<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>K Research &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/k-research/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Tue, 30 Dec 2025 11:36:29 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.9</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>K Research &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ESG Bond ไทย โต 5.7% เติบโตในรอบหลายปี แรงส่งจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ส่วนภาคเอกชนชะลอตัว แนวโน้ม Sustainability-linked Bond และ Blue Bond เติบโต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/thailand-esg-bond-2025-growth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Dec 2025 11:35:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Green Bond]]></category>
		<category><![CDATA[K Research]]></category>
		<category><![CDATA[Social Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability-Linked Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดตราสารหนี้]]></category>
		<category><![CDATA[พันธบัตร]]></category>
		<category><![CDATA[ระดมทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39174</guid>

					<description><![CDATA[<p>การออก ESG Bond ใหม่ในประเทศไทย เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในปี 2025 หลังตลาดชะลอตัวมาหลายปี ด้วยมูลค่าตราสารหนี้ออกใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่า 5.7% จากปีก่อน สำหรับตลาด ESG Bond ประกอบด้วย Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond โดยภาพรวมตลาด ESG Bond ในปี 2025 ฟื้นตัวจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มการออก Sustainability-linked Bond และ Sustainability Bond ขณะที่ภาคเอกชนชะลอการออก ESG Bond โดยยอดออก Green Bond ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต จากจำนวนโครงการ ESG ใหม่ที่มีให้ลงทุนลดลง แต่ Sustainability-linked Bond และ Blue Bond ขยายตัว ซึ่งการที่​​ Sustainability-linked Bond และ Blue Bond [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/thailand-esg-bond-2025-growth/">ESG Bond ไทย โต 5.7% เติบโตในรอบหลายปี แรงส่งจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ส่วนภาคเอกชนชะลอตัว แนวโน้ม Sustainability-linked Bond และ Blue Bond เติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การออก ESG Bond ใหม่ในประเทศไทย เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในปี 2025 หลังตลาดชะลอตัวมาหลายปี ด้วยมูลค่าตราสารหนี้ออกใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่า 5.7% จากปีก่อน</p>
<p><span id="more-39174"></span></p>
<p>สำหรับตลาด<em><strong> ESG Bond ประกอบด้วย Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond</strong></em></p>
<p>โดยภาพรวมตลาด<strong> ESG Bond</strong> ในปี 2025 ฟื้นตัวจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มการออก <strong>Sustainability-linked Bond </strong>และ<strong> Sustainability Bond</strong> ขณะที่ภาคเอกชนชะลอการออก <strong>ESG Bond</strong> โดยยอดออก <strong>Green Bond</strong> ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต จากจำนวนโครงการ ESG ใหม่ที่มีให้ลงทุนลดลง แต่ Sustainability-linked Bond และ Blue Bond ขยายตัว</p>
<p>ซึ่งการที่​​<strong> Sustainability-linked Bond และ Blue Bond</strong> ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้ออกตราสารหนี้ เนื่องจากความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบของ Sustainability-linked Bond ที่ให้ผู้ออกกำหนด KPI ความยั่งยืน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>1. ภาพรวมการออก ESG Bond ในไทย ปี 2025</strong></span><br />
การออก ESG Bond ใหม่ในประเทศไทย เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในปี 2025 หลังตลาดชะลอตัวมาหลายปี โดยมียอดตราสารหนี้ออกใหม่อยู่ที่ 186,404 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) เพิ่มขึ้นจากปี ก่อน 5.7% ซึ่งอยู่ที่ 176,333 ล้านบาท</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39175 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ESG-Bond2.jpg" alt="" width="1200" height="864" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>2. การฟื้นตัวของตลาด ESG Bond มาจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจปรับทิศทางการออกพันธบัตร </strong></span></p>
<p>ภาครัฐและวิสาหกิจ​ปรับทิศทางมาออก Sustainability-linked Bond และ Sustainability Bond เพิ่มขึ้น กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ตลาด ESG Bond ในปี 2025 ฟื้นตัว<em><strong> ด้วยยอดออกใหม่รวมกันกว่า 142,434 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 24.9% ซึ่งอยู่ที่ 114,000 ล้านบาท</strong></em></p>
<p>ปี 2025 กระทรวงการคลังขยายการออกตราสารหนี้​ (Re-open) Sustainability-linked Bond รุ่น SLB406A ถึง 7 ครั้งในปีนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 111,434 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 271.4% ซึ่งอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท และเป็นการออกพันธบัตรรุ่น SLB406A ครั้งแรกเพื่อปรับโครงสร้างหนี้จากการเยียวยาผลกระทบในช่วง COVID-19</p>
<p>ด้านรัฐวิสาหกิจ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) ออกSustainability Bond เพิ่มขึ้นในปี 2025 จาก 11,000 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 20,000 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) หรือขยายตัวกว่า 81.8% เพื่อนำเงินไป Refinance สินเชื่อโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและเพื่อชำระคืนเงินทุนที่ใช้ไปในการปล่อยสินเชื่อในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมของธนาคาร</p>
<p>นอกจากนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ออก Sustainability-linked Bond 2,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการขยายและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-39176 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ESG-Bond1.jpg" alt="" width="1200" height="657" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>3. ตลาด ESG Bond ภาคเอกชนชะลอ แต่ Sustainability-linked และ Blue Bond เติบโต</strong></span></p>
<p>การออก ESG Bond ใหม่จากภาคเอกชนยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว ​<em><strong>ในปี 2025 ภาคเอกชนมียอดออก ESG Bond ใหม่อยู่ที่ 43,970 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) ลดลงจากปีก่อนถึง 29.5% ซึ่งอยู่ที่ 62,333 ล้านบาท จากการหดตัวของยอดออก  Sustainability Bond และ Social Bond</strong></em></p>
<p>ยอดออก Green Bond ของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต เนื่องจากปัจจุบันภาคเอกชนมีโครงการด้าน ESG ให้ลงทุนเพิ่มเติมค่อนข้างจำกัด ภาคเอกชนกลับมาออก Green Bond เพิ่มขึ้นกว่า 62.5% จาก 6,800 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 11,050 ล้านบาท ในปี 2025 (ณ 22 ธ.ค. 2025)</p>
<p>แต่มูลค่าการออกยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2021–2023 ซึ่งอยู่ที่ 25,805 ล้านบาท จากการที่ภาคเอกชนได้ลงทุนในโครงการด้าน ESG ไปแล้วในช่วงก่อนหน้า ทำให้ในช่วงนี้ภาคเอกชนมีโครงการลงทุนด้าน ESG เพิ่มเติมค่อนข้างจำกัด</p>
<p>การออก Sustainability-linked Bond และ Blue Bond จากภาคเอกชนเริ่มขยายตัว ในปี 2025 ภาคเอกชนหันไปออก Sustainability-linked Bond มากขึ้น จาก 15,360 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 28,800 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 87.5% โดยเงินทุนส่วนใหญ่ถูกนำไปชำระคืนหนี้ และเป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งบางโครงการเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อสัตว์น้ำ​ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน</p>
<p>​สำหรับ Blue Bond เป็นตราสารหนี้ที่ระดมทุนสำหรับโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและทางน้ำ และถือเป็นส่วนย่อยของ Green Loan ที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยรวม</p>
<p>โดย Blue Bond ​​ได้รับความสนใจมากขึ้นจากภาคเอกชนภาคพลังงานและอาหารในปีนี้ ด้วยยอดออกใหม่กว่า 4,120 ล้านบาท เพื่อนำ​เงินไปลงทุนโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และเสริมสร้างความยั่งยืนให้​กิจการ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและน้ำ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-39177 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ESG-Bond3.jpg" alt="" width="1200" height="624" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>4. แนวโน้มความสนใจต่อ Sustainability-linked Bond และ Blue Bond ที่เพิ่มขึ้นในปี 2025</strong></span><br />
<strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> มองว่า Sustainability-linked Bond ได้รับความสนใจมากขึ้นจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน จากความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบ โดยผู้ออก Sustainability-linked Bond สามารถกำหนด KPI ด้านความยั่งยืนได้ด้วยตนเอง</p>
<p>ด้าน Blue Bond ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของตลาด จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่มีสภาพคล่องต่ำและมี​​​ข้อมูลประกอบการลงทุนจำกัด เมื่อ​เทียบกับ Green Bond เนื่องจากจำนวน​ผู้ออกและตราสารยังน้อย โดยมีเพียง 4 ราย และ 7 ฉบับ นับตั้งแต่เริ่มออกครั้งแรกในปี2024 จนถึงปี 2025</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/thailand-esg-bond-2025-growth/">ESG Bond ไทย โต 5.7% เติบโตในรอบหลายปี แรงส่งจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ส่วนภาคเอกชนชะลอตัว แนวโน้ม Sustainability-linked Bond และ Blue Bond เติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตือนผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือ EU CBAM ต้นปีหน้า ตามกระแสความยั่งยืนโลกที่ยังไม่แผ่ว แม้สหรัฐฯ เริ่มผ่อนปรน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/kresearch-advises-brace-for-eu-cbam/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Sep 2025 12:59:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Tax]]></category>
		<category><![CDATA[CBAM]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission Trading Scheme]]></category>
		<category><![CDATA[ETS]]></category>
		<category><![CDATA[EU CBAM]]></category>
		<category><![CDATA[K Research]]></category>
		<category><![CDATA[KBank]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าธรรมเนียมคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[จักรี พิศาลพฤกษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. กฤตย์ สีตะธนี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36788</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้สหภาพยุโรป (EU) จ่อเริ่มเก็บภาษีคาร์บอน (CBAM) ต้นปีหน้า คาดส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยเพิ่มมากขึ้นเป็นราว 2.8 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573 ขณะที่ประเทศไทยยังต้องรอการออกมาตรการภาคบังคับ แต่ความล่าช้าของกฎหมายอาจจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ มองอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าค่ามาตรฐานของ EU CBAM เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น แนะช่วงปี 2568 – 2573 คือหัวเลี้ยวหัวต่อ ธุรกิจที่เริ่มปรับตัวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ก่อนจะสร้างความได้เปรียบ ดร. กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ถึงแม้สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยส่งออกไปมากที่สุดในปัจจุบัน ด้วยสัดส่วนการส่งออก 17%​ จะมีการชะลอการดำเนินการเรื่องความยั่งยืน แต่ประเทศคู่ค้าสำคัญโดยเฉพาะ EU ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญลำดับ 3 ด้วยสัดส่วนส่งออก 9% จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนจากมาตรการ EU CBAM ตั้งแต่ต้นปีหน้า​ ส่งผลให้สินค้านำเข้าจากไทยต้องรับภาระต้นทุนคาร์บอน และ EU จะทยอยเพิ่มความเข้มข้นจนเต็มรูปแบบหลังปี 2577 นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จีน (ตลาดส่งออกลำดับ 2 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/kresearch-advises-brace-for-eu-cbam/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตือนผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือ EU CBAM ต้นปีหน้า ตามกระแสความยั่งยืนโลกที่ยังไม่แผ่ว แม้สหรัฐฯ เริ่มผ่อนปรน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> ชี้สหภาพยุโรป (EU) จ่อเริ่มเก็บภาษีคาร์บอน (CBAM) ต้นปีหน้า คาดส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยเพิ่มมากขึ้นเป็นราว 2.8 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573</p>
<p><span id="more-36788"></span></p>
<p>ขณะที่ประเทศไทยยังต้องรอการออกมาตรการภาคบังคับ แต่ความล่าช้าของกฎหมายอาจจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ มองอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าค่ามาตรฐานของ EU CBAM เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น แนะช่วงปี 2568 – 2573 คือหัวเลี้ยวหัวต่อ ธุรกิจที่เริ่มปรับตัวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ก่อนจะสร้างความได้เปรียบ</p>
<p><strong> ดร. กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด </strong>เปิดเผยว่า ถึงแม้สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยส่งออกไปมากที่สุดในปัจจุบัน ด้วยสัดส่วนการส่งออก 17%​ จะมีการชะลอการดำเนินการเรื่องความยั่งยืน แต่ประเทศคู่ค้าสำคัญโดยเฉพาะ EU ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญลำดับ 3 ด้วยสัดส่วนส่งออก 9% จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนจากมาตรการ EU CBAM ตั้งแต่ต้นปีหน้า​ ส่งผลให้สินค้านำเข้าจากไทยต้องรับภาระต้นทุนคาร์บอน และ EU จะทยอยเพิ่มความเข้มข้นจนเต็มรูปแบบหลังปี 2577</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จีน (ตลาดส่งออกลำดับ 2 สัดส่วน 11%) และญี่ปุ่น (ตลาดส่งออกลำดับ 4 สัดส่วน 7%) จะดำเนินมาตรการในทำนองเดียวกัน ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนเพื่อคงความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งหากท้ังจีนและญี่ปุ่น เริ่มใช้มาตรการ CBAM คาดว่าจะกระทบส่งออกไทยมูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท ​</p>
<figure id="attachment_36790" aria-describedby="caption-attachment-36790" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-36790 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Mr.-Jakree-Pisarnpruek.jpg" alt="" width="1200" height="801" /><figcaption id="caption-attachment-36790" class="wp-caption-text">คุณจักรี พิศาลพฤกษ์ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</figcaption></figure>
<p><strong>คุณจักรี พิศาลพฤกษ์ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส </strong><strong>บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</strong> กล่าวว่า โครงสร้างตลาดคาร์บอนของประเทศไทยในลักษณะภาคสมัครใจยังเป็นข้อจำกัดต่อการสร้างแรงจูงใจ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม ได้แก่ การปลดล็อคข้อกำหนดการใช้โครงข่ายไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาด เช่น เช่น Direct Power Purchase Agreement รวมถึงกฎหมายภาคบังคับมาอุดช่องว่าง โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะทำให้ประเทศไทยมี Carbon Tax และระบบ Emission Trading Scheme (ETS) อย่างไรก็ดี ความล่าช้าในการบังคับใช้ ร่าง พ.ร.บ.ฯ หลัง EU CBAM ประมาณ 2 ปี อาจทำให้ไทยเสียโอกาสนำเงินค่าธรรมเนียมคาร์บอนมาเป็นกองทุนสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศแทนการจ่ายให้กับต่างประเทศ</p>
<figure id="attachment_36791" aria-describedby="caption-attachment-36791" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-36791 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Dr.-Rujipun-Assarut.jpg" alt="" width="1200" height="801" /><figcaption id="caption-attachment-36791" class="wp-caption-text">ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</figcaption></figure>
<p><strong>ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า EU CBAM มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่ครอบคลุมมูลค่าสินค้าเพียง 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นราว 2.8 หมื่นล้านบาทภายในปี 2573 ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ประกอบการไทยจะพยายามปรับตัวโดยดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก แต่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าค่ามาตรฐานของ EU CBAM ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า อาจต้องเสียค่าปรับโดยเฉลี่ย 5 แสนบาทต่อการส่งออกสินค้า 1 ล้านบาทไปยัง EU หรือคิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 50% เลยทีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36793 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-1-1024x575.jpg" alt="" width="1024" height="575" /></p>
<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้คำแนะนำว่า ตอนนี้ผู้ประกอบการไทยมีสองทางเลือก ได้แก่ &#8216; <strong>รอ&#8217;</strong> หรือ <strong>&#8216;ลุย&#8217;</strong> คือจะรอให้กฎหมายและแรงกดดันจากต่างประเทศบังคับ หรือเริ่มและลงมือทันทีเพื่อสร้างความได้เปรียบ ลดความเสี่ยง และเตรียมรับภาษีคาร์บอน</p>
<p>โดยช่วงปี 2568 – 2573 คือหัวเลี้ยวหัวต่อ ใครเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ สิ่งสำคัญคือ การทำธุรกิจให้ &#8216;กรีนขึ้น&#8217; ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก เพียงเริ่มจากมาตรการง่ายๆ เช่น ใช้พลังงานคุ้มค่า จัดการของเสีย หรือเลือกซัพพลายเออร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็ช่วยลดต้นทุน เสริมภาพลักษณ์รวมถึงทยอยปรับตามมาตรฐานสากลอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36794 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-3.jpg" alt="" width="1200" height="671" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36795 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-4.jpg" alt="" width="1200" height="662" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36796 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-5.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36792 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/EU-CBAM-Effect-6.jpg" alt="" width="1200" height="666" /></p>
<p><iframe loading="lazy" title="Special Topic “ธุรกิจไทยยังต้องเตรียมพร้อมกับภาษี Carbon อีกหรือไม่?”" src="https://www.youtube.com/embed/22Ugi8T7U1c" width="932" height="522" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/kresearch-advises-brace-for-eu-cbam/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตือนผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือ EU CBAM ต้นปีหน้า ตามกระแสความยั่งยืนโลกที่ยังไม่แผ่ว แม้สหรัฐฯ เริ่มผ่อนปรน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงแรมไทย ปล่อย  &#8216;ก๊าซเรือนกระจก&#8217; สูงกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียและของโลก ด้านผู้ประกอบการ 96.5% ไม่เข้าใจการวัดผลกระทบและการจัดทำรายงานความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/02/kresearch-release-ghg-emission-thai-hotel/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Feb 2024 11:39:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[A Net Zero Road Map for Travel and Tourism]]></category>
		<category><![CDATA[Cornell Hotel Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Hospitality]]></category>
		<category><![CDATA[K Research]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[World Travel & Tourism Council]]></category>
		<category><![CDATA[WTTC]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจโรงแรม]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการโรงแรม]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=24088</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย อ้างอิงรายงาน A Net Zero Road Map for Travel and Tourism ของ World Travel &#38; Tourism Council (WTTC) ระบุว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ราว 8% ของการปลดปล่อย GHG ทั่วโลก โดยเป็นการปลดปล่อยมาจากภาคธุรกิจโรงแรมโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 1% แต่ผู้ประกอบการโรงแรมทุกแห่งต่างให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืน และวางแนวทางในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก 1. ความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางเพื่อธุรกิจ (Business Travel) เช่น การจัดงานประชุมสัมมนาทั้งจากองค์กรต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูง พบว่า กว่า 78% ของกลุ่มตัวอย่าง​ในภูมิภาคยุโรป และ 61% ของกลุ่มตัวอย่างในอเมริกาเหนือ ต้องการให้โรงแรมที่บริษัทใช้สามารถรับรองผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากลหรือของแต่ละประเทศได้ (เช่น Green Key, GSTC และ Green Globe) โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจชั้นนำของโลก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/02/kresearch-release-ghg-emission-thai-hotel/">โรงแรมไทย ปล่อย  &#8216;ก๊าซเรือนกระจก&#8217; สูงกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียและของโลก ด้านผู้ประกอบการ 96.5% ไม่เข้าใจการวัดผลกระทบและการจัดทำรายงานความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> อ้างอิงรายงาน <strong>A Net Zero Road Map for Travel and Tourism</strong> ของ World Travel &amp; Tourism Council (WTTC) ระบุว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ราว 8% ของการปลดปล่อย GHG ทั่วโลก โดยเป็นการปลดปล่อยมาจากภาคธุรกิจโรงแรมโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 1%</p>
<p><span id="more-24088"></span></p>
<p>แต่ผู้ประกอบการโรงแรมทุกแห่งต่างให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืน และวางแนวทางในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก</p>
<p><strong>1. ความต้องการของลูกค้า</strong> โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางเพื่อธุรกิจ (Business Travel) เช่น การจัดงานประชุมสัมมนาทั้งจากองค์กรต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูง พบว่า กว่า 78% ของกลุ่มตัวอย่าง​ในภูมิภาคยุโรป และ 61% ของกลุ่มตัวอย่างในอเมริกาเหนือ ต้องการให้โรงแรมที่บริษัทใช้สามารถรับรองผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากลหรือของแต่ละประเทศได้ (เช่น Green Key, GSTC และ Green Globe) โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจชั้นนำของโลก เช่น ​Siemens, Microsoft, Amazon และ Ernst &amp; Young</p>
<p><strong>2. การแข่งขันในตลาด</strong> จากการที่หลายแบรนด์เริ่มขับเคลื่อนเรื่องของความยั่งยืนแล้ว เช่น การประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ของเชนขนาดใหญ่ รวมทั้งเริ่มเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานหมุนเวียน การปรับเปลี่ยนในมิติของฮาร์ดแวร์ เช่น การใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการใช้ไฟและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งในมิติของซอฟต์แวร์ เช่น ​การติดตั้งระบบ​บริหารจัดการพลังงาน การติดเซนเชอร์บันทึกข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและน้ำ รวมถึงการใช้วัสดุ Recycle หรือ Upcycle ในการตกแต่งโรงแรม หรือการใช้วัตถุดิบต่างๆ จากภายในท้องถิ่น เพื่อลดการปลดปล่อย GHG Emission ที่เกิดจากการขนส่ง รวมทั้งการออกแบบโรงแรม และรูปแบบการบริหารจัดการตามแนวทาง Decarbonize เพื่อมุ่งสู่การปลดปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์​</p>
<p><strong>3. การปรับสู่ Green Supply Chain ​</strong>พันธมิตรทางการค้าที่ต้องการคู่ค้าที่มีการปรับตัวสู่ความยั่งยืน อย่าง ออนไลน์ทราเวลเอเจ้นท์ (OTAs) รายใหญ่ ที่เริ่ม​ระบุสถานะของโรงแรมและที่พักที่ได้รับการรองรับว่ามีการจัดการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ต้องการใช้บริการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24092 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/1-logo.jpg" alt="" width="670" height="670" /></p>
<p><strong>เช็คสถานะความพร้อมโรงแรมและที่พักในไทย</strong></p>
<p>สถานะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ของโรงแรมในไทย ยังอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย รวมทั้งมีจำนวนผู้ประกอบการไทยที่มีการตั้งเป้าหมาย Net Zero ยัง​น้อยอยู่ และส่วนใหญ่ที่ดำเนินการเรื่องนี้จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก​</p>
<p>โดย​ข้อมูลของ Cornell Hotel Sustainability (ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2567) พบว่า ค่าเฉลี่ย GHG Emissions ต่อการพักของลูกค้า 1 ห้อง ของโรงแรมในประเทศไทยอยู่ที่ 0.064 ตันคาร์บอน (tCO2e) ​สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโรงแรมในภูมิภาคเอเชียที่มี GHG Emissions 0.057 ตันคาร์บอน หรือเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ 0.019 ตันคาร์บอน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24089 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/2-8.jpg" alt="" width="1200" height="608" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ประกอบการไทยสนใจดำเนินการเรื่องความยั่งยืน แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีการวัดผล GHG Emissions และการจัดทำรายงานความยั่งยืน โดยเป็นเพียงเริ่มดำเนินการจากส่วนที่ใช้เงินลงทุนไม่สูงและทำได้ทันที เนื่องจากธุรกิจเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากโควิด</p>
<p>ซึ่งจากผลสำรวจของ <strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> ที่ทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมราว 400 ราย ในช่วงเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา พบว่า</p>
<p>&#8211;  <strong>ผู้ประกอบการกว่า 52.8% มีการปรับตัว</strong> อาทิ การเปลี่ยนเป็นหลอดไฟประหยัดพลังงาน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ส่วนกลาง การเปลี่ยน<br />
อุปกรณ์และติดตั้งระบบการประหยัดน้ำ การคัดแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล หรือทำเป็นปุ๋ย รวมทั้งลดการใช้ Single-use Plastic โดยส่วนใหญ่โรงแรมที่เริ่มปรับตัวจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ และโรงแรมที่บริหารโดยเชนจากต่างประเทศ</p>
<p>&#8211; <strong>ผู้ประกอบการเกือบทั้งหมด (96.5%) ยังขาดความเข้าใจในการวัดผลกระทบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการจัดทำรายงานความยั่งยืน</strong></p>
<p>&#8211; <strong>ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ผู้ประกอบการเกือบครึ่ง (43.8%) มีแผนที่จะยกระดับโรงแรมให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</strong> ขณะที่ผู้ประกอบการที่<br />
ยังไม่มีแผนหรือยังไม่แน่ใจมีสัดส่วนมากกว่าครึ่ง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องเงินทุน ต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น เนื่องจาก ธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวดีจากผลกระทบของโควิด-19 รวมทั้งยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของมาตรฐานการวัด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24090 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/3-8.jpg" alt="" width="1200" height="844" /></p>
<p>ดังนั้น เพื่อให้โรงแรมในไทยมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน ต้องมีการสนับสนุนอีกมาก โดยเฉพาะภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทมากขึ้น อาทิ การจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง และกำหนดกฏเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานสากล การออกมาตรการทางภาษีชั่วคราว อย่างการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่มีการลงทุน หรือปรับปรุงโรงแรมที่ช่วยลด GHG Emission ขณะที่ภาครัฐควรลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพลังงานทางเลือก / พลังงานหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการใช้ในต้นทุนที่ถูกลง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/02/kresearch-release-ghg-emission-thai-hotel/">โรงแรมไทย ปล่อย  &#8216;ก๊าซเรือนกระจก&#8217; สูงกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียและของโลก ด้านผู้ประกอบการ 96.5% ไม่เข้าใจการวัดผลกระทบและการจัดทำรายงานความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ ผู้ประกอบการไทย แค่ 1 ใน 4 เท่านั้น ที่มีการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/07/kasikorn-research-study-thai-net-zeto-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Jul 2023 10:49:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral]]></category>
		<category><![CDATA[Clean Technology]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[K Research]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero policy]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable energy]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การปรับตัวเพื่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลางทางคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลสำรวจ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=19672</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลสำรวจการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของภาคธุรกิจ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า มีผู้ประกอบการจากการสำรวจเพีย​ง 1 ใน 4 หรือ 25% เท่านั้น ที่เริ่มปรับตัวเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินการของบริษัท​ ซึ่งในจำนวนนี้มีมากกว่าครึ่งหรือ 55%​ ที่ยังไม่ได้ดำเนินการวัดและจัดเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินท์จากการดำเนินงานของบริษัท สะท้อนถึงความท้าทายของการไปสู่เป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ​ของประเทศ​ เพื่อมุ่งสู่ Net zero ทั้งนี้ พบว่าแนวทางการขับเคลื่อนของภาคเอกชนเพื่​อลดการปล่อย GHG มากที่สุดอันดับแรกคือ ​การปรับเปลี่ยนมาสู่การใช้เชื้อเพลิงและพลังงานหมุนเวียน โดยมีจำนวนถึง 64% ของกลุ่มผู้ประกอบการที่ทำการสำรวจ ตามมาด้วยการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ราว 45%-55% ​มองว่าผลของการดำเนินการดังกล่าวมีผลในการเพิ่มต้นทุนในกรอบไม่เกิน 10% จากกรณีปกติ และอีกราว 18%-27% ของผู้ตอบ มองว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นในกรอบ 10-30% ขึ้นอยู่กับวิธีการดำเนินการ ​ซึ่งหากมีนโยบายสนับสนุนที่จูงใจมากพอ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลด GHG ของผู้ประกอบการได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยสิ่งที่ภาครัฐควรดำเนินการ คือ กำหนดเป้าหมาย Net Zero ขั้นต่ำลงในระดับอุตสาหกรรมให้ชัดเจน รวมทั้งระดับการปล่อย GHG โดยในปี 2563 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/07/kasikorn-research-study-thai-net-zeto-policy/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ ผู้ประกอบการไทย แค่ 1 ใน 4 เท่านั้น ที่มีการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผลสำรวจการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของภาคธุรกิจ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> ระบุว่า มีผู้ประกอบการจากการสำรวจเพีย​ง 1 ใน 4 หรือ 25% เท่านั้น ที่เริ่มปรับตัวเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินการของบริษัท​</p>
<p><span id="more-19672"></span></p>
<p>ซึ่งในจำนวนนี้มีมากกว่าครึ่งหรือ 55%​ ที่ยังไม่ได้ดำเนินการวัดและจัดเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินท์จากการดำเนินงานของบริษัท สะท้อนถึงความท้าทายของการไปสู่เป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ​ของประเทศ​ เพื่อมุ่งสู่ Net zero</p>
<p>ทั้งนี้ พบว่าแนวทางการขับเคลื่อนของภาคเอกชนเพื่​อลดการปล่อย GHG มากที่สุดอันดับแรกคือ ​การปรับเปลี่ยนมาสู่การใช้เชื้อเพลิงและพลังงานหมุนเวียน โดยมีจำนวนถึง 64% ของกลุ่มผู้ประกอบการที่ทำการสำรวจ ตามมาด้วยการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ราว 45%-55% ​มองว่าผลของการดำเนินการดังกล่าวมีผลในการเพิ่มต้นทุนในกรอบไม่เกิน 10% จากกรณีปกติ และอีกราว 18%-27% ของผู้ตอบ มองว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นในกรอบ 10-30% ขึ้นอยู่กับวิธีการดำเนินการ ​ซึ่งหากมีนโยบายสนับสนุนที่จูงใจมากพอ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลด GHG ของผู้ประกอบการได้ดีมากยิ่งขึ้น</p>
<p>โดยสิ่งที่ภาครัฐควรดำเนินการ คือ กำหนดเป้าหมาย Net Zero ขั้นต่ำลงในระดับอุตสาหกรรมให้ชัดเจน รวมทั้งระดับการปล่อย GHG โดยในปี 2563 มีการปล่อยจำนวน 372 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 รวมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608</p>
<p>ขณะที่การวาง​ Road Map ยังคงมุ่งเน้นที่ภาคพลังงาน และผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก ดังนั้น การจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ​ จำเป็นต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วนไม่เพียงแต่ภาคพลังงาน แต่ต้องบูรณาการให้ครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาคเศรษฐกิจอื่นๆ</p>
<p>โดยอาจเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อย Emission ขั้นต่ำที่ชัดเจน มีตัวชี้วัดที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา และมีการสร้างแผนงานที่ชัดเจนและร่วมกันทำงานระหว่างหน่วยงานของทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งควรเร่งวางแนวทางขับเคลื่อนภาคธุรกิจ รับมือกับโจทย์ด้านนโยบาย/มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากต่างประเทศ ​ถึงแม้ว่าไทยจะมีการดำเนินโครงการประเภท Decarbonization หรือ Clean Technology บ้างแล้ว แต่เป็นการดำเนินการเพื่อเป้าหมาย Carbon Neutral หรือ ของภาคเอกชนไทยเป็นหลัก และอยู่ในรูปแบบสมัครใจ (Voluntary Basis) ที่ไม่มีข้อกำหนด หรือระเบียบจากภาครัฐมาบังคับปฏิบัติ ดังนั้น การสร้างความคืบหน้าในระดับประเทศจึงยังอยู่ในวงจำกัด</p>
<p>โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศที่เข้มงวดขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลออย่างยิ่ง ​ เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ที่จะเริ่มให้รายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าที่จะนำเข้าไปในอียูในเดือนตุลาคม 2566 นี้ ​รวมทั้งการเตรียมเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนในปี 2569 แต่ปัจจุบัน ยังขาดการ​สื่อสารนโยบายจากภาครัฐเพื่อมาดูแลกลุ่มผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ ว่าควรต้องดำเนินการเช่นไร ด้วยมาตรฐานใด เพื่อช่วย​ผู้ประกอบการ SMEs ที่เชื่อมโยงอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมรายใหญ่ ให้สามารถปรับตัวได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดได้ทัน และรักษาส่วนแบ่งในตลาดส่งออกไว้ได้</p>
<p>นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีนโยบายจูงใจและชดเชยผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด แม้จะเป็นโจทย์ที่ท้าทายต่อภาระทางการคลัง เนื่องจากในการมุ่งเน้นให้ภาคพลังงานหันไปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนั้น อาจส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ผ่านนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่จูงใจกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังค่าไฟของประชาชน​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-19677 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/K-research1.jpg" alt="" width="900" height="900" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/07/kasikorn-research-study-thai-net-zeto-policy/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ ผู้ประกอบการไทย แค่ 1 ใน 4 เท่านั้น ที่มีการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้บริโภคมองปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัว กว่า 2 ใน 3 พร้อมจ่ายให้สินค้า Eco-friendly ที่แพงกว่าไม่เกิน 20%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/07/perception-consumers-about-environment-problem-and-ecofriendly-product/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 31 Jul 2022 07:52:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Consumers]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[k bank]]></category>
		<category><![CDATA[K Research]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผลสำรวจ]]></category>
		<category><![CDATA[พฤติกรรมผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=13151</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันต่างรู้สึกว่าตัวเองได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันไป และมองว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว จึงเริ่มมีความตระหนัก และพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดผลกระทบและความรุนแรงของปัญหา โดยผู้บริโภค 72.6% มองว่าตัวเองได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก ขณะที่ 22.3% ระบุว่าได้รับผลกระทบปานกลาง และ  5.1% ระบุว่า ได้รับผลกระทบน้อย พร้อมมีแนวคิดปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดผลกระทบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ลดหรืองดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ มีการแยกขยะหรือนำของเหลือกลับมาใช้ใหม่ พร้อมทั้งเลือกใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงาน สะท้อนการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ประเด็นที่น่าสนใจ คือ แม้การเลือกเดินทางด้วยรถสาธารณะแทนการใช้รถส่วนตัว จะช่วยลดการใช้พลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มาก แต่กลับเป็นพฤติกรรมที่ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสนใจน้อยที่สุด ซึ่งอาจสะท้อนถึงระบบการขนส่งสาธารณะที่ควรเร่งพัฒนาให้ดีขึ้นเช่นกัน ขณะเดียวกัน เราจะเริ่มมองเห็นผู้ผลิตมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ตระหนักและมีแนวโน้มการบริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้หรือขยะ การออกผลิตภัณฑ์ประเภทเติม (refill) เพื่อลดปริมาณขยะ พร้อมทั้งเร่งสร้างความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ สินค้าหรือบริการ ว่ายังคงเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย นอกจากนี้ การสำรวจยังพบว่า ผู้บริโภคกว่า 71.4% สนใจที่จะหันมาเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รองลงมาได้แก่ สินค้าอุปโภคและของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก จำนวน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/perception-consumers-about-environment-problem-and-ecofriendly-product/">ผู้บริโภคมองปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัว กว่า 2 ใน 3 พร้อมจ่ายให้สินค้า Eco-friendly ที่แพงกว่าไม่เกิน 20%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันต่างรู้สึกว่าตัวเองได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันไป และมองว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว จึงเริ่มมีความตระหนัก และพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดผลกระทบและความรุนแรงของปัญหา</p>
<p><span id="more-13151"></span></p>
<p>โดยผู้บริโภค 72.6% มองว่าตัวเองได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก ขณะที่ 22.3% ระบุว่าได้รับผลกระทบปานกลาง และ  5.1% ระบุว่า ได้รับผลกระทบน้อย พร้อมมีแนวคิดปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดผลกระทบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ลดหรืองดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ มีการแยกขยะหรือนำของเหลือกลับมาใช้ใหม่ พร้อมทั้งเลือกใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงาน สะท้อนการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อม</p>
<p>ประเด็นที่น่าสนใจ คือ แม้การเลือกเดินทางด้วยรถสาธารณะแทนการใช้รถส่วนตัว จะช่วยลดการใช้พลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มาก แต่กลับเป็นพฤติกรรมที่ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสนใจน้อยที่สุด ซึ่งอาจสะท้อนถึงระบบการขนส่งสาธารณะที่ควรเร่งพัฒนาให้ดีขึ้นเช่นกัน</p>
<p>ขณะเดียวกัน เราจะเริ่มมองเห็นผู้ผลิตมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ตระหนักและมีแนวโน้มการบริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้หรือขยะ การออกผลิตภัณฑ์ประเภทเติม (refill) เพื่อลดปริมาณขยะ พร้อมทั้งเร่งสร้างความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ สินค้าหรือบริการ ว่ายังคงเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13167 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/07/ESG-KBANK2.jpg" alt="" width="1200" height="683" /></p>
<p>นอกจากนี้ การสำรวจยังพบว่า ผู้บริโภคกว่า 71.4% สนใจที่จะหันมาเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รองลงมาได้แก่ สินค้าอุปโภคและของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก จำนวน 49.3% โดยพบว่าสินค้าทั้งสองประเภทที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุดเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าการบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมประเภทดังกล่าวจะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และควรสนับสนุน ​ซึ่งภาคธุรกิจอาจนำประเด็นดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจจากการชูจุดเด่นของสินค้าเพื่อกระตุ้นยอดขายได้</p>
<p>ด้านผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการควรควบคุมราคาสินค้าหรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เพิ่มขึ้นในกรอบไม่เกิน 20% เมื่อเทียบกับราคาสินค้าปกติทั่วไป เนื่องจาก ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคกว่าร้อยละ 66.3% เต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในราคาที่แพงกว่าสินค้าปกติทั่วไปไม่เกิน 20%  มากกว่าสัดส่วนที่เลือกจ่ายในราคาเท่าสินค้าปกติที่มีสัดส่วน 3.4% สะท้อนความพร้อมของผู้บริโภคที่ยินดีจ่ายเงินสูงขึ้นเพื่อเป็นส่วนร่วมในการช่วยลดปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>แต่ทั้งนี้ อาจไม่ได้หมายความว่าผู้ผลิตสามารถปรับราคาขายให้เพิ่มขึ้นเท่ากับจำนวนที่ผู้บริโภคยอมรับได้ แต่จะขึ้นอยู่กับคุณค่าของสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในสายตาผู้บริโภคว่ามากน้อยแค่ไหน ประกอบกับความสามารถของผู้ผลิตในการแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือผลตอบแทนที่ลดลงจากการปรับเปลี่ยนมาจำหน่ายสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้มากน้อยเพียงใดเช่นกัน  ถึงแม้ว่าผู้บริโภคจะมองว่าราคาของสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปตามท้องตลาด แต่หากผู้ประกอบการให้ข้อมูลด้านอื่นๆ เพื่อมาประกอบการตัดสินใจของผู้บริโภค เช่น ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมว่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคซื้อจะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้จริง ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ไม่มีสารเคมี ย่อยสลายได้ ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ หรือบริษัทมีการทำกิจกรรมเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการผลิตสินค้าดังกล่าวจนหมด จะช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความคุ้มค่าในการจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งยังมีผู้บริโภคที่ทำการตอบแบบสำรวจถึง 32.0% มองว่าสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสินค้าที่มีราคาแพง และอีก 10.7% มองว่าสินค้าดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้จริง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13166 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/07/ESG-KBANK1.png" alt="" width="1200" height="670" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/perception-consumers-about-environment-problem-and-ecofriendly-product/">ผู้บริโภคมองปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัว กว่า 2 ใน 3 พร้อมจ่ายให้สินค้า Eco-friendly ที่แพงกว่าไม่เกิน 20%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>3 ใน 4 ของนักลงทุนรายย่อย พร้อมขายหุ้นธุรกิจที่มีประเด็นปัญหาด้าน ESG​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/07/investors-concern-about-esg-factors/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 31 Jul 2022 07:05:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Governance)]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[K Research]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Social]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ขายหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมาภิบาล]]></category>
		<category><![CDATA[นักลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจัยเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ผลวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[พฤติกรรมผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=13153</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ ผู้บริโภค 96% มองว่าภาคธุรกิจควรนำประเด็นด้าน ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ และยินดีแบ่งสัดส่วนการลงทุนจำนวน 10-20% เพื่อลงทุนในธุรกิจที่ดำเนินการด้าน ESG ถึงแม้ว่าอาจจะได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าผลตอบแทนโดยเฉลี่ยในตลาด แนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืนขององค์กรที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG เป็นที่พูดถึงอย่างแพร่หลาย และถูกนำมาใช้เป็นปัจจัยในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีอิทธิพลในสายตาของผู้บริโภคต่อภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือขององค์กรดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้สำรวจการพิจารณาตัดสินใจลงทุนในบริษัท ธุรกิจ หรือรัฐบาลที่มีการดำเนินการด้าน ESG พบว่ากว่า 95.8% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นว่าภาคธุรกิจควรนำปัจจัยด้าน ESG มาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจ และ 85.7% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีการนำประเด็นด้าน ESG มาพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน โดยมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่สำคัญ ดังนี้ การแบ่งสัดส่วนการลงทุน หรือการจัดพอร์ตการลงทุน พบว่า คนส่วนใหญ่ (34.3%) จะพิจารณาลงทุนโดยแบ่งสัดส่วนการลงทุนจำนวน 10 &#8211; 20% มาลงทุนในบริษัทที่มีส่วนช่วยทำให้สังคม และสิ่งแวดล้อมดีขึ้น หรือมีการดำเนินการด้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/investors-concern-about-esg-factors/">3 ใน 4 ของนักลงทุนรายย่อย พร้อมขายหุ้นธุรกิจที่มีประเด็นปัญหาด้าน ESG​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ ผู้บริโภค 96% มองว่าภาคธุรกิจควรนำประเด็นด้าน ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ และยินดีแบ่งสัดส่วนการลงทุนจำนวน 10-20% เพื่อลงทุนในธุรกิจที่ดำเนินการด้าน ESG ถึงแม้ว่าอาจจะได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าผลตอบแทนโดยเฉลี่ยในตลาด</p>
<p><span id="more-13153"></span></p>
<p>แนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืนขององค์กรที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG เป็นที่พูดถึงอย่างแพร่หลาย และถูกนำมาใช้เป็นปัจจัยในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีอิทธิพลในสายตาของผู้บริโภคต่อภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือขององค์กรดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้สำรวจการพิจารณาตัดสินใจลงทุนในบริษัท ธุรกิจ หรือรัฐบาลที่มีการดำเนินการด้าน ESG พบว่ากว่า 95.8% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นว่าภาคธุรกิจควรนำปัจจัยด้าน ESG มาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจ และ 85.7% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีการนำประเด็นด้าน ESG มาพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน โดยมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่สำคัญ ดังนี้</p>
<p>การแบ่งสัดส่วนการลงทุน หรือการจัดพอร์ตการลงทุน พบว่า คนส่วนใหญ่ (34.3%) จะพิจารณาลงทุนโดยแบ่งสัดส่วนการลงทุนจำนวน 10 &#8211; 20% มาลงทุนในบริษัทที่มีส่วนช่วยทำให้สังคม และสิ่งแวดล้อมดีขึ้น หรือมีการดำเนินการด้าน ESG</p>
<p>รองลงมาจำนวน 26.3% จะพิจารณาแบ่งสัดส่วนการลงทุนด้าน ESG ในระดับไม่เกิน 10% ของพอร์ตการลงทุน ในขณะที่ 15.6% ไม่ยินดีที่จะลงทุน หากการลงทุนด้าน ESG จะได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในตลาด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13163 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/07/Port-ESG-KBANK.jpg" alt="" width="1200" height="664" /></p>
<p>อย่างไรก็ดี การพิจารณาลงทุนขึ้นอยู่ปัจจัยหลายประการ เช่น ความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากผลตอบแทนต่ำในระยะสั้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินอย่างยั่งยืนของธุรกิจที่มีความใส่ใจด้าน ESG และจะนำไปสู่ผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว มาประกอบการพิจารณาลงทุนในกิจการด้าน ESG ได้ นอกจากนี้ กว่า 3 ใน 4 (75.4%) ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีแนวโน้มจะขายสินทรัพย์ทางการเงินหากกิจการที่ลงทุนมีปัญหาเกี่ยวกับประเด็นด้าน ESG</p>
<p>สำหรับกิจการด้าน ESG ที่ผู้บริโภคสนใจลงทุนมากที่สุด ได้แก่ กิจการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ (72.8%) ตามด้วย เทคโนโลยีชีวภาพ เช่น พลาสติกที่ย่อยสลายได้หรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (50.1%) และเทคโนโลยีอาหารและเครื่องดื่ม เช่น อาหารที่ทำจากพืช (46.7%)</p>
<p>สรุปได้ว่า​ ผู้บริโภคมีความคาดหวังให้ภาคธุรกิจนำประเด็นด้าน ESG ซึ่งรวมถึงประเด็นการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล มาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ และประเด็นเหล่านี้ยังส่งผลต่อการพิจารณาตัดสินใจเพื่อลงทุนในกิจการเหล่านั้น อีกทั้งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อธุรกิจจากการพิจารณาถอนการลงทุนเมื่อธุรกิจเกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้าน ESG อีกด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/investors-concern-about-esg-factors/">3 ใน 4 ของนักลงทุนรายย่อย พร้อมขายหุ้นธุรกิจที่มีประเด็นปัญหาด้าน ESG​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
