<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Purpose &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/purpose/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 14 Sep 2024 08:00:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.9</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Purpose &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“เบทาโกร” จัดงานครบรอบ 57 ปี รวมพลังขับเคลื่อนองค์กร สร้างการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด “Transforming Together” เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/57th-anniversaries-betagro-360-transforming-together/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 14 Sep 2024 08:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[BETAGRO 360 องศา Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[Better Food]]></category>
		<category><![CDATA[BTG]]></category>
		<category><![CDATA[Charity สุขใจ ที่ได้ให้]]></category>
		<category><![CDATA[Purpose]]></category>
		<category><![CDATA[Transforming Together]]></category>
		<category><![CDATA[ธนา เธียรอัจฉริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)​]]></category>
		<category><![CDATA[วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารที่ดีกว่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28889</guid>

					<description><![CDATA[<p>“บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)” หรือ “BTG” บริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทย จัดงานครบรอบ 57 ปี ภายใต้แนวคิด “Transforming Together” ตอกย้ำการรวมพลังของชาวเบทาโกรในการร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กร สร้างการเปลี่ยนแปลงผ่าน “BETAGRO 360 องศา Transformation” เพื่อเพิ่มคุณค่าชีวิตของทุกคนด้วยอาหารที่ดีกว่า เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน  นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ “BTG” กล่าวว่า เบทาโกรเติบโตและพัฒนามาอย่างมั่นคงเป็นเวลากว่า 57 ปี จนวันนี้ก้าวสู่การเป็น “บริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทย” ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั้งในประเทศไทย และตลาดโลก โดยความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ และสะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจของเบทาโกรที่ยึดมั่นในจุดประสงค์ (Purpose) “ที่ต้องการเพิ่มคุณค่าชีวิตของทุกคนด้วยอาหารที่ดีกว่า (Better Food)” นั่นคือ การผลิตด้วยมาตรฐานและความปลอดภัยขั้นสูงสุด มาพร้อมคุณภาพและความอร่อยที่เหนือกว่า ในราคาที่เป็นธรรม และการผลิตอย่างยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าทุกคนต้องมีทางเลือกในการเข้าถึงอาหารที่ดีกว่า เราจึงทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกคน และเนื่องในโอกาสครบรอบ 57 ปีในปีนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/57th-anniversaries-betagro-360-transforming-together/">“เบทาโกร” จัดงานครบรอบ 57 ปี รวมพลังขับเคลื่อนองค์กร สร้างการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด “Transforming Together” เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)” หรือ “</strong><strong>BTG</strong><strong>” บริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทย จัดงานครบรอบ </strong><strong>57 </strong><strong>ปี ภายใต้แนวคิด “</strong><strong>Transforming Together</strong><strong>” ตอกย้ำการรวมพลังของชาวเบทาโกรในการร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กร สร้างการเปลี่ยนแปลงผ่าน</strong> <strong>“</strong><strong>BETAGRO </strong><strong>360 องศา </strong><strong>Transformation” </strong><strong>เพื่อเพิ่มคุณค่าชีวิตของทุกคนด้วยอาหารที่ดีกว่า เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน</strong><strong> </strong><span id="more-28889"></span></p>
<p><strong>นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) </strong><strong>หรือ “</strong><strong>BTG</strong><strong>” กล่าวว่า </strong>เบทาโกรเติบโตและพัฒนามาอย่างมั่นคงเป็นเวลากว่า 57 ปี จนวันนี้ก้าวสู่การเป็น <strong>“บริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทย” </strong>ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั้งในประเทศไทย และตลาดโลก โดยความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ และสะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจของเบทาโกรที่ยึดมั่นในจุดประสงค์ (Purpose) <strong>“</strong><strong>ที่ต้องการเพิ่มคุณค่าชีวิตของทุกคนด้วยอาหารที่ดีกว่า (</strong><strong>Better Food)</strong><strong>”</strong> นั่นคือ การผลิตด้วยมาตรฐานและความปลอดภัยขั้นสูงสุด มาพร้อมคุณภาพและความอร่อยที่เหนือกว่า ในราคาที่เป็นธรรม และการผลิตอย่างยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าทุกคนต้องมีทางเลือกในการเข้าถึงอาหารที่ดีกว่า เราจึงทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกคน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28891 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/BG2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>และเนื่องในโอกาสครบรอบ 57 ปีในปีนี้ เบทาโกรจึงจัดงานขึ้นภายใต้แนวคิด <strong>“</strong><strong>Transforming Together</strong><strong>” </strong>เพื่อตอกย้ำถึงการยึดมั่นจุดประสงค์ในการดำเนินธุรกิจ และร่วมกันขับเคลื่อนการทรานส์ฟอร์มองค์กรผ่านกลยุทธ์ <strong>“</strong><strong>BETAGRO </strong><strong>360 องศา </strong><strong>Transformation”</strong> เพื่อยกระดับขีดความสามารถใหม่ ๆ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในยุคสังคมดิจิทัลก้าวไปสู่การเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-28892 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/BG4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยงานในปีนี้ได้รับเกียรติจาก “<strong>คุณโจ้ </strong><strong>– </strong><strong>ธนา เธียรอัจฉริยะ</strong>” นักปั้นธุรกิจ และนักการตลาดผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ใหญ่มากมายที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ สร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยน Mindset สร้างโชคดีด้วยตัวเราเอง จาก โอกาส (Opportunity) และการเตรียมตัว (Preparation) อีกทั้งยังมีกิจกรรม <strong>“</strong><strong>Charity </strong><strong>สุขใจ ที่ได้ให้</strong>” ที่เป็นการประมูลของขวัญสุดพิเศษจากคณะผู้บริหารเบทาโกร โดยรายได้ทั้งหมดมอบให้มูลนิธิสายธาร และกิจกรรม <strong>“</strong><strong>Lifestyle Workshop</strong><strong>”</strong> ทั้ง “<strong>Bucket hat Painting</strong><strong>”</strong> โดย <strong>“</strong><strong>Juli Baker and Summer</strong><strong>”</strong> และ <strong>“</strong><strong>Plant &amp; Painting</strong><strong>”</strong> โดย <strong>“</strong><strong>Mini Garden”</strong> นอกจากนี้ยังมีมินิคอนเสิร์ตจาก <strong>“ป๊อป </strong><strong>– </strong><strong>ปองกูล สืบซึ้ง”</strong> ที่มาสร้างความสนุกสนานในงานครบรอบครั้งนี้อีกด้วย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-28893 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/BG3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/57th-anniversaries-betagro-360-transforming-together/">“เบทาโกร” จัดงานครบรอบ 57 ปี รวมพลังขับเคลื่อนองค์กร สร้างการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด “Transforming Together” เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Beyond ESG to Impact&#8217; ​เพราะ​ความ &#8216;ยั่งยืน&#8217; ต้องวัดด้วยผลลัพธ์ สิ่ง​ที่ภาคธุรกิจต้องทำความเข้าใจ ก่อนได้ชื่อว่า &#8216;Impact Washing&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/beyond-esg-to-impact-transparency-measurement/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 23 Jun 2024 10:59:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[B Corp Thailand Movement Leader]]></category>
		<category><![CDATA[B Corps Certified]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Green washing]]></category>
		<category><![CDATA[Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Impact Transparency]]></category>
		<category><![CDATA[Impact Washing]]></category>
		<category><![CDATA[Measurement]]></category>
		<category><![CDATA[Negative]]></category>
		<category><![CDATA[Positive]]></category>
		<category><![CDATA[Purpose]]></category>
		<category><![CDATA[SDG]]></category>
		<category><![CDATA[Social Value]]></category>
		<category><![CDATA[Social Value Creation]]></category>
		<category><![CDATA[Social Value Thailand Association]]></category>
		<category><![CDATA[SROI]]></category>
		<category><![CDATA[Stakeholder]]></category>
		<category><![CDATA[SVTH]]></category>
		<category><![CDATA[Transparency]]></category>
		<category><![CDATA[คุณค่าทางสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบเชิงบวก]]></category>
		<category><![CDATA[ผลลัพธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26763</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ปัจจุบันภาคธุรกิจ​จะให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน​​เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนตามกรอบ UN SDG ​​​โดย​พบว่า 72% ของบริษัทหรือองค์กรมีการวางเป้าหมายเพื่อบรรลุ SDG ในข้อใดข้อหนึ่งจากทั้ง 17 ข้อ เช่น การศึกษา สุขภาพ การสร้างงาน สภาพอากาศ หรือการดูแลทรัพยากรน้ำ เป็นต้น แต่กลับ​​มีเพียง 25% ที่​​สามารถวางกลยุทธ์ หรือ​มีการ​พัฒนาสินค้าหรือบริการที่สอดคล้องกับ​เป้าหมาย SDG ที่วางไว้ได้ โดยมีแค่​ 14% ​​ที่สามารถกำหนดทิศทางขับเคลื่อน​​สู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม และสุดท้ายแล้วมีแค่ 1% เท่านั้น ที่สามารถวัดผลเชิงปริมาณ ​หรือสามารถรายงานความคืบหน้าในการขับเคลื่อนหรือระบุผลลัพธ์ตามแนวทา​งต่างๆ ที่วางไว้ได้ (UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME : PWC SDG CHALLENGE 2019 ) ทั้งนี้ ยังพบจุดอ่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันคือ ความต้องการให้เกิดการเติบโตแบบไม่มีขีดจำกัด (Unlimited Growth) ขณะที่โลกมีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด รวมถึงผลประโยชน์ที่เกิดจากการมุ่งสร้างการเติบโตเหล่านั้น ไม่ได้ตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ของโลก แต่มักจะตกอยู่ที่กลุ่มคนเล็กๆ เพียงบางกลุ่มเท่านั้น คุณสกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์ เลขาธิการสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/beyond-esg-to-impact-transparency-measurement/">&#8216;Beyond ESG to Impact&#8217; ​เพราะ​ความ &#8216;ยั่งยืน&#8217; ต้องวัดด้วยผลลัพธ์ สิ่ง​ที่ภาคธุรกิจต้องทำความเข้าใจ ก่อนได้ชื่อว่า &#8216;Impact Washing&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม้ปัจจุบันภาคธุรกิจ​จะให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน​​เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนตามกรอบ UN SDG ​​​โดย​พบว่า 72% ของบริษัทหรือองค์กรมีการวางเป้าหมายเพื่อบรรลุ SDG ในข้อใดข้อหนึ่งจากทั้ง 17 ข้อ เช่น การศึกษา สุขภาพ การสร้างงาน สภาพอากาศ หรือการดูแลทรัพยากรน้ำ เป็นต้น</p>
<p><span id="more-26763"></span></p>
<p>แต่กลับ​​มีเพียง 25% ที่​​สามารถวางกลยุทธ์ หรือ​มีการ​พัฒนาสินค้าหรือบริการที่สอดคล้องกับ​เป้าหมาย SDG ที่วางไว้ได้ โดยมีแค่​ 14% ​​ที่สามารถกำหนดทิศทางขับเคลื่อน​​สู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม</p>
<p>และสุดท้ายแล้วมีแค่ 1% เท่านั้น ที่สามารถวัดผลเชิงปริมาณ ​หรือสามารถรายงานความคืบหน้าในการขับเคลื่อนหรือระบุผลลัพธ์ตามแนวทา​งต่างๆ ที่วางไว้ได้ (UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME : PWC SDG CHALLENGE 2019 )</p>
<p>ทั้งนี้ ยังพบจุดอ่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันคือ ความต้องการให้เกิดการเติบโตแบบไม่มีขีดจำกัด (Unlimited Growth) ขณะที่โลกมีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด รวมถึงผลประโยชน์ที่เกิดจากการมุ่งสร้างการเติบโตเหล่านั้น ไม่ได้ตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ของโลก แต่มักจะตกอยู่ที่กลุ่มคนเล็กๆ เพียงบางกลุ่มเท่านั้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26766 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-Bcorps5.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>คุณสกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์</strong> เลขาธิการสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย และ B Corp Thailand Movement Leader กล่าวว่า<strong> สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อน​ความผิดพลาดในการขับเคลื่อนการเติบโตของระบบเศรษฐกิจที่ผ่านมา ที่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่โฟกัสความแข็งแรงทางการเงินเป็นสำคัญ จึงต้องกลับไปแก้ที่วัตถุประสงค์หรือ Purpose ในการตั้งธุรกิจ​​ และเปลี่ยนสมการจาก Financial Purpose มาเป็นการสร้าง Social Value Creation หรือ Non-Financial Purpose และต้องสร้าง Mindset เพื่อให้แนวคิดการขับเคลื่อนธุรกิจที่มองผลกระทบต่อสังคม​เหล่านี้ขยายสู่  Mainstream​</strong> ที่ไม่ใช่แนวคิดของธุรกิจเพียง​ส่วนน้อยในระบบ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้จริง</p>
<p>ขณะเดียวกัน<strong> ต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการขับเคลื่อนรวมทั้งรูปแบบการ​วัดผลทางธุรกิจ ​​โดยใช้มิติด้าน Non-Financial Purpose มาประเมินศักยภาพของธุรกิจหรือโครงการต่างๆ ที่​พัฒนาขึ้น</strong> และต้องมองแบบ Long Term พร้อมดูผลกระทบอย่างรอบด้านต่อผู้มีส่วนกี่ยวข้องทั้งหมด</p>
<p><strong>​รวมทั้งการรายงาน​ผลอย่างรอบด้านมากกว่าแค่วัตถุประสงค์ที่ตั้งต้นไว้ เพื่อทราบ Impact ที่เกิดขึ้นทั้งในเชิงบวกหรือเชิงลบ โดยคำนึงถึง Impact Transparency เพื่อ​ป้องกันการเกิด Impact Washing </strong>หรือการเลือกรายงานแค่สิ่งที่องค์กรหรือธุรกิจอยากทราบ หรือรายงานแต่ผล​เชิงบวก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพรวม หรือนำไปสู่การประเมินผลที่ผิดพลาด ​​รวมถึงต้อง​ให้ความสำคัญกับการนำผลที่ได้ไปต่อยอด​มากกว่าแค่การจัดทำรายงานผลกระทบ  แต่ควรนำไปใช้ในการวางกลยุทธ์เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีขึ้น หรือใช้เพื่อ Dicision Making ​ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อช่วยแก้ปัญหา หรือ Painpoint ใน​ธุรกิจหรือโครงการ โดยเน้น​ขยายผลร่วมกับ Stakeholder เพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนที่มากกว่าการทำเพียงคนเดียว</p>
<p><em>&#8220;ยังมีภาคธุรกิจหลายรายในปัจจุบันมีความเขัาใจผิดเกี่ยวกับการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน​​ บางองค์กรทำแค่เช็คลิสต์จากสิ่งที่ตัวเองวางเป้าหมายไว้ แล้วมองว่าเป็นการทำธุรกิจแบบยั่งยืนแล้ว โดยไม่เคยวัดผลกระทบที่เกิดจากสิ่งที่ตัวเองทำอย่างรอบด้านว่าสร้างผลบวกหรือผลลบต่อใครอย่างไรบ้าง ซึ่งการวัดผลถือเป็นปัจจัย​ชี้วัดที่สำคัญที่สุด ​และต้องทำการวัดผล​ร่วมกับ Multi-stakeholder ที่เกี่ยวข้องทุกมิติ เพราะหากไม่สามารถวัดผลได้ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาได้จริง เช่น โครงการฉีดวัคซีน จะไม่สามารถดูแค่จำนวนคนที่เราฉีดวัคซีนให้ แต่ต้องขยายผลต่อว่าหลังฉีดแล้วมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนอย่างไร อาการเจ็บป่วยลดลงหรือไม่ หรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวอย่างไร เพื่อนำมาประเมินต่อว่าเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ได้แท้จริง หรือควรขับเคลื่อนต่อหรือไม่ และจะต้องขับเคลื่อนต่ออย่างไรเพื่อให้เป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ให้ทุกคนได้อย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26764 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-Bcorps2.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>Beyond ESG to Impact </strong></p>
<p><strong>การขับเคลื่อน Impact ต้องมองแบบ Outside In ต้องใช้มุมจาก Stakeholder ทั้งหมดมาเป็นตัวตั้ง การขับเคลื่อนไปตามกรอบ ESG หรือการตั้งเป้าหมายตาม SDG เป็นเพียงวิธีการที่จะมุ่งไปสู่การสร้างอิมแพ็ค เพื่อนำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ </strong> ดังนั้น ESG หรือ SDG Report ไม่ใช่เครื่องการันตีว่าธุรกิจ หรือโครงการนั้นๆ นำมาซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคม หรือสิ่งแวดล้อม หากยังไม่ได้ทำการวัด​ Impact หรือผลกระทบที่รอบด้านทั้งเชิงบวกและลบ ​</p>
<p>โดยเครื่องมือเบื้องต้นที่ภาคธุรกิจจะสามารถนำไปใช้ในการวัดว่าธุรกิจหรือโครงการต่างๆ ที่ตัวเองทำ ว่าตอบโจทย์เรื่องของการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนจริงหรือไม่ เช่น</p>
<p><strong>การได้รับรองมาตรฐาน B Corps Certified</strong> ที่จะมอบให้กับแบรนด์หรือองค์กรที่ได้รับรองว่าสามารถสร้างผลลัพธ์หรืออิมแพ็คที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม<strong> ภายใต้การประเมิน BIA (Benefit Impact Assesment) ที่สามารถส่งมอบคุณค่าได้ 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นธรรมาภิบาล (Governance) พนักงาน (Workers) ชุมชน (Community) สิ่งแวดล้อม (Environment) และลูกค้า (Customers)</strong> โดยธุรกิจสามารถนำแนวคิดหรือการชี้วัดตามมาตรฐาน B corps มาใช้ในการวางกลยุทธ์หรือแนวทางในการปฏิบัติงานต่างๆ (Operation) เพื่อให้ได้โมเดลธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่สามารถสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ทั้ง Ecosystem ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายแบรนด์ระดับโลกที่ได้รับรอง B Corps เช่น Unilever, PATAGONIA, SC JOHMSON และ THE BODYSHOP เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26767 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-Bcorps4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งอีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับการวัดผลกระทบในการขับเคลื่อนโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ของภาคธุรกิจอย่าง <strong>SROI (Social Return on Investment)</strong> ที่สามารถวัดผลกระทบทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างรอบด้าน และทราบผลลัพธ์ในการขับเคลื่อนทั้งคุณค่าในการขับเคลื่อนโครงการตลอด Customer Journey ของลูกค้าหรือผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมทั้งทราบ &#8216;<strong>จุดบอด&#8217;</strong> เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อวางวิธีคิดหรือแนวทางการขับเคลื่อนไปได้ไกลมากกว่าแค่วัตถุประสงค์ที่วางไว้ และนำมาประเมินความคุ้มค่าในการดำเนินโครงการเทียบกับการลงทุนที่สามารถจับต้องได้ และนำไปต่อยอด วางแผน หรือขยายผลต่อได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดย<strong>หัวใจสำคัญในการประเมินผลด้วย SROI ต้องเข้าใจผู้มีส่วนได้เสียทั้งระบบนิเวศ รวมทั้งเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นทั้งระบบ เพื่อนำมากำหนดขอบเขตและประเมิน​เป็นคุณค่าของตัวชี้วัด ก่อนนำไปทดสอบ และดำเนินการพร้อมเปิดเผยข้อมูลที่ได้อย่างโปร่งใส และมีความน่าเชื่อถือ </strong></p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันธุรกิจให้ความสนใจเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างมาก ขณะที่พัฒนาการที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทางกัน สะท้อนว่าโครงการหรือกิจกรรมต่าง​ๆ ที่มีการขับเคลื่อนไม่ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริง ​และนำมาสู่ปัญหา Green Washing หรือ Impact Washing ที่มีเป้าหมายเพียงแค่การรายงานผลให้ทราบ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างมาตรฐานในการวัดผลกระทบ เพื่อมั่นใจได้ว่าการขับเคลื่อน ESG หรือ SDG ต่างๆ สร้าง Positive Impact ได้จริง ​พร้อมทั้งทราบผลกระทบเชิงลบ เพื่อเข้าใจปัญหาและแก้ไขได้อย่างตรงจุด รวมถึง​การนำไปต่อยอดเพื่อให้เกิดเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีกรอบในการดำเนินการผ่านการวางกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้อง (Strategy) การมีระบบการบริหารจัดการเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย (Management Approach) รวมทั้งสร้างความโปร่งใส (Transparency) และมีธรรมาภิบาล (Governance)&#8221; </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/beyond-esg-to-impact-transparency-measurement/">&#8216;Beyond ESG to Impact&#8217; ​เพราะ​ความ &#8216;ยั่งยืน&#8217; ต้องวัดด้วยผลลัพธ์ สิ่ง​ที่ภาคธุรกิจต้องทำความเข้าใจ ก่อนได้ชื่อว่า &#8216;Impact Washing&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ยั่งยืน&#8217; ยังน้อยไป เมื่อ &#8216;แบรนด์&#8217; ต้องไป​ไกลกว่าแค่ &#8216;Sustainability&#8217; พร้อม How to และ 5 ลักษณะบ่งชี้ ความเป็น &#8216;Regenerative Brand&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/how-to-transform-to-regenerative-brand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Jun 2024 10:15:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Branding]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[How to]]></category>
		<category><![CDATA[Net Positive]]></category>
		<category><![CDATA[Positive Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Purpose]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Brands]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศิริกุล เลากัยกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างแบรนด์]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26746</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน อาจเป็นเพียงโซลูชั่นในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเพียงการรักษาทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบันให้คงอยู่ได้นานที่สุด แต่อาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้ หรือสูญเสียไปเพื่อแลกกับการดำรงชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน ประกอบกับ​การขับเคลื่อน​มิติของความยั่งยืนในแบบที่ผ่านมา ไม่ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค จึงไม่สามารถนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็น Positive Impact ที่แท้จริงได้ นำมาสู่แนวคิดเรื่อง ​​Regenerative เพื่อ​ขับเคลื่อนแบบลงลึกมากขึ้น ผ่านการเยียวยา ฟื้นฟู และกู้คืนทรัพยากรธรรมชาติ หรือระบบนิเวศต่างๆ ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ได้อีกคร้ัง ​รวมถึงมุ่งสร้างให้เกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบทบาท หน้าที่ของตัวเองในการเป็นผู้มีส่วนช่วยกอบกู้ และคืนความอุดมสมบูรณ์ของโลกให้กลับคืนมา โดยเฉพาะ​ภาคธุรกิจ​ที่มีการนำทรัพยากรจำนวนมากไปใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งและเติบโต จึง​ถูกคาดหวังให้ต้องแสดงความรับผิดชอบ​ รวมทั้งชดเชยทรัพยากรคืนกลับให้​ธรรมชาติได้มากกว่าที่ถูกใช้ไป หรือการขับเคลื่อนสู่​ Net Positive เพื่อชดเชยให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าแค่ Net zero ​ ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการ Sustainable Brands ประเทศไทย กล่าวถึง​แนวทางที่ภาคธุรกิจจะสามารถ Transform เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็น Regenerative Brand ผ่าน 2 มิติสำคัญ ​ทั้งในแง่​ของการสร้าง Mindset ผ่าน​การปรับทัศนคติบนพื้นฐานของความพอดี และการประมาณตน หรือ Moderation ซึ่งหมายถึงการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพื่อเป็นต้นทุนในการเติบโตอย่างเหมาะสมและพอดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/how-to-transform-to-regenerative-brand/">&#8216;ยั่งยืน&#8217; ยังน้อยไป เมื่อ &#8216;แบรนด์&#8217; ต้องไป​ไกลกว่าแค่ &#8216;Sustainability&#8217; พร้อม How to และ 5 ลักษณะบ่งชี้ ความเป็น &#8216;Regenerative Brand&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน อาจเป็นเพียงโซลูชั่นในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเพียงการรักษาทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบันให้คงอยู่ได้นานที่สุด แต่อาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้ หรือสูญเสียไปเพื่อแลกกับการดำรงชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน</p>
<p><span id="more-26746"></span></p>
<p>ประกอบกับ​การขับเคลื่อน​มิติของความยั่งยืนในแบบที่ผ่านมา ไม่ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค จึงไม่สามารถนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็น Positive Impact ที่แท้จริงได้</p>
<p>นำมาสู่แนวคิดเรื่อง <strong>​​Regenerative</strong> เพื่อ​ขับเคลื่อนแบบลงลึกมากขึ้น ผ่านการเยียวยา ฟื้นฟู และกู้คืนทรัพยากรธรรมชาติ หรือระบบนิเวศต่างๆ ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ได้อีกคร้ัง ​รวมถึงมุ่งสร้างให้เกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบทบาท หน้าที่ของตัวเองในการเป็นผู้มีส่วนช่วยกอบกู้ และคืนความอุดมสมบูรณ์ของโลกให้กลับคืนมา โดยเฉพาะ​ภาคธุรกิจ​ที่มีการนำทรัพยากรจำนวนมากไปใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งและเติบโต จึง​ถูกคาดหวังให้ต้องแสดงความรับผิดชอบ​ รวมทั้งชดเชยทรัพยากรคืนกลับให้​ธรรมชาติได้มากกว่าที่ถูกใช้ไป หรือการขับเคลื่อนสู่​ Net Positive เพื่อชดเชยให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าแค่ Net zero ​</p>
<p><strong>ดร.ศิริกุล เลากัยกุล</strong> ผู้อำนวยการ Sustainable Brands ประเทศไทย กล่าวถึง​แนวทางที่ภาคธุรกิจจะสามารถ Transform เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็น Regenerative Brand ผ่าน 2 มิติสำคัญ ​ทั้งในแง่​ของการสร้าง Mindset ผ่าน​การปรับทัศนคติบนพื้นฐานของความพอดี และการประมาณตน หรือ <strong>Moderation</strong> ซึ่งหมายถึงการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพื่อเป็นต้นทุนในการเติบโตอย่างเหมาะสมและพอดี และเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยควบคุมการ​ใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างสมดุล (Balance and Contral) ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ, การดูแลความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ,​ การทำเกษตรหรือป่าไม้แบบยั่งยืน, การลดผลกระทบต่อสภาพอากาศ, การอนุรักษ์และจัดการน้ำและพลังงาน หรือขับเคลื่อนโครงการที่ช่วยฟื้นฟูดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม​​ โดยจะนำมาซึ่งการมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และอ​งค์ประกอบต่างๆ อยู่ได้ด้วยการเกื้อกูลและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน​ (The Symbiosis of Living)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26751 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-PNUI2.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>และอีกหนึ่งมิติเป็น​การวางแนวทางในการขับเคลื่อนของแบรนด์ หรือ Methodology เพื่อสร้างให้เกิดทั้งความตระหนักรู้ (Aware) การปรับตัว (Additive) และการอยู่ร่วมกัน (Alive)</p>
<p><strong>Aware :</strong> แบรนด์ต้องมีความตระหนักรู้ถึงหน้าที่สำคัญที่มากกว่าแค่การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ต้องสามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและโลก​ได้ด้วย รวมทั้งมีเป้าหมายที่มากกว่าแค่การสร้าง Market Share แต่ต้องสร้าง Purpose เพื่อทราบถึงความหมายและความสำคัญในการดำรงอยู่ของแบรนด์ มากกว่าแค่การมีวิสัยทัศน์ในระยะสั้น และอาจเปลี่ยนแปลงไปตามผู้นำองค์กรที่เข้ามาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ความยั่งยืนที่แท้จริง ดังนั้น นอกจากตระหนักรู้แล้ว แบรนด์ต้องเปลี่ยนบทบาทในการขับเคลื่อน จากที่เคยโฟกัสการฟัง หรือทำโฟกัสกรุ้ปเพื่อหาความต้องการผู้บริโภคมาเป็นทำความเข้าใจสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการและหา Painpoint ในการใช้ชีวิต รวมทั้งสามารถสะท้อนความต้องการนั้นๆ ออกมา หรือนำไปครีเอทเป็นสินค้าหรือบริการที่สามารถส่งมอบความหมายในชีวิตให้ผู้บริโภคได้</p>
<p><strong>Additive :</strong> แบรนด์ต้องทำหน้าที่​เป็นผู้ให้ มากกว่าการได้รับ ทั้ง​การเติมเต็มให้กับทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อนำมาใช้อย่างคุ้มค่าและมีความเข้าใจถึงประโยชน์ที่มากกว่าแค่การใช้แล้วหมดไป รวมทั้งคำนึงถึงการสร้าง Empower ให้ผู้คนมากกว่าแค่การมองเพียงความแข็งแกร่งของแบรนด์เพียงอย่างเดียว พร้อมทั้ง​ส่งเสริมให้ผู้คนสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้มากขึ้น</p>
<p><strong>Alive</strong> : บทบาทของแบรนด์ที่มีส่วนช่วยให้ผู้บริโภครู้จักคุณค่าในตัวเองได้เพิ่มมากขึ้น หรือมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้ผู้บริโภคก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ ของตัวเองได้ รวมทั้งเพิ่มการมีส่วนร่วมจากผู้บริโภคในการพัฒนาสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้อย่างแท้จริง รวมถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างพัฒนาการที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน มากกว่าการโฟกัสที่ความสมบูรณ์แบบ ซึ่งหากแบรนด์สามารถปรับเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อนก็จะมีส่วนในการช่วยขับเคลื่อนและเติมเต็มและดูแลสังคมได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><em>&#8220;<strong>การขับเคลื่อนสู่ Regenerative Brand เป็นการใช้พลังและความเชี่ยวชาญของแบรนด์ ทั้งในมิติของ Product Development การทำการตลาด หรือการขับเคลื่อนผ่าน Operation เพื่อมีส่วนช่วยสร้าง Positive Impace ให้โลกและสังคม</strong> <strong>รวมทั้งการได้ธรรมชาติที่แข็งแรงกลับคืนมา แบรนด์ที่ขยับมาสู่ Regenerative Brand จึงต้องให้ความสำคัญมากกว่าแค่การขายของ หรือการทำ CSR เพื่อให้คนรักแบรนด์ แต่ต้องมีความสามารถในการกอบกู้โลกและฟื้นฟูได้ท้ัง Ecosystem และก้าวข้ามจากการโฟกัสได้มากกว่าแค่ Customer Centric หรือ People Centric มาเป็น Life Centric</strong> เพื่อยกระดับให้การขับเคลื่อนธุรกิจตอบโจทย์ได้มากกว่าแค่คน แต่ดูแลไปถึงธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมด้วย เนื่องจาก คนไม่ใช่สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียวที่อยู่ในระบบนิเวศ แต่ทุกชีวิตมีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด รวมทั้งมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&#8221;​​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26750 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-Pnui1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>5 บุคลิก บ่งชี้ความเป็น Regenerative Brand </strong></p>
<p>ดร.ศิริกุล ยังชี้ให้เห็น 5 บุคลิกเด่นๆ เพื่อบ่งชี้ให้เห็นความเป็น Regenerative Brand ได้อย่างชัดเจน ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. Positive Social or Environment Purpose</strong> : การมี Purpose หรือความมุ่งหมายของแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์มีเป้าหมายและทิศทางในการขับเคลื่อน และยั่งยืนกว่า Short Term Vison องค์กรจำเป็นต้องกลับมามองว่า​เรามี Positive Purpose ที่สามารถตอบโจทย์ได้ตามกรอบ ESG (Environment, Social, Governance) หรือไม่  รวมทั้งทุกคนในองค์กรมีความเข้าใจและมีทิศทางไปในทางเดียวกันหรือไม่</p>
<p><strong>2. Transparent &amp; Proactive Governance</strong> : ให้ความสำคัญมากกว่าแค่การเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างให้เกิดความโปร่งใสภายในองค์กร แต่ต้องสามารถลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง เพื่อนำมาซึ่งการกำกับกิจการที่ดี และนำมาซึ่งการสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นต่อองค์กร</p>
<p><strong>3. Net Positive Products &amp; Services</strong> : การมีสินค้าและบริการสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ และสอดคล้องไปกับ Purpose ขององค์กร เพื่อสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน​</p>
<p><strong>4. Regenerative Operations and Supply Chain</strong> : การพัฒนาการที่มากกว่าแค่การขับเคลื่อนภายในองค์กร แต่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นได้ทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ</p>
<p><strong>5. System-Wide Brand Influence</strong> : ความแข็งแกร่งหรืออิทธิพลของแบรนด์ ที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ทั้งระบบ เพราะหากเป็นแบรนด์ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากในองค์กรก็จะไม่มีศักยภาพมากพอในการสร้าง​อิมแพ็คได้</p>
<p>เพราะการรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเป็นหน้าที่ของทุกคน รวมทั้งแบรนด์ที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการนำจุดแข็งที่มีเข้ามามีส่วนช่วยในการแก้ปัญหา โดยมีจุดหมายที่มากกว่าแค่ความแข็งแกร่งและยั่งยืนของธุรกิจ แต่สามารถเข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหาให้โลกและสังคม โดยใช้ความสามารถและจุดแข็งที่มีมาช่วยสร้างประโยชน์ เพราะหากยังไม่เริ่มทำทรัพยากรก็จะหมดลง สิ่งแวดล้อมก็จะแย่ขึ้นเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ในสังคมก็ยิ่งมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคเองก็จับตามองความรับผิดชอบต่อโลกและสังคมของแบรนด์ต่างๆ เช่นกัน รวมไปถึงการเสียโอกาสที่จะได้คนเก่งรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในองค์กร เพราะคนกลุ่มนี้จะมองหาการเติมเต็มในชีวิตมากกว่าแค่เรื่องของเงินเดือน หากไม่ปรับเปลี่ยนจะทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจในอนาคต หรือหากไม่เริ่มลุกขึ้นมาเกือกูลคนอื่นให้เติบโตร่วมกันไปได้ทั้งระบบ สุดท้ายแล้วเราเองก็จะไม่เหลืออะไรด้วยเช่นเดียวกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/how-to-transform-to-regenerative-brand/">&#8216;ยั่งยืน&#8217; ยังน้อยไป เมื่อ &#8216;แบรนด์&#8217; ต้องไป​ไกลกว่าแค่ &#8216;Sustainability&#8217; พร้อม How to และ 5 ลักษณะบ่งชี้ ความเป็น &#8216;Regenerative Brand&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดีลอยท์เผย อินไซต์ &#8216;เจนซี-มิลเลนเนียล&#8217; ประเทศไทย หวังน้อยลง เครียดน้อยลง แต่กังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/deloitte-global-2024-gen-z-and-millennial-survey-thailand-perspective/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Jun 2024 11:21:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte Global 2024 Gen Z and Millennial Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Generation]]></category>
		<category><![CDATA[GenZ]]></category>
		<category><![CDATA[Mental Well-being]]></category>
		<category><![CDATA[Millennial]]></category>
		<category><![CDATA[Purpose]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Work-Life Balance]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. โชดก ปัญญาวรานันท์]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์ คอนซัลติ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พฤติกรรมผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[มานิตา ลิ่มสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[มิลเลนเนียล]]></category>
		<category><![CDATA[อริยะ ฝึกฝน]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เจนซี]]></category>
		<category><![CDATA[เจนเนอเรชัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26500</guid>

					<description><![CDATA[<p>เจนซีและมิลเลนเนียลในประเทศไทย มีความเครียดและความกังวล​เรื่องต่างๆ น้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา โดยค่าครองชีพเป็นต้นเหตุของความกังวลอันดับ 1 ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจและสังคม คนไทยทั้งสองกลุ่มมีความคาดหวังจากภาครัฐและภาคเอกชนลดลง แต่หันมาเชื่อในพลังของตนเองในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีเป้าหมายในการทำงานชัดเจน ต้องการทำงานที่ตรงตามความมุ่งหมาย (Purpose) ของตน โดยเลือกที่จะอยู่กับองค์กรที่เห็นคุณค่าตรงกัน และเลือกที่จะไม่ทำในสิ่งที่ขัดกับคุณค่า ของตัวเอง ส่วน​ด้านสิ่งแวดล้อมคนไทยทั้งสองกลุ่ม มีความกังวลสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ และพร้อมใจ​มีส่วนผลักดันในเรื่องนี้ ทั้ง​ผลักดันองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่ รวมถึงยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าภาครัฐและภาคธุรกิจควรมีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น ​ สำหรับมุมมอง​ด้านการทำงาน ​จะเลือกองค์กรที่ตอบโจทย์สมดุลให้ชีวิตและการทำงาน (Work / life Balance) มีโอกาสเรียนรู้ และเป็นงานที่มีความหมาย อย่างไรก็ดี โดยภาพรวม คนไทยทั้งสองกลุ่มเห็นว่านายจ้างใส่ใจความรู้สึก และมีความเห็นอกเห็นใจลูกจ้างมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก ดีลอยท์ ประเทศไทย เผยผลสำรวจ Deloitte Global 2024 Gen Z and Millennial Survey – Thailand Perspective ซึ่งเป็นผลการศึกษาสะท้อนมุมมองของเจนซี และมิลเลนเนียลชาวไทย ที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม ผลสำรวจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/deloitte-global-2024-gen-z-and-millennial-survey-thailand-perspective/">ดีลอยท์เผย อินไซต์ &#8216;เจนซี-มิลเลนเนียล&#8217; ประเทศไทย หวังน้อยลง เครียดน้อยลง แต่กังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>เจนซีและมิลเลนเนียลในประเทศไทย มีความเครียดและความกังวล​เรื่องต่างๆ น้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา โดยค่าครองชีพเป็นต้นเหตุของความกังวลอันดับ </em><em>1 </em><em>ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจและสังคม คนไทยทั้งสองกลุ่มมีความคาดหวังจากภาครัฐและภาคเอกชนลดลง แต่หันมาเชื่อในพลังของตนเองในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีเป้าหมายในการทำงานชัดเจน ต้องการทำงานที่ตรงตามความมุ่งหมาย </em><em>(Purpose)</em> <em>ของตน โดยเลือกที่จะอยู่กับองค์กรที่เห็นคุณค่าตรงกัน และเลือกที่จะไม่ทำในสิ่งที่ขัดกับคุณค่า ของตัวเอง</em></p>
<p><span id="more-26500"></span></p>
<p><em>ส่วน​ด้านสิ่งแวดล้อมคนไทยทั้งสองกลุ่ม มีความกังวลสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ และพร้อมใจ​มีส่วนผลักดันในเรื่องนี้ ทั้ง​ผลักดันองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่ รวมถึงยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าภาครัฐและภาคธุรกิจควรมีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น ​ </em></p>
<p><em>สำหรับมุมมอง​</em><em>ด้านการทำงาน ​จะเลือกองค์กรที่ตอบโจทย์</em><em>สมดุลให้ชีวิตและการทำงาน (</em><em>Work </em><em>/ </em><em>life Balance)</em> <em>มีโอกาสเรียนรู้ และเป็นงานที่มีความหมาย อย่างไรก็ดี โดยภาพรวม คนไทยทั้งสองกลุ่มเห็นว่านายจ้างใส่ใจความรู้สึก และมีความเห็นอกเห็นใจลูกจ้างมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก</em></p>
<p><strong>ดีลอยท์ ประเทศไทย</strong> เผยผลสำรวจ <a href="https://www.deloitte.com/global/en/issues/work/content/genzmillennialsurvey.html" target="_blank" rel="noopener"><strong>Deloitte Global </strong><strong>2024 </strong><strong>Gen Z and Millennial Survey – Thailand Perspective</strong></a> ซึ่งเป็นผลการศึกษาสะท้อนมุมมองของเจนซี และมิลเลนเนียลชาวไทย ที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม</p>
<p>ผลสำรวจ <a href="https://www.deloitte.com/global/en/issues/work/content/genzmillennialsurvey.html" target="_blank" rel="noopener">Global 2024 Gen Z and Millennial Survey</a> จัดทำขึ้นโดยดีลอยท์ ต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 13 ​สำรวจมุมมองแนวคิดเชิงลึกของคนในเจนซี และมิลเลนเนียล จำนวน 22,841 คนจาก 44 ประเทศทั่วโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะติดตามความเปลี่ยนแปลงด้านแนวคิดและมุมมองต่าง ๆ ของกลุ่มเจนซีและมิลเลนเนียล ที่เป็นกำลังสำคัญในตลาดแรงงานทั่วโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26503 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/3-5.jpg" alt="" width="1200" height="849" /></p>
<p>โดยมีคนไทยที่เข้าร่วมการตอบแบบสอบถามทั้งหมด 301 คน แบ่งเป็น เจนซี 201 คน และ มิลเลนเนียลชาวไทย จำนวน 100 คน ผลการสำรวจสะท้อนมุมมองเชิงลึกของคนไทยในทั้งสองเจเนอเรชั่นดังกล่าวที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในปีเดียวกันของคนในเจเนอเรชั่นเดียวกันทั่วโลก ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>ด้าน</strong><strong>สุขภาพจิต และ ความกังวลหลัก</strong></p>
<p>​ผล​สำรวจปีนี้พบว่า 3 อันดับแรก เรื่องที่เจนซีมีกังวลมากที่สุดคือ ค่าครองชีพ (​37%) การว่างงาน (36%) และความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่ง (21%)  ส่วน​มิลเลนเนียลกังวลเรื่องค่าครองชีพ (37%) การความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่ง ( 26%) และ ความไม่มั่นคงทางการเมือง/ความขัดแย้งระดับโลก (24%)</p>
<p>นอกจากนั้นยังพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามเจนซีในประเทศไทย 42% และ มิลเลนเนียล 60% รู้สึกดีถึงดีมากกับสภาพจิตใจโดยรวมของตนเองในปัจจุบัน เทียบกับปี 2566 โดยทั้งสองกลุ่ม ระบุว่ามีความเครียดน้อยลง ผู้ตอบแบบสอบถามเจนซีที่บอกว่ารู้สึกวิตกกังวลหรือเครียดตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลา ลดลงจาก​ 51% เหลือ 40% และมิลเลนเนียล ลดลงเล็กน้อยจาก 39% เหลือ 38% เหตุผลที่สร้างความเครียดได้แก่ การเงินในอนาคต การเงินในชีวิตประจำวัน และ งาน</p>
<p><strong>ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลกับสุขภาพจิตของคนไทย</strong></p>
<p><strong>ความคาดหวังของเจนซีและมิลเลนเนียลไทยต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินว่าจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้าลดลง เมื่อเทียบกับปี 2566</strong> โดยความคาดหวังต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ของเจนซี ลดลงจาก 27% เหลือ 15% และ มิลเลนเนียล ลดลงจาก 26% เหลือ 22% ความคาดหวังต่อสถานการณ์การเงินของตัวเอง เจนซี ลดลงจาก 37% เหลือ 19% และ มิลเลนเนียล ลดลงจาก 38% เหลือ 33% รวมทั้งความคาดหวังต่อสถานการณ์โดยรวมของเศรษฐกิจ/การเมืองของเจนซี ลดลงจาก 27% เหลือ 15% และมิลเลนเนียล ลดลงจาก 24% เหลือ 23%</p>
<p>ผลสำรวจพบว่า เจนซี 42% และ​มิลเลนเนียล 45% เชื่อว่าองค์กรภาคธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกกับสังคม ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่​ 49% และ 47% ตามลำดับ <strong>คนไทยรุ่นใหม่มีความคาดหวังว่าภาคธุรกิจควรมีบทบาทในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม</strong> โดยสร้างโอกาสการมีส่วนร่วมของพนักงาน ให้ผลตอบแทนที่เท่าเทียมและโปร่งใส สนับสนุนด้านทุนการศึกษา และสร้างความมั่นใจว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ จะไม่มาซ้ำเติมให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26502 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/Info-Logo-1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p>เมื่อถามถึงความรู้สึกต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เจนซีและมิลเลนเนียลในประเทศไทย 81% และ 92% ตามลำดับ มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนกลุ่มเดียวกันทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ ที่ 62% และ 59% ตามลำดับ</p>
<p>รวมทั้งยังพบว่า เจนซี 90% และ มิลเลนเนียล 91% มองว่าภาครัฐและภาคธุรกิจควรมีบทบาทในด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ เจนซี 92% และ มิลเลนเนียล 93% ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยแนวปฏิบัติยอดนิยม ได้แก่ หลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าแฟชั่นด่วน (Fast Fashion) ลดการเดินทาง ศึกษาข้อมูลด้านการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของบริษัทก่อนการอุดหนุนสินค้าของบริษัทนั้นๆ ทานมังสะวิรัติ หรือ วีแกน (Vegan) และ เลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า</p>
<p><strong>ปัจจัยด้านการทำงาน</strong></p>
<p>คนรุ่นใหม่ไทยมีเป้าหมายในการทำงานที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกพนักงาน โดย 96% ของ เจนซีในประเทศไทย และ 99% ของมิลเลนเนียล มองว่าเป้าหมายในการทำงานค่อนข้างสำคัญหรือสำคัญมากต่อความพึงพอใจในงานและความเป็นอยู่ที่ดี ​สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเจนซีและมิลเลนเนียลทั่วโลกที่ 86% และ 89% ตามลำดับ</p>
<p>โดยเจนซีในประเทศไทย 91% และ​มิลเลนเนียล 93% บอกว่างานปัจจุบันทำให้ตนเองรู้สึกถึงความมุ่งหมาย (Purpose) ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เจนซี 55% และ​มิลเลนเนียล 60% ปฏิเสธงานที่ได้รับมอบหมายที่ขัดต่อจริยธรรมและความเชื่อของตนเอง</p>
<p>ขณะที่เจนซี 55% และมิลเลนเนียล 57% ปฏิเสธที่จะร่วมงานกับองค์กรที่ขัดต่อจริยธรรมและความเชื่อของตนเอง โดยจะเลือกทำงานกับองค์กรที่ตอบโจทย์ในการสร้างสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน (Work/life Balance) มีโอกาสในการเรียนรู้ และ เป็นงานที่มีความหมาย</p>
<p>สำหรับภาพรวม เจนซีและมิลเลนเนียลในประเทศไทยเห็นว่านายจ้างมีความใส่ใจต่อพนักงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก</p>
<p>โดยเจนซี​ 70% และ 74% ตอบว่านายจ้างให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงาน</p>
<p>เจนซี 77% และมิลเลนเนียล 76% ตอบว่ารู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยกับผู้จัดการอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือปัญหาด้านสุขภาพจิตอื่นๆ</p>
<p>เจนซี  73% และมิลเลนเนียล 68% บอกว่าหัวหน้างานรู้ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรเมื่อมีการพูดคุยสื่อสารเมื่อเกิดความเครียด ซึ่งคำตอบของเจนซีและมิลเลนเนียลคนไทยทั้งสองกลุ่ม  สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 52% และ 59% ตามลำดับ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26501 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/1-4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ดีลอยท์ติดตามความเคลื่อนไหวของคนทั้งสองเจนเนอเรชั่นทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเราอยากทราบพัฒนาการทางความคิดและมุมมองของคนรุ่นใหม่ ที่จะช่วยให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ และ ความเข้าใจกันระหว่างคนในวัยต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น”</em> <strong>คุณอริยะ ฝึกฝน กรรมการบริหาร ดีลอยท์ คอนซัลติ้ง</strong> กล่าว</p>
<p><strong>คุณมานิตา ลิ่มสกุล ผู้จัดการอาวุโส ฝ่าย</strong><strong> Human Capital </strong><strong>ดีลอยท์ คอนซัลติ้ง </strong>กล่าวว่า <em>“อยากจะขอเน้นย้ำว่าเรื่องการมีสุขภาวะทางจิตที่ดี หรือ Mental Well-being เป็นเรื่องสำคัญมาก กลุ่มเจนซีและมิลเลนเนียล คือ แรงงานหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกในวันนี้ องค์กรที่มีความเข้าใจ ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และ สามารถปรับเปลี่ยนวิธีในการดูแลคนรุ่นใหม่ได้อย่างถูกต้อง จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ”</em></p>
<p><strong>ดร. โชดก ปัญญาวรานันท์ ผู้จัดการฝ่าย </strong><strong>Clients &amp; Market </strong><strong>ดีลอยท์ ประเทศไทย</strong> กล่าวเสริมว่า “<em>ผลการสำรวจมีความน่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกลักษณะของคนไทยที่มีความแตกต่างจากค่าเฉลี่ยโลกในในหลายแง่มุม ถ้ามองให้ละเอียดกว่านั้น จะเห็นถึงความแตกต่างกันของคนในแต่ละเจนอีกด้วย”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/deloitte-global-2024-gen-z-and-millennial-survey-thailand-perspective/">ดีลอยท์เผย อินไซต์ &#8216;เจนซี-มิลเลนเนียล&#8217; ประเทศไทย หวังน้อยลง เครียดน้อยลง แต่กังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
