<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Net Zero &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/net-zero/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 23 Sep 2026 11:07:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.10</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Net Zero &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 10:10:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Autonomous Systems]]></category>
		<category><![CDATA[Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Data Integration]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Twin]]></category>
		<category><![CDATA[Digitalization]]></category>
		<category><![CDATA[Efficiency]]></category>
		<category><![CDATA[Electrification]]></category>
		<category><![CDATA[F&B]]></category>
		<category><![CDATA[Food & Beverage]]></category>
		<category><![CDATA[Food Production]]></category>
		<category><![CDATA[ITM]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens Infrastructure Transition Monitor]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Factory]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิต]]></category>
		<category><![CDATA[ซีเมนส์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารและเครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44460</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food &#38; Beverage หรือ F&#38;B) ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันความต้องการอาหารให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิมและทรัพยากรที่มีอยู่ นอกจากนี้ ระบบอาหารทั่วโลกยังมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากขึ้น รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน ในฉบับเจาะลึกอุตสาหกรรม F&#38;B สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&#38;B กว่า 53% มองว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่มีเพียง 43% เท่านั้นที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ F&#38;B จึงอยู่ที่ว่า จะสร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร 3 แนวทางยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต สู่อนาคตที่ยั่งยืนของ F&#38;B 1.  เร่งนำระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้ จากผลสำรวจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/">ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food &amp; Beverage หรือ F&amp;B) ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันความต้องการอาหารให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิมและทรัพยากรที่มีอยู่</p>
<p><span id="more-44460"></span></p>
<p>นอกจากนี้ ระบบอาหารทั่วโลกยังมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากขึ้น</p>
<p>รายงาน <a href="https://www.siemens.com/en-us/company/sustainability/infrastructure-transition-monitor-report/" target="_blank" rel="noopener"><strong>Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025</strong></a> ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน ในฉบับเจาะลึกอุตสาหกรรม F&amp;B สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&amp;B กว่า 53% มองว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่มีเพียง 43% เท่านั้นที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p>คำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ F&amp;B จึงอยู่ที่ว่า จะ<strong>สร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</strong> ท่ามกลางการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร</p>
<p><strong> <img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44466 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-pic-2-rs.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></strong></p>
<p><strong>3 </strong><strong>แนวทางยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต สู่อนาคตที่ยั่งยืนของ </strong><strong>F&amp;B</strong></p>
<p><strong>1.  เร่งนำระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้</strong></p>
<p>จากผลสำรวจ 61% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า <strong>Electrification</strong> หรือการเปลี่ยนจากระบบที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการต่าง ๆ เช่น การทำความร้อน การทำความเย็น และการขนส่ง มาเป็นระบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นหนึ่งในกลไกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนระบบพลังงานไปสู่เป้าหมาย Net Zero</p>
<p>โดยเฉพาะเมื่อไฟฟ้านั้นมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลสำรวจยังชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตกำลังเดินหน้าในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยองค์กรที่มีความพร้อมในระดับแถวหน้า (Mature/Advanced) ด้านการผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เองในพื้นที่ (On-site Renewable Energy Production) เพิ่มขึ้นจาก 27% ในปี 2023 เป็น 42% ในปี 2025 ขณะที่การปรับเปลี่ยนระบบทำความร้อนและความเย็นมาใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification of Heating and Cooling) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 41%</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44461 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-3.jpg" alt="" width="1200" height="529" /></p>
<p>ตัวอย่างเช่น <strong>Marble Distilling Co.</strong> โรงกลั่นวอดก้าระดับพรีเมียมในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเทคโนโลยี Smart Valves, Actuators และ Intuitive Controls มาใช้ ส่งผลให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 3 เท่าโดยไม่ต้องเพิ่มพนักงาน ลดต้นทุนค่าพลังงานได้ราว 20% ต่อปี และประหยัดน้ำได้มากกว่า 4 ล้านแกลลอนต่อปี</p>
<figure id="attachment_44463" aria-describedby="caption-attachment-44463" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-44463 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-1.png" alt="" width="1200" height="418" /><figcaption id="caption-attachment-44463" class="wp-caption-text">ผลสำรวจชี้ผู้บริหาร F&amp;B ส่วนใหญ่ (61%) เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการใช้พลังงานมาเป็นพลังงานไฟฟ้าและการนำดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้คือกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืน</figcaption></figure>
<p><strong>2. ปลดล็อกศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืนด้วย </strong><strong>Digitalization </strong><strong>และ </strong><strong>Data Integration</strong></p>
<p>การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมกำลังผลักดันให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรักษามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ <strong>การผสานโซลูชันด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับ </strong><strong>Digitalization </strong><strong>และ </strong><strong>Automation</strong> จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยช่วยให้ผู้ผลิตสามารถติดตาม ตรวจวัด และพัฒนาประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>หนึ่งในความท้าทายของหลายองค์กรคือ <strong>มีเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่ยังขาดเครื่องมือในการวัดผล</strong> โดยผลสำรวจพบว่าเกินครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า Digitalization เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลถูกมองว่ามีศักยภาพสูงต่อการเพิ่มผลิตภาพถึง 83% และการอนุรักษ์ทรัพยากร 55%</p>
<p>ขณะเดียวกัน <strong>การบูรณาการข้อมูล (</strong><strong>Data Integration)</strong> กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญ โดยมีเพียง 40% ที่มองว่าองค์กรของตนมีความก้าวหน้าในด้านนี้ในระดับสูง ขณะที่ 54% เห็นว่าจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังแยกส่วนกัน และ 48% มีแผนเพิ่มการลงทุนในด้านนี้</p>
<figure id="attachment_44462" aria-describedby="caption-attachment-44462" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-44462 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-2.png" alt="" width="1200" height="520" /><figcaption id="caption-attachment-44462" class="wp-caption-text">กว่า 54% ของผู้บริหารเห็นพ้องว่า Digitalization มีศักยภาพสูงในการยกระดับสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน สะท้อนให้เห็นว่าประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านประสิทธิภาพการผลิตและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น</figcaption></figure>
<p><strong>3. ยุคของโรงงานอัจฉริยะและการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย </strong><strong>AI </strong><strong>มาถึงแล้ว</strong></p>
<p>ในช่วงสามปีข้างหน้า ผู้ตอบแบบสำรวจจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มคาดว่าจะให้ความสำคัญกับการขยายการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น <strong>AI </strong><strong>และ </strong><strong>Digital Twin</strong> การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ และการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เชื่อว่า AI จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการดำเนินงาน</p>
<ul>
<li><strong>49%</strong> ระบุว่าได้นำ AI มาใช้เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานแล้ว</li>
<li><strong>51%</strong> ระบุว่า AI มีส่วนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานแล้ว</li>
<li><strong>47%</strong> มีแผนเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีอาคาร โดยมีแผนลงทุนในระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้ด้วยตนเองสำหรับอาคาร (Autonomous Systems for Buildings)</li>
</ul>
<p>ผู้ตอบแบบสำรวจยังคาดหวังว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และยกระดับการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน</p>
<figure id="attachment_44464" aria-describedby="caption-attachment-44464" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-44464 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-5.jpg" alt="" width="1200" height="450" /><figcaption id="caption-attachment-44464" class="wp-caption-text">57% ของผู้บริหาร F&amp;B พร้อมนำระบบ Autonomous Systems มาใช้ในอาคารและโรงงาน</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เปลี่ยนความท้าทายด้านต้นทุน สู่โอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>แม้ทิศทางการเดินหน้าสู่ความยั่งยืนจะชัดเจนขึ้น แต่ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกยังต้องเผชิญ โดยผู้ผลิตเกือบครึ่งหนึ่ง (48%) มองว่าการลดคาร์บอนในปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงเกินไป ขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ (57%) และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Infrastructure) (57%) ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรชะลอการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44465 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-4.jpg" alt="" width="1200" height="636" /><br />
แม้สัดส่วนองค์กรที่มีแผนลดคาร์บอนอย่างชัดเจนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น <strong>60% </strong><strong>ในปี </strong><strong>2025</strong> แต่ผู้บริหารกว่า <strong>43%</strong> ยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านต้นทุนและรายได้เป็นอันดับแรกในการตัดสินใจลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ <strong>ความสามารถในการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับการผลิตพลังงานและความต้องการใช้พลังงานในแต่ละช่วงเวลา</strong><strong> (</strong><strong>Demand-side Flexibility)</strong> ควบคู่กับการยกระดับ <strong>ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (</strong><strong>Energy Efficiency)</strong> จึงเป็นแนวทางที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในโรงงาน และช่วยสร้างผลลัพธ์ทั้งในด้านต้นทุนและการลดคาร์บอนได้ในระยะสั้น</p>
<p>ตัวอย่างหนึ่งคือ <a href="https://www.siemens.com/en-us/content/ferring/" target="_blank" rel="noopener"><strong>Ferring GmbH</strong></a> บริษัทด้านเวชภัณฑ์และนวัตกรรมทางชีวภาพในเยอรมนี ซึ่งนำระบบบริหารจัดการพลังงานดิจิทัลแบบบูรณาการมาใช้ร่วมกับระบบควบคุมขั้นสูง ส่งผลให้บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการปฏิบัติงานได้ประมาณ <strong>925,000 </strong><strong>ยูโรต่อปี</strong> และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ถึง <strong>2,400 </strong><strong>ตันต่อปี</strong> กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด แต่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องจักรเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้</p>
<p><strong>เชื่อมโลกจริงและโลกดิจิทัล สู่อนาคตของ </strong><strong>F&amp;B </strong><strong>ไทย</strong></p>
<p><strong>ความท้าทายในวันนี้ไม่ใช่เรื่องความพร้อมของเทคโนโลยี เพราะหลายเทคโนโลยีได้พิสูจน์ศักยภาพและผลลัพธ์แล้ว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความเร็วในการนำมาปรับใช้ และการมองภาพรวมอย่างเป็นระบบ</strong></p>
<p>สำหรับอุตสาหกรรม F&amp;B ไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกระดับโลก นี่คือโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การเชื่อมโยงโลกการทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร สายการผลิต และระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในโรงงาน เข้ากับโลกดิจิทัล ทั้งข้อมูล AI และระบบอัตโนมัติ จะไม่เพียงช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/">ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>STA รับประกาศเกียรติคุณจากโครงการ Science Based Target ระยะที่ 3 พร้อมเดินหน้าสู่ Net Zero ด้วย Digital &#038; AI</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/sta-net-zero-sbti-framework/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 14:08:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Science Based Target]]></category>
		<category><![CDATA[Scope 3]]></category>
		<category><![CDATA[Sri Trang]]></category>
		<category><![CDATA[STA]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ศรัญธินี มงคลรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ศรีตรัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44323</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร. ศรัญธินี มงคลรัตน์ (ขวา) Sustainability Division Manager บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA เป็นผู้แทนองค์กรเข้ารับประกาศเกียรติคุณในงานสรุปผล “โครงการส่งเสริมการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ด้วยวิธี Science Based Target (ระยะที่ 3)” จัดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านพลังงานเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (CEEE)  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ โดย STA เป็น 1 ใน 16 องค์กรภาคอุตสาหกรรมที่ร่วมวางแผนและกำหนด Net Zero Pathway  ตามแนวทางการรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของ TGO พร้อมตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลง 23% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/sta-net-zero-sbti-framework/">STA รับประกาศเกียรติคุณจากโครงการ Science Based Target ระยะที่ 3 พร้อมเดินหน้าสู่ Net Zero ด้วย Digital &#038; AI</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ดร. ศรัญธินี มงคลรัตน์ </strong>(ขวา) <strong>Sustainability Division Manager </strong><strong>บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>STA</strong> เป็นผู้แทนองค์กรเข้ารับประกาศเกียรติคุณในงานสรุปผล <strong>“โครงการส่งเสริมการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม เพื่อมุ่งสู่ </strong><strong>Net Zero </strong><strong>ด้วยวิธี </strong><strong>Science Based Target (</strong><strong>ระยะที่ </strong><strong>3)”</strong> จัดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านพลังงานเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (CEEE)  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้</p>
<p>โดย STA เป็น 1 ใน 16 องค์กรภาคอุตสาหกรรมที่ร่วมวางแผนและกำหนด Net Zero Pathway  ตามแนวทางการรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของ TGO พร้อมตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก <strong>Scope 1 </strong><strong>และ </strong><strong>2 </strong><strong>ลง </strong><strong>23% </strong><strong>ภายในปี </strong><strong>2030</strong> และมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050 ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และพัฒนาแผน  ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโรงงานและกลุ่มบริษัท ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลด้านคาร์บอน เพื่อผลักดันห่วงโซ่อุปทานยางธรรมชาติคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืนระดับโลก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/sta-net-zero-sbti-framework/">STA รับประกาศเกียรติคุณจากโครงการ Science Based Target ระยะที่ 3 พร้อมเดินหน้าสู่ Net Zero ด้วย Digital &#038; AI</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 14:20:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Emission]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable energy]]></category>
		<category><![CDATA[SD Report]]></category>
		<category><![CDATA[SGDs]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Report 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste to Landfill]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภชัย เจียรวนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เครือซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเจริญโภคภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44182</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผย รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (Sustainability Report 2025) สะท้อนความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โดยมองว่ารายงานความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเปิดเผยข้อมูลหรือสรุปผลการดำเนินงาน แต่เป็น กลไกสำคัญ ในการกำหนดเป้าหมาย ติดตามความก้าวหน้า สร้างความโปร่งใส และผลักดันองค์กรให้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และกติกาการค้าโลกยุคใหม่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีความสำคัญมากกว่าการรวบรวมผลการดำเนินงานในแต่ละปี เพราะการมีเป้าหมาย ตัวชี้วัด และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วสร้างผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด ยังมีช่องว่างใดที่ต้องพัฒนา และเรื่องใดที่ต้องเร่งดำเนินการต่อไป “รายงานความยั่งยืนไม่ควรเป็นเพียงรายงานว่าองค์กรทำอะไรไปแล้ว แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเรากำหนดเป้าหมาย มีตัวชี้วัด ติดตามผล และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ก็จะทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเจตนารมณ์ แต่กลายเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่สามารถวัดผลและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง” แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมแก้ปัญหาความท้าทายของโลก และเคยเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดทุนทั่วโลก ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำ Sustainability Report เป็นมาตรฐานสำคัญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/">&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)</strong> เปิดเผย รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (Sustainability Report 2025) สะท้อนความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โดยมองว่ารายงานความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเปิดเผยข้อมูลหรือสรุปผลการดำเนินงาน แต่เป็น <strong>กลไกสำคัญ </strong>ในการกำหนดเป้าหมาย ติดตามความก้าวหน้า สร้างความโปร่งใส และผลักดันองค์กรให้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และกติกาการค้าโลกยุคใหม่</p>
<p><span id="more-44182"></span></p>
<p><strong>ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ </strong>ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีความสำคัญมากกว่าการรวบรวมผลการดำเนินงานในแต่ละปี เพราะการมีเป้าหมาย ตัวชี้วัด และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วสร้างผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด ยังมีช่องว่างใดที่ต้องพัฒนา และเรื่องใดที่ต้องเร่งดำเนินการต่อไป</p>
<p><em>“รายงานความยั่งยืนไม่ควรเป็นเพียงรายงานว่าองค์กรทำอะไรไปแล้ว แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเรากำหนดเป้าหมาย มีตัวชี้วัด ติดตามผล และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ก็จะทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเจตนารมณ์ แต่กลายเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่สามารถวัดผลและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง”</em></p>
<p>แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ <strong>คุณศุภชัย เจียรวนนท์</strong> รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมแก้ปัญหาความท้าทายของโลก และเคยเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดทุนทั่วโลก ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำ Sustainability Report เป็นมาตรฐานสำคัญ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ยกระดับความโปร่งใส และทำให้การดำเนินธุรกิจคำนึงถึงมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน</p>
<p><em>&#8220;คุณศุภชัยเคยชี้ให้เห็นว่า ระบบตลาดทุนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ และแม้ที่ผ่านมาได้ยกระดับธรรมาภิบาลเพื่อคุ้มครองผู้มีส่วนได้เสียมาอย่างต่อเนื่อง แต่โลกวันนี้จำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้นสู่ “ความยั่งยืนเชิงระบบ” โดยการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนจะช่วยสร้างทั้งความตระหนักรู้ ความรับผิดชอบ และแรงขับเคลื่อนให้องค์กรนำเรื่อง ESG เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจ&#8221;</em></p>
<p><strong>ดร.ธีระพล </strong>กล่าวว่า สำหรับเครือซีพี หลักคิดดังกล่าวถูกนำมาสู่การปฏิบัติภายใต้ค่านิยม “3 ประโยชน์” ที่ยึดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กรเป็นลำดับสุดท้าย รวมถึง 3 เสาหลักด้านความยั่งยืน ได้แก่  การกำกับดูแลกิจการ หรือ Heart: Living Rights, การดูแลสังคม หรือ Health: Living Well, และการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม หรือ Home: Living Togetherโดยมุ่งทำให้เป้าหมายด้านความยั่งยืนสามารถเชื่อมโยงลงไปสู่การดำเนินงานจริง ทั้งภายในองค์กรและตลอดห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p>หนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญของปี 2568 คือ <strong>การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม Scope 3 ซึ่งลดลง 9.39%</strong>  โดยมีปริมาณการปล่อยอยู่ที่ 76.87 ล้านต้น CO2e ต่อปี ผ่านการดำเนินตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะการทำงาน ร่วมกับเกษตรกร ซัพพลายเออร์ และพันธมิตรทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันที่มาของวัตถุดิบทางการเกษตรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า และสนับสนุนการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน</p>
<p>ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานโดยตรงใน Scope 1 และ Scope 2  เมื่อเทียบจากฐานในปี 2564 สามารถลดการล่อยก๊าซเรือนกระจก​ลงได้แล้ว 19.32% จากเป้าหมายที่ต้องการลด 42% ตาม Science-base Targets ภายในปี 2573</p>
<p>รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ในกระบวนการผลิตเป็น 18% และสามารถนำขยะหรือของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ (Waste Utilization) ได้ถึง 87.90% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill ภายในปี 2030 และ Net Zero ภายในปี 2050  พร้อมทั้งได้​มีการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนเงิน 5,119 ล้านบาท</p>
<p>นอกเหนือจากมิติสิ่งแวดล้อม เครือซีพียังสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) จำนวน 35,390 ล้านบาท เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านอาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีการเกษตรยุคใหม่ ตลอดจนดำเนินโครงการส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Education for Equality) ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้มีส่วนสร้างโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้แก่ประชาชนทั่วโลกกว่า 35.8 ล้านคน</p>
<p><strong>ดร.ธีระพล </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า ความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมผู้ประกอบการ คู่ค้า เกษตรกร และผู้บริโภคจำนวนมาก การกำหนดเป้าหมายและเปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใส จึงช่วยส่งต่อมาตรฐานและสร้างแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันทั้งระบบ</p>
<p><em>“ความยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง แต่เป็นกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รายงานความยั่งยืนจึงไม่ใช่บทสรุปของสิ่งที่เราทำสำเร็จ แต่เป็นทั้งกระจกที่ทำให้เราเห็นผลการดำเนินงานของตัวเอง และเข็มทิศที่บอกว่าเรายังต้องพัฒนาเรื่องใดต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำข้อมูลเหล่านี้กลับไปสู่การลงมือทำ เพื่อสร้างคุณค่าร่วมทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกัน”</em></p>
<p>ทั้งนี้ เครือซีพีจัดทำรายงานความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 โดย รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 นับเป็นรายงานฉบับที่ 10 ครอบคลุมผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทใน 8 สายธุรกิจ ใน 23 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงความคืบหน้าในการบรรลุยุทธศาสตร์และเป้าหมายความยั่งยืนทั้ง 15 เป้าหมาย ตลอดจนการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โดยกำหนดขอบเขตการรายงานจากบริษัทที่เครือฯ ถือครองหุ้นในสัดส่วนมากกว่าหรือเท่ากับ 10% หรือมีอำนาจในการบริหารจัดการและควบคุมการปฏิบัติงาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44183 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/AW-CP-SD-Report-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกเหนือจากรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 เครือซีพียังจัดทำ รายงานเฉพาะเรื่อง (Topic-specific Reports) อีก 5 ฉบับ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกในประเด็นที่สนใจได้อย่างครอบคลุม ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Stakeholder Engagement and Materiality Insights Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียและการประเมินประเด็นสาระสำคัญของเครือฯ</p>
<p><strong>&#8211; Sustainability Performance Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในช่วง 4 ปีล่าสุด</p>
<p><strong>&#8211; Delivering on Our SDG Commitment 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)</p>
<p><strong>&#8211; Climate &amp; Nature Resilience Supplement 2025 (IFRS S2 &amp; TNFD)</strong> ซึ่งนำเสนอการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติตลอดห่วงโซ่คุณค่า</p>
<p><strong>&#8211; Human Rights Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการเคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน รวมถึงประเด็นด้านสิทธิแรงงาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย แรงงานข้ามชาติ การป้องกันการเลือกปฏิบัติและการคุกคาม ตลอดจนความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม</p>
<p>รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงไม่เพียงสะท้อนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ด้วยการนำข้อมูลและผลลัพธ์ที่วัดได้มาใช้กำหนดทิศทาง ยกระดับการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ประเทศ ประชาชน และองค์กรตามหลัก “3 ประโยชน์”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้สนใจสามารถอ่าน รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ฉบับภาษาไทย ได้ที่</p>
<p><a href="https://www.cpgroupglobal.com/th/document/viewer/923/" target="_blank" rel="noopener">https://www.cpgroupglobal.com/th/document/viewer/923/</a></p>
<p>และ ฉบับภาษาอังกฤษ ได้ที่</p>
<p><a href="https://www.cpgroupglobal.com/en/document/viewer/922" target="_blank" rel="noopener">https://www.cpgroupglobal.com/en/document/viewer/922</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/">&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก &#8216;Food Surplus Credit&#8217; เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/tiis-mtec-nstda-food-surplus-credit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2026 13:45:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ACI]]></category>
		<category><![CDATA[Asia Carbon Institute]]></category>
		<category><![CDATA[Food Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Food Surplus Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand’s Food Bank]]></category>
		<category><![CDATA[TIIS]]></category>
		<category><![CDATA[TIIS เอ็มเทค สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[จันทิมา สำเนียงงาม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[บริจาคอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารส่วนเกิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43735</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังขับเคลื่อนโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank มากว่า 2 ปี จนปัจจุบันสามารถกระจายเครือข่ายทั่วประเทศได้แล้วใน​ 10 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมเป้าหมายเพิ่มเครือข่ายให้ครอบคุลม 30 จังหวัด ภายในปี พ.ศ.​ 2571 นอกจากความสำเร็จด้านการขยายพื้นที่ เพื่อขยายความสามารถในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ให้กลุ่มเปราะบางได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว  ล่าสุด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้พัฒนาแนวทาง​ขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้กลายเป็น &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ตามมาตรฐาน T-VER (​T-VER-S-METH-09-09​) ซึ่งทาง อบก. ได้รับการรับรองระเบียบวิธีในการคำนวณตามแนวทางดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก หรือราวเดือนมีนาคมของปีนี้ ทั้งนี้ สวทช. โดยโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank และ TIIS (สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) เอ็มเทค สวทช. เตรียมเดินหน้าโครงการนำร่องทดลองโปรเจ็กต์ &#8216;The Food Surplus Credit&#8217; ในปีงบประมาณ 2570 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/tiis-mtec-nstda-food-surplus-credit/">สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก &#8216;Food Surplus Credit&#8217; เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังขับเคลื่อนโครงการ <strong>Thailand&#8217;s Food Bank </strong>มากว่า 2 ปี จนปัจจุบันสามารถกระจายเครือข่ายทั่วประเทศได้แล้วใน​ 10 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมเป้าหมายเพิ่มเครือข่ายให้ครอบคุลม 30 จังหวัด ภายในปี พ.ศ.​ 2571</p>
<p><span id="more-43735"></span></p>
<p>นอกจากความสำเร็จด้านการขยายพื้นที่ เพื่อขยายความสามารถในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ให้กลุ่มเปราะบางได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว  ล่าสุด <strong>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) </strong>ได้พัฒนาแนวทาง​ขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้กลายเป็น <strong>&#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217;</strong> ตามมาตรฐาน T-VER (​<strong>T-VER-S-METH-09-09​) </strong>ซึ่งทาง อบก. ได้รับการรับรองระเบียบวิธีในการคำนวณตามแนวทางดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก หรือราวเดือนมีนาคมของปีนี้</p>
<p>ทั้งนี้ สวทช. โดยโครงการ<strong> Thailand&#8217;s Food Bank</strong> และ <strong>TIIS (สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) </strong><strong>เอ็มเทค สวทช. </strong>เตรียมเดินหน้าโครงการนำร่องทดลองโปรเจ็กต์ &#8216;<strong>The Food Surplus Credit&#8217; </strong>ในปีงบประมาณ 2570 ร่วมกับกลุ่มที่ทำงานด้านการกอบกู้อาหารส่วนเกิน และพันธมิตร เบื้องต้น 3-5 ราย อาทิ มูลนิธิ SOS Thailand , มูลนิธิ VV Share (วีวี แชร์) และผู้ประกอบการธุรกิจอาหารชั้นนำในประเทศ ​ร่วม​นำร่องทดลอง​​ <strong>T-VER-S-METH-09-09​ </strong>​ เพื่อศึกษาผลลัพธ์ ผลกระทบ รวมทั้ง​ข้อจำกัดต่างๆ เมื่อนำไปใช้งานจริง ก่อนจะขยายผลเป็นวงกว้างต่อไปในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43738 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Food-TVER3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ </strong>หัวหน้าโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นทั่วโลก​ต้องกลายไปเป็นขยะอาหาร  ขณะที่ประชากรโลกกว่า 258 ล้านคน ที่ต้องเผชิญปัญหาควมมั่นคงด้านอาหาร ส่วนประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารกว่า 10 ล้านตันต่อปี และในจำนวนนี้มีอาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้ถึงกว่า 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่มีกลุ่มเปราะบางในประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารอยู่กว่า 10 ล้านคน</p>
<p>ทั้งนี้ ในจำนวนอาหารส่วนเกินที่มีกว่า 4 ล้านตัน สามารถทำการกอบกู้มาเพื่อส่งต่อและสร้างประโยชน์ใหม่ได้ที่ราว 2,000 กว่าตันเท่านั้น ยังคงอาหารอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่สามารถกอบกู้มาได้ และต้องกลายเป็นขยะอาหารในที่สุดทั้งจากการขาดตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกฎระเบียบเงื่อนไขทางข้อกฎหมาย และระบบภาษี ​ที่ยังคงเป็นกำแพงสำคัญในการทำให้ผู้บริจาคอาหารเลือกที่จะทำลายอาหารมากกว่าการบริจาคเพื่อส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง หรือการเลือกบริจาคอาหารเฉพาะในกลุ่ม Non-VAT ซึ่งถือเป็นสัดส่วนจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารส่วนเกินประเภทอื่นๆ ที่สุดท้ายแล้วต้องกลายเป็นขยะอาหารและจบลงที่หลุมฝังกลบในที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43743 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/08-แนวคิด-Food-Surplus-Credit.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>&#8220;อาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น หากอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ไม่ได้รับการกอบกู้หรือนำไปใช้ประโยชน์ อาจกลายเป็นขยะอาหารและถูกนำไปกำจัด ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank มุ่งสร้างกลไกการจัดการอาหารส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Food Surplus Credit หรือการประเมินคาร์บอนเครดิตเข้ามาเป็นตัวเร่ง ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง&#8221;​</em><strong>  </strong></p>
<p>ด้าน <strong>คุณจันทิมา สำเนียงงาม</strong> หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส TIIS เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การขับเคลื่อนการบริจาคอาหารส่วนเกินให้เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลที่มีคุณภาพและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์  โดยทาง TIIS เอ็มเทค สวทช. ในฐานะหน่วยงานที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระเบียบวิธีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกอบกู้และบริจาคอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ ข้อมูลมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ รองรับทั้งการพัฒนาคาร์บอนเครดิตและการรายงานด้านความยั่งยืน (ESG) ของภาคธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43740 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Food-TVER2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับ <strong>&#8216;ระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค​ ตามมาตรฐาน T-VER </strong>(<strong>T-VER-S-METH-09-09)</strong> ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นคร้ังแรกของประเทศไทยในการมีคาร์บอนเครดิตจากโครงการอาหารส่วนเกิน และจะกลายเป็นอีกหนึ่ง <strong>​กลไกสำคัญที่ช่วยให้ภาคเอกชนและมูลนิธิที่ทำภารกิจด้านการกอบกู้อาหารส่วนเกิน มีรายได้เพิ่มเติมจากคาร์บอนเครดิต ภายใต้การ</strong><strong>ได้มาอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้</strong></p>
<p>หลักการคำนวณจะคิดจาก <strong>&#8216;ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้&#8217;</strong> จากการไม่ต้องเอาขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วนำมาหักลบด้วย <strong>&#8216;คาร์บอนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง&#8217;</strong> ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในการแช่เย็นและแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร น้ำมันจากการขนส่งเพื่อส่งต่ออาหารตามระยะทาง หรือกระบวนการในการนำอาหารที่ได้รับมาปรุงประกอบอาหารใหม่ หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกลุ่มใช้ครั้งเดียว (Single-use) เพื่อ<strong>ช่วยให้ภาคธุรกิจนำไปรายงานผล </strong><strong>ESG </strong><strong>ได้อย่างโปร่งใส </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43742 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/09-ระเบียบวิธี-T-VER.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>โดย​อาหารส่วนเกินที่สามารถนำมาคิดคาร์บอนเครดิตได้นั้น ต้องเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ส่งต่อให้ฟรี ๆ ตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร  </strong></p>
<p>อย่างไรก็ดี ระเบียบวิธีฉบับปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมเครื่องดื่ม โดยกลไกนี้ทำให้ทุกองค์กรนำตัวเลขไปรายงานด้านความยั่งยืนได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งได้ทั้งช่วยเหลือสังคม ลดโลกร้อน และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน</p>
<p><em>“ตัวเลขคาร์บอนที่ซ่อนอยู่ในอาหารส่วนเกินคือโอกาสใหม่ของประเทศ <strong>ส่วนระดับราคาของคาร์บอนเครดิตในกลุ่ม Food Surplus Credit อยู่ระหว่างการศึกษาและคำนวณอัตราที่เหมาะสม โดยประเมินว่าจะไม่ต่ำกว่าห​ลักร้อยบาทต่อตัน  CO2e  ซึ่งคาดว่าหลังจากการนำร่องขับเคลื่อน จะมีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น</strong><strong>ประกอบกับในอนาคตมีแผนยกระดับการทำงานด้าน​​​คาร์บอนเครดิตจากอาหารส่วนเกินไปสู่ความร่วมมือในระดับภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นป</strong><strong>ระเทศแรกที่มีการสร้างมาตรฐาน​ในเรื่องนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ระดับราคาเพิ่มสูงขึ้นได้อีก</strong> โดยทาง TIIS เอ็มเทค สวทช.  และ ACI (Asia Carbon Institute) อยู่ระหว่างการหารือร่วมกันในการต่อยอด​ระเบียบวิธีของประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาของ ACI และรองรับการประยุกต์ใช้ในระดับภูมิภาคเอเชีย ​​เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านการลดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับภูมิภาคต่อไป </em><em>เนื่องจาก ​เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินสูงมาก หากสามารถเปลี่ยนการบริจาคอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิตได้  ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจใหม่ให้กับภาคธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะอาหารเพิ่มมากขึ้น​” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43741 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/10-ต่อยอดสู่ระดับเอเชียกับ-Asia-Carbon-Institute-ACI.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>เร่งประสาน ก.คลัง ลดกำแพงบริจาคอาหาร  </strong></p>
<p><strong>ดร.ปัทมาพร </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสำคัญของ  Thailand&#8217;s Food Bank คือ การเข้าไปเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินระดับประเทศ ทั้งการขยายเครือข่ายการเป็นตัวกลางในการส่งต่ออาหารจากผู้ผลิตไปสู่กลุ่มเปราะบางต่างๆ ผ่านการทำงานร่วมกับมูลนิธิด้านการกอบกู้อาหาร เช่น SOS Thailand , VV Share รวมทั้งอาสาสมัครในแต่ละจังหวัด โดยปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุม 10 จังหวัด จำนวนอาสาสมัครรวมกว่า 600 คน และมีแผนขยายได้กว่า 30 จังหวัดในปี 2571 ขณะที่เพิ่มความสามารถในการกอบกู้อาหารส่วนเกินได้มากขึ้น 10 เท่า จาก 2,000 ตันต่อปี เพิ่มเป็น 20,000 ตันต่อปี</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันส่วนต่างของอาหารที่กอบกู้ได้ราว 2,000 ตันต่อปี กับปริมาณอาหารส่วนเกินที่มีกว่า 4 ล้านตันต่อปีนั้น มีช่องว่างที่ต่างกันอย่างมาก เนื่องจาก ประเทศไทยยังมีกำแพงสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการบริจาคอาหารให้เติบโตได้มากนัก โดยเฉพาะกำแพงสำคัญเรื่องการแบกรับค่าใช้จ่ายของผู้บริจาคอาหาร เนื่องจาก กฎหมายประเทศไทย ยังตีความการบริจาคอาหารโดยเฉพาะในกลุ่มที่มี VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นการจำหน่าย ทำให้ผู้บริจาคต้องเสีย VAT สำหรับอาหารที่นำมาบริจาคเพิ่มเติม ​หรือกำหนดเพดานการบริจาคไว้ได้ที่ราว 2% ของกำไรสุทธิ ทำให้ปริมาณของที่บริจาคมีจำกัด และส่วนใหญ่กว่า 90% ของอาหารที่นำมาบริจาคจะเป็นกลุ่ม Non-VAT  เช่น อาหารสด หรือสินค้าการเกษตรต่างๆ ขณะที่ปริมาณอาหารรูปแบบอื่นๆ ทีมี่จำนวนมากกว่า แต่ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้น ทำให้สุดท้ายผู้ประกอบการเลือกที่จะทำลายทิ้ง และต้องกลายเป็นขยะอาหารในหลุมฝังกลบในที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43739 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Food-TVER1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เพื่อลดกำแพงเหล่านี้ ทาง สวทช. ได้เร่งผลักดัน​โดยทำหนังสือ ผ่านทางปลัดกระทรวง อว. เพื่อนำส่งมอบให้ทางปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณามาตรการผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการที่บริจาคอาหารให้มูลนิธิฯ หรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับได้รับสิทธิการยกเว้น VAT หรือสิทธิประโยชน์ในการดำเนินการเทียบเท่ากับการทำลายอาหาร ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกัน เพื่อประเมินความรัดกุม และความโปร่งใสในการดำเนินการ  ซึ่งคาดว่าหากสามารถหาแนวทางการดำเนินการร่วมกันได้ น่าจะมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ หรืออาจจะเริ่มนำร่องในอาหารบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอาหารสด เพื่อ​ศึกษาข้อมูลและแนวทางดำเนินการเพื่อเป็นต้นแบบก่อนจะสามารถขยายผลไปยังกลุ่มอาหารอื่นๆ เพิมเติมในอนาคต ประกอบกับการมีเครื่องมือที่ทาง สวทช. พัฒนาขึ้น เพื่อใช้ในโครงการ  Thailand&#8217;s Food Bank ที่สามารถบันทึกและตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางของอาหารส่วนเกินต่างๆ  ได้ ก็สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน&#8221;​ ดร.ปัทมาพร กล่าวทิ้งท้าย</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/tiis-mtec-nstda-food-surplus-credit/">สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก &#8216;Food Surplus Credit&#8217; เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CIMB เปิดตัว &#8216;Climate Transition Canvas&#8217; ช่วย​องค์กร​ Less Brown พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนขับเคลื่อนแผนเปลี่ยนผ่าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/cimb-thai-launch-climate-transition-canvas/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Aug 2026 11:45:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Advancing the Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Brown to Less Brown]]></category>
		<category><![CDATA[CIMB]]></category>
		<category><![CDATA[CIMB THAI]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Transition Canvas]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Jason Lee]]></category>
		<category><![CDATA[Less Brown]]></category>
		<category><![CDATA[NDC 3.0]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[The Cooler Earth Thailand 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Transition Finance]]></category>
		<category><![CDATA[ซีไอเอ็มบี ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เจสัน ลี]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43625</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  นำร่องใช้ Climate Transition Canvas เครื่องมือวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ สำหรับลูกค้าองค์กรที่ใช้บริการโซลูชั่นบริการที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนและการลดก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจ (Sustainability and GHG Services) เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้ทั้งองค์กรมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม​ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ คุณเจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เป็นทิศทางใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)​ ตามแผน NDC 3.0 ที่มีความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ขณะที่การปรับตัวของภาคธุรกิจได้ให้ความสำคัญในการลด GHG  จากการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศที่ตั้งไว้ โดยมีหลายธุรกิจที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero 2050 แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีความไม่ชัดเจนในการขับเคลื่อนเพื่อให้สามารถบรรลุได้เป้าหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่มีการปล่อย GHG ในระดับสูงและยากที่จะลดการปล่อยให้น้อยลง (hard-to -abate [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/cimb-thai-launch-climate-transition-canvas/">CIMB เปิดตัว &#8216;Climate Transition Canvas&#8217; ช่วย​องค์กร​ Less Brown พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนขับเคลื่อนแผนเปลี่ยนผ่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  นำร่องใช้ <strong>Climate Transition Canvas</strong> เครื่องมือวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ สำหรับลูกค้าองค์กรที่ใช้บริการโซลูชั่นบริการที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนและการลดก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจ (Sustainability and GHG Services) เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้ทั้งองค์กรมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม​ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
<p><span id="more-43625"></span></p>
<p><strong>คุณเจสัน ลี</strong> หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เป็นทิศทางใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)​ ตามแผน NDC 3.0 ที่มีความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050</p>
<p>ขณะที่การปรับตัวของภาคธุรกิจได้ให้ความสำคัญในการลด GHG  จากการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศที่ตั้งไว้ โดยมีหลายธุรกิจที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero 2050 แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีความไม่ชัดเจนในการขับเคลื่อนเพื่อให้สามารถบรรลุได้เป้าหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่มีการปล่อย GHG ในระดับสูงและยากที่จะลดการปล่อยให้น้อยลง (hard-to -abate Sectors) อาทิ กลุ่มพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร อสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43626 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/CIMB-464-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>&#8220;ที่ผ่านมา ประเทศไทยเน้นนโนบายสนับสนุนคนดีหรือธุรกิจสีเขียว​ ขณะที่การขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย จำเป็นต้องทำให้กลุ่มธุรกิจสีน้ำตาล (Brown Sectors)​ หรือกลุ่มที่มีการปล่อย​ GHG ในระดับสูง สามารถขับเคลื่อนจาก Brown ไปสู่ ​Less Brown ได้มากขึ้น ​​จึงเป็นต้องมีเครื่องมือและเงินทุนเพื่อสนับสนุนด้านการเปลี่ยนผ่าน  ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ และมีรายละเอียด รวมทั้งมาตรฐานต่างๆ ที่ซับซ้อน ​รวมทั้งการขับเคลื่อนและความเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนผ่านภายในองค์กร ที่แต่ละแผนกยังมีความเข้าใจและให้ความสำคัญที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ รวมทั้งการมีเครื่องมือเพื่อช่วยธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น&#8221;</em></p>
<p>นำมาสู่การแนะนำเครื่องมือ  <strong>Climate Transition Canvas </strong>เพื่อช่วยการเปลี่ยนผ่านสำหรับ &#8216;ภาคธุรกิจสีน้ำตาล&#8217; (Brown Sectors) และกลุ่มอุตสาหกรรม​ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (High-emitting Industries) ซึ่งถือเป็นภาคส่วนที่การลดคาร์บอนทำได้ยากและมีต้นทุนสูงที่สุด โดยเครื่องมือนี้ได้รับการออกแบบให้รวบรวมแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและแผนการจัดหาเงินทุนไว้ในเอกสารเพียงหน้าเดียว ครอบคลุมข้อมูลสำคัญ ได้แก่</p>
<p>&#8211; ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน</p>
<p>&#8211; โครงการที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p>&#8211; ผู้รับผิดชอบแต่ละโครงการ</p>
<p>&#8211; เงินลงทุนที่ต้องใช้ และแหล่งเงินทุน</p>
<p>&#8211; รวมถึงเงื่อนไขที่อาจทำให้แผนไม่สามารถบรรลุผล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43627 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/CIMB-432.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>&#8220;เครื่องมือนี้ จะช่วยให้​องค์กรมองภาพการเปลี่ยนผ่านในทิศทางเดียวกัน ​มีเป้าหมาย และแนวทางขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ไปจนถึงงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้  เช่น หากต้องการลด GHG ลงตามเป้าที่วางไว้​ จำเป็นต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ต่อการลด GHG  1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) และหากต้องการขับเคลื่อนไปสู่ Net Zero หรือแผนการลดทั้งในระยะสั้น กลาง หรือยาวนั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านเท่าไหร่ ใส่เงินลงไปในจุดไหนอย่างไรบ้าง ทำให้ทราบต้นทุนที่ต้องใช้ในการดำเนินการทั้งหมด  และสามารถ​จัดสรรเงินทุนให้กับโครงการเปลี่ยนผ่านต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม​&#8221;</em></p>
<p><strong>Climate Transition Canvas </strong>จึงเป็นเครื่องมือสำคัญของทุกบริษัทที่มี​เป้าหมาย Net Zero แล้ว แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนได้ว่า​ ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ ใช้เวลาดำเนินการนานเพียงใด หรือใครมีหน้าที่หลักขับเคลื่อนส่วนใดบ้าง โดยเฉพาะจุดเด่นสำคัญ คือ การ​ช่วยให้​​คณะกรรมการบริษัทสามารถอ่านแผนการเปลี่ยนผ่านทั้งฉบับได้ภายในเวลา 10 นาที และเข้าใจได้ทันทีว่ากำลังอนุมัติอะไร เช่นเดียวกับแผนกอื่นๆ ในบริษัทก็สามารถเข้าใจและเห็นภาพการขับเคลื่อนความยั่งยืนได้ตรงกันท้ังองคาพยพ จากที่ก่อนหน้าการขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืนมักอยู่ภายใต้การดูแลของทีม Sustainability ขณะที่งบประมาณอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายการเงิน แต่ทั้งสองฝ่ายมักทำงานแยก​กัน และกระทบต่อประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายของ​องค์กร ​</p>
<p>นอกจากนี้ ข้อมูลต่างๆ หรือแผนที่อยู่ใน  Climate Transition Canvas ​​ยังสามารถนำไปให้ External Review พิจารณาเพื่อรับรองการตั้งเป้าและขับเคลื่อนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction) ขององค์กร สำหรับ​นำไปต่อยอดเพื่อการระดมทุนในการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะในกลุ่ม <strong>Transition Finance</strong> ที่จำเป็นต้องมีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลกระทบของธุรกิจต่อมิติความยั่งยืนต่างๆ  ดังนั้น <strong>Climate Transition Canvas</strong> จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการขับเคลื่อนแผนการลด GHG รวมทั้งยังช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านได้อีกทางหนึ่งด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43628 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/CIMB-148.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ล่าสุด<span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"><b> ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)</b> จัดเวิร์กช็อปแนะนำ &#8216;<em><strong>Climate Transition Canvas&#8217; </strong></em>เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงของภาคธุรกิจเข้าร่วม</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">เวิร์กช็อปเชิงเทคนิคในหัวข้อ<strong> &#8216;</strong></span><strong><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New', sans-serif;">Advancing the Transition</span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"><strong>: กุญแจสู่การเปลี่ยนผ่านธุรกิจไทย&#8217; </strong> ภายใต้งาน </span><strong><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New', sans-serif;">The Cooler Earth Thailand </span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"><strong>2026</strong> โดยนำร่องกลุ่ม</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">ผู้บริหารจากเกือบ </span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">20 </span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">บริษัทใน</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">High</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">&#8211;</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">emitting Industries</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">) และกลุ่ม <span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">Brown Sectors </span>เข้าร่วม อาทิ ธุรกิจพลังงาน เชื้อเพลิงฟอสซิล การผลิต และอสังหาริมทรัพย์ </span></p>
<p><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">พร้อมแนะนำโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ </span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">จากหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ อาทิ ผู้แทนสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (<span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">ThaiBMA</span></span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">) ร่วมแบ่งปันแนวทางการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้เพื่อสนับสนุน</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"> Transition Finance </span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">อีกทั้ง หน่วยงาน </span><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">Second Party Opinion </span></strong><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">(</span></strong><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">SPO</span></strong><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">)</span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"> ของ </span><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">TRIS Rating</span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"> ร่วมถ่ายทอดหลักเกณฑ์สำคัญในการจัดทำกรอบการเงินเพื่อความยั่งยืน (</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">Sustainable Finance Framework</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">) และกรอบการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">Transition Finance Framework</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">) ที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากนักลงทุน</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">เพื่อทดลองและทำความเข้าใจการใช้งานแพลตฟอร์มภายในงาน </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/cimb-thai-launch-climate-transition-canvas/">CIMB เปิดตัว &#8216;Climate Transition Canvas&#8217; ช่วย​องค์กร​ Less Brown พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนขับเคลื่อนแผนเปลี่ยนผ่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 12:47:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Sink]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission]]></category>
		<category><![CDATA[Green Reforestation]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[Shared Value]]></category>
		<category><![CDATA[TOA]]></category>
		<category><![CDATA[TOA รักเรา รักษ์โลก ฟื้นคืนผืนป่าและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ทีโอเอ]]></category>
		<category><![CDATA[นพคุณ ปัญญาเสริมสุข]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[วิภาดา นาคไพรัช]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43539</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียพื้นที่ป่า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจไม่ได้มีบทบาทเพียงลดผลกระทบจากการดำเนินงานของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องร่วมเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมในระยะยาว บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งพื้นผิวของไทย เดินหน้านโยบาย Green Mission อย่างต่อเนื่อง ผ่านหนึ่งใน 7 กลยุทธ์ สำคัญ Green Reforestation ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี 2050 รวมทั้งสร้างคาร์บอนเครดิตสะสมให้ได้มากกว่า 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2042 ทั้งนี้ การขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญตามนโยบาย Green Mission ผ่านทั้ง 7 กลยุทธ์ ประกอบด้วย Greenovation : การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว, Green Production [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/">TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียพื้นที่ป่า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจไม่ได้มีบทบาทเพียงลดผลกระทบจากการดำเนินงานของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องร่วมเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมในระยะยาว</p>
<p><span id="more-43539"></span></p>
<p><strong>บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>TOA </strong>ผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งพื้นผิวของไทย เดินหน้านโยบาย <strong>Green Mission</strong> อย่างต่อเนื่อง ผ่านหนึ่งใน 7 กลยุทธ์ สำคัญ <strong>Green Reforestation</strong> ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี 2050 รวมทั้งสร้างคาร์บอนเครดิตสะสมให้ได้มากกว่า 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2042</p>
<p>ทั้งนี้ การขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญตามนโยบาย Green Mission ผ่านทั้ง 7 กลยุทธ์ ประกอบด้วย <strong>Greenovation :</strong> การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว, <strong>Green Production :</strong> การพัฒนากระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยของเสียและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ,​ <strong>Green Energy :</strong> การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้, <strong>Green Value Chain :</strong> การสร้างผลกระทบเชิงบวกภายในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท , <strong>Green Partner : </strong>การร่วมมือกับคู่ค้าในการส่งเสริมธุรกิจซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน, <strong>Green Certified :</strong> การรับรองมาตรฐานสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ  <strong>Green Reforestation : </strong>​การดำเนินกิจกรรมลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม​</p>
<p>ล่าสุด TOA ได้ประกาศความร่วมมือกับ <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ภายใต้ <strong>&#8216;</strong><strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217;</strong> เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการพื้นที่ป่าชุมชนอย่างเป็นระบบ พร้อมสร้างแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sink) ที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ครอบคลุมการดำเนินงานใน  <strong>111 </strong><strong>ชุมชน</strong> ของ <strong>5 </strong><strong>จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ยโสธร และอำนาจเจริญ</strong> โดย TOA ร่วมพัฒนาโครงการในพื้นที่สัดส่วนรวม 6,000 ไร่ พร้อมมุ่งส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทในการดูแลและปกป้องพื้นที่ป่าจากการบุกรุก การเสื่อมโทรม และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้ด้วยตนเองในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43599 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก<strong> คุณจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA และ <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ โดยมี <strong>​คุณวิภาดา นาคไพรัช</strong> ผู้อำนวยการสายงาน SHE &amp; Quality Management and Sustainability, <strong>คุณนพคุณ ปัญญาเสริมสุข</strong> Head of Marketing บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ <strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</p>
<p><strong>คุณจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA กล่าวว่า ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ TOA ในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ (Natural Carbon Sink) ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินธุรกิจ เพราะเชื่อว่าการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องดำเนินการทั้ง <strong>การลด</strong>​ และ ​<strong>ดูดกลับ</strong>​ ก๊าซเรือนกระจกควบคู่กันไป</p>
<p><em>&#8220;ที่ผ่านมา TOA ได้เดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ป่าในจังหวัดเลยและจังหวัดอุดรธานี ภายใต้โครงการ<strong> &#8216;TOA รักเรา รักษ์โลก ฟื้นคืนผืนป่าและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> ตั้งแต่ปี 2566 โดยมุ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43600 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานตามกลยุทธ์ <strong>Green Reforestation</strong> หนึ่งใน 7 กลยุทธ์หลักของนโยบาย<strong> Green Mission</strong> ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย <strong>Net Zero Greenhouse Gas Emissions </strong><strong>ภายในปี </strong><strong>2593 (</strong><strong>ค.ศ. </strong><strong>2050)</strong> เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศของประเทศ <em>&#8220;สำหรับ TOA การปลูกป่าไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนต้นไม้ แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนให้กับประเทศ  โดยหัวใจสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนเท่านั้น หากแต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่าง <strong>&#8216;คนกับป่า&#8217;</strong> ให้สามารถเติบโตและเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน&#8221; </em>คุณจตุภัทร์ กล่าวเพิ่มเติม​​</p>
<p>นอกจากนี้ TOA ยังมุ่งสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ให้เกิดขึ้นกับชุมชน โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ในการดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้จากกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่การเติบโตร่วมกันของธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p>ด้าน <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล </strong>เลขาธิการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับ TOA ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ภาคเอกชนไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมจากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่บรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น รวมถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชนอีกด้วย พร้อมสะท้อนให้เห็นความสำเร็จจากความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างมูลนิธิฯ และภาคเอกชนอย่าง TOA ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาของประเทศ และเชื่อมั่นว่าคนกับธรรมชาติสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43601 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL5.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p>สำหรับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาผ่าน 4 ภารกิจที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจร, ธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคงและรายได้ที่ยั่งยืนผ่านแบรนด์ดอยตุง, การแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่กับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ซึ่งนำประสบการณ์จากการลงมือทำจริงไปขยายผลร่วมกับองค์กรต่างๆ ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ TOA ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero และตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/">TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ อบก. ร่วมปั้นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทวนสอบ พัฒนาศักยภาพบุคลากร เติมระบบนิเวศตลาดคาร์บอนไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/set-mou-tgo-personnel-development-carbo-ecosystemn/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 14:01:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CAA]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Market]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Action Academy]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[MOU]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[SET]]></category>
		<category><![CDATA[SET Carbon Platform]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Verifier]]></category>
		<category><![CDATA[ก.ล.ต.]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ณกรณ์ ตรรกวิรพัท]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศตลาดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[อัสสเดช คงสิริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43542</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เสริมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและการเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก ตลาดคาร์บอน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลสู่แพลตฟอร์ม SET Carbon สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนา SET Carbon Platform ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อบก. ในปี 2568 ให้บริษัทจดทะเบียนใช้คำนวณและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยข้อมูลต้องผ่านการทวนสอบโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจาก อบก. &#8220;ความร่วมมือครั้งนี้​มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำประสบการณ์ในการดูแลมาตรฐานการสอบผ่านแพลตฟอร์ม SET Exam และศูนย์สอบ มาสนับสนุนการจัดสอบให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้และเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศตลาดคาร์บอน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจก เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ตอกย้ำวิสัยทัศน์ &#8216;The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities&#8217; คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/set-mou-tgo-personnel-development-carbo-ecosystemn/">ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ อบก. ร่วมปั้นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทวนสอบ พัฒนาศักยภาพบุคลากร เติมระบบนิเวศตลาดคาร์บอนไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)</strong> และ <strong>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO)</strong> ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เสริมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและการเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก</p>
<p><span id="more-43542"></span></p>
<p>ส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก ตลาดคาร์บอน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลสู่แพลตฟอร์ม SET Carbon สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว</p>
<p><strong>คุณอัสสเดช คงสิริ </strong>กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนา SET Carbon Platform ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อบก. ในปี 2568 ให้บริษัทจดทะเบียนใช้คำนวณและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยข้อมูลต้องผ่านการทวนสอบโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจาก อบก.</p>
<p><em><strong>&#8220;ความร่วมมือครั้งนี้​มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบ</strong> โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำประสบการณ์ในการดูแลมาตรฐานการสอบผ่านแพลตฟอร์ม SET Exam และศูนย์สอบ มาสนับสนุนการจัดสอบให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้และเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศตลาดคาร์บอน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจก เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ตอกย้ำวิสัยทัศน์ <strong>&#8216;The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities&#8217;</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43544 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SET-TGO1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท </strong>ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า ในฐานะที่ อบก. เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทในการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดย <strong>สถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</strong>  <strong>(Climate Action Academy : CAA )</strong> ที่ อบก.จัดตั้งขึ้น ถือเป็นภารกิจสำคัญ</p>
<p><em>&#8220;ความร่วมมือจากตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและรองรับความต้องการบุคลากร เช่น ผู้ทวนสอบในระบบนิเวศตลาดคาร์บอน ให้มีความโปร่งใสและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ เป็นการยกระดับความน่าเชื่อถือ รองรับการเติบโตของกลไกลดก๊าซเรือนกระจกและตลาดคาร์บอนในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และ อบก. มีระยะเวลา 3 ปี เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพ ส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นำพาประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/set-mou-tgo-personnel-development-carbo-ecosystemn/">ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ อบก. ร่วมปั้นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทวนสอบ พัฒนาศักยภาพบุคลากร เติมระบบนิเวศตลาดคาร์บอนไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“น้ำมันพืชตรากุ๊ก” ผนึกกำลัง SCGP เปิดโครงการ &#8220;ห้องสมุดสีเขียว&#8221; เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วเป็นห้องสมุดแห่งการเรียนรู้ ส่งต่อโรงเรียนอนุบาลรอบชุมชน สร้างโอกาสทางการศึกษาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่สังคม Net Zero</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/green-library-from-boxes-to-books/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 04:32:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[From Boxes to Books]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Poonphol Group]]></category>
		<category><![CDATA[Recycling Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[SCGP]]></category>
		<category><![CDATA[กุ๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันพืชตรากุ๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พีรพงษ์ เทพวรินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[พูลผล ปันกระดาษ สร้างโลกการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ห้อGreen Library]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุดสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เพชร หวั่งหลี]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43203</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันพืชตรากุ๊ก หนึ่งในธุรกิจหลักของกลุ่มพูลผล เดินหน้าสานต่อนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน จับมือกับ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดตัวโครงการ &#8220;ห้องสมุดสีเขียว (Green Library – From Boxes to Books)&#8221; ภายใต้แนวคิด “พูลผล ปันกระดาษ สร้างโลกการเรียนรู้” เพื่อส่งเสริมการคัดแยกและนำกระดาษใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านกระบวนการรีไซเคิลแบบครบวงจร (Closed-loop Paper Recycling) 100% เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเฟอร์นิเจอร์รักษ์โลก (Eco-Furniture) ได้แก่ โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางหนังสือ และอุปกรณ์ภายในห้องสมุด ก่อนนำไปจัดสร้างห้องสมุดสีเขียว โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินงาน 6 เดือน ตั้งเป้ารวบรวมกระดาษใช้แล้วจำนวน 60,000 กิโลกรัมต่อการจัดสร้างห้องสมุด 1 แห่ง และมีแผนส่งมอบห้องสมุดสีเขียวจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดศรีคงคาราม และโรงเรียนวัดคลองมอญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/green-library-from-boxes-to-books/">“น้ำมันพืชตรากุ๊ก” ผนึกกำลัง SCGP เปิดโครงการ &#8220;ห้องสมุดสีเขียว&#8221; เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วเป็นห้องสมุดแห่งการเรียนรู้ ส่งต่อโรงเรียนอนุบาลรอบชุมชน สร้างโอกาสทางการศึกษาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่สังคม Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด</strong> ผู้ผลิตน้ำมันพืชตรากุ๊ก หนึ่งในธุรกิจหลักของกลุ่มพูลผล เดินหน้าสานต่อนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน จับมือกับ <strong>บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ<strong> SCGP</strong> เปิดตัวโครงการ &#8220;<strong>ห้องสมุดสีเขียว (Green Library – From Boxes to Books)</strong>&#8221; ภายใต้แนวคิด “<strong>พูลผล ปันกระดาษ สร้างโลกการเรียนรู้</strong>”</p>
<p><span id="more-43203"></span></p>
<p>เพื่อส่งเสริมการคัดแยกและนำกระดาษใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านกระบวนการรีไซเคิลแบบครบวงจร (Closed-loop Paper Recycling) 100% เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเฟอร์นิเจอร์รักษ์โลก (Eco-Furniture) ได้แก่ โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางหนังสือ และอุปกรณ์ภายในห้องสมุด ก่อนนำไปจัดสร้างห้องสมุดสีเขียว โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินงาน 6 เดือน ตั้งเป้ารวบรวมกระดาษใช้แล้วจำนวน 60,000 กิโลกรัมต่อการจัดสร้างห้องสมุด 1 แห่ง และมีแผนส่งมอบห้องสมุดสีเขียวจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดศรีคงคาราม และโรงเรียนวัดคลองมอญ ภายในปี 2569</p>
<p>โครงการดังกล่าวพัฒนาขึ้นบนหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยยกระดับกระดาษใช้แล้วให้ก้าวข้ามการเป็นของเสีย (End of Waste) สู่การเป็นทรัพยากรที่สามารถสร้างคุณค่าใหม่กลับคืนสู่สังคม ผ่านนวัตกรรมรีไซเคิลของ SCGP ที่ช่วยให้กระดาษสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปริมาณขยะ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการร่วมขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43206 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Boxes-Book3.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>นายเพชร หวั่งหลี</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด เปิดเผยว่า &#8220;บริษัทฯ เชื่อว่าการสร้างความยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการมีส่วนร่วมของทุกคน โครงการห้องสมุดสีเขียวจึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างบริษัทในเครือ พนักงาน และประชาชน ให้ร่วมกันเปลี่ยนกระดาษใช้แล้วให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่แก่สังคม พร้อมต่อยอดเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับเยาวชน เราหวังว่าโครงการนี้จะไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีให้กับชุมชนและเยาวชน&#8221;</p>
<p>ด้าน<strong> คุณพีรพงษ์ เทพวรินทร์</strong> ผู้จัดการ Recycling Solutions และรักษาการแทนผู้อำนวยการฝ่าย Recycling Materials Management บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า &#8220;SCGP มุ่งใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการรีไซเคิล เพื่อยกระดับกระดาษใช้แล้วให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีความแข็งแรง ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับใช้ในห้องสมุดและพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของเยาวชน ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมจะสร้างคุณค่าได้สูงสุดเมื่อเชื่อมโยงกับความร่วมมือของทุกภาคส่วน และสามารถต่อยอดทรัพยากรที่ใช้แล้วให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม การศึกษา และชุมชนในระยะยาว&#8221;</p>
<p>สำหรับการดำเนินโครงการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือกับบริษัทในเครือกลุ่มพูลผล พนักงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมกระดาษใช้แล้วส่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลของ SCGP พร้อมทั้งขยายการมีส่วนร่วมสู่ภาคประชาชน ผ่านการติดตั้งจุดรับกระดาษรีไซเคิล (Recycle Box) ในพื้นที่เศรษฐกิจและศูนย์การค้าชั้นนำ อาทิ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และอาคารสาธรธานี คอมเพล็กซ์ เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและสร้างการมีส่วนร่วมด้านการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/green-library-from-boxes-to-books/">“น้ำมันพืชตรากุ๊ก” ผนึกกำลัง SCGP เปิดโครงการ &#8220;ห้องสมุดสีเขียว&#8221; เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วเป็นห้องสมุดแห่งการเรียนรู้ ส่งต่อโรงเรียนอนุบาลรอบชุมชน สร้างโอกาสทางการศึกษาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่สังคม Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มากกว่า &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ธนาคารกรุงเทพต่อยอด &#8216;ป่าชุมชน&#8217; สู่ต้นแบบ &#8216;ป่าหลากสี&#8217; สร้างสวนบนภูเขา เพิ่มแลนด์มาร์กท่องเที่ยวให้ชุมชน นำร่องพื้นที่ &#8216;บ้านถ้ำเสือ&#8217; เพชรบุรี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/bbl-mou-restore-tham-suea-forest-phetchaburi/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 12 Jul 2026 09:53:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Bank]]></category>
		<category><![CDATA[BBL]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Bualuang Save the Earth]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Landmark]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Restore]]></category>
		<category><![CDATA[Tham Suea Forest]]></category>
		<category><![CDATA[กอบศักดิ์ ภูตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รอยล จิตรดอน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนหลากสี]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[รักษ์ป่าถ้ำเสือ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งท่องเที่ยว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43073</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคารกรุงเทพ ผนึก 5 ภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนา &#8216;ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ&#8217; อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี  เพื่อพัฒนาป่าชุมชนต้นแบบ​ โมเดลใหม่ ที่ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องของคาร์บอนเครดิต และการฟื้นฟูและธรรมชาติ แต่สามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติของการท่องเที่ยว ผ่านการออกแบบและจัดการพื้นที่ รวมทั้งการวางแผนการปลูกต้นไม้สีสีนต่างๆ พร้อมทั้งสร้างโป่งผีเสื้อเทียม เพื่อให้เป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ของเพชรบุรี ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับ กรมป่าไม้ มูลนิธิป่าชุมชน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ &#8216;Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ&#8217;  เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ ระยะเวลา 15 ปี (พ.ศ. 2568-2582) พร้อม​น้อมนำแนวพระราชดำริ  &#8216;ป่าเปียก&#8217; ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/bbl-mou-restore-tham-suea-forest-phetchaburi/">มากกว่า &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ธนาคารกรุงเทพต่อยอด &#8216;ป่าชุมชน&#8217; สู่ต้นแบบ &#8216;ป่าหลากสี&#8217; สร้างสวนบนภูเขา เพิ่มแลนด์มาร์กท่องเที่ยวให้ชุมชน นำร่องพื้นที่ &#8216;บ้านถ้ำเสือ&#8217; เพชรบุรี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคารกรุงเทพ ผนึก 5 ภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนา &#8216;<strong>ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ&#8217;</strong> อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี  เพื่อพัฒนาป่าชุมชนต้นแบบ​ โมเดลใหม่ ที่ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องของคาร์บอนเครดิต และการฟื้นฟูและธรรมชาติ</p>
<p><span id="more-43073"></span></p>
<p>แต่สามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติของการท่องเที่ยว ผ่านการออกแบบและจัดการพื้นที่ รวมทั้งการวางแผนการปลูกต้นไม้สีสีนต่างๆ พร้อมทั้งสร้างโป่งผีเสื้อเทียม เพื่อให้เป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ของเพชรบุรี</p>
<p><strong>ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล</strong> กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับ กรมป่าไม้ มูลนิธิป่าชุมชน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ &#8216;<strong>Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ&#8217; </strong> เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ ระยะเวลา 15 ปี (พ.ศ. 2568-2582)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43078 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_05-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>พร้อม​น้อมนำแนวพระราชดำริ  <strong>&#8216;ป่าเปียก&#8217;</strong> ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาประยุกต์ใช้ฟื้นฟูระบบนิเวศบนพื้นที่ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือจำนวน 3 แปลง รวมพื้นที่ 1,331 ไร่ โดยผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเก็บในถังจำนวน 10 ถัง รวมความจุ 20,000 ลิตร บนพื้นที่ยอดเขาเพื่อกระจายน้ำสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่า ช่วยสร้างแนวป้องกันไฟป่าแบบเปียก รวมทั้งการสร้างฝายชะลอน้ำจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เพิ่มความชุ่มชื้นและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาไฟป่าในระยะยาว</p>
<p><em>“ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่มีความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 15 ป่าชุมชนต้นแบบของประเทศ ธนาคารกรุงเทพเล็งเห็นถึงศักยภาพในการต่อยอดพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นป่าชุมชนต้นแบบของการพัฒนาเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการป่าแห่งนี้ จะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) พร้อมทั้งสร้างกลไกการขายคาร์บอนเครดิตกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อเป็นทุนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ซึ่งธนาคารได้ใช้งบราว 10 ล้านบาทสำหรับการรับซื้อคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากพื้นที่ป่าภายในโครงการ” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43077 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_12.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ต่อยอดสู่ &#8216;ป่าชุมชนหลากสี&#8217; สร้างสวนบนภูเขา </strong></p>
<p>ธนาคารกรุงเทพ ยังมองเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ป่าชุมชนแห่งนี้ ให้กลายเป็น<strong> &#8216;ป่าชุมชนหลากสี&#8217;</strong> สามารถตอบโจทย์และสร้างคุณค่าให้ชุมชนได้เพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงมิติเรื่องคาร์บอนเครดิต หรือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้คนในพื้นที่ได้มากขึ้น ด้วยการสร้างสรรค์การออกแบบพื้นที่ให้มีความสวยงาม ไม่ต่างจากการจัดสวน แต่เป็นการมาสร้างสวนที่อยู่บนภูเขา เพื่อช่วยต่อยอดไปสู่มิติด้านการท่องเที่ยว และยังสามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่ท่องเที่ยวเดิมที่มีอยู่อย่างแก่งกระจาน ในฐานะจุดเช็คอินแห่งใหม่ของเพชรบุรี เและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาในพื้นที่และสร้างรายได้ให้คนในชุมชนได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมได้ในอีกราว 3 ปีข้างหน้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43079 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_06-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร. กอบศักดิ์</strong> อธิบาย แนวทางการพัฒนาพื้นที่ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบ &#8216;<strong>ป่าชุมชนหลากสี&#8217;</strong> โดยการพัฒนาพื้นที่นำร่องราว 200 ไร่ ซึ่งอยู่บริเวณทางขึ้นจากชุมชน ไปยังพื้นที่ป่าซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาอยู่ด้านบน โดยการเปิดโครงการประกวดออกแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า ผ่านโครงการ <strong>&#8216;ประกวดออกแบบป่าชุมชนหลากสี&#8217;</strong> เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาป่าชุมชนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ทั้งกลุ่มคนทั่วไป และกลุ่มนักศึกษา สามารถส่งผลงานการออกแบบร่วมนำเสนอไอเดีย</p>
<p>ซึ่งได้ขับเคลื่อนโครงการมาเหลือ 10 ทีม สุดท้าย จากผู้สมัครเกือบ 160 ทีม พร้อมนำผู้เข้าร่วมประกวดลงพื้นที่จริง เพื่อนำมาต่อยอดการสร้างสรรค์ไอเดียในรอบสุดท้าย เพื่อสร้างป่าชุมชนที่มีธรรมชาติ​สวยงาม และมีความหลากหลายทางชีวภาพ  รวมทั้งการออกแบบพื้นที่ระหว่างทางเดินให้เป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นแก่​พื้นที่ได้ เช่น ไอเดียการสร้างป่าไผ่ของญี่ปุ่น และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ หรือการปลูกดอกไม้ หรือต้นไม้สีสันสวยงาม เพื่อตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ชอบแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียล ช่วยสร้างให้พื้นที่กลายเป็นหนึ่งแลนด์มาร์กที่คนมาแก่งกระจาน หรือเพชรบุรี ต้องแวะเช็คอินในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43074 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/IMG_2671.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ทางธนาคารจะนำผลงานที่ชนะจากโครงการ ไปทำเป็น​พิมพ์เขียวของพื้นที่ เพื่อให้คนในชุมชนนำไปใช้เป็นต้นแบบในการดำเนินการพัฒนาพื้นที่ป่าตามไอเดียที่คัดเลือกมา รวมทั้งการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตร ​เพื่อพัฒนา​ระบบต่างๆ ในพื้นที่ เช่น ​<strong>การสร้างลำธารหรือน้ำตกเทียม</strong> โดยองค์ความรู้ของ สสน.​ (สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ) เพื่อช่วยสูบน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีขึ้นไปบนยอดเขาแล้วปล่อนไหลมาตามเส้นทางน้ำ หรือการทำ <strong>โป่งผีเสื้อเทียม</strong> โดย วช. (สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ) เพื่อดึงดูดผีเสื้อให้มาอยู่ร่วมกับดอกไม้และสวนป่าไผ่ รวมทั้ง​หน่วยประสาน​การทำงานร่วมกันกับทาง​​ชุมชนเพื่อสามารถสร้างสรรค์พื้นที่ให้ออกมาได้เหมือนกับไอเดียที่อยู่ในพิมพ์เขียว รวมท้ังการบริหารจัดการภายในพื้นที่หลังจากนำไปดำเนินการจริง เพื่อให้โครงการขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ&#8221;  ​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43075 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_10.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ดร. รอยล จิตรดอน</strong> กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  อธิบายเพิ่มเติมถึงการบริหารจัดการน้ำเพื่อปลูกป่าบนที่สูงด้วยวิธี &#8216;น้ำนำ&#8217;​ โดยใช้วิธีสูบน้ำเป็นทอดๆ เพื่อนำน้ำไปพักไว้บนที่สูง  พร้อมทั้ง​​การวางท่อและ​ถังน้ำความจุกว่า 20,000 ลิตร ไว้ในป่าเพื่อให้​น้ำช่วยกระจายความชื้นไปได้ทั่วพื้นที่ และเมื่อพื้นที่ป่ามี​ความชื้นสูง อุณหภูมิจะมีเสถียรภาพและช่วยดักฝนให้ตกได้ตามวงจรธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นทางลัดในการปลูกป่า และช่วยให้ป่าสามารถฟื้นตัวได้ภายใน 3 ปี เทียบกับการปลูกป่าตามธรรมชาติ ที่อาจต้องใช้เวลา 20-30 ปี</p>
<p>ด้าน<strong> คุณศิริรัตน์ กุลวัฒน์</strong> ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 บ้านถ้ำเสือ อ. แก่งกระจาน กล่าวว่า การนำแทงก์น้ำขึ้นไปบนภูเขาใช้โดรนที่ขนาดใหญ่ยกแทงก์น้ำขึ้นไปไว้บนเขา  ต่อท่อใช้พลังงานโซลาร์เซลล์สูบน้ำขึ้นสู่ยอดเขา น้ำจากแทงก์จะเปิดเป็นระบบน้ำหยดตลอดเวลา  เพื่อป้องกันหนู กระรอก มากัดกัดท่อน้ำ สัตว์เหล่านี้จะมารอกินน้ำแทนที่จะมากัดท่อ นอกจากนี้ยังช่วยสัตว์ป่าหน้าแล้งให้มีน้ำกิน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43076 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_13.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><em>&#8220;โครงการ &#8216;<strong>Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ&#8217;</strong> เป็นหนึ่งโครงการ Flagship ด้านความยั่งยืนของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งอยู่ภาย​ใต้โครงการ<strong> Bualuang Save the Earth </strong>หรือ<strong> บัวหลวงรักษ์โลก </strong>โดย​​ตั้งเป้าสร้างโมเดลป่าชุมชนที่มีความแตกต่าง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชุมชนในพื้นที่ได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อพัฒนารูปแบบป่าชุมชนที่สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ป่าชุมชนได้มากขึ้น นอกจากการรักษาเพื่อการสร้างคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งต้นแบบหรือแรงบันดาลใจสำหรับการบริหารจัดการป่าชุมชนแห่งอื่นๆ ได้ทั่วประเทศ&#8221;</em> ดร. กอบศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/bbl-mou-restore-tham-suea-forest-phetchaburi/">มากกว่า &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ธนาคารกรุงเทพต่อยอด &#8216;ป่าชุมชน&#8217; สู่ต้นแบบ &#8216;ป่าหลากสี&#8217; สร้างสวนบนภูเขา เพิ่มแลนด์มาร์กท่องเที่ยวให้ชุมชน นำร่องพื้นที่ &#8216;บ้านถ้ำเสือ&#8217; เพชรบุรี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TOA ยืนหนึ่ง Green Ecosystem ไทย คว้าฉลาก EPD สูงสุด 33 รายการ พร้อมรับโล่ฉลากเขียว 25 ปีต่อเนื่อง ตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมสีและวัสดุก่อสร้างเพื่อความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/toa-got-environmental-product-declaration/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 14:09:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental Product Declaration]]></category>
		<category><![CDATA[EPD]]></category>
		<category><![CDATA[Green Construction]]></category>
		<category><![CDATA[Green Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[green product]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Development]]></category>
		<category><![CDATA[TOA]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากEPD]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ทีโอเอ เพ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42240</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในยุคที่ภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเมืองแห่งอนาคต บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ยังคงตอกย้ำบทบาทผู้นำ Green Ecosystem ของประเทศไทย ด้วยความสำเร็จครั้งสำคัญในการได้รับการรับรองฉลากข้อมูลสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ หรือ EPD (Environmental Product Declaration) มากที่สุดในอุตสาหกรรม รวม 33 รายการ พร้อมรับโล่เชิดชูเกียรติในฐานะองค์กรที่ได้รับการรับรองฉลากเขียวอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 25 ปี ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนวิสัยทัศน์ของ TOA ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการเป็นผู้นำตลาดสีทาอาคาร เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างของประเทศเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คนในระยะยาว โดย นางสาววิภาดา นาคไพรัช ผู้อำนวยการสายงาน SHE &#38; Quality Management and Sustainability เป็นผู้แทน TOA เข้ารับมอบโล่เกียรติยศจาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในงานครบรอบ 33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/toa-got-environmental-product-declaration/">TOA ยืนหนึ่ง Green Ecosystem ไทย คว้าฉลาก EPD สูงสุด 33 รายการ พร้อมรับโล่ฉลากเขียว 25 ปีต่อเนื่อง ตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมสีและวัสดุก่อสร้างเพื่อความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในยุคที่ภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเมืองแห่งอนาคต<strong> บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>TOA</strong> ยังคงตอกย้ำบทบาทผู้นำ Green Ecosystem ของประเทศไทย</p>
<p><span id="more-42240"></span></p>
<p>ด้วยความสำเร็จครั้งสำคัญในการได้รับการรับรองฉลากข้อมูลสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ หรือ EPD (Environmental Product Declaration) มากที่สุดในอุตสาหกรรม รวม 33 รายการ พร้อมรับโล่เชิดชูเกียรติในฐานะองค์กรที่ได้รับการรับรองฉลากเขียวอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 25 ปี</p>
<p>ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนวิสัยทัศน์ของ TOA ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการเป็นผู้นำตลาดสีทาอาคาร เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างของประเทศเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คนในระยะยาว โดย <strong>นางสาววิภาดา นาคไพรัช</strong> ผู้อำนวยการสายงาน SHE &amp; Quality Management and Sustainability เป็นผู้แทน TOA เข้ารับมอบโล่เกียรติยศจาก <strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในงานครบรอบ 33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ภายใต้แนวคิด “<strong>สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด</strong>” ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42241 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/TOA-EPD1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>EPD </strong><strong>มาตรฐานใหม่ของวัสดุก่อสร้างระดับโลก สู่ความโปร่งใสตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์</strong></p>
<p>ก้าวสำคัญของ TOA ในครั้งนี้ คือการได้รับการรับรองฉลาก EPD จำนวนสูงถึง 33 รายการ ซึ่งนับเป็นจำนวนสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมสีและวัสดุก่อสร้างของไทย EPD เป็นฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3 ตามมาตรฐานสากล ISO 14025 ที่แสดงข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต (Life Cycle Assessment : LCA) ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังหมดอายุการใช้งาน โดยข้อมูลทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้</p>
<p>การได้รับฉลาก EPD จึงไม่ใช่เพียงเครื่องหมายรับรองด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของโครงการ สถาปนิก ผู้รับเหมา ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้บริโภค สามารถตัดสินใจเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมรองรับอย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับมาตรฐานอาคารเขียวระดับสากล ผลิตภัณฑ์สำคัญของ TOA ที่ได้รับการรับรอง EPD ครอบคลุมกลุ่มสีทาอาคารและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมชั้นนำ อาทิ SuperShield, SuperShield Organic care, SuperShield Duraclean, SuperShield Duraclean A+, TOA Shield-1, 4SEASONS, TOA PRO EXPERT, TOA GLIPTON และ TOA WallTex เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42244 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/TOA-EPD4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>จากผู้บุกเบิกสีปลอดสารพิษโลหะหนักรายแรกในไทย สู่ผู้นำ </strong><strong>Green Product </strong><strong>มากกว่า </strong><strong>80 </strong><strong>รายการ</strong></p>
<p>นอกจากการได้รับฉลาก EPD แล้ว TOA ยังได้รับโล่เชิดชูเกียรติในฐานะองค์กรที่ได้รับการรับรองฉลากเขียวอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 25 ปี ซึ่งสะท้อนเส้นทางการดำเนินธุรกิจที่ยึดมั่นด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 TOA คือผู้บุกเบิกการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมสีไทย ด้วยการพัฒนาสีอิมัลชั่นปลอดสารตะกั่ว ปรอท และโลหะหนัก เป็นรายแรกของประเทศ ก่อนต่อยอดสู่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน TOA มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฉลากเขียวจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยรวมมากกว่า 80 รายการ ถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีพอร์ตผลิตภัณฑ์รักษ์โลกครอบคลุมมากที่สุดในประเทศไทย</p>
<p><strong>ขับเคลื่อน </strong><strong>Green Ecosystem </strong><strong>เพื่ออนาคตของเมืองและคุณภาพชีวิต</strong></p>
<p>ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของภาคอสังหาริมทรัพย์สู่ยุค Net Zero และ Sustainable Development ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความเป็นผู้นำตลาดของ TOA เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการยกระดับ Green Ecosystem ของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ด้วยการพัฒนานวัตกรรมวัสดุก่อสร้างที่คำนึงถึงความสวยงาม ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย สุขภาวะของผู้อยู่อาศัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า TOA กำลังมีส่วนร่วมในการผลักดันให้อาคาร บ้านเรือน และเมืองของไทยก้าวสู่มาตรฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เพราะสำหรับ TOA ความสำเร็จทางธุรกิจไม่ได้วัดเพียงส่วนแบ่งตลาด หากแต่วัดจากความสามารถในการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42243 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/TOA-EPD3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็น Green Leader ของอุตสาหกรรม TOA ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและระบบนิเวศธุรกิจที่สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของผู้คน และการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions 2050 เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทยและคนรุ่นต่อไป ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรอบฉลากข้อมูลสิ่งแวดล้อม ได้ที่เว็บไซต์ <a href="https://greenlabel.tei.or.th/toa-paint-thailand-public-company-limited/" target="_blank" rel="noopener">https://greenlabel.tei.or.th/toa-paint-thailand-public-company-limited/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/toa-got-environmental-product-declaration/">TOA ยืนหนึ่ง Green Ecosystem ไทย คว้าฉลาก EPD สูงสุด 33 รายการ พร้อมรับโล่ฉลากเขียว 25 ปีต่อเนื่อง ตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมสีและวัสดุก่อสร้างเพื่อความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
