคัดแยกขยะและนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ&#8221;</em> ​คุณจันต์สุดา กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/grab-thailand-winning-with-purpose-together-2026/">แกร็บ ประเทศไทย ประเมิน​วิกฤต &#8216;ราคาน้ำมัน&#8217; ใกล้ชิด พิจารณา Surcharge หากสถานการณ์ลากยาว ​วางแผนตั้งรับไม่ต่างโควิด ​เร่งส่งเสริม EV บรรเทาผลกระทบในอีโคซิสเต็ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/central-group-focus-green-transportation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Feb 2026 11:42:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CENTEL]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[CPN]]></category>
		<category><![CDATA[CRC]]></category>
		<category><![CDATA[CRL]]></category>
		<category><![CDATA[Data]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[GO Wholesale]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transportation]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Tops]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[การขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่งสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัย จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล รีเทล]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล รีเทล โลจิสติกส์]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัลพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทารา]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[โรบินสันไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40111</guid>

					<description><![CDATA[<p>การขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และเปรียบเสมือน &#8216;เส้นเลือดหลัก&#8216; ของธุรกิจค้าปลีกและบริการ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านระบบการขนส่งจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ภาคธุรกิจต้องร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจัง ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการที่มีเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมทั่วประเทศ กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา ตระหนักดีว่ากระบวนการขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ การยกระดับระบบโลจิสติกส์จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว จากแนวคิดดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัลจึงกำหนดให้การขับเคลื่อน Green Transportation เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญขององค์กร ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีที่เป็นมิตรและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/central-group-focus-green-transportation/">กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และเปรียบเสมือน<strong> &#8216;เส้นเลือดหลัก</strong>&#8216; ของธุรกิจค้าปลีกและบริการ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ</p>
<p><span id="more-40111"></span></p>
<p>ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านระบบการขนส่งจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ภาคธุรกิจต้องร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจัง</p>
<p>ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการที่มีเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมทั่วประเทศ<strong> กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ</strong> ได้แก่ <strong>บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>CRC, </strong><strong>บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>CPN </strong><strong>และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>CENTEL / </strong><strong>เซ็นทารา </strong>ตระหนักดีว่ากระบวนการขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ การยกระดับระบบโลจิสติกส์จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p>จากแนวคิดดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัลจึงกำหนดให้การขับเคลื่อน <em><strong>Green Transportation เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญขององค์กร ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีที่เป็นมิตรและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม</strong> </em>สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40113 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/K-Pichai.jpg" alt="" width="400" height="600" /></p>
<p><strong>คุณพิชัย  จิราธิวัฒน์</strong> กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transportation ร่วมกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ที่มีแนวทางด้านความยั่งยืนสอดคล้องกัน พร้อมส่งเสริมมาตรฐานการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การบำรุงรักษายานพาหนะอย่างเหมาะสม และการพัฒนาทักษะพนักงานขับรถให้ขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน</p>
<p><b> </b> <em>“สำหรับกลุ่มเซ็นทรัล ความยั่งยืนไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นกรอบความคิดในการดำเนินธุรกิจระยะยาว เราเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่อาจแยกออกจากความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ และบทบาทขององค์กรขนาดใหญ่ คือการใช้ขนาดและเครือข่ายที่เรามี <strong>เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่เกิดขึ้นได้จริง</strong> และการขับเคลื่อน <strong>Green Transportation</strong> สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน เรามุ่งเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรเติบโตควบคู่กับสังคมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40117 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/TOPS.jpg" alt="" width="1200" height="862" /></p>
<p><strong><u>บริษัทในเครือกับการขับเคลื่อนด้าน </u></strong><strong><u>Green Transportation</u></strong></p>
<p><strong>เซ็นทรัล รีเทล โลจิสติกส์ (</strong><strong>CRL)</strong> เดินหน้าปรับเปลี่ยนระบบขนส่งและโลจิสติกส์สู่การใช้รถพลังงานไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยได้เริ่มนำรถ EV มาใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลตั้งแต่ปี 2565 และมีแผนขยายการใช้งานครอบคลุมรถจักรยานยนต์ และรถบรรทุกขนาด 4 ล้อ 6 ล้อ และ 14 ล้อ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่งในระยะยาว</p>
<p><strong>Tops </strong><strong>ธุรกิจกลุ่ม </strong><strong>Food </strong><strong>ในเครือเซ็นทรัล รีเทล</strong> เดินหน้าสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน ผนึกกำลัง FLS Group ผู้นำด้านโซลูชันซัพพลายเชนระดับโลก เปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) ขนาด 10 ล้อควบคุมอุณหภูมิ และ 18 ล้ออุณหภูมิปกติ เพื่อใช้กระจายสินค้าสู่ร้าน Tops ในพื้นที่ต่างจังหวัด ภายใต้ภารกิจ <strong>&#8217;12 Missions to Sustainable Retail&#8217;</strong> และแนวคิด <strong>&#8216;Small Acts Together&#8217;</strong> พร้อมตอกย้ำบทบาทผู้นำ Food Retail ในการยกระดับกรีนโลจิสติกส์ของไทย โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 13,335 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายใน 5 ปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40120 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/TOPS2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ไทวัสดุ :</strong>ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม โดยริเริ่มนำรถบรรทุกพลังงานสะอาด (EV Truck) มาใช้ในการขนส่งสินค้าจากคลังไปยังสาขาทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับโลจิสติกส์สีเขียวของไทย การปรับตัวดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นธุรกิจค้าปลีกสีเขียว และการรับผิดชอบต่อสังคมในทุกมิติ</p>
<p>ในปี 2568 ไทวัสดุได้เพิ่มรถบรรทุกพลังงานสะอาดอีก 10 คัน ส่งผลให้ปัจจุบันมีรถ EV Truck ประเภทรถพ่วงแม่ลูก รวมทั้งสิ้น 22 คัน พร้อมขยายเส้นทางการขนส่งจาก 21 สาขา เป็น 60 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง โดยสามารถลดการใช้น้ำมันได้ 588,157 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,611,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40119 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/ThaiWassadu.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ไทวัสดุมีแผนขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าไปยังพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ภายในปี 2569 เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดครอบคลุมทุกภูมิภาค และสนับสนุนการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>GO Wholesale</strong> : ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยนำยานพาหนะไฟฟ้า (EV) ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้า มาใช้ในการขนส่งสินค้าแบบ Last Mile Delivery เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40115 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Go-WS.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ปัจจุบัน GO Wholesale ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการขนส่งครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 86 คัน และรถสามล้อไฟฟ้า 1 คัน พร้อมมีแผนขยายการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษาการนำยานพาหนะไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและยกระดับการให้บริการในอนาคต</p>
<p><strong>โรบินสันไลฟ์สไตล์</strong> : ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทางอย่างยั่งยืน มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในการตรวจการณ์ความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมกำหนดเป็นมาตรฐานการจัดซื้อทดแทนในทุกสาขา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40118 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/RBS3.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (รถกอล์ฟ EV) เพื่อให้บริการลูกค้าในลานจอดรถ โดยปัจจุบันมีการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 5 คัน ใน 5 สาขา ได้แก่ ภูเก็ต (ฉลอง) ฉะเชิงเทรา สระบุรี ราชบุรี และท็อปส์พลาซ่าพะเยา และรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 2 คัน ใน 2 สาขา ได้แก่ ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี</p>
<p><strong>เซ็นทรัลพัฒนา :</strong> จัดงานกรีนเอ็กซ์โปแห่งปี &#8216;The Better Futures Project 2025 RE-lifestyle Roadshow&#8217; ผนึกกำลัง RIDDARA เปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าพุ่มพวงในรูปแบบ &#8216;อีเวนต์เคลื่อนที่ รักโลก รักชุมชน&#8217; เดินทางจากเหนือจรดใต้ เพื่อส่งต่อความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40121 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/RBS.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>แนวคิดการจัดอีเวนต์เคลื่อนที่ด้วยรถกระบะไฟฟ้าถือเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 355 กิโลกรัม เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 16 ต้น เมื่อเทียบกับการใช้รถบรรทุก 6 ล้อ โดยรถ 1 คัน เดินทางรวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร พร้อมแวะชาร์จไฟฟ้าที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลกว่า 40 สาขา และจุดชาร์จมากกว่า 600 จุดทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนที่สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงผู้คนในหลากหลายพื้นที่</p>
<p><strong>โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา</strong> : ให้บริการรถรับส่งภายในพื้นที่ด้วยรถบั๊กกี้พลังงานไฟฟ้า (Buggy) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และไม่ก่อมลพิษในบริเวณที่พักลูกค้า ปัจจุบันมีการใช้งานรถบั๊กกี้ไฟฟ้ามากกว่า 60 คัน ครอบคลุมหลายแห่ง อาทิ เซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ท ภูเก็ต, เซ็นทารา ซันไรซ่า เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา, เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลลา ตราด, เซ็นทาราพัทยา รวมถึงรีสอร์ทในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม และมัลดีฟส์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40114 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Centara.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>นอกจากนี้ <strong>โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร</strong> ยังให้บริการรถตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้า สำหรับการเดินทางในเส้นทางถนนข้าวสารและรอบเขตพระนคร พร้อมทั้งมีบริการจักรยานสำหรับลูกค้าในหลายสาขาและจัดสรรพื้นที่สำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตร เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับลูกค้าและสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40116 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/TUK-TUK.jpg" alt="" width="600" height="600" /></p>
<p><strong>ชู Data &amp; Technology เพิ่มประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>การขับเคลื่อน Green Transportation ของกลุ่มเซ็นทรัลสะท้อนการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ในทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารจัดการคลังสินค้า ระบบกระจายสินค้า ไปจนถึงการขนส่งปลายทาง โดยอาศัยการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ความต้องการ เพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการจัดส่ง ลดของเสียจากกระบวนการโลจิสติกส์ ควบคู่กับการส่งเสริมการคัดแยกขยะและการรีไซเคิลวัสดุจากการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transportation เกิดขึ้นจากความร่วมมือของบริษัทในเครือและพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยมุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชน เมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คน พร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจไทยในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40122 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/RBS2.jpg" alt="" width="1200" height="600" /></p>
<p>ในอนาคต <strong>กลุ่มเซ็นทรัล</strong> มีแผนเดินหน้าขยายการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในศูนย์กระจายสินค้า และพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์สีเขียวรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/central-group-focus-green-transportation/">กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Sustain Tech ยังแรง โตเฉลี่ย 25% ต่อปี พร้อม 5 ไอเดีย Startup &#8216;Green Tech&#8217; กับโซลูชันตอบโจทย์ปัญหาสภาพอากาศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/5-startup-in-sustainable-technology/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jan 2026 10:34:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[AMP]]></category>
		<category><![CDATA[Bluebird Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Clean Tech]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Tech]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[green product]]></category>
		<category><![CDATA[Green Tech]]></category>
		<category><![CDATA[Green Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Krill Design]]></category>
		<category><![CDATA[Next Gen]]></category>
		<category><![CDATA[Plant-based]]></category>
		<category><![CDATA[StartUp]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Voltpost]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์ตอัป]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์ทอัพ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[โซลูชั่นบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39185</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลการศึกษา &#8216;Startup Industry Trends 2025&#8217; ของ Stripe คาดการณ์ไว้ว่าปี 2025 ​กลุ่มสตาร์ทอัพด้านความยั่งยืน ​(Climate Tech) จะ​เติบโตเฉลี่ย 25% ต่อปี ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2033 โดยเฉพาะกลุ่มโซลูชันที่เชื่อมโยงต่อการปรับตัวรับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ  ทั้งด้านพลังงาน การจัดการขยะ และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่มีความยั่งยืน สอดคล้องกับข้อมูลจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) พบว่า เทรนด์ที่น่าจับตาของสตาร์ทอัพ ปี 2025 ได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (GreenTech) เทคโนโลยีสะอาด (Clean Tech) และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) โดยตลาดโลกคาดการณ์ธุรกิจนี้ไว้ว่าจะเติบโตเฉลี่ยถึง 25% ตลอด 10 ปีข้างหน้า 5 เทคโนโลยี Green Tech มาแรงในปี 2025 แน่นอนว่า เมื่อโลกพูดถึงความยั่งยืน โซลูชั่นที่จะเข้ามาตอบโจทย์และแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Ditto มองว่าในปี 2025 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/5-startup-in-sustainable-technology/">Sustain Tech ยังแรง โตเฉลี่ย 25% ต่อปี พร้อม 5 ไอเดีย Startup &#8216;Green Tech&#8217; กับโซลูชันตอบโจทย์ปัญหาสภาพอากาศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em><strong>ผลการศึกษา &#8216;Startup Industry Trends 2025&#8217; ของ Stripe คาดการณ์ไว้ว่าปี 2025 ​กลุ่มสตาร์ทอัพด้านความยั่งยืน ​(Climate Tech) จะ​เติบโตเฉลี่ย 25% ต่อปี ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2033</strong> </em></p>
<p><span id="more-39185"></span></p>
<p>โดยเฉพาะกลุ่มโซลูชันที่เชื่อมโยงต่อการปรับตัวรับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ  ทั้งด้านพลังงาน การจัดการขยะ และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่มีความยั่งยืน</p>
<p>สอดคล้องกับข้อมูลจาก <em><strong>สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) พบว่า เทรนด์ที่น่าจับตาของสตาร์ทอัพ ปี 2025 ได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (GreenTech) เทคโนโลยีสะอาด (Clean Tech) และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) โดยตลาดโลกคาดการณ์ธุรกิจนี้ไว้ว่าจะเติบโตเฉลี่ยถึง 25% ตลอด 10 ปีข้างหน้า</strong></em></p>
<p><strong>5 เทคโนโลยี Green Tech มาแรงในปี 2025</strong></p>
<p>แน่นอนว่า เมื่อโลกพูดถึงความยั่งยืน โซลูชั่นที่จะเข้ามาตอบโจทย์และแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก <em><strong>Ditto มองว่าในปี 2025 Green Tech มีอัตราการเติบโตกว่า 27.1% โ</strong></em>ดยมีนวัตกรรมสุดล้ำ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Carbon Data &amp; Analytics –</strong>เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลวัดปริมาณคาร์บอนโดยใช้ AI ประมวลผลข้อมูล</p>
<p><strong>&#8211; Renewable Energy Software –</strong>การใข้ซอฟต์แวร์และระบบต่างๆ ในการจัดการแหล่งพลังงานหมุนเวียน</p>
<p><strong>&#8211; Smart Building –</strong>ระบบอาคารอัจฉริยะ ช่วยลดปัญหาด้านมลภาวะและช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย</p>
<p><strong>&#8211; Paperless Solutions –</strong> แนวคิดการใช้กระดาษอย่างประหยัด เพื่อลดความสิ้นเปลืองทรัพยากร</p>
<p><strong>&#8211; Reverse Logistics –</strong> พัฒนาระบบขนส่งและคลังสินค้า สร้าง Waste Flow กับผู้แปรรูปขยะเพื่อคัดแยกวัสดุที่มีมูลค่าสูงไปรีไซเคิล อัปไซเคิล</p>
<p><strong>5 สตาร์ทอัพ Green Tech  น่าจับตา </strong></p>
<p>นอกจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่มุ่งปรับนโยบาย เพิ่มการลงทุน เพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว การเกิดขึ้นของ สตาร์ทอัพยังเข้ามาสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทยักษ์ใหญ่ และเป้าหมายของโลก</p>
<p><strong>SD Thailand</strong> ชวนทำความรู้จัก 5 สตาร์ทอัพ ที่มาพร้อมโซลูชั่นสุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหา การพัฒนาโซลูชั่นเพื่อเสริมทัพธุรกิจ หรือการคิดค้นนวัตกรรมวัสดุแห่งอนาคต​ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น</p>
<ul>
<li><strong>Bluebird Climate ตัวช่วยลดคาร์บอนภาคธุรกิจ</strong></li>
</ul>
<p>ในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม &#8216;<strong>Bluebird Climate&#8217; </strong>สตาร์ทอัพ จากนิวยอร์ก ได้พัฒนาซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์ (Software as a Service : SaaS) โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคในการวัดผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืน วิเคราะห์ทั้งด้านวัสดุ การผลิต การขนส่ง บรรจุภัณฑ์ เรียกว่าครอบคลุมวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เพื่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ น้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ พร้อมสื่อสารความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนเหล่านั้นไปยังลูกค้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39186 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Bluebird.jpg" alt="" width="819" height="818" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : IG &#8211; bluebirdclimate</p>
<ul>
<li><strong>Next Gen นวัตกรรมเนื้อไก่จากพืช</strong></li>
</ul>
<p><strong>Next Gen </strong>สตาร์ทอัพด้านอาหารจากพืช ถือเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านอาหารที่มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ มุ่งพัฒนาและจำหน่ายอาหารที่มีนวัตกรรมและยั่งยืน ก่อตั้งในปี 2020 โดย <strong>Timo Recker and Andre Menezes </strong>เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมการเกษตร แบรนด์แรกที่ผลิตโดย Next Gen Foods ได้แก่ ทินเดิล (TiNDLE) เนื้อไก่ที่พัฒนาจากพืช (Plant-based) สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย และที่สำคัญ ยังใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกน้อยลง 74% ใช้น้ำน้อยลง 82% ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง 88% เมื่อเทียบกับการเลี้ยงไก่ทั่วไป</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39191 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/tindle2.jpg" alt="" width="800" height="390" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : TiNDLE</p>
<ul>
<li><strong>Krill Design เปลี่ยนขยะอาหารเป็นงานดีไซน์</strong></li>
</ul>
<p><strong>Krill Design </strong>สตาร์ทอัพสัญชาติอิตาลี ที่ใช้ไอเดียเปลี่ยนขยะอาหาร เป็นผลิตภัณฑ์สุดเก๋ จากการพัฒนา ReKrill ไบโอโพลิเมอร์ วัสดุทดแทนพลาสติกจากปิโตรเลียมโพลีโพรพิลีน (PP) และอะคริโลไนไตรล์-บิวทาไดอีน-สไตรีน (ABS) ลดคาร์บอนมากถึง 67% เมื่อเทียบกับพลาสติกทั่วไป สามารถย่อยสลายได้ และไม่ก่อให้เกิดไมโครพลาสติก ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ReKrill ทำให้สามารถขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ หรือ ของตกแต่งบ้าน ด้วยจุดแข็งที่ใกล้เคียงกับพลาสติกแบบดั้งเดิม สามารถเข้ากับเครื่องจักรที่มีในปัจจุบัน ทำให้สามารถฉีดขึ้นรูป การขึ้นรูปแบบหมุน หรือ การพิมพ์ 3 มิติ ได้โดยไม่ต้องลงทุนใหม่ นอกจากนี้ ReKrill ยังได้รับการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39189 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Krill-Design.jpg" alt="" width="800" height="644" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : Krill Design</p>
<ul>
<li><strong>AMP เทคโนโลยี AI แยกขยะ  </strong></li>
</ul>
<p><strong>AMP</strong> สตาร์ทอัพแห่งเมืองลุยส์วิลล์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งในปี 2014 ในชื่อ AMP Robotics และเปลี่ยนเป็น AMP ในปีที่ผ่านมา ผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI ในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิลออกจากกองขยะมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว สามารถระบุและคัดแยกวัสดุรีไซเคิลได้อย่างแม่นยำ นอกจากจะช่วยลดขยะแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ทั้งหมด จะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบของ AMP มีการติดตั้งใช้งานทั่วอเมริกาเหนือ เอเชีย และยุโรป นอกจากนี้ ยังดำเนินการโรงงานแห่งใหม่ของ Waste Connections ในเมืองคอมเมิร์ซซิตี้ รัฐโคโลราโด ในปี 2026 โดยโรงงานแห่งนี้ จะสามารถแปรรูปวัสดุรีไซเคิลได้ กว่า 62,000 ตันต่อปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39190 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/AMP-AI.jpg" alt="" width="800" height="532" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : https://fortune.com/</p>
<ul>
<li><strong>Voltpost เปลี่ยนไฟถนน เป็นที่ชาร์จ EV</strong></li>
</ul>
<p><strong>Voltpost</strong> สตาร์ทอัพจากสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวคิดในการพัฒนาโซลูชั่นเปลี่ยนไฟตามท้องถนน ให้เป็นที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยใช้เวลาติดตั้งเครื่องชาร์จกับเสาไฟภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง และใช้งบประมาณเล็กน้อย ถือเป็นการเพิ่มประโยชน์ใช้สอยของโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทำงานร่วมกับแอปพลิเคชั่น ที่สามารถเช็กตำแหน่งสถานีชาร์จที่ใกล้ที่สุดได้ อีกทั้ง ยังเป็นการช่วยให้ชุมชนที่ห่างไกลได้เข้าถึง โดยจุดชาร์จของ Voltpost สามารถรองรับได้ 2 ถึง 4 ปลั๊ก สามารถติดตั้งการเชื่อมต่อ WiFi เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างรอได้</p>
<p>นอกจากนี้ Voltpost ยังได้เข้าร่วมโครงการสตูดิโอของกรมการขนส่งนครนิวยอร์ก (DOT) ทดลองติดตั้งสถานีชาร์จบนเสาไฟ ผลักดันเป้าหมายการติดตั้งที่ชาร์จริมทางเท้า 10,000 เครื่องในนิวยอร์ก เรียกได้ว่าเป็นไอเดียที่ลดความกังวลของคนที่กำลังลังเลที่จะซื้อรถ EV ลงได้มากเลยทีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39192 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Voltpost.jpg" alt="" width="800" height="578" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : www.designboom.com</p>
<p>นอกจาก สตาร์ทอัพทั้ง 5 ราย ที่ถูกหยิบยกมาแล้ว ปัจจุบัน ยังมีธุรกิจสตาร์ทอัพหลากหลายรายที่ประสบความสำเร็จ และมาแรง ด้วยเป้าหมายในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่ม <strong>Social Tech Startup</strong> ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น <strong>&#8216;HealthTech&#8217;</strong> เทคโนโลยีสุขภาพเพื่อการเข้าถึงที่เท่าเทียม, <strong>&#8216;EdTech&#8217;</strong> นวัตกรรมการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และ <strong>&#8216;AgriTech&#8217;</strong> เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อเกษตรกรไทยยุคใหม่ เพื่อรับมือกับสภาวะโลกร้อน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/5-startup-in-sustainable-technology/">Sustain Tech ยังแรง โตเฉลี่ย 25% ต่อปี พร้อม 5 ไอเดีย Startup &#8216;Green Tech&#8217; กับโซลูชันตอบโจทย์ปัญหาสภาพอากาศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การ์ทเนอร์คาดการณ์ภายในปี 2569 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าถึง 116 ล้านคันโลดแล่นบนถนน   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/gartner-inc-forecast-ev-markets-in-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Dec 2025 08:20:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[Jonathan Davenport]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ทเนอร์]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ทเนอร์ อิงค์]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38705</guid>

					<description><![CDATA[<p>การ์ทเนอร์ อิงค์ บริษัทชั้นนำด้านข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจและเทคโนโลยี คาดการณ์ว่าในปี 2569 ว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) 116 ล้านคัน ซึ่งประกอบด้วยรถยนต์ รถบัส รถตู้ และรถบรรทุกหนักวิ่งอยู่บนถนนทั่วโลก Jonathan Davenport ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า  แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้ารถยนต์ และหลายรัฐบาลในประเทศต่างๆ ยกเลิกเงินอุดหนุนและสิ่งจูงใจเพื่อการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แต่คาดว่าในปี 2569 จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนจะยังเพิ่มขึ้นถึง 30% และในปีหน้านี้ จีนจะยังเป็นผู้นำตลาด คิดเป็น 61% ของปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด โดยคาดว่า รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากลูกค้าให้ความสำคัญกับความมั่นใจที่มีเครื่องยนต์เบนซินสำรองไว้ใช้ในยามที่ต้องการ ทั้งนี้ ​คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ (BEV) จะยังมีจำนวนเกินครึ่งของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด แต่ก็ยังมีลูกค้าที่เลือกรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากขึ้น การ์ทเนอร์ ได้ประเมินตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยแบ่งตามประเภทรถยนต์ทั่วโลก ประกอบด้วย รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในปี 2025 มีจำนวนทั้งหมดอยู่ที่ 59,480,370 คัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/gartner-inc-forecast-ev-markets-in-2026/">การ์ทเนอร์คาดการณ์ภายในปี 2569 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าถึง 116 ล้านคันโลดแล่นบนถนน   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การ์ทเนอร์ อิงค์</strong> บริษัทชั้นนำด้านข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจและเทคโนโลยี คาดการณ์ว่าในปี 2569 ว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) 116 ล้านคัน ซึ่งประกอบด้วยรถยนต์ รถบัส รถตู้ และรถบรรทุกหนักวิ่งอยู่บนถนนทั่วโลก<span id="more-38705"></span></p>
<p><strong><a href="https://www.gartner.com/en/experts/jonathan-davenport" target="_blank" rel="noopener">Jonathan Davenport</a> ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า</strong>  แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้ารถยนต์ และหลายรัฐบาลในประเทศต่างๆ ยกเลิกเงินอุดหนุนและสิ่งจูงใจเพื่อการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แต่<em><strong>คาดว่าในปี 2569 จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนจะยังเพิ่มขึ้นถึง 30% และในปีหน้านี้ จีนจะยังเป็นผู้นำตลาด คิดเป็น 61% ของปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด</strong></em></p>
<p>โดยคาดว่า รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากลูกค้าให้ความสำคัญกับความมั่นใจที่มีเครื่องยนต์เบนซินสำรองไว้ใช้ในยามที่ต้องการ</p>
<p>ทั้งนี้ ​คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ (BEV) จะยังมีจำนวนเกินครึ่งของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด แต่ก็ยังมีลูกค้าที่เลือกรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากขึ้น</p>
<p>การ์ทเนอร์ ได้ประเมินตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยแบ่งตามประเภทรถยนต์ทั่วโลก ประกอบด้วย</p>
<ul>
<li><strong>รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ </strong>(BEV) ในปี 2025 มีจำนวนทั้งหมดอยู่ที่ 59,480,370 คัน ส่วนในปี 2026 คาดเพิ่มขึ้นเป็น 76,344,452 คัน</li>
<li><strong>รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด </strong>(PHEV) ในปี 2025 มีจำนวนทั้งหมดอยู่ที่ 30,074,582 คัน ส่วนในปี 2026 คาดเพิ่มขึ้นเป็น 39,835,111 คัน</li>
<li>ดังนั้น <em><strong>ภาพรวม ในปี 2025 นี้ จะมีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด ราว 89,554,951 คัน ส่วนในปี 2026 คาดกว่าจะเพิ่มเป็น 116,179,563 คัน</strong></em></li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38707 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Gartner-2_resize.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>โดย 3 ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไฟฟ้า  ประกอบด้วย</p>
<p><strong>&#8211; การเปลี่ยนแปลงตลาดระดับภูมิภาคที่รวดเร็ว :</strong> ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในจีนเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่การคาดการณ์ครั้งก่อน โดยการแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้ราคาจากผู้ผลิตในประเทศลดลง ส่งผลให้อุปสงค์ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 4 ล้านคัน เป็น 16.5 ล้านคัน รวมถึงแผนการลงทุนเพิ่มเติมในโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นอีกปัจจัยหนุน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงเพื่อลดระดับการให้ส่วนลดของผู้ผลิต และกำลังลดจำนวนเงินอุดหนุนลง ขณะที่ในตลาดสหรัฐฯ อุปสงค์ลดลงเนื่องจากรัฐบาลประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้ารถยนต์ และยกเลิกเงินอุดหนุนรวมถึงสิ่งจูงใจสำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า</p>
<p><strong>&#8211; เทคโนโลยีที่ผสมผสาน:</strong> รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ยังครองสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด แต่การ์ทเนอร์ได้ปรับลดตัวเลขการคาดการณ์ในปี 2569 จากเดิม 77% ลงเป็น 63% อันเนื่องมาจากการนำรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่มาใช้นั้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม เราพบว่ามีลูกค้าที่เลือกรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เพิ่มขึ้นมากขึ้น โดยให้ความสำคัญและมั่นใจกับการมีเครื่องยนต์เบนซินสำรองไว้ใช้ในยามที่จำเป็น เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำอย่าง BYD จึงให้ความสำคัญกับการนำเสนอและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในหมวด PHEV รวมถึงรถยนต์ในหมวดย่อยเล็กๆ อื่นๆ ที่กำลังเติบโตเข้าไปอยู่ในกลุ่ม PHEV อีกประเภทหนึ่งนั่นคือรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์เบนซินเพื่อจ่ายไฟให้กับเครื่องปั่นไฟเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ โดยรถยนต์แบบขยายระยะทางการขับขี่ (Range Extender) เหล่านี้มีเพียงระบบส่งกำลังไฟฟ้าเท่านั้น แต่สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ราบรื่นและสม่ำเสมอมากขึ้น</p>
<p><strong> &#8211; </strong><strong>กฎระเบียบปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ:</strong> ผู้ผลิตรถยนต์กำลังพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันด้านกฎระเบียบจากรัฐบาลที่มีความกังวลเกี่ยวกับทั้งคุณภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มากกว่าอุปสงค์โดยตรงจากผู้บริโภค รัฐบาลหลายประเทศส่งสัญญาณแล้วว่าจะทยอยยกเลิกรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) โดยไม่อนุมัติรถยนต์ใหม่ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนประเภทนั้น วัตถุประสงค์เบื้องหลังการตัดสินใจนี้ คือ เพื่อลดฝุ่นละออง (PM) และการปล่อยก๊าซ CO2 จากรถยนต์ การปล่อยฝุ่น PM จากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทั้งคุณภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/gartner-inc-forecast-ev-markets-in-2026/">การ์ทเนอร์คาดการณ์ภายในปี 2569 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าถึง 116 ล้านคันโลดแล่นบนถนน   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TSB มอบรถสานฝันคันใหม่ EV Bus มูลค่า 4.5 ล้าน ให้ &#8216;หมอนทองวิทยา&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/tsb-%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-ev-bus-%e0%b8%a1%e0%b8%b9/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 08 Nov 2025 06:42:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[EV Bus]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Smile Bus]]></category>
		<category><![CDATA[TSB]]></category>
		<category><![CDATA[กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[รถบัสไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งต่อโอกาสสู่เยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนหมอนทองวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ใย ยศยิ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37834</guid>

					<description><![CDATA[<p>TSB สานฝันให้เป็นจริง มอบรถบัสไฟฟ้ามูลค่า 4.5 ล้านบาท แก่โรงเรียน &#8216;หมอนทองวิทยา&#8217; เพื่อใช้สนับสนุนการเรียนรู้แก่น้องนักเรียนและเยาวชน นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด เปิดเผยว่า จากความตั้งใจที่จะ “ส่งต่อโอกาสสู่เยาวชน” TSB ในฐานะบริษัทขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาด ขอประกาศมอบ รถบัสไฟฟ้าขนาด 7.96 เมตร จำนวน 1 คัน มูลค่า 4,500,000 บาท ให้แก่โรงเรียนหมอนทองวิทยา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนและการเดินทางของนักเรียน หลังจากได้เข้าพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนหมอนทองวิทยา เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนการเดินทางเพื่อการศึกษาให้กับนักเรียน ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยความปลื้มปิติจากผู้บริหาร ครู และนักเรียนทุกคน สำหรับรถบัสไฟฟ้าที่จะมอบให้ทางโรงเรียน เป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า EV100% รุ่นเดียวกับที่ให้บริการในระบบขนส่งสาธารณะของ TSB ที่ได้มาตรฐานด้าน ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาดอย่างครบถ้วน ด้าน นายใย ยศยิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยาได้แสดงความขอบคุณต่อ TSB อย่างสุดซึ้ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/tsb-%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-ev-bus-%e0%b8%a1%e0%b8%b9/">TSB มอบรถสานฝันคันใหม่ EV Bus มูลค่า 4.5 ล้าน ให้ &#8216;หมอนทองวิทยา&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>TSB สานฝันให้เป็นจริง มอบรถบัสไฟฟ้ามูลค่า 4.5 ล้านบาท แก่โรงเรียน &#8216;หมอนทองวิทยา&#8217; เพื่อใช้สนับสนุนการเรียนรู้แก่น้องนักเรียนและเยาวชน</p>
<p><span id="more-37834"></span></p>
<p><strong>นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด เปิดเผยว่า จากความตั้งใจที่จะ “<strong>ส่งต่อโอกาสสู่เยาวชน</strong>” TSB ในฐานะบริษัทขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาด ขอประกาศมอบ รถบัสไฟฟ้าขนาด 7.96 เมตร จำนวน 1 คัน มูลค่า 4,500,000 บาท ให้แก่โรงเรียนหมอนทองวิทยา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนและการเดินทางของนักเรียน หลังจากได้เข้าพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนหมอนทองวิทยา เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนการเดินทางเพื่อการศึกษาให้กับนักเรียน ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยความปลื้มปิติจากผู้บริหาร ครู และนักเรียนทุกคน</p>
<p>สำหรับรถบัสไฟฟ้าที่จะมอบให้ทางโรงเรียน เป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า EV100% รุ่นเดียวกับที่ให้บริการในระบบขนส่งสาธารณะของ TSB ที่ได้มาตรฐานด้าน ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาดอย่างครบถ้วน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37836 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/EV-Bus-.png" alt="" width="1276" height="958" /></p>
<p>ด้าน <strong>นายใย ยศยิ่ง</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยาได้แสดงความขอบคุณต่อ TSB อย่างสุดซึ้ง พร้อมระบุว่า รถบัสคันนี้จะเป็น “ห้องเรียนเคลื่อนที่” ที่เปิดโลกการเรียนรู้ของนักเรียนให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ทั้งในกิจกรรมแข่งขัน การศึกษานอกสถานที่ และโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในหลากหลายด้าน</p>
<p>ทั้งนี้ TSB เชื่อมั่นว่า “การสนับสนุนเยาวชน” คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตของประเทศ และพร้อมจะเป็นกำลังใจให้โรงเรียนหมอนทองวิทยาเดินหน้าสาน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/tsb-%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-ev-bus-%e0%b8%a1%e0%b8%b9/">TSB มอบรถสานฝันคันใหม่ EV Bus มูลค่า 4.5 ล้าน ให้ &#8216;หมอนทองวิทยา&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรุงไทยเดินหน้าสู่ Net Zero เปลี่ยนรถยนต์ธนาคารทั้งหมดเป็นรถ EV ภายในปี 2573</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/ktb-net-zero-pathway/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Sep 2025 08:49:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[Fleet]]></category>
		<category><![CDATA[KTB]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพรินท์องค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36337</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคารกรุงไทย มุ่งก้าวสู่ธนาคารเพื่อความยั่งยืน เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2573 โดยล่าสุด ธนาคารเร่งปรับเปลี่ยนยานพาหนะ ที่ใช้งานในธนาคารจากรถยนต์ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามแผนงาน Net Zero Pathway เพื่อช่วยลดมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ธนาคารได้ทยอยนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้แทนรถยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมติดตั้งสถานีชาร์จรองรับ ส่งผลให้ในช่วงปี 2565-2567 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปแล้วกว่า 238 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 477,013 กิโลวัตต์-ชั่วโมง โดย ในปี 2568 ธนาคารจะมีรถยนต์ไฟฟ้าสะสมรวม 680 คัน คาดว่า จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 1,039 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ 60,407 ต้น ธนาคารกรุงไทย ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมใสังคมและธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า การเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED การใช้ Cool Paint Technology ลดความร้อนอาคาร และการใช้พลังงานหมุนเวียนจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในองค์กร โดยการดำเนินงานของธนาคารดังกล่าวในปี 2567 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/ktb-net-zero-pathway/">กรุงไทยเดินหน้าสู่ Net Zero เปลี่ยนรถยนต์ธนาคารทั้งหมดเป็นรถ EV ภายในปี 2573</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ธนาคารกรุงไทย</strong> มุ่งก้าวสู่ธนาคารเพื่อความยั่งยืน เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2573 โดยล่าสุด ธนาคารเร่งปรับเปลี่ยนยานพาหนะ ที่ใช้งานในธนาคารจากรถยนต์ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามแผนงาน Net Zero Pathway เพื่อช่วยลดมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><span id="more-36337"></span></p>
<p>ทั้งนี้ ธนาคารได้ทยอยนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้แทนรถยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมติดตั้งสถานีชาร์จรองรับ ส่งผลให้ในช่วงปี 2565-2567 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปแล้วกว่า 238 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 477,013 กิโลวัตต์-ชั่วโมง โดย <strong>ในปี </strong><strong>2568 </strong><strong>ธนาคารจะมีรถยนต์ไฟฟ้าสะสมรวม </strong><strong>680 </strong><strong>คัน</strong> คาดว่า จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 1,039 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ 60,407 ต้น</p>
<p>ธนาคารกรุงไทย ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมใสังคมและธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า การเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED การใช้ Cool Paint Technology ลดความร้อนอาคาร และการใช้พลังงานหมุนเวียนจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในองค์กร โดยการดำเนินงานของธนาคารดังกล่าวในปี 2567 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 12,540 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ จำนวน 729,070 ต้น มุ่งผลักดันให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “<strong>กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน</strong>”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36339 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/KTB-EV2.jpg" alt="" width="1200" height="768" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/ktb-net-zero-pathway/">กรุงไทยเดินหน้าสู่ Net Zero เปลี่ยนรถยนต์ธนาคารทั้งหมดเป็นรถ EV ภายในปี 2573</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title> แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2567 สร้างรายได้  &#8216;คนขับ-ร้านค้า&#8217; ทั้งภูมิภาคกว่า 4.2 แสนล้านบาท ลดคาร์บอนได้แล้ว​ 1.28 แสนตัน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/07/grab-esg-report-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Jul 2025 08:26:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[3P]]></category>
		<category><![CDATA[ASEAN]]></category>
		<category><![CDATA[Drivers]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Report 2024]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[Grab Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[GrabForGood]]></category>
		<category><![CDATA[Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Partner]]></category>
		<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<category><![CDATA[Platform]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า]]></category>
		<category><![CDATA[แอปพลิเคชัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34601</guid>

					<description><![CDATA[<p>แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยข้อมูลและตัวเลขที่สะท้อนความสำเร็จของการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในปีที่ผ่านมา ผ่าน รายงานความยั่งยืนประจำปี 2567 (ESG Report 2024) โดยมีไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ การเปิดโอกาสให้คนขับและผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหาร สร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มแกร็บ รวมกว่า 1.28 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 4.2 แสนล้านบาท) การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและคนขับรวมกว่า 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท) การผลักดันการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 128,000 ตัน รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกกว่า 936,000 ตันผ่านการจัดซื้อคาร์บอนเครดิต  คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา แกร็บมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลใน 3 มิติหลัก อันได้แก่ ธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามพันธกิจ GrabForGood หรือ  ‘แกร็บ…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ สำหรับในประเทศไทย นอกจากเราจะมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแล้ว แกร็บยังได้ริเริ่มและต่อยอดโครงการสำคัญต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/grab-esg-report-2024/"> แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2567 สร้างรายได้  &#8216;คนขับ-ร้านค้า&#8217; ทั้งภูมิภาคกว่า 4.2 แสนล้านบาท ลดคาร์บอนได้แล้ว​ 1.28 แสนตัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยข้อมูลและตัวเลขที่สะท้อนความสำเร็จของการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในปีที่ผ่านมา ผ่าน</strong> <a href="https://assets.grab.com/wp-content/uploads/media/si/reports/2024/Grab-ESG-Report-2024.pdf" target="_blank" rel="noopener"><strong>รายงานความยั่งยืนประจำปี </strong><strong>2567 </strong></a><strong>(ESG Report 2024)</strong></p>
<p><span id="more-34601"></span></p>
<p><strong>โดยมีไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ การเปิดโอกาสให้คนขับและผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหาร สร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มแกร็บ รวมกว่า </strong><strong>1.28 </strong><strong>หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ </strong><strong>4.2 </strong><strong>แสนล้านบาท)</strong></p>
<p><strong> การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและคนขับรวมกว่า </strong><strong>2.2 </strong><strong>พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ </strong><strong>7.2 </strong><strong>หมื่นล้านบาท)</strong></p>
<p><strong> การผลักดันการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง </strong><strong>128,000 </strong><strong>ตัน รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกกว่า </strong><strong>936,000 </strong><strong>ตันผ่านการจัดซื้อคาร์บอนเครดิต</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34606 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Partner-Platform.jpg" alt="" width="1200" height="392" /></p>
<p><strong> คุณ</strong><strong>จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย</strong> กล่าวว่า <em>“ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา แกร็บมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลใน 3 มิติหลัก อันได้แก่ ธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามพันธกิจ <strong>GrabForGood หรือ</strong>  ‘แกร็บ…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’</em></p>
<p>สำหรับในประเทศไทย นอกจากเราจะมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแล้ว แกร็บยังได้ริเริ่มและต่อยอดโครงการสำคัญต่างๆ โดยมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34609 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/KV-Main.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>&#8211; การส่งเสริมการเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อร่วมผลักดันนโยบายลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ โดยปัจจุบันมีคนขับที่ให้บริการด้วย EV บนแพลตฟอร์มแกร็บแล้วกว่า 10,000 คัน</p>
<p>&#8211; การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในประเทศไทยด้วยการปลูกป่าไปแล้วกว่า 200,000 ต้น จากเงินบริจาคที่ผู้ใช้บริการมีส่วนร่วมในโครงการชดเชยคาร์บอน</p>
<p>ตลอดจนการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศด้วยการใช้แพลตฟอร์มของเราเพื่อสร้างโอกาสและรายได้ให้กับคนไทย ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.79 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 1% ของ GDP ประเทศไทย ( รายงานการศึกษาผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจของแพลตฟอร์มดิจิทัล จากกรณีศึกษาแอปพลิเคชัน Grab โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ))</p>
<p><em>&#8220;เรายังคงเดินหน้าผลักดันโครงการต่างๆ เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรธุรกิจเพื่อร่วมส่งเสริมเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง”   </em></p>
<p><strong>เดินหน้าสร้างอิมแพ็คท่ัวภูมิภาค </strong></p>
<p>นอกจากนี้ แกร็บยังได้เผยแพร่ <strong>​</strong><strong>รายงานความยั่งยืนประจำปี </strong><strong>2567​</strong> ซึ่งนำเสนอภาพรวมความสำเร็จในรอบปี พร้อมรายงานความคืบหน้าของโครงการและกิจกรรมด้านความยั่งยืนในหลากหลายมิติ อันได้แก่ การส่งเสริมและสร้างโอกาสให้กับคนในวงจรธุรกิจ (Partner) การพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับความปลอดภัยและสร้างความอุ่นใจให้กับทุกคน (Platform) รวมถึงการดูแลและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม (Planet) โดยมีไฮไลท์สำคัญ ดังนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34602 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/ESG-Hilight.jpg" alt="" width="1200" height="639" /></p>
<p><strong>PARTNER : </strong><strong>การส่งเสริมและสร้างโอกาสให้กับคนในวงจรธุรกิจ</strong><strong> </strong></p>
<p>&#8211; คนขับและผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหารสามารถสร้างรายได้รวมผ่านแพลตฟอร์มของแกร็บมากกว่า 1.28 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 4.2 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อนหน้า</p>
<p>&#8211; คนขับกว่า 99% ทั่วทั้งภูมิภาคมีรายได้ต่อชั่วโมงจากการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มของแกร็บเท่ากับหรือสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำรายชั่วโมงของแต่ละประเทศ</p>
<p>&#8211; มีผู้ประกอบการรายย่อยหน้าใหม่กว่า 600,000 รายเข้าร่วมให้บริการบนแพลตฟอร์มแกร็บ โดยผู้ประกอบการเหล่านี้มีส่วนสร้างมูลค่าคำสั่งซื้อรวม (Gross Merchandise Value) ของ บริการ GrabFood และ GrabMart คิดเป็นสัดส่วนถึง 67%</p>
<p>&#8211; คนขับและผู้ประกอบการรายย่อยได้รับการสนับสนุนด้านสินเชื่อจากแกร็บรวมกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท)  เพิ่มขึ้นถึง 46% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34607 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Grab-Ecosystem.jpg" alt="" width="1200" height="649" /></p>
<p><strong>PLATFORM: </strong><strong>การพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับความปลอดภัยและสร้างความอุ่นใจให้กับทุกคน</strong></p>
<p>&#8211; 9% ของการให้บริการผ่านแกร็บเป็นไปอย่างปลอดภัย โดยไม่มีรายงานอุบัติเหตุเกิดขึ้น</p>
<p>&#8211; แกร็บจัดทำประกันอุบัติเหตุเพื่อให้ความคุ้มครองกับคนขับทุกคนในระหว่างการให้บริการ</p>
<p>&#8211; ฟีเจอร์ AudioProtect ที่ช่วยบันทึกเสียงระหว่างการเดินทาง มีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 4เท่า (เปรียบเทียบระหว่างเดือนมกราคมและธันวาคมของปีเดียวกัน)</p>
<p>&#8211; คนขับที่เป็นผู้หญิงกว่าครึ่งเลือกใช้ฟีเจอร์ &#8216;รับผู้โดยสารหญิงเป็นหลัก&#8217; (Women Passenger Preferred) นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อช่วงต้นปี 2567</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34605 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/07.jpg" alt="" width="1200" height="724" /></p>
<p><strong>PLANET: </strong><strong>การดูแลและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p>&#8211; ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 128,000 ตันจากการส่งเสริมให้คนขับเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์คาร์บอนต่ำหรือคาร์บอนเป็นศูนย์ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด</p>
<p>&#8211; เงินบริจาคจากโครงการชดเชยคาร์บอนถูกนำไปใช้ในการปลูกต้นไม้กว่า 600,000 ต้น และจัดซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมอีกกว่า 936,000 ตัน</p>
<p>&#8211; ฟีเจอร์ &#8216;งดรับช้อนส้อมพลาสติก&#8217; ช่วยลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวไปแล้วกว่า 929 ล้านชุด หรือเทียบเท่าการลดขยะพลาสติกได้มากถึง 8,363 ตัน</p>
<p>&#8211; ร่วมมือกับพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมในการรวบรวมขยะรีไซเคิลจำนวน 384,519 ชิ้น เพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องและยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/grab-esg-report-2024/"> แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2567 สร้างรายได้  &#8216;คนขับ-ร้านค้า&#8217; ทั้งภูมิภาคกว่า 4.2 แสนล้านบาท ลดคาร์บอนได้แล้ว​ 1.28 แสนตัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ้านปู เน็กซ์ X ลาลามูฟ ยกระดับชีวิตผู้พิการ ผ่านโครงการ ‘Ride for Chance, Ride for Change’ มอบฟลีท EV Bike พร้อมอบรมทักษะไรเดอร์มืออาชีพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/11/banpunext-lalamove-ride-for-chance-ride-for-change/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Nov 2024 09:55:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Banpu Next]]></category>
		<category><![CDATA[CSR]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[EV Bike]]></category>
		<category><![CDATA[LALAMOVE]]></category>
		<category><![CDATA[Positive Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Ride for Chance Ride for Change]]></category>
		<category><![CDATA[Rider]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู เน็กซ์]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู เน็กซ์ X ลาลามูฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ลาลามูฟ]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิพร เศรษฐปราโมทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เบน ลิน]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[โซลูชันพลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ไรเดอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=30113</guid>

					<description><![CDATA[<p>บ้านปู เน็กซ์ บริษัทลูกของบริษัท บ้านปู ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานสะอาดชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผนึกลาลามูฟ แอปพลิเคชันให้บริการขนส่งแบบออนดีมานด์ เปิดตัวโครงการ CSR “Ride for Chance, Ride for Change” ขับขี่สะอาด สร้าง ‘โอกาส’ และ ‘การเปลี่ยนแปลง’ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ประเทศไทยมีผู้พิการกว่า 2.2 ล้านคน​ และส่วนใหญ่ต้องเผชิญความท้าทายในการหางาน ทำให้มีอัตราการว่างงานสูงกว่าประชากรทั่วไป ขณะที่การเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการขนส่งพัสดุ ​นับเป็นโอกาสและช่องทางให้ผู้พิการได้แสดงความสามารถและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ​การเข้าสู่ตลาดแรงงานจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศ  นำมาซึ่งการริเริ่มโครงการ &#8216;Ride for Chance, Ride for Change&#8217; ขับขี่สะอาด สร้าง ‘โอกาส’ และ ‘การเปลี่ยนแปลง’ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สานต่อแนวทางการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มบ้านปู คือ “Embracing Potential, Energizing People – เสริมศักยภาพ สร้างพลังแห่งอนาคต” มุ่งเติมเต็มศักยภาพให้แก่ผู้พิการด้วยการสร้างโอกาสด้านการทำงานระยะยาวในภาคการขนส่งพัสดุ พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้โซลูชันพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับชุมชนท้องถิ่น สังคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/banpunext-lalamove-ride-for-chance-ride-for-change/">บ้านปู เน็กซ์ X ลาลามูฟ ยกระดับชีวิตผู้พิการ ผ่านโครงการ ‘Ride for Chance, Ride for Change’ มอบฟลีท EV Bike พร้อมอบรมทักษะไรเดอร์มืออาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บ้านปู เน็กซ์ บริษัทลูกของบริษัท บ้านปู ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานสะอาดชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผนึกลาลามูฟ แอปพลิเคชันให้บริการขนส่งแบบออนดีมานด์ เปิดตัวโครงการ </strong><strong>CSR “Ride for Chance, Ride for Change” </strong><strong>ขับขี่สะอาด สร้าง ‘โอกาส’ และ ‘การเปลี่ยนแปลง’ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น </strong></p>
<p><span id="more-30113"></span></p>
<p>ประเทศไทยมีผู้พิการกว่า 2.2 ล้านคน​ และส่วนใหญ่ต้องเผชิญความท้าทายในการหางาน ทำให้มีอัตราการว่างงานสูงกว่าประชากรทั่วไป ขณะที่การเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการขนส่งพัสดุ ​นับเป็นโอกาสและช่องทางให้ผู้พิการได้แสดงความสามารถและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม</p>
<p>​การเข้าสู่ตลาดแรงงานจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศ  นำมาซึ่งการริเริ่มโครงการ &#8216;Ride for Chance, Ride for Change&#8217; <strong>ขับขี่สะอาด สร้าง ‘โอกาส’ และ ‘การเปลี่ยนแปลง’ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สานต่อแนวทางการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มบ้านปู คือ “</strong><strong>Embracing Potential, Energizing People –</strong> <strong>เสริมศักยภาพ สร้างพลังแห่งอนาคต” มุ่งเติมเต็มศักยภาพให้แก่ผู้พิการด้วยการสร้างโอกาสด้านการทำงานระยะยาวในภาคการขนส่งพัสดุ พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้โซลูชันพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับชุมชนท้องถิ่น สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับศักยภาพของ ‘คน’ เป็นหลัก </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30114 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/03-Banpu-NEXT-Ride-for-Chance-Ride-for-Change-x-Lalamove.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>จึงได้​​​จัดหาฟลีทมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพร้อมจัดอบรมทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพไรเดอร์สำหรับ​ผู้พิการอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น การขับขี่ ความปลอดภัย การบริการลูกค้า และการใช้เทคโนโลยี โดยได้เพิ่ม​ระบบให้ความช่วยเหลือที่ออกแบบสำหรับไรเดอร์ผู้พิการโดยเฉพาะ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและช่วยให้พวกเขาก้าวข้ามอุปสรรคในการทำงาน</p>
<p>นอกจากนี้ โครงการยังสะท้อนความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมของบ้านปู เน็กซ์ และลาลามูฟ โดยส่งเสริมโซลูชันพลังงานสะอาดที่ช่วยลดมลภาวะทางอากาศและการปล่อย CO2 ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมไร้คาร์บอน</p>
<p><strong>คุณสมิทธิพร เศรษฐปราโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด บริษัทลูกของบ้านปู ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานสะอาดชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก </strong>กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ​บ้านปู เน็กซ์ มุ่งมั่นส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในสังคมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนโดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันพลังงานสะอาด ​มาริเริ่มในโครงการเพื่อสังคมนี้ ​เพื่อถ่ายทอดทักษะและจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นให้ผู้พิการสามารถเป็น​ไรเดอร์มืออาชีพได้ ตลอดจนส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดผ่านยานพาหนะไฟฟ้า ตอกย้ำความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนสังคมไร้คาร์บอนและสร้างสรรค์เศรษฐกิจแบบองค์รวมที่ทุกคนจะได้รับโอกาสในการพัฒนาอย่างเท่าเทียม​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30117 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/02-Banpu-NEXT-Ride-for-Chance-Ride-for-Change-x-Lalamove.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>คุณเบน ลิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลาลามูฟ อีซี่แวน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันให้บริการขนส่งแบบออนดีมานด์ ลาลามูฟ (LALAMOVE) </strong>กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างลาลามูฟและบ้านปู เน็กซ์ ในโครงการเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้ ​ช่วยสร้างโอกาสให้​ไรเดอร์ผู้พิการด้วยการใช้แอปพลิเคชันและความเชี่ยวชาญในธุรกิจขนส่งของลาลามูฟ เพื่อ​สามารถบริหารจัดการการขนส่งและติดต่อกับลูกค้าได้อย่างราบรื่น พร้อมช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้กับชีวิตของผู้พิการและกับสังคม​ ผ่านการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและสร้างโอกาสในการทำงานสำหรับผู้พิการเพื่อลดอัตราการว่างงานและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน</p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนโครงการ <strong>‘Ride for Chance, Ride for Change’</strong> สามารถสร้างให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในมิติต่างๆ ต่อไปนี้</p>
<p><strong>&#8211; ส่งเสริมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม </strong>เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) สู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ลดการปล่อย CO2 และมลพิษทางอากาศ ด้วยการใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่มากขึ้น</p>
<p><strong>&#8211; ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ </strong>โดยสร้างโอกาสในการทำงานและการมีรายได้เพื่อผู้พิการสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเองและมีส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ</p>
<p><strong>&#8211; ปลดล็อกโอกาส </strong>ผ่านการสร้างงานเพื่อลดอัตราการว่างงานและเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับผู้พิการและครอบครัว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30116 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/04-Banpu-NEXT-Ride-for-Chance-Ride-for-Change-x-Lalamove.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 20 คน ซึ่งเป็นผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน 16 คน และผู้มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว 4 คน โดยแต่ละคนได้รับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพร้อมประกันภัยที่ครอบคลุมสำหรับประกอบอาชีพไรเดอร์ส่งพัสดุ รวมถึงได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนไรเดอร์อีกด้วย ซึ่งเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาโครงการประมาณ 12 เดือน บ้านปู เน็กซ์ มีแผนที่จะสร้างเสริมศักยภาพผู้คนต่อไปในอนาคตเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ของธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม พร้อมทั้งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและส่งเสริมสิ่งแวดล้อมเพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน</p>
<p>นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับโครงการฯ ผู้ใช้บริการลาลามูฟสามารถใช้รหัสโปรโมชัน ‘LALABANPUNEXT’ เพื่อรับส่วนลด 10% (สูงสุด 20 บาท) สำหรับบริการเสริมอย่างการส่งแบบไป-กลับ (Round Trip) และการเก็บเงินปลายทาง (Cash-On-Delivery) ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 ถึง 31 มกราคม 2568</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/banpunext-lalamove-ride-for-chance-ride-for-change/">บ้านปู เน็กซ์ X ลาลามูฟ ยกระดับชีวิตผู้พิการ ผ่านโครงการ ‘Ride for Chance, Ride for Change’ มอบฟลีท EV Bike พร้อมอบรมทักษะไรเดอร์มืออาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>DMT เปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า ณ ด่านดินแดง ยกระดับบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน สู่การเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/donmuang-tollway-install-ev-charger-at-din-deang-checkpoint/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Sep 2024 08:53:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral]]></category>
		<category><![CDATA[DMT]]></category>
		<category><![CDATA[DMT Smart Assistant]]></category>
		<category><![CDATA[Donmuang Tollway]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[EV Charger]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Tollway]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย]]></category>
		<category><![CDATA[ทางยกระดับอุตราภิมุข]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[สถานีอัดประจุไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29201</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT ก้าวสู่ความเป็นผู้ให้บริการทางด่วนที่สนับสนุนการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังเจ้าแรก พร้อมเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า ณ ด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง เพื่อยกระดับบริการช่วยเหลือฉุกเฉินต่อผู้ใช้บริการทางยกระดับอุตราภิมุข สำหรับรองรับผู้ใช้บริการที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้ากรณีฉุกเฉินเท่านั้น โดยใช้ระบบ DC Fast charge ขนาด 120 กิโลวัตต์ หากแบตเตอรี่หมดก็ใช้เวลาชาร์จไฟโดยเพียง 15 นาที วิ่งต่อได้โดยแบตเตอรี่ไม่หมดบนทางยกระดับอุตราภิมุข และยังอำนวยความสะดวกให้รถปฏิบัติการของบริษัทฯ ที่จะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต  ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังร่วมพิธีเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า ณ ด่านดินแดง ว่า ในปัจจุบันนโยบายการลดมลพิษด้วยการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป้าหมาย Net Zero Emission ของประเทศ และบริษัทฯ มีนโยบายด้าน ESG ที่ดำเนินมาต่อเนื่องหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนรถยนต์ของบริษัทฯ เป็น EV ดังนั้น การติดตั้งและเปิดให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า ณ ด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/donmuang-tollway-install-ev-charger-at-din-deang-checkpoint/">DMT เปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า ณ ด่านดินแดง ยกระดับบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน สู่การเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>DMT </strong><strong>ก้าวสู่ความเป็นผู้ให้บริการทางด่วนที่สนับสนุนการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังเจ้าแรก พร้อมเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า ณ ด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง เพื่อยกระดับบริการช่วยเหลือฉุกเฉินต่อผู้ใช้บริการทางยกระดับอุตราภิมุข สำหรับรองรับผู้ใช้บริการที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้ากรณีฉุกเฉินเท่านั้น </strong></p>
<p><span id="more-29201"></span></p>
<p><strong>โดยใช้ระบบ </strong><strong>DC Fast charge </strong><strong>ขนาด 120 กิโลวัตต์ หากแบตเตอรี่หมดก็ใช้เวลาชาร์จไฟโดยเพียง </strong><strong>15 </strong><strong>นาที วิ่งต่อได้โดยแบตเตอรี่ไม่หมดบนทางยกระดับอุตราภิมุข และยังอำนวยความสะดวกให้รถปฏิบัติการของบริษัทฯ ที่จะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต </strong></p>
<p><strong>ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย </strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังร่วมพิธีเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า ณ ด่านดินแดง ว่า ในปัจจุบันนโยบายการลดมลพิษด้วยการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป้าหมาย Net Zero Emission ของประเทศ และบริษัทฯ มีนโยบายด้าน ESG ที่ดำเนินมาต่อเนื่องหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนรถยนต์ของบริษัทฯ เป็น EV ดังนั้น การติดตั้งและเปิดให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า ณ ด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง</p>
<p>โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทฯ ได้แก่ กลุ่มลูกค้าผู้ใช้บริการทางยกระดับอุตราภิมุข ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กรณีประสบปัญหาประจุไฟฟ้าแบตเตอรี่เหลือน้อย ไม่พอที่จะวิ่งบนเส้นทางได้</p>
<p>2) เพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้ากับผู้บริหารและพนักงานของบริษัทฯ และรถปฏิบัติการของบริษัทฯ</p>
<p>3) เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) จากการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของลูกค้าผู้ใช้บริการทางยกระดับอุตราภิมุข</p>
<p>4) เพื่อช่วยลดควันพิษจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ และมลพิษทางเสียง</p>
<p>ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ทางสามารถเดินทางถึงจุดหมายโดยไม่เสี่ยงที่จะแบตเตอรี่หมดบนทางยกระดับอุตราภิมุข ผู้ใช้ทางที่มีเหตุฉุกเฉินสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือ Tollway Call Center 1233 หรือ Line Official Account ของบริษัทฯ พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้ปรับปรุงศูนย์อำนวยความสะดวกบริเวณอาคารด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง ภายใต้แนวคิดอาคารลดโลกร้อน เพื่อเป็นจุดอำนวยการสำหรับผู้ใช้บริการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29202 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/DD2.jpg" alt="" width="425" height="755" /></p>
<p>“นอกจากนั้นเพื่อรองรับรถปฏิบัติการของบริษัทฯ ที่จะเปลี่ยนถ่ายจากเครื่องยนต์สันดาปเป็นรถพลังงานไฟฟ้า โดยปัจจุบันบริษัทฯ ได้เริ่มทยอยเปลี่ยนรถยนต์ผู้บริหารจากเครื่องยนต์สันดาปเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีเป้าหมาย 100% อีกทั้งสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ในภาคขนส่ง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ DMT ในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2050 และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 และยังเป็นการสร้างผลกระทบเชิงบวกจากภายในองค์กรไปสู่สังคมภายนอกด้วย โดยเฉพาะการมีส่วนช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศเดินหน้าสู่ Carbon Neutrality และสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ด้วยการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม” ดร.ศักดิ์ดาเผย</p>
<p><strong>ดร.ศักดิ์ดา</strong> กล่าวต่อว่า เพื่อเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการ บริษัทฯ ได้ทำการปรับปรุงภูมิทัศน์ศูนย์อำนวยความสะดวก ให้ทันสมัย ประกอบไปด้วย ห้องพักอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้บริการกรณีฉุกเฉิน ห้องสุขาพร้อมรองรับคนพิการ และระบบกล้องวงจรปิด รวมถึงผู้ใช้บริการที่เป็นสมาชิก DMT บน Line Official Account @donmuangtollway ยังสามารถใช้แต้ม DMT แลกรับสิทธิ์ในการชาร์จไฟฟ้ากรณีฉุกเฉินได้อีกด้วย สำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “<strong>3C Tollway EV Way</strong>” ประกอบด้วย Clean Energy, Convenient และ Comfortable เพื่อให้เป็นสถานีรูปแบบที่มีความสะดวกสบายและเน้นความเป็น Clean Energy สะท้อนวิถีชีวิตของผู้ใช้รถไฟฟ้าที่รักษ์และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเภทการชาร์จของตู้ชาร์จไฟฟ้าเป็นแบบรวดเร็ว โดยใช้ไฟฟ้ากระแสตรง (DC EV Charger) ขนาดกำลังไฟฟ้า 120 กิโลวัตต์ 2 หัวชาร์จ</p>
<p>นอกจากนี้ เพื่อให้มั่นใจถึงความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัย บริษัทฯ ได้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านความช่วยเหลือ ดูแลผู้ใช้บริการทางยกระดับอุตราภิมุข โดยมีทีมงาน <strong>DMT Smart Assistant  </strong>ประกอบไปด้วย พนักงานจัดการจราจร พนักงานกู้ภัย พนักงานปฏิบัติการพิเศษ และพนักงานรถยก ที่ทำงานร่วมกันกับ <strong>เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมปฏิบัติการ (</strong><strong>Operation Control Center : OCC)</strong> ประสานการทำงานกับระบบ <strong>กล้อง </strong><strong>AI CCTV</strong> เพื่อเฝ้าระวังและตรวจสอบเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นบนทางยกระดับอุตราภิมุข ทีมงานเหล่านี้สามารถเข้าช่วยเหลือผู้ใช้ทางภายใน <strong>12 </strong><strong>นาที</strong> เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ตลอดกว่า 2 ปี บริษัทฯ ได้พัฒนาความรู้และทักษะด้านระบบยานยนต์ไฟฟ้าและความปลอดภัย โดยมีวิทยากรชั้นนำของสถาบันยานยนต์ มาอบรมและเสริมเทคนิคการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากยานยนต์ไฟฟ้าทั้งการกู้ภัยและดับเพลิงให้ทีมงานเพื่อความพร้อมเข้าช่วยเหลือ ดูแลรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ผู้ใช้บริการทางยกระดับอุตราภิมุขมั่นใจได้ในความปลอดภัยตลอดการเดินทาง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/donmuang-tollway-install-ev-charger-at-din-deang-checkpoint/">DMT เปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า ณ ด่านดินแดง ยกระดับบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน สู่การเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
