<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Gartner &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/gartner/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 04 Feb 2026 05:36:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Gartner &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การ์ทเนอร์คาดภายในปี 2571 องค์กรครึ่งหนึ่ง (50%) จะใช้มาตรการ Zero-Trust Data Governance รับมือการเพิ่มขึ้นของข้อมูล AI ที่ไม่ถูกตรวจสอบ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/gartner-zero-trust-data-governance/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 05:33:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Active Metadata Management]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Big Data]]></category>
		<category><![CDATA[Data]]></category>
		<category><![CDATA[Data Governance]]></category>
		<category><![CDATA[Gartner]]></category>
		<category><![CDATA[LLMs]]></category>
		<category><![CDATA[Metadata]]></category>
		<category><![CDATA[Wan Fui Chan]]></category>
		<category><![CDATA[Zero-Trust]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการเมตาดาต้าเชิงรุก]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารจัดการข้อมูล]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ทเนอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมาภิบาล]]></category>
		<category><![CDATA[หวัน ฟุ่ย ชาน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39838</guid>

					<description><![CDATA[<p>การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ระบุว่าภายในปี 2571 ครึ่งหนึ่ง (50%) ขององค์กรจะนำมาตรการ &#8216;Zero-Trust&#8217; มาใช้เพื่อกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) และรับมือกับการแพร่กระจายของข้อมูลที่สร้างโดย AI (AI-Generated Data) ที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ หวัน ฟุ่ย ชาน (Wan Fui Chan) รองประธานบริหารการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “องค์กรไม่สามารถเชื่อถือข้อมูลหรือคิดเอาเองว่าข้อมูลนั้นถูกสร้างโดยน้ำมือมนุษย์ได้อีกต่อไป เมื่อข้อมูลที่สร้างโดย AI เผยแพร่กระจายออกไปจนทำให้เราแยกแยะไม่ออกจากข้อมูลที่มนุษย์สร้างขึ้น ดังนั้นการนำมาตรการ Zero-Trust มาใช้ เพื่อสร้างระบบยืนยันตัวตนและตรวจสอบข้อมูล จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับปกป้องผลลัพธ์ทางธุรกิจและการเงิน” ข้อมูล AI เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะการล่มสลายของโมเดล (Model Collapse) และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยปกติแล้ว โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) จะได้รับการฝึกฝนด้วยข้อมูลที่รวบรวมมาจากเว็บ (Web-Scraped Data) รวมถึงหนังสือ แหล่งรวมโค้ด และงานวิจัย ซึ่งแหล่งข้อมูลเหล่านี้บางส่วนมีเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นปะปนอยู่แล้ว และหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป ในที่สุดแหล่งข้อมูลเกือบทั้งหมดก็จะเต็มไปด้วยข้อมูลที่ AI [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/gartner-zero-trust-data-governance/">การ์ทเนอร์คาดภายในปี 2571 องค์กรครึ่งหนึ่ง (50%) จะใช้มาตรการ Zero-Trust Data Governance รับมือการเพิ่มขึ้นของข้อมูล AI ที่ไม่ถูกตรวจสอบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ระบุว่าภายในปี 2571 ครึ่งหนึ่ง (50%) ขององค์กรจะนำมาตรการ<strong> &#8216;Zero-Trust&#8217;</strong> มาใช้เพื่อกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) และรับมือกับการแพร่กระจายของข้อมูลที่สร้างโดย AI (AI-Generated Data) ที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ</p>
<p><span id="more-39838"></span></p>
<p><strong>หวัน ฟุ่ย ชาน (</strong><a href="https://www.gartner.com/en/experts/wanfui-chan" target="_blank" rel="noopener"><strong>Wan Fui Chan</strong></a><strong>) </strong><strong>รองประธานบริหารการ์ทเนอร์ กล่าวว่า </strong>“องค์กรไม่สามารถเชื่อถือข้อมูลหรือคิดเอาเองว่าข้อมูลนั้นถูกสร้างโดยน้ำมือมนุษย์ได้อีกต่อไป เมื่อข้อมูลที่สร้างโดย AI เผยแพร่กระจายออกไปจนทำให้เราแยกแยะไม่ออกจากข้อมูลที่มนุษย์สร้างขึ้น ดังนั้นการนำมาตรการ Zero-Trust มาใช้ เพื่อสร้างระบบยืนยันตัวตนและตรวจสอบข้อมูล จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับปกป้องผลลัพธ์ทางธุรกิจและการเงิน”</p>
<p><strong>ข้อมูล </strong><strong>AI </strong><strong>เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะการล่มสลายของโมเดล (</strong><strong>Model Collapse) </strong><strong>และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ</strong></p>
<p>โดยปกติแล้ว โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) จะได้รับการฝึกฝนด้วยข้อมูลที่รวบรวมมาจากเว็บ (Web-Scraped Data) รวมถึงหนังสือ แหล่งรวมโค้ด และงานวิจัย ซึ่งแหล่งข้อมูลเหล่านี้บางส่วนมีเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นปะปนอยู่แล้ว และหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป ในที่สุดแหล่งข้อมูลเกือบทั้งหมดก็จะเต็มไปด้วยข้อมูลที่ AI สร้างขึ้นมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากผลสำรวจ <a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2025-10-21-gartner-survey-reveals-50-percent-of-non-us-cios-and-technology-executives-anticipate-changes-to-vendor-engagement-based-on-regional-factors" target="_blank" rel="noopener">2026 Gartner CIO and Technology Executive Survey</a> พบว่า <strong>84% </strong><strong>ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าในปี </strong><strong>2569 </strong><strong>องค์กรของตนจะเพิ่มงบประมาณด้าน </strong><strong>GenAI </strong>ซึ่งหมายความว่าโมเดล LLM รุ่นต่อ ๆ ไปจะได้รับการฝึกด้วย &#8220;ผลลัพธ์จากโมเดลรุ่นก่อนหน้า&#8221; มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะการล่มสลายของโมเดล (Model Collapse) หรือการที่ AI ให้คำตอบบิดเบือนไปจากความเป็นจริง</p>
<p>“เมื่อข้อมูลที่สร้างจาก AI แพร่หลายมากขึ้นทำให้บางประเทศในบางภูมิภาคเข้มงวดกับกฎระเบียบมากขึ้นเพื่อบังคับให้ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลว่า &#8220;ปลอด AI&#8221; (AI-Free) อย่างไรก็ตาม บางประเทศอาจพยายามบังคับใช้การควบคุมที่เข้มงวดกว่าสำหรับเนื้อหา AI ขณะที่บางแห่งอาจใช้วิธีการที่ยืดหยุ่นกว่า” <strong>ชานกล่าวเสริม</strong></p>
<p>&#8220;ในสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนไปนี้ องค์กรต้องมีเครื่องมือสำหรับระบุและติดตามข้อมูลที่สร้างจาก AI โดยจะสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการมีเครื่องมือที่เหมาะสมและมีบุคลากรที่มีทักษะในการจัดการข้อมูลและองค์ความรู้ รวมถึงมีโซลูชันการจัดการเมตาดาต้า (Metadata) หรือข้อมูลที่ใช้อธิบายชุดข้อมูล ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการคัดแยกประเภทข้อมูล”</p>
<p><strong><em>แนวทางปฏิบัติด้านการจัดการเมตาดาต้าเชิงรุก (</em></strong><strong><em>Active Metadata Management) </em></strong><strong><em>จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความต่าง ช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ แจ้งเตือน และตัดสินใจเกี่ยวกับสินทรัพย์ข้อมูลได้แบบอัตโนมัติ</em></strong></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39845 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/TH-Graphic_-Logo.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><strong>วิธีจัดการความเสี่ยงเพื่อรับมือกับข้อมูล </strong><strong>AI </strong><strong>ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและทวีปริมาณมากขึ้น</strong><strong> </strong></p>
<p>การ์ทเนอร์แนะนำองค์กรธุรกิจควรปรับใช้กลยุทธ์ ดังนี้</p>
<p><strong>1. แต่งตั้งผู้นำด้านการกำกับดูแล </strong><strong>AI </strong><strong>หรือ </strong><strong>AI Governance Leader:</strong> กำหนดบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจนเพื่อดูแลนโยบาย Zero-Trust, การจัดการความเสี่ยงจาก AI และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยทำงานร่วมกับทีมข้อมูลและการวิเคราะห์ (D&amp;A) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทั้งข้อมูลและระบบมี<a href="https://www.gartner.com/en/information-technology/topics/ai-readiness" target="_blank" rel="noopener">ความพร้อมสำหรับ AI </a>และสามารถจัดการกับเนื้อหาที่สร้างโดย AI ได้</p>
<p><strong>2. ส่งเสริมความร่วมมือข้ามสายงาน: </strong>สร้างทีมที่ทำงานสอดประสาน ประกอบด้วยฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (<a href="https://www.gartner.com/en/cybersecurity/topics/cybersecurity-strategy" target="_blank" rel="noopener">Cybersecurity</a>) และฝ่ายข้อมูลและการวิเคราะห์ (D&amp;A) รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในฝ่ายอื่น ๆ เพื่อ<a href="https://www.gartner.com/en/webinar/765395/1736478-leverage-the-gartner-framework-to-manage-ai-governance-trust-risk-and-security" target="_blank" rel="noopener">ประเมินความเสี่ยง</a>ว่าข้อมูลที่ AI สร้างขึ้นกระทบต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง และนโยบายเดิมที่ใช้อยู่เพียงพอหรือจำเป็นต้องมองหากลยุทธ์ใหม่ขึ้นมาทดแทน</p>
<p><strong>3. นำนโยบายธรรมาภิบาลเดิมที่มีอยู่มาปรับใช้: </strong>ต่อยอดจากกรอบการทำงานเดิม โดยปรับปรุงเรื่องความปลอดภัย การจัดการข้อมูลที่ใช้อธิบายข้อมูล (Metadata) และนโยบายด้านจริยธรรมให้ครอบคลุมความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่เกิดจากข้อมูลที่สร้างโดย AI</p>
<p><strong>4. นำการจัดการ </strong><strong>Metadata </strong><strong>เชิงรุก หรือ </strong><strong>Active Metadata Practices </strong><strong>มาใช้:</strong> เพื่อให้มีระบบแจ้งเตือนแบบ Real-time เมื่อข้อมูลล้าสมัยหรือต้องมีการตรวจสอบซ้ำ ช่วยให้องค์กรไหวตัวทันเมื่อระบบสำคัญกำลังเผชิญหน้ากับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือมีอคติ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/gartner-zero-trust-data-governance/">การ์ทเนอร์คาดภายในปี 2571 องค์กรครึ่งหนึ่ง (50%) จะใช้มาตรการ Zero-Trust Data Governance รับมือการเพิ่มขึ้นของข้อมูล AI ที่ไม่ถูกตรวจสอบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การ์ทเนอร์ชี้ ​ปัญหาพลังงานขาดแคลนระยะสั้น​ ​จะจำกัดความสามารถ AI Data Center  ถึง 40% ​รวมทั้ง​กระทบเป้าหมายด้านความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/11/gartner-predicts-power-shortages-influence-ai-data-centers-and-sustainability/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Nov 2024 04:38:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[AI Data Center]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Gartner]]></category>
		<category><![CDATA[GenAI]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Goals]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ทเนอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดาต้าเซ็นเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ข้อมูล]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายความยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=30242</guid>

					<description><![CDATA[<p>การใช้พลังงานของ GenAI ที่เติบโตอย่างรวดเร็วจะเกินกำลังการผลิตของผู้ให้บริการสาธารณูปโภค โดย​การ์ทเนอร์ระบุ AI และ Generative AI (GenAI) กำลังผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าในอีกสองปีข้างหน้าตลาดดาต้าเซ็นเตอร์อาจเติบโตสูงถึง 160% และในปี 2570 AI ดาต้าเซ็นเตอร์ถึง 40% จะประสบกับการถูกจำกัดประสิทธิภาพการดำเนินงานเนื่องจากขีดจำกัดด้านพลังงาน บ็อบ จอห์นสัน รองประธานนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า &#8220;การเติบโตอย่างรวดเร็วของดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลใหม่ๆ เพื่อรองรับ GenAI ทำให้เกิดความต้องการการใช้พลังงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและนำไปสู่การถึงขีดจำกัดของความสามารถในการขยายกำลังการผลิตของผู้ให้บริการสาธารณูปโภค ส่งผลให้เกิดปัญหาพลังงานไม่เพียงพอและจำกัดการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ ๆ ที่รองรับ GenAI รวมถึงการใช้งานอื่น ๆ ตั้งแต่ปี 2569&#8243; การ์ทเนอร์ประเมินว่า ในปี 2570 ปริมาณพลังงานที่ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้เพื่อขับเคลื่อนเซิร์ฟเวอร์ที่เพิ่มขึ้นและปรับแต่งสำหรับ AI จะทะยานไปถึง 500 เทราวัตต์ต่อชั่วโมง (TWh) ต่อปี ซึ่งมากกว่าปี 2566 ที่มีการใช้พลังงาน 195  TWh ถึง 2.6 เท่า &#8220;ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ใหม่ๆ ออกแบบมาเพื่อรองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝนและปรับใช้ของ Large [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/gartner-predicts-power-shortages-influence-ai-data-centers-and-sustainability/">การ์ทเนอร์ชี้ ​ปัญหาพลังงานขาดแคลนระยะสั้น​ ​จะจำกัดความสามารถ AI Data Center  ถึง 40% ​รวมทั้ง​กระทบเป้าหมายด้านความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การใช้พลังงานของ GenAI ที่เติบโตอย่างรวดเร็วจะเกินกำลังการผลิตของผู้ให้บริการสาธารณูปโภค โดย​การ์ทเนอร์ระบุ AI และ <a href="https://www.gartner.com/en/insights/generative-ai-for-business" target="_blank" rel="noopener">Generative AI (GenAI)</a> กำลังผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าในอีกสองปีข้างหน้าตลาดดาต้าเซ็นเตอร์อาจเติบโตสูงถึง 160% และในปี 2570 AI ดาต้าเซ็นเตอร์ถึง 40% จะประสบกับการถูกจำกัดประสิทธิภาพการดำเนินงานเนื่องจากขีดจำกัดด้านพลังงาน</p>
<p><span id="more-30242"></span></p>
<p><a href="https://www.gartner.com/en/experts/bob-johnson" target="_blank" rel="noopener"><strong>บ็อบ จอห์นสัน</strong></a> <strong>รองประธานนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า</strong> &#8220;การเติบโตอย่างรวดเร็วของดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลใหม่ๆ เพื่อรองรับ <a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2024-10-21-gartner-identifies-four-emerging-challenges-to-delivering-value-from-ai-safely-and-at-scale" target="_blank" rel="noopener">GenAI</a> ทำให้เกิดความต้องการการใช้พลังงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและนำไปสู่การถึงขีดจำกัดของความสามารถในการขยายกำลังการผลิตของผู้ให้บริการสาธารณูปโภค ส่งผลให้เกิดปัญหาพลังงานไม่เพียงพอและจำกัดการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ ๆ ที่รองรับ GenAI รวมถึงการใช้งานอื่น ๆ ตั้งแต่ปี 2569&#8243;</p>
<p>การ์ทเนอร์ประเมินว่า ในปี 2570 ปริมาณพลังงานที่<a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2024-10-23-gartner-forecasts-worldwide-it-spending-to-grow-nine-point-three-percent-in-2025" target="_blank" rel="noopener">ดาต้าเซ็นเตอร์</a>ต้องใช้เพื่อขับเคลื่อนเซิร์ฟเวอร์ที่เพิ่มขึ้นและปรับแต่งสำหรับ AI จะทะยานไปถึง 500 เทราวัตต์ต่อชั่วโมง (TWh) ต่อปี ซึ่งมากกว่าปี 2566 ที่มีการใช้พลังงาน 195  TWh ถึง 2.6 เท่า</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-30243 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/Info1.jpg" alt="" width="1200" height="611" /></p>
<p>&#8220;ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ใหม่ๆ ออกแบบมาเพื่อรองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝนและปรับใช้ของ Large Language Models (LLMs) อันเป็นพื้นฐานของแอปพลิเคชัน GenAI ที่กำลังขยายตัวรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการขาดแคลนพลังงานในระยะสั้นมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปอีกหลายปี เนื่องจากการจัดส่งพลังงาน การจัดจำหน่ายและการผลิตพลังงานใหม่อาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มใช้งานได้ ซึ่งจะไม่สามารถบรรเทาปัญหาในปัจจุบันลงได้&#8221; <strong>จอห์นสัน กล่าวเพิ่มเติม</strong></p>
<p>ในอนาคตอันใกล้จำนวนดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่และ<a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2024-05-07-gartner-survey-finds-generative-ai-is-now-the-most-frequently-deployed-ai-solution-in-organizations" target="_blank" rel="noopener">การเติบโตของ GenAI</a> จะถูกควบคุมด้วยความพร้อมด้านพลังงาน การ์ทเนอร์แนะนำให้องค์กรต่าง ๆ ประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการขาดแคลนพลังงานที่จะมีผลต่อผลิตภัณฑ์และบริการทั้งหมด</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-30246 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/R2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ราคาไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น</strong></p>
<p>ตามรายงานของการ์ทเนอร์ยังระบุว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นคือผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการดำเนินการด้าน LLMs</p>
<p><em>&#8220;ผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ ๆ กำลังทำงานร่วมกับผู้ผลิตพลังงานขนาดใหญ่เพื่อสร้างแหล่งพลังงานระยะยาวที่มีความเป็นอิสระจากความต้องการอื่น ๆ ของระบบไฟฟ้า ระหว่างนี้ ต้นทุนพลังงานสำหรับดำเนินการ Data Center จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้ประกอบการใช้อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจเพื่อให้ได้พลังงานที่ต้องการ โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกผลักภาระไปยังผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์และบริการของ AI/GenAI อีกด้วย&#8221;</em> จอห์นสัน กล่าวเสริม</p>
<p>การ์ทเนอร์แนะนำให้องค์กรต่าง ๆ ประเมินแผนในอนาคต โดยคำนึงถึงต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และเจรจาสัญญาระยะยาวสำหรับบริการ Data Center ในอัตราค่าพลังงานที่สมเหตุสมผล องค์กรควรคำนึงถึงการเพิ่มขึ้นของต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพัฒนาแผนผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ พร้อมทั้งมองหาแนวทางหรือทางเลือกที่ใช้พลังงานน้อยลง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30245 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/R1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>เป้าหมายความยั่งยืนจะได้รับผลกระทบ</strong></p>
<p>เป้าหมาย<a href="https://www.gartner.com/en/insights/sustainability" target="_blank" rel="noopener">ความยั่งยืน</a>ในการลดคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์จะได้รับผลกระทบในทางลบจากการแก้ปัญหาระยะสั้นในการจัดหาพลังงานเพิ่มเติม เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังบีบบังคับให้ผู้ผลิตต้องเพิ่มการผลิตด้วยทุกวิธีทางที่ทำได้ นั่นหมายถึงการปลดระวางการทำงานของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังต้องยืดระยะการดำเนินงานต่อไปเกินจากที่กำหนดไว้</p>
<p><em>&#8220;ความเป็นจริงคือการใช้ Data Center เพิ่มขึ้นนำไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้เกิดการผลิตพลังงานที่จำเป็นในระยะสั้น ทำให้ผู้ประกอบการ Data Center และลูกค้าของพวกเขาพบความยากลำบากมากขึ้นในการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนที่เข้มงวดด้านการปล่อยก๊าซคาร์บอน&#8221;</em></p>
<p>ตามรายงานของการ์ทเนอร์ ชี้ว่า Data Center ต้องการพลังงานที่พร้อมใช้งานตลอด 24/7 ซึ่งพลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่สามารถจัดหาให้ได้โดยไม่มีแหล่งพลังงานทางเลือกในช่วงที่ไม่สามารถผลิตพลังงานได้ การ์ทเนอร์ยังระบุว่าพลังงานที่เชื่อถือได้ตลอด 24/7 สามารถผลิตได้จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือนิวเคลียร์เท่านั้น ซึ่งในระยะยาว เทคโนโลยีใหม่สำหรับการกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ที่ดีขึ้น เช่น แบตเตอรี่โซเดียมไอออน หรือพลังงานสะอาด เช่น เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก จะพร้อมใช้งานและช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน</p>
<p>การ์ทเนอร์แนะนำว่าในเร็วๆ นี้องค์กรต่างๆ ต้องประเมินเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนใหม่ โดยพิจารณาถึงความต้องการของดาต้าเซ็นเตอร์และแหล่งพลังงานในอนาคตเมื่อพัฒนาแอปพลิเคชัน GenAI องค์กรควรมุ่งเน้นการใช้พลังงานการประมวลผลให้น้อยที่สุดและพิจารณาความเป็นไปได้ของทางเลือกอื่นๆ เช่น Edge Computing และโมเดลภาษาขนาดเล็กกว่า</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/gartner-predicts-power-shortages-influence-ai-data-centers-and-sustainability/">การ์ทเนอร์ชี้ ​ปัญหาพลังงานขาดแคลนระยะสั้น​ ​จะจำกัดความสามารถ AI Data Center  ถึง 40% ​รวมทั้ง​กระทบเป้าหมายด้านความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจล่าสุด พบซีอีโอทั่วโลก 69% เห็นว่า &#8216;ความยั่งยืน&#8217; เป็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่สำคัญ เกินครึ่งปรับแผนเลี่ยงความเสี่ยงแล้ว </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/2024-gartner-ceo-and-senioe-executive-survey/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jun 2024 00:44:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Business Growth]]></category>
		<category><![CDATA[CEO]]></category>
		<category><![CDATA[CEO Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[Gartner]]></category>
		<category><![CDATA[Gartner CEO 2024]]></category>
		<category><![CDATA[Gartner Inc.]]></category>
		<category><![CDATA[Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโตทางธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ทเนอร์]]></category>
		<category><![CDATA[คริสติน โมเยอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ซีอีโอ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26836</guid>

					<description><![CDATA[<p>การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงล่าสุดพบว่าราว 7 ใน 10 ของซีอีโอทั่วโลก หรือ ​69% เห็นว่า ความยั่งยืนคือโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่สำคัญในปีนี้ มร.คริสติน โมเยอร์ รองประธานฝ่ายนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์กล่าวว่า “ในขณะที่ซีอีโอมีการปรับกลยุทธ์ระยะยาวกันใหม่ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดกรอบการแข่งขัน สภาพเศรษฐกิจได้กระตุ้นให้เกิดกระแสการวกกลับของความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) แม้ว่าจะมีการฟอกเขียว หรือ Greenwash ในองค์กรต่างๆ มากมาย และไปให้ความสำคัญกับผลกำไรจากต้นทุน อย่างไรก็ตามพันธกิจภาพรวมของซีอีโอยังไม่เปลี่ยนไปแต่อย่างใด” จากการสำรวจซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงของการ์ทเนอร์ในปี 2567 ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม ปี 2566 โดยรวบรวมความคิดเห็นของบรรดาซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมหลากหลาย ในกลุ่มรายได้และขนาดองค์กรแตกต่างกันออกไปมากกว่า 400 ราย จากทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย/แปซิฟิก ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ “ความยั่งยืนยังเป็นปัจจัยสำคัญของการทำธุรกิจที่อยู่ใน 10 อันดับแรกอย่างต่อเนื่อง โดยแซงหน้าเรื่องผลิตภาพ  (Productivity) และประสิทธิภาพ (Efficiency) ขึ้นมาในปีนี้ ซึ่งผู้นำและนักลงทุนต่างทราบดีว่าองค์กรที่มีพฤติกรรมที่ไม่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเป็นความเสี่ยงที่สร้างผลกระทบระยะกลางถึงระยะยาวต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยมีราคาที่ต้องจ่ายมหาศาลหากละเลยปัจจัยในด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามซีอีโอที่มีความเฉลียวฉลาดจะตระหนักดีว่าความท้าทายด้านความยั่งยืนครั้งใหญ่นี้จะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย” โมเยอร์ กล่าวเพิ่มเติม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/2024-gartner-ceo-and-senioe-executive-survey/">การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจล่าสุด พบซีอีโอทั่วโลก 69% เห็นว่า &#8216;ความยั่งยืน&#8217; เป็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่สำคัญ เกินครึ่งปรับแผนเลี่ยงความเสี่ยงแล้ว </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงล่าสุดพบว่าราว 7 ใน 10 ของซีอีโอทั่วโลก หรือ ​69% เห็นว่า ความยั่งยืนคือโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่สำคัญในปีนี้</p>
<p><span id="more-26836"></span></p>
<p><strong>มร.คริสติน โมเยอร์ รองประธานฝ่ายนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์กล่าวว่า</strong> “ในขณะที่ซีอีโอมีการปรับกลยุทธ์ระยะยาวกันใหม่ <a href="https://www.gartner.com/en/insights/sustainability" target="_blank" rel="noopener">ความยั่งยืน</a>ด้านสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดกรอบการแข่งขัน สภาพเศรษฐกิจได้กระตุ้นให้เกิดกระแสการวกกลับของความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) แม้ว่าจะมีการฟอกเขียว หรือ Greenwash ในองค์กรต่างๆ มากมาย และไปให้ความสำคัญกับผลกำไรจากต้นทุน อย่างไรก็ตามพันธกิจภาพรวมของซีอีโอยังไม่เปลี่ยนไปแต่อย่างใด”</p>
<p>จากการสำรวจ<a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2024-05-22-gartner-ceo-survey-finds-growth-is-the-top-business-priority-for-2024--reaching-highest-level-in-10-years" target="_blank" rel="noopener">ซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงของการ์ทเนอร์</a>ในปี 2567 ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม ปี 2566 โดยรวบรวมความคิดเห็นของบรรดาซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมหลากหลาย ในกลุ่มรายได้และขนาดองค์กรแตกต่างกันออกไปมากกว่า 400 ราย จากทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย/แปซิฟิก ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้</p>
<p>“<a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2024-02-21-gartner-predicts-70-percent-of-enterprises-adopting-genai-will-cite-sustainability-and-digital-sovereignty-as-top-criteria-for-selecting-between-different-public-cloud-genai-services-by-2027" target="_blank" rel="noopener">ความยั่งยืน</a>ยังเป็นปัจจัยสำคัญของการทำธุรกิจที่อยู่ใน 10 อันดับแรกอย่างต่อเนื่อง โดยแซงหน้าเรื่องผลิตภาพ  (Productivity) และประสิทธิภาพ (Efficiency) ขึ้นมาในปีนี้ ซึ่งผู้นำและนักลงทุนต่างทราบดีว่าองค์กรที่มีพฤติกรรมที่ไม่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเป็นความเสี่ยงที่สร้างผลกระทบระยะกลางถึงระยะยาวต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยมีราคาที่ต้องจ่ายมหาศาลหากละเลยปัจจัยในด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามซีอีโอที่มีความเฉลียวฉลาดจะตระหนักดีว่าความท้าทายด้านความยั่งยืนครั้งใหญ่นี้จะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย” <strong>โมเยอร์ กล่าวเพิ่มเติม</strong></p>
<p><strong>บรรลุการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน</strong></p>
<p>จากการสำรวจประจำปีของการ์ทเนอร์ พบว่าแนวทางหลักที่ซีอีโอใช้ความยั่งยืนขับเคลื่อน<a href="https://www.gartner.com/en/articles/what-matters-to-ceos-and-cfos-right-now" target="_blank" rel="noopener">การเติบโตทางธุรกิจ</a> ได้แก่ การใช้ผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืน (33%) ยึดแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจที่ยั่งยืน (18%) สร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (18%) และมุ่งลดการปล่อยคาร์บอน (18%) โดย<a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2023-11-07-gartner-says-cios-must-balance-the-environmental-promises-and-risks-of-ai" target="_blank" rel="noopener">การลงทุนด้านนวัตกรรมและดิจิทัล</a>อยู่ในอันดับที่เก้าที่ 8%</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_26837" aria-describedby="caption-attachment-26837" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-26837 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/Gartner-CEO-2024.jpg" alt="" width="1200" height="893" /><figcaption id="caption-attachment-26837" class="wp-caption-text"><em><strong>ความยั่งยืนสิ่งแวดล้อมขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ   ที่มา: การ์ทเนอร์ (มิถุนายน 2567)</strong></em></figcaption></figure>
<p>“เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถเร่งการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน นอกจากการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ อย่างการเปิดรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ และการสร้างช่องทางรายได้ใหม่ๆ&#8221; <strong>โมเยอร์กล่าวเพิ่มเติม</strong></p>
<p>ตามรายงานของการ์ทเนอร์ยังเผยว่าเทคโนโลยีดิจิทัลนั้นมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนผลลัพธ์ด้านการเงินและความยั่งยืน ตัวอย่างเช่น Internet of Things (IoT), <a href="https://www.gartner.com/en/data-analytics/trends/get-stakeholder-buy-in-on-your-next-initiative?utm_campaign=RM_GB_2023_ITDA_NPP_PR1_STKHLDRBUYIN" target="_blank" rel="noopener">ข้อมูลและการวิเคราะห์ (Data &amp; Analytics)</a> ที่สามารถปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมี AI และ IoT คอยช่วยลดต้นทุนของอาหารและขยะที่สูญไป ขณะที่ตลาดในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สามารถสร้างรายได้ใหม่และลดขยะไปพร้อม ๆ กัน</p>
<p><strong>Climate Change </strong><strong>คือ วาระสำคัญขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ</strong></p>
<p>ผลสำรวจของการ์ทเนอร์เผยว่าซีอีโอ 54% ระบุว่าธุรกิจของพวกเขาได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในระดับปานกลางเป็นอย่างต่ำ และมากกว่าครึ่งหนึ่ง (51%) ยอมรับว่าสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในขั้นของการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานหรือปรับเปลี่ยนไปแล้ว</p>
<p>“ซีอีโอเห็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้สภาพอากาศแปรปรวนและกระทบตรงๆ ต่อการดำเนินธุรกิจของพวกเขาแล้ว และการดำเนินงานจะต้องปรับเปลี่ยนใหม่ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห่วงโซ่อุปทาน” โมเยอร์กล่าวเพิ่มเติมว่า</p>
<p>ผลสำรวจของการ์ทเนอร์ เผยว่า ผลกระทบใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ซีอีโอกล่าวถึงคือ พลวัตการดำเนินงาน (30%) โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านโลจิสติกส์ เช่น การจัดเก็บสินค้า การกำหนดเวลา และกำหนดเส้นทางการจัดส่ง หรือการย้ายสถานที่ (ซึ่งรวมถึงการทำงานในพื้นที่ใกล้เคียง) อยู่ในอันดับสอง (14%) รองลงมาคือระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยี และ<a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2024-05-13-gartner-says-data-and-analytics-leaders-must-use-collective-intelligence-to-drive-business-value" target="_blank" rel="noopener">ข้อมูล</a> (13%)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/2024-gartner-ceo-and-senioe-executive-survey/">การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจล่าสุด พบซีอีโอทั่วโลก 69% เห็นว่า &#8216;ความยั่งยืน&#8217; เป็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่สำคัญ เกินครึ่งปรับแผนเลี่ยงความเสี่ยงแล้ว </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เร่ง Jouney สู่ Net Zero ด้วย &#8216;Sustainable IT&#8217; ​การ์ทเนอร์ แนะองค์กรวาง &#8216;แผนแม่บทด้านไอที&#8217; ช่วย​บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้เร็วขึ้น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/sustainable-it-stimulate-net-zero-goal/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Jun 2024 11:50:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Bend the Curve]]></category>
		<category><![CDATA[Data Governance]]></category>
		<category><![CDATA[Gartner]]></category>
		<category><![CDATA[Gartner Inc.]]></category>
		<category><![CDATA[Hybrid Cloud]]></category>
		<category><![CDATA[ICT]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable IT]]></category>
		<category><![CDATA[Zombie Equipment]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้คลาวด์อย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คลาวด์]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดาต้าเซ็นเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท การ์ทเนอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ออทัมน์ สแตนนิช]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์ซอมบี้]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[แผนแม่บทไอที]]></category>
		<category><![CDATA[ไอทีที่เป็นมิตรต่อโลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26204</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้าง Net Zero Economy โดยมีเป้าหมายหลัก คือ บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 รวมทั้งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 นอกจากนี้ ได้มีการปรับเป้าหมาย NDC ให้เข้มงวดขึ้นเพื่อลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30-40% ภายในปี 2030 ซึ่งองค์กรต่าง ๆ ในไทยต้องคำนึงถึงพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต คุณออทัมน์ สแตนนิช ผู้อำนวยการฝ่ายนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์  เนื่องจากการใช้พลังงานในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้าน ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาระผูกพันเหล่านี้จึงมีความสำคัญมากขึ้น ข้อมูลจากองค์กรวิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ (SRC) และสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าตอนที่องค์กรเพิ่งเริ่มต้นยุคดิจิทัลเมื่อทศวรรษ 2010 นั้น งานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ICT ใช้พลังงานทั่วโลกแค่ 0.1% แต่คาดว่าภายในปี 2030 จะพุ่งไปถึง 6.4% เพราะเทรนด์ AI, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้า ชิป และเซ็นเซอร์ รวมถึงสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/sustainable-it-stimulate-net-zero-goal/">เร่ง Jouney สู่ Net Zero ด้วย &#8216;Sustainable IT&#8217; ​การ์ทเนอร์ แนะองค์กรวาง &#8216;แผนแม่บทด้านไอที&#8217; ช่วย​บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้เร็วขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้าง<strong> Net Zero Economy</strong> โดยมีเป้าหมายหลัก คือ บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 รวมทั้งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 นอกจากนี้ ได้มีการปรับเป้าหมาย NDC ให้เข้มงวดขึ้นเพื่อลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30-40% ภายในปี 2030 ซึ่งองค์กรต่าง ๆ ในไทยต้องคำนึงถึงพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต</p>
<p><span id="more-26204"></span></p>
<p><b>คุณออทัมน์ สแตนนิช ผู้อำนวยการฝ่ายนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์</b>  เนื่องจากการใช้พลังงานในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้าน ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาระผูกพันเหล่านี้จึงมีความสำคัญมากขึ้น</p>
<p>ข้อมูลจากองค์กรวิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ (SRC) และสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าตอนที่องค์กรเพิ่งเริ่มต้นยุคดิจิทัลเมื่อทศวรรษ 2010 นั้น งานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ICT ใช้พลังงานทั่วโลกแค่ 0.1% แต่คาดว่าภายในปี 2030 จะพุ่งไปถึง 6.4% เพราะเทรนด์ AI, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้า ชิป และเซ็นเซอร์ รวมถึงสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>
<p>หลายองค์กรมักมองข้ามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล แต่แท้จริงแล้ว <strong>Sustainable IT</strong> หรือ <strong>ไอทีที่เป็นมิตรต่อโลก </strong>คือหัวใจสำคัญเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) การบริหารจัดการการใช้น้ำ การจัดการขยะและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับความหลากหลายทางชีวภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26206 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/IT1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em><strong>แผนแม่บทสำหรับไอทีที่ยั่งยืนเป็นความจำเป็นเพื่อช่วยให้ ผู้บริหารฝ่ายจัดการโครงสร้างพื้นฐานและฝ่ายปฏิบัติการ (I&amp;O) บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ในช่วงทศวรรษ 2020 แต่เทคโนโลยีที่อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาจะช่วยเร่งความคืบหน้าในช่วงทศวรรษ 2030 </strong></em></p>
<p>เป้าหมายขององค์กรคือการ Bend the Curve หรือการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขปัญหาไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากไอทีให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นก็ตาม</p>
<p>การประเมินค่าพื้นฐานของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ของไอทีและแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของ GHG เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ผู้บริหารฝ่าย I&amp;O ควรวางแผนพัฒนากลยุทธ์ Sustainable IT ให้ครอบคลุมทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ดิจิทัลเวิร์กสเปซ และแผนส่งเสริมการตัดสินใจด้านข้อมูลและซอฟต์แวร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26207 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/IT2.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p><strong>ดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์</strong></p>
<p>องค์กรส่วนใหญ่มีสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์ ซึ่งรวมถึงพับลิกคลาวด์ ไพรเวทคลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ภายในองค์กร ทำให้มีโอกาสมากมายที่จะทำให้ Hybrid Cloud ยั่งยืนยิ่งขึ้น</p>
<p>สำหรับองค์กรที่เพิ่งเริ่มต้นแนวคิดความยั่งยืน การดำเนินการในศูนย์ข้อมูลภายในองค์กร ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ การตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น การจัดการเวิร์กโหลดที่ไม่จำเป็น การใช้พลังงานสำหรับการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลอย่างคุ้มค่า การกำจัดอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งานหรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตที่ถูกแฮกเกอร์โจมตีผ่านไวรัสคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า <strong>อุปกรณ์ซอมบี้</strong> (Zombie Equipment)</p>
<p>แม้จะมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยปรับปรุงความยั่งยืนของดาต้า เซ็นเตอร์ แต่ <strong>สิ่งที่ดีที่สุดที่องค์กรสามารถทำได้ในตอนนี้คือ การเปลี่ยนจาก &#8220;ประสิทธิภาพของอุปทาน &#8211; Efficiency of Supply&#8221; ไปเป็น &#8220;การจัดการกับอุปสงค์ &#8211; Demand Management&#8221;</strong> กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเปลี่ยนจากระบบที่เปิดอยู่ตลอดเวลา ไปเป็นระบบพร้อมใช้งานตลอดเวลา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความต้องการเวิร์กโหลดและการกำกับดูแลข้อมูล หรือ Data Governance</p>
<p>ไม่มีองค์กรใดย้ายไปใช้คลาวด์ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อความยั่งยืน แต่ผู้บริหารบางรายกำลังเร่งการย้ายข้อมูลขึ้นไปบนคลาวด์ เนื่องจากมีศักยภาพอย่างมากในการลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้เงื่อนไขบางประการ ซึ่ง <strong>องค์กรเหล่านี้สามารถลดการปล่อยก๊าซได้มากถึง 70% ในระยะยาว โดยการย้ายจากศูนย์ข้อมูลภายในองค์กรไปใช้บริการพับลิกคลาวด์สาธารณะ</strong></p>
<p>แม้ว่าผู้ให้บริการจะมีหน้าที่ในการทำให้คลาวด์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่การใช้คลาวด์อย่างยั่งยืนก็เป็นความรับผิดชอบขององค์กรเช่นกัน</p>
<p><strong>ดิจิทัลเวิร์กสเปซ</strong></p>
<p>ดิจิทัลเวิร์กสเปซเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่สุด เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าอื่น ๆ ซึ่งการปล่อยมลพิษเกิดขึ้นตั้งแต่แหล่งกำเนิดไปจนถึงกระบวนการต่างๆ (ตั้งแต่การผลิตถึงการจัดจำหน่าย) ตลอดจนการใช้เทคโนโลยี</p>
<p>ผู้บริหารด้านการปฏิบัติงานและเทคโนโลยี (I&amp;O) สามารถยกระดับความยั่งยืนของดิจิทัลเวิร์กสเปซได้ด้วยการยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ โดยซื้ออุปกรณ์ที่ผ่านการปรับสภาพ (Refurbished) และตั้งค่าอุปกรณ์ให้อยู่ในโหมดประหยัดพลังงานโดยอัตโนมัติ แต่ฝ่าย IT มีหน้าที่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น พนักงานเองก็จำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการลดดิจิทัลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของตนเองด้วย</p>
<p>การยกระดับความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงานถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เนื่องจาก พนักงานส่วนใหญ่มักมองข้ามผลกระทบที่ตนเองมีต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไอที ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม แต่เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นการสร้างประสบการณ์การทำงานดิจิทัลที่ยั่งยืนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งต้องมุ่งเน้นไปที่การเสริมความรู้ให้พนักงานสามารถใช้เทคโนโลยีในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26208 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/IT3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ข้อมูล &#8211; </strong><strong>Data</strong></p>
<p>แม้ว่าผู้บริหารฝ่าย I&amp;O จะไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการบริหารจัดการดาต้าขององค์กร แต่ว่าพวกเขามีบทบาทสำคัญในการประเมินผลกระทบของดาต้าต่อพื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยการทำงานร่วมมือกับผู้บริหารฝ่ายวิเคราะห์และจัดการข้อมูล หรือ D&amp;A พวกเขาสามารถช่วยออกแบบวิธีลดการใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็น รวมถึงยกระดับประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูล เพื่อลดผลกระทบต่อความยั่งยืนในภาพรวม</p>
<p>ข้อมูลเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง (Competitive Differentiation) แต่ในขณะเดียวกัน ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อข้อมูลถูกส่งผ่านเครือข่าย การเคลื่อนย้ายข้อมูลภายในเครือข่าย การเข้าออกคลาวด์ ล้วนใช้พลังงานมหาศาล</p>
<p>การย้ายข้อมูลไปบนคลาวด์ ไม่ใช่การแก้ปัญหาข้อมูลอย่างยั่งยืน วิธีที่ยั่งยืนกว่า คือ การแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนย้ายข้อมูล การลบข้อมูลที่ซ้ำซ้อนหรือข้อมูลที่ไม่ได้ใช้งานนานแล้ว การจัดเก็บข้อมูลกับผู้ให้บริการคลาวด์ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเดียวกับผู้ใช้ และเหตุผลอื่น ๆ</p>
<p><strong>ซอฟต์แวร์</strong></p>
<p>เรื่องของความยั่งยืนไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ฮาร์ดแวร์เท่านั้น ซอฟต์แวร์เองก็มีจุดด้อยในเรื่องประสิทธิภาพที่มักจะส่งผลกระทบไปยังทีมฮาร์ดแวร์ด้วยเช่นกัน <em><strong>โดยซอฟต์แวร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะเน้นเรื่องการประหยัดพลังงานและสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้</strong></em> อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังเป็นหัวข้อที่ซับซ้อนมาก โดยมีประเด็นย่อยที่ต้องคำนึง อาทิ การออกแบบระบบใหม่ให้คำนึงถึงความยั่งยืน การหาพันธมิตรทางธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืน บริการโฮสต์ข้อมูลที่คำนึงถึงความยั่งยืนจากคลาวด์และศูนย์ข้อมูล รวมทั้งผู้ให้บริการพลังงานไฟฟ้าที่ปล่อยคาร์บอนต่ำหรือปลอดคาร์บอน</p>
<p>การรันซอฟต์แวร์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ต้องคำนึงถึงทั้งสถานที่ เวลา และฮาร์ดแวร์ที่ประหยัดพลังงาน ความเข้มของคาร์บอนในระบบไฟฟ้าของแต่ละพื้นที่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ประเทศ หน่วยงานที่ผลิตไฟฟ้า เวลา สภาพอากาศ ข้อตกลงในการซื้อขาย / ถ่ายโอนไฟฟ้า เทคโนโลยีที่ใช้ผลิตไฟฟ้า แหล่งพลังงาน และยังมีอีกหลาย ๆ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง</p>
<p>นอกจากนี้ ยิ่งซอฟต์แวร์ทำงานใกล้ชิดกับฮาร์ดแวร์มากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น วิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์มักจะมุ่งเน้นไปที่การย้ายออกจากฮาร์ดแวร์ ซึ่งช่วยให้การพัฒนาแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ส่งผลให้ฮาร์ดแวร์ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อใช้พลังงานในการทำงานมากขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/sustainable-it-stimulate-net-zero-goal/">เร่ง Jouney สู่ Net Zero ด้วย &#8216;Sustainable IT&#8217; ​การ์ทเนอร์ แนะองค์กรวาง &#8216;แผนแม่บทด้านไอที&#8217; ช่วย​บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้เร็วขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
