<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>PwC ประเทศไทย &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/pwc-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Thu, 15 May 2025 11:30:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>PwC ประเทศไทย &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ยูโอบี จัดสัมมนา UOB Sustainability Compass Forum เสริมความรู้เอสเอ็มอี เริ่มต้นลดคาร์บอน เพื่อความยั่งยืนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/05/uob-sustainability-compass-forum/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 May 2025 11:30:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[CFNT]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Finance Network Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Direct Emissions]]></category>
		<category><![CDATA[Green Building]]></category>
		<category><![CDATA[Green Financing]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[PwC]]></category>
		<category><![CDATA[PwC ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Scope 3]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[UOB]]></category>
		<category><![CDATA[UOB Sustainability Compass]]></category>
		<category><![CDATA[UOB Sustainability Compass Forum]]></category>
		<category><![CDATA[ชยาธร ฉันท์เรืองวณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ธีรเดช ทังสุบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารยูโอบี]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พณิตตรา เวชชาชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาณุ เภตรา]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[อาคารสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[อาทิตย์ เวชกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเอ็มอี]]></category>
		<category><![CDATA[โซล่าเซลล์]]></category>
		<category><![CDATA[โสฬส ยอดมงคล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=33549</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จัดงานสัมมนา UOB Sustainability Compass Forum เพื่อตอกย้ำบทบาทการสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีให้สามารถเริ่มต้นเส้นทางการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว งานเสวนาครั้งนี้ เป็นการเปิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น รวมถึงข้อมูลกฎระเบียบที่กำลังจะส่งผลกระทบ และแชร์มุมมองจากธุรกิจที่เริ่มต้นเรื่องความยั่งยืน คุณ​พณิตตรา เวชชาชีวะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Financial Institutions และ ESG Solutions ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า​ ธนาคารยูโอบี ได้เปิดตัว UOB Sustainability Compass ในปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นเครื่องมือ​สนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจ เอสเอ็มอี ในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ความยั่งยืน มีธุรกิจที่ให้ความสนใจแล้วมากกว่า 1,600 ราย &#8220;ปัจจุบันสถานการณ์ด้านความยั่งยืนมีปัจจัยจากหลายด้าน ที่ผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือ งาน UOB Sustainability Compass Forum จึงเกิดขึ้น โดยธนาคารได้ร่วมมือกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของความยั่งยืน เพื่อสร้างการตระหนักรู้ และตื่นตัวในการเปลี่ยนแปลง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” จากภาคสมัครใจสู่ภาคบังคับ ผู้นำทั่วโลกตระหนักตรงกันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุดในทศวรรษนี้ คำถามสำคัญคือ ทำอย่างไรจึงจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจและธุรกิจได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/uob-sustainability-compass-forum/">ยูโอบี จัดสัมมนา UOB Sustainability Compass Forum เสริมความรู้เอสเอ็มอี เริ่มต้นลดคาร์บอน เพื่อความยั่งยืนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จัดงานสัมมนา <strong>UOB Sustainability Compass Forum เ</strong>พื่อตอกย้ำบทบาทการสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีให้สามารถเริ่มต้นเส้นทางการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><span id="more-33549"></span></p>
<p>พร้อมเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว งานเสวนาครั้งนี้ เป็นการเปิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น รวมถึงข้อมูลกฎระเบียบที่กำลังจะส่งผลกระทบ และแชร์มุมมองจากธุรกิจที่เริ่มต้นเรื่องความยั่งยืน</p>
<p><strong>คุณ​พณิตตรา เวชชาชีวะ</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Financial Institutions และ ESG Solutions ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า​ ธนาคารยูโอบี ได้เปิดตัว <strong>UOB Sustainability Compass</strong> ในปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นเครื่องมือ​สนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจ เอสเอ็มอี ในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ความยั่งยืน มีธุรกิจที่ให้ความสนใจแล้วมากกว่า 1,600 ราย</p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันสถานการณ์ด้านความยั่งยืนมีปัจจัยจากหลายด้าน ที่ผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือ งาน <strong>UOB Sustainability Compass Forum</strong> จึงเกิดขึ้น โดยธนาคารได้ร่วมมือกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของความยั่งยืน เพื่อสร้างการตระหนักรู้ และตื่นตัวในการเปลี่ยนแปลง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”</em></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33556 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/01-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>จากภาคสมัครใจสู่ภาคบังคับ</strong></p>
<p>ผู้นำทั่วโลกตระหนักตรงกันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุดในทศวรรษนี้ คำถามสำคัญคือ ทำอย่างไรจึงจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจและธุรกิจได้</p>
<p><strong>ดร. ธีรเดช ทังสุบุตร</strong> Partner บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด และกรรมการบริหารเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand หรือ CFNT) กล่าวว่า ​นอกเหนือจากความร่วมมือภาคสมัครใจแล้ว หลายประเทศทั่วโลกเริ่มมีการร่างและออกกฎเกณฑ์และกฎหมายที่เริ่มมีผลบังคับใช้และจะมีเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้ เพื่อมุ่งสู่ระบบเศรษฐกิจ Net Zero ซึ่งกลไกเหล่านี้จะเป็นกติกาของเกมธุรกิจใหม่ บริษัทที่เข้าใจเกมใหม่นี้ก่อนก็จะสามารถเพิ่มโอกาสและสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจและการค้าในบริบทการแข่งขันบนกติกาใหม่นี้</p>
<p><em>&#8220;ประเทศไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาผ่านกฎหมาย พรบ. ลดโลกร้อน รวมถึงกลไกต่างๆ ที่จะอยู่ภายใต้ พรบ. ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ และยังมีความพยายามจากหลายหน่วยงานร่วมกันจัดทำมาตรฐาน Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ที่ทุกหน่วยงานสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้โดยสมัครใจเพื่อส่งเสริมและช่วยขับเคลื่อนการลงทุนที่ยั่งยืน”</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-33559 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/04.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและสภาพภูมิอากาศ (IFRS S1 และ S2) รวมถึงแนวปฏิบัติการรายงานความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่างก็ได้กำหนดให้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1, 2 และ 3</p>
<p><strong>Scope 1</strong> คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง (Direct Emissions) ที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กรหรือภายใต้การควบคุมขององค์กร Scope 2 คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Indirect Emissions) Scope 3 คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Other Indirect Emissions) หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานทั้งจากต้นน้ำและปลายน้ำ นำมาซึ่งความสำคัญของการเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อทำการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดความเสี่ยงจาก Climate Change</p>
<p><strong>มาตรฐาน IFRS S1 &#8211; S2</strong> กำหนดให้มีการเปิดเผยบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1, 2, และ 3 อย่างไรก็ตาม ในมุมของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีแนวทางให้บริษัทพยายามรวบรวมข้อมูล Scope 3 ให้ได้มากที่สุด โดยให้ระยะเวลา 5 ปี สำหรับการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว หลังจากนั้น ทุกบริษัทต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการทำรายงานความยั่งยืน (TCFD: Task Force on Climate-related Financial Disclosures) ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับ Scope 1 และ 2 เป็นหลัก และคาดว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้าจะมีการดำเนินมาตรการเกี่ยวกับ Scope 3 อย่างจริงจัง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-33560 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/05-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เอสเอ็มอีเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน Scope 3</strong></p>
<p><strong>คุณชยาธร ฉันท์เรืองวณิชย์</strong> หุ้นส่วน บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Decarbonization) มีความสำคัญ เพราะในบางอุตสาหกรรม เช่น ภาคการเงินและการลงทุน อาจมีสัดส่วนของการปล่อย Scope 3 สูงถึง 99.98% อันมาจากการปล่อย GHGs ของลูกค้าของธนาคาร ทำให้เอสเอ็มอี จะต้องเก็บข้อมูลและจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อตอบโจทย์คู่ค้าที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน IFRS S1 &#8211; S2</p>
<p><em><b>&#8220;</b>หลักการทำ Supply Chain Decarbonization ทั้งในขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 ​มีหลักการเหมือนกัน คือเริ่มจากการเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นดูในส่วนของ baseline และพิจารณาว่ามีส่วนไหนบ้างที่สามารถปรับปรุงเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นแผนดำเนินการในการเริ่มลงมือจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเอสเอ็มอีเสามารถเริ่มต้นการเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เลย เพื่อที่จะสามารถวางแผนการจัดการในอนาคตได้”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33558 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/03.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ธุรกิจลดต้นทุนได้ ด้วยโซลูชันลดคาร์บอน</strong><br />
<strong>คุณภาณุ เภตรา</strong> รองกรรมการผู้จัดการบริษัทในเครือเภตรากรุ๊ป ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์รายใหญ่ ซึ่งดำเนินธุรกิจมามากกว่า 30 ปี กล่าวว่า ​บริษัทวางหัวใจ 4 ข้อในการทำธุรกิจคือ บริษัท พนักงาน ลูกค้า และชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทเริ่มทำเรื่องความยั่งยืนมามากกว่า 10 ปี เริ่มจากการทำโชว์รูมรถยนต์ให้ได้มาตรฐานอาคารสีเขียว (Green Building) และทำหลังคาโซลาเซลล์ (Solar Rooftop) นำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ พร้อมแบตเตอรี่เก็บพลังงาน รวมถึงการดำเนินการเรื่องขยะอาหาร การรีไซเคิลชิ้นส่วนนำกลับมาใช้ใหม่ พัฒนาประสิทธิภาพการทำงานเพื่อลดการทำงานของพนักงานลง สำหรับแผนระยะยาวคือการพัฒนาพนักงานทุกคนในองค์กรเป็นแกนหลักในการคิดและพัฒนารูปแบบการทำงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p><em>“บริษัทเน้นลดและประหยัดเพื่อสิ่งแวดล้อม และปรับทัศคติของพนักงาน กว่าที่บริษัทจะเดินทางมาจนถึงวันนี้วันที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและอยู่บนเส้นทางสู่ความยั่งยืนได้ บริษัทต้องใช้เวลาและทรัพยกรจำนวนมากในการทำ แต่เมื่อได้มารู้จักกับ UOB Sustainability Compass เป็นแผนที่นำทางสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ที่เริ่มต้นเส้นทางความยั่งยืนได้ง่ายมาก ที่จะช่วยให้ เอสเอ็มอีสามารถมีแนวทางชัดเจน เป็นผู้ช่วยที่ดี มีข้อมูลครบในทุกมิติและทุกอุตสาหกรรม”</em></p>
<p><strong>คุณโสฬส ยอดมงคล</strong> ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า <em>“การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือคนของทั้งองค์กร ตั้งแต่ระดับผู้บริหารจนถึงระดับพนักงานต้องมีความเข้าใจ มีความรู้ และร่วมมือกัน บริษัทมีการตั้งคณะกรรมการด้านความยั่งยืน ที่ทำงานแบบ Cross Function ทุกหน่วยงานต้องมีส่วนร่วม</em>”</p>
<p>ทั้งนี้ ในอนาคตจะมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจหากไม่มุ่งหน้าสู่ความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดในการเปิดเผยข้อมูลทั้งจากผู้มีส่วนได้เสียทั้งภาครัฐและภาคเอกชน หรืออาจจะไปถึง Carbon Tax บริษัทควรพิจารณาและวางแผนว่าจะทำอย่างไร กับต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น การพิจารณาใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนในกระบวนการทำงาน ทำให้ต้นทุนการทำงานรวมลดลง บริษัทต้องเตรียมอย่างรวดเร็ว</p>
<p>ด้าน <strong>คุณอาทิตย์ เวชกิจ</strong> ประธานคณะกรรมการ บริษัท นีโอ คลีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า พรบ. โลกร้อน จะออกภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ทุกธุรกิจจะต้องเข้าสู่ภาคบังคับเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหนึ่งในความต้องการของธุรกิจในการทำการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากธุรกิจไหนไม่มีแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon Plan) อาจจะได้รับผลกระทบทางธุรกิจหากปรับตัวไม่ทันกับข้อกำหนดของคู่ค้าที่มีความต้องการด้านนี้</p>
<p>การลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะช่วยให้องค์กรสามารถลดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและได้ผลตอบแทนจากการลงทุน นอกจากนี้ BOI มีการสนับสนุนเรื่องการทำ Renewable Energy และ Efficiency Energy รวมถึงการลงทุนนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน บริษัทสามารถนำเงินลงทุน 50% ไปลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33561 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/06.jpg" alt="" width="1200" height="1074" /></p>
<p><strong>ยูโอบี พร้อมสนับสนุนการลดคาร์บอน</strong><br />
พันธกิจหลักของธนาคารยูโอบี คือการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ ธนาคารพยายามให้สินเชื่อเพื่อความยั่งยืนผ่านกรอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยั่งยืนเพื่อเมืองอัจฉริยะ (Smart City Sustainable Financing Framework) เป็นการให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อาทิ การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ การก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงาน การปรับเปลี่ยนอาคารให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น การบริหารจัดการขยะ การบริหารจัดการน้ำ การให้สินเชื่อเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า</p>
<p><em>“ความยั่งยืนเป็นทั้งโอกาสและการบริหารความเสี่ยง ว่าทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ธนาคารยูโอบี ต้องการเป็นพันธมิตรกับทุกภาคส่วนในการเดินไปสู่ความยั่งยืนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น UOB Sustainability Compass ที่เป็นคู่มือเริ่มต้น หรือการเชื่อมลูกค้าเอสเอ็มอีกับผู้ให้บริการทั้งผู้ให้บริการโซลูชันต่างๆ รวมทั้งการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน</em></p>
<p><em>นอกจากนั้น เรายังมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ได้เริ่มดำเนินการด้านความยั่งยืนแล้ว ได้พบปะและแลกเปลี่ยนกับผู้ให้บริการโซลูชันต่างๆ และในครึ่งหลังของปีนี้ เราจะจัดโครงการนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เนื่องจากความยั่งยืนเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และธนาคารยูโอบี ก็พร้อมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนไปด้วยกัน</em>” ​คุณพณิตตรากล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/uob-sustainability-compass-forum/">ยูโอบี จัดสัมมนา UOB Sustainability Compass Forum เสริมความรู้เอสเอ็มอี เริ่มต้นลดคาร์บอน เพื่อความยั่งยืนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>4 ทักษะ+1 ช่วยสวนกระแสลด-เลิกจ้างพนักงาน !</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2018/02/pwc-soft-stem-skills/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin t]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Feb 2018 01:40:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[PwC ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Soft skills]]></category>
		<category><![CDATA[STEM]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Workforce of the Future]]></category>
		<category><![CDATA[ลด-เลิกจ้างพนักงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=1607</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทั้งสี่+หนึ่ง ถือเป็น Soft Skills และนายจ้างจะต้องส่งเสริมให้มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโลกการทำงานในอนาคตกับพนักงานของตน จอน วิลเลียมส์ หัวหน้าร่วมสายงานทรัพยากรบุคคลและองค์กร บริษัท PwC โกลบอล กล่าวว่า ความไม่มั่นใจ ความไม่มั่นคง และความวิตกกังวล ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ ฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่นายจ้างจะต้องส่งเสริมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโลกของการทำงานในอนาคตกับพนักงานของตนเอง ถึงแม้ว่าองค์กรจะไม่สามารถปกป้องงานที่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ แต่พวกเขามีหน้าที่และความรับผิดชอบในการให้โอกาสและสนับสนุนให้เกิดความสามารถในการปรับตัวและปรับปรุงทักษะใหม่ๆ แก่พนักงานของตนเอง “แม้จะไม่มีใครล่วงรู้อนาคต แต่ทุกฝ่ายสามารถร่วมมือกันในการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยผู้นำทั้งในระดับทีม ระดับองค์กรและระดับประเทศ มีหน้าที่ในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมของการทำงานที่เข้าใจถึงความรู้สึกของพนักงาน และมีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความมั่นใจในการรับมือและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึง” นอกจากนี้ ทักษะด้านสังคมและอารมณ์ (Soft skills) จะยังคงเป็นทักษะสำคัญที่องค์กรต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่มนุษย์จะต้องทำงานควบคู่ไปกับเทคโนโลยีอย่างระบบอัตโนมัติ (Automation) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) ในอนาคต พนักงานผู้ถูกสำรวจมากกว่า 3 ใน 4 กล่าวว่า ตนมีความพร้อมของทักษะด้านสังคมและอารมณ์ มีทักษะในการปรับตัว (86%) มีทักษะในการแก้ปัญหา (85%) มีทักษะในการทำงานร่วมกัน (81%) มีความฉลาดทางอารมณ์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2018/02/pwc-soft-stem-skills/">4 ทักษะ+1 ช่วยสวนกระแสลด-เลิกจ้างพนักงาน !</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4>ทั้งสี่+หนึ่ง ถือเป็น Soft Skills และนายจ้างจะต้องส่งเสริมให้มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโลกการทำงานในอนาคตกับพนักงานของตน</h4>
<p><span id="more-1607"></span><br />
<strong>จอน วิลเลียมส์</strong> หัวหน้าร่วมสายงานทรัพยากรบุคคลและองค์กร บริษัท PwC โกลบอล กล่าวว่า <strong>ความไม่มั่นใจ ความไม่มั่นคง และความวิตกกังวล ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ</strong> ฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่นายจ้างจะต้องส่งเสริมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโลกของการทำงานในอนาคตกับพนักงานของตนเอง</p>
<p>ถึงแม้ว่าองค์กรจะไม่สามารถปกป้องงานที่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ แต่พวกเขามีหน้าที่และความรับผิดชอบในการให้โอกาสและสนับสนุนให้เกิดความสามารถในการปรับตัวและปรับปรุงทักษะใหม่ๆ แก่พนักงานของตนเอง</p>
<p><em><strong>“แม้จะไม่มีใครล่วงรู้อนาคต แต่ทุกฝ่ายสามารถร่วมมือกันในการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยผู้นำทั้งในระดับทีม ระดับองค์กรและระดับประเทศ มีหน้าที่ในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมของการทำงานที่เข้าใจถึงความรู้สึกของพนักงาน และมีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความมั่นใจในการรับมือและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึง”</strong></em></p>
<p>นอกจากนี้ <strong>ทักษะด้านสังคมและอารมณ์ (Soft skills)</strong> จะยังคงเป็นทักษะสำคัญที่องค์กรต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่มนุษย์จะต้องทำงานควบคู่ไปกับ<strong>เทคโนโลยีอย่างระบบอัตโนมัติ (Automation)</strong> และ<strong>ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence)</strong> ในอนาคต</p>
<p>พนักงานผู้ถูกสำรวจมากกว่า 3 ใน 4 กล่าวว่า ตนมีความพร้อมของทักษะด้านสังคมและอารมณ์</p>
<ul>
<li>
<h5><strong>มีทักษะในการปรับตัว (86%)</strong></h5>
</li>
<li>
<h5><strong>มีทักษะในการแก้ปัญหา (85%)</strong></h5>
</li>
<li>
<h5><strong>มีทักษะในการทำงานร่วมกัน (81%)</strong></h5>
</li>
<li>
<h5><strong>มีความฉลาดทางอารมณ์ (76%)</strong></h5>
</li>
</ul>
<p>ทั้งนี้ รายงานระบุว่า พนักงานในอินเดียมีความมั่นใจต่อการมีทักษะด้านสังคมและอารมณ์มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะในการแก้ปัญหา (91%) และความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (88%)</p>
<p>ข้อมูลข้างต้น บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงรายงาน Workforce of the Future – the Views of 10,000 Workers ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นของพนักงานจำนวนกว่า 1 หมื่นรายในประเทศชั้นนำอย่าง สหราชอาณาจักร เยอรมนี จีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา โดยพบว่า แรงงานยุคใหม่ตื่นตัวในการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล หลังความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีพลิกโฉมโลกการทำงานในอนาคต แต่น่าห่วงพนักงานทั่วโลกส่วนใหญ่ที่ยังขาดความพร้อมในทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ <strong>“สะเต็ม” (Science, Technology, Engineering and Mathematics: STEM skills) ซึ่งถือเป็น 1 ที่สำคัญ</strong></p>
<p><strong>ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์</strong> หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า “สำหรับประเทศไทย แม้ภาครัฐจะให้ความสำคัญและกำหนดนโยบายการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษา หรือ STEM Education ในสถานศึกษา แต่ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากนัก</p>
<p>ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐของไทยต้องทำงานร่วมกันในการพัฒนาและส่งเสริมสะเต็มศึกษาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยภาคธุรกิจเองก็ต้องสะท้อนความต้องการของทักษะด้านนี้ รวมถึงสนับสนุนความก้าวหน้าในสายอาชีพดังกล่าว ส่วนภาครัฐต้องวางโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านระบบการศึกษา และการเพิ่มทักษะแรงงานยุคดิจิทัล เพราะทักษะนี้จะทำให้เกิดองค์ความรู้แบบบูรณาการ และการคิดวิเคราะห์ ซึ่งจะเป็นการปูทางให้เด็กไทยสามารถเป็นนักออกแบบ และนักแก้ปัญหารุ่นใหม่ได้ในอนาคต</p>
<p>นอกเหนือจากนี้ นายจ้างและองค์กรต่างๆ ควรหันมาสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้คนทำงานได้แสดงออกมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้พูด แสดงความคิดเห็น หรือเสนอไอเดียใหม่ๆ ขณะที่คนทำงานเอง ก็ต้องหมั่นพัฒนาทักษะด้านสังคมและอารมณ์ไปด้วย เพราะเป็นทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2018/02/pwc-soft-stem-skills/">4 ทักษะ+1 ช่วยสวนกระแสลด-เลิกจ้างพนักงาน !</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สร้างคนดิจิทัล @ ดีแทค</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2018/01/dtac-digital-talent/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin t]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Jan 2018 09:28:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[40-hour Challenge]]></category>
		<category><![CDATA[PwC ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ดีแทค]]></category>
		<category><![CDATA[นาฎฤดี อาจหาญวงศ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=1391</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในคลื่นสังคมที่เปลี่ยนเร็วมาก พนักงานต้องฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ตกงาน ทุกค่ายเร่งท้าทายอบรมคนในองค์กร ดีแทคส่งโปรแกรม 40-hour Challenge เพื่อหนุนให้พัฒนาทักษะ-สร้างคนดิจิทัล PwC ประเทศไทย เคยเปิดเผยถึงรายงาน Workforce of the future: the competing forces shaping 2030 ที่ได้ทำการสำรวจประชากรจำนวน 10,000 คนในสาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย เยอรมนี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ผลของการสำรวจข้อหนึ่งพบว่า ผู้ถูกสำรวจพร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม หรือได้รับการฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ตนตกงานในอนาคต โดยมองว่า การพัฒนาทักษะอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบส่วนบุคคล และ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการทำงานจะช่วยสนับสนุนให้พนักงานสามารถก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีที่มีผลต่อการทำงานและงานที่พวกเขารับผิดชอบ สิ่งที่กล่าวถึงข้างต้น หลายองค์กรกำลังเดินหน้าภายใต้งานใหญ่ที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร หรือ Culture Transformation ซึ่งดีแทคเป็นหนึ่งในนั้น ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรผ่านโครงการ dtac academy โดยนำเสนอเทรนนิ่งโปรแกรมและคอร์สอบรมออนไลน์ 24 ชั่วโมง โดยได้มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่าง INSEAD และ LBS [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2018/01/dtac-digital-talent/">สร้างคนดิจิทัล @ ดีแทค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4>ในคลื่นสังคมที่เปลี่ยนเร็วมาก พนักงานต้องฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ตกงาน ทุกค่ายเร่งท้าทายอบรมคนในองค์กร ดีแทคส่งโปรแกรม 40-hour Challenge เพื่อหนุนให้พัฒนาทักษะ-สร้างคนดิจิทัล</h4>
<p><span id="more-1391"></span></p>
<p>PwC ประเทศไทย เคยเปิดเผยถึงรายงาน Workforce of the future: the competing forces shaping 2030 ที่ได้ทำการสำรวจประชากรจำนวน 10,000 คนในสาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย เยอรมนี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา</p>
<p>ผลของการสำรวจข้อหนึ่งพบว่า ผู้ถูกสำรวจพร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม หรือได้รับการฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ตนตกงานในอนาคต โดยมองว่า การพัฒนาทักษะอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบส่วนบุคคล และ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการทำงานจะช่วยสนับสนุนให้พนักงานสามารถก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีที่มีผลต่อการทำงานและงานที่พวกเขารับผิดชอบ</p>
<p>สิ่งที่กล่าวถึงข้างต้น หลายองค์กรกำลังเดินหน้าภายใต้งานใหญ่ที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร หรือ Culture Transformation ซึ่งดีแทคเป็นหนึ่งในนั้น ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรผ่านโครงการ dtac academy โดยนำเสนอเทรนนิ่งโปรแกรมและคอร์สอบรมออนไลน์ 24 ชั่วโมง โดยได้มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่าง INSEAD และ LBS มาออกแบบหลักสูตร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลไปจนถึงการทำนายพฤติกรรมผู้บริโภคตั้งแต่ปี 2560</p>
<p><strong>นาฎฤดี อาจหาญวงศ์</strong> รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เล่าถึงการสร้างคนในปีนี้ ประเดิมด้วยโ<strong>ปรแกรม 40-hour Challenge</strong></p>
<p><strong>ถาม&#8230;ความสำคัญของ โปรแกรม 40-hour Challenge</strong><br />
<strong> ตอบ&#8230;</strong>โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่ยิ่งใหญ่กว่าโปรแกรมอื่นๆ ที่เราได้เคยจัดมา โดยมีเป้าหมายการฝึกอบรมให้สำเร็จภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งตั้งไว้มากกว่า 100,000 ชั่วโมงสำหรับทั้งองค์กร  โดยจำนวนชั่วโมงการอบรมดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยปัจจุบันของดีแทคถึง 3-4 เท่า และมากกว่าที่กฎหมายกำหนดสูงสุดถึง 10 เท่า โปรแกรมนี้นำเสนอชั้นเรียนออนไลน์ระดับโลก ซึ่งจัดทำโดยความร่วมมือระหว่าง Lynda.com Coursera และเทเลนอร์</p>
<p><strong>ถาม&#8230;โปรแกรมนี้มีความเชื่อมโยงความเชื่อดีแทคอย่างไร</strong><br />
<strong> ตอบ..</strong>.สนับสนุนหลักความเชื่อของดีแทคที่ว่า ทุกคนสามารถกลายเป็นผู้ที่มีความสามารถด้านดิจิทัลได้หมด ถ้ามีกระบวนการทางความคิดที่ถูกต้อง ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัททั่วโลกมีช่องว่างเพิ่มขึ้นในทักษะด้านดิจิทัลของพนักงาน และช่องว่างนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพูดถึงซอฟท์สกิลด้านดิจิทัล นั่นหมายถึงไม่เพียงแต่การเขียนโปรแกรม และการวิเคราะห์ที่มีความต้องการสูง แต่ทักษะอื่นๆเช่น ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ความชำนาญและความคิดสร้างสรรค์ขององค์กรก็เป็นที่ต้องการด้วยเช่นกัน”</p>
<p><strong>ถาม&#8230;การสร้างคนดิจิทัลในองค์กร ควรจะต้องมีพื้นฐานอะไรมาก่อน</strong><br />
<strong> ตอบ..</strong>.การมีดีเอ็นเอ ซึ่งของดีแทคคือการลงมือทำอย่างรวดเร็ว คิดแตกต่าง กล้าที่จะทำ และมีความกระตือรือร้นที่จะมุ่งสู่ชัยชนะ ขณะนี้ดีเอ็นเอดังกล่าวได้ถูกฝังอยู่ในวัฒนธรรมของบริษัทแล้ว พนักงานของเรากำลังถามว่า ‘เราจะช่วยอย่างไรได้บ้าง มีที่ไหนบ้างที่เราสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆได้’ นี่คือตัวตนของโปรแกรม 40-hour Challengeนั่นเอง เรากำลังให้เครื่องมือที่พนักงานต้องการในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”</p>
<p><strong>ถาม&#8230;ช่วยอธิบายโปรแกรม 40-hour Challenge</strong><br />
<strong> ตอบ..</strong>.โปรแกรมนี้จะช่วยพัฒนาบุคลากร ทั้งทักษะดิจิทัลในรูปแบบฮาร์ด สกิล และซอฟท์ สกิล โดยจะมีคะแนนของแต่ละคลาสในหัวข้อตั้งแต่รูปแบบการทำงานแบบ Agile ไปสู่การวิเคราะห์ และประสบการณ์ของลูกค้าดิจิทัล คลาสต่างๆที่มีให้เรียนออนไลน์จะพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา กับการใช้งานด้วยโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นพนักงานสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา การอบรมของดีแทคครั้งนี้ยังใช้เกมเข้ามาประยุกต์ใช้ (gamification) ซึ่งเมื่อเรียนคลาสไหนสำเร็จแล้วสามารถปลดล็อกรับ Badge คอร์สขั้นสูง และดีแทคคอยน์ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนพนักงานให้จัดการการเรียนรู้ในหัวข้อที่พวกเขารัก และสามารถช่วยพวกเขาวางแผนความก้าวหน้าของการเรียนตามความต้องการส่วนบุคคลและยังรวมถึงความต้องการของทีมอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-1396 " src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2018/01/SD-Thailand-dtac-digital-training-2.jpg" alt="" width="500" height="333" /></p>
<p><strong>ถาม&#8230;รูปแบบการอบรมเป็นอย่างไร</strong><br />
<strong> ตอบ&#8230;</strong>การอบรมของเราให้โอกาสแบบ Bottom-up Approach คือพนักงานและผู้จัดการของพวกเขา สามารถดูแลจัดการสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับความรู้ที่ตรงกับความต้องการของทีมอย่างถูกต้องแม่นยำ และมันไม่ใช่แค่เรื่องเนื้อหาเท่านั้น การอบรมของเรายังถูกออกแบบตั้งแต่พื้นฐานขึ้นไปจนถึงระดับประสบการณ์ดิจิทัลที่มีคุณค่า</p>
<p><strong>ถาม&#8230;ผลที่ตามมาจากการฝึกอบรม</strong><br />
<strong> ตอบ&#8230;</strong>การฝึกอบรมจะได้รับแรงสนับสนุนจากการจ้างผู้มีความสามารถด้านดิจิทัลหน้าใหม่ๆ และการโยกย้ายภายในของพนักงาน ดีแทคมีอัตราการย้ายหน่วยงานภายในสูงมากถึง 38% ในแต่ละปี และกำลังประกาศรับพนักงานใหม่ในด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) การตลาดโซเชียลมีเดีย (Social Media Marketing) และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce)</p>
<p><strong>ถาม&#8230;เป้าหมายสร้างคนดิจิทัลในปี 2561</strong><br />
<strong> ตอบ&#8230;</strong>ปี 2561 จะเป็นปีที่สำคัญสำหรับดีแทค เราได้รุกนำไปแล้วในอุตสาหกรรมด้วยทีม Agile ที่มีมากกว่า 10 ทีมทั่วทั้งองค์กร แต่ยังเป็นปีที่เราต้องนำดิจิทัลไปสู่ทุกคนอีกด้วย การฝึกอบรมจะช่วยให้ผู้ที่เต็มใจที่จะรับโอกาสเพื่อที่จะอยู่แถวหน้าของการเปลี่ยนแปลงนี้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2018/01/dtac-digital-talent/">สร้างคนดิจิทัล @ ดีแทค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>3 ก้าวต้องคิดต่อของผู้บริหารระดับสูง (C-suites) ในปี ’61</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2017/12/c-suites-global-state-of-information-security/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Dec 2017 02:40:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[2018 Global State of Information Security®]]></category>
		<category><![CDATA[C-suites]]></category>
		<category><![CDATA[PwC ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[วิไลพร ทวีลาภพันทอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=1105</guid>

					<description><![CDATA[<p>หน้าที่ “ผู้นำ” ในองค์กรสู่ความยั่งยืน หนึ่งมุมที่ต้องคิดต่อ ยุคโลกเชื่อมโยงกันมาก จะได้รับผลกระทบจากภัยไซเบอร์โดยไม่ทันตั้งตัวยิ่งสูงตามไปด้วย บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงรายงานล่าสุด 2018 Global State of Information Security® Survey (GSISS) ของ PwC ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นบรรดานักธุรกิจและผู้นำบริษัทไอทีชั้นนำทั่วโลกจำนวน 9,500 ราย ใน 122 ประเทศว่า ภัยไซเบอร์ยังเป็นปัญหาสำคัญที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน แต่น่าแปลกใจที่องค์กรส่วนใหญ่กลับไม่ให้ความสำคัญในการวางกลยุทธ์ด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูล (Information Security) เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว โดยผลสำรวจพบว่า 44% ของผู้บริหารทั่วโลกระบุว่า พวกเขาไม่มีกลยุทธ์ด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูล !! จากผลสำรวจพบว่า เมื่อมีการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้น บริษัทที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่ยอมรับว่า พวกเขาไม่สามารถระบุตัวตนของผู้กระทำการได้อย่างชัดเจน โดยมีเพียง 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มั่นใจว่า สามารถบ่งชี้ตัวตนของผู้กระทำการโจมตีได้ นอกจากนี้ ความนิยมในการใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (The Internet of Things: IoT) ยังทำให้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น กลายเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของข้อมูลและความน่าเชื่อถือของระบบ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดภัยคุกคามทางกายภาพต่อโครงสร้างที่สำคัญขององค์กรได้ PwC [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2017/12/c-suites-global-state-of-information-security/">3 ก้าวต้องคิดต่อของผู้บริหารระดับสูง (C-suites) ในปี ’61</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หน้าที่ “ผู้นำ” ในองค์กรสู่ความยั่งยืน หนึ่งมุมที่ต้องคิดต่อ ยุคโลกเชื่อมโยงกันมาก จะได้รับผลกระทบจากภัยไซเบอร์โดยไม่ทันตั้งตัวยิ่งสูงตามไปด้วย</strong></p>
<p><span id="more-1105"></span></p>
<p>บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงรายงานล่าสุด <strong>2018 Global State of Information Security® Survey (GSISS)</strong> ของ PwC ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นบรรดานักธุรกิจและผู้นำบริษัทไอทีชั้นนำทั่วโลกจำนวน 9,500 ราย ใน 122 ประเทศว่า ภัยไซเบอร์ยังเป็นปัญหาสำคัญที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p><strong>แต่น่าแปลกใจที่องค์กรส่วนใหญ่กลับไม่ให้ความสำคัญในการวางกลยุทธ์ด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูล (Information Security) เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว โดยผลสำรวจพบว่า 44% ของผู้บริหารทั่วโลกระบุว่า พวกเขาไม่มีกลยุทธ์ด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูล !!</strong></p>
<p>จากผลสำรวจพบว่า เมื่อมีการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้น บริษัทที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่ยอมรับว่า พวกเขาไม่สามารถระบุตัวตนของผู้กระทำการได้อย่างชัดเจน โดยมีเพียง 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มั่นใจว่า สามารถบ่งชี้ตัวตนของผู้กระทำการโจมตีได้</p>
<p>นอกจากนี้ ความนิยมในการใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (The Internet of Things: IoT) ยังทำให้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น กลายเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของข้อมูลและความน่าเชื่อถือของระบบ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดภัยคุกคามทางกายภาพต่อโครงสร้างที่สำคัญขององค์กรได้</p>
<p>PwC ได้แนะนำ 3 ขั้นตอนที่จะช่วยให้ผู้นำองค์กรสามารถเตรียมความพร้อมรับมือการโจมตีทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้</p>
<p><strong>1.ผู้บริหารระดับสูง (C-suites) ต้องเป็นผู้นำ และคณะกรรมการต้องมีส่วนร่วม ผู้นำอาวุโสขององค์กรต้องเป็นหลักในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อเตรียมความพร้อมในการเตรียมตัวและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านไซเบอร์ พร้อมทั้งต้องมีการกำหนดกลยุทธ์จากผู้บริหารสู่พนักงานในระดับปฏิบัติการเพื่อจัดการกับความเสี่ยงด้านข้อมูลไซเบอร์ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลในองค์กรด้วย</strong></p>
<p><strong>2.การสร้าง “ความยั่งยืน” ในการปรับตัวขององค์กรจะเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ การนำพาองค์กรให้บรรลุสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในระยะสั้นจะเป็นหนทางสู่การดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งและยาวนาน</strong></p>
<p><strong>3.มุ่งเน้นการทำงานร่วมกันและเรียนรู้จากประสบการณ์ ผู้นำทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องทำงานร่วมกันในระดับต่างๆ เพื่อระบุถึงปัญหา มีการวางแผน รวมทั้งทดสอบความเสี่ยงจากการเชื่อมโยงระบบต่างๆ เพื่อให้การแก้ปัญหาและจัดการความเสี่ยงมีประสิทธิภาพ</strong></p>
<p><strong>วิไลพร ทวีลาภพันทอง</strong> หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า วันนี้หลายๆ บริษัททั่วโลกรวมทั้งในไทยต่างทุ่มเงินลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพของสินค้าและการให้บริการของตน แต่กลับมองข้ามการลงทุนด้านระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลและระบบไอทีของตนเอง ซึ่งนี่ถือเป็นช่องโหว่ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อองค์กรอย่างยิ่ง</p>
<p><em><strong>“ดังนั้น ผู้บริหารควรหันกลับมาทบทวนการลงทุนในด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ผ่านการสื่อสาร หรือการฝึกอบรมให้แก่พนักงานภายในองค์กร เพื่อให้การพัฒนาสินค้าและบริการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลเช่นปัจจุบัน”</strong></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2017/12/c-suites-global-state-of-information-security/">3 ก้าวต้องคิดต่อของผู้บริหารระดับสูง (C-suites) ในปี ’61</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
