<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Green washing &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/green-washing/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 08 Mar 2025 13:46:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Green washing &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เข้าใจ 2T ในซัพพลายเชน เมื่อห่วงโซ่ต้อง ‘โปร่งใส’ (Transparency) และ ‘ตรวจสอบย้อนกลับ’ (Traceability) ​ได้</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/03/essence-of-supply-chain-transparency-and-traceability/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 08 Mar 2025 12:30:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Grand View Research]]></category>
		<category><![CDATA[Green washing]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[Responsible Sourcing]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Traceability]]></category>
		<category><![CDATA[Transparency]]></category>
		<category><![CDATA[Transparency & Traceability]]></category>
		<category><![CDATA[ซัพพลายเชน]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจสอบย้อนกลับ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟอกเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[รีเสิร์ช]]></category>
		<category><![CDATA[โปร่งใส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32308</guid>

					<description><![CDATA[<p>Grand View Research ระบุว่า บริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญในการเพิ่มศักยภาพด้านความโปร่งใส (Transparency) และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ภายในในห่วงโซ่อุปทานเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อ​​สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบและรับรองแนวทางการจัดหา รวมทั้งการผลิต และการดำเนินการเพื่อ​ให้ทั้งห่วงโซ่ถูกต้องตามกรอบจริยธรรมและความยั่งยืน โดย ‘ความโปร่งใส​’ (Transparency) หมายถึง กระบวนการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับซัพพลายเออร์ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดขององค์กรธุรกิจ ​และ Stakeholders  เพื่อเข้าใจกระบวนการผลิต และจัดจำหน่ายสินค้า รวมไปถึงสถานที่ในการผลิต การเคารพกฎหมายแรงงาน Journey ตั้งแต่การผลิตจนสินค้าไปถึงมือลูกค้า รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อ​สร้างความไว้วางใจให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อมีส่วนช่วย​​ตัดสินใจที่จะสนับสนุนธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ของแบรนด์หรือองค์กรต่างๆ  ทั้งนักลงทุน พนักงาน ลูกค้า รวมทั้งชุมชนที่จะยอมรับให้ธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งที่จะอยู่ร่วมกันได้ ส่วน ‘การตรวจสอบย้อนกลับ’ (Traceability) มีความสำคัญไม่ต่างกับความโปร่งใส แต่มีบทบาทในฐานะผู้ติดตามการไหลของสินค้าหรือวัตถุดิบได้ตลอดทั้งห่วงโซ่​​ รวมทั้งการตรวจสอบคำกล่าวอ้างของผู้ผลิต โดยเฉพาะประเด็นด้านความยั่งยืน เพื่อให้กระบวนการผลิตเป็นไปตามกรอบของมาตรฐานทั้งด้านจริยธรรม สังคม และสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน เพราะระบบการตรวจสอบย้อนกลับจะ​สามารถทราบถึงที่มา องค์ประกอบ และเส้นทางผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นกำเนิดวัตถุดิบ  ภายใต้การพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น IoT , RFID หรือบล็อกเชน ที่สามารถรวบรวม บันทึก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/essence-of-supply-chain-transparency-and-traceability/">เข้าใจ 2T ในซัพพลายเชน เมื่อห่วงโซ่ต้อง ‘โปร่งใส’ (Transparency) และ ‘ตรวจสอบย้อนกลับ’ (Traceability) ​ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Grand View Research</strong> ระบุว่า บริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญในการเพิ่มศักยภาพด้านความโปร่งใส (Transparency) และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ภายในในห่วงโซ่อุปทานเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><span id="more-32308"></span></p>
<p>ทั้งนี้ เพื่อ​​สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบและรับรองแนวทางการจัดหา รวมทั้งการผลิต และการดำเนินการเพื่อ​ให้ทั้งห่วงโซ่ถูกต้องตามกรอบจริยธรรมและความยั่งยืน</p>
<p>โดย <strong>‘ความโปร่งใส​’ (</strong><strong>Transparency</strong><strong>)</strong> หมายถึง กระบวนการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับซัพพลายเออร์ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดขององค์กรธุรกิจ ​และ Stakeholders  เพื่อเข้าใจกระบวนการผลิต และจัดจำหน่ายสินค้า รวมไปถึงสถานที่ในการผลิต การเคารพกฎหมายแรงงาน Journey ตั้งแต่การผลิตจนสินค้าไปถึงมือลูกค้า รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อ​สร้างความไว้วางใจให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อมีส่วนช่วย​​ตัดสินใจที่จะสนับสนุนธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ของแบรนด์หรือองค์กรต่างๆ  ทั้งนักลงทุน พนักงาน ลูกค้า รวมทั้งชุมชนที่จะยอมรับให้ธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งที่จะอยู่ร่วมกันได้</p>
<p>ส่วน <strong>‘</strong><strong>การตรวจสอบย้อนกลับ</strong><strong>’ </strong><strong>(</strong><strong>Traceability</strong><strong>)</strong> มีความสำคัญไม่ต่างกับความโปร่งใส แต่มีบทบาทในฐานะผู้ติดตามการไหลของสินค้าหรือวัตถุดิบได้ตลอดทั้งห่วงโซ่​​ รวมทั้งการตรวจสอบคำกล่าวอ้างของผู้ผลิต โดยเฉพาะประเด็นด้านความยั่งยืน เพื่อให้กระบวนการผลิตเป็นไปตามกรอบของมาตรฐานทั้งด้านจริยธรรม สังคม และสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน เพราะระบบการตรวจสอบย้อนกลับจะ​สามารถทราบถึงที่มา องค์ประกอบ และเส้นทางผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นกำเนิดวัตถุดิบ  ภายใต้การพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น IoT , RFID หรือบล็อกเชน ที่สามารถรวบรวม บันทึก และตรวจสอบในทุกขั้นตอน เพื่อเป็นอีกหนึ่งมาตรการเฝ้าระวังความเสี่ย​งการผลิตที่ไม่เป็นไปตามกรอบของมาตรฐานด้านความยั่งยืน</p>
<p>ขณะที่การขับเคลื่อนในปัจจุบัน เพื่อให้ธุรกิจให้ความสำคัญ หรือสามารถรายงาน <strong>Transparency &amp; Traceability </strong>ภายในห่วงโซ่ธุรกิจของตัวเองได้ มาจากแรงผลักดันใน 2 ส่วน คือ</p>
<p><strong>1. แรงผลักดันจาก​ผู้บริโภค </strong><strong>:</strong> โดยเฉพาะหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่มักเข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกธุรกิจอย่าง กลุ่มบรรจุภัณฑ์ หรือ CPG (​consumer packaged goods ) เนื่องจากเป็นหนึ่งในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยพบว่า ผู้บริโภคราว 60% มีแนวโน้มที่จะเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนมากกว่า แม้ว่าจะราคาแพงกว่าก็ตาม ส่งผลให้ธุรกิจพยายามพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความยั่งยืนหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งสามารถนำไปรีไซเคิล หรือย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติได้ หรือเป็นวัสดุยั่งยืนที่ลดการปลดปล่อยคาร์บอน ​ซึ่งจำเป็นต้องสามารถรับรองหรือพิสูจน์คำกล่างอ้างเหล่านั้น ด้วยการมี Transparency &amp; Traceability เพื่อป้องกันการถูกกล่าวหาว่าเป็นการ <strong>‘ฟอกเขียว’ (Green Washing)</strong> และทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าได้สนับสนุนสินค้าที่มีความยั่งยืนและมีผลดีต่อโลกมากกว่า</p>
<p><strong>2. แรงผลักดันจากอุตสาหกรรม</strong> : เพื่อเตรียมพร้อมรับกฎระเบียบที่ถูกยกระดับเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากรัฐบาลทั่วโลกที่เริ่มกำหนดให้ธุรกิจต้องสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานในธุรกิจของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงในระดับประเทศ ​​ภูมิภาค หรือระดับโลก เพื่อให้แน่ใจว่าห่วงโซ่อุปทานปฏิบัติตามจริยธรรม รวมทั้งลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การทำให้ซัพลายเชนมีความโปร่งใส และตรวจสอบได้จึงเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญของธุรกิจทั่วโลก ผ่านการทำงานอย่างใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์และคู่ค้าในธุรกิจ เพื่อสามารถรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ ถึงการปฏิบัติภายใต้มาตรฐานอย่างเคร่งครัด</p>
<p>การให้ความสำคัญต่อ Transparency &amp; Traceability ยังสร้างความแข็งแกร่ง​ให้ธุรกิจใน 4 มิติ​ ต่อไปนี้</p>
<p>1. ความร่วมมือ​​และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น : ได้รับความร่วมมือซัพพลายเออร์ภายในห่วงโซ่ ในการรายงานและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในกระบวนการผลิต หรือระหว่างการจัดซื้อ และสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต ​คุณภาพ และการจัดหา รวมไปถึงการพัฒนาหรือ​ฝึกอบรมด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด</p>
<p>2. เพิ่มความภักดีต่อแบรนด์ : ผล​สำรวจในปี 2020 ของบริษัทด้านการสื่อสาร &#8216;Zeno&#8217; ​ ระบุว่า ผู้บริโภคมีแนวโน้มไว้วางใจธุรกิจที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจน และเปิดเผยเงื่อนไขการทำงานของซัพพลายเออร์ เพิ่มมากขึ้นถึง 4 เท่า รวมทั้ง​​มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าเป็นครั้งแรกจากบริษัทที่พวกเขาคิดว่ามีจริยธรรมและยั่งยืนมากกว่าบริษัทอื่นๆ อีกด้วย</p>
<p>3. เพิ่มความสามารถในการจัดการความเสี่ยงและความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทาน : ​ธุรกิจ​สามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ และทุกชิ้นส่วน​ผลิตภัณฑ์ได้ในทุกขั้นตอนการผลิต การจัดเก็บ หรือแม้แต่ในระหว่างการขนส่ง กรณีที่มีปัญหาสามารถตรวจสอบ และแบ่งปันข้อมูล ไปจนถึงการนำไปใช้แก้ปัญหาติดขัดหรือคอขวดในระหว่างการผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า รวมทั้งการบริหารจัดการภายในธุรกิจให้ดีขึ้นได้​</p>
<p>4. เคารพต่อข้อกฎหมายสากล : ธุรกิจที่มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบภายในห่วงโซ่ได้อย่างเชิงรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเครือข่ายธุรกิจกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งมีหน่วยงานกำกับดูแลในแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไป จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ​บริหารจัดการหรือการใช้ข้อมูลต่างๆ ที่มีความจำเป็นได้อย่าง​สะดวกมากขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/essence-of-supply-chain-transparency-and-traceability/">เข้าใจ 2T ในซัพพลายเชน เมื่อห่วงโซ่ต้อง ‘โปร่งใส’ (Transparency) และ ‘ตรวจสอบย้อนกลับ’ (Traceability) ​ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Beyond ESG to Impact&#8217; ​เพราะ​ความ &#8216;ยั่งยืน&#8217; ต้องวัดด้วยผลลัพธ์ สิ่ง​ที่ภาคธุรกิจต้องทำความเข้าใจ ก่อนได้ชื่อว่า &#8216;Impact Washing&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/beyond-esg-to-impact-transparency-measurement/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 23 Jun 2024 10:59:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[B Corp Thailand Movement Leader]]></category>
		<category><![CDATA[B Corps Certified]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Green washing]]></category>
		<category><![CDATA[Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Impact Transparency]]></category>
		<category><![CDATA[Impact Washing]]></category>
		<category><![CDATA[Measurement]]></category>
		<category><![CDATA[Negative]]></category>
		<category><![CDATA[Positive]]></category>
		<category><![CDATA[Purpose]]></category>
		<category><![CDATA[SDG]]></category>
		<category><![CDATA[Social Value]]></category>
		<category><![CDATA[Social Value Creation]]></category>
		<category><![CDATA[Social Value Thailand Association]]></category>
		<category><![CDATA[SROI]]></category>
		<category><![CDATA[Stakeholder]]></category>
		<category><![CDATA[SVTH]]></category>
		<category><![CDATA[Transparency]]></category>
		<category><![CDATA[คุณค่าทางสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบเชิงบวก]]></category>
		<category><![CDATA[ผลลัพธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26763</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ปัจจุบันภาคธุรกิจ​จะให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน​​เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนตามกรอบ UN SDG ​​​โดย​พบว่า 72% ของบริษัทหรือองค์กรมีการวางเป้าหมายเพื่อบรรลุ SDG ในข้อใดข้อหนึ่งจากทั้ง 17 ข้อ เช่น การศึกษา สุขภาพ การสร้างงาน สภาพอากาศ หรือการดูแลทรัพยากรน้ำ เป็นต้น แต่กลับ​​มีเพียง 25% ที่​​สามารถวางกลยุทธ์ หรือ​มีการ​พัฒนาสินค้าหรือบริการที่สอดคล้องกับ​เป้าหมาย SDG ที่วางไว้ได้ โดยมีแค่​ 14% ​​ที่สามารถกำหนดทิศทางขับเคลื่อน​​สู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม และสุดท้ายแล้วมีแค่ 1% เท่านั้น ที่สามารถวัดผลเชิงปริมาณ ​หรือสามารถรายงานความคืบหน้าในการขับเคลื่อนหรือระบุผลลัพธ์ตามแนวทา​งต่างๆ ที่วางไว้ได้ (UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME : PWC SDG CHALLENGE 2019 ) ทั้งนี้ ยังพบจุดอ่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันคือ ความต้องการให้เกิดการเติบโตแบบไม่มีขีดจำกัด (Unlimited Growth) ขณะที่โลกมีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด รวมถึงผลประโยชน์ที่เกิดจากการมุ่งสร้างการเติบโตเหล่านั้น ไม่ได้ตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ของโลก แต่มักจะตกอยู่ที่กลุ่มคนเล็กๆ เพียงบางกลุ่มเท่านั้น คุณสกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์ เลขาธิการสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/beyond-esg-to-impact-transparency-measurement/">&#8216;Beyond ESG to Impact&#8217; ​เพราะ​ความ &#8216;ยั่งยืน&#8217; ต้องวัดด้วยผลลัพธ์ สิ่ง​ที่ภาคธุรกิจต้องทำความเข้าใจ ก่อนได้ชื่อว่า &#8216;Impact Washing&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม้ปัจจุบันภาคธุรกิจ​จะให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน​​เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนตามกรอบ UN SDG ​​​โดย​พบว่า 72% ของบริษัทหรือองค์กรมีการวางเป้าหมายเพื่อบรรลุ SDG ในข้อใดข้อหนึ่งจากทั้ง 17 ข้อ เช่น การศึกษา สุขภาพ การสร้างงาน สภาพอากาศ หรือการดูแลทรัพยากรน้ำ เป็นต้น</p>
<p><span id="more-26763"></span></p>
<p>แต่กลับ​​มีเพียง 25% ที่​​สามารถวางกลยุทธ์ หรือ​มีการ​พัฒนาสินค้าหรือบริการที่สอดคล้องกับ​เป้าหมาย SDG ที่วางไว้ได้ โดยมีแค่​ 14% ​​ที่สามารถกำหนดทิศทางขับเคลื่อน​​สู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม</p>
<p>และสุดท้ายแล้วมีแค่ 1% เท่านั้น ที่สามารถวัดผลเชิงปริมาณ ​หรือสามารถรายงานความคืบหน้าในการขับเคลื่อนหรือระบุผลลัพธ์ตามแนวทา​งต่างๆ ที่วางไว้ได้ (UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME : PWC SDG CHALLENGE 2019 )</p>
<p>ทั้งนี้ ยังพบจุดอ่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันคือ ความต้องการให้เกิดการเติบโตแบบไม่มีขีดจำกัด (Unlimited Growth) ขณะที่โลกมีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด รวมถึงผลประโยชน์ที่เกิดจากการมุ่งสร้างการเติบโตเหล่านั้น ไม่ได้ตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ของโลก แต่มักจะตกอยู่ที่กลุ่มคนเล็กๆ เพียงบางกลุ่มเท่านั้น</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26766 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-Bcorps5.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>คุณสกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์</strong> เลขาธิการสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย และ B Corp Thailand Movement Leader กล่าวว่า<strong> สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อน​ความผิดพลาดในการขับเคลื่อนการเติบโตของระบบเศรษฐกิจที่ผ่านมา ที่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่โฟกัสความแข็งแรงทางการเงินเป็นสำคัญ จึงต้องกลับไปแก้ที่วัตถุประสงค์หรือ Purpose ในการตั้งธุรกิจ​​ และเปลี่ยนสมการจาก Financial Purpose มาเป็นการสร้าง Social Value Creation หรือ Non-Financial Purpose และต้องสร้าง Mindset เพื่อให้แนวคิดการขับเคลื่อนธุรกิจที่มองผลกระทบต่อสังคม​เหล่านี้ขยายสู่  Mainstream​</strong> ที่ไม่ใช่แนวคิดของธุรกิจเพียง​ส่วนน้อยในระบบ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้จริง</p>
<p>ขณะเดียวกัน<strong> ต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการขับเคลื่อนรวมทั้งรูปแบบการ​วัดผลทางธุรกิจ ​​โดยใช้มิติด้าน Non-Financial Purpose มาประเมินศักยภาพของธุรกิจหรือโครงการต่างๆ ที่​พัฒนาขึ้น</strong> และต้องมองแบบ Long Term พร้อมดูผลกระทบอย่างรอบด้านต่อผู้มีส่วนกี่ยวข้องทั้งหมด</p>
<p><strong>​รวมทั้งการรายงาน​ผลอย่างรอบด้านมากกว่าแค่วัตถุประสงค์ที่ตั้งต้นไว้ เพื่อทราบ Impact ที่เกิดขึ้นทั้งในเชิงบวกหรือเชิงลบ โดยคำนึงถึง Impact Transparency เพื่อ​ป้องกันการเกิด Impact Washing </strong>หรือการเลือกรายงานแค่สิ่งที่องค์กรหรือธุรกิจอยากทราบ หรือรายงานแต่ผล​เชิงบวก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพรวม หรือนำไปสู่การประเมินผลที่ผิดพลาด ​​รวมถึงต้อง​ให้ความสำคัญกับการนำผลที่ได้ไปต่อยอด​มากกว่าแค่การจัดทำรายงานผลกระทบ  แต่ควรนำไปใช้ในการวางกลยุทธ์เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีขึ้น หรือใช้เพื่อ Dicision Making ​ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อช่วยแก้ปัญหา หรือ Painpoint ใน​ธุรกิจหรือโครงการ โดยเน้น​ขยายผลร่วมกับ Stakeholder เพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนที่มากกว่าการทำเพียงคนเดียว</p>
<p><em>&#8220;ยังมีภาคธุรกิจหลายรายในปัจจุบันมีความเขัาใจผิดเกี่ยวกับการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน​​ บางองค์กรทำแค่เช็คลิสต์จากสิ่งที่ตัวเองวางเป้าหมายไว้ แล้วมองว่าเป็นการทำธุรกิจแบบยั่งยืนแล้ว โดยไม่เคยวัดผลกระทบที่เกิดจากสิ่งที่ตัวเองทำอย่างรอบด้านว่าสร้างผลบวกหรือผลลบต่อใครอย่างไรบ้าง ซึ่งการวัดผลถือเป็นปัจจัย​ชี้วัดที่สำคัญที่สุด ​และต้องทำการวัดผล​ร่วมกับ Multi-stakeholder ที่เกี่ยวข้องทุกมิติ เพราะหากไม่สามารถวัดผลได้ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาได้จริง เช่น โครงการฉีดวัคซีน จะไม่สามารถดูแค่จำนวนคนที่เราฉีดวัคซีนให้ แต่ต้องขยายผลต่อว่าหลังฉีดแล้วมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนอย่างไร อาการเจ็บป่วยลดลงหรือไม่ หรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวอย่างไร เพื่อนำมาประเมินต่อว่าเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ได้แท้จริง หรือควรขับเคลื่อนต่อหรือไม่ และจะต้องขับเคลื่อนต่ออย่างไรเพื่อให้เป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ให้ทุกคนได้อย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-26764 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-Bcorps2.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>Beyond ESG to Impact </strong></p>
<p><strong>การขับเคลื่อน Impact ต้องมองแบบ Outside In ต้องใช้มุมจาก Stakeholder ทั้งหมดมาเป็นตัวตั้ง การขับเคลื่อนไปตามกรอบ ESG หรือการตั้งเป้าหมายตาม SDG เป็นเพียงวิธีการที่จะมุ่งไปสู่การสร้างอิมแพ็ค เพื่อนำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ </strong> ดังนั้น ESG หรือ SDG Report ไม่ใช่เครื่องการันตีว่าธุรกิจ หรือโครงการนั้นๆ นำมาซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคม หรือสิ่งแวดล้อม หากยังไม่ได้ทำการวัด​ Impact หรือผลกระทบที่รอบด้านทั้งเชิงบวกและลบ ​</p>
<p>โดยเครื่องมือเบื้องต้นที่ภาคธุรกิจจะสามารถนำไปใช้ในการวัดว่าธุรกิจหรือโครงการต่างๆ ที่ตัวเองทำ ว่าตอบโจทย์เรื่องของการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนจริงหรือไม่ เช่น</p>
<p><strong>การได้รับรองมาตรฐาน B Corps Certified</strong> ที่จะมอบให้กับแบรนด์หรือองค์กรที่ได้รับรองว่าสามารถสร้างผลลัพธ์หรืออิมแพ็คที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม<strong> ภายใต้การประเมิน BIA (Benefit Impact Assesment) ที่สามารถส่งมอบคุณค่าได้ 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นธรรมาภิบาล (Governance) พนักงาน (Workers) ชุมชน (Community) สิ่งแวดล้อม (Environment) และลูกค้า (Customers)</strong> โดยธุรกิจสามารถนำแนวคิดหรือการชี้วัดตามมาตรฐาน B corps มาใช้ในการวางกลยุทธ์หรือแนวทางในการปฏิบัติงานต่างๆ (Operation) เพื่อให้ได้โมเดลธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่สามารถสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ทั้ง Ecosystem ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายแบรนด์ระดับโลกที่ได้รับรอง B Corps เช่น Unilever, PATAGONIA, SC JOHMSON และ THE BODYSHOP เป็นต้น</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-26767 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-Bcorps4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งอีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับการวัดผลกระทบในการขับเคลื่อนโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ของภาคธุรกิจอย่าง <strong>SROI (Social Return on Investment)</strong> ที่สามารถวัดผลกระทบทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างรอบด้าน และทราบผลลัพธ์ในการขับเคลื่อนทั้งคุณค่าในการขับเคลื่อนโครงการตลอด Customer Journey ของลูกค้าหรือผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมทั้งทราบ &#8216;<strong>จุดบอด&#8217;</strong> เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อวางวิธีคิดหรือแนวทางการขับเคลื่อนไปได้ไกลมากกว่าแค่วัตถุประสงค์ที่วางไว้ และนำมาประเมินความคุ้มค่าในการดำเนินโครงการเทียบกับการลงทุนที่สามารถจับต้องได้ และนำไปต่อยอด วางแผน หรือขยายผลต่อได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดย<strong>หัวใจสำคัญในการประเมินผลด้วย SROI ต้องเข้าใจผู้มีส่วนได้เสียทั้งระบบนิเวศ รวมทั้งเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นทั้งระบบ เพื่อนำมากำหนดขอบเขตและประเมิน​เป็นคุณค่าของตัวชี้วัด ก่อนนำไปทดสอบ และดำเนินการพร้อมเปิดเผยข้อมูลที่ได้อย่างโปร่งใส และมีความน่าเชื่อถือ </strong></p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันธุรกิจให้ความสนใจเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างมาก ขณะที่พัฒนาการที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทางกัน สะท้อนว่าโครงการหรือกิจกรรมต่าง​ๆ ที่มีการขับเคลื่อนไม่ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริง ​และนำมาสู่ปัญหา Green Washing หรือ Impact Washing ที่มีเป้าหมายเพียงแค่การรายงานผลให้ทราบ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างมาตรฐานในการวัดผลกระทบ เพื่อมั่นใจได้ว่าการขับเคลื่อน ESG หรือ SDG ต่างๆ สร้าง Positive Impact ได้จริง ​พร้อมทั้งทราบผลกระทบเชิงลบ เพื่อเข้าใจปัญหาและแก้ไขได้อย่างตรงจุด รวมถึง​การนำไปต่อยอดเพื่อให้เกิดเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีกรอบในการดำเนินการผ่านการวางกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้อง (Strategy) การมีระบบการบริหารจัดการเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย (Management Approach) รวมทั้งสร้างความโปร่งใส (Transparency) และมีธรรมาภิบาล (Governance)&#8221; </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/beyond-esg-to-impact-transparency-measurement/">&#8216;Beyond ESG to Impact&#8217; ​เพราะ​ความ &#8216;ยั่งยืน&#8217; ต้องวัดด้วยผลลัพธ์ สิ่ง​ที่ภาคธุรกิจต้องทำความเข้าใจ ก่อนได้ชื่อว่า &#8216;Impact Washing&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สื่อจับตา Big 5 Oil &#038; Gas ฟอกเขียว ตั้งข้อสงสัยให้ข้อมูลสิ่งแวดล้อมเกินจริง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/09/energy-majors-over-claimed-their-green-credentials/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 Sep 2022 12:44:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[bp]]></category>
		<category><![CDATA[Chevron]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonized]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[ExxonMobil]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Green washing]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Shell]]></category>
		<category><![CDATA[TotalEnergies]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ฟอกเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=14498</guid>

					<description><![CDATA[<p>Japan Today อ้างรายงาน AFP ถึงข้อร้องเรียนต่อบริษัทด้านพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ ที่ให้ข้อมูลเกินจริงต่อสาธารณชน เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณการลงทุนคร้ังใหม่ในธุรกิจ โดยเนื้อหาระบุว่า มีข้อมูลที่ &#8220;คลาดเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญ&#8221; ระหว่างการสื่อสารกลยุทธ์เกี่ยวกับแผนธุรกิจของ 5 บริษัทเอกชนรายใหญ่​ ที่อาจส่งผลต่อโครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีความจำเป็นในการช่วยลดผลกระทบอันเลวร้ายจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ​ต้องชะลอออกไป InfluenceMap  กลุ่มเฝ้าสังเกตุการ์ในอุตสาหกรรม  วิเคราะห์ว่า เนื้อหาจากธุริจอย่าง BP, Chevron, ExxonMobil, Shell และ TotalEnergies จำนวนกว่า 3,400 ชิ้น ที่ได้เผยแพร่ผ่านรายงานของสื่อสารมวลชน บทสัมภาษณ์ การกล่าวสุนทรพจน์ รวมทั้งจากบัญชีโซเชียลมีเดีย ตลอดปี 2021 นั้น กว่า 60% มักจะเคลมประเด็นเรื่อง &#8220;Green&#8221;  ไว้ด้วย เช่น เป้าหมายในการลดการปล่อยมลพิษ, การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานที่หลากหลาย, หรือการเพิ่มการใช้พลังงานชีวภาพสำหรับการขับเคลื่อนโซลูชันส์ในเรื่องของพลังงานสะอาด แต่ข้อความที่ได้บอกต่อสาธารณชนเหล่านี้ กลับตรงข้ามกับแผนการลงทุนในปี 2022 ของทั้ง 5 บริษัท เมื่อพบว่ามีการใช้งบเพียง 12% ที่ถูกจัดสรรไว้สำหรับการขับเคลื่อนกิจกรรมด้าน low-carbon [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/energy-majors-over-claimed-their-green-credentials/">สื่อจับตา Big 5 Oil &#038; Gas ฟอกเขียว ตั้งข้อสงสัยให้ข้อมูลสิ่งแวดล้อมเกินจริง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>Japan Today อ้างรายงาน AFP ถึงข้อร้องเรียนต่อบริษัทด้านพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ ที่ให้ข้อมูลเกินจริงต่อสาธารณชน เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณการลงทุนคร้ังใหม่ในธุรกิจ</p>
<p><span id="more-14498"></span></p>
<p>โดยเนื้อหาระบุว่า มีข้อมูลที่ &#8220;คลาดเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญ&#8221; ระหว่างการสื่อสารกลยุทธ์เกี่ยวกับแผนธุรกิจของ 5 บริษัทเอกชนรายใหญ่​ ที่อาจส่งผลต่อโครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีความจำเป็นในการช่วยลดผลกระทบอันเลวร้ายจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ​ต้องชะลอออกไป</p>
<p>InfluenceMap  กลุ่มเฝ้าสังเกตุการ์ในอุตสาหกรรม  วิเคราะห์ว่า เนื้อหาจากธุริจอย่าง BP, Chevron, ExxonMobil, Shell และ TotalEnergies จำนวนกว่า 3,400 ชิ้น ที่ได้เผยแพร่ผ่านรายงานของสื่อสารมวลชน บทสัมภาษณ์ การกล่าวสุนทรพจน์ รวมทั้งจากบัญชีโซเชียลมีเดีย ตลอดปี 2021 นั้น กว่า 60% มักจะเคลมประเด็นเรื่อง &#8220;Green&#8221;  ไว้ด้วย เช่น เป้าหมายในการลดการปล่อยมลพิษ, การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานที่หลากหลาย, หรือการเพิ่มการใช้พลังงานชีวภาพสำหรับการขับเคลื่อนโซลูชันส์ในเรื่องของพลังงานสะอาด</p>
<p>แต่ข้อความที่ได้บอกต่อสาธารณชนเหล่านี้ กลับตรงข้ามกับแผนการลงทุนในปี 2022 ของทั้ง 5 บริษัท เมื่อพบว่ามีการใช้งบเพียง 12% ที่ถูกจัดสรรไว้สำหรับการขับเคลื่อนกิจกรรมด้าน low-carbon โดย ผู้จัดการโครงการ Faye Holder  ได้กล่าวถึงความแตกต่าง ระหว่างสิ่งที่บริษัทเหล่านี้ได้โฆษณาต่อสาธารณะกับเม็ดเงินลงทุนที่ใช้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าบริษัทเหล่านี้กำลังต่อสู้กับปัญหา climate change​ อย่างจริงจัง</p>
<p>ซึ่งหากบริษัทเหล่านี้ได้ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของสภาพแวดล้อมตามที่ประกาศไว้จริงก็คงจะเป็นเรื่องที่ยุติธรรม​</p>
<p>การเปิดเผยของ InfluenceMap ระบุว่า Shell มีความแตกต่างมากที่สุดระหว่าง Green Talk กับการลงทุนเกี่ยวกับ low-carbon ที่เกิดขึ้นจริง โดยระบุว่า 70% ของการสื่อสารในปีที่ผ่าน​จะมีการเคลมถึงโปรเจ็กต์ด้านสิ่งแวดล้อม​ แต่กลับใช้งบเพียง 10% ในแผนการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนด้าน low-carbon</p>
<p>ด้านตัวแทนจาก Shell ชี้แจง คือ บริษัทได้ลงทุนในกลุ่ม low-carbon energy ไปหลายพันล้านเหรียญสหรัฐแล้ว โดยเฉพาะการเพิ่มพลังงานทางเลือกให้แก่ลูกค้า ซึ่งเป็นการเร่งขยายการเติบโตให้กับกลุ่มธุรกิจใหม่​ และจำเป็นต้องมีการชี้แจงต่อลูกค้าถึง lower-carbon solution ที่เราได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อนำเสนอให้กับลูกค้า</p>
<p>เช่นเดียวกับ TotalEnergies ที่การสื่อสารมีการเมนชั่นถึงกรีนโปรเจ็กต์ถึง 62% แต่กลับจัดสรรงบในปี 2022 ในโปรเจ็กต์ด้านคาร์บอนต่ำไว้เพียง 25% โดยทางโฆษกของ TotalEnergies ได้ชี้แจงว่า งบลงทุนของบริษัท 30% ได้จัดให้กับพลังงานที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน (decarbonized energy)  ซึ่งสิ่งที่ทางบริษัทได้พูดต่อสาธารณะ สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่บริษัทพลังงานทางเลือกในหลากหลายรูปแบบ (multi-energy company)</p>
<p>ด้าน ExxonMobil spokesman ให้ข้อมูลว่า ยังคงดำเนินแนวทางในการลดการปล่อยมลพิษ​ เพื่อสามารถบรรลุแผนตามที่วางไว้ในปี 2025 ซึ่งจะรวดเร็วกว่าเป้าหมายที่วางไว้ถึง 4 ปี  โดยไม่มีการชี้แจงจากทาง BP  และ Chevron</p>
<p>เนื้อหายังระบุข้อมูลรวมทั้ง 5 บริษัท ใช้งบ 750 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการสื่อสารประเด็นสภาพอากาศในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว ซึ่งถือว่าดีต่อธุรกิจที่จะช่วยให้สามารถดำเนินการลดคาร์บอนในธุรกิจได้ถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐด้วย ซึ่งนับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากเงื่อนไขในการลงทุน​</p>
<p>ขณะที่บริษัทวิเคราะห์บางแห่ง คาดว่าจะมีการผลิตน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นในปี 2026 พร้อมมองว่าจะได้เห็นการเผาผลาญพลังงานในกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงทางผ่านสู่ Net -zero</p>
<p>ด้าน Gwendoline Delbos-Corfield สมาชิก Green ของรัฐสภายุโรป ให้ข้อมูลถึงผลการวิเคราะห์ในเบื้องต้นว่า บริษัทเหล่านี้มีส่วนร่วมต่อการบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของสภาพอากาศ​ โดยจงใจทำให้ประชาชนเกิดการเข้าใจผิด และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง</p>
<p><a href="https://japantoday.com/category/tech/energy-majors-exaggerating-green-performance-analysis" target="_blank" rel="noopener">source </a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/energy-majors-over-claimed-their-green-credentials/">สื่อจับตา Big 5 Oil &#038; Gas ฟอกเขียว ตั้งข้อสงสัยให้ข้อมูลสิ่งแวดล้อมเกินจริง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
