<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Health Effects Institute &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/health-effects-institute/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Thu, 20 Jun 2024 06:49:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Health Effects Institute &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>รายงานฉบับใหม่ชี้มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตผู้คน 8.1 ล้านคนทั่วโลกในปี 2564 และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 2 ของการเสียชีวิตทั่วโลก รวมถึงในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/the-state-of-global-air-2024-reports/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Jun 2024 06:49:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Global Burden of Disease study]]></category>
		<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[Health Effects Institute]]></category>
		<category><![CDATA[HEI]]></category>
		<category><![CDATA[Quality of life]]></category>
		<category><![CDATA[SoGA]]></category>
		<category><![CDATA[State of Global Air]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ปัลวี พันท์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. เอเลนา คราฟต์]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษทางอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิเซฟ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26678</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานสภาวะอากาศโลกฉบับที่ 5 (State of Global Air -SoGA) เปิดเผยวันนี้ว่า มลพิษทางอากาศกำลังส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้นต่อสุขภาพของมนุษย์ และได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สองต่อการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก รายงานนี้เผยแพร่โดย Health Effects Institute (HEI) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยอิสระที่ไม่แสวงหากำไรในสหรัฐฯ พบว่า ในปี 2564 มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้คนถึง 8.1 ล้านคนทั่วโลก และอีกหลายล้านคนต้องเผชิญกับโรคเรื้อรัง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคม รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยร่วมมือกับยูนิเซฟเป็นครั้งแรก และพบว่าเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี มีความเปราะบางต่อมลพิษทางอากาศเป็นพิเศษ  โดยส่งผลกระทบต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ เช่น การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย โรคหอบหืด และโรคปอด รายงานชี้ว่า ในปี 2564 มลพิษทางอากาศเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีมากกว่า 700,000 คน และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สองของการเสียชีวิตของเด็กกลุ่มอายุนี้ทั่วโลก รองจากภาวะทุพโภชนาการ โดยการเสียชีวิตของเด็กกลุ่มนี้ประมาณ 500,000 คนเกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศภายในครัวเรือน ซึ่งเกิดจากการทำอาหารภายในบ้านโดยใช้เชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภาคแอฟริกาและเอเชีย ปัญหาสุขภาพระดับโลก รายงาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/the-state-of-global-air-2024-reports/">รายงานฉบับใหม่ชี้มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตผู้คน 8.1 ล้านคนทั่วโลกในปี 2564 และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 2 ของการเสียชีวิตทั่วโลก รวมถึงในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="https://www.stateofglobalair.org/resources/report/state-global-air-report-2024" target="_blank" rel="noopener">รายงานสภาวะอากาศโลกฉบับที่ 5 (State of Global Air -SoGA)</a> เปิดเผยวันนี้ว่า <strong>มลพิษทางอากาศกำลังส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้นต่อสุขภาพของมนุษย์</strong> และได้กลายเป็น<strong>ปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สอง</strong>ต่อการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก</p>
<p><span id="more-26678"></span></p>
<p>รายงานนี้เผยแพร่โดย Health Effects Institute (HEI) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยอิสระที่ไม่แสวงหากำไรในสหรัฐฯ พบว่า ในปี 2564 <strong>มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้คนถึง </strong><strong>8.1</strong> <strong>ล้านคนทั่วโลก</strong> และอีกหลายล้านคนต้องเผชิญกับโรคเรื้อรัง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคม</p>
<p><strong>รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยร่วมมือกับยูนิเซฟเป็นครั้งแรก</strong> และพบว่า<strong>เด็กอายุน้อยกว่า </strong><strong>5 </strong><strong>ปี </strong>มีความเปราะบางต่อมลพิษทางอากาศเป็นพิเศษ  โดยส่งผลกระทบต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ เช่น การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย โรคหอบหืด และโรคปอด รายงานชี้ว่า <strong>ในปี </strong><strong>2564 </strong><strong>มลพิษทางอากาศเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของเด็กอายุน้อยกว่า </strong><strong>5 </strong><strong>ปีมากกว่า </strong><strong>700,000 </strong><strong>คน</strong></p>
<p>และกลายเป็น<strong>ปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สอง</strong>ของการเสียชีวิตของเด็กกลุ่มอายุนี้ทั่วโลก รองจากภาวะทุพโภชนาการ โดยการเสียชีวิตของเด็กกลุ่มนี้ประมาณ 500,000 คนเกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศภายในครัวเรือน ซึ่งเกิดจากการทำอาหารภายในบ้านโดยใช้เชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภาคแอฟริกาและเอเชีย</p>
<p><strong>ปัญหาสุขภาพระดับโลก</strong></p>
<p>รายงาน SoGA ฉบับนี้ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาภาระโรคทั่วโลก (Global Burden of Disease study) ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามลพิษ เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน  (PM2.5), มลพิษทางอากาศภายในครัวเรือน, โอโซน (O3) และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) กำลังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของมนุษย์ทั่วโลก รายงานได้รวบรวมข้อมูลในกว่า 200 ประเทศและเขตแดนทั่วโลก ซึ่งบ่งชี้ว่าในทุก ๆ วันมนุษย์เกือบทุกคนบนโลกกำลังหายใจเอามลพิษทางอากาศในระดับที่ไม่ดีต่อสุขภาพเข้าไป ซึ่งกระทบต่อสุขภาพอย่างมหาศาล</p>
<p><em><strong>กว่าร้อยละ 90 ของการเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศทั่วโลก หรือประมาณ 7.8 ล้านคน มีสาเหตุมาจาก PM 2.5</strong></em> ซึ่งรวมถึงจาก PM 2.5 ภายนอกและภายในครัวเรือน อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้เล็กมากจนยังคงอยู่ในปอดและสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ และส่งผลกระทบต่อระบบอวัยวะต่าง ๆ ตลอดจนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อในผู้ใหญ่ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน มะเร็งปอด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รายงานยังระบุว่า PM2.5 เป็นตัวบ่งชี้ที่แม่นยำและชัดเจนที่สุดในการคาดการณ์ปัญหาสุขภาพของประชากรทั่วโลกในอนาคต</p>
<p>“เราหวังว่ารายงาน State of Global Air นี้จะเป็นข้อมูลที่สร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลง” <strong>ดร. เอเลนา คราฟต์ ประธาน </strong><strong>HEI</strong> กล่าว “มลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมหาศาล เรารู้ดีว่าการปรับปรุงคุณภาพอากาศและการสาธารณสุขทั่วโลกเป็นสิ่งที่ต้องทำและสามารถทำให้สำเร็จได้”</p>
<p><strong>มลพิษทางอากาศ</strong><strong>กับ</strong><strong>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</strong></p>
<p>PM2.5 เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและชีวมวลในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น การคมนาคม บ้านพักอาศัย โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน อุตสาหกรรม และไฟป่า การปล่อยมลพิษเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อก๊าซเรือนกระจกซึ่งทำให้โลกร้อนขึ้นอีกด้วย โดยประชากรกลุ่มเปราะบางที่สุดมักเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษทางอากาศ</p>
<p>ในปี 2564 การสัมผัสกับโอโซนเป็นระยะเวลานานส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 489,518 คนทั่วโลก รวมถึงการเสียชีวิตของประชากร 14,000 คนในสหรัฐอเมริกาจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับโอโซน ซึ่งสูงกว่าประเทศที่มีรายได้สูงอื่น ๆ ในขณะที่อุณหภูมิโลกกำลังสูงขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พื้นที่ที่มีระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์สูงมักจะมีระดับโอโซนที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพมากขึ้นอีก</p>
<p>นับเป็นครั้งแรกที่รายงานครั้งนี้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพจากไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ซึ่งรวมถึงการเกิดโรคหอบหืดในเด็ก แหล่งสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มาจากไอเสียจากการจราจรเป็นหลัก ซึ่งหมายความว่าเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีรายได้สูง มักเผชิญกับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในระดับที่สูงมาก พร้อมกับปัญหาด้านสุขภาพของประชากรที่ตามมา</p>
<p>“รายงานฉบับใหม่นี้เป็นเครื่องตอกย้ำว่ามลพิษทางอากาศกำลังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของมนุษย์ โดยเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง มักจะเป็นผู้แบกรับผลกระทบเหล่านั้นอย่างรุนแรง” <strong>ดร. ปัลวี พันท์ กล่าว หัวหน้าฝ่ายสุขภาพทั่วโลกของ </strong><strong>HEI </strong><strong>กล่าว</strong> “ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศและเมืองใหญ่คำนึงถึงคุณภาพอากาศและมลพิษทางอากาศ และพิจารณาประเด็นเหล่านี้ในการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพ ตลอดจนการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่ออื่นๆ”</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26688 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/UNICEF-01-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>สุขภาพของเด็ก</strong></p>
<p>มลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กอย่างรุนแรง เนื่องจากเด็กมีความเปราะบางต่อมลพิษทางอากาศเป็นพิเศษ และผลกระทบนั้นสามารถเริ่มต้นตั้งแต่ในครรภ์และส่งผลตลอดชีวิต ตัวอย่างเช่น เด็กหายใจรับอากาศมากกว่าผู้ใหญ่เมื่อเทียบต่อน้ำหนักตัว และดูดซับสารมลพิษมากกว่าผู้ใหญ่ ในขณะที่ปอด ร่างกาย และสมองยังคงเจริญเติบโตไม่เต็มที่</p>
<p>การสัมผัสมลพิษทางอากาศในเด็กเล็กมีความเชื่อมโยงกับโรคปอดบวม ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของเด็ก 1 ใน 5 คนทั่วโลก รวมถึง โรคหอบหืด ซึ่งเป็นโรคทางเดินหายใจเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดในเด็กโต ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพของเด็กเป็นเรื่องที่น่าตกใจ อัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีในแอฟริกาตะวันออก ตะวันตก กลาง และใต้ สูงกว่าเด็กในประเทศที่มีรายได้สูงถึง 100 เท่า</p>
<p>แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าในด้านสุขภาพของแม่และเด็ก แต่ในแต่ละวันยังคงมีเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีเกือบ 2,000 คนที่เสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ” <strong>คิตตี้ ฟาน เดอร์ ไฮเดน รองผู้อำนวยการบริหารของยูนิเซฟ </strong>กล่าว “การเพิกเฉยของเรากำลังส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อคนรุ่นต่อไป โดยส่งผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ตลอดชีวิตของพวกเขา นี่คือความเร่งด่วนของโลกที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ รัฐบาลและภาคธุรกิจจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อมูลเหล่านี้รวมถึงข้อมูลที่มีอยู่ในประเทศ และใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหาที่มุ่งเน้นการลดมลพิษทางอากาศและการปกป้องสุขภาพของเด็ก ๆ”</p>
<p><strong>ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น</strong></p>
<p>รายงาน SoGA มีข่าวดีเช่นกัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 อัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีลดลงร้อยละ 53 ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเข้าถึงเชื้อเพลิงสะอาดในการทำอาหาร ตลอดจนการเข้าถึงการรักษาพยาบาล โภชนาการ และความตระหนักรู้ถึงอันตรายจากการสัมผัสมลพิษทางอากาศภายในครัวเรือน</p>
<p>หลายประเทศกำลังแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเผชิญมลพิษทางอากาศรุนแรง การปรับปรุงคุณภาพอากาศในภูมิภาคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น แอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชีย เช่น การติดตั้งระบบตรวจสอบมลพิษทางอากาศ, การดำเนินนโยบายคุณภาพอากาศที่เข้มงวดขึ้น หรือการลดมลพิษทางอากาศโดยการเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ไฮบริดหรือไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม แม้ภาคส่วนต่าง ๆ กำลังวัดความก้าวหน้าเหล่านั้น แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อหยุดยั้งมลพิษทางอากาศและไม่ให้มลพิษทางอากาศกลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดต่อชีวิตของมนุษย์ทั่วโลก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/the-state-of-global-air-2024-reports/">รายงานฉบับใหม่ชี้มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตผู้คน 8.1 ล้านคนทั่วโลกในปี 2564 และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 2 ของการเสียชีวิตทั่วโลก รวมถึงในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
