<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>GISTDA &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/gistda/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sun, 19 Apr 2026 12:07:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>GISTDA &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;ไทย &#8211; อาเซียน&#8217; จุดเปราะบาง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; วิกฤต &#8216;ร้อน-แล้ง&#8217; รุนแรง ลากยาวข้ามปี กระทบระบบผลิตอาหาร คลื่นความร้อน หมอกควันข้ามพรมแดน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/risk-from-super-el-nino/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Apr 2026 11:10:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Risk]]></category>
		<category><![CDATA[El Nino]]></category>
		<category><![CDATA[Food Security]]></category>
		<category><![CDATA[Food Shock]]></category>
		<category><![CDATA[GISTDA]]></category>
		<category><![CDATA[Godzilla El Niño​]]></category>
		<category><![CDATA[heat wave]]></category>
		<category><![CDATA[La Niña]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[กรมอุตุนิยมวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สนธิ คชวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติทางธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ลานีญ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติภัยแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41256</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่ทั่วโลกกังวลเรื่องวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลับพบว่าเรายังต้องเผชิญกับความเสี่ยง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño) ที่คืบคลานเข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ความร้อนที่สะสมอาจสร้างสถิติอุณหภูมิใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งรุนแรง ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และคลื่นความร้อน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุด จาก &#8216;เอลนีโญ&#8217; สู่ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายความหมายของ &#8216;เอลนีโญ&#8217; (El Niño) ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติทางสมุทรศาสตร์มีหลักฐานแสดงว่าเกิดขึ้นนานนับพันปี นับเป็นปรากฎการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศของโลกอย่างรุนแรง เช่น อเมริกาเหนือประสบกับสภาพอากาศที่ผิดปกติอย่างมากตลอดปี 2526 ออสเตรเลียประสบกับสภาวะความแห้งแล้งมากและเกิดไฟป่าเผาผลาญ ประเทศใกล้ๆ ทะเลทรายซาฮาราประสบกับความแห้งแล้งที่เลวร้ายมากที่สุดช่วงหนึ่ง และลมมรสุมในมหาสมุทรอินเดียอ่อนกำลังลงมากประมาณความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ระหว่าง 8-13 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสูญเสียชีวิตประมาณ 2,000 คน แม้ &#8216;เอลนีโญ&#8217; จะอยู่เบื้องหลังความแห้งแล้งและอากาศที่ร้อนจัด แต่ก็ยังมีปรากฎการณ์ขั้นกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกังวลในขณะนี้ อย่าง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA อธิบายว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/risk-from-super-el-nino/">&#8216;ไทย &#8211; อาเซียน&#8217; จุดเปราะบาง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; วิกฤต &#8216;ร้อน-แล้ง&#8217; รุนแรง ลากยาวข้ามปี กระทบระบบผลิตอาหาร คลื่นความร้อน หมอกควันข้ามพรมแดน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่ทั่วโลกกังวลเรื่องวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลับพบว่าเรายังต้องเผชิญกับความเสี่ยง <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> (Super El Niño) ที่คืบคลานเข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ความร้อนที่สะสมอาจสร้างสถิติอุณหภูมิใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งรุนแรง ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และคลื่นความร้อน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุด</p>
<p><span id="more-41256"></span></p>
<p><strong>จาก &#8216;เอลนีโญ&#8217; สู่ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong></p>
<p><strong>กรมอุตุนิยมวิทยา</strong> อธิบายความหมายของ <strong>&#8216;เอลนีโญ&#8217;</strong> (El Niño) ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติทางสมุทรศาสตร์มีหลักฐานแสดงว่าเกิดขึ้นนานนับพันปี นับเป็นปรากฎการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศของโลกอย่างรุนแรง เช่น อเมริกาเหนือประสบกับสภาพอากาศที่ผิดปกติอย่างมากตลอดปี 2526 ออสเตรเลียประสบกับสภาวะความแห้งแล้งมากและเกิดไฟป่าเผาผลาญ ประเทศใกล้ๆ ทะเลทรายซาฮาราประสบกับความแห้งแล้งที่เลวร้ายมากที่สุดช่วงหนึ่ง และลมมรสุมในมหาสมุทรอินเดียอ่อนกำลังลงมากประมาณความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ระหว่าง 8-13 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสูญเสียชีวิตประมาณ 2,000 คน</p>
<p>แม้ &#8216;<strong>เอลนีโญ&#8217;</strong> จะอยู่เบื้องหลังความแห้งแล้งและอากาศที่ร้อนจัด แต่ก็ยังมีปรากฎการณ์ขั้นกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกังวลในขณะนี้ อย่าง <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; </strong>(Super El Niño) <strong>สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA</strong> อธิบายว่า เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (เกิน 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส) เราจึงจะก้าวเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ซึ่งนำมาซึ่งความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ</p>
<p>สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วิกฤตนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต</p>
<figure id="attachment_41277" aria-describedby="caption-attachment-41277" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-41277 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/El-ninon2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-41277" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>ผลกระทบ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ลากยาวถึงปีหน้า</strong></p>
<p><strong>ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย</strong>  อธิบายผ่านเฟซบุ๊ก <a href="https://www.facebook.com/sonthi.kotchawat/posts/pfbid0b4pPfzGwwWC5J8EQHB4yQ913iQXjE1utqQX1oHcXGCNRifkRevg8DDDDxPLkXsKHl" target="_blank" rel="noopener"><strong>Sonthi Kotchawat</strong></a> ถึงอิทธิพลของปรากฏการณ์ <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; </strong>ที่ส่งผลซ้ำเติมภาวะ​ร้อนและ​แล้งจัด รวมทั้งการเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้นในปี 2569  โดยระบุข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลก ที่คาดการณ์โอกาสสูงถึง 62% ที่จะเกิดเอลนีโญ​ช่วงเดือนมิถุนายน -สิงหาคม 2569​ และอาจทวีความรุนแรงเป็นระดับ <strong>ซูเปอร์เอลนีโญ</strong> หรือ <strong>Godzilla El Niño  </strong>จากการที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2.0 องศา</p>
<p>รวมทั้งยังคาดว่าในช่วงเวลาเดียวกันจะมีปรากฏการณ์ไดโพลในมหาสมุทรอินเดีย ระยะบวก (Positive IOD ,Indian Ocean Dipole) หรือภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลแต่ละฟากฝั่งมีความแตกต่างกันมาก และระดับอุณหภูมินั้นอุ่นหรือเย็นมากกว่าปกติ <em><strong>สภาพอากาศในปีนี้จึงอยู่ในภาวะ Double Whammy หรือการซ้ำเติม​ของภัยพิบัติ และผลกระทบของ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; จะขยายวงกว้างไปทั่วโลก รวมทั้ง​ผลกระทบสำคัญ​ต่อประเทศไทย รวมทั้งประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน </strong></em></p>
<p>โดยเฉพาะการเกิดภาวะภัยแล้งที่จะรุนแรงและยาวนานเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากปริมาณฝนที่จะลดลง​อย่างมีนัยสำคัญในทุกประเทศของอาเซียน โดยเฉพาะไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่จะเผชิญกับระดับน้ำในเขื่อนที่ลดลงขั้นวิกฤต ตามมาด้วยวิกฤตความร้อน​ (Heatwave) ที่​คาดว่าอุณหภูมิโลกจะพุ่งสูงทำลายสถิติ​ และผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤตซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้ จะส่งผลให้ในปี 2570  มีโอกาสกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ</p>
<p>นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร กระทบต่อผลผลิตหลักในภาคการเกษตร ทั้งข้าว น้ำตาล และน้ำมันปาล์ม ที่ปริมาณจะลดลงอย่างมาก​จากขาดแคลนน้ำ ​และอาจนำไปสู่ภาวะ <strong>&#8216;Food Shock&#8217;</strong> หรือราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น และภาวะ​เงินเฟ้อด้านอาหารในภูมิภาค นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อไฟป่า และซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงหมอกควันข้ามพรมแดน</p>
<figure id="attachment_41278" aria-describedby="caption-attachment-41278" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-41278 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/El-nino3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-41278" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p>สอดคล้องกับข้อมูล  <strong>รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</strong> ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร อธิบายผ่านเฟซบุ๊ก <a href="https://www.facebook.com/witsanu.attavanich/posts/pfbid0ciAAJ9oJF69po6qGsN4hPMcAAtRQMijE2EsJuwMzy5hnJ9rgihugTDxGohJPWrFWl" target="_blank" rel="noopener">Witsanu Attavanich</a> ว่า &#8216;เอลนีโญ&#8217; เริ่ม มิ.ย.69 และจะลากยาวถึงต้นปีหน้า โดยจะทำจุดสูงสุดช่วง ธ.ค. 69 &#8211; ม.ค. 70 โดยโอกาสเกิดเอลนีโญ​กำลังระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากเพิ่มเป็น 51% และ 25% ตามลำดับ รวมทั้งมีโอกาส​ถึง 98.4% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2569 นี้ จะกลายเป็นปีที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ย​สูงติดอันดับที่ 1-5 ในรอบ 176 ปี</p>
<p>พร้อมการประเมินของ​<strong> Climate Prediction Center (NOAA</strong>) ที่รายงานว่าความน่าจะเป็นในการเกิดเอลนีโญ​เพิ่มขึ้นถึง 92-93% ช่วง ต.ค. 69 &#8211; ม.ค.70  และหากเกิดเอลนีโญในประเทศไทย จะส่งผลให้เกิดภาวะร้อนและแล้งกว่าปกติ โดยช่วงที่แล้งกว่าปกติจะอยู่ราวเดือน มี.ค.-ก.ค.  ส่วนช่วงที่ร้อนกว่าปกติจะเป็นช่วง ต.ค.-มิ.ย.</p>
<figure id="attachment_41257" aria-describedby="caption-attachment-41257" style="width: 1024px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" class="wp-image-41257 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/11-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /><figcaption id="caption-attachment-41257" class="wp-caption-text">Photo : Facebook Witsanu Attavanich</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_41258" aria-describedby="caption-attachment-41258" style="width: 1024px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41258 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/122-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /><figcaption id="caption-attachment-41258" class="wp-caption-text">Photo : Facebook Witsanu Attavanich</figcaption></figure>
<p><strong>ไทย &#8211; อาเซียน จุดเปราะบาง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)</strong> หรือ <strong>GISTDA</strong> มองว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดเมื่อเกิดซูเปอร์เอลนีโญ โดยมีผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน ดังนี้</p>
<p>&#8211; วิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ ปริมาณฝนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝนทิ้งช่วงยาวนาน แหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำกักเก็บลดลง กระทบโดยตรงต่อน้ำอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม</p>
<p>&#8211; ผลกระทบด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก จะเผชิญปัญหาผลผลิตตกต่ำ (เช่น ข้าว น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าเกษตรขาดตลาดและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก</p>
<p>&#8211; ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันข้ามพรมแดน (PM5) อากาศที่แห้งและร้อนจัดเป็นตัวเร่งให้เกิดไฟป่าได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าพรุของอินโดนีเซียและพื้นที่การเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนทวีความรุนแรง กระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งภูมิภาค</p>
<p>&#8211; คลื่นความร้อน (Heatwave) อุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้า (เพื่อทำความเย็น) พุ่งสูงจนอาจเกิดความไม่มั่นคงทางพลังงาน</p>
<p>ทั้งนี้ ทาง GISTDA  ได้พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ สำหรับ​ประยุกต์ใช้ในการติดตามสถานการณ์ เพื่อเป็นประโยชน์ในการประเมินผลกระทบหรือวางแผนรับมือ รวมทั้ง​สามารถช่วยลดความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อาทิ</p>
<p>&#8211; การติดตามสถานการณ์น้ำ (Water Monitoring) ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม (เช่น ดาวเทียม THEOS-2) เพื่อประเมินพื้นที่ผิวน้ำทั่วประเทศแบบ near real-time ทำให้รู้ว่าอ่างเก็บน้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติใดกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต เพื่อวางแผนระบายหรือจัดสรรน้ำได้อย่างแม่นยำ</p>
<p>&#8211; ประเมินความเสียหายและสุขภาพพืชพรรณ (Agricultural Assessment) ข้อมูลภูมิสารสนเทศสามารถวิเคราะห์ &#8216;ดัชนีความเขียวของพืช&#8217; หากพื้นที่ใดเริ่มมีสัญญาณความแห้งแล้ง สามารถส่งข้อมูลเตือนภัยให้หน่วยงานเกษตรเข้าไปช่วยเหลือ หรือแนะนำการปรับเปลี่ยนพืชล่วงหน้าก่อนที่ผลผลิตจะตายยืนต้น</p>
<p>&#8211; การตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot Detection) ดาวเทียมสามารถตรวจจับจุดความร้อนที่เกิดจากไฟป่าหรือการเผาทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ในไทยแต่คลุมทั้งอาเซียน ข้อมูลนี้ถูกนำไปใช้ในการสั่งการควบคุมและดับไฟป่า รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นควัน (สามารถติดตามข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันอย่าง &#8216;เช็คฝุ่น&#8217;)</p>
<p>&#8211; สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Data-Driven Policy) GISTDA ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหมด จัดทำเป็นแผนที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ ใช้ตัดสินใจประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยและอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือได้อย่างมีหลักฐานอ้างอิง</p>
<figure id="attachment_41276" aria-describedby="caption-attachment-41276" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41276 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/El-nino4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-41276" class="wp-caption-text">Photo: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>4 แผนรับมือเตรียมพร้อม ลดการสูญเสีย </strong></p>
<p>ซูเปอร์เอลนีโญ เป็นภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่สามารถลดทอนผลกระทบได้อย่างมหาศาลหากมีการเตรียมความพร้อมที่ดี การบูรณาการแผนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ประชาชน และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศอย่างที่เต็มที่ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยและอาเซียนผ่านพ้นวิกฤตสภาพอากาศนี้ไปได้ ดังนี้</p>
<p>1.การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนประหยัดน้ำ กักเก็บน้ำในช่วงที่มีฝนตกลงมาให้ได้มากที่สุด และจัดสรรน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการหาแหล่งน้ำสำรอง</p>
<p>2.การปรับตัวภาคการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชอายุสั้น เลื่อนเวลาการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับคาดการณ์ปริมาณฝน และการทำประกันภัยพืชผล</p>
<p>3.ความร่วมมือระดับภูมิภาค (ASEAN) บังคับใช้และยกระดับข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมการเผาในที่โล่งและไฟป่า</p>
<p>4.การเฝ้าระวังด้านสาธารณสุข เตรียมระบบสาธารณสุขให้พร้อมรับมือกับโรคที่มากับความร้อน (Heatstroke) และโรคระบบทางเดินหายใจจาก PM2.5</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : GISTDA , กรมอุตุนิยมวิทยา ,สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , NOAA</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/risk-from-super-el-nino/">&#8216;ไทย &#8211; อาเซียน&#8217; จุดเปราะบาง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; วิกฤต &#8216;ร้อน-แล้ง&#8217; รุนแรง ลากยาวข้ามปี กระทบระบบผลิตอาหาร คลื่นความร้อน หมอกควันข้ามพรมแดน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทย–เมียนมา ประกาศความสำเร็จ 1 ปี &#8216;ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&#8217; เดินหน้าสู่มาตรการปลอดการเผา เริ่ม 1 ม.ค. 2569 สอดรับยุทธศาสตร์ฟ้าใส สร้างห่วงโซ่อาหารปลอดฝุ่นระดับภูมิภาค</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/myanmar-corn-traceability-system/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Oct 2025 08:20:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Produce Merchandising]]></category>
		<category><![CDATA[BKP]]></category>
		<category><![CDATA[Corn Traceability]]></category>
		<category><![CDATA[CP Group]]></category>
		<category><![CDATA[CPP Fertilizer]]></category>
		<category><![CDATA[GISTDA]]></category>
		<category><![CDATA[Myanmar C.P. Livestock]]></category>
		<category><![CDATA[Traceability]]></category>
		<category><![CDATA[Traceability Recommendation Letter]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวโพดปลอดการเผา]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเจริญโภคภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย–เมียนมา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37403</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) สมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา (MCIA) และ Control Union จากเนเธอร์แลนด์ จัดพิธีรับรองความสำเร็จครบรอบ 1 ปีของ &#8216;ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมา&#8216; (Myanmar Corn Traceability System) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน และผลักดันการค้าเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ก่อนที่ประเทศไทยจะเริ่มใช้ มาตรการข้าวโพดปลอดการเผา อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2569 พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงย่างกุ้ง โดยมีหน่วยงานสำคัญจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ สำนักงาน GISTDA ของไทย สมาคม MCIA ของเมียนมา และภาคเอกชนผู้ประกอบการหลักในห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ CPP Fertilizer, Bangkok Produce Merchandising (BKP) และ Myanmar C.P. Livestock ซึ่งทั้ง 4 รายนี้ได้รับมอบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/myanmar-corn-traceability-system/">ไทย–เมียนมา ประกาศความสำเร็จ 1 ปี &#8216;ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&#8217; เดินหน้าสู่มาตรการปลอดการเผา เริ่ม 1 ม.ค. 2569 สอดรับยุทธศาสตร์ฟ้าใส สร้างห่วงโซ่อาหารปลอดฝุ่นระดับภูมิภาค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) สมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา (MCIA) และ Control Union จากเนเธอร์แลนด์ จัดพิธีรับรองความสำเร็จครบรอบ 1 ปีของ &#8216;<strong>ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมา</strong>&#8216; (Myanmar Corn Traceability System) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน และผลักดันการค้าเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ก่อนที่ประเทศไทยจะเริ่มใช้ มาตรการข้าวโพดปลอดการเผา อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2569</p>
<p><span id="more-37403"></span></p>
<p>พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงย่างกุ้ง โดยมีหน่วยงานสำคัญจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ สำนักงาน GISTDA ของไทย สมาคม MCIA ของเมียนมา และภาคเอกชนผู้ประกอบการหลักในห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ CPP Fertilizer, Bangkok Produce Merchandising (BKP) และ Myanmar C.P. Livestock ซึ่งทั้ง 4 รายนี้ได้รับมอบ Traceability Recommendation Letter จาก Control Union เพื่อรับรองผลการดำเนินงานในระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นทางการ</p>
<p><strong>นายมงคล วิศิษฏ์สตัมภ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง</strong> กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็น “ต้นแบบเชิงนโยบาย” ที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฟ้าใสของไทยสู่ภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ระบบ Traceability ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างภาครัฐเมียนมา สมาคม MCIA และเครือซีพี ภายใต้เทคโนโลยีดาวเทียมขั้นสูง เช่น Sentinel-2 ของ ESA และ QR Code ตรวจสอบย้อนกลับ โดยมีการรับรองจาก Control Union ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ยืนยันได้ว่าข้าวโพดทุกเมล็ดไม่บุกรุกป่า ไม่ผ่านการเผา และสามารถตรวจสอบต้นทางได้แบบ real-time</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37407 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/S__59834872.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>นายเอกวัฒน์ ธนประสิทธิ์พัฒนา อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายพาณิชย์</strong> ระบุว่า เมียนมาคือ “คู่ค้ายุทธศาสตร์” ของไทยในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  การยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับนี้จึงมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของตลาด และสอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกที่เน้นความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์</strong> ชี้แจงว่า มาตรการนำเข้าข้าวโพดปลอดการเผาของไทยที่จะเริ่มวันที่ 1 ม.ค. 2569 แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะปรับตัว และระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบ โดยในช่วงแรกสามารถยื่นเอกสาร Self-Declaration หรือใบรับรองจากหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับ ส่วนระยะถัดไปจะต้องมีเอกสารครบถ้วนทั้งใบรับรองจากหน่วยงานรับรอง (CA/CB/VVB), เอกสารนำเข้า และแผนที่แสดงพิกัดแปลงปลูก พร้อมระบบ Post Audit เก็บข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี เพื่อรองรับการตรวจสอบ</p>
<p>อธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือจากประเทศผู้ส่งออก โดยเฉพาะการจัดตั้งหน่วยงานรับรองภาครัฐ และการเตรียมข้อมูลการเพาะปลูกของเกษตรกรจะทำให้มาตรการนี้มีความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมยกย่องบทบาทของเครือซีพีและสมาคม MCIA ที่พัฒนาระบบนี้ร่วมกันจนกลายเป็นต้นแบบความยั่งยืนในระดับภูมิภาค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37404 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/S__59834874.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>นายอู เอ ชาน อ่อง ประธาน สมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา หรือ </strong><strong>MCIA</strong> เปิดเผยว่า สมาคมได้พัฒนาและนำระบบ Traceability มาใช้ตั้งแต่ปี 2023 โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain, ภาพถ่ายดาวเทียม และระบบตรวจจับความร้อน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากผู้ซื้อ ผู้ผลิต และเกษตรกรเข้าด้วยกันอย่างโปร่งใส เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเดินหน้าผลักดันให้รัฐเมียนมาเข้ามาร่วมรับรองระบบในอนาคต</p>
<p><strong>นายฐิติ ลุจินตนานนท์</strong><strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์</strong>  เปิดเผยว่า ความร่วมมือไทย–เมียนมา สู่ห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืนในครั้งนี้ โดยใช้ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ” ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองประเทศจะแสดงศักยภาพในการยกระดับมาตรฐานการค้า สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ และร่วมกันลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น หมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งเครือซีพีมีนโยบายชัดเจนไม่รับซื้อข้าวโพดจากพื้นที่บุกรุกป่า หรือพื้นที่ที่เกิดจากการเผาแปลง จึงได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเดินหน้าระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยเชื่อมั่นว่าระบบนี้คือเครื่องมือสำคัญที่จะแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงด้วยความโปร่งใส  ระบบ Traceability ช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ครอบคลุมทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ถึงปลายทางโรงงานอาหารสัตว์ โดยปีที่ผ่านมา CP ร่วมกับ MCIA และคู่ค้ากว่า 100 ราย ขับเคลื่อนระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด และนโยบาย Zero Burn ของไทยในปี 2569</p>
<p><strong>นายวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย </strong><strong>ประธานคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจพืชครบวงจร </strong><strong>เขตเมียนมา</strong> เผยว่า การใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับในปีที่ผ่านมา ช่วยลดจุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพดลงเกือบครึ่ง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบในการควบคุมการเผาและป้องกันการบุกรุกป่า  ระบบตรวจสอบย้อนกลับถือเป็นเครื่องมือเชิงวิทยาศาสตร์ที่ทั่วโลกยอมรับ และสำหรับในเมียนได้รับการทวนสอบจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ถือเป็นกลไกที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ ‘ฟ้าใส’ ของรัฐบาลไทย ในการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนระหว่างไทย เมียนมา และลาว</p>
<p><strong>นายจอมกิตติ ศิริกุล </strong><strong>รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์</strong><strong> </strong><strong>หรือ ซีพี</strong> กล่าวว่า ซีพีผลักดันและดำเนินการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างจริงจัง เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดหาวัตถุดิบให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยั่งยืน เริ่มต้นในไทยตั้งแต่ปี 2559 และขยายสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาในปัจจุบัน เป็นไปตามวิสัยทัศน์และนโยบายจากนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารของเครือฯ ขับเคลื่อนนโยบาย “ไม่รับซื้อ-ไม่นำเข้าข้าวโพดจากพื้นที่บุกรุกป่าหรือมีการเผา โครงการนี้คือผลลัพธ์ของ “ความเชื่อมั่นและความร่วมมือ” ระหว่างภาคี 3 ฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการหยุดการเผาและผลักดันสู่ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37405 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Mynmar-Corn2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>Mr. Stephan Moreels </strong><strong>กรรมการผู้จัดการ </strong><strong>Control Union </strong><strong>ประเทศไทย</strong> กล่าวว่า ระบบตรวจสอบย้อนกลับคือเครื่องมือสำคัญในการตอบโจทย์ตลาดโลกทั้งด้านความปลอดภัยอาหาร ความยั่งยืน และแหล่งที่มาไร้การตัดไม้ โดย Third-Party Verification คือหัวใจในการสร้างความเชื่อมั่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน ลดความเสี่ยงจากข้อมูลเท็จ และเปิดทางสู่ตลาดคุณภาพสูง</p>
<p><strong>ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผอ. </strong><strong>GISTDA</strong> กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีดาวเทียมในการตรวจจับจุดความร้อน โดย GISTDA ใช้ดาวเทียมหลากหลาย เช่น VIIRS และ MODIS เพื่อช่วยติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และพัฒนาแพลตฟอร์มคุณภาพอากาศระดับภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสู่ท้องฟ้าอาเซียนปลอดฝุ่น</p>
<p>ความสำเร็จของโครงการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมาในวันนี้ คือผลลัพธ์ของความร่วมมือระดับภูมิภาคที่แท้จริง ที่เชื่อมโยงนโยบาย ความมุ่งมั่น และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อวางรากฐานของ “ห่วงโซ่อาหารปลอดฝุ่น” ที่โปร่งใส ยั่งยืน และมีความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ไม่เพียงตอบโจทย์ประเทศไทย แต่พร้อมต่อยอดสู่ภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลกได้อย่างมั่นคง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/myanmar-corn-traceability-system/">ไทย–เมียนมา ประกาศความสำเร็จ 1 ปี &#8216;ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&#8217; เดินหน้าสู่มาตรการปลอดการเผา เริ่ม 1 ม.ค. 2569 สอดรับยุทธศาสตร์ฟ้าใส สร้างห่วงโซ่อาหารปลอดฝุ่นระดับภูมิภาค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
