<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Geopolitics &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/geopolitics/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 13 Sep 2025 04:56:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.9</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Geopolitics &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Trump or Threats &#8216;ทรัมป์&#8217; ภัยคุกคามความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/trump-or-threats/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 13 Sep 2025 04:43:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[#ClimateChange]]></category>
		<category><![CDATA[DE&I]]></category>
		<category><![CDATA[DonaldTrumpt]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitics]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Threats]]></category>
		<category><![CDATA[Trump]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัมป์]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36252</guid>

					<description><![CDATA[<p>การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 47 ของ โดนัลด์ทรัมป์ พร้อมนโยบาย ‘Make America Great Once Again’ กับการประกาศขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนชาวอเมริกาเป็นสำคัญ AmericaFirstผ่าน​หลายนโยบายที่ขับเคลื่อน ส่งผลให้ทั้งโลกจับตามอง ประเมินสถานการณ์ พร้อมผลกระทบที่จะเกิดภายในประเทศตัวเอง​ โดยเฉพาะแผนงาน ความยั่งยืน ที่เป็นหนึ่งในวาระหลักของหลายประเทศ แต่ทว่าอาจสวนทางกับสิ่งที่ทรัมป์ต้องการผลักดันและขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นด้าน สิ่งแวดล้อม (Environment)• แผนการยกเลิกกฎข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม• เดินหน้าถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ( Paris Agreement )• การถอนตัวจาก WHO• ระงับการสนับสนุนกองทุน Green Climate Fund• สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศ• ผ่อนปรนข้อจำกัดโรงไฟฟ้า• สนับสนุนการพัฒนาน้ำมันและก๊าซในประเทศด้านสังคม และการกำกับดูแล (Social Governance)• เศรษฐกิจเติบโต สำคัญกว่าคุ้มครองสิทธิแรงงาน• ต่อต้านกฎหมายความเท่าเทียมทางเพศ• ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง• เลิกสนับสนุนกลุ่มผู้ลี้ภัย• ฟื้นฟูรูปแบบการจ้างงานที่พิจารณาจากผลงานเป็นสำคัญ• ยุติโครงการ DEI หรือโครงการที่ส่งเสริมด้านความหลากหลายและความเสมอภาคของการอยู่ร่วมกันในสังคมพร้อมการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนนโยบาย Trump 2.0 ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศท้าทายมากขึ้น เนื่องจาก สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการปล่อย Carbon Emission ในระดับสูง, [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/trump-or-threats/">Trump or Threats &#8216;ทรัมป์&#8217; ภัยคุกคามความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 47 ของ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">โดนัลด์ทรัมป์</span> พร้อมนโยบาย ‘Make America Great Once Again’ กับการประกาศขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนชาวอเมริกาเป็นสำคัญ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">AmericaFirst</span><br class="html-br" /><br class="html-br" />ผ่าน​หลายนโยบายที่ขับเคลื่อน ส่งผลให้ทั้งโลกจับตามอง ประเมินสถานการณ์ พร้อมผลกระทบที่จะเกิดภายในประเทศตัวเอง​ โดยเฉพาะแผนงาน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> ที่เป็นหนึ่งในวาระหลักของหลายประเทศ แต่ทว่าอาจสวนทางกับสิ่งที่ทรัมป์ต้องการผลักดันและขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>ด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Environment)</span></strong><br class="html-br" />• แผนการยกเลิกกฎข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม<br class="html-br" />• เดินหน้าถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ( <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Paris Agreement</span> )<br class="html-br" />• การถอนตัวจาก WHO<br class="html-br" />• ระงับการสนับสนุนกองทุน Green Climate Fund<br class="html-br" />• สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศ<br class="html-br" />• ผ่อนปรนข้อจำกัดโรงไฟฟ้า<br class="html-br" />• สนับสนุนการพัฒนาน้ำมันและก๊าซในประเทศ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>ด้าน<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สังคม</span> และการกำกับดูแล (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Social</span> <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Governance)</span></strong><br class="html-br" />• เศรษฐกิจเติบโต สำคัญกว่าคุ้มครองสิทธิแรงงาน<br class="html-br" />• ต่อต้านกฎหมายความเท่าเทียมทางเพศ<br class="html-br" />• ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง<br class="html-br" />• เลิกสนับสนุนกลุ่มผู้ลี้ภัย<br class="html-br" />• ฟื้นฟูรูปแบบการจ้างงานที่พิจารณาจากผลงานเป็นสำคัญ<br class="html-br" />• ยุติโครงการ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">DEI</span> หรือโครงการที่ส่งเสริมด้านความหลากหลายและความเสมอภาคของการอยู่ร่วมกันในสังคม<br class="html-br" /><br class="html-br" />พร้อมการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนนโยบาย Trump 2.0 ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศท้าทายมากขึ้น เนื่องจาก สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการปล่อย Carbon Emission ในระดับสูง, การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดชะลอตัว โดยเฉพาะ​กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องอาศัยการสนับสนุนจาก Green Climate Fund ในการปรับตัวและรับมือผลกระทบปัญหาสภาพอากาศ<br class="html-br" /><br class="html-br" />รวมทั้งความโปร่งใสในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ จากการปกปิดข้อมูลในการรายงานการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจ ​รวมทั้ง​​ความเสี่ยงในการบริหารแรงงาน จากการโฟกัสที่การเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของแรงงาน รวมทั้งการไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของความหลากหลายและเท่าเทียม ทำให้อาจเพิ่มข้อพิพาทด้านความเป็นธรรมเพิ่มมากขึ้นได้<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่ SCB EIC ยัง​วิเคราะห์ผลกระทบด้าน<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เศรษฐกิจ</span> ทั้งระดับโลกและไทย ​โดยมองว่า​​​นโยบาย <strong>ทรัมป์</strong> 2.0 จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลก 5 ด้าน คือ<br class="html-br" /><br class="html-br" />1. นโยบายขึ้นภาษีนำเข้า : คาด​ผลกระทบครอบคลุม 25% ของมูลค่าการค้าโลก หรือกว่า 6% ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก<br class="html-br" /><br class="html-br" />2. ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก : จากนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการตอบโต้ของประเทศต่างๆ ​คาดการลงทุนในสหรัฐฯ และยุโรปจะลดลงราว 4% เทียบกับกรณีไม่มีนโยบายนี้ ขณะที่จีนและประเทศอื่น​ จะได้รับผลกระทบราวครึ่งหนึ่งของสหรัฐฯ<br class="html-br" /><br class="html-br" />3. นโยบายลดภาษี : สหรัฐฯ ต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีนิติบุคคล หรือ Tax Cuts and Jobs Act (TCJA) ไปอีก 10 ปีจนถึงปี 2034 หลังมาตรการเดิมจะหมดอายุในช่วงกลางปี 2025 ซึ่งจะทำให้ภาษีเงินได้จากธุรกิจสหรัฐฯ ลดลงรวม 4% ของ GDP ในช่วงเวลาดังกล่าว<br class="html-br" /><br class="html-br" />4. นโยบายกีดกันผู้อพยพ : คาดว่าจะกระทบ​แรงงานสหรัฐฯ และยูโรโซนลดลง 1% และ 0.75% ภายในปี 2030 ตามลำดับ<br class="html-br" /><br class="html-br" />5. ภาวะการเงินโลกตึงตัวขึ้น : ภาวะการเงินโลกมีแนวโน้มตึงตัวขึ้น จากผลกระทบทางลบและความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ด้​านการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะตลาดส่งออกไปสหรัฐซึ่งเป็น​ตลาดส่งออกสำคัญของไทยจะขยายตัวลดลง และการลงทุนที่อาจซบเซาลง นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจน ทำให้การย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยจึงอาจยังไม่เกิดขึ้นในระยะสั้นหรือเป็นไปได้ช้า รวมถึงความเสี่ยงกดดันการลงทุนจะมีมากขึ้นในระยะต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/trump-or-threats/">Trump or Threats &#8216;ทรัมป์&#8217; ภัยคุกคามความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่อง 10 อันดับ &#8216;ความเสี่ยง&#8217; โลกเผชิญอะไรในอีก 10 ปีข้างหน้า</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/global-risk-report-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 13 Sep 2025 04:41:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Economic]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[Forcast]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitics]]></category>
		<category><![CDATA[Global]]></category>
		<category><![CDATA[GRPS]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Societal]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[TrumpTariffs]]></category>
		<category><![CDATA[WEF2025]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36255</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนมอง &#8216;ความเสี่ยงโลก&#8217; จากรายงาน &#8216;Global Risk Report 2025&#8217; โดย World Economic Forum WEF ที่เผยแพร่การสำรวจข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขามากกว่า 900 คนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีส่วนกำหนดนโยบายหรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการประเมินความเสี่ยงโลก​โดยรายงานชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงต้นปี ก่อนจะเกิดแรงกระแทกจาก Tariffs War จากการที่ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้า​เพื่อโต้ตอบมาตรการทางค้า และระบุว่าเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนตามนโยบาย Make America Great Again ตามที่ได้เคยลั่นวาจาไว้ ซึ่ง​​ในขณะนี้ ประเด็นนี้น่าจะเป็น​ความเสี่ยงเร่งด่วนที่หลายๆ ประเทศต่างกำลังหาแนวทางต่อรอง รวมทั้งเร่งหาทางออกเพื่อลดผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวขณะที่รายงาน Global Risk ฉบับล่าสุดในปี 2025 ระบุสถานการณ์โลกไว้ว่า ​กำลังอยู่ในยุคที่แตกแยกที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา และส่วนใหญ่มีทัศนคติในแง่ร้ายเพิ่มมากขึ้นทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ Geopolitical และเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความขัดแย้งระหว่างรัฐ กลายมาเป็นความเสี่ยงอันดับ1 ในปี 2025 เทียบกับ 2 ปีก่อนหน้าที่ไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวลใจมากนัก ซึ่ง​ประเด็นนี้ยังคงติด Top 3 ในการประเมินความเสี่ยงโลก ในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือในปี 2027 อีกด้วย ​ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมาสู่ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจอีกด้วย รวมไปถึงความรู้สึกแตกแยกในสังคมและปัญหาสังคมในมิติอื่นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/global-risk-report-2025/">ส่อง 10 อันดับ &#8216;ความเสี่ยง&#8217; โลกเผชิญอะไรในอีก 10 ปีข้างหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนมอง &#8216;ความเสี่ยงโลก&#8217; จากรายงาน <strong>&#8216;Global Risk Report 2025&#8217;</strong> โดย World Economic Forum <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">WEF</span> ที่เผยแพร่การสำรวจข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขามากกว่า 900 คนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีส่วนกำหนดนโยบายหรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการประเมินความเสี่ยงโลก<br class="html-br" />​<br class="html-br" />โดยรายงานชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงต้นปี ก่อนจะเกิดแรงกระแทกจาก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Tariffs</span> War จากการที่ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ทรัมป์</span> ประกาศขึ้นภาษีนำเข้า​เพื่อโต้ตอบมาตรการทางค้า และระบุว่าเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนตามนโยบาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Make America Great Again</span> ตามที่ได้เคยลั่นวาจาไว้ ซึ่ง​​ในขณะนี้ ประเด็นนี้น่าจะเป็น​ความเสี่ยงเร่งด่วนที่หลายๆ ประเทศต่างกำลังหาแนวทางต่อรอง รวมทั้งเร่งหาทางออกเพื่อลดผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่รายงาน Global Risk ฉบับล่าสุดในปี 2025 ระบุสถานการณ์โลกไว้ว่า ​กำลังอยู่ในยุคที่แตกแยกที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา และส่วนใหญ่มีทัศนคติในแง่ร้ายเพิ่มมากขึ้นทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Geopolitical</span> และเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความขัดแย้งระหว่างรัฐ กลายมาเป็นความเสี่ยงอันดับ1 ในปี 2025 เทียบกับ 2 ปีก่อนหน้าที่ไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวลใจมากนัก ซึ่ง​ประเด็นนี้ยังคงติด Top 3 ในการประเมินความเสี่ยงโลก ในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือในปี 2027 อีกด้วย ​ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมาสู่ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจอีกด้วย รวมไปถึงความรู้สึกแตกแยกในสังคมและปัญหาสังคมในมิติอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น<br class="html-br" /><br class="html-br" />หรือแม้แต่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Environmental</span> ที่เคยเป็นความเสี่ยงในระยะยาวของโลก ก็เริ่มมีคนมองเป็นความเสี่ยงในระยะสั้นและระยะกลางเพิ่มมากขึ้น จากประเด็นอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 ที่ผ่านมา รวมทั้งผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง และบ่อยครั้งมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น จากที่เคยมองเป็นความเสี่ยงระยะยาวสำหรับทศวรรษหน้า โดยเป็นความเสี่ยงต้นๆ ในอันดับ 2 และ 1 ทั้งช่วง 2 ปี และ 10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะใน 10 ปีข้างหน้า ที่ 10 อันดับความเสี่ยง เป็นด้านสิ่งแวดล้อมถึงครึ่งหนึ่ง และความกังวลสูงสุด 4 อันดับแรกก็เป็นมิติด้าน<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> ทั้งหมด<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Top10</span> Global Risk <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Short Term</span> &amp; <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Long Term</span></strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />สำหรับการจัดกลุ่ม <strong>ความเสี่ยง</strong> แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ทั้ง ความเสี่ยง​ด้านเศรษฐกิจ (Economic) ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental)ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) ความเสี่ยงด้านสังคม (Societal) และความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technological)<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>ความเสี่ยงในระยะสั้น &#8211; กลาง (ปี 2027) เรียงลำดับ 10 อันดับแรก</strong> ประกอบไปด้วย<br class="html-br" />• ข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน (Technological Risk)<br class="html-br" />• สภาพอากาศสุดขั้ว (Environmental Risk)<br class="html-br" />• ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐ (Geopolitical Risk)<br class="html-br" />• การแบ่งขั้วทางสังคม (Societal Risk)<br class="html-br" />• การจารกรรมและสงครามทางไซเบอร์ (Technological Risk)<br class="html-br" />• มลพิษ (Environmental Risk)<br class="html-br" />• ความไม่เท่าเทียม (Societal Risk)<br class="html-br" />• การย้ายถิ่นฐานหรือการพลัดถิ่นโดยไม่สมัครใจ (Societal Risk)<br class="html-br" />• ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk)<br class="html-br" />• การเสื่อมถอยของสิทธิมนุษยชนและ/หรือเสรีภาพพลเมือง (Societal Risk)<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>ความเสี่ยงในระยะยาว (ปี 2035) เรียงลำดับ 10 อันดับแรก</strong> ประกอบไปด้วย<br class="html-br" />• สภาพอากาศสุดขั้ว (Environmental Risk)<br class="html-br" />• การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ (Environmental Risk)<br class="html-br" />• การเปลี่ยนแปลงระบบของโลก (Environmental Risk)<br class="html-br" />• การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ (Environmental Risk)<br class="html-br" />• ข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน (Technological Risk)<br class="html-br" />• ผลกระทบด้านลบจากเทคโนโลยี AI (Technological Risk)<br class="html-br" />• ความไม่เท่าเทียมกัน (Societal Risk)<br class="html-br" />• การแบ่งขั้วทางสังคม (Societal Risk)<br class="html-br" />• การจารกรรมและสงครามทางไซเบอร์ (Technological Risk)<br class="html-br" />• มลพิษ (Environmental Risk)</p>
<p><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Top5</span> ความเสี่ยงของประเทศไทย</strong><br class="html-br" />นอกจากนี้ ยังได้โฟกัสให้เห็น <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Top5</span> ความเสี่ยงของประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นความกังวลในมิติด้านเศรษฐกิจ ดังนี้</p>
<p>อันดับ 1 ความกังวลด้านภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย</p>
<p>อันดับ 2 ปัญหาหนี้เอกชน</p>
<p>อันดับ 3 ปัญหาด้านมลพิษ</p>
<p>อันดับ 4 ปัญหาความยากจนและไม่เท่าเทียม</p>
<p>อันดับ 5 ปัญหาหนี้สาธารณะ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/global-risk-report-2025/">ส่อง 10 อันดับ &#8216;ความเสี่ยง&#8217; โลกเผชิญอะไรในอีก 10 ปีข้างหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปี 2024 โลก​ปล่อย CO2 แตะระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน​ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดนโยบายทรัมป์ และ​​ Geopolitics ​กระทบแผนลดคาร์บอนโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/03/kresearch-reports-worldwide-carbon-emissions-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Mar 2025 15:06:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[carbon emissions]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[CO2]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Donald Trump]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitics]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[Kasikorn]]></category>
		<category><![CDATA[Kasikorn Research Center]]></category>
		<category><![CDATA[Kasikornthai]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[Land-Use Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[กสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การปล่อย CO2]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายทรัมป์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32398</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ​การปล่อย CO2 ทั่วโลกในปี 204 ​​เพิ่มขึ้น 0.8% อยู่ที่ระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน  โดยมีที่มาจากปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ถ่านหิน และ ​การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) เป็นสำคัญ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียม ต้นเหตุหลักการปล่อย CO2 โลก เชื้อเพลิงฟอสซิลมีผลต่อการปล่อย CO2 มากที่สุด โดยในปี 2024 การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกปล่อย CO2 รวม 3.74 หมื่นล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.8% จากปีก่อน ถึงแม้อัตราการขยายตัวจะชะลอลงเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา แต่ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียมที่ขยายตัว 2.4% และ 0.9% ตามลำดับ ทำให้ปริมาณการปล่อย CO2 แตะระดับสูงสุด การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินเป็นอีกปัจจัยหลักของการปล่อย CO2 การปล่อย CO2 จากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) ยังคงอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/kresearch-reports-worldwide-carbon-emissions-2024/">ปี 2024 โลก​ปล่อย CO2 แตะระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน​ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดนโยบายทรัมป์ และ​​ Geopolitics ​กระทบแผนลดคาร์บอนโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไท</strong>ย ระบุว่า ​การปล่อย CO<sub>2</sub> ทั่วโลกในปี 204 ​​เพิ่มขึ้น 0.8% อยู่ที่ระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน  โดยมีที่มาจากปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ถ่านหิน และ ​การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) เป็นสำคัญ</p>
<p><span id="more-32398"></span><br />
<strong>ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียม ต้นเหตุหลักการปล่อย CO<sub>2</sub> โลก</strong></p>
<p>เชื้อเพลิงฟอสซิลมีผลต่อการปล่อย CO<sub>2</sub> มากที่สุด โดยในปี 2024 การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกปล่อย CO<sub>2</sub> รวม 3.74 หมื่นล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.8% จากปีก่อน ถึงแม้อัตราการขยายตัวจะชะลอลงเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา แต่ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียมที่ขยายตัว 2.4% และ 0.9% ตามลำดับ ทำให้ปริมาณการปล่อย CO<sub>2</sub> แตะระดับสูงสุด</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32399 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/1.jpg" alt="" width="1200" height="546" /></p>
<p><strong>การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินเป็นอีกปัจจัยหลักของการปล่อย CO<sub>2</sub></strong></p>
<p>การปล่อย CO<sub>2</sub> จากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) ยังคงอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ที่ 4.2 พันล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 0.5 พันล้านตัน แต่ถือว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (-20%) โดยเป็นผลจากการชะลออัตราการตัดไม้ทำลายป่า การปลูกป่าใหม่ และการปลูกป่าทดแทน</p>
<p>บราซิล อินโดนีเซีย และคองโก เป็น 3 ประเทศที่ปล่อย Land-Use Emission มากที่สุด โดยมีสาเหตุจากการตัดไม้เพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ทำฟาร์มปศุสัตว์ ปลูกถั่วเหลือง และปลูกปาล์มน้ำมัน อย่างไรก็ดี การควบคุมการตัดไม้ผิดกฎหมาย นโยบายการอนุรักษ์ป่า และการลดการพึ่งพาการเผาป่าใหม่เพื่อทำเกษตรกรรม ทำให้ปริมาณการปล่อย CO<sub>2</sub> ลดลงแล้วเมื่อเทียบกับอดีต</p>
<p>ปลายปีน่าจะเห็นทิศทางการผลักดันการลดการปล่อย CO<sub>2</sub> จาก Land-Use มากขึ้น โดยเฉพาะจากมาตรการ EU Deforestation Regulation (EUDR) ที่จะเริ่มบังคับใช้ปลายปี และผลที่จะเกิดจากการประชุม COP30 ที่จะจัดขึ้นช่วงปลายปีนี้ น่าจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการผลักดันการลดการปล่อย CO<sub>2</sub> และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ผ่านการปรับปรุงแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDCs) โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งเจ้าภาพบราซิลเป็นหนี่งในประเทศที่ปล่อย CO<sub>2</sub> จากแหล่งดังกล่าวมากที่สุดและได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุดประเทศหนึ่งเช่นกัน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-32400 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/2.jpg" alt="" width="1200" height="577" /></p>
<p><strong>CO<sub>2</sub> ในบรรยากาศเข้มข้นขึ้นมีส่วนจากทั้งการปล่อยมากขึ้น และการดูดกลับที่แย่ลง</strong></p>
<p>การดูดกลับคาร์บอนที่ไม่มากพอ ร่วมกับการปล่อย CO<sub>2</sub> ที่มากขึ้น และปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ยิ่งทำให้ความเข้มข้นของ CO<sub>2</sub> ในบรรยากาศมากขึ้น โดยอยู่ในระดับ 424.6 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ในปี 2024 เพิ่มขึ้น 3.5 ppm จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 52% จากระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (280 ppm ในปี 1750)</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-32401 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/3.jpg" alt="" width="1200" height="758" /></p>
<p>นอกจากนี้ สภาวะเอลนีโญก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ CO<sub>2</sub> คงเหลืออยู่ในบรรยากาศสูงมาก นอกเหนือจากปริมาณป่าไม้ที่ลดลง โดยเอลนีโญเป็นทั้งต้นเหตุของปัญหา ได้แก่ การเกิดไฟป่ารุนแรงในอเมริกาใต้และแคนาดาที่มีสาเหตุมาจากภัยแล้งที่ยาวนานจากสภาวะเอลนีโญ และยังเป็นต้นเหตุของความสามารถในการดูดกลับ CO<sub>2</sub> ออกจากบรรยากาศแย่ลงอีกด้วย จากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของดินและมหาสมุทรโดยเฉลี่ยที่ทำให้การดูดซับ CO<sub>2</sub> เกิดขึ้นได้น้อยลง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการปล่อย CO<sub>2</sub> ไม่ลดลง ถึงแม้จะมีการดำเนินมาตรการมากมาย</p>
<p>ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีความพยายามจากหลายประเทศในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่การปล่อย CO<sub>2</sub> ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งการใช้พลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านมาได้</p>
<p>เพื่อลดโลกร้อน การปล่อย CO<sub>2</sub> ต้องลดลงเฉลี่ย 3.9% ต่อปี จนถึงปี 2050 เพื่อบรรลุ Net Zero โดยมีหลายมาตรการระหว่างประเทศที่พยายามช่วยลดผลกระทบดังกล่าว เช่น กฎหมายปราศจากการทำลายป่า (EUDR) มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของ (CBAM) ของสหภาพยุโรป เป็นต้น</p>
<p><strong>สหรัฐฯ และปัญหา Geopolitics อาจเป็นอีกตัวการทำให้การปล่อย CO<sub>2</sub> โลกสูงขึ้น</strong></p>
<p>การไม่ให้ความสำคัญต่อการลด CO<sub>2</sub> ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะทำให้การปล่อย CO<sub>2</sub> โลกสูงขึ้นอีก ถึงแม้จะมีความพยายามจากประเทศอื่นๆ มาช่วยอาจจะไม่เพียงพออิทธิพลของการสนับสนุนอุตสาหกรรมฟอสซิล การลดกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม การขัดขวางข้อตกลงด้านสภาพอากาศของสหรัฐฯ ต่อประเทศอื่นๆ ที่กำลังพยายามลด CO<sub>2</sub> ให้หันไปใช้พลังงานฟอสซิลอีกครั้ง</p>
<p>ในปี 2024 ยังเห็นภาพของการลดความสำคัญต่อการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมจากภาคการเงินในสหรัฐฯ จากการถอนตัวจาก Net Zero Banking Alliance (NZBA)  ซึ่งเป็นพันธมิตรระดับโลกที่มุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยเป็นผลจากอิทธิพลทางการเมืองและนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ</p>
<p>ขณะเดียวกัน บริษัทน้ำมันรายใหญ่ก็มีการปรับกลยุทธ์โดยเพิ่มการลงทุนในธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แทนที่จะเดินหน้าลงทุนในพลังงานสะอาดอย่างเต็มที่เช่นกัน เช่น การลดงบประมาณประจำปีสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Net Zero จาก 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือสูงสุด 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ของ BP  รวมถึงการขยายการผลิตน้ำมันของ ExxonMobil และ Chevron ก่อนหน้านี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32402" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/Kresearch-CO2.jpg" alt="" width="720" height="900" /></p>
<p>ในระดับประเทศ ประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) อาจทำให้หลายประเทศยุติการให้ความร่วมมือต่อความสำคัญกับการลด CO<sub>2</sub> ได้ในระยะสั้น โดยอาจเกิดการชะลอการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และหันกลับไปใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานหรือลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าเนื่องจากปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจ</p>
<p>อย่างไรก็ดี การเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานใหม่ กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ เช่น EUDR CBAM รวมถึงเป้าหมายการเป็น Net Zero ระดับองค์กร และระดับประเทศ จะมีส่วนทำให้ CO<sub>2 </sub>จะลดลงได้ในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/kresearch-reports-worldwide-carbon-emissions-2024/">ปี 2024 โลก​ปล่อย CO2 แตะระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน​ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดนโยบายทรัมป์ และ​​ Geopolitics ​กระทบแผนลดคาร์บอนโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Trump&#8217;s Effect เมื่อ &#8216;พี่ใหญ่&#8217; แตกแถว การขับเคลื่อน &#8216;Sustainability&#8217; จากนี้ต้องรับมืออย่างไร ?</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/01/trumps-effect-how-to-drive-sustainability/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jan 2025 06:41:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[DE&I]]></category>
		<category><![CDATA[diversification]]></category>
		<category><![CDATA[Diversity]]></category>
		<category><![CDATA[Donald Trump]]></category>
		<category><![CDATA[Equality]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitics]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitics and Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Heart Share]]></category>
		<category><![CDATA[Inclusion ​]]></category>
		<category><![CDATA[Make America Great Once Again]]></category>
		<category><![CDATA[President Trump]]></category>
		<category><![CDATA[SDG]]></category>
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Trump]]></category>
		<category><![CDATA[Trump2025]]></category>
		<category><![CDATA[USA]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำ]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[โดนัลด์ ทรัมป์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31447</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเป็นประเทศมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือนโยบายใดๆ ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่​เรื่องที่เกิดขึ้นภายในประเทศของตัวเองเท่านั้น ​ แต่สามารถชี้นำและเปลี่ยนทิศทางการขับเคลื่อนของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก รวมไปถึงผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมือง และผู้คนทั่วโลก ขณะที่การกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ​ของ โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมนโยบาย America First ที่ประกาศขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนชาวอเมริกาเป็นสำคัญ ตามสโลแกนที่ใช้ตลอดการหาเสียงที่ผ่านมาว่า &#8216;Make America Great Once Again&#8217; พร้อมการ Action ทันทีหลังการเข้ารับตำแหน่งผ่านการลงนามต่างๆ ที่โลกต้องจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นการถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) พร้อมหันมาสนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิล, การถอนตัวจากประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก WHO, การเลิกสนับสนุนกลุ่มผู้ลี้ภัยภายในประเทศ, การรับรองเพศสภาพเพียงชายและหญิงเท่านั้น รวมทั้งการเลิกสนับสนุนนโยบายด้านความหลากหลาย เท่าเทียมต่างๆ ผ่านการยกเลิกตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลขับเคลื่อนงานด้าน DE&#38;I เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลใจในหลายมิติ โดยเฉพาะเมื่อการขับเคลื่อน &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ตามกรอบ ESG เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย UN SDGs ทั้ง 17 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/trumps-effect-how-to-drive-sustainability/">Trump&#8217;s Effect เมื่อ &#8216;พี่ใหญ่&#8217; แตกแถว การขับเคลื่อน &#8216;Sustainability&#8217; จากนี้ต้องรับมืออย่างไร ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเป็นประเทศมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือนโยบายใดๆ ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่​เรื่องที่เกิดขึ้นภายในประเทศของตัวเองเท่านั้น ​ แต่สามารถชี้นำและเปลี่ยนทิศทางการขับเคลื่อนของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก รวมไปถึงผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมือง และผู้คนทั่วโลก</p>
<p><span id="more-31447"></span></p>
<p>ขณะที่การกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ​ของ <strong>โดนัลด์ ทรัมป์</strong> พร้อมนโยบาย America First ที่ประกาศขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนชาวอเมริกาเป็นสำคัญ ตามสโลแกนที่ใช้ตลอดการหาเสียงที่ผ่านมาว่า &#8216;<strong>Make America Great Once Again&#8217;</strong></p>
<p>พร้อมการ Action ทันทีหลังการเข้ารับตำแหน่งผ่านการลงนามต่างๆ ที่โลกต้องจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นการถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) พร้อมหันมาสนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิล, การถอนตัวจากประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก WHO, การเลิกสนับสนุนกลุ่มผู้ลี้ภัยภายในประเทศ, การรับรองเพศสภาพเพียงชายและหญิงเท่านั้น รวมทั้งการเลิกสนับสนุนนโยบายด้านความหลากหลาย เท่าเทียมต่างๆ ผ่านการยกเลิกตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลขับเคลื่อนงานด้าน DE&amp;I เป็นต้น</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลใจในหลายมิติ โดยเฉพาะเมื่อการขับเคลื่อน &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ตามกรอบ ESG เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย UN SDGs ทั้ง 17 ข้อ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Agenda ของโลก สวนทางกับสิ่งที่ทรัมป์ต้องการผลักดันและขับเคลื่อน จึงเป็นที่น่าจับตาถึงทิศทางและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อจากนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31448 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/1H8A8669-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัช </strong>อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงประเด็นที่เกิดขึ้น โดยเปรียบเทียบกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาดเมื่อเกิดปัจจัยในสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้  โดยมองว่านโยบายที่ทรัมป์ประกาศขับเคลื่อน ไม่ต่างจากการทำธุรกิจที่เน้นกำไร โดยไม่ได้มองที่การช่วยเหลือผู้คนหรือสังคม หรือเป็นองค์กรที่อาจจะมองแค่ยอดขาย หรือ Market Share โดยไม่​มองเรื่องของความยั่งยืนที่ต้องสร้าง Heart Share หรือต้องทำให้ลูกค้ารักด้วย หากเปรียบเป็นธุรกิจ การขับเคลื่อนนโยบายของทรัมป์ เป็นการมองแบบ Business Oriented มากกว่าเป็น Consumer Oriented หรือไม่มองระยะยาวเพื่อสร้าง Sustainability ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบในภาพรวมควบคู่ไปด้วยเสมอ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม​ สิ่งที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือน Threats หรืออุปสรรค ซึ่งหมายถึงปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถือเป็น External Barrier จึงไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งกังวล หรือคิดแง่ลบต่างๆ แต่สิ่งที่ต้องรีบทำคือ การปรับตัวให้สอดคล้องภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่ และหันกลับมามองตัวเอง มองที่ปัจจัยภายในที่สามารถแก้ไขได้ เพื่อวางยุทธศาสตร์ในการเดินและขับเคลื่อนไปข้างหน้าเป็นสำคัญ</p>
<p>ดังนั้น ภาคธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต้องหันกลับมามองว่า ธุรกิจในส่วนใดของตัวเองบ้างที่ได้รับผลกระทบ หรือจะมีโซลูชั่นในการรับมือ หรือปรับตัวได้อย่างไร เช่น การ​หาตลาดใหม่เพิ่มเติม เพื่อสร้างรายได้จากส่วนอื่นๆ มาทดแทน โดยเฉพาะการกลับมาดูตลาดอื่นๆ ที่เหลืออยู่เพื่อหาวิธีการหรือโซลูชันในการเจาะตลาดได้ลงลึก หรือชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งการ Create Demand เพื่อสามารถสร้างการเติบโตจากภายในได้มากขึ้น ​ซึ่งในอีกด้านหนึ่งอาจจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ มุมมองใหม่ ไปจนถึงตลาดหรือพันธมิตรใหม่ๆ ที่ไม่เคยร่วมมือหรือจับมือกันมาก่อน กลายเป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ในการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ก่อนหน้านี้อาจไม่เคยมีโอกาสได้ทำมาก่อน</p>
<p><em>“สถานการณ์ที่เกิดขึ้น​ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนของโลกว่า ไม่ควรยึดติด หรือ Priority ที่ใคร หรือตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ต้องไม่ลืมกระจายความเสี่ยง ตามกลยุทธ์ <strong>Diversification</strong> เพราะการทำธุรกิจมีหลายปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ป่วยการที่เราจะทำธุรกิจอยู่บนพื้นฐานของความกลัว แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความหวัง ​กลัวได้ แต่ต้องนำความกลัวมาพัฒนาตัวเอง พร้อมหันกลับมามองดูตัวเองว่ายังมีอะไรที่ต้องแก้ไข ปรับปรุง เพื่อสร้างความหวัง  ผ่านการหาวิธีการ หาโซลูชันภายใต้เงื่อนไขใหม่ที่เกิดขึ้น โดยไม่ไปยึดติดกับเงื่อนไขเดิมๆ ​เพื่อหาวิธีมาเอาชนะกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ในที่สุด​ เพื่อสามารถสร้างให้เกิดความมั่นคงได้ในระยะยาว&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31449 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Trumpt.jpg" alt="" width="636" height="636" /></p>
<p>เช่นเดียวกับการขับเคลื่อนประเด็น<strong> Sustainability</strong> เชื่อว่าโลกยังคงโฟกัสและให้ความสำคัญเหมือนเดิม แม้ว่า​ &#8216;พี่เบิ้ม&#8217; อย่างอเมริกาจะถอนตัวไป ซึ่ง​ปฏิเสธไม่ได้ว่า ย่อมส่งผลกระทบและสร้างแรงกระเพื่อมอย่างแน่นอน แต่การจะก้าวไปข้างหน้า กลุ่มประเทศที่เหลือต้องจับมือกันให้แน่นมากกว่าเดิม พร้อมการสร้างแนวร่วมเพื่อทำให้การขับเคลื่อนต่อจากนี้มีกำลังเพิ่มขึ้น และต้องทำให้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมแบบคูณสอง ไม่สามารถทำได้แบบเดิมๆ หรือเท่าเดิมได้อีกต่อไป พร้อมทั้งการกระจายถนนแห่ง​ความยั่งยืนให้ครอบคลุมไปยังถนนสายใหม่ๆ เพื่อกระจายออกไปทั่วโลกได้มากขึ้น และอาจเป็นโอกาสให้ประเทศที่เหลืออยู่จับมือกันแน่นมากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศของอเมริกาเอง ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศแห่งเสรี เมื่อนโยบายของผู้นำมีความย้อนแย้งกับหลักการ ก็จำเป็นต้องจับตาดูต่อไปว่า นโยบายของผู้นำ และความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในประเทศ สุดท้ายแล้ว​สิ่งที่น่าสนใจและต้องจับตาดูว่า น้ำหนักจากฝ่ายไหนจะชนะ หรือได้รับการตอบรับที่มากกว่า โดย​​เฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญต่อประเด็นความหลากหลาย ความเท่าเทียม และความใส่ใจต่อโลกและผู้คน ซึ่งอาจจะเข้ามาเป็นแรงผลักดันเพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิ เสรีภาพ และความหลากหลายต่างๆ ไว้ได้</p>
<p>และอีกหนึ่ง​ประเด็นสำคัญ คือ การมาของทรัมป์นั้น ​เป็นแค่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายก็จะเป็นวาระใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตามมาในอนาคต ขณะที่ Agenda ในการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน การดูแลโลกใบนี้ เป็นสิ่งที่ต้องขับเคลื่อนต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/trumps-effect-how-to-drive-sustainability/">Trump&#8217;s Effect เมื่อ &#8216;พี่ใหญ่&#8217; แตกแถว การขับเคลื่อน &#8216;Sustainability&#8217; จากนี้ต้องรับมืออย่างไร ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
