<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>NET ZERO 2050 &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/net-zero-2050/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Fri, 07 Aug 2026 12:20:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.6</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>NET ZERO 2050 &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>CIMB เปิดตัว &#8216;Climate Transition Canvas&#8217; ช่วย​องค์กร​ Less Brown พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนขับเคลื่อนแผนเปลี่ยนผ่าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/cimb-thai-launch-climate-transition-canvas/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Aug 2026 11:45:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Advancing the Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Brown to Less Brown]]></category>
		<category><![CDATA[CIMB]]></category>
		<category><![CDATA[CIMB THAI]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Transition Canvas]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Jason Lee]]></category>
		<category><![CDATA[Less Brown]]></category>
		<category><![CDATA[NDC 3.0]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[The Cooler Earth Thailand 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Transition Finance]]></category>
		<category><![CDATA[ซีไอเอ็มบี ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เจสัน ลี]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43625</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  นำร่องใช้ Climate Transition Canvas เครื่องมือวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ สำหรับลูกค้าองค์กรที่ใช้บริการโซลูชั่นบริการที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนและการลดก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจ (Sustainability and GHG Services) เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้ทั้งองค์กรมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม​ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ คุณเจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เป็นทิศทางใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)​ ตามแผน NDC 3.0 ที่มีความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ขณะที่การปรับตัวของภาคธุรกิจได้ให้ความสำคัญในการลด GHG  จากการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศที่ตั้งไว้ โดยมีหลายธุรกิจที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero 2050 แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีความไม่ชัดเจนในการขับเคลื่อนเพื่อให้สามารถบรรลุได้เป้าหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่มีการปล่อย GHG ในระดับสูงและยากที่จะลดการปล่อยให้น้อยลง (hard-to -abate [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/cimb-thai-launch-climate-transition-canvas/">CIMB เปิดตัว &#8216;Climate Transition Canvas&#8217; ช่วย​องค์กร​ Less Brown พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนขับเคลื่อนแผนเปลี่ยนผ่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  นำร่องใช้ <strong>Climate Transition Canvas</strong> เครื่องมือวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ สำหรับลูกค้าองค์กรที่ใช้บริการโซลูชั่นบริการที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนและการลดก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจ (Sustainability and GHG Services) เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้ทั้งองค์กรมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม​ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
<p><span id="more-43625"></span></p>
<p><strong>คุณเจสัน ลี</strong> หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เป็นทิศทางใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)​ ตามแผน NDC 3.0 ที่มีความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050</p>
<p>ขณะที่การปรับตัวของภาคธุรกิจได้ให้ความสำคัญในการลด GHG  จากการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศที่ตั้งไว้ โดยมีหลายธุรกิจที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero 2050 แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีความไม่ชัดเจนในการขับเคลื่อนเพื่อให้สามารถบรรลุได้เป้าหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่มีการปล่อย GHG ในระดับสูงและยากที่จะลดการปล่อยให้น้อยลง (hard-to -abate Sectors) อาทิ กลุ่มพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร อสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย เป็นต้น</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43626 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/CIMB-464-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>&#8220;ที่ผ่านมา ประเทศไทยเน้นนโนบายสนับสนุนคนดีหรือธุรกิจสีเขียว​ ขณะที่การขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย จำเป็นต้องทำให้กลุ่มธุรกิจสีน้ำตาล (Brown Sectors)​ หรือกลุ่มที่มีการปล่อย​ GHG ในระดับสูง สามารถขับเคลื่อนจาก Brown ไปสู่ ​Less Brown ได้มากขึ้น ​​จึงเป็นต้องมีเครื่องมือและเงินทุนเพื่อสนับสนุนด้านการเปลี่ยนผ่าน  ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ และมีรายละเอียด รวมทั้งมาตรฐานต่างๆ ที่ซับซ้อน ​รวมทั้งการขับเคลื่อนและความเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนผ่านภายในองค์กร ที่แต่ละแผนกยังมีความเข้าใจและให้ความสำคัญที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ รวมทั้งการมีเครื่องมือเพื่อช่วยธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น&#8221;</em></p>
<p>นำมาสู่การแนะนำเครื่องมือ  <strong>Climate Transition Canvas </strong>เพื่อช่วยการเปลี่ยนผ่านสำหรับ &#8216;ภาคธุรกิจสีน้ำตาล&#8217; (Brown Sectors) และกลุ่มอุตสาหกรรม​ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (High-emitting Industries) ซึ่งถือเป็นภาคส่วนที่การลดคาร์บอนทำได้ยากและมีต้นทุนสูงที่สุด โดยเครื่องมือนี้ได้รับการออกแบบให้รวบรวมแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและแผนการจัดหาเงินทุนไว้ในเอกสารเพียงหน้าเดียว ครอบคลุมข้อมูลสำคัญ ได้แก่</p>
<p>&#8211; ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน</p>
<p>&#8211; โครงการที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p>&#8211; ผู้รับผิดชอบแต่ละโครงการ</p>
<p>&#8211; เงินลงทุนที่ต้องใช้ และแหล่งเงินทุน</p>
<p>&#8211; รวมถึงเงื่อนไขที่อาจทำให้แผนไม่สามารถบรรลุผล</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43627 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/CIMB-432.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>&#8220;เครื่องมือนี้ จะช่วยให้​องค์กรมองภาพการเปลี่ยนผ่านในทิศทางเดียวกัน ​มีเป้าหมาย และแนวทางขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ไปจนถึงงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้  เช่น หากต้องการลด GHG ลงตามเป้าที่วางไว้​ จำเป็นต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ต่อการลด GHG  1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) และหากต้องการขับเคลื่อนไปสู่ Net Zero หรือแผนการลดทั้งในระยะสั้น กลาง หรือยาวนั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านเท่าไหร่ ใส่เงินลงไปในจุดไหนอย่างไรบ้าง ทำให้ทราบต้นทุนที่ต้องใช้ในการดำเนินการทั้งหมด  และสามารถ​จัดสรรเงินทุนให้กับโครงการเปลี่ยนผ่านต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม​&#8221;</em></p>
<p><strong>Climate Transition Canvas </strong>จึงเป็นเครื่องมือสำคัญของทุกบริษัทที่มี​เป้าหมาย Net Zero แล้ว แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนได้ว่า​ ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ ใช้เวลาดำเนินการนานเพียงใด หรือใครมีหน้าที่หลักขับเคลื่อนส่วนใดบ้าง โดยเฉพาะจุดเด่นสำคัญ คือ การ​ช่วยให้​​คณะกรรมการบริษัทสามารถอ่านแผนการเปลี่ยนผ่านทั้งฉบับได้ภายในเวลา 10 นาที และเข้าใจได้ทันทีว่ากำลังอนุมัติอะไร เช่นเดียวกับแผนกอื่นๆ ในบริษัทก็สามารถเข้าใจและเห็นภาพการขับเคลื่อนความยั่งยืนได้ตรงกันท้ังองคาพยพ จากที่ก่อนหน้าการขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืนมักอยู่ภายใต้การดูแลของทีม Sustainability ขณะที่งบประมาณอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายการเงิน แต่ทั้งสองฝ่ายมักทำงานแยก​กัน และกระทบต่อประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายของ​องค์กร ​</p>
<p>นอกจากนี้ ข้อมูลต่างๆ หรือแผนที่อยู่ใน  Climate Transition Canvas ​​ยังสามารถนำไปให้ External Review พิจารณาเพื่อรับรองการตั้งเป้าและขับเคลื่อนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction) ขององค์กร สำหรับ​นำไปต่อยอดเพื่อการระดมทุนในการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะในกลุ่ม <strong>Transition Finance</strong> ที่จำเป็นต้องมีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลกระทบของธุรกิจต่อมิติความยั่งยืนต่างๆ  ดังนั้น <strong>Climate Transition Canvas</strong> จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการขับเคลื่อนแผนการลด GHG รวมทั้งยังช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านได้อีกทางหนึ่งด้วย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43628 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/CIMB-148.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ล่าสุด<span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"><b> ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)</b> จัดเวิร์กช็อปแนะนำ &#8216;<em><strong>Climate Transition Canvas&#8217; </strong></em>เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงของภาคธุรกิจเข้าร่วม</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">เวิร์กช็อปเชิงเทคนิคในหัวข้อ<strong> &#8216;</strong></span><strong><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New', sans-serif;">Advancing the Transition</span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"><strong>: กุญแจสู่การเปลี่ยนผ่านธุรกิจไทย&#8217; </strong> ภายใต้งาน </span><strong><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New', sans-serif;">The Cooler Earth Thailand </span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"><strong>2026</strong> โดยนำร่องกลุ่ม</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">ผู้บริหารจากเกือบ </span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">20 </span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">บริษัทใน</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">High</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">&#8211;</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">emitting Industries</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">) และกลุ่ม <span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">Brown Sectors </span>เข้าร่วม อาทิ ธุรกิจพลังงาน เชื้อเพลิงฟอสซิล การผลิต และอสังหาริมทรัพย์ </span></p>
<p><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">พร้อมแนะนำโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ </span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">จากหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ อาทิ ผู้แทนสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (<span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">ThaiBMA</span></span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">) ร่วมแบ่งปันแนวทางการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้เพื่อสนับสนุน</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"> Transition Finance </span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">อีกทั้ง หน่วยงาน </span><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">Second Party Opinion </span></strong><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">(</span></strong><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">SPO</span></strong><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">)</span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"> ของ </span><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">TRIS Rating</span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"> ร่วมถ่ายทอดหลักเกณฑ์สำคัญในการจัดทำกรอบการเงินเพื่อความยั่งยืน (</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">Sustainable Finance Framework</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">) และกรอบการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">Transition Finance Framework</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">) ที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากนักลงทุน</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">เพื่อทดลองและทำความเข้าใจการใช้งานแพลตฟอร์มภายในงาน </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/cimb-thai-launch-climate-transition-canvas/">CIMB เปิดตัว &#8216;Climate Transition Canvas&#8217; ช่วย​องค์กร​ Less Brown พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนขับเคลื่อนแผนเปลี่ยนผ่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 12:47:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Sink]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission]]></category>
		<category><![CDATA[Green Reforestation]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[Shared Value]]></category>
		<category><![CDATA[TOA]]></category>
		<category><![CDATA[TOA รักเรา รักษ์โลก ฟื้นคืนผืนป่าและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ทีโอเอ]]></category>
		<category><![CDATA[นพคุณ ปัญญาเสริมสุข]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[วิภาดา นาคไพรัช]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43539</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียพื้นที่ป่า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจไม่ได้มีบทบาทเพียงลดผลกระทบจากการดำเนินงานของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องร่วมเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมในระยะยาว บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งพื้นผิวของไทย เดินหน้านโยบาย Green Mission อย่างต่อเนื่อง ผ่านหนึ่งใน 7 กลยุทธ์ สำคัญ Green Reforestation ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี 2050 รวมทั้งสร้างคาร์บอนเครดิตสะสมให้ได้มากกว่า 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2042 ทั้งนี้ การขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญตามนโยบาย Green Mission ผ่านทั้ง 7 กลยุทธ์ ประกอบด้วย Greenovation : การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว, Green Production [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/">TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียพื้นที่ป่า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจไม่ได้มีบทบาทเพียงลดผลกระทบจากการดำเนินงานของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องร่วมเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมในระยะยาว</p>
<p><span id="more-43539"></span></p>
<p><strong>บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>TOA </strong>ผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งพื้นผิวของไทย เดินหน้านโยบาย <strong>Green Mission</strong> อย่างต่อเนื่อง ผ่านหนึ่งใน 7 กลยุทธ์ สำคัญ <strong>Green Reforestation</strong> ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี 2050 รวมทั้งสร้างคาร์บอนเครดิตสะสมให้ได้มากกว่า 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2042</p>
<p>ทั้งนี้ การขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญตามนโยบาย Green Mission ผ่านทั้ง 7 กลยุทธ์ ประกอบด้วย <strong>Greenovation :</strong> การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว, <strong>Green Production :</strong> การพัฒนากระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยของเสียและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ,​ <strong>Green Energy :</strong> การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้, <strong>Green Value Chain :</strong> การสร้างผลกระทบเชิงบวกภายในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท , <strong>Green Partner : </strong>การร่วมมือกับคู่ค้าในการส่งเสริมธุรกิจซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน, <strong>Green Certified :</strong> การรับรองมาตรฐานสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ  <strong>Green Reforestation : </strong>​การดำเนินกิจกรรมลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม​</p>
<p>ล่าสุด TOA ได้ประกาศความร่วมมือกับ <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ภายใต้ <strong>&#8216;</strong><strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217;</strong> เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการพื้นที่ป่าชุมชนอย่างเป็นระบบ พร้อมสร้างแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sink) ที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ครอบคลุมการดำเนินงานใน  <strong>111 </strong><strong>ชุมชน</strong> ของ <strong>5 </strong><strong>จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ยโสธร และอำนาจเจริญ</strong> โดย TOA ร่วมพัฒนาโครงการในพื้นที่สัดส่วนรวม 6,000 ไร่ พร้อมมุ่งส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทในการดูแลและปกป้องพื้นที่ป่าจากการบุกรุก การเสื่อมโทรม และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้ด้วยตนเองในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43599 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก<strong> คุณจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA และ <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ โดยมี <strong>​คุณวิภาดา นาคไพรัช</strong> ผู้อำนวยการสายงาน SHE &amp; Quality Management and Sustainability, <strong>คุณนพคุณ ปัญญาเสริมสุข</strong> Head of Marketing บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ <strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</p>
<p><strong>คุณจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA กล่าวว่า ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ TOA ในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ (Natural Carbon Sink) ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินธุรกิจ เพราะเชื่อว่าการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องดำเนินการทั้ง <strong>การลด</strong>​ และ ​<strong>ดูดกลับ</strong>​ ก๊าซเรือนกระจกควบคู่กันไป</p>
<p><em>&#8220;ที่ผ่านมา TOA ได้เดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ป่าในจังหวัดเลยและจังหวัดอุดรธานี ภายใต้โครงการ<strong> &#8216;TOA รักเรา รักษ์โลก ฟื้นคืนผืนป่าและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> ตั้งแต่ปี 2566 โดยมุ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43600 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานตามกลยุทธ์ <strong>Green Reforestation</strong> หนึ่งใน 7 กลยุทธ์หลักของนโยบาย<strong> Green Mission</strong> ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย <strong>Net Zero Greenhouse Gas Emissions </strong><strong>ภายในปี </strong><strong>2593 (</strong><strong>ค.ศ. </strong><strong>2050)</strong> เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศของประเทศ <em>&#8220;สำหรับ TOA การปลูกป่าไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนต้นไม้ แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนให้กับประเทศ  โดยหัวใจสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนเท่านั้น หากแต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่าง <strong>&#8216;คนกับป่า&#8217;</strong> ให้สามารถเติบโตและเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน&#8221; </em>คุณจตุภัทร์ กล่าวเพิ่มเติม​​</p>
<p>นอกจากนี้ TOA ยังมุ่งสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ให้เกิดขึ้นกับชุมชน โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ในการดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้จากกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่การเติบโตร่วมกันของธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p>ด้าน <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล </strong>เลขาธิการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับ TOA ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ภาคเอกชนไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมจากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่บรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น รวมถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชนอีกด้วย พร้อมสะท้อนให้เห็นความสำเร็จจากความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างมูลนิธิฯ และภาคเอกชนอย่าง TOA ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาของประเทศ และเชื่อมั่นว่าคนกับธรรมชาติสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43601 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL5.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p>สำหรับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาผ่าน 4 ภารกิจที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจร, ธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคงและรายได้ที่ยั่งยืนผ่านแบรนด์ดอยตุง, การแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่กับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ซึ่งนำประสบการณ์จากการลงมือทำจริงไปขยายผลร่วมกับองค์กรต่างๆ ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ TOA ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero และตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/">TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เซ็นทรัล รีเทล ยกระดับความเข้มข้นด้านสิ่งแวดล้อม ผุดโครงการ CRC Shaping Net Zero รวมพลัง Environment Champion จากทุกหน่วยธุรกิจ สู่เป้า Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/crc-shaping-net-zero-program/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 May 2026 07:47:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Central Retail]]></category>
		<category><![CDATA[CRC]]></category>
		<category><![CDATA[CRC Care]]></category>
		<category><![CDATA[CRC Shaping Net Zero Program]]></category>
		<category><![CDATA[Environment Champion]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[ReNEW]]></category>
		<category><![CDATA[จริยา จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[สุทธิสาร จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล รีเทล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42007</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า “ในสภาวะที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เซ็นทรัล รีเทล ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง ตระหนักถึงความสำคัญและได้จัดทำโครงการเพื่อความยั่งยืนภายใต้ปรัชญา ‘CRC Care’ เพื่อรับมือกับปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งใช้กลยุทธ์ ‘ReNEW’ เป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการก้าวสู่การเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2050 ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของประเทศ NDC 3.0 บนเวทีโลก ทั้งนี้ เราเชื่อมั่นว่าการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยธุรกิจและทุกฟังก์ชัน จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งโครงการ ‘CRC Shaping Net Zero Program &#8211; Designing Initiatives Towards Net Zero Goals Through Synergy and Innovation’ เพื่อยกระดับการทำงานให้เข้มข้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงค้นหานวัตกรรมและแนวทางใหม่ ๆ ที่จะเร่งเครื่ององค์กรให้เข้าใกล้เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/crc-shaping-net-zero-program/">เซ็นทรัล รีเทล ยกระดับความเข้มข้นด้านสิ่งแวดล้อม ผุดโครงการ CRC Shaping Net Zero รวมพลัง Environment Champion จากทุกหน่วยธุรกิจ สู่เป้า Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>CRC</strong> เปิดเผยว่า “ในสภาวะที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เซ็นทรัล รีเทล ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง ตระหนักถึงความสำคัญและได้จัดทำโครงการเพื่อความยั่งยืนภายใต้ปรัชญา ‘<strong>CRC Care</strong>’ เพื่อรับมือกับปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งใช้กลยุทธ์<strong> ‘ReNEW’</strong> เป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน</p>
<p><span id="more-42007"></span></p>
<p>โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการก้าวสู่การเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2050 ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของประเทศ NDC 3.0 บนเวทีโลก ทั้งนี้ เราเชื่อมั่นว่าการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยธุรกิจและทุกฟังก์ชัน จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งโครงการ ‘<strong>CRC Shaping Net Zero Program &#8211; Designing Initiatives Towards Net Zero Goals Through Synergy and Innovation’</strong> เพื่อยกระดับการทำงานให้เข้มข้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงค้นหานวัตกรรมและแนวทางใหม่ ๆ ที่จะเร่งเครื่ององค์กรให้เข้าใกล้เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”</p>
<p>เพื่อผลักดันเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้สามารถเกิดขึ้นได้จริงภายในปี 2050 ทุกหน่วยธุรกิจของ เซ็นทรัล รีเทล จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Environment Champion ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนแนวทางเพื่อสิ่งแวดล้อมใน 4 มิติหลักตามกลยุทธ์ <strong>‘ReNEW’</strong> ได้แก่ การลดก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน, สร้างสังคมที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม, ส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, และการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารที่ขับเคลื่อนโครงการและนวัตกรรมด้านความยั่งยืนต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การติดตั้งโซล่าร์เซลล์สำหรับห้างร้านและศูนย์กระจายสินค้า, การติดตั้งหลอดไฟ LED และขยายจุด EV Charger, การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานสะอาดในระบบโลจิสติกส์, การลดขยะฝังกลบผ่านการคัดแยกและรีไซเคิล, ตลอดจน “โครงการฮักโลก” ที่ส่งเสริมการจำหน่ายและการบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42008 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/CRC-Net-Zero-.png" alt="" width="1200" height="1500" /></p>
<p>โครงการ <strong>CRC Shaping Net Zero Program ใ</strong>นครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญให้ทีมงาน Environment Champion จากทุกหน่วยธุรกิจ ได้ร่วมเวิร์กช็อปแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และจุดประกายโซลูชันใหม่ ๆ โดยไอเดียที่มีศักยภาพจะได้รับการสนับสนุนให้เกิดการนำร่องปฏิบัติจริงเป็นแผนงานระยะสั้นเพื่อติดตามผล ก่อนจะพัฒนาสู่โรดแมประยะยาวในอนาคต นอกจากนี้ เซ็นทรัล รีเทล ยังให้ความสำคัญกับการสร้างอีโคซิสเต็มแห่งความยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรใน Value Chain โดยได้รับเกียรติจากพันธมิตรชั้นนำในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ PwC, SCGP, WHA Corporation และ OR มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การทำงานและร่วมพัฒนาไอเดียให้กลายเป็นแนวทางความยั่งยืนที่ปฏิบัติได้จริงต่อไป</p>
<p><strong>คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า “เซ็นทรัล รีเทล เชื่อมั่นว่าความยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง เราจึงมุ่งมั่นสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายร่วมกัน เพราะปัจจุบัน Net Zero ไม่ใช่เพียงมาตรการทางเลือกหรือโอกาสทางธุรกิจ แต่คือทางรอดและแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันภายใต้กติกาใหม่ของโลกที่มุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น วันนี้ เราเริ่มจุดประกายการเปลี่ยนแปลงจากภายในสู่ภายนอกเพื่อสร้างสรรค์ไอเดีย กล้าคิดและลงมือทำ พร้อมขยายผลไปสู่บุคลากรทั้งองค์กรอีกกว่า 50,000 คน รวมถึงลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้กับสังคมในวงกว้างต่อไป โดยเรามุ่งหวังว่าแผนงานที่ถูกพัฒนาขึ้นจากโครงการนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญที่นำพาองค์กรก้าวไปบนเส้นทางความยั่งยืนได้อย่างแข็งแกร่ง ตลอดจนผลักดันให้ธุรกิจเติบโตเคียงคู่ไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ Retail and Wholesale for All”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/crc-shaping-net-zero-program/">เซ็นทรัล รีเทล ยกระดับความเข้มข้นด้านสิ่งแวดล้อม ผุดโครงการ CRC Shaping Net Zero รวมพลัง Environment Champion จากทุกหน่วยธุรกิจ สู่เป้า Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มอง &#8216;การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ภาคพลังงานไทย&#8217; ป่าสาละ พัฒนา Net Zero Tracker เช็คลิสต์​เป้าหมาย​ &#8216;ทำจริง&#8217; หรือ&#8217;ฟอกเขียว&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/sal-forest-net-zero-tracker/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Apr 2026 06:45:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Aluminium Closed Loop Packaging System]]></category>
		<category><![CDATA[Bangchak]]></category>
		<category><![CDATA[banpu]]></category>
		<category><![CDATA[bcp]]></category>
		<category><![CDATA[BGRIM]]></category>
		<category><![CDATA[CKP]]></category>
		<category><![CDATA[Data]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[EGAT]]></category>
		<category><![CDATA[EGCO]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[Net zero tracker]]></category>
		<category><![CDATA[PTT]]></category>
		<category><![CDATA[RATCH]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[SRPC]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ป่าสาละ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าสาละ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สฤณี อาชวานันทกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40915</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ป่าสาละ จำกัด บริษัทวิจัยด้านธุรกิจยั่งยืน เปิดเผยผลการศึกษา การติดตามความก้าวหน้าด้าน &#8216;​การขับเคลื่อน​เป้าหมาย ​Net Zero 2050 ของภาค​พลังงาน&#8217; ผ่านเครื่องมือที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นมาสำหรับติดตามการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ ภายใต้แพลตฟอร์ม &#8216;Net Zero Tracker&#8217; สำหรับแพลตฟอร์ม Net Zero Tracker (www.netzerotracker.co) ถือเป็นแพลตฟอร์มแรกของประเทศไทย ที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้​ติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้า การดำเนินการสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ  Net Zero ของภาคธุรกิจ ภายหลังจากการประกาศเป้าหมายแล้วมีการขับเคลื่อนจริงเพื่อบรรลุเป้าหมายในแต่ละมิติอย่างไรบ้าง โดยเริ่มนำร่องใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมภาคพลังงานเป็นกลุ่มแรก และเลือกติดตามการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทสูงสุดในระบบการจัดการพลังงานของประเทศ ​รวมทั้งบริษัทพลังงาน ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวม 10 แห่ง ประกอบด้วย ​1. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย , 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , 3. บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/sal-forest-net-zero-tracker/">มอง &#8216;การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ภาคพลังงานไทย&#8217; ป่าสาละ พัฒนา Net Zero Tracker เช็คลิสต์​เป้าหมาย​ &#8216;ทำจริง&#8217; หรือ&#8217;ฟอกเขียว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บริษัท ป่าสาละ จำกัด บริษัทวิจัยด้านธุรกิจยั่งยืน เปิดเผยผลการศึกษา การติดตามความก้าวหน้าด้าน <strong>&#8216;​การขับเคลื่อน​เป้าหมาย ​Net Zero 2050 ของภาค​พลังงาน&#8217;</strong> ผ่านเครื่องมือที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นมาสำหรับติดตามการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ ภายใต้แพลตฟอร์ม<strong> &#8216;Net Zero Tracker&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-40915"></span></p>
<p>สำหรับแพลตฟอร์ม <strong>Net Zero Tracker</strong> (www.netzerotracker.co) ถือเป็นแพลตฟอร์มแรกของประเทศไทย ที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้​ติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้า การดำเนินการสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ  Net Zero ของภาคธุรกิจ ภายหลังจากการประกาศเป้าหมายแล้วมีการขับเคลื่อนจริงเพื่อบรรลุเป้าหมายในแต่ละมิติอย่างไรบ้าง โดยเริ่มนำร่องใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมภาคพลังงานเป็นกลุ่มแรก และเลือกติดตามการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทสูงสุดในระบบการจัดการพลังงานของประเทศ ​รวมทั้งบริษัทพลังงาน ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวม 10 แห่ง ประกอบด้วย</p>
<p>​1. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย , 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , 3. บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) , 4. บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), 5. บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) , 6. บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), 7. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), 8. บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) , 9. บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) และ 10. บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40927 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-ksarinee.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสฤณี อาชวานันทกุล</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ป่าสาละ จำกัด เปิดเผยเพิ่มเติมถึงการนำร่องใช้แพลตฟอร์ม <strong>&#8216;Net Zero Tracker&#8217;</strong> <strong>(NZT)</strong> ในกลุ่มภาคอุตสาหกรรมพลังงานว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง (High Emission) ​ในสัดส่วนที่มากกว่า 70% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ขณะเดียวกันยังมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการใช้พลังงานหมุนเวียนในหลากหลายรูปแบบ ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงานต่างออกมาประกาศเป้าหมาย Net Zero เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ</p>
<p>นอกจากนี้ การขยับเป้าหมาย​​ระดับประเทศให้เร็วขึ้น 15 ปี พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผน NDC 3.0 ไว้ที่ 47% หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนในภาคพลังงานได้ ก็จะมีส่วนช่วยผลักดันประเทศไทยไปสู่เป้าหมายได้ตามแผนที่วางไว้ ประกอบกับการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายของภาคพลังงานมีความเสี่ยงและส่งผลกระทบต่อกลุ่ม​​ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายมิติ ทั้งกลุ่มผู้มีอิทธิพล หรือกลุ่มเปราะบาง ​การติดตามเพื่อให้เกิดกระบวนการในการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมจึงมีความสำคัญอย่างมากเช่นกัน</p>
<p>สำหรับการพัฒนาแพลตฟอร์มได้ทำการอ้างอิงเกณฑ์​การประเมินให้สอดคล้องกับแพลตฟอร์มในต่างประเทศอย่าง Climate Action 100+  ที่ศึกษาเรื่อง​การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ เพื่อประกอบการกำหนดเกณฑ์การประเมินในแต่ละมิติอย่างรอบด้าน ทำให้แพลตฟอร์มมีความแตกต่างจากมาตรฐานด้านความยั่งยืนอื่นๆ ที่อาจโฟกัสเรื่องของการรายงาน ขณะที่ Net Zero Tracker จะเน้นการติดตามเพื่อให้เกิด<strong> การแข่งขันที่ดี และการเปลี่ยนผ่านที่น่าเชื่อถือในภาคพลังงาน</strong> เนื่องจาก คะแนนที่ได้สะท้อนการขับเคลื่อนและผลการดำเนินงานจริงของแต่ละองค์กรผ่าน 4 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย 1. การกำหนดเป้าหมาย (Target)​ 2.การกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล (Oversight and Disclosure) 3.ผลการดำเนินงาน (Performance) และ 4.การเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม (Just Transition) ซึ่งทั้ง 10 บริษัทสามารถเข้าไปดูคะแนนของตัวเองทั้งคะแนนโดยรวม คะแนนแต่ละด้าน รวมทั้งการเปรียบเทียบผลการดำเนินการของตัวเองและคู่แข่งเพื่อนำมาปรับปรุงแผนการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ให้มีประสิทธิภาพได้เพิ่มมากขึ้น​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40926 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/re-k-sarinee.jpg" alt="" width="533" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เครื่องมือนี้ยังสามารถเป็นตัวช่วยที่ดีของบริษัทพลังงานต่างๆ เพื่อสามารถทราบถึงสถานะในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะเป้าหมายสู่ Net Zero รวมทั้งการพิจารณาว่ามีเกณฑ์เรื่องใดบ้างที่ยังต้องปรับปรุงหรือเร่งเครื่องให้มากขึ้น โดยเฉพาะการประเมินทั้งมิติด้านข้อมูล เป้าหมาย และผลของการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้น ​​ทำให้ทราบว่าบริษัทต่างๆ ที่ออกมาประกาศเป้าหมาย Net Zero นั้น ได้มีการวางแผนงาน และการขับเคลื่อนจริงเป็นอย่างไร หรือมีเกณฑ์การชี้วัดอะไรบ้างที่ต้องพิจารณา ซึ่งเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมานี้สามารถสะท้อนข้อเท็จจริง และความโปร่งใสต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ในอนาคตยังสามารถนำไปเป็นแนวทางในการศึกษาหรือติดตามการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้เช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับความสำเร็จในการพัฒนาแพลตฟอร์ม Fair Finance ซึ่งทางป่าสาละได้พัฒนามาก่อนหน้านี้ สำหรับติดตามการขับเคลื่อนความยั่งยืนในกลุ่มธุรกิจภาคการเงิน ทำให้ปัจจุบันมีความตื่นตัวด้านความยั่งยืน และมีการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเห็นการเปลี่ยนผ่านและการพัฒนาของ Sustainable Finance ได้อย่างชัดเจน และเชื่อว่าจะสามารถเกิดขึ้นในภาคพลังงานเช่นเดียวกัน&#8221;</em></p>
<p><strong>สรุปผลการประเมิน Net Zero Tracker ปีแรก พร้อม 3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย</strong></p>
<p>ทั้งนี้ ในส่วนผล​​การประเมินของ Net Zero Tracker ในปีแรก จากการติดตาม​​การขับเคลื่อน​เป้าหมาย ​Net Zero 2050 ของภาค​พลังงาน สามารถสรุปผลการประเมินได้ต่อไปนี้</p>
<p>​- บริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดมีจำนวน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (BANPU) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) โดยได้ 15 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน</p>
<p>&#8211; ตามมาด้วย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) 14.11 คะแนน, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) 14 คะแนน, บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) 12.11 คะแนน, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) 12 คะแนน, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BGRIM) 11 คะแนน, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) 6 คะแนน และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) 2.25 คะแนน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40917 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/score-logo.png" alt="" width="1200" height="704" /></p>
<p>&#8211; พร้อมรายละเอียดการประเมิน โดยแยกในแต่ละ​มิติในการดำเนินการ ประกอบด้วย<br />
<strong>1. การกำหนดเป้าหมาย :</strong> มีบริษัท 7 แห่งที่ได้คะแนนเรื่องนี้ โดยมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 2.00 คะแนน จาก 10 คะแนน จากการประกาศเป้าหมาย Net zero ในสโคป 1 และ 2 และไม่ต่ำกว่า 95% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ขณะที่อีก 3 แห่งยังไม่ได้ประกาศเป้า Net Zero หรือมีเพียง Zero Carbon , Carbon Neutral</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40925 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Target-.png" alt="" width="1200" height="612" /></p>
<p><strong>2. การกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล</strong> : บริษัททุกแห่งได้คะแนนในหัวข้อนี้ โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.10 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ส่วนใหญ่มีการตั้งคณะกรรมการหรือผู้บริหารที่รับผิดชอบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ รวมทั้งมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40922 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/disclosed.png" alt="" width="1200" height="607" /></p>
<p><strong>3.ผลการดำเนินงาน</strong> : มีบริษัท 6 แห่ง เท่านั้นที่ได้คะแนนในหัวข้อนี้ โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 0.65 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน เนื่องจากมีปริมาณการปล่อย หรือความเข้มข้นในการปล่อย​ลดลงได้เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้บางแห่งจะใช้วิธีชดเชย (offsets) ขณะที่แผนลดคาร์บอนส่วนใหญ่ยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจน อาทิ การเปิดเผยปริมาณการชดเชย ประเภทการชดเชย และใบรับรองการชดเชย เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40923 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Performance.png" alt="" width="1200" height="613" /></p>
<p><strong>4. การเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม</strong> : บริษัท 9 แห่งที่ได้คะแนนจากหัวข้อนี้ โดยคะแนนเฉลี่ยอยู่ที 1.9 เต็ม 10 ส่วนใหญ่มีการประกาศว่าจะเคารพสิทธิมนุษยชนและพร้อมเยียวยาเมื่อเกิดการละเมิด รวมทั้งบางแห่งที่มีนโยบายเฉพาะ เช่น การไม่ฟ้องปิดปากผู้ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบริษัทในที่สาธารณะ หรือไม่ตอบโต้ผู้ร้องเรียน เป็นต้น</p>
<p><b> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40924 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Transiiton.png" alt="" width="1200" height="614" /></b></p>
<p><b>&#8211; </b>สำหรับ 3 ​ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านในภาคพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย</p>
<p>1. ภาครัฐควรประกาศแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับชาติที่ชัดเจน เนื่องจาก ปัจจุบันบริษัทพลังงานยังต้องเจอความท้าทายเพราะนโยบายของภาครัฐในเรื่องนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำหนดปีเป้าหมายในการปลดระวางโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหินและก๊าซ) ก่อนกำหนดอย่างชัดเจน หรือมีกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม (just energy transition) ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม เพื่อจูงใจการดำเนินการของบริษัทพลังงานได้เพิ่มมากขึ้น<br />
2. ภาครัฐควรออกนโยบายสนับสนุนการแก้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทเจ้าของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น</p>
<p>3. เรื่องกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก (anti-SLAPP law) เพื่อคุ้มครองการมีส่วนร่วมของสาธารณชนในประเด็นสาธารณะ รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย Net Zero และการดำเนินธุรกิจของบริษัทพลังงานด้วย เนื่องจาก เรื่องพลังงานมักเป็นประเด็นที่ภาคประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังไม่มีกฎหมายชัดเจนจากภาครัฐ ถ้ามีการประกาศเรื่องนี้ชัดเจน จะเป็นกลไกที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม ภาคพลังงานเองก็จะมีข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40916 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/NZT-Report.jpg" alt="" width="1200" height="600" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/sal-forest-net-zero-tracker/">มอง &#8216;การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ภาคพลังงานไทย&#8217; ป่าสาละ พัฒนา Net Zero Tracker เช็คลิสต์​เป้าหมาย​ &#8216;ทำจริง&#8217; หรือ&#8217;ฟอกเขียว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;แสนสิริ&#8217; อสังหาฯ รายแรกที่ได้ Green Loan ตามเกณฑ์​ Thailand Taxonomy ขับเคลื่อน​ 3 Green Framework ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/sansiri-got-green-loan-thailand-taxonomy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Feb 2026 06:22:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Architecture]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Emission Intensity]]></category>
		<category><![CDATA[Green Architecture & Design]]></category>
		<category><![CDATA[Green Building]]></category>
		<category><![CDATA[Green Construction]]></category>
		<category><![CDATA[Green Design]]></category>
		<category><![CDATA[Green Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Green Loan]]></category>
		<category><![CDATA[Green Procurement]]></category>
		<category><![CDATA[Landscape]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[Sansiri]]></category>
		<category><![CDATA[Sansiri Sustainable Design]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Taxonomy]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จริยา จันทร์เจิดศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยรัตน์ ธรรมชน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[แสนสิริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40135</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นผู้พัฒนาโครงการรายแรกของไทย ที่ได้รับการอนุมัติ Green Loan มูลค่า 4,000  ล้านบาท จากธนาคารกสิกรไทย ตามเกณฑ์​ Thailand Taxonomy ซึ่งมีความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อมากกว่าแค่เรื่องการกำหนดให้ใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ลงลึกไปถึงการวัดค่าความเข้มของการปล่อยปริมาณคาร์บอน (Carbon Emission Intensity) ในการก่อสร้างเลยทีเดียว สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาโครงการของ &#8216;แสนสิริ&#8217; เพื่อสร้างมาตร​ฐาน &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย ที่ต้องยกระดับมากกว่าแค่การเริ่มขับเคลื่อนไปตามข้อกำหนด แต่​​สามารถ &#8216;วัดผลได้จริง&#8217;  ผ่านความสำเร็จในการได้รับอนุมัติ Green Loan หรือสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อมมูลค่า 4,000 ล้านบาท สำหรับ 3 โครงการคอนโดมิเนียมของแสนสิริ ประกอบไปด้วย พีทีวาย เรสซิเดนซ์ สาย 1 (PTY Residence Sai 1) พัทยา, เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิน (The Standard Residences [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/sansiri-got-green-loan-thailand-taxonomy/">&#8216;แสนสิริ&#8217; อสังหาฯ รายแรกที่ได้ Green Loan ตามเกณฑ์​ Thailand Taxonomy ขับเคลื่อน​ 3 Green Framework ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) </strong>ถือเป็นผู้พัฒนาโครงการรายแรกของไทย ที่ได้รับการอนุมัติ Green Loan มูลค่า 4,000  ล้านบาท จากธนาคารกสิกรไทย ตามเกณฑ์<strong>​ Thailand Taxonomy</strong> ซึ่งมีความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อมากกว่าแค่เรื่องการกำหนดให้ใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ลงลึกไปถึงการวัดค่าความเข้มของการปล่อยปริมาณคาร์บอน (Carbon Emission Intensity) ในการก่อสร้างเลยทีเดียว</p>
<p><span id="more-40135"></span></p>
<p>สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาโครงการของ <strong>&#8216;แสนสิริ&#8217;</strong> เพื่อสร้างมาตร​ฐาน<strong> &#8216;ความยั่งยืน&#8217;</strong> ให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย ที่ต้องยกระดับมากกว่าแค่การเริ่มขับเคลื่อนไปตามข้อกำหนด แต่​​สามารถ <strong>&#8216;วัดผลได้จริง&#8217; </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40143 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Green-Loan-process.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ผ่านความสำเร็จในการได้รับอนุมัติ Green Loan หรือสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อมมูลค่า 4,000 ล้านบาท สำหรับ 3 โครงการคอนโดมิเนียมของแสนสิริ ประกอบไปด้วย <strong>พีทีวาย เรสซิเดนซ์ สาย 1</strong> (PTY Residence Sai 1) พัทยา, <strong>เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิ</strong>น (The Standard Residences Hua Hin), และ <strong>ไวด์เด็น บาย แสนสิริ (WIDEN by Sansiri)</strong> นางลิ้นจี่ ซึ่งแสนสิริเป็นบริษัทแรกของธนาคารกสิกรไทย ที่ใช้เกณฑ์การประเมินสินเชื่อสอดคล้องตาม<strong> Thailand Taxonomy</strong> ที่เข้มข้นด้วยกลไกตรวจสอบระดับสากล</p>
<p><strong>วาง 3 Framework ขับเคลื่อน &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ผ่านทุกมิติ </strong></p>
<p><strong>คุณจริยา จันทร์เจิดศักดิ์</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสนสิริ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กระบวนการคิดและการทำงานของแสนสิ​ริผ่านการพัฒนาโครงการมาไม่ต่ำกว่า 500 โครงการ ให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด พร้อม​มุ่งยกระดับมาตรฐานให้เข้มข้นเพิ่มมากขึ้น หลังประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนสู่ Net Zero 2050  ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยที่ตั้งเป้าหมายอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2023</p>
<figure id="attachment_40144" aria-describedby="caption-attachment-40144" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-40144 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Re-Knong-kbank.jpg" alt="" width="1200" height="901" /><figcaption id="caption-attachment-40144" class="wp-caption-text">คุณชัยรัตน์ ธรรมชน Landscape Architecture และ คุณจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสนสิริ</figcaption></figure>
<p>สำหรับการพัฒนาโครงการให้เป็น Sustainability Project แสนสิริ ให้ความสำคัญในทุกขั้นตอนทั้งก่อนก่อสร้าง และในระหว่างการก่อสร้าง รวมทั้งการร่วมมือกับพันธมิตร คู่ค้ากว่า 4,00 ราย ตลอดทั้งห่วงโซ่อย่างรอบด้าน เพื่อร่วมกัน​ขับเคลื่อน <strong>&#8216;3 Green Framework&#8217;  </strong>ตามแนวทางต่อไปนี้</p>
<p>&#8211; <strong>Green Architecture &amp; Design : </strong>เน้นการออกแบบ​เพื่อการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน สร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย (Well-being) รวมทั้งประหยัดพลังงาน ผ่านการออกแบบที่เน้นความเข้าใจในธรรมชาติและบริบทในแต่ละพื้นที่ (Nature Based Design Solution) มาปรับใช้ เพื่อลดการใช้พลังงานของบ้านและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย พร้อมส่งมอบบ้านที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และรองรับการอยู่อาศัยของลูกบ้านอย่างดีที่สุด</p>
<p><strong>-Green Construction : </strong>การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้นำผนังคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูป (Precast) มาใช้ในโครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของผลิตภัณฑ์  รวมทั้งทำให้​สามารถก่อสร้างได้เร็วขึ้นราว 3 เดือน ​ช่วยลดขยะ​​ 15% รวมทั้ง​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งปริมาณ​ฝุ่นและการเกิดมลพิษต่างๆ ภายในไซต์ก่อสร้างลงได้เป็นจำนวนมาก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40145 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Re-Slide13.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>&#8211; Green Procurement :  </strong>การคัดเลือกคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใส่ใจกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ​รวมทั้งการคำนึงถึงการผลิตที่ลดการใช้ทรัพยากรหรือการนำกลับมาใช้ใหม่ พร้อมทั้งการจัดซื้อวัสดุในการก่อสร้างที่มีคาร์บอนต่ำ และประหยัดพลังงาน (Low-Carbon) ซึ่งปัจจุบัน​มีสัดส่วน​การใช้วัสดุคาร์บอนต่ำแล้ว 65% ​</p>
<p><em>&#8220;แสนสิริเริ่มต้นจากการวางรากฐาน &#8216;กระบวนการคิด&#8217; ใหม่ทั้งหมด มาตรฐานการออกแบบและก่อสร้างของแสนสิริในยุคปัจจุบันจึงถูกหล่อหลอมด้วยความใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมอย่างลึกซึ้ง โดยมุ่งเน้นการจัดการทรัพยากรอย่างมีคุณภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการขยะจากการก่อสร้าง การบำบัดน้ำเสียอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการจัดสรรพื้นที่สีเขียวที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อคืนความสมดุลให้แก่ธรรมชาติและชุมชนรอบข้าง&#8221;</em></p>
<p><strong>เซ็ตมาตรฐานใหม่ &#8216;Green Projects&#8217; ภาคอสังหาฯ ไทย</strong></p>
<p><strong>คุณชัยรัตน์ ธรรมชน</strong> Landscape Architecture แสนสิริ กล่าวถึงการสร้างมาตรฐานใหม่ใน Green Projects หรือ <em><strong>การพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของแสนสิริ ที่เน้นการ &#8216;วัดผลได้จริง&#8217; และสอดคล้องไปกับเกณฑ์มาตรฐานในระดับสากล</strong> </em>โดยเฉพาะทั้ง 3 โครงการต้นแบบ ที่ได้รับ Green Loan ตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy ที่กำหนด​​ค่าความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนที่ราว 61 กิโลคาร์บอนต่อตารางเมตร เทียบกับมาตรฐานโครงการทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 80 กิโลคาร์บอนต่อตารางเมตร และส่งผลให้โครงการสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ 25-35% ซึ่งได้รับการรับรอง​ผลจาก <strong>Bureau Veritas</strong><strong> (บูโร เวอริทัส) </strong>องค์กรตรวจสอบระดับสากล ​ทำให้ได้รับ​ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก ซึ่ง<strong>แสนสิริเป็นรายแรกที่สามารถนำค่า</strong><strong> Emission Intensity </strong>มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40140 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Slide23.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>&#8220;ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้มาจากการใส่ใจในการพัฒนาโครงการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่แรกของแสนสิริ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการ​ผ่าน 3 Green Framework  และแนวคิด​ออกแบบโครงการ​ &#8216;<strong>Sansiri Sustainable Design&#8217;</strong> เพื่อตอบโจทย์อินไซต์สำคัญของผู้อยู่อาศัย ทั้งการอยู่สบาย และประหยัดพลังงาน ผ่านการให้ความสำคัญในการออกแบบที่ยั่งยืนตามแนวทาง​ Nature based Solution เพื่อต่อยอดจากทรัพยากรธรรมชาติที่มี มาสู่การสร้างฟังก์ชั่นให้ผู้อยู่อาศัยได้ใช้ประโยชน์ตามบริบทของพื้นที่ พร้อมทั้ง​ช่วยลดทั้งอุณหภูมิภายในโครงการ และช่วยลดการใช้พลังงานในภาพรวมลงได้ ประกอบกับการเลือกใช้วัสดุรักษ์โลก การเติมพื้นที่สีเขียวภายในโครงการ ทำให้โครงการของแสนสิริช่วยลดผลกระทบต่อโลกแบบจับต้องได้ ขณะเดียวกันยังดีต่อผู้อยู่อาศัยทั้งการมีสุขภาพที่ดี คุณภาพชีวิตที่ดี และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้พลังงานที่น้อยลงแบบจับต้องผลลัพธ์ได้จริง&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40141 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Slide25.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>​กระบวนการคิดตามแนวทาง &#8216;<strong>Sansiri Sustainable Design&#8217;</strong> ได้ถ่ายทอดผ่าน 3 โครงการต้นแบบ เพื่อสะท้อนภาพ การออกแบบที่สร้าง <strong>&#8216;ความยั่งยืน&#8217;</strong> ให้มาพร้อมกัน<strong> &#8216;การอยู่สบาย</strong>&#8216; อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการออกแบบโครงการแนวสูงอย่าง <strong>WIDEN by Sansiri และ PTY Residence Sai 1</strong> เน้นนวัตกรรมที่ช่วยให้ตัวอาคาร &#8216;หายใจได้&#8217; และพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ตั้งแต่การติดตั้ง Solar Cell ในพื้นที่ส่วนกลาง การใช้ไฟ Solar Light เพื่อความปลอดภัยที่ไร้ต้นทุนพลังงาน ไปจนถึงการรังสรรค์ Roof Garden ที่ช่วยลดความร้อนสะสมก่อนเข้าสู่ตัวอาคาร รวมถึงการเลือกใช้ Permeable Pavement หรือวัสดุให้น้ำซึมผ่านได้ เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังและคืนน้ำสู่ดินอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนในโครงการแนวราบอย่าง<strong> The Standard Residences Hua Hin</strong> ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณให้เข้ากับวิถีชีวิตริมชายทะเล โดยเน้นการเปิดพื้นที่โล่งให้สัมพันธ์กับทิศทางลมธรรมชาติ เลือกใช้วัสดุพื้นผิวที่ช่วยระบายน้ำและพลังงานทางเลือกในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อให้การอยู่อาศัยกลมกลืนกับธรรมชาติรอบตัวมากที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40146 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Slide5.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>คุณจริยา </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโครงการ Green Projects มีความต้องการในตลาดอย่างสูงทั้งจากผู้อยู่อาศัยที่มองหาความอยู่สบายและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รวมทั้งกลุ่มนักลงทุนและสถาบันการเงินที่ต้องการลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะ​โครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เชื่อถือได้ในระดับสากล ​ซึ่งข้อมูลจากรายงานระดับโลก ได้สะท้อนการเติบโตของ Green Building รวมทั้งมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้นของโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสีเขียวในระดับสากล จะมีมูลค่าสูงกว่าโครงการทั่วไป 7-11% รวมทั้งมีอัตราในการปล่อยเช่าหรือขายได้เร็วกว่าถึง 25%</p>
<p><em>&#8220;การยกระดับมาตรฐาน​ด้านความยั่งยืน​ของแสนสิริในครั้งนี้ สร้างให้เกิดประโยชน์สำหรับทุกฝ่ายได้แบบ Tripple Win ทั้งแสนสิริ ที่เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนทางการเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำลง เช่น​ Green Loan หรือ Sustainable Finance ต่างๆ ขณะที่ลูกบ้านจะได้อยู่อาศัยในโครงการที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี และประหยัดพลังงานน รวมทั้งการได้ทรัพย์สินที่มีแนวโน้มเพิ่มมูลค่าได้ดีกว่าในอนาคต รวมทั้งยังสนับสนุนประเทศไทยในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ได้อีกทางหนึ่ง&#8221;</em> คุณจริยา กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/sansiri-got-green-loan-thailand-taxonomy/">&#8216;แสนสิริ&#8217; อสังหาฯ รายแรกที่ได้ Green Loan ตามเกณฑ์​ Thailand Taxonomy ขับเคลื่อน​ 3 Green Framework ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน &#8216;Green Transition&#8217; เปลี่ยนผ่านสู่ &#8216;ธุรกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/green-transition-to-low-carbon-business/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 14:19:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SD-ers]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Carbonfootprint]]></category>
		<category><![CDATA[CarbonReduction]]></category>
		<category><![CDATA[CarbonRemoval]]></category>
		<category><![CDATA[CIMB THAI]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Gren Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Low Emission]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Transitions]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ซีไอเอ็มบี ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[เจสัน ลี]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39302</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน Green Transition ของภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น ธุรกิจคาร์บอนต่ำ คือความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุน ขณะที่หนึ่งนโยบายสำคัญของภาคการเงินประเทศไทย คือ​การสนับสนุนกลุ่มลูกค้าธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพในการลดคาร์บอน Decarbonization เพื่อเปลี่ยนผ่านการดำเนิน​​ธุรกิจจาก Less Brown ไปสู่​ Green Economy สำหรับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) มีแนวทางสนับสนุนการขับเคลื่อน ความยั่งยืน ของกลุ่มลูกค้าธุรกิจผ่านกลยุทธ์ Sustainability360 ที่มีเป้าหมายช่วยลูกค้าธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน แบบ One Stop Solutionsโดยเฉพาะด้านการลดคาร์บอนเพื่อสามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันในยุคที่โลกมุ่งแก้ปัญหาสภาพอากาศ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 คุณเจสัน ลี ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) กล่าวถึงเป้าหมายธนาคารที่นำร่องโฟกัส​สนับสนุนการลดคาร์บอนใน 3 กลุ่มสำคัญที่มี​การปล่อยคาร์บอนในระดับสูง หรือจัดเป็นกลุ่ม High Emissions ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า, น้ำมันและก๊าซ รวมทั้งการผลิตปูนซีเมนต์ ขณะที่​ในปีใหม่นี้มีแผนแผนขยายเซ็กเตอร์เพิ่มเติมอีก1 กลุ่ม ​ซึ่งยังเน้นในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และจัดอยู่ในกลุ่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/green-transition-to-low-carbon-business/">การเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน &#8216;Green Transition&#8217; เปลี่ยนผ่านสู่ &#8216;ธุรกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div dir="auto"></div>
<div class="xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs x126k92a">
<div dir="auto">ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Green Transition</span></strong> ของภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น <strong>ธุรกิจคาร์บอนต่ำ</strong> คือความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุน</div>
</div>
<p><span id="more-39302"></span></p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ขณะที่หนึ่งนโยบายสำคัญของภาคการเงินประเทศไทย คือ​การสนับสนุนกลุ่มลูกค้าธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพในการลดคาร์บอน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Decarbonization</span> เพื่อเปลี่ยนผ่านการดำเนิน​​ธุรกิจจาก Less Brown ไปสู่​ Green Economy</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">สำหรับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) มีแนวทางสนับสนุนการขับเคลื่อน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> ของกลุ่มลูกค้าธุรกิจผ่านกลยุทธ์ Sustainability360 ที่มีเป้าหมายช่วยลูกค้าธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน แบบ One Stop Solutionsโดยเฉพาะด้านการลดคาร์บอนเพื่อสามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันในยุคที่โลกมุ่งแก้ปัญหาสภาพอากาศ และมุ่งสู่เป้าหมาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Net Zero 2050</span></div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>คุณเจสัน ลี</strong> ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) กล่าวถึงเป้าหมายธนาคารที่นำร่องโฟกัส​สนับสนุนการลดคาร์บอนใน 3 กลุ่มสำคัญที่มี​การปล่อยคาร์บอนในระดับสูง หรือจัดเป็นกลุ่ม High Emissions ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า, น้ำมันและก๊าซ รวมทั้งการผลิตปูนซีเมนต์ ขณะที่​ในปีใหม่นี้มีแผนแผนขยายเซ็กเตอร์เพิ่มเติมอีก1 กลุ่ม ​ซึ่งยังเน้นในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และจัดอยู่ในกลุ่ม High Emissions เช่นเดิม</div>
<div dir="auto">​</div>
<div dir="auto">การช่วยภาคธุรกิจลดคาร์บอนของ <strong>CIMB Thai</strong> จะเน้นที่ธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก เพื่อโฟกัสการลดคาร์บอนในขอบเขตที่เป็นสโคป 1 และ 2 เป็นสำคัญ แม้ว่าความเข้าใจในเรื่องของปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ที่เกิดขึ้นภายในห่วงโซ่ธุรกิจ สัดส่วนการสร้างปริมาณคาร์บอนส่วนใหญ่มักจะเกิดจากสโคปที่ 3 หรือเกิดขึ้นภายในซัพพลายเชนของธุรกิจ โดยมีสัดส่วนเกินครึ่ง โดยในบางอุตสาหกรรมคาร์บอนในสโคป 3​ อาจสูงไปจนถึง 80-90% เลยทีเดียว</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ขณะที่มุมมองของ <strong>คุณเจสัน ลี</strong> มองว่า ในการขับเคลื่อนการลดคาร์บอนนั้น ธุรกิจทุกรายจะเริ่มจากการลดคาร์บอนภายในธุรกิจของตัวเองก่อน หรือเริ่มจากการลดในสโคป 1 และ 2 ขณะที่สโคป 3 จะเป็นตัวเลขที่นำมาบันทึกเพื่อจัดทำบัญชีคาร์บอนของภาคธุรกิจ แต่ในการขับเคลื่อนเพื่อลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ในภาพรวมของประเทศ จะนับจากสโคป 1 และ 2 เท่านั้น แต่ไม่ได้นำสโคป 3 มาคำนวณด้วย เพราะจะเกิดการนับซ้ำในระบบ (Double Counting) และทำให้ปริมาณไม่ตรงกับความเป็นจริง</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ทั้งนี้ เนื่องจากการปล่อยคาร์บอนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในช่วงสโคป 1 และ 2 เท่านั้น จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีคาร์บอนฟุตพรินท์จากการใช้พลังงานและไฟฟ้าในปริมาณสูง หากสามารถลดการปลดปล่อย โดยเฉพาะการลด​แบบ Removal ที่สามารถลดปริมาณการ​ปล่อยได้​ตั้งแต่ต้นทาง​ จะทำให้สามารถสร้างผลกระทบในการช่วยแก้ไขวิกฤตสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ​</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">&#8220;การคำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์สโคป 3 จะมีบทบาทในการวิเคราะห์พอร์ตโฟลิโอองค์กรของภาคธุรกิจเป็นหลัก แต่ปริมาณในสโคป 1 และ 2 คือปริมาณคาร์บอนที่มีการปลดปล่อยออกมาจริงๆ และเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤตสภาพอากาศ ​ดังนั้น การโฟกัสให้ธุรกิจขนาดใหญ่เปลี่ยนผ่านได้ จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญหากทุกธุรกิจให้ความสำคัญที่จะ​ขับเคลื่อนแผนการลดคาร์บอนของตนเองอย่างจริงจัง ปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ในสโคป 3 ก็จะลดน้อยลงได้อย่างอัตโนมัติ&#8221;</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">CIMB Thai</span> </strong>มองว่า แนวทางการขับเคลื่อนที่ธนาคารวางนโยบายไว้นั้น นอกจากการช่วยภาคธุรกิจไทยให้สามารถเปลี่ยนผ่านเพื่อแข่งขันได้ ยังช่วยเพิ่มศักยภาพและเร่งสปีดประเทศไทยในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net zero 2050 ได้เพิ่มมากขึ้นด้วย จากช่วงที่ผ่านมา ประสิทธิภาพในการลดคาร์บอนโดยภาพรวมของประเทศยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/green-transition-to-low-carbon-business/">การเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน &#8216;Green Transition&#8217; เปลี่ยนผ่านสู่ &#8216;ธุรกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ThaiCBN จับมือกรมลดโลกร้อน เร่งเครื่อง NDC 3.0 เดินหน้ายกระดับเครือข่ายร่วมพาไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/thaicbn-and-dcce-drive-ndc30/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Jan 2026 02:39:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[DCCE]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Department Of Climate Change and Environment]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Nationally Determined Contribution]]></category>
		<category><![CDATA[NDC 3.0]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[ThaiCBN]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Climate Business Network]]></category>
		<category><![CDATA[กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[กรมลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ความท้าทายด้านภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39627</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย หรือ ThaiCBN (Thailand Climate Business Network) ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยกระดับการดำเนินงานของเครือข่าย ThaiCBN ด้วยการให้คำปรึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมกลุ่มความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกรอบเป้าหมายใหม่ของประเทศ (NDC 3.0) เพื่อมุ่งสู่การเป็น Net Zero ปี 2593 (ค.ศ.2050) ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้กรอบ NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution) เพื่อวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเร่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) เร็วขึ้นจากแผนเดิม 15 ปี เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กระทบทั้งเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน NDC 3.0 ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ ทั้งในมิตินโยบาย เทคโนโลยี และเงินลงทุน โดยได้มีการกำหนดสัดส่วนการลงทุนจากภายในประเทศและการสนับสนุนจากต่างประเทศในอัตรา 70:30 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/thaicbn-and-dcce-drive-ndc30/">ThaiCBN จับมือกรมลดโลกร้อน เร่งเครื่อง NDC 3.0 เดินหน้ายกระดับเครือข่ายร่วมพาไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย</strong> หรือ <strong>ThaiCBN</strong> (Thailand Climate Business Network) ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยกระดับการดำเนินงานของเครือข่าย ThaiCBN ด้วยการให้คำปรึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมกลุ่มความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจ</p>
<p><span id="more-39627"></span></p>
<p>เพื่อสร้างโอกาสในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกรอบเป้าหมายใหม่ของประเทศ (NDC 3.0) เพื่อมุ่งสู่การเป็น Net Zero ปี 2593 (ค.ศ.2050)</p>
<p><strong>ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม</strong> ระบุว่า ประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้กรอบ NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution) เพื่อวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเร่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) เร็วขึ้นจากแผนเดิม 15 ปี เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กระทบทั้งเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน NDC 3.0 ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ ทั้งในมิตินโยบาย เทคโนโลยี และเงินลงทุน โดยได้มีการกำหนดสัดส่วนการลงทุนจากภายในประเทศและการสนับสนุนจากต่างประเทศในอัตรา 70:30 จึงทำให้การสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เช่น เครือข่ายฯ ThaiCBN กลายเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยน <strong>“ความท้าทายด้านภูมิอากาศ</strong>” ให้เป็น “<strong>โอกาสในการพัฒนา</strong>” และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ประธานคณะกรรมการบริหารเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (</strong><strong>ThaiCBN)</strong> เปิดเผยว่า เครือข่ายฯ ThaiCBN เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคการเงินและการธนาคาร ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเชื่อมโยงและยกระดับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันประกอบด้วยองค์กรชั้นนำจำนวน 37 องค์กร อาทิ ธนาคารกสิกรไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา เป็นต้น</p>
<p>โดยมีเป้าหมายในการร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 37 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ผ่านการดำเนินงาน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาแนวปฏิบัติเพื่อเป็นต้นแบบในด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศ การสร้างพลังความร่วมมือระหว่างองค์กรและภาคส่วนต่าง ๆ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของประเทศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว</p>
<p>สำหรับ <strong>ความร่วมมือระหว่าง </strong><strong>ThaiCBN </strong><strong>กับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันผลักดันเป้าหมาย </strong><strong>NDC </strong><strong>3.0 ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมสุทธิเป็นศูนย์ ในปี </strong><strong>2593 (</strong><strong>2050)</strong> อย่างยั่งยืน จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ บนแนวทางการทำงานร่วมกัน ดังนี้</p>
<p><strong>1. ประสานงาน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้</strong> และให้คำปรึกษาเชิงนโยบายแก่โครงการที่อยู่ในเครือข่ายฯ ThaiCBN เพื่อให้โครงการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญและสามารถนำไปพัฒนาปรับปรุงได้สำเร็จ</p>
<p><strong>2. สนับสนุนการพัฒนาแนวทางปฏิบัติและกิจกรรมร่วมกันในระดับเครือข่าย</strong> เนื่องจากปัจจุบันเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมมีอยู่อย่างกระจัดกระจาย และอาจมีบทบาทซ้ำซ้อนกัน ดังนั้นเครือข่ายฯ ThaiCBN จึงร่วมกับกรมลดโลกร้อน รวบรวมและเข้าหารือกับแต่ละเครือข่ายถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อผลักดันให้บรรลุตามเป้าหมายของประเทศ</p>
<p><strong>3. เสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่ภาคธุรกิจ</strong> ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้และเครื่องมือ เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้จริง</p>
<p>การขับเคลื่อนประเทศสู่การบรรลุเป้าหมาย NDC 3.0 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ความร่วมมือนี้จึงตอกย้ำความสำคัญในการผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการพัฒนา และเสริมสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประเทศไทย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/thaicbn-and-dcce-drive-ndc30/">ThaiCBN จับมือกรมลดโลกร้อน เร่งเครื่อง NDC 3.0 เดินหน้ายกระดับเครือข่ายร่วมพาไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘From Kitchen to Creation’ น้ำมันพืชใช้แล้ว ไม่ใช่ ‘ผู้ร้าย’ GC x HMC Polymers เปลี่ยน Waste สู่ Value จุดประกาย ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ ประเทศไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/gc-standout-from-kitchen-to-creation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 25 Jan 2026 22:52:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bio-Chemicals]]></category>
		<category><![CDATA[Bio-Circular PP]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastics]]></category>
		<category><![CDATA[Chemical]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[From Kitchen to Creation]]></category>
		<category><![CDATA[GC]]></category>
		<category><![CDATA[GC StandOut]]></category>
		<category><![CDATA[GC x HMC Polymers]]></category>
		<category><![CDATA[High Value]]></category>
		<category><![CDATA[HMC Polymers]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[SAF]]></category>
		<category><![CDATA[Spark Exhibition]]></category>
		<category><![CDATA[Spark Market]]></category>
		<category><![CDATA[Spark Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Sparking the Future]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Spark by PTT Group 2026]]></category>
		<category><![CDATA[The Biorefinery]]></category>
		<category><![CDATA[The Biorefinery Journey of Tomorrow]]></category>
		<category><![CDATA[UCO]]></category>
		<category><![CDATA[Used Cooking Oil]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Waste to Value]]></category>
		<category><![CDATA[คอร์โซ อูซีลลี่]]></category>
		<category><![CDATA[จากครัว สู่เครื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันพืชใช้แล้ว]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคพงษ์ วังรัตนโสภณ]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติกชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เคมีภัณฑ์ชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[แตกต่างอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงกลั่นชีวภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39600</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงาน ‘Sustainability Spark by PTT Group 2026 : Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต’ เวทีความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศ โดย กลุ่ม ปตท. เพื่อร่วมจุดประกายการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจุดประกายพลังความร่วมมือเพื่อขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ เพราะ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายในงานครั้งนี้ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้ร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งการนำเสนอองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ตลอดจนการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและเศรษฐกิจหมุนเวียน สะท้อนบทบาทของ GC ในฐานะบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับสากล ที่มุ่งสร้างความแตกต่าง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อมและสังคม ทั้งการร่วมนิทรรศการ Spark Exhibition ภายใต้แนวคิด GC StandOut #แตกต่างอย่างยั่งยืน นำเสนอนวัตกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต่อยอดสู่ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างลงตัว ทั้งผลิตภัณฑ์พลาสติกซึ่งออกแบบให้ง่ายต่อการรีไซเคิล หรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/gc-standout-from-kitchen-to-creation/">‘From Kitchen to Creation’ น้ำมันพืชใช้แล้ว ไม่ใช่ ‘ผู้ร้าย’ GC x HMC Polymers เปลี่ยน Waste สู่ Value จุดประกาย ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ ประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงาน <strong>‘Sustainability Spark by PTT Group 2026 : Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต’</strong> เวทีความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศ โดย กลุ่ม ปตท. เพื่อร่วมจุดประกายการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><span id="more-39600"></span></p>
<p>พร้อมจุดประกายพลังความร่วมมือเพื่อขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ เพราะ<strong> ‘ความยั่งยืน’</strong> ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>
<p>ภายในงานครั้งนี้<strong> บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ<strong> GC</strong> ได้ร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งการนำเสนอองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ตลอดจนการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและเศรษฐกิจหมุนเวียน สะท้อนบทบาทของ GC ในฐานะบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับสากล ที่มุ่งสร้างความแตกต่าง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อมและสังคม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39602 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Spark2.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p>ทั้งการร่วมนิทรรศการ <strong>Spark Exhibition</strong> ภายใต้แนวคิด <strong>GC StandOut #แตกต่างอย่างยั่งยืน</strong> นำเสนอนวัตกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต่อยอดสู่ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างลงตัว ทั้งผลิตภัณฑ์พลาสติกซึ่งออกแบบให้ง่ายต่อการรีไซเคิล หรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพต่างๆ รวมทั้งนวัตกรรมการผลิตคุณภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>นอกจากนี้ ยังเพิ่มการมีส่วนร่วมให้ภาคชุมชนในโซน <strong>Spark Market</strong> จากร้านค้ารักษ์โลกอย่าง<strong> UPTOYOU ร้านรักระยอง </strong>และ<strong> ร้านวิสาหกิจชุมชนสวนผึ้งปลวกแดง</strong> และกิจกรรมในโซน <strong>Spark Activities</strong> สร้างการมีส่วนร่วมและความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมกับกิจกรรม <strong>Plastic Funtastic by GC</strong> สร้างสรรค์ <strong>พวงกุญแจ DIY จากพลาสติกใช้แล้ว</strong> ภายใต้แนวคิด <strong>GC StandOut </strong>ร่วมสื่อสารการคัดแยก การรีไซเคิล และการให้คุณค่าใหม่กับพลาสติกแบบเข้าใจง่าย จับต้องได้ รวมทั้งยังติดตั้งจุดรับคืนพลาสติกใช้แล้วภายในงานทั้งพลาสติกใส (PET) และพลาสติกขุ่น (HDPE) โดย GC YOUเทิร์น เพื่อนำไปบริหารจัดการตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39601 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Spark1.jpg" alt="" width="1200" height="636" /></p>
<p><strong>From Kitchen to Creation ลบภาพ ‘ผู้ร้าย’ น้ำมันใช้แล้ว</strong></p>
<p>GC ได้ร่วมปลดล็อกศักยภาพประเทศไทยสู่เป้าหมาย <strong>Net Zero 2050</strong> บนเวที <strong>Spark Talk</strong> ผ่านเสวนาพิเศษ หัวข้อ<strong> ‘From Kitchen to Creation : The Biorefinery Journey of Tomorrow’</strong> สะท้อนความร่วมมือของ <strong>GC</strong> และพันธมิตรในธุรกิจพลาสติกชีวภาพอย่าง <strong>HMC Polymers</strong> ต่อยอดเทคโนโลยีโรงกลั่นชีวภาพ หรือ <strong>Biorefinery</strong> เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้ของเสียจากครัวเรือนอย่างน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO : Used Cooking Oil) กลายเป็นพลังงานสะอาด เคมีภัณฑ์ชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ ผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตมูลค่าสูง ที่สามารถต่อยอดสู่นวัตกรรมใกล้ตัวอีกมากมาย</p>
<p><strong>คุณพรรคพงษ์ วังรัตนโสภณ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีขั้นต้นและขั้นกลาง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคิล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวว่า หลายคนอาจมองว่า <strong>‘น้ำมันพืชใช้แล้วเป็นผู้ร้าย’ </strong>เพราะเป็นสาเหตุของปัญหาทั้งต่อสุขภาพ หากผู้ประกอบการนำน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO) ไปใช้ทอดซ้ำ รวมทั้งยังสร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม จากการที่มีคราบไขมันจาก UCO ที่ถูกปล่อยทิ้งจากบ้านเรือน ร้านอาหาร หรือสถานประกอบการต่างๆ เข้าไปอุดตันตามท่อระบายน้ำจากการทิ้งอย่างไม่ถูกต้อง แต่ในทางกลับกันด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี Co-processing ในโรงกลั่นชีวภาพแบบครบวงจรของ GC ทำให้สามารถนำ UCO กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ในห่วงโซ่ได้อีกครั้ง ทั้งในมิติด้านสิ่งแวดล้อมและมิติทางเศรษฐกิจ ผ่านการขับเคลื่อนร่วมกับพันธมิตรในทุกภาคส่วน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39603 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/GC-at-Sustainability-Spark_Talk_03.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ด้วยความมุ่งมั่นในการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ ทำให้ GC สามารถเข้าไปช่วยแก้ไขผลกระทบเชิงลบที่เกิดจาก UCO ได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยการยกระดับความสามารถในการผลิตจากโรงกลั่นเดิมของบริษัทที่มีอยู่แล้ว มาสู่การนำ UCO ไปเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) หรือน้ำมันเครื่องบิน ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตเชิงพาณิชย์รายแรกในประเทศไทย และใช้งบประมาณเพียง 1.5% เมื่อเทียบกับการต้องสร้างโรงงานแห่งใหม่ รวมทั้งยังช่วยแก้ปัญหาในการเปลี่ยนของเสีย (Waste) ที่ไม่มีมูลค่าให้กลายเป็นของที่มีมูลค่าได้ใหม่อีกครั้ง ประกอบกับการใช้ระยะเวลาในการดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่เดือน ทำให้ทาง GC ร่วมกับพันธมิตรในกลุ่ม ปตท. อย่าง OR สามารถนำร่องทำตลาดให้บริการ SAF เชิงพาณิชย์ให้กับสายการบินต่างๆ ได้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ในปีที่ผ่านมา”</em></p>
<p>สำหรับ SAF ที่ผลิตจากโรงกลั่นชีวภาพครบวงจรของ GC นอกจากช่วยลดผลกระทบจากการทิ้งหรือการใช้น้ำมันเก่าอย่างไม่ถูกต้อง และสามารถผลิตได้ตามมาตรฐาน ISCC CORSIA ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมการบิน ด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนแล้ว น้ำมัน SAF ที่ผลิตขึ้นยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 85% เมื่อเทียบกับน้ำมันอากาศยานทั่วไป ทำให้ธุรกิจการบินซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง มีส่วนช่วยลดผลกระทบด้านสภาพอากาศตามแนวทางการบินยั่งยืนได้ด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39604 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/GC-6-Refinery_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>GC x HMC Polymers ต่อยอด Bio-Circular PP</strong></p>
<p>ขณะเดียวกัน โรงกลั่นชีวภาพแบบครบวงจรของ GC ยังถือเป็นโรงกลั่นเพียงแห่งเดียว ที่สามารถต่อยอดสู่การผลิตได้ทั้ง SAF เคมีภัณฑ์ชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ โดยทุกผลิตภัณฑ์ที่โรงกลั่นแห่งนี้ผลิตได้นั้น จัดเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและยั่งยืน ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) ภายใต้ความร่วมมือของ <strong>GC</strong> และ<strong> HMC Polymers</strong> เพื่อต่อยอดการพัฒนา <strong>ผลิตภัณฑ์พลาสติกโพลีโพรพิลีนชีวภาพ</strong> หรือ <strong>Bio-Circular PP</strong> ร่วมกัน</p>
<p><strong>คุณคอร์โซ อูซีลลี่</strong> ประธาน บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด หรือ<strong> HMC Polymers</strong> ผู้นำด้านการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน หรือ PP ระดับภูมิภาค กล่าวว่า กลุ่มพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ประจำวันของเราทุกคน <strong>(Bioplastics that Touch Everyday Life)</strong> ในฐานะวัตถุดิบต้นทางของหลากหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งบรรจุภัณฑ์ต่างๆ อุปกรณ์รถยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก หรือแม้แต่หน้ากากอนามัยที่เราใช้เพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 อีกหนึ่งปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพของใครหลายคนในปัจจุบัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39605 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/GC-at-Sustainability-Spark_Talk_05.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ความร่วมมือสำคัญของ GC และ HMC Polymers มุ่งส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก Bio-Circular PP จาก UCO เพื่อส่งต่อแนวคิดคาร์บอนต่ำให้เชื่อมโยงมาสู่การใช้งานจริง และต่อยอดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตั้งแต่การใช้วัตถุดิบชีวภาพเพื่อลดการใช้ฟอสซิล การผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ ไปจนถึงการออกแบบให้สามารถนำวัสดุหลังการใช้งานแล้วกลับไปรีไซเคิลได้ใหม่ (<strong>Designed for Circularity</strong>) สะท้อนให้เห็นการเชื่อมโยงและสามารถหมุนเวียน ได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยทาง GC จะส่งมอบวัตถุดิบชีวภาพจากเทคโนโลยี Co-processing เพื่อต่อยอดเป็น Bio-Circular PP ภายใต้การผลิตของ HMC Polymers ตามมาตรฐาน ISCC ที่ได้รับรองการผลิตที่ยั่งยืนภายในห่วงโซ่อุปทานเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดไม่สามารถเกิดได้จากการขับเคลื่อนเพียงคนเดียว แต่มาจากความร่วมมือกันของพันธมิตรภายในห่วงโซ่ และเกิดจากจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงจากเรื่องเล็กๆ ที่สามารถสร้างผลกระทบและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญตามมาได้”</em></p>
<p><strong>คุณพรรคพงษ์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ ไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้เพียงคนเดียว แต่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่านี้ร่วมกัน เพื่อเปลี่ยน UCO จากที่เคยเป็น Waste และสร้างผลกระทบทั้งปัญหาสุขภาพและปัญหาสิ่งแวดล้อม สามารถนำมาผลิต SAF และ Bio-Circular PP รวมทั้งกลุ่มเคมีภัณฑ์และวัสดุชีวภาพมูลค่าสูงอื่นๆ ได้อีกกว่า 10 ชนิด ด้วยนวัตกรรมจาก GC ผ่านโครงการ<strong> ‘จากครัว&#8230;สู่เครื่อง’</strong> ที่ GC ได้ร่วมกับพันธมิตรหลายภาคส่วนเพื่อเปลี่ยน Waste เป็น Value สร้างคุณค่าร่วมในทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน อุตสาหกรรม การศึกษา และชุมชน ขยายจุดรับ UCO ที่ปัจจุบันมีรวมกันกว่า 40 จุดทั่วประเทศ ในการนำไปบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ นอกจากช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยังสร้างรายได้ให้ชุมชน สร้างผลกระทบเชิงบวกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมช่วยขับเคลื่นประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-39606 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/GC-at-Sustainability-Spark_15.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความสำเร็จในการพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพแบบครบวงจรพร้อมทั้งการขับเคลื่อนเพื่อเติมเต็มระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างครบวงจร สะท้อนบทบาทสำคัญของ GC ในฐานะบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับสากล ที่ไม่ได้มองเพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขั้นปลายน้ำ หรือต้นน้ำเท่านั้น แต่มุ่งออกแบบให้เชื่อมโยงกันได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ รวมทั้งสามารถต่อยอดไปสู่การนำกลับมารีไซเคิล หรือต่อยอดจาก Waste ที่มีอยู่เพื่อนำกลับมาสร้างให้เกิดคุณค่าได้ใหม่อีกครั้ง ตอกย้ำความเป็นผู้นำของ GC ที่มองเห็นโอกาสเติบโตจากการสร้างนวัตกรรมที่แตกต่าง พร้อมสร้างสรรค์โลกอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืนสำหรับทุกคนได้อย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/gc-standout-from-kitchen-to-creation/">‘From Kitchen to Creation’ น้ำมันพืชใช้แล้ว ไม่ใช่ ‘ผู้ร้าย’ GC x HMC Polymers เปลี่ยน Waste สู่ Value จุดประกาย ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ ประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Jan 2026 06:16:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[2026]]></category>
		<category><![CDATA[Checklist]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[From Report to Real Impact]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จุดเปลี่ยนประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปี2026]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อนาคตประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39555</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลกระทบถ้วนหน้าในทุกประเทศทั่วโลก ในปี 2026 ประเทศไทยมี พ.ร.บ.หลายฉบับที่ยังคงต้องเดินหน้าขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน รวมถึง กฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐบาลที่จะบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม หากย้อนไปดูคำมั่นสัญญาของไทยที่ได้ให้ไว้กับนานาประเทศ จากเดิมตั้งเป้าเดินหน้าสู่ Net Zero ในปี 2065 แต่ล่าสุด ได้มีการประกาศเปลี่ยนเป้าหมายให้เร็วขึ้นอีก 15 ปี หรือในปี 2050 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะไปถึงเป้าหมายได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายและโรดแมป สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็น จุดเปลี่ยนประเทศไทย ที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์สิ่งที่เราได้ให้คำมั่นสัญญากับนานาประเทศไว้ว่าจะไปให้ถึง Net Zero ในปี 2050 เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประเด็นสำคัญที่ต้องไปให้ถึง ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวในรายการเวทีความคิด FM96.5 ถึง​สถานการณ์สิ่งแวดล้อม จากปี 2025 สู่ปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/">&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลกระทบถ้วนหน้าในทุกประเทศทั่วโลก ในปี 2026 ประเทศไทยมี พ.ร.บ.หลายฉบับที่ยังคงต้องเดินหน้าขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน รวมถึง กฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐบาลที่จะบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม</p>
<p><span id="more-39555"></span></p>
<p>หากย้อนไปดูคำมั่นสัญญาของไทยที่ได้ให้ไว้กับนานาประเทศ จากเดิมตั้งเป้าเดินหน้าสู่ Net Zero ในปี 2065 แต่ล่าสุด ได้มีการประกาศเปลี่ยนเป้าหมายให้เร็วขึ้นอีก 15 ปี หรือในปี 2050 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะไปถึงเป้าหมายได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายและโรดแมป</p>
<p>สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็น <strong>จุดเปลี่ยนประเทศไทย </strong>ที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์สิ่งที่เราได้ให้คำมั่นสัญญากับนานาประเทศไว้ว่าจะไปให้ถึง Net Zero ในปี 2050</p>
<p><strong>เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประเด็นสำคัญที่ต้องไปให้ถึง</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวในรายการเวทีความคิด FM96.5 ถึง​สถานการณ์สิ่งแวดล้อม จากปี 2025 สู่ปี 2026 ว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพราะราว 70% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกมาจากการใช้พลังงาน ​หาก​ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดจะมีปัญหา รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการดึงก๊าซเรือนกระจกลงสู่ใต้ดิน แต่​โจทย์สำคัญกว่าเทคโนโลยีคือ เราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39591 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตร ในช่วงที่เปลี่ยนผ่าน เรามีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจำนวนมาก จะสนับสนุนอย่างไรก่อนที่จะก้าวไปสู่พลังงานสะอาด ต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีระบบควบคุมมลพิษ เช่น ประเทศญี่ปุ่น มีเตาเผาขยะในเมือง ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชน</p>
<p><em>“ประเทศไทย มีขยะที่เกิดขึ้นกว่า </em><em>27 ล้านตันต่อปี แต่กำจัดถูกวิธีไม่ถึง 50% เพราะการจัดการขยะเป็นเรื่องของท้องถิ่น ดังนั้น ส่วนกลางอาจจะต้องเข้าไปช่วย และออกกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยให้เอกชนเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและคำนึงถึงปริมาณขยะด้วย ซึ่งมีหลายแห่งที่ทำได้ แต่ทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนไปได้ทั้งประเทศ”  </em></p>
<p><strong>ปีใหม่ รัฐบาลใหม่ ต้องก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ</strong></p>
<p>ทั้งนี้ ปัญหาด้านขยะ และ PM2.5 ยังคงเป็นปัญหาเก่าที่​ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ <strong>ดร.วิจารย์</strong> มองว่า บางเรื่องรัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำเอง แต่เอื้อให้เอกชนลงไปทำ มีระบบกำกับดูแล ขณะเดียวกัน เรื่อง PM2.5 ต้องมีมาตรการที่เด็ดขาด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผา โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่ป่า เรื่องคนอยู่กับป่า การจัดการที่ดิน เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เพราะประชาชนบางส่วนอยู่มาก่อนที่จะประกาศพื้นที่ป่า แม้จะมีการจัดที่ดินให้กับชุมชนแต่ค่อนข้างช้า ความล่าช้าทำให้มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น ตรงนี้จะเร่งรัดอย่างไร การจัดพื้นที่ให้ประชาชนต้องมีเงื่อนไขห้ามเผา และส่งเสริมการเกษตรที่ไม่เผา นำการตลาดเข้ามาช่วย และต้องมองอย่างครบวงจร</p>
<p><em>“นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกส่วน คือ ภาคการดูดกลับ จากยุทธศาสตร์ชาติ </em><em>20 ปี ที่ตั้งเป้ามีพื้นที่สีเขียว 55% ของพื้นที่ประเทศ ตอนนี้มีราวๆ กว่า 30% และแต่ละปี​เพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% ดังนั้น เป็นเรื่องยากที่จะไปถึง 55% นับเป็นความท้าทายของไทยในการวางโรดแมป​​เพื่อ​ดูแลพื้นที่ป่าและพื้นที่ป่าในเมือง เพื่อบรรลุเป้าหมายได้อย่างที่วางไว้”   </em></p>
<p>นอกจาก ขยะและ PM2.5 แล้ว <strong>&#8216;ภัยพิบัติทางธรรมชาติ&#8217;</strong>  เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ จากเหตุน้ำท่วมเชียงราย เชียงใหม่ เมื่อต้นปี 2025 ​และหาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงปลายปี ดังนั้น ในปี 2026 ​​​ต้องเตรียมความพร้อม ทั้ง​ระบบการป้องกัน เตือนภัย การสื่อสารบนฐานข้อมูลจริง หากมีระบบเตือนภัย ระบบสื่อสารที่ดี จะลดการสูญเสียได้</p>
<p><em>“</em><em>3 เรื่องใหญ่ของโลก ที่เราจะประสบ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสามเรื่องเป็นสิ่งเชื่อมโยงกัน และต้องให้ความสำคัญ เพราะการที่มีประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ เรื่องของการเกษตรก็ได้รับการเกื้อหนุนจากความหลากหลายทางชีวิภาพที่เรามีอยู่ สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน หากไม่แก้ในวันนี้เราจะไม่มีโอกาสแก้ ปัญหาต่างๆ ถาโถมเข้ามาหนักหนาสาหัสทั้งช่วงนี้ และต่อๆ ไป”</em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-39559 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/flood.jpg" alt="" width="900" height="600" /></p>
<p style="text-align: center;">Cr.Freepik</p>
<p><strong>ยุคแห่ง &#8216;Adaptation&#8217; ไม่ปรับ ก็สู้ไม่ได้</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า ​การใช้พลังงานสะอาดยังช่วยเพิ่มโอกาสให้​ประเทศไทย โดยเฉพาะการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ เพราะสิ่งแรกที่นักลงทุน​มองหา​คือ การมีไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด​​​​จึง​ต้องมีการเตรียมพร้อม นโยบาย กฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงการเกษตรแนวใหม่ ทีใช้ทรัพยากรน้อยและให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ขายได้มูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย  จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการปรับตัวจึงจะสามารถรักษาความสามารถทางการแข่งขันไว้ได้</p>
<p>สอดคล้องกับข้อมูลจาก <strong>​&#8217;</strong><strong>Future Trends Ahead 2026&#8242; </strong>โดย <strong>Future Skill</strong>  มองภาพการเปลี่ยนแปลงในปี 2026 เป็นปีแห่งการปรับตัวและมองหาโอกาสใหม่​ โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2026 เหมือนการเดินทางครั้งใหญ่ที่ทุกคนต้องปรับตัวไปด้วยกัน ท่ามกลางสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างการค้าโลกที่กำลังปรับเปลี่ยน การตึงเครียดระหว่างประเทศที่ยังคงอยู่ และเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวกระโดด สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความท้าทายและโอกาส</p>
<p>รายงานยังระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานใหม่ กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมหลัก การลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์จีนหลายรายกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โอกาสยังครอบคลุมไปถึงการผลิตแบตเตอรี่ สถานีชาร์จไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะและการรีไซเคิลแบตเตอรี่ ส่วน อุตสาหกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตรที่ยังเป็นจุดแข็งและมีโอกาสยกระดับ ทั้งการเกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ อาหารจากพืชและโปรตีนทางเลือก และอาหารเสริมสุขภาพที่มีความต้องการสูง รวมถึงการส่งออกผลไม้เมืองร้อนโดยเฉพาะทุเรียนที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง ทั้งหมดนี้คือโอกาสที่เราต้องคว้าไว้</p>
<p><strong>ความท้าทายที่ต้องเตรียมรับมือ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น</strong> : ค่าจ้างแรงงานมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องจากตลาดแรงงานตึงตัว ขณะที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวนสูง การบริหารต้นทุนจึงยิ่งมีความสำคัญ</li>
<li><strong>การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น : </strong>สินค้าจากจีนราคาถูกทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นทั้งในตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียกำลังยกระดับความสามารถในการผลิตอย่างรวดเร็ว</li>
<li>ก<strong>ารเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ</strong> <strong>:</strong> กฎระเบียบต้าน E56 จะเข้มงวดขึ้น ภาษีคาร์บอนชายแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) จะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 ในขณะที่มาตรฐานด้านความปลอดภัยข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ก็มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น</li>
</ul>
<p><strong>4 กลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ด้านตลาดและการส่งออก :</strong> การกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรก ผู้ส่งออกที่พึ่งพิงสหรัฐฯ หรือจีนมากเกินไปควรหาตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซและการขายตรงถึงถึงผู้บริโภค</li>
<li><strong>ด้านการดำเนินงานและต้นทุน :</strong> ลงทุนในระบบอัตโนมัติและ AI เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้การผลิตแบบลืนและการปรับปรุบปรุงอย่างต่อเนื่องบริหารห่วงโซ่อุปทานโดยหาแหล่งผู้จัดหาที่หลากหลาย และพิจารณาใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น</li>
<li><strong>ด้านการเงิน :</strong> บริหารสภาพคล่องอย่างเข้มงวด ควบคุมเงินทุนหมุนเวียนให้เหมาะสม เร่งรัดเก็บเงินจากลูกหนี้ สร้างเงินสำรอง ทำการป้องกันความเสี่ยง ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและเข้าถึงแหล่งทุนใหม่ ๆ เช่น กองทุนส่วนบุคคล กองทุนร่วมลงทุน หรือโครงการสนับสนุนของภาครัฐ</li>
<li><strong>ด้านนวัตกรรมและการพัฒนา :</strong> ลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างต่อไอเดียใหม่ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตั้งแต่การทำให้เป็นดิจิทัลพื้นฐานไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิมของพนักงานอย่างต่อเนื่อง</li>
</ul>
<p><strong>ความคาดหวังต่อบทบาทภาครัฐ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ด้านการค้าระหว่างประเทศ : </strong> เร่งเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าสำคัญ ลดหรือยกเว้นภาษีในสินค้าบางประเภท และขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคใหม่</li>
<li><strong>ด้านการสนับสนุนการลงทุน :</strong> เร่งรัดให้โครงการที่อนุมัติเกิดขึ้นจริง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนเส้นทางการค้า ดึงดูดการลงทุนที่หลีกเลี่ยงภาษี</li>
<li><strong>ด้านโครงสร้างพื้นฐาน :</strong> พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ยกระดับท่าเรือและสนามบิน ขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลโดยเฉพาะเครือข่าย 5G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พัฒนาระบบพลังงานที่มั่นคง ราคาถูก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</li>
<li><strong>ด้านทรัพยากรมนุษย์ : </strong> ปฏิรูปการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิม อำนวยความสะดะดวกในการนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่มีทักษะ</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39558 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/shipping.jpg" alt="" width="900" height="491" /></p>
<p style="text-align: center;">Cr.Freepik</p>
<p><strong>7 จุดเปลี่ยน ปี 2026 สู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง</strong></p>
<p>ด้าน <strong>ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน</strong> กล่าวถึงเทรนด์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในปี 2026 โดยระบุว่า เทรนด์ที่จะเกิดขึ้น มี 7 ข้อที่น่าสนใจในปีนี้ คือ จุดเปลี่ยนจากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง หากสามารถพิสูจน์ได้จริงทางด้านความยั่งยืน จะเท่ากับความสามารถทางการแข่งขัน</p>
<p><em>“หากมองในอดีตความสามารถทางการแข่งขันจะมองว่าใครมีเทคโนโลยีมากกว่ากัน หรือ สามารถลดต้นทุนได้มากกว่า คนนั้นชนะ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ปี </em><em>2026 เป็นต้นไป ใครที่มีคำมั่นสัญญาและพิสูจน์ได้จริง จะไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพราะหากทำได้ 1. ต้นทุนทางการเงินจะถูกลง การกู้เงินจะต่ำลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ดอกเบี้ยถูกกว่า  2. โอกาสในเชิงการตลาดจะสูงขึ้น แม้ไม่ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังสามารถรักษาลูกค้ากลุ่มเดิม  และ 3. เรื่องของความยั่งยืนเป็นเรื่องของภูมิคุ้มกัน  ในยุคนี้ความยั่งยืน คือ การรักตัวเอง เพราะทำให้เรากำลังฉุกคิดว่า น้ำท่วมใหญ่ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เราเตรียมตัวเพื่อป้องกันธุรกิจของเราอย่างไร”  </em></p>
<p>สำหรับ 7 ข้อที่น่าสนใจในปี 2026 ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ได้แก่</p>
<p><strong>1. รายงานจะไม่ใช่แค่รายงาน</strong> แต่เป็นระบบตัดสินธุรกิจจริง อดีตการทำรายงานความยั่งยืน ESG ก็แค่รายงาน แต่หลังจากปี 2026 ระบบการเปิดเผยข้อมูลจะจริงจังมากขึ้น รายงานความยั่งยืนเป็นภาษากลางสื่อสารกันระหว่าง Financial Officer , investor และ Banking ทั้งสามฝ่ายจะนำรายงานเป็นตัวกลางในการพูดคุย</p>
<p><strong>2. Carbon pricing</strong> กลไกคาร์บอน เริ่มมีความสำคัญนับจากปีนี้เป็นต้นไป หลังจากมีการประชุม COP30 เป้าหมายท้าทายมากขึ้น Net Zero เร็วขึ้น UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) พยายามให้ทุกประเทศทำตารางคาร์บอน ทำกฎหมายคาร์บอนให้เป็นกฎหมายมากขึ้น แสดงว่ากลไกในเชิงราคาจะสะท้อนความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราน่าจะต้องเจอมากขึ้น คือ Carbon pricing   จะเป็นต้นทุนของธุรกิจโดยตรงมากขึ้น เช่น ธนาคารหลายแห่ง ขอความร่วมมือแกมบังคับในการ กำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) ถึงแม้ในประเทศจะยังไม่มี พ.ร.บ. โลกร้อน แต่ขอให้ลองคำนวณต้นทุน หากธุรกิจดำเนินตามปกติและลองเอาเรื่องคาร์บอนเข้าไป ต้นทุน กำไร จะเป็นเท่าไหร่ ดังนั้น จึงเป็นต้นทุนของบริษัทมากขึ้น ต้องเตรียมการ เพราะประเทศไทย พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน เกิดขึ้นแน่นอน จะส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น</p>
<p><strong>3. พลังงานสะอาด</strong> ปี 2026 พลังงานสะอาดจะโตเร็ว 2 เท่า ย้อนไปในช่วงประมาณ ปี 2024-2025 กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกือบ 600 กิกะวัตต์ คาดการณ์จนถึง ปี 2030 จะเพิ่มอีกกว่า 4,000 – 5,000 กิกะวัตต์ แต่คอขวดไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มพลังงานสะอาดอย่างเดียวแต่อยู่ที่ระบบไฟฟ้า เช่น สายส่ง ผลิตได้แต่ระบบส่ง Flexible พอหรือไม่ เพราะอาจเจอปัญหาไฟดับ , ระบบแบตเตอรี่ หรือแม้ทั่งระบบบริหารจัดการดีมานด์ ดังนั้น ระบบต้องมีความทันสมัยมากขึ้น ระบบพลังงานจึงเป็นอีกจุดที่น่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากในปีหน้า</p>
<p><strong>4. ซัพพลายเชนทั่วโลก</strong> กำลังถูกบังคับด้วยกฎหมาย เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ในปีนี้ เริ่มบังคับใช้ ถัดมา คือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ทั้งสองตัวนี้เป็นตัวบังคับซัพพลายเชน การส่งสินค้าไปที่สหภาพยุโรปต้องมีการรายงานข้อมูล หากทำเรื่องนี้ได้จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย จากเดิมที่เน้นผลิตเยอะแต่ปัจจุบันไม่ใช่ ทุกที่ต้องการสตอรี่ ต้องการความพรีเมียมซึ่งประเทศไทยมี</p>
<p><strong>5. ปีแห่งการให้ความสำคัญกับการตั้งรับ ปรับตัว</strong> มีการคาดการณ์ว่า ปริมาณความถี่ ความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่มีทางลดลง มีแต่จะรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่น่าคิดสำหรับภาคธุรกิจ คือ หากมองว่าจะแบ่งเงินลงทุนมาลงทุนในเรื่องเหล่านี้ เช่น หากเราเป็นโรงงานแล้วแบ่งเงิน 2% ไปลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม อาจจะลดความเสียหายได้โดยเฉลี่ยเกือบ 10% ก็เป็นได้</p>
<p><strong>6. การลงุทนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ</strong> ความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น การตั้งรับปรับตัวโดยใช้ธรรมชาติควบคู่ไป เพื่อป้องกัน ลดความเสี่ยง และอาจจะได้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือ ได้พื้นที่มาเป็น Carbon Sink และปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคตอันใกล้ การเดินหน้าทำสิ่งเหล่านี้อาจนำมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินได้</p>
<p><strong>7. การอัปสกีล รีสกีล</strong> ปี 2026 จะเป็นปีที่แทบจะทุกองค์กรต้องเริ่มและจริงจังกับเรื่องของการสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืน ดังนั้น การอัปสกีล รีสกีล จึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>
<p>สุดท้าย ความยั่งยืน จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปอย่างมั่นคง ท่ามกลางพายุการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การปรับตัว ยืดหยุ่น นวัตกรรม และความร่วมมือ จะเป็นประตูสู่การพิสูจน์ผลลัพธ์ของคำมั่นสัญญาที่ไทยได้ให้ไว้ในการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/">&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอกนิติ ​แนะใช้ ‘กลไกราคาภาคบังคับ’ เพิ่มแรงจูงใจขับเคลื่อน​ Decarbonization พร้อมเปิดทางภาคเอกชน ชุมชน ร่วมขับเคลื่อน Net zero2050 ในงาน &#8216;Sustainability Spark by PTT Group 2026&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/sustainability-spark-by-ptt-group-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Jan 2026 04:46:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[5P]]></category>
		<category><![CDATA[C3 : Decarbonization Pathway]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Capture Utilization and Storage]]></category>
		<category><![CDATA[CCS]]></category>
		<category><![CDATA[CCUS]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Direct PPA]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Green Finance]]></category>
		<category><![CDATA[LOW CARBON CITY]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[PTT]]></category>
		<category><![CDATA[PTT Group]]></category>
		<category><![CDATA[Sparking the Future]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Spark by PTT Group 2026]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่ม ปตท.]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39489</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่ม ปตท. จัดงาน &#8216;Sustainability Spark by PTT Group 2026 : Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต&#8217; ผนึกความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศ รวบรวมผู้นำนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนวัตกรรมเพื่อการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจุดประกายพลังความร่วมมือเพื่อขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมปาฐกถาพิเศษ &#8216;Thailand’s New Horizon : ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ&#8217;  กล่าวถึงการขับเคลื่อนอนาคตเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและโลกที่ดีขึ้น จำเป็น​ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน โดย​ปัจจุบันภาครัฐได้วางเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อผลักดันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2050 ​รวมทั้ง​มีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการวางกรอบกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่จำเป็นต้องรอ​การขับเคลื่อนเพื่อให้นโยบายสามารถประกาศเป็นกฎหมายออกมาบังคับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลชุดใหม่ ทั้งนี้ การ​จะขับเคลื่อนกฎระเบียบต่างๆ ​อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีกลไ​กราคาภาคบังคับมาช่วย เพื่อช่วยในการ​เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม​​ เช่น การมี Carbon Tax หรือ ETS [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/sustainability-spark-by-ptt-group-2026/">เอกนิติ ​แนะใช้ ‘กลไกราคาภาคบังคับ’ เพิ่มแรงจูงใจขับเคลื่อน​ Decarbonization พร้อมเปิดทางภาคเอกชน ชุมชน ร่วมขับเคลื่อน Net zero2050 ในงาน &#8216;Sustainability Spark by PTT Group 2026&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กลุ่ม ปตท.</strong> จัดงาน <strong>&#8216;Sustainability Spark by PTT Group 2026 : Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต&#8217;</strong> ผนึกความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศ รวบรวมผู้นำนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนวัตกรรมเพื่อการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจุดประกายพลังความร่วมมือเพื่อขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ</p>
<p><span id="more-39489"></span></p>
<p><strong>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</strong> รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมปาฐกถาพิเศษ <strong>&#8216;Thailand’s New Horizon : ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ&#8217;  </strong>กล่าวถึงการขับเคลื่อนอนาคตเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและโลกที่ดีขึ้น จำเป็น​ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน โดย​ปัจจุบันภาครัฐได้วางเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อผลักดันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2050 ​รวมทั้ง​มีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการวางกรอบกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่จำเป็นต้องรอ​การขับเคลื่อนเพื่อให้นโยบายสามารถประกาศเป็นกฎหมายออกมาบังคับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลชุดใหม่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39513 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/338136.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ การ​จะขับเคลื่อนกฎระเบียบต่างๆ ​อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีกลไ​กราคาภาคบังคับมาช่วย เพื่อช่วยในการ​เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม​​ เช่น การมี <strong>Carbon Tax </strong>หรือ<strong> ETS</strong> (Emission Trading System) ซึ่งมีการวิจัยและเห็นตัวอย่าง​จากทั่วโลกว่า ประเทศที่นำกลไกราคาภาคบังคับมาใช้ จะสามารถลดคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่นในยุโรป ที่มีกลไกราคา มีการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต (Carbon Caredit Market) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ​ และระดับราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาดที่แท้จริง ซึ่งมักจะมีระดับราคาที่สูงกว่าในตลาดที่ยังเป็นภาคสมัครใจ และรายได้จากการดำเนินการเหล่านี้ สามารถนำไปจัดตั้งเป็นกองทุน เพื่อช่วยสนับสนุนประชาชนในการปรับเปลียนพฤติกรรมทั้งในการผลิต เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม ท้ังธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียวได้ รวมทั้งการสนับสนุน​ <strong>นโยบายการเงินสีเขียว </strong>​ทั้ง​การออก Green Bond , Sustainability-link Bond ​เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มมีการขับเคลื่อนแล้ว ผ่านการขับเคลื่อนนโยบาย Reinvent Thailand</p>
<p><em>&#8220;การมีกลไกด้านราคามาบังคับใช้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และต้องสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง (High GHG Emission) เช่น ในกลุ่มพลังงานและขนส่งที่มีสัดส่วน GHG Emission สูงถึง 65% พร้อมทั้ง</em><em>​เร่งพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก และเห็นถึงความมุ่งมั่นของ กลุ่ม ปตท. ในการผลักดันเทคโนโลยีนี้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องมีแรงจูงใจจากภาครัฐ และการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชน ขณะเดียวกัน ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความยั่งยืนและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นการรวมพลังทุกภาคส่วนทั้ง Public Private People และPartnership for Planet (5P) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในประเทศไทย”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39509 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/338142.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งในส่วนภาคขนส่ง ​ที่ต้องสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถไฟฟ้า ซึ่งมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจนทำให้อุตสาหกรรมรถไฟฟ้าเริ่มมีศักยภาพในการผลิตเพื่อส่งออกแล้ว ​รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านของประเทศจากการใช้รถสันดาป ไปสู่รถยนต์ไฮบริดหรือรถไฟฟ้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ซึ่งเริ่มเห็นการเปลี่ยนผ่านได้ชัดเจนมากขึ้น</p>
<p>สำหรับภาคพลังงาน ต้องเปิดโอกาสให้เอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้ได้ เพราะโลกในอนาคตเป็นโลกที่ทุกคนเห็นความสำค้ญของไฟฟ้าพลังงานสะอาด  ขณะที่ในอดีตประเทศไทยเคยเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจของภูมิภาค  จากการมีไฟที่ดี น้ำที่ดี ท่าเรือ สนามบินที่ดี แต่วันนี้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญคือ การมีพลังงานสะอาด  พลังงานสีเขียว ซึ่งประเทศไทยยังมีไม่พอ ดังนั้น ​จึงต้องผลักดันเรื่อง <strong>Direct PPA</strong> ​ให้​ขับเคลื่อนได้จริง</p>
<p><em>&#8220;ภาครัฐคนเดียวไม่สามารถผลิตพลังงานสะอาดได้เพียงพอ เพราะภาครัฐยังต้องลงทุนในเรื่องสายส่ง ประกอบกับยังมีหนี้สาธารณะในระดับสูง ทำให้ไม่มีกำลังมากพอเพื่อนำไปลงทุนสายส่ง จึงต้องมีกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน<strong> Infrastrcture Fund</strong> เพื่อนำมาส่งเสริมการลงทุนสายส่งและนโยบายพลังงานสะอาด ซึ่งเชื่อว่ามีคนสนใจเข้ามาลงทุนมาก  รวมทั้งต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่สีเขียว เพื่อให้ชุมชนได้ประโยชน์  ซึ่งที่ผ่านมา​กระทรวงการคลังได้ร่วมผลักดันโครงการ <strong>Low Carbon ​​City</strong> ​ร่วมกับ กทม. เพื่อติดโซลาร์ ที่โรงเรียน โรงพยาบาล ​ร่วมกับเอ็กซิมแบงก์ และการนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) เพื่อสร้าง​ต้นแบบ​การทำงานร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น เพื่อขยายพลังงานสีเขียวให้ลงไปได้ถึงในระดับชุมชน และมีแผน​ขยายความร่วมมือกับภาคท้องถิ่นไปในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศในอนาคต&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39508 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/338138.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ​การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายในการผนึกความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศ ที่รวบรวมผู้นำนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนวัตกรรมเพื่อการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจุดประกายพลังความร่วมมือเพื่อขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ พร้อมสะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่ม ปตท. ในการเป็นแรงขับเคลื่อนที่ผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน การศึกษา และภาคประชาชน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เสริมศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของกลุ่ม ปตท. จะสอดคล้องไปกับพันธกิจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน โดยคำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีไปพร้อมกัน เพื่อสร้าง<strong> &#8216;ความ​ยั่งยืนอย่างสมดุล&#8217; </strong>ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ผ่านกลยุทธ์  <strong>&#8216;C3 : Decarbonization Pathway&#8217; </strong>ได้แก่ <strong>Climate-Resilience Business</strong> เพื่อปรับพอร์ตธุรกิจให้มีคาร์บอนต่ำลงราว 20% , <strong>Carbon Conscious Asset</strong> การปรับปรุงประสิทธิการในกระบวนการผลิตในโรงงานต่างๆ ทั้งโรงงานอุตสาหกรรมการผลิต โรงงานปิโตรเคมี โรงแยกก๊าซ และโรงกลั่น รวมทั้งการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น โดยเชื่อว่าจะช่วยลดคาร์บอนลงได้ราว 20-30% และ <strong>Co-Creation, and Collective Efforts for All</strong> เพื่อผนึกพันธมิตรในการลดคาร์บอนอีกราว 50% ท้ังการใช้กระบวนการทางธรรมชาติ ผ่านโครงการปลูกป่าที่มีเป้าหมาย 2 ล้านไร่ รวมทั้งการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี CCUS ที่มีการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการอาทิตย์แซนด์บ็อกซ์ เพื่อนำร่องในการเก็บและต่อยอดคาร์บอนไปใช้ประโยชน์ โดยมีเป้าหมาย 1 ล้านตันต่อปี รวมทั้งโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่ในอีสเทิร์นอย่าง CCS Hub ซึ่งเป็นโครงการที่มีศักบภาพสูงในการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ภาคตะวันออกได้ถึงราว 10 ล้านตัน&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39514 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/338137.jpg" alt="" width="1200" height="664" /></p>
<p>สำหรับงาน &#8216;<strong>Sustainability Spark by PTT Group 2026 : Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต&#8217; </strong>จัดขึ้นระหว่างวันที่​ 16 – 17 มกราคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน โดยมี​ไฮไลท์ภายในงานประกอบด้วย</p>
<p><strong>1) เวทีสัมมนา</strong> ตลอด 2 วัน ที่ผนึกพลังจากผู้นำและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขากว่า 40 ท่าน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต อาทิ การยกกรณีศึกษาจากประเทศสหราชอาณาจักรที่ใช้กลไกเชิงนโยบายขับเคลื่อนให้การเดินหน้าสู่ Net Zero กลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่, การวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในภาคพลังงาน อุตสาหกรรม คมนาคม และเกษตรกรรม ภายหลังการบรรลุข้อตกลงต่างๆ จากการประชุม COP30 โดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก S&amp;P Global, Bloomberg และ McKinsey &amp; Company</p>
<p>รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้ขับเคลื่อนนโยบาย ผู้นำธุรกิจ และภาคส่วนต่างๆ เพื่อหาแนวทางร่วมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถเกิดขึ้นได้จริงและขยายผลสู่วงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><strong>2) บูธนิทรรศการ</strong> ถ่ายทอดการดำเนินงานจริงของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล ผ่านการลงทุนในพลังงานและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ การขับเคลื่อนโครงการและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทย พร้อมด้วยกิจกรรมร่วมสนุกของกลุ่ม ปตท. อาทิ Harumiki Immersive Zone บอกเล่าเรื่องราวการเติบโตของสตรอว์เบอร์รี Harumiki และไม้เมืองหนาวจากพลังความเย็นจาก LNG รวมไปถึง Plastic Funtastic by GC เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วให้กลับมามีคุณค่าอย่างสร้างสรรค์</p>
<p><strong>3) Spark Lab</strong> เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความยั่งยืนระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเรียนรู้ธรรมชาติผ่านเวิร์กช็อปจัดสวนขวดแก้ว</p>
<p><strong>4) Spark Hack</strong> เวทีเฟ้นหาไอเดียของคนรุ่นใหม่ ในการออกแบบนวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39510 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/338146.jpg" alt="" width="1200" height="634" /></p>
<p><strong>5) Spark Market</strong> ชิม ชม ช็อป อาหารและสินค้าโดนใจสายรักษ์โลกจากกลุ่ม ปตท. และเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ผลิตภัณฑ์ Upcycling เพื่อสิ่งแวดล้อม สินค้าจากวิสาหกิจชุมชน โครงการชุมชนยิ้มได้ และไทยเด็ด</p>
<p><strong>6) Business Matching</strong> โอกาสครั้งสำคัญในการผนึกพลังสร้างการเติบโตทางธุรกิจเพื่อร่วมขับเคลื่อน Thailand&#8217;s Sustainability Ecosystem พบกับผู้ประกอบการกลุ่ม ปตท. และเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจด้านความยั่งยืน 4 กลุ่มศักยภาพ ประกอบก้วย Low Carbon Solutions, Circular &amp; Clean Tech, Social Innovation และ Green Investment &amp; ESG Funding</p>
<p>กลุ่ม ปตท. ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจุดประกายอนาคตที่ยั่งยืน ในงาน<strong> &#8216;Sustainability Spark by PTT Group 2026: Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต&#8217;</strong> ระหว่างวันที่ 16-17 มกราคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 และ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน สามารถลงทะเบียนร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ที่ https://www.sustainabilityspark.com</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/sustainability-spark-by-ptt-group-2026/">เอกนิติ ​แนะใช้ ‘กลไกราคาภาคบังคับ’ เพิ่มแรงจูงใจขับเคลื่อน​ Decarbonization พร้อมเปิดทางภาคเอกชน ชุมชน ร่วมขับเคลื่อน Net zero2050 ในงาน &#8216;Sustainability Spark by PTT Group 2026&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
