<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>PROVE: The Journey to EPR Thailand &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/prove-the-journey-to-epr-thailand/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 31 Jul 2024 15:19:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>PROVE: The Journey to EPR Thailand &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>TIPMSE เร่งปลดล็อค ​EPR Thailand ผนึกผู้ผลิต​​ตั้ง​ &#8216;​PROVE&#8217;​ สร้างระบบจัดการบรรจุภัณฑ์​ใช้แล้ว ​​ถอดบทเรียนโมเดลภาคสมัครใจ ก่อนบังคับใช้กฎหมายในปี 2570</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/07/tipmse-unlock-epr-thailand-lesson-learned-voluntary-to-mandatory/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 Jul 2024 14:23:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[EPR]]></category>
		<category><![CDATA[extended producer responsibility]]></category>
		<category><![CDATA[Network]]></category>
		<category><![CDATA[packaging]]></category>
		<category><![CDATA[PRO]]></category>
		<category><![CDATA[Producer Responsibility Organization]]></category>
		<category><![CDATA[PROVE: The Journey to EPR Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable packaging management]]></category>
		<category><![CDATA[TIPMSE]]></category>
		<category><![CDATA[V-EPR]]></category>
		<category><![CDATA[Voluntary EPR]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[กองจัดการกากของเสียและสารอันตราย]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรับผิดชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[ทวีชัย เจียรนัยขจร]]></category>
		<category><![CDATA[ธงชัย ศิริธร]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ผลิต]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ส.อ.ท.]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าและบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่าย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27747</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทบาทของ “ผู้ผลิต” ในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ผลิตสินค้า แต่ต้องขยายความรับผิดชอบ​ไปจนถึงการจัดการสินค้าหลังบริโภคด้วย เพื่อไม่ให้​กลายเป็น “ขยะ” ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม ตามหลักการ EPR  (Extended Producer Responsibility) ซึ่งกำลังกลายเป็นกฎกติกาการค้ายุคใหม่ในประชาคมโลก EPR  หรือ “หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต” ​เป็นการ​ขยายความ​รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิตในทุกกลุ่ม​ ตั้งแต่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ไปจนถึง วิสาหกิจขนาดกลางย่อม (SMEs ) ​​ที่ต้องบริหารจัดการให้ครอบคลุม​วงจรชีวิตของสินค้ารวมทั้ง​บรรจุภัณฑ์  ตั้งแต่การออกแบบการผลิต ไปจนถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้ถูกต้องตามหลักการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทยอยู่ระหว่างผลักดัน พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ​โดยนำหลักการ EPR มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย และกำลังเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ​เพื่อ​เริ่มนำหลัก EPR มาใช้ในภาคการผลิตของประเทศ และวางเป็นกฎหมายใหม่ได้ตามเป้าหมายในปี 2570 ซึ่งนอกจากการดูแลผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วย​รักษาขีดความสามารถการแข่งขันของไทย โดยเฉพาะสินค้าที่มีเป้าหมายขยายไปสู่ตลาดส่งออก ล่าสุด สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อมงาน (TIPMSE ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เป็นแกนกลางร่วมกับเครือข่าย ภาครัฐ และเอกชน ในการเตรียมความพร้อมพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเก็บบรรจุภัณฑ์เข้าสู่วงจรรีไซเคิล ผ่านการ​จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “PROVE: The [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/tipmse-unlock-epr-thailand-lesson-learned-voluntary-to-mandatory/">TIPMSE เร่งปลดล็อค ​EPR Thailand ผนึกผู้ผลิต​​ตั้ง​ &#8216;​PROVE&#8217;​ สร้างระบบจัดการบรรจุภัณฑ์​ใช้แล้ว ​​ถอดบทเรียนโมเดลภาคสมัครใจ ก่อนบังคับใช้กฎหมายในปี 2570</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บทบาทของ<strong> “ผู้ผลิต”</strong> ในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ผลิตสินค้า แต่ต้องขยายความรับผิดชอบ​ไปจนถึงการจัดการสินค้าหลังบริโภคด้วย เพื่อไม่ให้​กลายเป็น “ขยะ” ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม ตามหลักการ <strong>EPR  (Extended Producer Responsibility)</strong> ซึ่งกำลังกลายเป็นกฎกติกาการค้ายุคใหม่ในประชาคมโลก</p>
<p><span id="more-27747"></span></p>
<p><strong>EPR  </strong>หรือ “<strong>หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต</strong>” ​เป็นการ​ขยายความ​รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิตในทุกกลุ่ม​ ตั้งแต่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ไปจนถึง วิสาหกิจขนาดกลางย่อม (SMEs ) ​​ที่ต้องบริหารจัดการให้ครอบคลุม​วงจรชีวิตของสินค้ารวมทั้ง​บรรจุภัณฑ์  ตั้งแต่การออกแบบการผลิต ไปจนถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้ถูกต้องตามหลักการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>สำหรับประเทศไทยอยู่ระหว่างผลักดัน <strong>พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน </strong>​โดยนำหลักการ EPR มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย และกำลังเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ​เพื่อ​เริ่มนำหลัก EPR มาใช้ในภาคการผลิตของประเทศ และวางเป็นกฎหมายใหม่ได้ตามเป้าหมายในปี 2570 ซึ่งนอกจากการดูแลผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วย​รักษาขีดความสามารถการแข่งขันของไทย โดยเฉพาะสินค้าที่มีเป้าหมายขยายไปสู่ตลาดส่งออก</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27753 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/4-4.jpg" alt="" width="1200" height="687" /></p>
<p>ล่าสุด <strong>สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อมงาน (TIPMSE )</strong> <strong>สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)</strong> ได้เป็นแกนกลางร่วมกับเครือข่าย ภาครัฐ และเอกชน ในการเตรียมความพร้อมพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเก็บบรรจุภัณฑ์เข้าสู่วงจรรีไซเคิล ผ่านการ​จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “<strong>PROVE: The Journey to EPR Thailand</strong>” เพื่อสื่อสารและสร้างโอกาสในการเข้าร่วมขับเคลื่อน EPR  ภาคสมัครใจ  เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ภาคบังคับ โดยมีผู้เข้าร่วมจากทั้ง​ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้รวบรวม โรงงานรีไซเคิลจาก 60 องค์กร​ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  เพื่อปูทางการพัฒนาระบบขององค์กร ให้สามารถนำหลัก EPR ไปใช้โดยไม่เกิดอุปสรรคและปัญหาในการบริหารจัดบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>คุณทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กองจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ</strong> กล่าวว่า ​ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม และเดินหน้า​ในการนำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่ระบบมากที่สุด ​รวมทั้งการขับเคลื่อนระบบ EPR ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างกลไก​การจัดการอย่างเป็นระบบครบวงจร <em><strong>เนื่องจากกฎหมายขยะปัจจุบันยังมีช่องโหว่ โดยกำหนดบทบาทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่เพียงเก็บขนกำจัดอย่างเดียว แต่ไม่มีบทบัญญัติเรื่องการคัดแยกและรีไซเคิล​ที่มีประสิทธิภาพ</strong></em></p>
<p>ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติ และอุดช่องว่าง​​การใช้ระบบ EPR ในอนาคต ทางเครือข่าย​ได้​จัดตั้ง <strong>คณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยหลักการ EPR ​</strong>​ซึ่งประกอบไปด้วยทั้ง​ภาครัฐและเอกชนในการร่วมขับเคลื่อน​ 7 แผนงาน ได้แก่ 1 .การสนับสนุนการดำเนินงาน V-EPR หรือ EPR ภาคสมัครใจของเอกชน 2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น 3. การพัฒนาแนวทางการดำเนินงานตามหลัก EPR ในอนาคต (ถอดบทเรียนจากการนำร่อง) 4. การจัดทำข้อมูลและฐานข้อมูลบรรจุภัณฑ์  5. การพัฒนาข้อเสนอแรงจูงใจเพื่อสนับสนุนภาคเอกชน กรณีจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักการ EPR 6. การสร้างการรับรู้ความเข้าใจ เพื่อสร้างความร่วมมือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และ​ 7. การพัฒนากฎหมาย EPR</p>
<p><em>&#8220;แรงกดดันของประชาคมโลกในการจัดการปัญหามลพิษจากพลาสติก และการนำของเสียกลับมาเป็นทรัพยากรเพื่อลดคาร์บอนฟรุตพรินท์ที่กลายเป็นกระแสโลก จึงจำเป็นต้องมีการขับเคลื่อน EPR ที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย เพื่อนำบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน&#8221; คุณทวีชัย กล่าว</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-27750 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/1-5.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ด้าน<strong> คุณธงชัย ศิริธร รองประธานสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (</strong><strong>TIPMSE ) </strong><strong>สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) </strong>ในฐานะองค์กรหลักของภาคเอกชนในการขับเคลื่อน EPR​ กล่าวว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตทุกกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถเข้าสู่ระบบ EPR ได้ง่ายขึ้น และมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ จึงพัฒนากลไก <strong>PRO</strong> (Producer Responsibility Organization) เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการ รับผิดชอบด้านการเรียกกลับบรรจุภัณฑ์ ​เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการบังคับใช้กฎหมายใหม่ ซึ่ง โดย <em><strong>มีแผนร่วมกันจัดตั้งองค์กรตัวแทนในนาม PROVE​​ (Producer Responsibility Organization Voluntary Effort) เพื่อร่วมทดลองการดำเนินงาน EPR ภาคสมัครใจในการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว เพื่อถอดบทเรียนการดำเนินงานและนำเสนอภาครัฐ เพื่อหาบริบทที่เหมาะสมกับประเทศไทย</strong> โ<strong>ดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวองค์กร PROVE ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2024 ช่วงเดือน ต.ค.นี้</strong> </em>  โดย​​มุ่งหวังว่าผู้ประกอบ SME จะเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และ​ยังนำมาซึ่งความได้เปรียบทางการค้าของไทยในระยะยาว</p>
<p>สำหรับการ​​นำร่องขับเคลื่อนโครงการ EPR ภาคสมัครใจ (Voluntary EPR ) ในช่วงที่ผ่านมา มีการดำเนินโครงการ &#8216;<strong>PackBack เก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อวันที่ยั่งยืน&#8217;</strong> ตั้งแต่ปี 2564 ในพื้นที่ 3 เทศบาล จ.ชลบุรี ได้แก่ เทศบาลเมืองแสนสุข เทศบาลเมืองบ้านบึง และเทศบาลตำบลเกาะสีชัง และเตรียมขยายผลไปสู่ 11 เทศบาล ในปี 2567 โดยทดลองเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยหลัก EPR ​โดยปัจจุบันมี 100 องค์กร​แสดงเจตจำนงความร่วมมือแล้วในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2023 ที่ผ่านมา พร้อม 4 องค์กรภาคี ได้แก่ PPP Plastics, PRO Thailand Network, Aluminium Closed Loop Packaging System (Al Loop) และ TIPMSE PackBack  รวมถึง Collector รายใหญ่ที่พร้อมสนับสนุนอย่าง TBR หรือ SCGP เพื่อร่วมสร้างกลไก EPR ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-27752 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/3-6.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ปัจจุบันประเทศไทย​มีเอกชนรายใหญ่ รวมตัวกันภายใต้ <strong>PRO-Thailand Network</strong> ​ โดยมี 7  บริษัทนำร่อง ร่วม​ทำการวบรวมบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว 3 ประเภท ทั้งขวดพลาสติกใส (PET Bottle) กล่องเครื่องดื่ม และพลาสติกหลายชั้น (เช่น ซองขนม ถุงน้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นต้น) ​นอกจากนี้ ยังมี<strong> Aluminium Loop</strong> ที่ทดลองนำร่องศึกษาเครื่องมือเก็บกลับในพื้นที่พิเศษ เช่น พื้นที่เกาะต่างๆ ​รวมทั้ง<strong> PPP Plastic</strong> ที่กำลังผลักดันการพัฒนาโครงสร้างรองรับการคัดแยก ซึ่งที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานได้ขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นภายใต้ความเชี่ยวชาญของแต่ละแห่ง</p>
<p>ทั้งนี การจัดตั้ง ​PROVE จะช่วย​​​พัฒนาระบบในการเชื่อมโยงองค์กรที่มี​จัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ช่วย​เพิ่มประสิทธิภาพ​การจัดการบรรจุภัณฑ์ให้​ครอบคลุม​​​​และบรรลุเป้าหมาย​การสร้างเครือข่าย EPR​ ที่สมบูรณ์มากขึ้น ​พร้อมทั้งเดินหน้าจัดเวที​รับฟัง แนะนำ และแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสะท้อนปัญหาและและอุปสรรคของผู้ประกอบการ รวมทั้งทำความเข้าใจกระบวนการทำงาน​ในมิติต่างๆ เพื่อสนับสนุนกลไก EPR เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลนำร่อง PROVE  ผ่าน 4 เวทีสัมมนากลุ่มย่อย ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. </strong><strong>Recap EPR Policy : </strong><strong>จับประเด็นกฎหมาย </strong><strong>EPR  </strong></p>
<p>เพื่อทำความเข้าใจกฎหมาย EPR  ที่จะเป็นแม่บทของการกำกหนดกลไกการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน ​​สู่​การกำหนดนโยบายระดับประเทศ ผ่านคณะกรรมการนโยบายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ร่วมด้วยผู้แทนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง​ รวมทั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ขณะที่​ภาคปฏิบัติจะมีกลไกการจัดการบรรจุภัณฑ์ครอบคลุมตลอด​วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ, ผู้ผลิต, ผู้จัดจำหน่าย, ผู้บริโภค, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น,ผู้เก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว (ซาเล้งและร้านรับซื้อ ตลอดจนสถานที่กำจัด สถานที่แปรใช้ใหม่บรรจุภัณฑ์)</p>
<p>ส่วนสาระสำคัญใน กม. EPR  เป็นการกำหนดบทบาทองค์กร​ความรับผิดชอบการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน (PRO : Producer Responsibility Organization) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวแทน​ผู้ประกอบการ ในการเก็บรวบรวมและคัดแยกบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว เพื่อนำกลับไปใช้ใหม่ โดยเรียกเก็บค่าบริการในการจัดการบรรจุภัณฑ์ (EPR Fees) จากผู้ประกอบการ รวมถึงจัดทำแผนจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน  เพื่อเสนอต่อกรมควบคุมมลพิษ ขณะที่ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้ ผู้ประกอบการจะต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียม Damage Fee เข้ากองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27755 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/6-2.jpg" alt="" width="1200" height="644" /></p>
<p><strong>2. </strong><strong>Reset Infrastructure : </strong><strong>ปรับโครงสร้างขับเคลื่อน </strong><strong>EPR </strong></p>
<p>​การนำเสนอระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อจัดการขยะอย่างยั่งยืน ภายใต้โครการ Smart Recycling Hub ​เป็นโมเดลต้นแบบนำร่องการจัดการและแปรรูปวัสดุรีไซเคิลครบวงจรในพื้นที่ กทม. ​ผ่านการ​พัฒนาระบบ Ecosystem และเชื่อมโยงให้มีระบบจัดการวัสดุใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการผลิต ครอบคลุมตั้งแต่การแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นกลไก Waste Collection System ที่รองรับการจัดการขยะแห้ง ขยะรีไซเคิล ขยะเปียก การจัดตั้งจุดรับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว (drop off point), ระบบขนส่งและจัดเก็บ และการจัดตั้งศูนย์คัดแยกและแปรรูปวัสดุรีไซเคิล (Material Recovery Facility : MRF) เพื่อคัดแยกขยะตามประเภทของวัสดุ นำกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่าน 3 ช่องทาง ​ทั้งการส่งเข้าโรงงานรีไซเคิล (Mechanical Recycler)  ​การนำ​​ขยะพลาสติก​ไปทำให้เป็นน้ำมันหรือปิโตรเลียม (Chemical Recycler) และการใช้เป็นเชื้อเพลิง ผลิตพลังงานจากขยะ (Waste To Energy)</p>
<p><strong>3. </strong><strong>Reinvent with Recycle : </strong><strong>เปลี่ยนดีไซน์สู่ความยั่งยืน  </strong></p>
<p>การแสดงความ​รับผิดชอบตั้งแต่ต้นทางผ่านขั้นตอนการออกแบบดีไซน์ โดยนำหลัก Eco-design ตามแนวคิด Design for Recycle (D4R ) เพื่อสามารถเก็บกลับบรรจุภัณฑ์​​เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากที่สุด ตาม​หลักการ Eco-modulation fees ที่กำหนดให้การออกแบบดีไซน์​เป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้​​พิจารณาปรับลดค่าธรรมเนียม เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำ eco-design ​​นำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำได้อย่างเหมาะสม ​ลดการใช้​บรรจุภัณฑ์ให้​มากที่สุด ​หรือการใช้วัสดุ​รีไซเคิลได้/วัสดุรีไซเคิลแล้ว, สนับสนุนการใช้วัสดุชนิดเดี่ยว (mono-materials) ใช้ส่วนประกอบของวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ และใช้สีให้น้อยที่สุด, พร้อมทั้งใช้สารยึดติดหรือกาวที่ไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการคัดแยกและรีไซเคิล, ตัวช่วยหมุนปิด/ฝาปิดที่ติดกับบรรจุภัณฑ์ให้หนาแน่น หลีกเลี่ยงการมีชิ้นส่วนขนาดเล็กที่หลุดลอดสู่ธรมชาติได้ง่าย ​​รวมทั้งการออกแบบให้บรรจุภัณฑ์สามารถเททิ้งของเหลือภายในออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้</p>
<p>ความหมายของการออกแบบเพื่อการรีไซเคิล บรรจุภัณฑ์ควรได้รับการออกแบบให้สามารถแยกส่วนประกอบบรรจุภัณฑ์ (packaging components) ​​ออกจากกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้บริโภคขั้นสุดท้ายมีส่วนร่วมในขั้นตอนการกำจัด เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27754 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/5-2.jpg" alt="" width="1200" height="661" /></p>
<p><strong>4. </strong><strong>Reignite EPR Voluntary Action : </strong><strong>จับมือรวมพลังผลักดัน </strong><strong>EPR</strong></p>
<p>การเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจำเป็นต้อง เกิดจากความรับผิดชอบทุกภาคส่วน  ทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้บริโภค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งโรงงานรีไซเคิล เพื่อให้เกิดการเก็บกลับครบวงจร (Closed Loop Packaging) ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. EPR ได้กำหนดแนวทางจัดการบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนไว้ 2 รูปแบบ ​คือ ผู้ประกอบการรับผิดชอบจัดการเอง (Individual Producer Responsibility: IPR) และการจัดตั้งองค์กรกลาง​อย่าง PRO เข้ามารับผิดชอบ ซึ่งการระดมความคิดเห็น ผู้ประกอบส่วนใหญ่เห็นพ้องไปในแนวทางจัดตั้งองค์กร PRO ร่วมกัน มากกว่าต่างคนต่างจัดการกันเอง ​ซึ่งใน​ปัจจุบัน ภาคเอกชนได้มีการรวมตัวกันเพื่อทดลองจัดตั้งองค์กรรับผิดชอบการจัดการบรรจุภัณฑ์ในชื่อ PROVE : Producer Responsibility Organization  Voluntary EFFORT เพื่อดำเนินงานในช่วงเตรียมความพร้อมสู่การดำเนินงานภาคบังคับต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/tipmse-unlock-epr-thailand-lesson-learned-voluntary-to-mandatory/">TIPMSE เร่งปลดล็อค ​EPR Thailand ผนึกผู้ผลิต​​ตั้ง​ &#8216;​PROVE&#8217;​ สร้างระบบจัดการบรรจุภัณฑ์​ใช้แล้ว ​​ถอดบทเรียนโมเดลภาคสมัครใจ ก่อนบังคับใช้กฎหมายในปี 2570</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
