<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>IEA &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/iea/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 17 Jun 2024 10:42:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>IEA &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>3 Quick Wins เปลี่ยนอาคารให้รักษ์โลก ช่วย​​​​ลด Emission ​ภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ประเทศไทย รับ​ดีมานด์ Green Building พุ่ง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/quick-win-reduce-emission-in-commercial-building/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Jun 2024 10:42:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Building AutomationSystems]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Future of Work Survey 2022]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Building]]></category>
		<category><![CDATA[IEA]]></category>
		<category><![CDATA[JLL]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[office Building]]></category>
		<category><![CDATA[Quick Win]]></category>
		<category><![CDATA[Real Estate]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงไทย คอมพาส]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัดพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาซาดอาคาร]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบ BAS]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อสังหาริมทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์​]]></category>
		<category><![CDATA[อาคารรักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[อาคารสำนักงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26595</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์​ หรืออาคารสำนักงานต่างๆ ปล่อย CO2 ​สูงถึง 3.7 พันล้านตัน โดยส่วนใหญ่เป็นการปล่อยมลภาวะทางอ้อม (Indirect Emission)  จาก​การใช้ไฟฟ้า​ภายใน​อาคาร​​ เช่น ระบบทำความร้อน ความเย็น ​ระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ตลอดจนการใช้ไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์สำนักงานและอาคารโดยทั่​วไป อาทิ ลิฟต์โดยสาร หรือบันไดเลื่อน เป็นต้น ทั้งนี้ มีการประเมินว่า หากต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2030 จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากบรรดาอาคารเชิงพาณิชย์ต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะการลด Carbon Emission ในธุรกิจจาก 3.7 พันล้านตัน เหลือ 1.6 พันล้านตัน ในระหว่างนี้จน​ถึงปี 2030 นอกจากเป้าหมายเพื่อมุ่งสู่ Net Zero แล้ว การเติบโตจากดีมานด์ของผู้เช่า (Tenants) ที่ให้ความสำคัญกับการเช่าพื้นที่ในอาคารที่ได้รับการรับรองว่าเป็น Green Building ก็เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/quick-win-reduce-emission-in-commercial-building/">3 Quick Wins เปลี่ยนอาคารให้รักษ์โลก ช่วย​​​​ลด Emission ​ภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ประเทศไทย รับ​ดีมานด์ Green Building พุ่ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="page" title="Page 2">
<div class="section">
<div class="layoutArea">
<div class="column">
<p>ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์​ หรืออาคารสำนักงานต่างๆ ปล่อย CO2 ​สูงถึง 3.7 พันล้านตัน โดยส่วนใหญ่เป็นการปล่อยมลภาวะทางอ้อม (Indirect Emission)  จาก​การใช้ไฟฟ้า​ภายใน​อาคาร​​ เช่น ระบบทำความร้อน ความเย็น ​ระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ตลอดจนการใช้ไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์สำนักงานและอาคารโดยทั่​วไป อาทิ ลิฟต์โดยสาร หรือบันไดเลื่อน เป็นต้น</p>
</div>
</div>
</div>
</div>
<p><span id="more-26595"></span></p>
<p>ทั้งนี้ มีการประเมินว่า หากต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2030 จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากบรรดาอาคารเชิงพาณิชย์ต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะการลด Carbon Emission ในธุรกิจจาก 3.7 พันล้านตัน เหลือ 1.6 พันล้านตัน ในระหว่างนี้จน​ถึงปี 2030</p>
<div class="page" title="Page 2">
<div class="section">
<div class="layoutArea">
<div class="column">
<p>นอกจากเป้าหมายเพื่อมุ่งสู่ <strong>Net Zero</strong> แล้ว การเติบโตจากดีมานด์ของผู้เช่า (Tenants) ที่ให้ความสำคัญกับการเช่าพื้นที่ในอาคารที่ได้รับการรับรองว่าเป็น Green Building ก็เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยที่ 3 ใน 4 ของผู้เช่ายอมที่จะจ่ายอัตราค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้น</p>
<p>รายงาน<strong> Future of Work Survey 2022</strong> ​เผยแพร่โดย JLL สำรวจผู้เช่าสำนักงานกว่า 1,000 ราย จาก 13 ประเทศทั่วโลก ​ระบุว่า 22% ของกลุ่มตัวอย่าง ​เช่าอาคารสำนักงานที่ได้รับรอง Green Building อยู่แล้วในปัจจุบัน โดยยอม​จ่ายอัตราค่าเช่าที่สูงขึ้น ขณะที่เกินครึ่งหรือ ​52% ​ยังไม่ได้เช่า Green Building ในปัจจุบันนี้แต่​อนาคตมีแผน​​ยอมจ่ายค่าเช่าเพิ่มขึ้นเพื่อย้ายไปสู่อาคาร Green Building ​​ภายในปี 2568 (34%) และหลังปี 2568 (18%)</p>
<p>ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่ากลุ่มผู้เช่ากว่า 74% ​ให้ความสำคัญและยอมที่จะจ่ายค่าเช่าสำนักงานที่สูงขึ้นแลกกับการเช่าพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและได้การรับรองว่าเป็นอาคารรักษ์โลก ​สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศไทย ที่ความต้องการเช่าอาคารสำนักงานย่านศูนย์กลางธุรกิจของไทยในปี 2566 ที่ผ่านมา​ มีการเช่าสุทธิเพิ่มขึ้น 150.5 พันตร.ม. และ​เกือบทั้งหมด (96.5% )​ เกิดขึ้นในสำนักงาน Green Building คิดเป็นพื้นที่รวม 145,2000 ตารางเมตร​ ​ส่งผลให้​ Green Building ​สามารถกำหนดอัตราค่าเช่าในระดับที่สูงกว่าสำนักงานทั่วไป โดย​ค่าเช่าเฉลี่ย 5 ปีล่าสุดของ​ Green Building ​อยู่ที่ 1,003 บาท/ตร.ม./เดือน เทียบกับอาคารสำนักงานทั่วไป​​ 911 บาท/ตร.ม./เดือน อยู่เกือบ 10% ซึ่งในบางโครงการหรือบางทำเลอาจะแตกต่างกันถึง  15-20% เลยทีเดียว</p>
</div>
<div class="column">
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26597 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/รูปที่-3-3.jpg" alt="" width="868" height="725" /></p>
</div>
<p>เทรนด์ที่เกิดขึ้นทำให้ได้เห็นโอกาส​การเติบโตของกลุ่ม Green Building แต่การที่​กลุ่มอาคารทั่วไปในตลาด​​ต้องการปรับเปลี่ยนพื้นที่นของตัวเองให้มีส่วนช่วยลด​การสร้างมลภาวะและมีความประหยัดพลังงานมากขึ้น ​นำมาสู่หลายคำถามที่ตามมา​ ไม่ว่าจะเป็​นแนวทางการลดการปล่อย CO<sub>2</sub> ว่าปัจจุบันมีวิธีการอย่างไร? ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่? และที่สำคัญสุดคือผลตอบแทนที่ได้คุ้มค่าหรือไม่?</p>
</div>
<p>​​<strong>Krungthai COMPASS</strong> จึงได้นำเสนอ 3 Quick Wins สำหรับปรับเปลี่ยน​​อาคารเดิมที่มีอยู่ให้กลายเป็นอาคารรักษ์โลก สามารถลดการสร้างมลภาวะของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ รวมทั้งช่วยให้ประหยัดพลังงานได้มากขึ้น ผ่าน 3 แนวทางต่อไปนี้</p>
<p><strong>1. ติดตั้งระบบ BAS หรือ Building AutomationSystems อย่างเต็มรูปแบบ</strong> ซึ่งจะช่วยควบคุมระบบต่างๆ ภายในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดการใช้พลังงานได้ 20% คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ROI ที่ 5%</p>
<p>สำหรับ Building Automation Systems (BAS) คือ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ช่วยบริหารจัดการและควบคุมอาคารโดยอัตโนมัติผ่านการเชื่อมต่อระบบหลักๆ ในอาคาร เช่น ระบบไฟส่องสว่าง ระบบปรับอากาศ (HAVC) หรือระบบลิฟต์เข้าด้วยกัน ส่งผลให้การใช้พลังงานของอาคารลดลงได้เฉลี่ย 20% โดยระบบ BAS ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก​ คือ<strong> 1) Sensors</strong> ทำหน้าที่ตรวจวัดสภาพแวดล้อม​ต่างๆ ของอาคาร อาทิ อุณหภูมิ การเคลื่อนไหวของผู้ใช้อาคาร ความชื้น หรือแสงสว่าง <strong>2) Controllers</strong> ทำหน้าที่รับสัญญาณจาก Sensors เพื่อประมวลผลและสั่งการให้ระบบงานต่างๆ ทำงาน  และ <strong>3) Software</strong> ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการระบบ BAS ไว้ทั้งหมดอีก</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-26598 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/รูปที่-6.jpg" alt="" width="794" height="665" /></p>
<p>การใช้ระบบ BAS จะช่วยให้อาคารสามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ​เช่น <strong>ปรับลดไฟส่องสว่างและปรับความแรง​ระบบปรับอากาศลงในพื้นที่มีผู้ใช้งานน้อยอย่างอัตโนมัติ หรือ​ควบคุมการใช้ลิฟต์ให้ไปจอดรอในชั้นที่มักมีการใช้งานหนาแน่นในแต่ละช่วงเวลา </strong></p>
<p><strong>ด้านเงินลงทุน​ BAS ขึ้นอยู่กับขนาดของอาคาร </strong>และรูปแบบการติดตั้ง​ หากเป็นการติดตั้งเต็มรูปแบบ​จะมีต้นทุนเฉลี่ยราว ​​1,500 บาท/ตร.ม. ​เทียบกับต้นทุน​การก่อสร้างอสังหาฯ เชิงพาณิชย์ที่ 21,900-28,300 บาท/ตร.ม. สำหรับอาคารสำนักงาน และ 18,200-25,200 บาท/ตร.ม. สำหรับห้างสรรพสินค้า หรือมีต้นทุน​<strong>เพิ่มจากราคากลาง​ค่าก่อสร้างโดยเฉลี่ย​ 5-8% ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการ</strong>มีต้นทุนครั้งแรก (Initial Investment) สูงถึงหลักสิบล้านบาท แต่ประโยชน์จากการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาวที่มากกว่าต้นทุน จึงถือเป็น<strong>เทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยมีแนวโน้มให้ </strong><strong>ROI</strong><strong> เท่ากับ </strong><strong>11.5% </strong></p>
<p><strong>2. การเปลี่ยนระบบส่องสว่างเป็นหลอด LED  </strong>เป็นแนวทางที่ใช้เงินลงทุนที่ไม่สูงมากนัก และสามารถคืนทุนได้ค่อนข้างเร็วจากการลดค่าใช้จ่ายด้านระบบส่องสว่างจากเดิม ​35-80% ขณะที่ใช้เวลาในการ​ติดตั้ง 30-60 วัน เท่านั้น​</p>
</div>
</div>
<p>โดย​ค่าไฟส่องสว่างถือเป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายหลักของอาคาร ​หาก​ยังใช้หลอดไส้ (Incandescent)หรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ (CFL) ​อาจทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายดด้านระบบส่องสว่าง​เกือบ 1 ใน 3 ของค่าไฟฟ้าในแต่ละปี​  แต่หากมีการเปลี่ยนมาใช้หลอด LED จะช่วยลดค่าไฟฟ้าภายในอาคารลงได้ จึงช่วยให้คืนทุกได้ค่อนข้างเร็วจากราคาแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต​</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-26599 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/รูปที่-8.jpg" alt="" width="1005" height="827" /></p>
<p>3) การเปลี่ยนฟาซาด (​Facade) ​รอบอา​คารเป็นกระจกคุณภาพสูง (Low-E) เพิ่ม​​คุณสมบัติควบคุมปริมาณความร้อนในอาคาร​ ช่วยให้อาคาร​ใช้พลังงานลดลง 4.5% คิดเป็น ROI ที่ 14.0%</p>
<p>ฟาซาด หรือ เปลือกอาคารถือเป็นปราการด่านแรกในการรับมือกับความร้อนจากแสงอาทิตย์ โดยปัจจุบัน Curtain Wall หรือการออกแบบเปลือกอาคารด้วยกำแพงกระจกกำลังเป็นที่นิยมของอาคารสมัยใหม่ <strong>การเลือกใช้กระจกที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อนที่สูงแต่ยังปล่อยให้แสงสว่างสามารถเข้ามายังอาคารได้อยู่จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการออกแบบฟาซาด</strong><strong>ในปัจจุบัน </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26600 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/รูปที่-9.jpg" alt="" width="989" height="829" /></p>
<p>ขณะที่กระจก Low-E คือกระจกที่มีการเคลือบสารฉนวนกันรังสีความร้อนไว้ในด้านในของกระจกเพื่อทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้รังสีความร้อนผ่านจากภายนอกอาคารเข้าสู่ภายใน ส่งผลให้กระจกชนิดนี้สามารถควบคุมปริมาณความร้อนในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อภายในอาคารเย็นลง ก็สามารถที่จะลดการทำงานของระบบปรับอากาศภายในอาคารได้ ทำให้เจ้าของอาคารมีค่าไฟฟ้าที่ลดลง โดยผลการวิเคราะห์ของ BSG Glass ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระจกอาคารในเครือ บมจ. ไทยเทคโนกลาส กรุ๊ป<a href="#_ftn1" name="_ftnref1"></a> ระบุว่ากระจก Low-E จะช่วยให้อาคารสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 4.5% เมื่อเทียบกับกระจกใสธรรมดา ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับผลการศึกษาในต่างประเทศ อาทิ โรงแรมใน U.K. ที่บอกว่ากระจก Low-E สามารถลดการใช้พลังงานได้ 2.7%</p>
<p>​อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนฟาซาดป็นกระจก Low-E ค่อนข้างใช้เงินลงทุนที่สูง หลายสิบล้านบาท และแนวทางนี้จะเหมาะกับอาคารที่มีเปลือก Curtain Wall อยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ ด้วยระยะเวลาในการรื้อถอนกระจกเดิมและติดตั้งกระจกใหม่ที่อาจนานถึง 180 วัน เจ้าของอาคารจึงต้องบริหารจัดการให้ดีเพื่อไม่ให้กระทบกับกลุ่มผู้เช่าเดิม ตลอดจนผู้ที่เข้ามาใช้อาคารในปัจจุบัน</p>
<p><strong>Krungthai COMPASS</strong> จึงสรุปการประเมินความเห็นเพิ่มเติมว่า แนวทางในการเปลี่ยนระบบส่องสว่างเป็นหลอด LED เป็นวิธีที่เจ้าของอาคารควรดำเนินการเป็นอย่างแรกๆ เนื่องจากใช้เงินลงทุนไม่สูงมากนัก และยังสามารถคืนทุนได้อย่างรวดเร็วจากการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง  35-80% และยังดำเนินการได้ในระยะเวลาไม่นาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26601 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/รูปที่-10.jpg" alt="" width="1200" height="1011" /></p>
<p>ส่วนแนวทางการติดตั้งระบบ BAS หรือการเปลี่ยนฟาซาดอาคารเป็นกระจก Low-E อาจเหมาะกับเจ้าของอาคารที่มีเงินลงทุนในระดับหนึ่ง เพราะอาจต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นในระดับ 50-75 ลา้นบาท และใช้ระยะเวลาเป็นเดือนหรือหลายเดือนในการดำเนินการ  จำเป็นที่เจ้าของอาคารต้องบริหารจัดการให้ดีเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้เช่าเดิม แต่หลังจากการปรับปรุงเสร็จ ทั้ง 2 แนวทางนี้จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจด้านอื่นๆ ให้กลุ่มผู้เช้าได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของการอำนวยความสะดวก เช่น ลดระยะเวลาในการรอลิฟต์ หรือการเพิ่มบรรยากาศ หรือความทันสมัยให้อาคารหลังจากมีการปรับปรุงฟาซาดของอาคาร เป็นต้น ​</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/quick-win-reduce-emission-in-commercial-building/">3 Quick Wins เปลี่ยนอาคารให้รักษ์โลก ช่วย​​​​ลด Emission ​ภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ประเทศไทย รับ​ดีมานด์ Green Building พุ่ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>STT GDC Thailand และ B.Grimm Power ลงนาม MOU เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านพลังงานและสำรวจโซลูชันพลังงานคาร์บอนต่ำในประเทศไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/12/stt-gdc-thailand-mou-with-b-grimm-power/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Dec 2023 07:13:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[B.Grimm Power]]></category>
		<category><![CDATA[Digital]]></category>
		<category><![CDATA[Green Leap - Global and Green]]></category>
		<category><![CDATA[IEA]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Statista]]></category>
		<category><![CDATA[STT GDC Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้พลังงานไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฮาราลด์ ลิงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ดาต้าเซ็นเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บี.กริม]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย)]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=22721</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) หรือ &#8216;STT GDC Thailand&#8217; ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ลงนามในบันทึกความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ (MOU) ร่วมกับ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ&#8216;B.Grimm Power&#8217; ผู้ผลิตไฟฟ้าอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศไทย เพื่อศึกษา ออกแบบและร่วมกันพัฒนาโซลูชันการผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำสำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ภายใต้ความร่วมมือนี้ เป็นการผนึกความแข็งแกร่งของทั้ง 2 บริษัท โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการใช้พลังงานอย่างรับผิดชอบและสำรวจแหล่งพลังงานไฟฟ้าทางเลือก นอกจากนี้ยังมุ่งให้ความสำคัญการบูรณาการแหล่งพลังงานหมุนเวียนหรือแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่เป็นไปได้ โครงการความร่วมมือนี้ยังมีศักยภาพสำคัญช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานะของประเทศเพื่อเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ที่โดดเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อจัดการกับความท้าทายหลักของการใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณสูง ซึ่งจัดเป็นต้นทุนการดำเนินงานที่สำคัญที่สุดของดาต้าเซ็นเตอร์ ข้อมูลจาก สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ  หรือ IEA เผยปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก เมื่อปี 2565 มีปริมาณสูงถึง 240-340TWh (TeraWatt-hour, ล้านล้านหน่วยชั่วโมง) สอดคล้องกับข้อมูลจาก Statista ที่พบว่าไฮเปอร์สเกลดาต้าเซ็นเตอร์ช่วงปี 2563-2564 มีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นที่ 76.23 TWh และ 86.58 TWh ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นทิศทางการเติบโตของการใช้พลังงานไฟฟ้าในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ส่วนใหญ่มาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับ Cloud Computing, Big Data, และ Artificial Intelligence คุณศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสที [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/12/stt-gdc-thailand-mou-with-b-grimm-power/">STT GDC Thailand และ B.Grimm Power ลงนาม MOU เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านพลังงานและสำรวจโซลูชันพลังงานคาร์บอนต่ำในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="x_MsoNormal" style="text-align: left;" align="center"><span lang="TH"><strong>เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย)</strong> หรือ </span>&#8216;<strong>STT GDC Thailand&#8217;</strong> <span lang="TH">ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ลงนามในบันทึกความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ (</span>MOU) <span lang="TH">ร่วมกับ <strong>บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ</span><strong>&#8216;B.Grimm Power&#8217;</strong> <span lang="TH">ผู้ผลิตไฟฟ้าอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศไทย เพื่อศึกษา ออกแบบและร่วมกันพัฒนาโซลูชันการผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำสำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์</span></p>
<p><span id="more-22721"></span></p>
<p><span lang="TH">ภายใต้ความร่วมมือนี้ เป็นการผนึกความแข็งแกร่งของทั้ง 2 บริษัท โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการใช้พลังงานอย่างรับผิดชอบและสำรวจแหล่งพลังงานไฟฟ้าทางเลือก นอกจากนี้ยังมุ่งให้ความสำคัญการบูรณาการแหล่งพลังงานหมุนเวียนหรือแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่เป็นไปได้</span></p>
<p><span lang="TH">โครงการความร่วมมือนี้ยังมีศักยภาพสำคัญช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานะของประเทศเพื่อเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ที่โดดเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อจัดการกับความท้าทายหลักของการใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณสูง ซึ่งจัดเป็นต้นทุนการดำเนินงานที่สำคัญที่สุดของดาต้าเซ็นเตอร์</span></p>
<p><span lang="TH">ข้อมูลจาก </span><span lang="TH">สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ</span><span lang="TH">  หรือ </span>IEA <span lang="TH">เผยปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก เมื่อปี 2565 มีปริมาณสูงถึง 240-340</span>TWh (TeraWatt-hour, <span lang="TH">ล้านล้านหน่วยชั่วโมง) สอดคล้องกับข้อมูลจาก </span>Statista <span lang="TH">ที่พบว่าไฮเปอร์สเกลดาต้าเซ็นเตอร์ช่วงปี 2563-2564 มีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นที่ 76.23 </span>TWh <span lang="TH">และ 86.58 </span>TWh <span lang="TH">ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นทิศทางการเติบโตของการใช้พลังงานไฟฟ้าในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ส่วนใหญ่มาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับ </span>Cloud Computing, Big Data, <span lang="TH">และ </span>Artificial Intelligence</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22724 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/12/1-1.jpg" alt="" width="1200" height="840" /></p>
<p><b><span lang="TH">คุณศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า </span></b><span lang="TH">พลังงานไฟฟ้าเป็นเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงยุคดิจิทัล ด้วยความร่วมมือกับ บี.กริม เพาเวอร์ เราไม่เพียงจัดการกับความท้าทายของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่เผชิญอยู่เท่านั้น แต่ยังจุดประกายโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่ต้องการใช้พลังงานสูง ซึ่งความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เชิงกลยุทธ์ของประเทศไทยและระบบการเชื่อมต่อระหว่างประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นมีศักยภาพกระตุ้นการเติบโตทางดิจิทัล </span></p>
<p><span lang="TH">ดังนั้น ความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านพลังงานของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทยในภูมิภาคแล้ว ยังเตรียมความพร้อมให้กับประเทศในการนำเทคโนโลยีเอไอและแพลตฟอร์มเนื้อหามาปรับใช้ โดยความสำเร็จของโครงการนั้นมีศักยภาพดึงดูดการลงทุนสำคัญเข้าประเทศ และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน </span></p>
<p><span lang="TH">“</span>STT GDC Thailand <span lang="TH">มุ่งมั่นนำศักยภาพจากเทคโนโลยีล้ำสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้ความสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับ</span><span lang="TH">เป้าหมายขององค์กรที่ตั้งเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับการดำเนินงานในดาต้าเซ็นเตอร์ภายในปี 2573</span><span lang="TH">” <b>นายศุภรัฒศ์ กล่าวเสริม</b></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22724 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/12/1-1.jpg" alt="" width="1200" height="840" /></p>
<p><b><span lang="TH">ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า</span></b><span lang="TH"> “บี</span>.<span lang="TH">กริม มุ่งมั่นในการพัฒนาด้านพลังงานที่ยั่งยืนและปลอดภัยบนพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี ภายใต้กลยุทธ์หลัก </span><strong>Green Leap &#8211; Global and Green</strong> <span lang="TH">โดยตั้งเป้าเติบโตสู่กำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 10</span>,<span lang="TH">000 เมกะวัตต์ ในปี ค.ศ.2030 (พ.ศ.2573) และบรรลุเป้าหมายก้าวสู่องค์กรที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ หรือ </span>Net-Zero Carbon Emissions <span lang="TH">ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) การร่วมมือกับ </span>STT GDC Thailand <span lang="TH">เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาโซลูชันด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับ </span>Hyperscale Data Center <span lang="TH">ตอกย้ำและสนับสนุนกลยุทธ์ไปสู่ความยั่งยืนดังกล่าว นอกจากนี้ยังเป็นการรวมพลังกันระหว่างสองผู้นำธุรกิจเพื่อร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน </span>Digital Economy <span lang="TH">ของประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสมัยใหม่”</span></p>
<p><span lang="TH">“เราจะทำงานร่วมกับ </span>STT GDC Thailand <span lang="TH">อย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาและพิจารณาแนวการการพัฒนาโซลูชันด้านพลังงาน รวมถึงการออกแบบโรงไฟฟ้าในทำเลที่เป็นยุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทยและก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนสำคัญและเพิ่มแหล่งผลิตพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้แก่อนาคตของประเทศชาติ” <b>ดร.ลิงค์ กล่าวเพิ่มเติม</b></span></p>
<p><span lang="TH">ความร่วมมือระหว่าง </span>STT GDC Thailand <span lang="TH">และ </span>B.Grimm Power <span lang="TH">สองผู้นำรายใหญ่ในอุตสาหกรรม แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการปรับเปลี่ยนประสิทธิภาพการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ซึ่งหมุดหมายความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความทุ่มเทร่วมกันของผู้นำในอุตสาหกรรมเพื่อบุกเบิกโซลูชันด้านพลังงานที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้พลังงานในปริมาณสูง แต่ยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าไปสู่การเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีทั้งนวัตกรรมและแนวปฏิบัติด้านพลังงานที่ยั่งยืน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/12/stt-gdc-thailand-mou-with-b-grimm-power/">STT GDC Thailand และ B.Grimm Power ลงนาม MOU เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านพลังงานและสำรวจโซลูชันพลังงานคาร์บอนต่ำในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซีเค พาวเวอร์​ ผนึก BEM ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ &#8220;ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ขับเคลื่อนรถไฟฟ้าใต้ดิน&#8221; ครั้งแรกของประเทศไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/08/ckp-mou-bem-use-solar-power-drive-mass-rapid-transit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Aug 2023 04:50:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BEM]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral]]></category>
		<category><![CDATA[CKP]]></category>
		<category><![CDATA[CKPower]]></category>
		<category><![CDATA[IEA]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Mass Rapid Transit]]></category>
		<category><![CDATA[MOU]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[solar power]]></category>
		<category><![CDATA[The International Energy Agency]]></category>
		<category><![CDATA[ซีเค พาวเวอร์​]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวท]]></category>
		<category><![CDATA[บริการขนส่งมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[รถไฟฟ้าสายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง)]]></category>
		<category><![CDATA[รถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน)]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การพลังงานระหว่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการเดินรถไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=20731</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower​ หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนชั้นนำของอาเซียน และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM​ ผู้ให้บริการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้ามหานครสองสายในกรุงเทพฯ และทางด่วน ร่วมลงนามข้อตกลงการใช้กระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการเดินรถขนส่งมวลชนด้วยรถไฟฟ้าระบบรางครั้งแรกในประเทศไทย ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการผนึกความร่วมมือระหว่างสองบริษัท ในการนำองค์ความรู้และทรัพย์สินเพื่อ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการเดินรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) และสายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) เพื่อให้บริการขนส่งมวลชน 54 สถานีทั่วกรุงเทพฯ รวมระยะทางกว่า 71 กิโลเมตร ภายใต้ระยะเวลา 25 ปี โดยคาดว่า ตลอดความร่วมมือครั้งนี้จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนให้กับระบบรถไฟฟ้าใต้ดินได้ปริมาณมหาศาลถึง 452 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง หรือคิดเป็น 12% ของปริมาณกระแสไฟฟ้าที่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงต้องใช้รวมกันทั้งหมด คุณธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ​นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ขับเคลื่อนระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนทางรางในขอบเขตการทำงานขนาดใหญ่ ซึ่งความร่วมมือระหว่าง CKPower และ BEM [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/08/ckp-mou-bem-use-solar-power-drive-mass-rapid-transit/">ซีเค พาวเวอร์​ ผนึก BEM ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ &#8220;ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ขับเคลื่อนรถไฟฟ้าใต้ดิน&#8221; ครั้งแรกของประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>CKPower​</strong> หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนชั้นนำของอาเซียน และ <strong>บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>BEM​</strong> ผู้ให้บริการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้ามหานครสองสายในกรุงเทพฯ และทางด่วน ร่วมลงนามข้อตกลง<strong>การใช้กระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการเดินรถขนส่งมวลชนด้วยรถไฟฟ้าระบบรางครั้งแรกในประเทศไทย</strong></p>
<p><span id="more-20731"></span></p>
<p>ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการผนึกความร่วมมือระหว่างสองบริษัท ในการนำองค์ความรู้และทรัพย์สินเพื่อ<strong> ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการเดินรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) และสายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง)</strong> เพื่อให้บริการขนส่งมวลชน 54 สถานีทั่วกรุงเทพฯ รวมระยะทางกว่า 71 กิโลเมตร ภายใต้ระยะเวลา 25 ปี โดยคาดว่า <strong>ตลอดความร่วมมือครั้งนี้จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนให้กับระบบรถไฟฟ้าใต้ดินได้ปริมาณมหาศาลถึง 452 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง หรือคิดเป็น 12%</strong> ของปริมาณกระแสไฟฟ้าที่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงต้องใช้รวมกันทั้งหมด</p>
<p><strong>คุณธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ​นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ขับเคลื่อนระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนทางรางในขอบเขตการทำงานขนาดใหญ่ ซึ่งความร่วมมือระหว่าง CKPower และ BEM ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น และถือเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของบริษัทที่ได้เข้ามามีส่วนเป็นผู้บุกเบิกการนำพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20733 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/08/1-CKP_Thanawat-Resize.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“คาดว่างานออกแบบจะแล้วเสร็จราวเดือนมกราคม 2567 และจะเริ่มงานก่อสร้างภายในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน โดยใช้ระยะเวลาก่อสร้างราว 6 เดือน และจะสามารถเริ่มจ่ายไฟเข้าระบบให้รถไฟฟ้าทั้งสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงได้ภายในเดือนสิงหาคม 2567 ซึ่งจะทยอยส่งมอบจนเต็มระบบได้ภายในปีหน้า ราวเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ขณะที่ความสำเร็จจากการขับเคลื่อนโครงการนี้จะสามารถเป็นต้นแบบให้โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนอื่นๆ ร่วมเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ และมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนของเยอรมัน ที่เป็นภาคส่วนที่มีการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงที่สุดของประเทศเยอรมนี”</em></p>
<p><strong>ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์ </strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้งสองบริษัทในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ ของการพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มสัดส่วนการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในระบบขนส่งที่กำลังขยายตัว และมีแนวโน้มความต้องการพลังงานที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่การใช้พลังงานสะอาด และสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2608</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20763 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/08/BEM_Sombat.jpg" alt="" width="1200" height="782" /></p>
<p><em>“ภายใต้ข้อตกลงนี้ จะทำการติดตั้งพื้นที่เพื่อใช้รับพลังงานแสงอาทิตย์ในการนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งหมด 6 จุด ครอบคลุมพื้นที่กว่า 106,000 ตารางเมตร อาทิ หลังคาของศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า อาคารที่จอดรถ และอาคารสำนักงานของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง โดยคาดว่าจะช่วยให้บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 300,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมทั้งมีส่วนช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในการดำเนินงานของบริษัทให้ลดลงได้อีกทางหนึ่งด้วย​”</em></p>
<p>ด้าน <strong>คุณธนวัฒน์</strong> กล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับเป้าหมาย 3 ปี ของซีเค พาวเวอร์ ที่ได้เริ่มขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2565 โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะขยายขนาดของธุรกิจให้ใหญ่ขึ้นมากกว่าเท่าตัว ภายในปี 2567 พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าจาก 2,000 เมกะวัตต์ เป็น 4,800 เมกะวัตต์ โดยกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดจะต้องมาจากพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น ประกอบด้วย พลังแสงอาทิตย์ พลังลม และพลังน้ำ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากที่สุดของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้งหมดของประเทศไทย โดยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนถึง 93% จากกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งโดยรวม 3,627 เมกะวัตต์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20735 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/08/7-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ซีเค พาวเวอร์​ ถือเป็น​หนึ่งในผู้นำและผู้บุกเบิกการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของภูมิภาค ที่มีองค์ความรู้เฉพาะทางครบวงจร รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญ ในการออกแบบด้านวิศวกรรม ติดตั้งและก่อสร้างระบบไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ตลอดจนดูแลเรื่องความพร้อมในการจ่ายไฟและการบำรุงรักษาหลังการติดตั้งอย่างครบวงจร โดยปี 2565 ที่ผ่านมา สามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้ประเทศไทยได้ 9,767 กิกะวัตต์ชั่วโมง หรือประมาณ 4.5% ของไฟฟ้าที่ใช้ภายในประเทศ และช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศลงได้ราว 5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี  โดย​ปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ทั้งหมด 9 แห่ง และโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย จ.นครราชสีมา ถือเป็นโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท”​</em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม <strong>องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency: IEA)</strong> ประเมินว่าภายในปี 2569 กว่า 95% ของการลงทุนผลิตกระแสไฟฟ้าทั่วโลกจะเป็นการผลิตโดยใช้พลังงานหมุนเวียน โดยกว่าครึ่งหนึ่งจะเป็นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และจะเป็นแหล่งพลังงานที่ทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ และมีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับการลงทุนพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตร เช่น ประเทศไทย ถือว่ามีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เนื่องจากมีแสงแดดตลอดทั้งปี ​ช่วยให้มีต้นทุนลดลงสำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20736 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/08/8-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้านี้ ความต้องการพลังงานในกลุ่มประเทศอาเซียนจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว โดยมีการวิเคราะห์ไว้ว่า ในอนาคตภาคการขนส่งจะเป็นผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน และสูงกว่าภาคอุตสาหกรรม​ได้ในที่สุด</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/08/ckp-mou-bem-use-solar-power-drive-mass-rapid-transit/">ซีเค พาวเวอร์​ ผนึก BEM ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ &#8220;ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ขับเคลื่อนรถไฟฟ้าใต้ดิน&#8221; ครั้งแรกของประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
