<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Green Chemistry &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/green-chemistry/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Fri, 25 Aug 2023 11:55:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Green Chemistry &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>นักวิจัยไทยเจ๋ง เปลี่ยนขวดพลาสติกธรรมดาเป็นวัสดุนาโนขั้นสูงดักจับ CO2 ได้ พร้อมเตรียมขยายสเกลผลิตสู่ระดับ Mass</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/08/transform-pet-plastic-to-mofs-and-scale-up-to-mass-production/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Aug 2023 11:02:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Capture]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Green Chemistry]]></category>
		<category><![CDATA[hybrid material]]></category>
		<category><![CDATA[Metal Organic Frameworks]]></category>
		<category><![CDATA[MOFs]]></category>
		<category><![CDATA[Value Added]]></category>
		<category><![CDATA[Waste to Value]]></category>
		<category><![CDATA[ขวดน้ำพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ชลิตา รัตนเทวะเนตร]]></category>
		<category><![CDATA[นาโนเทค]]></category>
		<category><![CDATA[นาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เคเคมีสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=20716</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักวิจัยนาโนเทค สวทช. เพิ่มค่าขวดพลาสติกธรรมดาให้กลายเป็น “วัสดุนาโนขั้นสูง” อย่าง MOFs หรือวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ ตัวช่วยดักจับและกักเก็บ “คาร์บอนไดออกไซด์” ชูจุดเด่นด้วยกระบวนการเคมีสีเขียว และชุดระบบปฏิกรณ์การไหลแบบต่อเนื่องด้วยระบบ Continuous flow ปิดคอขวดเรื่องกำลังการผลิต ตอบความต้องการใช้งานในราคาที่แข่งขันได้ พร้อมพัฒนาสูตร MOFs ที่หลากหลาย ประยุกต์ใช้ดักจับและกักเก็บโมเลกุลสารอย่างจำเพาะเจาะจงได้อีกมาก รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมขั้นสูง ลดการนำเข้า ตอบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ดร.ชลิตา รัตนเทวะเนตร จากทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ขวดน้ำพลาสติกที่ทำมาจากพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) เป็นขยะที่พบได้จำนวนมากในทุกๆ วัน ในขณะเดียวกัน ก็สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การใช้ความรู้ด้านการวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.)ในการเปลี่ยนขยะขวดพลาสติกให้เป็นวัสดุนาโนมูลค่าสูงอย่าง MOFs MOFs ย่อมาจาก Metal Organic Frameworks หรือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/08/transform-pet-plastic-to-mofs-and-scale-up-to-mass-production/">นักวิจัยไทยเจ๋ง เปลี่ยนขวดพลาสติกธรรมดาเป็นวัสดุนาโนขั้นสูงดักจับ CO2 ได้ พร้อมเตรียมขยายสเกลผลิตสู่ระดับ Mass</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นักวิจัยนาโนเทค สวทช.<strong> เพิ่มค่าขวดพลาสติกธรรมดาให้กลายเป็น “วัสดุนาโนขั้นสูง”</strong> อย่าง MOFs หรือวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ ตัวช่วยดักจับและกักเก็บ “คาร์บอนไดออกไซด์” ชูจุดเด่นด้วยกระบวนการเคมีสีเขียว และชุดระบบปฏิกรณ์การไหลแบบต่อเนื่องด้วยระบบ Continuous flow ปิดคอขวดเรื่องกำลังการผลิต ตอบความต้องการใช้งานในราคาที่แข่งขันได้</p>
<p><span id="more-20716"></span></p>
<p>พร้อมพัฒนาสูตร MOFs ที่หลากหลาย ประยุกต์ใช้ดักจับและกักเก็บโมเลกุลสารอย่างจำเพาะเจาะจงได้อีกมาก รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมขั้นสูง ลดการนำเข้า ตอบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>ดร.ชลิตา รัตนเทวะเนตร จากทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)</strong> กล่าวว่า ขวดน้ำพลาสติกที่ทำมาจากพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) เป็นขยะที่พบได้จำนวนมากในทุกๆ วัน ในขณะเดียวกัน ก็สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การใช้ความรู้ด้านการวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.)ในการเปลี่ยนขยะขวดพลาสติกให้เป็นวัสดุนาโนมูลค่าสูงอย่าง MOFs</p>
<p><strong>MOFs </strong><strong>ย่อมาจาก </strong><strong>Metal Organic Frameworks </strong><strong>หรือ วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์</strong> เป็นวัสดุนาโนชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติน่าสนใจหลายอย่าง อาทิ มีพื้นที่ผิวมาก มีความพรุนสูง มีความหนาแน่นต่ำ และทนอุณหภูมิที่สูงมาก นอกจากนี้ ยังมีความสามารถที่น่าสนใจอย่างการคัดเลือกโมเลกุลที่ต้องการออกจากโมเลกุลอื่น มีการนำไปใช้กับตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีที่จำเพาะกับรูปร่างและโครงสร้างของสารเคมีนั้น ๆ ทำให้สามารถใช้เป็นสารดูดซับ หรือตัวกรองได้ ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20723 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/08/2-14.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“ด้วยความที่ MOFs เป็นวัสดุลูกผสม (hybrid material) ที่ประกอบไปด้วย ส่วนที่เป็นโลหะและสารอินทรีย์ ทีมวิจัยจึงมองเห็นโอกาส พัฒนากระบวนการย่อย PET มาแทนที่ส่วนประกอบที่เป็นสารอินทรีย์ หรือออร์แกนิค ลิแกนด์ (organics ligand) ซึ่งเป็นสารตั้งต้น พร้อมพัฒนาสูตร/กระบวนการในการสังเคราะห์ MOFs นำร่อง ชนิด UiO-66 จากโลหะเซอร์โคเนียม (zirconium) และ MIL-53 จากโลหะอลูมิเนียม(aluminum) ด้วยแนวคิดเคมีสีเขียว (Green Chemistry) โดย MOFs ดังกล่าว มีสมบัติในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์หรือ CO2” ดร. ชลิตากล่าว</p>
<p>นักวิจัยนาโนเทคมองว่า <strong>MOFs มีโอกาสทางการตลาดที่น่าสนใจ ด้วยสมบัติในการดูดซับจากรูพรุนจำนวนมากบนพื้นผิว แต่ปัญหาคอขวดของวัสดุนวัตกรรมนี้คือ กำลังการผลิต แทบทุกที่ในโลกสามารถสังเคราะห์ออกมาได้ในปริมาณน้อยมาก</strong> ทำให้มีราคาสูง MOFs บางตัวมีราคาหลักล้านต่อกิโลกรัม ทำให้ความต้องการของตลาดชะงัก แม้อยากได้ ก็หาซื้อยาก หรือราคาแพงจนไม่สามารถใช้ได้ จึงมีแนวคิดในการพัฒนากระบวนการสังเคราะห์ MOFs จากขวดพลาสติก ที่สามารถขยายกำลังการผลิต เพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้</p>
<p>ดร. ชลิตากล่าวว่า โครงการวิจัยนี้ ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก <strong>หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) แผนงานกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียนร่วมกับบริษัท แมกโน-เลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)</strong> ระยะเวลา 2 ปี โดยปีแรก เป็นการวิจัยและพัฒนากระบวนการสังเคราะห์ MOFs จากเซอร์โคเนียม (zirconium) หรือ UiO-66(Zr) และอลูมิเนียม (aluminum) หรือ MIL-53(Al) ด้วยต้นทุนต่ำ และในปีที่ 2 จะเป็นการพัฒนาระบบการสังเคราะห์ MOFs ที่สามารถอัพสเกลได้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-20726 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/08/5-7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เตรียมอัพสเกลสู่ Mass Production </strong></p>
<p><strong>ทีมวิจัยนาโนเทค ได้พัฒนากระบวนการย่อยขวดพลาสติก PET มาเป็นสารตั้งต้น (</strong><strong>monomers)</strong><strong> ด้วยกระบวนการที่มีต้นทุนต่ำ พร้อมทั้งพัฒนาชุดระบบปฏิกรณ์การไหลแบบต่อเนื่อง ที่สังเคราะห์ด้วยระบบ </strong><strong>Continuous flow</strong><strong> ซึ่งมีข้อดีคือ ใช้แนวคิดเคมีสีเขียว ซึ่งเป็นการออกแบบกระบวนการสังเคราะห์ตั้งแต่ต้นน้ำโดยไม่สร้างภาระให้สิ่งแวดล้อม สามารถควบคุมการเกิดปฏิกิริยาได้ดี ลดการเกิดของเหลือ (</strong><strong>waste) </strong><strong>จากกระบวนการสังเคราะห์ ช่วยเพิ่มทำให้สามารถสังเคราะห์</strong><strong> MOFs</strong><strong> ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสามารถอัพสเกลไปสู่การผลิตแบบ Mass ได้ </strong></p>
<p>ผลจากการคิดค้นและพัฒนาของนักวิจัยนาโนเทค ทำให้สามารถสังเคราะห์ UiO-66 ได้ถึง 1 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และ MIL-53 ที่ราว 20 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และยังสามารถประยุกต์ใช้กับ MOFs อื่นๆ ได้ทุกแบบ</p>
<p>“วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์หรือ MOFs นั้น มีขาย แต่ส่วนมากใช้ในงานวิจัยและพัฒนา ในขณะที่ในประเทศไทย ไม่มีคนใช้ เพราะหาซื้อไม่ได้ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีเพียงไม่กี่บริษัททั่วโลกที่มี MOFs ขาย แม้ปัจจุบันจะมีผู้จำหน่ายหลายรายมากขึ้น แต่ก็ยังไม่แพร่หลาย ด้วยปัจจัยด้านราคาเป็นหลัก” ดร. ชลิตากล่าว พร้อมเสริมว่า <em><strong>MOFs ที่นาโนเทคพัฒนาขึ้นนั้น มีต้นทุนที่ถูกกว่า ทำให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพและราคา</strong>  </em>ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีเอกชนรายใหญ่ที่แสดงความสนใจ และติดต่อเข้ามาแล้วโดยเฉพาะเรื่องของการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งตัว MOFs ที่นาโนเทคทำได้ ก็มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายการใช้งาน เป็นโอกาสที่จะต่อยอดได้ในอนาคต</p>
<p>ปัจจุบัน ดร. ชลิตาเผยว่า ได้จดทรัพย์สินทางปัญญา 2 สิทธิบัตร คือ การสังเคราะห์ UiO-66 และ MIL-53 ซึ่งทีมวิจัยนาโนเทคเอง พร้อมสำหรับความร่วมมือในด้านต่างๆ ทั้งการผลิต MOFs, การจ้างวิจัยเพื่อพัฒนาสูตรเฉพาะ รวมถึงการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีอีกด้วย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-20725 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/08/7-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นอกจากนี้ นักวิจัยนาโนเทคยังแย้มว่า ทีมวิจัยยังมีแผนที่จะนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนของเหลือจากกระบวนการผลิต (</strong><strong>waste)</strong><strong> ในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความเป็นไปได้มาสังเคราะห์เป็น</strong><strong> MOFs</strong><strong> ที่มีมูลค่าสูงได้อีกด้วย</strong></p>
<p><strong>“จากขวดพลาสติกราคาหลักบาท เมื่อผ่านกระบวนการย่อยเป็นสารตั้งต้น สามารถเพิ่มมูลค่าให้เป็นหลักร้อย และเมื่อใช้ วทน. เปลี่ยนเป็น</strong><strong> MOFs</strong><strong> สามารถเพิ่มมูลค่าได้เป็นหลักล้าน แม้กระบวนการนี้จะใช้ขวดพลาสติกจำนวนไม่มากนัก ช่วยลดขยะได้บ้าง แต่สร้างวัสดุขั้นสูงที่เพิ่มมูลค่าได้สูงมาก และสามารถขยายกำลังการผลิตได้ เป็นตลาด </strong><strong>Blue Ocean</strong><strong> ที่ตอบเศรษฐกิจหมุนเวียน (</strong><strong>Circular Economy) </strong><strong>ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ</strong><strong> BCG </strong><strong>พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) อย่างยั่งยืน” ดร. ชลิตาย้ำ </strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/08/transform-pet-plastic-to-mofs-and-scale-up-to-mass-production/">นักวิจัยไทยเจ๋ง เปลี่ยนขวดพลาสติกธรรมดาเป็นวัสดุนาโนขั้นสูงดักจับ CO2 ได้ พร้อมเตรียมขยายสเกลผลิตสู่ระดับ Mass</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ลอรีอัล”ประกาศปี2573 ผลิตภัณฑ์ทุกตัวต้องมาจากพืช-ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2021/03/loreal-inside-product/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Mar 2021 03:00:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Green Chemistry]]></category>
		<category><![CDATA[R&I]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยลอรีอัล]]></category>
		<category><![CDATA[ลอรีอัล]]></category>
		<category><![CDATA[ลอรีอัลนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=9088</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลอรีอัล พลิกโฉมR&#38;I ครั้งสำคัญ โดยใช้หลัก ‘วิทยาศาสตร์เพื่อสิ่งแวดล้อม’ ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อนำเสนอสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเคารพต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยปี 2573 ส่วนผสม 95% ของผลิตภัณฑ์ลอรีอัลจะมาจากพืชที่สามารถปลูกทดแทนได้ แหล่งแร่ธาตุที่ใช้แล้วไม่หมดสิ้นและกระบวนการผลิตแบบหมุนเวียน ขณะที่การพัฒนาสูตรต่างๆ ทั้ง 100% จะพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำเป็นสำคัญ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ดีทั้งต่อสุขภาพและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงขึ้น และการปกป้องโลกเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งในขณะนี้ การปรับเปลี่ยนการทำงานของฝ่าย R&#38;I ของลอรีอัลนั้นมีเป้าหมายที่ท้าทายมาก โดยลอรีอัลจะใช้ธรรมชาติเป็นแรงขับเคลื่อน เพื่อสร้างสรรค์ส่วนประกอบทางเลือก ซึ่งมาจากวัตถุดิบที่สามารถปลูกทดแทนหรือหมุนเวียนได้ เพื่อทดแทนส่วนผสมที่ผลิตหรือมีส่วนประกอบจากปิโตรเลียมซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ทั้งนี้ลอรีอัลจะใช้วิทยาการด้านวิทยาศาสตร์เพื่อสิ่งแวดล้อมล่าสุด เพื่อให้การผลิตส่วนผสมต่างๆ เป็นไปอย่างยั่งยืน และสกัดสิ่งที่ดีที่สุดจากธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในปี 2563 ที่ผ่านมา วัตถุดิบ 80% ของลอรีอัล กรุ๊ป สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ขณะที่วัตถุดิบ 59% เป็นวัตถุดิบที่สามารถผลิตทดแทนหรือหมุนเวียนได้ และ 34% เป็นวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ หรือมีต้นกำเนิดจากธรรมชาติ โดยส่วนผสม 29% ที่ใช้ในสูตรต่างๆ ของลอรีอัลนั้น ได้รับการพัฒนาขึ้นตามหลักการของเคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Chemistry) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/03/loreal-inside-product/">“ลอรีอัล”ประกาศปี2573 ผลิตภัณฑ์ทุกตัวต้องมาจากพืช-ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #993366;">ลอรีอัล พลิกโฉมR&amp;I ครั้งสำคัญ โดยใช้หลัก ‘วิทยาศาสตร์เพื่อสิ่งแวดล้อม’ ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อนำเสนอสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเคารพต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยปี 2573 ส่วนผสม 95% ของผลิตภัณฑ์ลอรีอัลจะมาจากพืชที่สามารถปลูกทดแทนได้ แหล่งแร่ธาตุที่ใช้แล้วไม่หมดสิ้นและกระบวนการผลิตแบบหมุนเวียน ขณะที่การพัฒนาสูตรต่างๆ ทั้ง 100% จะพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำเป็นสำคัญ</span></h4>
<p><span id="more-9088"></span></p>
<p>การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ดีทั้งต่อสุขภาพและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงขึ้น และการปกป้องโลกเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งในขณะนี้ การปรับเปลี่ยนการทำงานของฝ่าย R&amp;I ของลอรีอัลนั้นมีเป้าหมายที่ท้าทายมาก โดยลอรีอัลจะใช้ธรรมชาติเป็นแรงขับเคลื่อน เพื่อสร้างสรรค์ส่วนประกอบทางเลือก ซึ่งมาจากวัตถุดิบที่สามารถปลูกทดแทนหรือหมุนเวียนได้ เพื่อทดแทนส่วนผสมที่ผลิตหรือมีส่วนประกอบจากปิโตรเลียมซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9089 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/03/LO-1.jpg" alt="" width="593" height="395" /></p>
<p>ทั้งนี้ลอรีอัลจะใช้วิทยาการด้านวิทยาศาสตร์เพื่อสิ่งแวดล้อมล่าสุด เพื่อให้การผลิตส่วนผสมต่างๆ เป็นไปอย่างยั่งยืน และสกัดสิ่งที่ดีที่สุดจากธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในปี 2563 ที่ผ่านมา วัตถุดิบ 80% ของลอรีอัล กรุ๊ป สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ขณะที่วัตถุดิบ 59% เป็นวัตถุดิบที่สามารถผลิตทดแทนหรือหมุนเวียนได้ และ 34% เป็นวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ หรือมีต้นกำเนิดจากธรรมชาติ โดยส่วนผสม 29% ที่ใช้ในสูตรต่างๆ ของลอรีอัลนั้น ได้รับการพัฒนาขึ้นตามหลักการของเคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Chemistry)</p>
<p><strong>นิโคลา ฮิโรนิมุส</strong> รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลอรีอัล กล่าวว่า “ลอรีอัลกำลังก้าวเข้าสู่การพลิกโฉมฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมของบริษัทด้วยวิทยาการวิทยาศาสตร์เพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของบริษัทนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง เราตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี 2573 เราจะสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ความงามที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นและปลอดภัย สำหรับผู้บริโภคทั้งหญิงและชายทั่วโลก พร้อมทั้งปกป้องสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9090 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/03/LO-2.jpg" alt="" width="571" height="428" /></p>
<p>ด้วยความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ลอรีอัลได้ทุ่มเทและใช้ทรัพยากรด้านวิทยาศาสตร์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงวิทยาการความก้าวหน้าล่าสุดในด้านวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งพัฒนาการใหม่ๆ ในด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ด้านการพัฒนาสูตรต่างๆ และเครื่องมือในการสร้างแบบจำลอง นอกจากนี้ บริษัทกำลังเดินหน้าการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับมหาวิทยาลัย สตาร์ทอัพ และซัพพลายเออร์วัตถุดิบของบริษัท</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/03/loreal-inside-product/">“ลอรีอัล”ประกาศปี2573 ผลิตภัณฑ์ทุกตัวต้องมาจากพืช-ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
