<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Re-Refined Base Oil &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/re-refined-base-oil/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 24 Oct 2026 10:52:03 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.10</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Re-Refined Base Oil &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Waste to Value : เปิดสมรภูมิพลิก &#8216;ของเสียเคมี&#8217; สู่ &#8216;วัตถุดิบเพิ่มมูลค่า&#8217; ภาคอุตสาหกรรมไทย เมื่อน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วกลายเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคต และตัวชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันยุคคาร์บอนต่ำ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/change-chemical-waste-to-value/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Oct 2026 09:51:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Chemical Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Chemical Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Industrial Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[PSP]]></category>
		<category><![CDATA[RE]]></category>
		<category><![CDATA[Re-Refined Base Oil]]></category>
		<category><![CDATA[RRBO]]></category>
		<category><![CDATA[Used Lubricating Oil]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Waste to Value]]></category>
		<category><![CDATA[การกลั่นซ้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการของเสียเคมี]]></category>
		<category><![CDATA[ของเสียอุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ของเสียเคมี]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิลสารเคมี]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[เสกสรร ครองพาณิชย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45209</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมรภูมิการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยได้ก้าวพ้นยุคของการห้ำหั่นกันด้วย &#8216;ต้นทุน&#8217; หรือ &#8216;สเกลการผลิต&#8217; ไปแล้ว เมื่อบริบทโลกยุค ESG และเข็มทิศ Net Zero กำลังบีบให้ทุกองค์กรต้องเขียนสมการทางธุรกิจใหม่ วันนี้ &#8216;การบริหารจัดการของเสียเคมี&#8217; (Chemical Waste Management) จึงไม่ใช่งานหลังบ้านที่จ่ายเงินเพื่อให้จบไปอีกต่อไป หากแต่เป็นสนามแข่งขันสำคัญที่เปลี่ยนสารเคมีและน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วให้กลายเป็น &#8216;ทรัพยากรรูปแบบใหม่&#8217; ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Waste-to-Value) และกลายเป็นจิ๊กซอว์ชี้ขาดว่า ใครจะอยู่หรือไปในห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำแห่งอนาคต โจทย์สำคัญคือ ประเทศไทยจะเปลี่ยนของเสียเหล่านี้ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะ &#8216;น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว&#8217; (Used Lubricating Oil) ที่เกิดขึ้นจากรถยนต์ เครื่องจักร และสายการผลิตทั่วประเทศ ซึ่งหากจัดการไม่เหมาะสมอาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่หากผ่านกระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน ก็สามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมได้อีกครั้ง ข้อมูลจาก Kline ระบุว่า ในปี 2567 ทั่วโลกมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 39.2 ล้านตัน และเกิดน้ำมันใช้แล้วราว 21.5 ล้านตัน แต่มีเพียงราว 6.5 ล้านตันที่ถูกนำกลับไปกลั่นซ้ำเป็นน้ำมันพื้นฐาน หรือไม่ถึงหนึ่งในสามของน้ำมันใช้แล้วทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 682 ล้านลิตรต่อปี ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนถึงโอกาสในการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/change-chemical-waste-to-value/">Waste to Value : เปิดสมรภูมิพลิก &#8216;ของเสียเคมี&#8217; สู่ &#8216;วัตถุดิบเพิ่มมูลค่า&#8217; ภาคอุตสาหกรรมไทย เมื่อน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วกลายเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคต และตัวชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันยุคคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สมรภูมิการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยได้ก้าวพ้นยุคของการห้ำหั่นกันด้วย &#8216;ต้นทุน&#8217; หรือ &#8216;สเกลการผลิต&#8217; ไปแล้ว เมื่อบริบทโลกยุค ESG และเข็มทิศ Net Zero กำลังบีบให้ทุกองค์กรต้องเขียนสมการทางธุรกิจใหม่</p>
<p><span id="more-45209"></span></p>
<p>วันนี้ &#8216;<strong>การบริหารจัดการของเสียเคมี&#8217;</strong> (Chemical Waste Management) จึงไม่ใช่งานหลังบ้านที่จ่ายเงินเพื่อให้จบไปอีกต่อไป หากแต่เป็นสนามแข่งขันสำคัญที่เปลี่ยนสารเคมีและน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วให้กลายเป็น<strong> &#8216;ทรัพยากรรูปแบบใหม่&#8217;</strong> ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Waste-to-Value) และกลายเป็นจิ๊กซอว์ชี้ขาดว่า ใครจะอยู่หรือไปในห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำแห่งอนาคต</p>
<p>โจทย์สำคัญคือ ประเทศไทยจะเปลี่ยนของเสียเหล่านี้ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะ <strong>&#8216;น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว&#8217; (Used Lubricating Oil)</strong> ที่เกิดขึ้นจากรถยนต์ เครื่องจักร และสายการผลิตทั่วประเทศ ซึ่งหากจัดการไม่เหมาะสมอาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่หากผ่านกระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน ก็สามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมได้อีกครั้ง</p>
<p>ข้อมูลจาก Kline ระบุว่า ในปี 2567 ทั่วโลกมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 39.2 ล้านตัน และเกิดน้ำมันใช้แล้วราว 21.5 ล้านตัน แต่มีเพียงราว 6.5 ล้านตันที่ถูกนำกลับไปกลั่นซ้ำเป็นน้ำมันพื้นฐาน หรือไม่ถึงหนึ่งในสามของน้ำมันใช้แล้วทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 682 ล้านลิตรต่อปี ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนถึงโอกาสในการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ ควบคู่กับความท้าทายในการรวบรวมและจัดการน้ำมันใช้แล้วให้เข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45365 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/PSP_re3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>กฎคาร์บอนเร่งเกมแข่งขัน เปลี่ยนของเสียเป็นโอกาสทางธุรกิจ</strong></p>
<p><strong>คุณเสกสรร ครองพาณิชย์ </strong>รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP มองว่า แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมกำลังทำให้การบริหารจัดการของเสียมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ทั้งร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่วางกลไกราคาคาร์บอน ทั้งภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่ยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย มาตรการ CBAM และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของ EU ผลักดันให้ภาคธุรกิจเร่งขับเคลื่อนมาตรการลดคาร์บอน</p>
<p>ขณะที่ระบบราคาคาร์บอนของไทยอาจช่วยให้ผู้ส่งออกหักลบค่าคาร์บอนกับภาระ CBAM ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด  ซึ่งเข้าสู่ระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 สำหรับสินค้ากลุ่มแรก เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน CBAM เปิดช่องให้ผู้ส่งออกนำราคาคาร์บอนที่จ่ายจริงในประเทศต้นทางมาหักลบภาระได้ การมีระบบราคาคาร์บอนของไทยเองจึงเป็นอีกแรงผลักให้เร่งผลักดันกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>แม้การใช้วัตถุดิบรีไซเคิลยังไม่ได้เป็นข้อบังคับทั่วไปสำหรับผู้ผลิตไทย แต่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยคาร์บอนกำลังเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ยิ่งเมื่อผู้เล่นระดับโลกเริ่มนำร่องพัฒนาสินค้าคาร์บอนต่ำ ผู้ผลิตที่ปรับตัวช้าย่อมเสี่ยงเสียโอกาสในห่วงโซ่อุปทานของลูกค้ารายใหญ่</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-45373 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Re5-2.jpg" alt="" width="1200" height="718" /></p>
<p><strong>PSP </strong><strong>ต่อยอดธุรกิจรีไซเคิล ผ่าน </strong><strong>RE </strong><strong>สร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่</strong></p>
<p><strong>บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP</strong> ผู้นำด้านโซลูชันผลิตภัณฑ์หล่อลื่นแบบครบวงจร วางกลยุทธ์ต่อยอดธุรกิจสู่การบริหารจัดการของเสียเคมี ผ่านการลงทุนในบริษัท รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (RE) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลสารเคมี และการจัดการของเสียอุตสาหกรรมที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี โดย PSP เข้าซื้อหุ้น RE ทั้งหมด100% ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 630 ล้านบาท ในช่วงปี 2586 ที่ผ่านมา</p>
<p>ในขณะที่ RE ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การรีไซเคิลสารเคมี ตัวทำละลาย และน้ำมันใช้แล้ว การกำจัดของเสียที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ไปจนถึงการล้างบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น ถังเหล็กขนาด 200 ลิตร และถัง IBC ตามมาตรฐาน UN โดยข้อมูลที่ PSP เปิดเผยระบุว่า<em><strong> การนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ช่วยลดงบประมาณจัดซื้อได้เฉลี่ย 40–50% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับการใช้บรรจุภัณฑ์ใหม่</strong></em></p>
<p>การลงทุนดังกล่าวช่วยให้ PSP ขยายขอบเขตจากธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นและเคมีภัณฑ์  ไปสู่การจัดการทรัพยากรหลังการใช้งาน เปิดโอกาสให้ของเสียจากภาคอุตสาหกรรมกลับมาเป็นวัตถุดิบที่สร้างมูลค่าได้อีกครั้ง</p>
<p><strong>RRBO </strong><strong>เทคโนโลยีเปลี่ยนน้ำมันใช้แล้วเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูง</strong></p>
<p>หนึ่งในหัวใจสำคัญของแนวทาง <strong>Waste-to-Value</strong> คือ <strong>Re-Refined Base Oil (RRBO)</strong> <strong>หรือน้ำมันพื้นฐานที่ผลิตจากการกลั่นน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วซ้ำ</strong> ผ่านกระบวนการกำจัดน้ำและสิ่งปนเปื้อน การกลั่นภายใต้สุญญากาศ และการปรับปรุงคุณภาพด้วยไฮโดรเจน เพื่อกำจัดสารปนเปื้อนและองค์ประกอบที่เสื่อมสภาพจากการใช้งาน</p>
<p>เมื่อผ่านกระบวนการที่ได้มาตรฐาน น้ำมันใช้แล้วสามารถกลับมาเป็นน้ำมันพื้นฐานสำหรับผลิตน้ำมันหล่อลื่นได้อีกครั้ง โดยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถผลิต RRBO ได้ถึงระดับ Group II และ II+ และบางโรงงานผลิตได้ถึงระดับ Group III ขณะที่การผลิตน้ำมันพื้นฐานจากการกลั่นซ้ำมีศักยภาพในการใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตจากน้ำมันดิบ โดยประมาณการของ Chevron Oronite ระบุว่า<em><strong> RRBO มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำกว่าน้ำมันพื้นฐานทั่วไปราว 50% และอาจสูงถึง 80% RRBO จึงเป็นอีกทางเลือกในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม</strong></em></p>
<p>ประมาณการของ Kline และ Chevron Oronite ระบุว่า กำลังการผลิต RRBO ทั่วโลกอยู่ที่ราว 5.1 ล้านตัน (ข้อมูลปี 2565) โดยเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดราว 1.9 ล้านตัน มีจีน อินเดีย และออสเตรเลียเป็นตลาดหลัก และคาดว่า RRBO เติบโตเฉลี่ยราว 6% ต่อปีในช่วงปี 2566–2571 สะท้อนโอกาสของตลาดที่ให้ความสำคัญกับการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่มากขึ้น</p>
<p>สำหรับ PSP โครงการพัฒนา RRBO ซึ่งต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลของ RE เป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้าง New Growth Engine <em><strong>โดยวางเป้าหมายให้ RE เป็น Green Platform หลักของกลุ่ม และพัฒนาสู่ศูนย์กลางการรีไซเคิลสารเคมีในภูมิภาคอาเซียน</strong></em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-45367 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/PSP_re2.jpg" alt="" width="1200" height="718" /></p>
<p><strong>จากการกำจัดของเสีย สู่ความได้เปรียบในการแข่งขัน</strong></p>
<p>ตัวอย่างจากยุโรปแสดงให้เห็นว่า การนำน้ำมันใช้แล้วกลับมาผลิตเป็นน้ำมันพื้นฐานสามารถพัฒนาเป็นระบบจัดการทรัพยากรในระดับอุตสาหกรรมได้ โดยสเปนกำหนดให้น้ำมันใช้แล้วอย่างน้อย 65% ต้องถูกนำกลับไปผลิตเป็นน้ำมันพื้นฐาน ขณะที่เยอรมนีและอิตาลีเป็นผู้นำตลาดด้านการกลั่นซ้ำน้ำมันใช้แล้ว ส่วนสหรัฐฯ รวบรวมน้ำมันใช้แล้วได้ราว 72% และราว 60% ของปริมาณที่รวบรวมได้ถูกนำไปกลั่นซ้ำ</p>
<p>ที่น่าจับตาคือในเอเชีย อินเดียเริ่มบังคับใช้เป้าหมายน้ำมันรีไซเคิลตั้งแต่ 1 เมษายน 2567 ที่ 5% ของน้ำมันพื้นฐานหรือน้ำมันหล่อลื่นที่จำหน่าย และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2573</p>
<p>บทเรียนสำคัญคือ การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดผลจริงต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี ระบบรวบรวมของเสีย มาตรฐานการผลิต และกลไกสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้ทรัพยากรที่ผ่านการใช้งานแล้วสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ</p>
<p><em><strong>ในวันที่ภาคอุตสาหกรรมต้องแข่งขันภายใต้ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น การเปลี่ยนของเสียให้เป็นวัตถุดิบจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกในการลดภาระการกำจัด แต่เป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับ PSP การลงทุนใน RE และการพัฒนา RRBO คือการวางรากฐานธุรกิจที่เชื่อมโยงการผลิตกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อรองรับการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำในระยะยาว</strong></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/change-chemical-waste-to-value/">Waste to Value : เปิดสมรภูมิพลิก &#8216;ของเสียเคมี&#8217; สู่ &#8216;วัตถุดิบเพิ่มมูลค่า&#8217; ภาคอุตสาหกรรมไทย เมื่อน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วกลายเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคต และตัวชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันยุคคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
